<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>MAP sukkrothai by Nob</title>
      <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-06-07 05:57:10 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-06-14 15:00:42 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>สมาชิกในกลุ่ม</title>
         <author>darknmaster1</author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616744108</link>
         <description><![CDATA[<div>1. นายศิลาดน แสงแจ้ เลขที่19<br>2.นายภาคิน ยิ้มละมัย เลขที่21<br>3.นายมหิธรณ์ นาคนุช เลขที่35<br>4.พงศกร ขวัญเต่า เลขที่18<br>5.นายอภิรักษ์ ศรีเอม เลขที่24<br>6.นาย ศรุต ด่านกลาง เลขที่20</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2068214816/3dd09d8587e09f1c8adf235467d7a926/b50d937f39cdb104c4dff45feeedeb0e.png" />
         <pubDate>2023-06-07 06:15:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616744108</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศรีสัชนาลัย สุโขทัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616750709</link>
         <description><![CDATA[<div>เมื่อก่อนเคยปรากฏชื่อควบคู่ไปกับเมืองสุโขทัยที่เป็นราชธานี สันนิษฐานว่าเมืองศรีสัชนาลัยมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตเครื่องสังคโลกในสมัยสุโขทัยต่อเนื่องถึงสมัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2057720852/1fac6ee4c963559c27e2c5c6545618f9/Wat_Chang_Lom_Si_Satchanalai.jpg" />
         <pubDate>2023-06-07 06:21:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616750709</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิษณุโลก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616754861</link>
         <description><![CDATA[<div>เมืองพิษณุโลกมีมาแต่พุทธศตวรรษที่ 15 สมัยขอมมีอำนาจปกครองแถบนี้ แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า “ เมืองสองแคว ” เนื่องจากเมืองนี้ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำน่าน และแม่น้ำแควน้อย หรือบริเวณที่ตั้งของวัดจุฬามณีในปัจจุบัน เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1900 สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ ตัวเมืองปัจจุบัน โดยมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง สมัยอยุธยา เมืองพิษณุโลกทวีความสำคัญมากขึ้น เพราะเป็นเมืองกึ่งกลางระหว่างกรุงศรีอยุธยาและอาณาจักรฝ่ายเหนือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงปฏิรูปการปกครองและได้เสด็จมาประทับที่เมืองนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2006 จนสิ้นรัชกาลในปี พ.ศ. 2031 ช่วงนั้นพิษณุโลกเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยาถึง 25 ปี หลังรัชสมัยของพระองค์ตัวเมืองปัจจุบัน โดยมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง สมัยอยุธยา เมืองพิษณุโลกทวีความสำคัญมากขึ้น เพราะเป็นเมืองกึ่งกลางระหว่างกรุงศรีอยุธยาและอาณาจักรฝ่ายเหนือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงปฏิรูปการปกครองและได้เสด็จมาประทับที่เมืองนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2006 จนสิ้นรัชกาลในปี พ.ศ. 2031 ช่วงนั้นพิษณุโลกเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยาถึง 25 ปี หลังรัชสมัยของพระองค์<br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2057722477/08f3d53416bfd0f068a9189c1f3448ea/image.png" />
         <pubDate>2023-06-07 06:25:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616754861</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นครชุม อำเภอนครไทย พิษณุโลก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616755197</link>
         <description><![CDATA[<div>เมืองนครชุม เป็นเมืองโบราณที่สร้างในสมัยก่อนอาณาจักรสุโขทัย สันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นเมื่อก่อนพุทธศักราช 1800 และมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงในสมัยอาณาจักรสุโขทัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2057720852/d294654708590fba178bd7d3a4cbd80d/images__3_.jpeg" />
         <pubDate>2023-06-07 06:25:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616755197</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลาว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616755467</link>
         <description><![CDATA[<div>หลวงพระบาง<br>ประวัติ เป็นเมืองเก่าแก่เป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านช้าง สมัยแรกเริ่มสถาปนาอาณาจักรล้านช้าง แต่เดิมมีชื่อว่า "เมืองซวา" (ออกเสียงว่า ซัว) และเมื่อ พ.ศ. 1300 ขุนลอซึ่งถือเป็นปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองซวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น "เชียงทอง"<br>ลักษณะ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2057721403/ff9ae29f2183ba1c4075fd47a33b2728/Laos_1.jpg" />
         <pubDate>2023-06-07 06:25:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616755467</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นครศรีธรรมราช</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616759308</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br>ประวัติเมืองนครศรีธรรมราช<br><br>ประวัติเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเรื่องที่น่าสนใจถึงความเป็นมาอันยาวนาน&nbsp; เพราะนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุความเป็นชุมชนใหญ่มาไม่น้อยกว่า 1,500 ปีมาแล้ว เวลาอันยาวนานเช่นนี้ทำให้นครศรีธรรมราชมีสิ่งที่เราทั้งหลายไม่อาจล่วงรู้ ได้อยู่เป็นจำนวนมาก&nbsp; แต่เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อต่าง ๆ เช่นคำว่า ลิกอร์ โลเค็ก ละคอน ตามพรลิงค์ พระเวียง ตั้งมาหลิ่ง และเชีะโท้ คำเหล่านี้ล้วนเป็นชื่อเรียกดินแดนแห่งหนึ่งในแหลมมลายูที่มากก่อนคำว่า “นครศรีธรรมราช” เป็นชื่อเดิมของนครศรีธรรมราช นั่นเอง ความเก่าแก่ของชื่อเหล่านี้พอจะเป็นหลักฐานข้อหนึ่งที่ช่วยยืนยันได้ว่า นครศรีธรรมราชเป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่งในภูมิภาคแหลมมลายู และมีอายุมาก่อนราชธานีแห่งแรกของไทยหลายร้อยปี&nbsp;<br><br><br><br>นครศรีธรรมราชเป็นเมืองประวัติศาสตร์ และชื่อ นครศรีธรรมราช ได้ปรากฏชื่อในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า ศรีธรรมราช เข้าใจว่าจะเป็นเมืองแรกเริ่มประดิษฐานพระพุทธศาสนาในประเทศไทย&nbsp; และได้ชื่อว่าเป็นเมืองพระ มีพระมหาธาตุเป็นปูชนียสถานคู่เมืองและคู่ประเทศไทย&nbsp; &nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2057722477/085225ee8317bc17e2d292723a2c4dbe/image.png" />
         <pubDate>2023-06-07 06:29:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616759308</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เมืองเชียงทอง</title>
         <author>darknmaster1</author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616764066</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เมืองเชียงทอง</strong> ที่มีความเป็นมาเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์แน่นอนอยู่มีหลวงพระบาง เป็นชื่อเมืองเก่ามีมาก่อนหลวงพระบาง เดิมเป็นเมืองคู่เรียกชื่อเชียงดงกับเชียงทอง มีวัดเชียงทองเป็นวัดสำคัญ ทุกวันนี้ก็ยังมีความสำคัญ ต่อมามีชื่อเชียงเงินด้วย อยู่ใกล้ๆ หลวงพระบาง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2068214816/aba8cc2eddf2da166e67c015b768596d/DSC_1789_1.jpg" />
         <pubDate>2023-06-07 06:34:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2616764066</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น่าน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2617052400</link>
         <description><![CDATA[<div>ประวัติศาสตร์เมืองน่านเริ่มปรากฏขึ้นราว <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._1825">พ.ศ. 1825</a> ภายใต้การนำของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%B2">พญาภูคา</a>และนางพญาจำปาผู้เป็นชายา ซึ่งทั้งสองเป็นชาวเมืองเงินยาง ได้เป็นแกนนำพาผู้คนอพยพมาตั้งศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองล่าง ต่อมาเพี้ยนเป็นเมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ของ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87&amp;action=edit&amp;redlink=1">แม่น้ำย่าง</a>บริเวณ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3&amp;action=edit&amp;redlink=1">ตำบลศิลาเพชร</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%A7">อำเภอปัว</a> เลยไปถึงลำน้ำบั่ว ใกล้ทิวเขา<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">ดอยภูคา</a>ในเขตบ้านเสี้ยว บ้านทุ่งฆ้อง <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87">บ้านลอมกลาง</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">ตำบลยม</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B2">อำเภอท่าวังผา</a>) เพราะปรากฏร่องรอยชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน และกำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ เห็นชัดเจนที่สุดคือบริเวณข้างพระธาตุจอมพริกบ้านเสี้ยวมีกำแพงเมืองปรากฏอยู่ซึ่งเป็นปราการทิศใต้ และป้อมปราการทิศเหนือลักษณะที่ปรากฏเป็นสันกำแพงดินบนยอดดอยม่อนหลวง <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87">บ้านลอมกลาง</a> เป็นกำแพงเมืองสูงถึง 3 ชั้น ในแต่ละชั้นกว้าง 3 เมตร สูง 5 เมตร ขนานไปกับยอดดอยม่อนหลวง ต่อมาพระยาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คนไปสร้างเมืองใหม่ โดยขุนนุ่นผู้พี่ไปสร้างเมือง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87">จันทบุรี</a> (เมืองพระบาง) และขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว</div>]]></description>
         <enclosure url="http://img.kapook.com/image/travel1/11/E9869373-87.jpg" />
         <pubDate>2023-06-07 11:57:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2617052400</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หงสาวดี เมียนมาร์ (พม่า)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2617057431</link>
         <description><![CDATA[<div>หงสาวดีเป็นเมืองของชาวมอญมาก่อนในอดีต ก่อนที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จะยึดครองได้ ในปี พ.ศ. 2082หลังจากที่พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เข้ามาทำพิธี เจาะพระกรรณที่ฐานพระธาตุมุเตาขณะที่ยังอยู่ในเขตของมอญอยู่ และสถาปนาเป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์ตองอู หงสาวดีเจริญรุ่งเรืองสุดขีดในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง เนื่องจากพระองค์ให้ทรงสร้างพระราชวังของพระองค์ที่ชื่อ กัมโพชธานี ซึ่งนับเป็นพระราชวังใหญ่โตมีประตูทางเข้าออกถึง 10 ประตู สร้างโดยเกณฑ์ข้าทาสจากเมืองขึ้นต่าง ๆ โดยหนึ่งในนั้นมีเมืองเชียงใหม่และอยุธยารวมอยู่ด้วย จนถึงสมัยพระเจ้านันทบุเรงที่ เสด็จหนีพระนเรศวรไปเมืองตองอู และพวกยะไข่เผาทำลายหงสาวดี หลังจากนั้นไม่นาน เมืองอังวะก็กลายมาเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่าโดยสมบูรณ์ก่อนที่พม่าทั้ง ประเทศจะเสียเอกราชให้อังกฤษ</div><div>อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของหงสาวดี คือ พระธาตุชเวมอดอ หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า พระธาตุมุเตา เป็นพระธาตุที่อยู่มานานคู่กับเมือง เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชื่อว่าภายในได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ เล่ากันว่าเมื่อครั้งใดที่ พระเจ้าบุเรงนองจะออกทำศึกจะทรงสักการะขอพรจากพระธาตุนี้ทุกครั้ง และเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เสด็จมายังที่ หงสาวดีนี้ก็ได้ทำการสักการะพระธาตุนี้ด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2068360279/31ab28ceb24e67054dbbcaee58938470/image.png" />
         <pubDate>2023-06-07 12:04:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2617057431</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เมืองแพรก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2623079743</link>
         <description><![CDATA[<div>เมืองสรรคบุรี หรือเมืองแพรก อยู่ในเขตตำบลแพรกศรีราชา เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่าเดิมชื่อเมืองไตรตรึงส์ ศิลปกรรมแบบอู่ทอง น่าจะสร้างก่อนเมืองชัยนาท และยังเคยเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงสุโขทัยคู่กันมากับเมืองชัยนาท ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเรียกเมืองสรรคบุรีว่าเมืองแพรก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2057720852/583fd405afd7f2f212b8fee75358717a/1.jpeg" />
         <pubDate>2023-06-14 05:51:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2623079743</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ถนน สระหลวง ตำบล ในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร พิจิตร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2623083809</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นชื่อเมืองที่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย-ต้นรัตนโกสินทร์ เช่น ในพระราชพงศาวดาร หนังสือกฎหมายตราสามดวง เป็นต้น ปรากฏเป็นชื่อที่เขียนติดกันกับชื่อเมืองสองแคว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นชื่อเก่าของเมืองพิษณุโลกในสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาดังปรากฏการคัดลอกในหนังสือกฎหมายตราสามดวง และในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีกเขียนเป็นสหลวง ซึ่งเมื่อพิจารณาคำนี้สุโขทัยเขียนว่า สรลวง อ่านว่า สะ-ระ-ลวง คำที่เขียนในสมัยอยุธยา สหลวง จึงเป็นคำที่เขียนขึ้นตามที่หูชาวอยุธยาได้ยินจากปากชาวสุโขทัย คำนี้จึงควรอ่านว่า สะ-หะ-ลวง<br><br>แต่พอคัดลอกต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ไม่ได้ยินคำเรียกชื่อนี้แล้ว คงเหลือแต่ตัวหนังสือให้อ่าน จึงมีการอ่านโดยการเข้าใจผิดในชั้นหลังเป็นสะ-หลวง แล้วเติมตัวสะกดอื่นๆ ลงไปตามความเข้าใจ โดยคิดว่าเพื่อให้เขียนถูกต้องเลยกลายเป็นสระหลวง<br><br>จากคำที่ไม่มีความหมายของน้ำเลยกลายมาเป็นน้ำนองเต็มไปหมดในชั้นหลังเช่นนี้ การค้นหาเมืองโบราณที่มีน้ำเยอะๆ ว่าเป็นเมืองสระหลวงจึงเกิดขึ้นแต่นั้นมา</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2057722477/82ac7826123ef48e65b79b2b278ae976/image.png" />
         <pubDate>2023-06-14 05:55:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2623083809</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลาว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2623096703</link>
         <description><![CDATA[<div>เวียงจันทน์<br>เวียงจันทน์เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรเรืองอำนาจ โดยร่วมยุคสมัยกันกับทวารวดีของไทย เดิมชื่อเมืองจันทปุระหรือเมืองจันทบุรี มีนักปราชญ์ลาว-อีสานหลายกลุ่มได้เขียนประวัติของเมืองเวียงจันทน์ในแต่ละยุคไว้หลากหลายสำนวน เช่น ตำนานเวียงจันทน์พันพร้าว ตำนานพระรัสสีสองพี่น้องสร้างเวียง ตลอดจนเอกสารพื้นเวียงสำนวนต่างๆ ในครั้งหลวงพระบางเป็นราชธานี เวียงจันทน์มีสถานะเป็นเมืองลูกหลวงหรือเมืองเจ้าหัวเศิกพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เท่านั้นที่มักถูกส่งลงมาปกครองเวียงจันทน์ เวียงจันทน์เริ่มเป็นเมืองหลวงแทนหลวงพระบางตั้งแต่ พ.ศ. 2078 ในสมัยพระเจ้าโพธิสารราช จน พ.ศ. 2103 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 1 มหาราช ถอยหนีพม่ามาตั้งหลักที่เวียงจันทน์จึงถือเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการโดยมีนามเต็มว่า พระนครจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตอุตมราชธานีบุรีรมย์ หรือเมืองล้านช้างเวียงจันทน์ เวียงจันทน์เจริญขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง พ.ศ. 2237 สมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชก็เสื่อมลง<br><br>เวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศลาว อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง แบ่งการปกครองออกเป็น 9 เมือง ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ สำมะโน พ.ศ. 2563 ระบุว่าเมืองนี้มีประชากร 948,477 คน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2057721403/b90be6e1a829b81aba799e938b7ff0e4/0105g12000a99cg4t1DBF.jpg" />
         <pubDate>2023-06-14 06:09:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2623096703</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มะละกา มาเลเซีย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2623537376</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;มะละกาเป็นเมืองท่าเก่าแก่และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรมลายู เป็นเมืองท่าตั้งอยู่บริเวณช่องแคบระหว่างคาบสมุทรมาลายาและเกาะสุมาตราในทะเลอันดามัน ที่เรียกว่า “ช่องแคบมะละกา”ก่อนหน้านั้นมีเมืองท่าที่สำคัญบนเกาะสุมาตรา เช่น อูรู เปเดร์ และปาไซ พ่อค้ามุสลิมจากแอฟริกา อาหรับ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น จึงรู้จักกันดี เพราะเป็นเส้นทางผ่านไปสู่เอเชียตะวันออกโดยเฉพาะเมืองจีน</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมืองท่าริมชายฝั่งแห่งนี้กำเนิดขึ้นจากกษัตริย์ “ปรเมศวร”หรือราชาอีสกันดาร์ที่กล่าวกันว่าสืบเชื้อสายมาจาก “อเล็กซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่”[Alexander the Great]ผู้ครอบครองนครเทมาเสกหรือเกาะสิงคโปร์คนสุดท้ายในปี พ.ศ. ๑๙๓๙&nbsp; ปรเมศวรเป็นผู้นับถือฮินดูจากเกาะชวา</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตำนานเล่าว่า “ปรเมศวร”ประพาสล่าสัตว์ในแถบนี้ เมื่อพักเหนื่อยอยู่ใต้ต้นมะละกาใกล้กับแม่น้ำมะละกาปัจจุบัน กวางวิ่งออกมาทำให้หมาไล่เนื้อตกใจจนตกลงไปในแม่น้ำ จึงเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ดี เมื่อความอ่อนแอสามารถเอาชนะความเข้มแข็งได้ จึงตั้งเมืองในบริเวณนี้&nbsp; ส่วนอีกทางหนึ่งกล่าวว่า“มะละกา”มาจากคำในภาษาอาหรับMalakatที่แปลว่า ตลาด มะละกาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และกลายเป็นศูนย์กลางเมืองท่าริมชายฝั่งในช่องแคบของคนทุกเชื้อชาติและศาสนา</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลังจากการเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ของเจิ้งเหอ เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อได้รับการปกป้องจากการโจมตีของอยุธยา มะละกาจึงเป็นรัฐในอารักขาของราชวงศ์หมิง สุลต่านแห่งสมุทร-ปาไซเป็นผู้ก่อตั้งรัฐอิสลาม มีการกล่าวว่าแต่งงานกับเจ้าสาวจากราชวงศ์หมิงด้วย</div><div>&nbsp;</div><div>ต่อมา โปรตุเกส ดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ต่างแย่งชิงเมืองท่าแห่งนี้ในยุคการค้ากันเป็นลำดับ</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มะละกาเข้าสู่ยุคอาณานิคมโดยตกเป็นของโปรตุเกสเมื่อ พ.ศ.๒๐๕๔ พวกดัตช์แย่งชิงมาด้วยการโจมตีเมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๔ หลังจากนั้นมากกว่าศตวรรษ เมื่อเกิดสงครามนโปเลียน พ.ศ.๒๓๓๘ ดัตช์มอบมะละกาให้อังกฤษเพื่อเป็นกันชนแก่ฝรั่งเศส ก่อนจะถูกส่งกลับคืนและนำมาแลกกับ “บังกาลูลู”ในเกาะสุมาตรา เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ เป็นต้นมา บริษัทอิสต์อินเดียของอังกฤษปกครองฝั่งตะวันตกของมาลายาตั้งแต่เกาะสิงคโปร์ไปจนถึงปีนัง โดยอยู่ภายใต้การบริหารงานอาณานิคมที่กัลกัตตา ศูนย์กลางอาณานิคมใหญ่ของอังกฤษที่อินเดีย</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดัตช์ที่ปกครองมะละกาอยู่กว่าร้อยห้าสิบปี สร้างอาคารจำนวนมากที่ยังคงหลงเหลืออยู่ใกล้เขามะละกาหรือเขาเซนต์ปอล ย่านนี้เป็นแหล่งที่เป็นศูนย์รวมของอาคารจากยุคอาณานิคมที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบัน&nbsp; มีอาคารที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองมะละกา ตึกStadthuysซึ่งเป็นอาคารที่เก่าที่สุดในอาณานิคมฝั่งเอเชียอยู่ที่นี่สร้างตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.๒๑๙๓ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำการของผู้ปกครองอาณานิคมชาวดัตช์ ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ [Museum of History and <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Ethnography">Ethnography</a>]จัดแสดงเรื่องราวของเมืองประวัติศาสตร์มะละกาและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งเชื้อสายจีน อินเดีย โปรตุเกส และมลายู อยู่ในย่านที่เรียกว่า จัตุรัสแดงในย่านจัตุรัสแดง นอกจากตึกที่เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งยังแบ่งย่อยออกเป็นพิพิธภัณฑ์ทางวรรณคดี พิพิธภัณฑ์ของการประกาศเอกราช มีโบสถ์ที่สร้างด้วยอิฐสีชมพูจากเนเธอร์แลนด์ มีลานน้ำพุที่สร้างเลียนแบบดัตช์ บนยอดเขามีโบสถ์เซนต์ปอลตั้งอยู่ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยโปรตุเกสปกครองในปี พ.ศ. ๒๐๖๔ และกลายมาเป็นป้อมมะละกา พ.ศ. ๒๒๑๐และ พ.ศ. ๒๒๓๙ ก็ตกเป็นของดัตช์ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นสถานที่ฝังศพ ซึ่งยังคงเห็นหลุมฝังศพอยู่บริเวณแนวรั้วอีกด้านหนึ่งของเนินเขา มีพิพิธภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เคยเป็นสวนและวังของสุลต่านแห่งมะละกา</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมืองมะละกายังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์แห่งชาติมาเลเซีย หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ต่อต้านอาณานิคมกระจายไปทั่วในกลุ่มผู้รักชาติ เมืองมะละกาเป็นที่ประกาศเอกราชของนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ตนกู อับดุล มารัน ปุตรา ที่บันดาร์ฮิเลร์ เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๖ ทำให้ส่งต่อวัฒนธรรมการทำอาหารพวกขนมอบ ขนมที่ปรับมาจากแบบจีน โปรตุเกส และมาเลย์ ทำให้อาหารที่มะละกามีชื่อว่าอร่อยและผสมผสานต่างวัฒนธรรมมากที่สุด</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาหารอร่อยของมะละกา คือ อาหารจีนแบบลูกครึ่งที่รวมเอาอาหารแบบจีนและมาเลย์ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศรสจัดและความจัดเจนในการปรุงอาหารแบบคนจีน มะละกาจึงเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมแบบเปอระนะกัน[Peranakan Culture]เพราะเมื่อคนจีนยุคแรกๆ มาถึงมะละกาเพื่อเป็นคนงานในเหมืองและแต่งงานกับเจ้าสาวชาวมลายูก็ปรับรับเอาวัฒนธรรมแบบท้องถิ่นมาใช้ ผลก็คือ เป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างมลายูและจีน ผู้ชายเรียกกันว่า บาบ๊า [Baba]และผู้หญิงก็เรียกว่า นันย๊า [Nonya] มีบ้านเรือนแบบตึกที่อาศัยเป็นที่ค้าขายไปด้วย เราเรียกกันในปัจจุบันว่าตึกแบบสมัยโคโลนีหรือตึกแบบสมัยอาณานิคม หลุมฝังศพจีนบนเนินเขาจีนในมะละกา เป็นแหล่งฝังศพชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดย้อนกลับไปได้ถึงราวปลายสมัยราชวงศ์หมิง แต่หลายพื้นที่ถูกขุดไปในช่วงที่อังกฤษปกครอง เป็นสถานที่ซึ่งชาวบ้านในปัจจุบันนิยมไปวิ่งออกกำลังกายและมองเห็นวิวของเมืองได้ทั้งหมด เชิงเขามีวัด Poh San Tengลูกหลานของผู้ที่มีฝรั่งโปรตุเกสเป็นบรรพบุรุษยังคงพูดภาษาแบบลูกครึ่งที่เป็นเอกลักษณ์รู้จักกันในชื่อ คริสตังCristão or Kristang.และประเพณีแบบโปรตุเกสที่ยังคงสืบทอดและส่งผ่านมาสู่กลุ่มลูกหลานชาวโปรตุเกสในปัจจุบันก็คือ เทศกาลน้ำ Intruduหรือการถือบวชของชาวคาทอลิก เทศกาลเต้นรำ Branyu&nbsp; เทศกาลเฉลิมฉลองตามถนนวันเทศกาลประจำปีซานตาครูซ Santa Cruz</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมืองมะละกาปัจจุบัน นอกจากจะมีเรื่องของการท่องเที่ยวที่เป็นหลักเป็นฐานแล้ว ในพื้นที่ของเมืองที่ขยับขยายและวางผังเองอย่างชัดเจน เขตชายทะเลเป็นส่วนที่เป็นเมืองตากอากาศ มีตึกและคอนโดมิเนียมสำหรับคนมาเลเซียในพื้นที่อื่นๆ ซื้อไว้สำหรับพักผ่อน เขตรอบนอกมีย่านอุตสาหกรรมกว่า ๒๓ แห่ง และโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า ๕๐๐ โรงงานจากประเทศต่างๆ เชื่อมด้วยทางด่วนสายสำคัญจากเหนือลงใต้ จากประเทศไทยจนถึงสิงคโปร์ เป็นทางด่วนในการติดต่อต่อเนื่องกับรัฐต่างๆ ย่านฝั่งตะวันตกและเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ มะละกาจึงเป็นเมืองสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และทางเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียอย่างยิ่ง</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในย่านเก่าที่เป็นตลาดตั้งแต่ยุคอาณานิคม ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ภูเขามะละกาหรือเขาเซนต์ปอล ย่านเก่าทั้งสองฝั่งแม่น้ำมะละกาเป็นตึกยุคโคโลนียังคงมีชีวิตชีวา เพราะการทำมาค้าขายของร้านค้าต่างๆ ทั้งคนเชื้อสายจีน อินเดีย มาเลย์ ต่างทำกินกันอย่างคึกคักและเป็นธรรมชาติ แม้เราจะเห็นว่าในเมืองเก่าและอาคารเก่าเหล่านี้จะถูก “จัดวาง”อย่างเรียบร้อยแล้ว ถูกคุมในเรื่องสภาพแวดล้อมของการเป็นเมืองเก่าอย่างเข้มงวด แต่ชีวิตที่นี่ยังมีสีสัน เพราะบริเวณกว้างขวางเหล่านี้คือ ตัวอย่างอันน่าตื่นตาตื่นใจของผู้มาเยือนที่จะเรียนรู้ลักษณะของ “ความเป็นสังคมพหุลักษณ์”ที่ประกอบไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา อยู่ร่วมกันอย่างสงบและไม่เบียดเบียนจนมีเหตุร้ายให้เห็นดังเช่น ในสามจังหวัดภาคใต้ของเราเผชิญอยู่ในขณะนี้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2068360279/236162fc4435f1341b35260d451d6881/image.png" />
         <pubDate>2023-06-14 15:00:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/darknmaster1/hfzeu0u27zmds3ob/wish/2623537376</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
