<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>Remake of contemporary art and culture by พยุงศักดิ์ วันอุ</title>
      <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1</link>
      <description>ครูพยุงศักดิ์</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-01-21 07:11:37 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-03-05 18:31:41 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://imgglb.padletcdn.com/v13/image?t=g_auto&amp;url=https%3A%2F%2Fpadlet.net%2Ficons%2Fpng%2F1f608.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>ให้นักศึกษา ค้นหาข้อมูล อิทธิพลของศิลปะทั้ง4ยุคสมัคของไทย พร้อมภาพประกอบ</title>
         <author>payungsakwanudom</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004495253</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-01-21 07:12:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004495253</guid>
      </item>
      <item>
         <title>-ทวารวดี</title>
         <author>payungsakwanudom</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004497386</link>
         <description><![CDATA[<div>- ศรีวิชัย<br>-ลพบุรี<br>-ล้านนา&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-01-21 07:14:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004497386</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004504317</link>
         <description><![CDATA[<div>จัดเป็นศิลปกรรมต้นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 บรรดาโบราณวัตถุ และโบราณสถาน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน หากแต่ยังปรากฏหลักฐานการนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ด้วย อิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่ขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะทวารวดี คือ <strong>“ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในสยามประเทศ”&nbsp; "อิทธิพล" มาจากอินเดีย</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536858982/6b63d9b0846dae66aec20e328010f488/1.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:19:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004504317</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทราวารดี</title>
         <author>643030800063</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004507929</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นประติมากรรมศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อยู่ร่วมสมัยกับทวารวดีตอนต้น และตอนปลาย ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 ที่เมืองศรีมโหสถและเมืองศรีเทพ และพบอยู่ร่วมกับศรีวิชัยและทวารวดีที่ภาคใต้ของประเทศไทย มักจะทำเป็นรูปพระนารายณ์<br><br>ลักษณะพระพักตร์จะไม่เหมือนพระพุทธรูปแบบทวารวดี จะมีลักษณะคล้ายกับอินเดีย ตัวอย่างเช่น พระนารายณ์ที่ไชยาแสดงลักษณะอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบมทุราและอมราวดี(พุทธศตวรรษที่ 6-9) รวมทั้งที่พบที่นครศรีธรรมราช ซึ่งถือสังข์ด้วยพระหัตถ์ซ้ายด้านล่าง ผ้านุ่งและผ้าคาดที่พบที่ภาคใต้และที่เมืองศรีมโหสถ จะมีผ้าคาดเฉียงเหมือนศิลปะอินเดียหลังคุปตะ (ปัลลวะ) ในราวพุทธศตวรรษที่ 12 ส่วนเทวรูปรุ่นเก่าที่อำเภอศรีเทพจะมีอายุใกล้เคียงกัน และที่ศรีเทพนอกจากที่จะพบรูปพระนารายณ์แล้วยังพบรูปพระกฤษณะและพระนารายณ์ด้วย&nbsp;<br>เริ่มจากการมีศาสนาฮินดูเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ทำให้ในอินเดียมีการทำประติมากรรมเกี่ยวพระนารายณ์ และเทพองค์อื่นๆขึ้นมา ตามความเชื่อ และการกระทำเหล่านั้น ได้ส่งผ่านมาที่ยุคทราวารดี ผ่านทางศาสนา</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792607/e0a0db659132e40bdc5329bff909a1f0/padlet_image_picker_file_7a31f143_a995_4d16_815f_90704c6f7565.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:22:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004507929</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author>643030800161</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004509905</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>รับอิทธิพลโดยตรงมาจากอินเดีย มีอิทธิพลอมราวดีและคุปตะพุทธศตวรรษที่ 12 – 13<br></strong><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจัดกลุ่มรูปแบบที่ถือเป็นสมัยทวารวดีตอนต้นนี้ได้ใช้เรื่องของพัฒนาการทางด้านรูปแบบศิลปกรรมเป็นหลักในการแบ่ง&nbsp; คือ&nbsp; รูปแบบที่มีความใกล้เคียงกับอินเดียซึ่งเป็นต้นแบบมากที่สุด&nbsp; อาจจะเป็นงานที่คัดลอก&nbsp; หรือความพยายามสร้างงานที่รักษารูปแบบของอินเดียไว้ให้มากที่สุดของช่างในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา&nbsp; และอาจเป็นรูปแบบดั้งเดิมที่สุดที่ปรากฏในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&nbsp; อิทธิพลของศิลปะอินเดียที่ปรากฏในระยะเวลานี้&nbsp; ได้แก่&nbsp; ศิลปะอมราวดี , คุปตะ , และศิลปะหลังคุปตะ&nbsp; โดยมีการกำหนดชื่อเรียกตามราชวงศ์ต่างๆ&nbsp; ส่วนหนึ่งได้พบที่งานศิลปกรรมในพุทธศานา&nbsp; เช่น&nbsp; ศิลปะวากาฏกะ&nbsp; เป็นต้น&nbsp; และมีอิทธิพลศิลปะระยะต่อมาคือศิลปะปาละ<br></strong><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตัวอย่างพระพุทธรูปสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการสร้างงานศิลปะกรรมที่พบในดินแดนไทย&nbsp; ซึ่งศาสตร์จารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิส&nbsp; ดิศกุล&nbsp; ทรงเสนอว่าได้แก่พระพุทธรูปที่มีอิทธิพลระหว่างศิลปะอมราวดีและคุปตะ&nbsp; ไม่ทราบแหล่งที่พบ (อาจมาจากทางภาคใต้)&nbsp; ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร&nbsp; ซึ่งกำหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ 10 – 11&nbsp; โดยพระพุทธรูปองค์นี้ครองจีวรห่มเฉียง&nbsp; จีวรเรียบไม่มีริ้ว&nbsp; พระกรซ้ายยึดชายจีวรและแนบกับพระอุระมีชายจีวรที่ออกมาจากพระกรซ้ายตกลงมาตรงๆ&nbsp; พระพักตร์ค่อนข้างกลม&nbsp; ขมวดพระเกศาเป็นตุ่มค่อนข้างใหญ่&nbsp; ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของพระพุทธรูปสมัยอมราวดี&nbsp;<br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536790866/dbb4ceafaa916bc454d5b735a050b83b/71FDD7FC_E340_4FCF_B9DD_77DFC4C12694.png" />
         <pubDate>2022-01-21 07:23:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004509905</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ ศรีวิชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004516522</link>
         <description><![CDATA[<div>คาบสมุทรภาคใต้เมื่อหมดยุครุ่งเรืองของศาสนาฮินดู&nbsp; พุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็เจริญขึ้น ได้มีการสร้างศิลปกรรม เรียกว่า ศิลปะศรีวิชัย&nbsp; มีแบบฉบับของความเกี่ยวข้องกับศิลปะชวาภาคกลางของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งใกล้ชิดกับศิลปะอินเดียแบบคุปตะ หลังคุปตะ และแบบปาละโดยลำดับ&nbsp; "ได้รับอิทธิพลทาง วัฒนธรรมมาจากอิเดีย"<br><br>ส<strong>ถาปัตยกรรม</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>ในปัจจุบันนี้ได้มีการค้นพบสถาปัตยกรรมที่เนื่องในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน ที่ได้มีการสร้างสรรค์ขึ้นบนคาบสมุทรไทยสองประเภท คือ ประเภทแรก ได้แก่ สถูป (Stupa, or Tupa) และประเภทที่สอง ได้แก่ เจติยสถาน (Chaitya Hall)</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536858982/ead9e58e1bb8615e8d758d12df95e4fe/2.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:28:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004516522</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author>643030800161</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004518847</link>
         <description><![CDATA[<div>จากความเชื่อที่ว่ามีอาณาจักรหนึ่งรุ่งเรีองขึ้นใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 อาจจะมีราชธานีตั้งอยู่ใกล้กันกับเมืองปาเล็มบังในเกาะสุมาตราในปัจจุบัน นี้&nbsp; บางครั้งอาณาจักรนี้อาจจะได้ครอบครองแหลมมลายูและดินแดนบางส่วนในภาคใต้ของ ประเทศไทยด้วย นักปราชญ์ทางโบราณคดีเรียกชื่ออาณาจักรนี้ว่า "ศรีวิชัย" ตามจารึกที่ค้นพบที่กล่าวมา ได้ส่งผลให้มีการเรียกชื่อศิลปกรรมที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทยในช่วง ระยะเวลานั้นว่า "ศิลปะแบบศรีวิชัย"&nbsp; ศิลปกรรมสกุลช่างนี้ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และมีรูปแบบที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลจากศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ หลังคุปตะ ปาละ-เสนะ และศิลปะชวาภาคกลาง ซึ่งมีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 12 หรือ 13-14 ขณะเดียวกัน ก็ยังได้พบงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะจามและเขมรโบราณ รวมทั้งงานประติมากรรมและศิลาจารึกภาษาทมิฬ ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนโบราณในภาคใต้ของไทยกับ ชุมชนโบราณในประเทศอินเดียตอนใต้ด้วย&nbsp;<br><strong><br>สถาปัตยกรรม</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>ในปัจจุบันนี้ได้มีการค้นพบสถาปัตยกรรมที่เนื่องในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน ที่ได้มีการสร้างสรรค์ขึ้นบนคาบสมุทรไทยสองประเภท คือ ประเภทแรก ได้แก่ สถูป (Stupa, or Tupa) และประเภทที่สอง ได้แก่ เจติยสถาน (Chaitya Hall)<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536790866/d43bcef6bebb2d9d7c6d9d26196c453b/771A9ABA_77F5_4DF5_AEA5_5C33BA099842.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:30:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004518847</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author>643030800063</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004524219</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;ศิลปะแบบศรีวิชัยเป็นศิลปะที่มีอยู่ในช่วงประมานพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๘ ในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย<br>แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี (อำเภอไชยา) และจังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วแพร่กระจายไปสู่ภาคอื่นๆ ศิลปะแบบ<br>ศรีวิชัยได้แพร่เข้ามารพร้อมกับพุทธศาสนาแบบมหายานและศาสนาฮินดู ซึ่งแต่เดิมชาวศรีวิชัยอพยพมาจากอินเดีย<br>ตอนใต้มาตั้งแต่บ้านเมืองในปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา และได้ขยายอาณาเขตมาภึงแหลมมลายู ผลงานที่หลงเหลือให้ศึกษา<br>มักเป็นด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรม ซึ่งแบบแผนของงานสถาปัตยกรรมจะออกมาในรูปแบบปรางค์ เช่น<br>พระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำเป็นลักษณะมณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธรูป มียอดเป็นสถูป องค์เจดีย์<br>เป็นแปดเหลี่ยม มีมุมย่อและมีเจดีย์ประจำทิศตั้งซ้อนอยู่ ซึ่งลักษณะนี้จะเหมือนกับเจดีย์ในชวาเรียกว่า จันทิ ส่วนงาน<br>ประติมากรรมเป็นรูปเคารพทั้งรูปเทวรูปและพระพุทธรูป เช่น รูปพระวิษณุพระหัตถ์ทรงหอยสังข์ รูปศิวลึงค์ตาม<br>ความเชื่อในศาสนาฮินดู รูปพระโพะสัตว์อวโลกิเตศวร (หล่อด้วยสำริด)&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792607/1ee32a3594b0c7bae0b325ae75d68007/padlet_image_picker_file_dc9b49eb_5eff_40d4_83bd_bbbda8b474d0.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:34:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004524219</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author>643030800161</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004524405</link>
         <description><![CDATA[<div>อิทธิพลศิลปะสมัยลพบุรี<br><br></div><div>ย้อนกลับไปในสมัยลพบุรี ยุคนั้นอาณาจักรลพบุรีหรือเมืองละโว้ในขณะนั้น ได้รับอิทธิพลทั้งด้านความเชื่อทางศาสนา และ งานศิลปะมาจาก อาณาจักรขอมค่อนข้างมาก ทำให้งานศิลปะของเมืองละโว้ออกมาเป็นสไตล์ขอมเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม งานปะติมากรรม มองเผินๆจะเหมือนกับของขอมเลยทีเดียว แต่มีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย<br><br></div><div>การสร้างพระพุทธรูป<br><br></div><div>งานปะติมากรรมส่วนใหญ่ยุคก่อนนั้นจะเน้นการสร้างพระพุทธรูปเนื่องจากความเชื่อทางด้านศาสนานั่นเอง ทีนี้พระพุทธรูปสมัยลพบุรีนั้น จะคล้ายกับงานพระพุทธรูปของขอมด้วย กล่าวคือจะทำให้พระพักตร์(หน้า)สั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ตาโต ปากกว้าง เป็นต้น ปางที่นิยมสร้างก็คือ ปางนาคปรก นิยมสร้างพระจากหินทราย หรือ สำริดมากที่สุด นอกจากนั้นจะมีการสร้างเทวรูปเพื่อสักการะความเชื่อ หลักๆจะมีสองแบบคือ เทวรูปพระนารายณ์ และ เทวรูปพระศิวะ<br><br></div><div>งานสถาปัตยกรรม<br><br></div><div>เมืองละโว้ในยุคนั้น ได้แบบแผนการสร้างเมืองมาจากขอมด้วย กล่าวคือ เมืองจะมีการวางผังเมืองมาเป็นอย่างดี มีการวางระบบน้ำประปาเพื่อเก็บไว้ใช้เพาะปลูก มีการสำรองแหล่งน้ำสำคัญ(เหมือนกับเขื่อน)อีกด้วย ด้านสถาปัตยกรรมจะสร้างอย่างมีแบบแผนทั้งทางด้านวิศวกรรม และความเชื่อผสมผสานกัน อย่างเช่น การสร้างปราสาทจะสร้างแบบให้แผนผังสมมาตรกัน(เพื่อความสวยงามและใช้งานง่าย) อีกทั้งปราสาทจะต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก(รับแสงอาทิตย์ตอนเช้า)อีกด้วย นอกจากนั้นวิธีการสร้างก็ยอดเยี่ยม เราใช้อิฐ หินทราย ศิลาแลงมาวางเรียงกันเพื่อทำให้เกิดปราสาทขึ้นมา นักโบราณคดีเชื่อว่ายุคนั้นอาจจะมีการใช้ยางไม้พิเศษเพื่อทำหน้าที่ยึดติดก้อนหินให้อยู่ตัว สถาปัตยกรรมที่มีความศิลปะยุคสมัยลพบุรีมากที่สุด ได้แก่ พระปรางค์สามยอด<br><br></div><div>ปะติมากรรมภาพเหมือน<br><br></div><div>ผลงานศิลปะสมัยลพบุรีอีกชิ้นหนึ่ง น่าสนใจมากนั่นก็คือ ผลงานภาพเหมือนพระบรมสาทิสลักษณ์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระเจ้าแผ่นดินองค์สำคัญที่เผยแพร่ความคิด ความเชื่อหลายอย่างไปทั่วทั้งอาณาจักร รวมถึงลพบุรีนี้ด้วย มีผลงานชิ้นหนึ่งเชื่อกันว่าเหมือนกับท่านมากถูกคนพบที่ ปราสาทหินพิมาย จังหวัด โคราช แม้จะชำรุดเสียหายไปบ้างจากกาลเวลา แต่โดยรวมยังสมบูรณ์อยู่มาก<br><br></div><div><br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536790866/5236bc57c9d1727dc96f9bafd0126f5d/5F4644BD_F948_4C1E_B85F_BDA1E80A234E.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:34:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004524405</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author>643030800063</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004528854</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะลพบุรี คือศิลปะในพุทธศตวรรษที่ 16–18 ทางภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีศิลปกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรมแบบหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะสถาปัตยกรรมของขอม ศิลปะสกุลช่างลพบุรีเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ โดยเฉพาะศาสนาพุทธแบบลัทธิมหายาน ศิลปะสมัยนี้ส่วนมากเป็นภาพจำหลักด้วยศิลาและสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะการปั้นหล่อสัมฤทธิ์มีความเจริญมาก ท่วงทำนองในการปั้นหุ่นมีความชำนาญยิ่งทำให้กิริยาท่าทางไม่แข็งกร้าวแบบศิลปะขอมในประเทศกัมพูชา<br>การตกแต่งสถาปัตยกรรมไม่นิยมพื้นที่ว่าง มักตกแต่งลวดลายดอกไม้ ใบไม้และลายประดิษฐ์ ตามส่วนต่าง ๆ ของอาคาร ผังอาคารเป็นแบบง่าย ๆ แบบกากบาท มักมีการสร้างระเบียงคดล้อมรอบ สถาปัตยกรรมนี้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์ พระพุทธรูปนิยมสร้างเป็น 3 องค์ อันหมายถึงธรรมกาย ได้แก่พระธรรม สัมโภคกาย และนิรมาณกาย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792607/1470e73b1d0faddd8025fec16bf3d195/padlet_image_picker_file_faaf57be_f0d5_4f56_b64c_f2e5752d5c0d.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:37:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004528854</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004531207</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ชื่อเรียก <em>ศิลปะลพบุรี</em> มีหลักฐานว่าเกิดขึ้นครั้งแรก ๆ โดยการค้นคว้าของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในพระนิพนธ์เมื่อปี พ.ศ. 2469 ในหนังสือ <em>ตำนานพระพุทธเจดีย์</em> และหนังสือ <em>โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร</em> โดยศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ซึ่งพิมพ์ในปี พ.ศ. 2471 ก็ปรากฏในหนังสือโดยสรุปนิยามอย่างกว้าง ๆ<br><br></div><div><br>ต่อมาราว พ.ศ. 2510 ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงใช้ชื่อเรียกนี้เพื่ออธิบายว่า "หมายถึงโบราณวัตถุสถานขอมที่ค้นพบในประเทศไทย รวมทั้งโบราณวัตถุสถาน ที่ทำ ขึ้นในประเทศไทย แต่ทำเลียนแบบศิลปะขอมในประเทศกัมพูชา ฉะนั้น ศิลปะสมัยลพบุรีในที่นี้จึงมีทั้งที่เป็นแบบขอมอย่างแท้จริง และที่ทำขึ้นเลียนแบบขอมอันมีลักษณะของตนเองผิดแปลกออกไปบ้าง<br><br>เหตุผลการเรียกว่า <em>ศิลปะลพบุรี</em> คือ ประการแรก เมืองลพบุรีซึ่งเป็นเมืองสำคัญมาก่อนการเกิดกรุงศรีอยุธยาและมีหลักฐานโบราณวัตถุสถานแบบขอม/เขมรมากมาย ประการสอง เมืองลพบุรีถูกหยิบยืมมาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแบบก่อนสยามที่ไม่ต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอื่นใด<br><br>ระการที่สาม เป็นเพราะภัยคุกคามของอาณานิคมฝรั่งเศสที่มีอำนาจยึดครองอินโดจีนเอาไว้ได้ในขณะนั้น<br><br></div><div><br>นอกจากนั้นยังมีเสนอชื่อหรือคำเรียกใหม่อยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็น ศิลปะเขมร, ศิลปะขอม/เขมร (ที่พบ) ในประเทศไทย, ศิลปะร่วมแบบเขมรในประเทศไทย, สมัยอิทธิพลเขมร, ศิลปะที่มีแม่แบบจากเมืองพระนคร และศิลปะในลัทธิวัชรยานจากกัมพูชา เป็นต้น "ได้รับอิธิพลมาจาก ศิลปะเขมรหรือศิลปะขอมในกัมพูชา"<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536858982/52d55a1fbf3d791d81183f16e3a560ff/3.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:39:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004531207</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author>643030800063</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004533427</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong>ศิลปะล้านนา หรือ ศิลปะเชียงแสน หมายถึง ศิลปะในเขตภาคเหนือทางตอนบนหรือดินแดนล้านนาของประเทศไทยในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19–24 คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องจากศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่เชียงแสน เรียกว่าอาณาจักรโยนก ต่อมาเมื่อพญามังรายได้ย้ายมาสร้างเมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ งานศิลปะล้านนามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะนิกายเถรวาท<br></strong>จิตรกรรมในศิลปะล้านนาพบงานเขียนบนผืนผ้าหรือ พระบฏ เพื่อแขวนไว้ในอาคาร พระบฏที่เก่าที่สุดพบจากกรุวัดเจดีย์สูง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจิตรกรรมบนผนังอาคารเก่าที่สุด คือภาพอดีตพุทธในกรุเจดีย์วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ บ้างว่าเก่าที่สุดอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนบนไม้<br><br>จิตรกรรมฝาผนังล้านนา แบ่งผลงานออกได้เป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 – 21 เช่น ที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เพียงแห่งเดียว ระยะที่ 2 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 22–24 พบที่เขตจังหวัดลำปางเท่านั้น ลักษณะภาพจิตรกรรมฝาผนังของทั้ง 2 ระยะ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ระยะที่ 3 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นผลงานในยุคปลาย มีความนิยมรูปแบบภาพเล่าเรื่อง เป็นหลัก เรื่องราวที่เขียนเป็นคตินิยมเฉพาะของชาวล้านนา โครงสีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสีแดงและสีน้ำเงิน นิยมเขียนขึ้นภายในวิหารต่างจากจิตรกรรมภาคกลางที่นิยมเขียนในอุโบสถ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792607/cfcd2be1243531dd3889d4e9eae208e9/padlet_image_picker_file_b6ef6364_71d6_447f_8861_17fa2e03e7c4.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:41:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004533427</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author>643030800161</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004535825</link>
         <description><![CDATA[<div>หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า ดินแดนล้านนานั้นหมายถึงดินแดนบางส่วนของอาณาเขตบริเวณ ลุ่มน้ำแม่โขง ลุ่มน้ำสาละวิน แม่น้าเจ้าพระยา ตลอดจนเมืองที่ตั้งตามลุ่มน้ำสาขาเช่นแม่นำกก แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำปาย แม่น้ำแตง แม่น้ำงัด ฯลฯโดยมีอาณาเขตทางทิศใต้จดเมืองตาก (อำเภอบ้านตากในปัจจุบัน) และจดเขตดินแดนด้านเหนือของอาณาจักรสุโขทัย ทิศตะวันตกเลยลึกเข้าไปในฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน ทิศตะวันออกจดฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง ทิศเหนือจดเมืองเชียงรุ่ง (หรือคนจีนเรียกในปัจจุบันว่า เมืองจิ่งหง) ซึ่งบริเวณชายขอบของล้านนา อาทิ เมืองเชียงตุง เชียงรุ่ง เมืองยอง เมืองปุ เมืองสาด เมืองนาย เป็นบริเวณที่รัฐล้านนาแผ่อิทธิพล ไปถึงในเมืองนั้นๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536790866/bd59832cdf02a4699b1c435c9f45bc19/634C4A7E_C2B6_46AC_B1E4_11F5F83C6AD7.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:43:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004535825</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>643030800161</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004536680</link>
         <description><![CDATA[<div>ประติมากรรม</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป ศิลปะล้านนา ซึ่งมักเรียกว่า แบบเชียงแสน คือ พระวรกายอวบอูม พระพักตร์อิ่ม ยิ้มสำรวม กระเกตุมาลาเป็นรูปต่อมกลม และดอกบัวตูม ไม่มีไรพระศก พระศกเป็นแบบก้นหอย พระขนงโก่งรับพระนาสิกงุ้มเล็กน้อย ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน พระอุระนูนดังราชสีห์ ท่านั่ง<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3&amp;action=edit&amp;redlink=1">ขัดสมาธิเพชร</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536790866/179f8b1a669c8bdfd5ebd73318d7c623/A15990F5_CCA0_47AC_9029_25D6CBA9033F.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:43:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004536680</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ ล้านนา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004538919</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะล้านนา หรือ ศิลปะเชียงแสน หมายถึง ศิลปะในเขตภาคเหนือทางตอนบนหรือดินแดนล้านนาของประเทศไทยในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19–24 คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องจากศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่เชียงแสน เรียกว่าอาณาจักรโยนก ต่อมาเมื่อพญามังรายได้ย้ายมาสร้างเมืองเชียงใหม่<br><br><br>รูป แบบสถาปัตยกรรมล้านนา ที่สร้างขึ้นก่อน พ.ศ.1839 หรือก่อนการรวมอาณาจักรล้านนาคือ ” สมัยหริภุญไชย ” สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในนี้ปรากฏมากในพื้นที่เมืองลำพูน อันเป็นศูนย์กลางการปกครอง ได้แก่ เจดีย์กู่กุด ซึ่งเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยม และรัตนเจดีย์เป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมในวัดเดียวกัน คือ วัดที่เรียกกันในชั้นหลังว่า วัดจามเทวี<br><br></div><div><br>เจดีย์ทั้งสององค์นี้ก่อเป็นทรงปราสาท คำว่าปราสาทหมายถึงเรือนหลายชั้น แต่เมื่อเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาในรูปของสถูปเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระบรมธาตุ หรือประดิษฐานพระพุทธรูป ก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นชั้นซ้อนจริง เพราะมิได้ใช้พื้นที่ภายในเพื่อประกอบศาสนกิจการทำซ้อนชั้นจึงเป็นรูปแบบ สัญลักษณ์เท่านั้น ต่อเนื่องจากชั้นซ้อนย่อมเคยมียอดแหลม อยู่ประเภทเรือนยอด หรือ กุฎาคาร ก็เป็นประสาทอีกด้วย<br><br></div><div><br>ในเมืองลำพูนยังพบหลักฐานเจดีย์ทรงปราสาท 5 ยอดคือเจดีย์วัดเชียงยืน(หรือเรียกว่า เชียงยัน) อยู่ในวัดพระธาตุหริภุญไชยในอำเภอเมืองเช่นกัน และปรากฏเจดีย์ทรงลอมฟาง คือเจดีย์กู่ช้าง ที่นักวิชาการกล่าวว่าน่าจะเป็นรูปแบบที่รับจากสถาปัตยกรรมแบบพม่าสมัยพุกาม อีกด้วย<br><br></div><div><br>นอกจากนั้นในเขตป่าซางก็มีวัดหนองดู่ เจดีย์ของวัดนี้ใช้เทคนิคการก่อโดยใช้เสารับน้ำหนักส่วนยอดกลาง<br>อันเป็นรูปแบบและเทคนิคที่นิยมอยู่ในสถาปัตยกรรมแบบพม่าสมัยพุกาม และเจดีย์เชียงยืน เจดีย์ทั้งสองแห่งข้างต้นล้วนเป็นเจดีย์ทรงปราสาทอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ยังมีปัญหาทางด้านกำหนดอายุการสร้าง ว่าควรเป็นรูปแบบของศิลปะหริภุญไชยตอนปลาย หรือเป็นรูปแบบของล้านนาตอนต้น<br><br></div><div><br>ตัวอย่างหลักฐานสถาปัตยกรรมดังกล่าวข้างต้นชี้ให้เห็นความเกี่ยวเนื่องกับ รูปแบบทรงปราสาท อันเป็นหลักฐานที่หลงเหลือมาในปัจจุบัน คงเหลือเฉพาะสถาปัตยกรรมเจดีย์ (ใช้วัสดุที่เป็นอิฐหรือศิลาแลงให้เหมาะสมกับโครงสร้าง) รูปแบบเจดีย์จึงมีแรงบันดาลใจสำคัญจากสถาปัตยกรรมสมัยหริภุญไชยที่ยังคงมี ลักษณะบางประการที่เกี่ยวเนื่องกับสถาปัตยกรรมแบบทวารวดีด้วยเช่นกัน พร้อมๆกับแรงบันดาลใจจากศิลปะพม่าแบบพุกาม และลักษณะบางประการที่เป็นเอกลักษณ์ของงานช่างพื้นถิ่นในช่วงก่อนการตั้ง อาณาจักรล้านนา<br><br></div><div><br>อนึ่ง รูปแบบสถาปัตยกรรมในสมัยนี้จะส่งอิทธิพลหรือเป็นต้นแบบให้กับสถาปัตยกรรมล้านนาที่จะพัฒนาขึ้นในยุคต่อมาด้วย<br><br></div><div><br>สำหรับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เช่น วิหาร อุโบสถ หอไตร หรือบ้านเรือน ย่อมล้วนมีโโครงหลังคาเครื่องไม้ น่าจะมุงด้วยแป้นเกล็ด(แผ่นไม้แทนกระเบื้อง) หรือมุงด้วยกระเบื้องดินเผา จึงชำรุดเสียหายไปหมด ไม่เหลือหลักฐานให้ศึกษาได้แล้วในสภาพปัจจุบัน<br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536858982/78e40858c926b25867b6be4231c78ba7/4.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:45:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004538919</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author>643030800041</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004539491</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สิงห์ หรือสิงโต เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญ ปรากฏในงานศิลปกรรมของไทยทุกสมัย ตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่าการทำประติมากรรมรูปสิงห์ ได้รับอิทธิพลเรื่องรูปแบบและคติการสร้าง มาจากศิลปะอินเดีย เนื่องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ปรากฏสัตว์ดังกล่าวอยู่ในธรรมชาติ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในประเทศอินเดีย รูปสิงห์มีความสำคัญอย่างมาก ปรากฏอยู่ในงานศิลปกรรมทั้งศาสนาพุทธและฮินดู ในศาสนาพุทธ สิงห์ใช้แทนความหมายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เนื่องจากพระพุทธองค์ได้รับการขนานนามว่า “ศากยสิงห์” ซึ่งหมายถึง สิงห์แห่งศากยวงศ์ เมื่อศิลปะอินเดียแพร่เข้ามายังประเทศไทยในสมัยทวารวดี มีการพบประติมากรรมรูปสิงห์ตามเมืองโบราณสมัยดังกล่าวหลายแห่ง ที่เมืองโบราณอู่ทอง ประติมากรรมรูปสิงห์ที่พบส่วนมากเป็นประติมากรรมปูนปั้น มีโกลนเป็นอิฐหรือศิลาแลง ใช้ประดับฐานสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี โดยอาจจะสร้างขึ้นตามความหมายของผู้ปกปักรักษา ค้ำจุนศาสนสถาน เนื่องจากสิงห์ถือเป็นสัตว์ที่แสดงถึงพละกำลัง เป็นตัวแทนของผู้พิทักษ์และความดี<br><br>         ประติมากรรมสำริดรูปสิงห์ ชิ้นนี้ พบจากเจดีย์หมายเลข ๑๓ เมืองโบราณอู่ทอง เป็นประติมากรรมขนาดเล็ก สูงประมาณ ๑๐.๕ เซนติเมตร จึงอาจไม่ได้สร้างขึ้นตามความหมายของผู้ปกปักรักษา เหมือนสิงห์ปูนปั้นที่ใช้ประดับฐานเจดีย์หรืออาคารสมัยทวารวดี แต่อาจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ รูปเคารพ หรือเพื่อประกอบรูปเคารพชิ้นอื่น เช่น พระพุทธรูป เป็นต้น ประติมากรรมรูปสิงห์สำริดชิ้นนี้ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยม เพราะนอกจากจะหายาก แสดงถึงความสามารถในการหล่องานสำริดขนาดเล็กแล้ว ยังแสดงถึงอารมณ์และลักษณะท่าทางที่เป็นธรรมชาติ แสดงถึงฝีมือช่างสมัยทวารวดีที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536828522/4e5a09867f5843f0b2e9793757db1e64/110190501_1351334165064332_7277873991896900744_n.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:45:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004539491</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004541156</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>“ศิลปะทวารวดี”</strong><br><br>จัดเป็นศิลปกรรมต้นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 บรรดาโบราณวัตถุ และโบราณสถาน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน หากแต่ยังปรากฏหลักฐานการนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ด้วย อิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่ขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะทวารวดี คือ <strong>“ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในสยามประเทศ”</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536797546/9a45dd30ba91a11530bd76248f9016e5/552000009776001.webp" />
         <pubDate>2022-01-21 07:46:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004541156</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author>643030800041</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004542179</link>
         <description><![CDATA[<div>         ประติมากรรมในศิลปะแบบศรีวิชัยได้แก่ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสลักด้วยศิลาและค้นพบที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็นประติมากรรมที่น่าจะเก่าที่สุด และยังมีอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะปะปนอยู่มาก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอีก ๒ องค์ ซึ่งหล่อด้วยสัมฤทธิ์และค้นพบที่อำเภอไชยาเช่นเดียวกัน อยู่ในสมัยต่อมา และดูจะมีอิทธิพลของศิลปะแบบหลังคุปตะและปาละ-เสนะเข้ามาปะปนแล้ว องค์แรกที่เหลือเพียงครึ่งองค์ถือกันว่าเป็นโบราณวัตถุที่งามที่สุดชิ้นหนึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แม้พระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิองค์เล็กบนศิราภรณ์ของพระโพธิสัตว์องค์นี้จะหักหายไป แต่การที่รูปนี้ครองหนังกวางก็อาจหมายความได้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในศิลปะศรีวิชัยแปลกกว่าที่อื่นที่มักมีหนังเสือคาดอยู่รอบพระโสณี (ตะโพก) ซึ่งในประเทศอินเดียไม่เคยปรากฏตั้งแต่แรก ลักษณะดังกล่าวบนเกาะสุมาตราและชวาก็มีบ้าง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536828522/b58ae391e49f1e1d9bb6bddbfd0bac07/0021.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:47:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004542179</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author>643030800151</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004542720</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะทวารวดี (Dvaravati Art)&nbsp; ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-16 (คริสต์ศตวรรษที่ 7-11)</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักรโบราณแรกสมัยก่อนชาวสยามจะเข้าปกครองดินแดนในสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (George Coedès) และสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ว่า“ทวารวดี” โดยใช้เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรโบราณตามบันทึกเอกสารฝ่ายจีน ศูนย์กลางอยู่ที่แถบจังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน และพื้นที่ภาคกลางของไทยในปัจจุบันครอบคลุมจังหวัดจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี ลพบุรี ไปจนถึงภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน และภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ชาวมอญและละว้าในอาณาจักรทวาราวดีมีการติดต่อค้าขายทางทะเลอย่างกว้างขวาง เพราะมีเส้นทางออกสู่ทะเลมากมาย เมื่อความรุ่งเรืองของอาณาจักรทวารวดีค่อยๆเสื่อมลง ฝ่ายขอมจึงฉวยโอกาสเข้าตีเมือง อาณาจักรทวารวดีถึงกาลล่มสลายและตกอยู่ในอำนาจของขอมอย่างสมบูรณ์เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 16&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในสมัยอาณาจักรทวารวดีได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธและฮินดู สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีที่หลงเหลือถึงปัจจุบันจึงมักเหลือเพียงซากฐานโบราณสถาน ดังเช่นที่พบในแหล่งโบราณคดีที่นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และลพบุรี มักก่ออิฐและใช้สอดิน บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง การก่อสร้างบริเวณฐานเจดีย์มักเป็นรูปฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ย่อมุม และมีบันไดลงไปด้านล่าง ส่วนเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำมียอดแหลมอยู่ด้านบน สันนิษฐานว่าเป็นแบบอย่างที่รับจากศิลปะอินเดียสมัยปาละ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536788769/79fe351998f4f05d3ac5181375236a7a/padlet_image_picker_file_a828a15e_17bb_49a3_8696_8e9047faa4fb.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:48:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004542720</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004543191</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ศิลปะศรีวิชัย</strong> ได้รับพระเจ้าอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ พุทธศาสนานิกายอาจริยวาท แม้ศรีวิชัยได้หมดอำนาจไป แต่ศิลปะยังคงแพร่หลายไปทั่วดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะได้มีการขุดค้นพบศิลปวัตถุและโบราณสถานแบบศรีวิชัยจำนวนมากทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่ไชยาและที่นครศรีธรรมราช นอกจากนั้นมีการพบประปราย เช่น ทางภาคกลางพบที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคเหนือพบที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย และเหนือสุดพบที่วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2"><br></a><br></div><div>ประติมากรรมศรีวิชัยนิยมตามคติศาสนามหายาน คือ รูปเคารพพระโพธิสัตว์ ส่วนพระพุทธรูปได้รับอิทธิพลจากพุทธศิลป์ก่อนสมัยคุปตะ หลังคุปตะ และปาละ ตามลำดับ ลักษณ์เจดีย์ คือ เจดีย์ทรงกลม ระฆังเอวคอด ศิลปะศรีวิชัยได้เป็นต้นแบบให้ศิลปะอาณาจักรต่าง ๆ เช่น สุโขทัย และขอม<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2#cite_note-1"><sup><br></sup></a><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536797546/371eb2938f119c35a0a19909c50e6983/Wat_Phra_Boro_That_Chaiya_Ahoerstemeier_20.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:48:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004543191</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประติมากรรมล้านนา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004544210</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะล้านนา&nbsp; &nbsp; พุทธศตวรรษที่ 16 – 21&nbsp; &nbsp; &nbsp; ศิลปะล้านนา หรือศิลปะเชียงแสน อยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทยและมีลักษณะเก่าแก่มาก&nbsp; คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องของศิลปะทวาราวดีและลพบุรี ในดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย&nbsp; ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่เชียงแสน เรียกว่าอาณาจักรโยนก ต่อมาเมื่อพญามังรายได้ย้ายมาสร้างเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางของของอาณาจักรล้านนาก็อยู่ที่เมืองเชียงใหม่สืบต่อมาอีกเป็นเวลานาน&nbsp; ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปศิลปะล้านนาซึ่งมักเรียกว่า&nbsp; แบบเชียงแสน &nbsp; คือพระวรกายอวบอูม&nbsp; พระพักตร์อิ่มยิ้มสำรวมกระเกตุมาลาเป็นรูปต่อมกลม และดอกบัวตูม ไม่มีไรพระศกพระศกเป็นแบบก้นหอย&nbsp; &nbsp; พระขนงโก่งรับพระนาสิกงุ้มเล็กน้อย ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน พระอุระนูนดังราชสีห์ท่านั่งขัดสมาธิเพชร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536858982/35c9fcecfe2dfb00ef6b7c17530c4dc4/5.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:49:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004544210</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author>643030800201</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004544745</link>
         <description><![CDATA[<div><br>(พุทธศตวรรษที่ 13 - 18 ) อยู่ทางภาคใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่ชวาภาคกลาง และมีอาณาเขตมาถึงทางภาคใต้ของไทย มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุ สมัยศรีวิชัยอยู่มากมายทั่วไป โดยเฉพาะที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีนิยมสร้างรูปพระโพธิสัตว์มากกว่าพระพุทธรูป เนื่องจากสร้างตาม ลัทธิมหายาน พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยมีลักษณะสำคัญ คือ พระวรกาย อวบอ้วนได้ส่วนสัด พระโอษฐ์เล็กได้สัดส่วน พระพักตร์คล้ายพระพุทธรูปเชียงแสน</div><var><strong>ประติมากรรมศรีวิชัย</strong></var><div>นิยมตามคติศาสนามหายาน คือ รูปเคารพพระโพธิสัตว์ ส่วนพระพุทธรูปได้รับอิทธิพลจากพุทธศิลป์ก่อนสมัยคุปตะ หลังคุปตะ และปาละ ตามลำดับ ลักษณ์เจดีย์ คือ เจดีย์ทรงกลม ระฆังเอวคอด ศิลปะศรีวิชัยได้เป็นต้นแบบให้ศิลปะอาณาจักรต่าง ๆ เช่น สุโขทัย และขอม</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536782598/5fc0e390967af48fb4752b60a8593aef/1408D7D5_3F76_450D_94A4_8936DF0DDDC6.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:49:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004544745</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author>643030800041</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004545369</link>
         <description><![CDATA[<div>          ลักษณะพระพุทธรูปสมัยลพบุรีที่ทำในประเทศสยาม และพระพุทธรูปขอมแท้ที่ทำในประเทศกัมพูชา ศาสตราจารย์ยอช เซเดส์ ได้เป็นผู้สังเกตว่าต่างกันเล็กน้อย คือพระพุทธรูปนั่งของกรุงกัมพูชา มีส่วนสูงวัดตั้งแต่ทับเกษตร์ถึงพระเกศ เท่ากับส่วนกว้างวัดตรงหน้าตัก แต่พระพุทธรูปนั่งสมัยลพบุรีโดยมากมีส่วนสูงมากกว่าส่วนกว้าง พระพักตร์พระพุทธรูปสมัยลพบุรีก็ผิดกับพระพักตร์พระพุทธรูปของกัมพูชาอีกเล็กน้อย คือ พระโขนงนูนเป็นสันออกมามาก พระนาสิกโก่งและยาว พระหนุเป็นปมป้าน ไรพระศกหนาและโต เกตุมาลาใหญ่เป็นรูปฝาชีมีลวดลายคล้ายมงกุฏเทวรูป และอธิบายต่อไปว่า เหตุที่พระพุทธรูปสมัยลพบุรีที่ในประเทศสยามต่างกับพระพุทธรูปขอมในกรุงกัมพูชานั้น จะเป็นด้วยพระพุทธรูปสมัยลพบุรีเป็นฝีมือช่างขอมในหัวเมืองฝ่ายตะวันตก ไม่ชำนาญในการทำพระพุทธรูปหรือมีตำราทำพระพุทธรูปผิดกับช่างในกรุงกัมพูชา หรืออีกนัยหนึ่งว่าอาจเป็นฝีมือช่างชาวพื้นเมืองทำตามแบบขอม เปลี่ยนแปลงตามความนิยมของตน พระพุทธรูปสมัยลพบุรีในประเทศสยามกับพระพุทธรูปของในกรุงกัมพูชาจึงต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่ความจริงพระพุทธรูปสมัยลพบุรีและพระพุทธรูปฝีมือช่างขอมในกรุงกัมพูชานั้นเป็นของสังเกตได้ยากที่สุดว่าแตกต่างกันอย่างไร ถ้าเอาพระพุทธรูปฝีมือขอมมาองค์หนึ่ง โดยไม่ให้รู้ว่าได้พบที่ไหนแล้ว ให้ทายว่าเป็นของทำในประเทศสยามหรือในประเทศกัมพูชาแล้ว ก็ยากที่จะทายได้ถูกต้อง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536828522/bda0d6ac47809b4b954135a0ceb225fb/_________________738x1024.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:50:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004545369</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004547736</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>พระปรางค์สามยอด</strong> จังหวัดลพบุรี เป็นโบราณสถานและ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลพบุรี ลักษณะเป็นปราสาทขอมในศิลปะบายน (พ.ศ. 1720 - 1773) โครงสร้างเป็นศิลาแลงประดับปูนปั้น สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ พ.ศ. 1724 - ประมาณ 1757) เพื่อเป็นพุทธสถานในลัทธิวัชรยานประจำเมืองละโว้หรือลพบุรี ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรเขมร จากหลักฐานภาพถ่ายเก่าของ Reginald S. Le May (นักการทูตและนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวอังกฤษ) ที่ถูกถ่ายขึ้นก่อนปีคศ.1925 ทำให้ทราบว่าแต่เดิมภายในปราสาทประธาน(ปราสาทหลังกลาง)เคยประดิษฐานพระพุทธรูปนาคปรกหินทราย (ทะเบียน ล.2831) บนแท่นสนานโทรณีใจกลางปราสาท ปัจจุบันรูปเคารพประธานองค์นี้ถูกเก็บรักษาไว้ภายในคลังโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ส่วนปราสาททิศใต้อาจจะเคยเป็นที่ประดิษฐานรูปพระโลเกศวร (พระโพธิสัวต์อวโลกิเตศวร) สี่กร และปราสาททิศเหนืออาจจะเคยเป็นที่ประดิษฐานรูปพระนางปรัชญาปามิตา</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536797546/30e8a769971754924410c0ed0d8428f0/220px_Phra_Prang_Sam_Yod__I_.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:51:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004547736</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author>643030800041</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004548771</link>
         <description><![CDATA[<div>ภาพจิตรกรรมที่พบเห็นได้มีการใช้สีจากแร่ธาตุธรรมชาติและสีจากพืช ทำให้เกิดเป็นสีเฉพาะตัว เช่นสีเขียวมาลาไคท์ malachite ซึ่งเป็นสารประกอบของทองแดง สีแดงเข้มซินนาบาร์ cinnabar ได้จากการปลอมปรอทและกำมะถันเข้าด้วยกัน สีเหลืองโอ๊ค ochre ซึ่งให้เฉดสีตั้งแต่เหลืองอ่อน เหลืองเข้ม จนเป็นสีน้ำตาล เป็นสีที่ได้จากออกไซด์ของเหล็ก (สนิมเหล็ก) และสีอินดิโก indigo ซึ่งเป็นสีน้ำเงินแกมม่วง สีอินดิโกเป็นสีที่สกัดได้จากพืช</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536828522/aa00d53ff04605a8a426f7da09002504/sungtongsmall.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:52:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004548771</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author>643030800151</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004550570</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong>ศิลปะศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘) ปางมารวิชัย<br></strong><br></div><div><br>เชื่อกันว่ามีอาณาจักรหนึ่งรุ่งเรืองอำนาจขึ้นบนเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ อาณาจักรนี้บางครั้งก็ได้ครอบครองแหลมมลายูและดินแดนบางส่วนทางภาคใต้ของประเทศไทย นักปราชญ์ทางโบราณคดีเรียกชื่ออาณาจักรนี้ว่าศรีวิชัยตามศิลาจารึกที่ค้นพบ และศิลปกรรมซึ่งเกิดขึ้นทางภาคใต้แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานีของประเทศไทยขณะนั้นก็ได้รับชื่อว่าศิลปะแบบศรีวิชัย<br><br></div><div><br>ศิลปะศรีวิชัยได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ หลังคุปตะ และปาละ-เสนะตามลำดับ ศิลปะแบบศรีวิชัยในประเทศไทยส่วนมากสร้างขึ้นในพุทธศาสนาลัทธิมหายานทั้งสิ้น ศิลปะแบบศรีวิชัยในภาคใต้ของประเทศไทยคงมีอายุอยู่ลงมาจนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อันเป็นเวลาที่ดินแดนแห่งนี้ได้เข้ารวมอยู่ในอาณาจักรสุโขทัย สำหรับงานศิลปะแบบศรีวิชัยที่มีปรากฏอยู่<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536788769/15754a6da7d2c97d6908166c91d39818/padlet_image_picker_file_21cbfdbc_f0c5_4c46_a40e_c2a919735691.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:53:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004550570</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author>643030800191</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004552061</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะทวารวดี”</strong><br><br>จัดเป็นศิลปกรรมต้นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 บรรดาโบราณวัตถุ และโบราณสถาน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน หากแต่ยังปรากฏหลักฐานการนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ด้วย อิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่ขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะทวารวดี คือ <strong>“ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในสยามประเทศ”</strong><br><br>แต่เดิมนั้นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของศิลปะทวารวดีมักให้ความสำคัญต่อกลุ่มพระพุทธรูปเป็นหลัก เนื่องจากมีการค้นพบเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังบ่งบอกถึงการรับนับถือพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทในวัฒนธรรมทวารวดีได้เป็นอย่างดี แม้จะมีการค้นพบหลักฐานที่เป็นพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และศาสนาฮินดูปะปนอยู่บ้างแต่มีจำนวนไม่มากนัก โดยทั่วไปมักจะแบ่งกลุ่ม และยุคสมัย พระพุทธรูปศิลปะทวารวดีออกเป็น 3 รุ่นคือรุ่นที่ 1 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 13) จัดเป็นพระพุทธรูประยะแรกของทวารวดีและพุทธศิลปะที่ปรากฏบนแผ่นดินไทย ซึ่งยังคงลักษณะต้นแบบของพระพุทธรูปของศิลปะอินเดียแบบอมราวดี คุปตะ – หลังคุปตะ<br><br>รุ่นที่ 2 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 15) พระพุทธรูปมีลักษณะแบบพื้นเมือง เป็นแบบที่พบมากที่สุด และรุ่นที่ 3 อิทธิพลของศิลปะเขมร (พุทธศตวรรษที่ 16 – 17) จัดเป็นรุ่นสุดท้ายของศิลปะทวารวดี มีอิทธิพลของศิลปะเขมรสมัยบาปวนหรือ สมัยลพบุรีตอนต้นเข้ามาปะปน<br><br></div><div><strong>ศิลปะทวารวดี”</strong><br><br>จัดเป็นศิลปกรรมต้นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 บรรดาโบราณวัตถุ และโบราณสถาน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน หากแต่ยังปรากฏหลักฐานการนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ด้วย อิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่ขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะทวารวดี คือ <strong>“ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในสยามประเทศ”</strong><br><br>แต่เดิมนั้นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของศิลปะทวารวดีมักให้ความสำคัญต่อกลุ่มพระพุทธรูปเป็นหลัก เนื่องจากมีการค้นพบเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังบ่งบอกถึงการรับนับถือพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทในวัฒนธรรมทวารวดีได้เป็นอย่างดี แม้จะมีการค้นพบหลักฐานที่เป็นพุทธศาสนาลัทธิมหายาน และศาสนาฮินดูปะปนอยู่บ้างแต่มีจำนวนไม่มากนัก โดยทั่วไปมักจะแบ่งกลุ่ม และยุคสมัย พระพุทธรูปศิลปะทวารวดีออกเป็น 3 รุ่นคือรุ่นที่ 1 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 13) จัดเป็นพระพุทธรูประยะแรกของทวารวดีและพุทธศิลปะที่ปรากฏบนแผ่นดินไทย ซึ่งยังคงลักษณะต้นแบบของพระพุทธรูปของศิลปะอินเดียแบบอมราวดี คุปตะ – หลังคุปตะ<br><br>รุ่นที่ 2 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 – 15) พระพุทธรูปมีลักษณะแบบพื้นเมือง เป็นแบบที่พบมากที่สุด และรุ่นที่ 3 อิทธิพลของศิลปะเขมร (พุทธศตวรรษที่ 16 – 17) จัดเป็นรุ่นสุดท้ายของศิลปะทวารวดี มีอิทธิพลของศิลปะเขมรสมัยบาปวนหรือ สมัยลพบุรีตอนต้นเข้ามาปะปน<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792228/7b84ad15aa667acfe1b530eccbf73547/9F285016_3AC2_4A1F_8FD8_EA1CB233564B.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:55:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004552061</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author>643030800151</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004555481</link>
         <description><![CDATA[<h1><strong>สมัยลพบุรี</strong></h1><div>เป็นชื่อใช้เรียกศิลปวัตถุ โบราณที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-18 โดยมีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่บริเวณจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลานั้นลพบุรีอยู่ในช่วงภายใต้การปกครองของเขมร(ขอม)<br><br><strong>สถาปัตยกรรม</strong> ได้แก่ ปรางค์ ปราสาท ที่สร้างขึ้นด้วยหินทราย อิฐ ศิลาแลง จึงเรียกว่าปราสาทหินและปรางค์ เช่นพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทับหลังรูปนารายณ์บันทมสินธุ์ที่งดงาม ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ และปรางค์ที่วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี<br><br><strong>ประติมากรรม</strong> นิยมสร้างภาพสลักด้วยหิน โดยเฉพาะหินทราย ส่วนมากนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก และยังมีการสลักรูปเหมือน เช่น รูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมร</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536788769/37b110fcac79457f5f94cce3710fcba2/padlet_image_picker_file_dea74469_9688_40ff_aa97_3982296e3909.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:57:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004555481</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author>643030800231</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004557928</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะทวารวดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักรโบราณแรกสมัยก่อนชาวสยามจะเข้าปกครองดินแดนในสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (George Coedès) และสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ว่า“ทวารวดี” โดยใช้เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรโบราณตามบันทึกเอกสารฝ่ายจีน ศูนย์กลางอยู่ที่แถบจังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน และพื้นที่ภาคกลางของไทยในปัจจุบันครอบคลุมจังหวัดจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี ลพบุรี ไปจนถึงภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน และภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ชาวมอญและละว้าในอาณาจักรทวาราวดีมีการติดต่อค้าขายทางทะเลอย่างกว้างขวาง เพราะมีเส้นทางออกสู่ทะเลมากมาย เมื่อความรุ่งเรืองของอาณาจักรทวารวดีค่อยๆเสื่อมลง ฝ่ายขอมจึงฉวยโอกาสเข้าตีเมือง อาณาจักรทวารวดีถึงกาลล่มสลายและตกอยู่ในอำนาจของขอมอย่างสมบูรณ์เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 16&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในสมัยอาณาจักรทวารวดีได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธและฮินดู สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีที่หลงเหลือถึงปัจจุบันจึงมักเหลือเพียงซากฐานโบราณสถาน ดังเช่นที่พบในแหล่งโบราณคดีที่นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และลพบุรี มักก่ออิฐและใช้สอดิน บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง การก่อสร้างบริเวณฐานเจดีย์มักเป็นรูปฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ย่อมุม และมีบันไดลงไปด้านล่าง ส่วนเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำมียอดแหลมอยู่ด้านบน สันนิษฐานว่าเป็นแบบอย่างที่รับจากศิลปะอินเดียสมัยปาละ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536747933/532b734c0c53eab4d3e03cd115698f14/09D22F72_09FB_43CB_B3CB_0663DDD81840.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 07:59:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004557928</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ ทวารวดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004559590</link>
         <description><![CDATA[<div>คำว่า <strong>“</strong><strong><mark>ทวารวดี</mark></strong><strong>”</strong> ในความหมายทางศิลปะ และประวัติศาสตร์ของไทยนั้น หมายถึงชื่อรวมของกลุ่มชน ยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ที่พัฒนามาจากสังคมเกษตรกรรมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ซึ่งชุมชนเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับกลุ่มชนภายนอกที่มีความเจริญมากกว่า โดยเฉพาะจากอินเดีย เมื่อราวประมาณ 2,000-1,800 ปีมาแล้ว ซึ่งผลของการขยายตัวของประชากรประกอบกับการติดต่อกับภายนอกทำให้สภาพของสังคมเริ่มมีความซับซ้อนเกิดการรวมตัวเป็น <strong>“</strong><strong><mark>นครรัฐ</mark></strong><strong>”</strong> ขนาดใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมแบบเดียวกันขึ้น ซึ่งรู้จักกันในนามว่า <strong>“</strong><strong><mark>ทวารวดี</mark></strong><strong>”<br></strong><br></div><div>จดหมายเหตุของภิกษุจีน เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 12 ได้กล่าวถึงดินแดนที่มีชื่อว่า <strong>“</strong><strong><mark>โถโลโปตี้</mark></strong><strong>”(To-Lo-Po-Ti)</strong> ว่า เป็นดินแดนที่อยู่ระหว่างอีสานปุระ (ขอมโบราณ) กับศรีเกษตร (พม่าโบราณ) ซึ่งครั้งแรกก็ยังมีข้อถกเถียงกันว่า หมายถึงเมืองใดกันแน่ แต่ต่อมาได้ค้นพบเงินเหรียญในบริเวณภาคกลางของไทยที่มีจารึกว่า <strong>“</strong><strong><mark>ศรีทวารวตี ศวรปุณยะ</mark></strong><strong>”</strong> อันได้แปลว่า&nbsp; <strong>“</strong><strong><mark>บุญกุศลของพระราชาแห่งทวารวดี</mark></strong><strong>”</strong> จึงทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับกันว่า “นครรัฐทวารวดี”ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นในดินแดนที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 12-16<br><br></div><div>แม้ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ศูนย์กลางของนครรัฐทวารวดีนั้นอยู่ในเมืองใด แต่ได้พบหลักฐานที่เป็นงานศิลปกรรมกระจายอยู่เกือบทั่วทุกภาคของประเทส จึงมีความเป็นไปได้ว่าศูนย์กลางของนครรัฐทวารวดี อาจมิได้มีเพียงแห่งเดียว แต่น่าจะอยู่ในลักษณะของ “รัฐ” หลายๆรัฐมารวมกัน โดยมีอำนาจปกครองตนเอง ส่วนหลักฐานทางด้านศิลปกรรมที่คล้ายคลึงกันนั้น อาจมิได้หมายความว่าเป็นอำนาจรวมศูนย์ แต่คงเกี่ยวเนื่องกับการรับอิทธิพลรากเหง้าศิลปกรรมทางพุทธศาสนาจากที่เดียวกันมากกว่า<br><br></div><div>วัฒนธรรมมอญโบราณ ที่เรียกกันว่า ทวารวดี น่าจะเกิดขึ้นในภาคกลางของประเทศไทยก่อน จากการรับอารยธรรมจากอินเดีย เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 11-15 เป็นต้นมา จากนั้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13 ก็ได้แพร่ขยายมายังดินแดนแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตามในราวพุทธศตวรรษที่ 15 อิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรได้แพร่กระจายเข้ามาครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอีสาน จึงทำให้วัฒนธรรมทวารวดีถูกบดบังหายไปในที่สุด<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1546855987/38d47ec501e74da61d112fe149a903b8/7777777777.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:00:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004559590</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author>643030800201</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004559769</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;สมัยลพบุรี<br></strong>เป็นชื่อใช้เรียกศิลปวัตถุ โบราณที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-18 โดยมีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่บริเวณจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลานั้นลพบุรีอยู่ในช่วงภายใต้การปกครองของเขมร(ขอม)</div><div><strong>สถาปัตยกรรม </strong>ได้แก่ ปรางค์ ปราสาท ที่สร้างขึ้นด้วยหินทราย อิฐ ศิลาแลง จึงเรียกว่าปราสาทหินและปรางค์ เช่นพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทับหลังรูปนารายณ์บันทมสินธุ์ที่งดงาม ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ และปรางค์ที่วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี<br><strong>ประติมากรรม</strong> นิยมสร้างภาพสลักด้วยหิน โดยเฉพาะหินทราย ส่วนมากนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก และยังมีการสลักรูปเหมือน เช่น รูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมร&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536782598/e1cb5f543371642a08e41fd41271eef3/9487191D_EC8D_4ADA_88B7_3763E06785FB.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:00:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004559769</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author>643030800201</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004561103</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; สถาปัตยกรรมที่สร้างในยุคของล้านนานั้นได้แก่ เจดีย์วัดพญาวัด เมืองน่าน , เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ , เจดีย์บรรจุอัฐิพระเจ้าติโลกราช วัดเจ็ดยอด , เจดีย์วัดป่าแดง เชียงใหม่ , วัดป่าแดงบุญนาค เมืองพะเยา , วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ , เจดีย์วัดโลกโมฬี , มณฑปพระเจ้าล้านทอง , วัดพระธาตุลำปางหลวง เมืองลำปาง แต่หากว่าสถาปัตยกรรมต่างๆ นั้นถูกสร้างในคนละยุคกันและอิทธิพลที่ได้รับมานั้นย่อมแตกต่างกัน มันจึงมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันบ้าง&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536782598/be6649d0594113ecceda84b01a692e88/95C0DB9C_3590_4F3C_966F_FBA3F5AB4BA6.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:01:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004561103</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author>643030800151</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004561897</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;กล่าวกันว่า ล้านนา คืออาณาจักรของชาวยวนแห่งหนึ่งที่เฟื่องฟูที่สุดที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย โดยมีระบอบปกครองแบบระบอบกษัตริย์ มีราชธานีอยู่ที่นครเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1839 นั่นจึงไม่แปลกเลยที่มีโบราณสถานต่างๆ ในเชียงใหม่และบริเวณใกล้เคียงเต็มไปหมด หลังจากก่อตั้งนครล้านนาขึ้นมาก็ได้มีการสร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ ขึ้นมา มันถูกสร้างขึ้นมาโดยมีการผสมผสานกันระหว่างศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาที่ได้รับอิทธิพลมา และมีบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะหริภุญชัยและศิลปะพุกามจากพม่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นก็ได้เริ่มรับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 20 และต่อมาก็ได้มีการสร้างสถูป เจดีย์ขึ้นมามากมายในยุคถัดมาจนถือว่านั้นเป็นยุคทองของล้านนาเลยก็ว่าได้<br><br>ด้านสถาปัตยกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สถาปัตยกรรมที่สร้างในยุคของล้านนานั้นได้แก่ เจดีย์วัดพญาวัด เมืองน่าน , เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ , เจดีย์บรรจุอัฐิพระเจ้าติโลกราช วัดเจ็ดยอด , เจดีย์วัดป่าแดง เชียงใหม่ , วัดป่าแดงบุญนาค เมืองพะเยา , วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ , เจดีย์วัดโลกโมฬี , มณฑปพระเจ้าล้านทอง , วัดพระธาตุลำปางหลวง เมืองลำปาง แต่หากว่าสถาปัตยกรรมต่างๆ นั้นถูกสร้างในคนละยุคกันและอิทธิพลที่ได้รับมานั้นย่อมแตกต่างกัน มันจึงมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันบ้าง&nbsp;<br><br>&nbsp; ด้านจิตรกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับงานจิตกรรมของชาวล้านนานั้นมักจะพบงานเขียนบนผืนผ้า และแขวนไว้ในพื้นที่อาคาร มันมักจะถูกค้นพบตามวัดหรือเจดีย์เก่าที่ถูกสร้างขึ้นในยุคของล้านนา และนอกจากศิลปะบนผืนผ้าแล้ว ยังมีศิลปะบนผนังมันก็จะมักค้นพบตามโบราณสถานที่สร้างขึ้นในยุคของล้านนาเช่นกัน ซึ่งมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ที่ค้นพบที่เก่าแก่ที่สุดก้คือ ภาพอดีตพุทธในกรุของวัดอุโมงค์ แห่งเชียงใหม่ แต่บางคนก็บอกว่าเก่าที่สุดไม่ใช่ที่วัดอุโมงค์เชียงใหม่ แต่มันคือที่วัดพระธาตุลำปางหลวง มันเป็นงานจิตรกรรมที่ถูกสร้างไว้บนไม้ แต่หลังจากนั้นก็ได้มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงออกมาว่า วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ถูกสร้างขึ้นก่อน มันถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศรรตวรรษที่ 20-21 และส่วนของวัดพระธาตุลำปางหลวง มันถูกสร้างขึ้นในพุทธศรรตวรรษที่ 22-24 ซึ่งจิตกรรมฝาผนังที่ชาวล้านนาสร้างขึ้นนั้นมักใช้โครงสร้างที่เป็นสีแดงและน้ำเงินเป็นหลัก นิยมเขียนจิตกรรมเหล่านี้ไว้ตามวิหารซะมากกว่า&nbsp;<br><br>ด้านประติมากรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในศิลปะของล้านนาด้านประติมากรรมนี้มันเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป้ลล้านนา โดยส่วนมากจะเป็นการปั้นพระพุทธรูป หรือสัตว์ต่างๆ ในวรรณคดี มันถูกสื่ออกถึงความสำคัญอิทธิของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อศิลปะล้านนา โดยลักษณสำคัญของรูปแบบประติมากรรมในอาณาจักรล้านนาจะถูกเรียกกันว่าพระพุทธรูปสิงห์แบบเชียงแสนโดยถูกจัดแบ่งออกใน2รูปแบบตามลักษณะก็คือ พระพุทธรูปสิงห์ 1 จะเป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิเพชร มีโครงหน้าที่เกลี้ยงกลมอมยิ้ม หูยานหย่อน ขนาดหน้าตักกว้างเท่ากับฐานดอกบัว&nbsp; และพระพุทธรูปสิงห์ 2 เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิราบ มีใบหน้าเป็นรูปทรงไข่ มีรูปร่างที่เพรียวบาง อกกว้างเอวเล็ก ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536788769/25e62b8ba405b53c9ee513b38bdef150/padlet_image_picker_file_0842b550_8632_4d3d_9540_ab4ad52ba79c.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:02:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004561897</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author>643030800231</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004562006</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะศรีวิชัย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เชื่อกันว่ามีอาณาจักรหนึ่งรุ่งเรืองอำนาจขึ้นบนเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ อาณาจักรนี้บางครั้งก็ได้ครอบครองแหลมมลายูและดินแดนบางส่วนทางภาคใต้ของประเทศไทย นักปราชญ์ทางโบราณคดีเรียกชื่ออาณาจักรนี้ว่าศรีวิชัยตามศิลาจารึกที่ค้นพบ และศิลปกรรมซึ่งเกิดขึ้นทางภาคใต้แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานีของประเทศไทยขณะนั้นก็ได้รับชื่อว่าศิลปะแบบศรีวิชัย</div><div><br></div><div>ศิลปะศรีวิชัยได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ หลังคุปตะ และปาละ-เสนะตามลำดับ ศิลปะแบบศรีวิชัยในประเทศไทยส่วนมากสร้างขึ้นในพุทธศาสนาลัทธิมหายานทั้งสิ้น ศิลปะแบบศรีวิชัยในภาคใต้ของประเทศไทยคงมีอายุอยู่ลงมาจนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อันเป็นเวลาที่ดินแดนแห่งนี้ได้เข้ารวมอยู่ในอาณาจักรสุโขทัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536747933/2bde8860582cc234e216b25eed165502/6E58865E_6A53_4C4C_9CCD_440FDD90B308.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:02:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004562006</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศรีวิชัย</title>
         <author>643030800191</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004562462</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; ศรีวิชัย เป็นอาณาจักรในแถวเกาะสุมาตรา บาหลี ชวา บอร์เนียวรวมทั้งดินแดน อ. ไชยา จ. สุราษฎร์ธานีด้วย จึงได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมจากชวาโดยมักทำเป็นมณฑปที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ยอดเป็นสถูป องค์เจดีย์ เป็นแปดเหลี่ยมย่อมุม และมีทิศตั้งซ้อนอยู่ ก่อด้วยอิฐชนิดไม่ถือปูน ตัวอย่างสถาปัตยกรรม เช่น พระบรมธาตุ ไชยา เจดีย์วัดถ้ำสิงขร จ.สุราษฏร์ธานี&nbsp;<br><br></div><div>องค์พระธาตุไชยา เป็นโบราณสถานฝีมือช่างสมัยศรีวิชัย ได้มีการบูรณะมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และได้มีการบูรณะอย่างจริงจังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าคุณชยาภิวัฒน์ เจ้าคณะวัดพุมเรียงเป็นผู้ควบคุม แต่เดิมวัดนี้ทั้งวัดจมดินและทรายที่ทับถมอยู่ เนื่องจากเป็นที่ลุ่ม หน้าน้ำ น้ำจะท่วมและพัดเอาดินโคลนมาทับถม จึงให้คุ้ยดินรอบองค์พระธาตุออก แล้วบูรณะฐานขึ้นใหม่ โดยใช้ปูนสอ ระดับดินปัจจุบันสูงกว่าฐานประมาณ 1 เมตร ซึ่งเมื่อบูรณะแล้วจึงคล้ายกับมีคูน้ำล้อมรอบองค์พระธาตุ ตัวคูน้ำกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร</div><div>ฐานพระธาตุเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน องค์พระธาตุเป็นเจดีย์หลังคาเป็นชั้น ๆ ได้รับอิทธิพลจากชวาตอนปลาย ระหว่างมุมทุกมุมและด้านหน้าของซุ้มรูปเกือกม้า ที่เรียกว่า กุดุ ซึ่งประดับอยู่บนหลังคาพระธาตุ ภายในมีรูปคนหรือรูปหน้าคนประดับ มีปัญจรัม ซึ่งเป็นรูปย่อจำลองเจดีย์เป็นชั้น ๆ ขนาดเล็ก ประดับอยู่บนมุมหลังคาพระธาตุ หน้าบันสลักตราประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ใต้ปัญจรัม ระหว่างเหลี่ยมเจดีย์ เป็นรูปมกร ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำขึ้นในสมัยหลัง ยอดเจดีย์เป็นรูปแปดเหลี่ยม มีบัวประกอบฐาน ซึ่งคงสร้างต่อเติมของเก่า<br><br>อิทธิพลของศิลปชวาที่เห็นได้ชัดคือ กุดุ ซึ่งชวาได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียสมัยหลังคุปตะ มกรหรือกาล ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ได้รับการสลักบนทับหลังของศิลปชวาเสมอ ภายในองค์พระธาตุ มีพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีสององค์ ประทับยืนองค์หนึ่งและประทับนั่งองค์หนึ่ง ระเบียงรอบพระธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ทำด้วยศิลาแดงสมัยศรีวิชัย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792228/ffbfa4c4ef861058d7d44e9b1a211067/BC52CEC2_CC53_4C9D_81F0_080A19170F64.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:03:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004562462</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ ศรีวิชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004565839</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><mark>ศิลปะศรีวิชัย</mark></strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อาณาจักรศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13 - 18 ) อยู่ทางภาคใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่ชวาภาคกลาง และมีอาณาเขตมาถึงทางภาคใต้ของไทย ไปจนถึงเกาะสุมาตราและเกาะชวา แต่ศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยจะอยู่ไม่ต่ำกว่าจังหวัดปัตตานีลงไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ลักษณะศิลปกรรมแบบศรีวิชัย ส่วนมากเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน ได้รับอิทธิพลรูปแบบศิลปะอินเดียแบบคุปตะ หลังคุปตะและปาละเสนะ จึงมักพบรูปพระโพธิสัตว์ เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ไวโรจนะ และนิยมสร้างนางคู่บารมีของพระโพธิสัตว์ หรือที่เรียกว่า “ศักติ” ด้วย เช่น นางตารา นางปรัชญาปารมิตา หรือนางปญญาบารมี มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุ สมัยศรีวิชัยอยู่มากมายทั่วไป โดยเฉพาะที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี นิยมสร้างรูปพระโพธิสัตว์มากกว่าพระพุทธรูป เนื่องจากสร้างตามลัทธิมหายาน พระพุทธรูปสมัยศรีวิชัยมีลักษณะสำคัญ คือ พระวรกายอวบอ้วนได้ส่วนสัด พระโอษฐ์เล็กได้สัดส่วน พระพักตร์คล้ายพระพุทธรูปเชียงแสน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1546855987/ee2f57cb61f78b304ad521ce126a0bf9/66666666.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:05:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004565839</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>643030800201</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004566092</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;สำหรับงานจิตกรรมของชาวล้านนานั้นมักจะพบงานเขียนบนผืนผ้า และแขวนไว้ในพื้นที่อาคาร มันมักจะถูกค้นพบตามวัดหรือเจดีย์เก่าที่ถูกสร้างขึ้นในยุคของล้านนา และนอกจากศิลปะบนผืนผ้าแล้ว ยังมีศิลปะบนผนังมันก็จะมักค้นพบตามโบราณสถานที่สร้างขึ้นในยุคของล้านนาเช่นกัน ซึ่งมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ที่ค้นพบที่เก่าแก่ที่สุดก้คือ ภาพอดีตพุทธในกรุของวัดอุโมงค์ แห่งเชียงใหม่ แต่บางคนก็บอกว่าเก่าที่สุดไม่ใช่ที่วัดอุโมงค์เชียงใหม่ แต่มันคือที่วัดพระธาตุลำปางหลวง มันเป็นงานจิตรกรรมที่ถูกสร้างไว้บนไม้ แต่หลังจากนั้นก็ได้มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงออกมาว่า วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ถูกสร้างขึ้นก่อน มันถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศรรตวรรษที่ 20-21 และส่วนของวัดพระธาตุลำปางหลวง มันถูกสร้างขึ้นในพุทธศรรตวรรษที่ 22-24 ซึ่งจิตกรรมฝาผนังที่ชาวล้านนาสร้างขึ้นนั้นมักใช้โครงสร้างที่เป็นสีแดงและน้ำเงินเป็นหลัก นิยมเขียนจิตกรรมเหล่านี้ไว้ตามวิหารซะมากกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536782598/3f9ef1b34dd0003b85fc6493a5a856f6/2B647527_4A71_459A_A932_41D5D40D45DE.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:05:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004566092</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004568449</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร</strong>&nbsp; ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย วัดมีความสูงจากระดับที่ราบเชียงใหม่ราว 689 เมตร และมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,046 เมตร เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ลานเจดีย์เป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูน เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันคือพระธรรมเสนาบดี (ธงชัย สุณุณสิริ)</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536797546/6a355bc5b097d38dbf8de74496f14573/250px_Phra_That_Doi_Suthep_02.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:07:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004568449</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>643030800201</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004568651</link>
         <description><![CDATA[<div>ในศิลปะของล้านนาด้านประติมากรรมนี้มันเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป้ลล้านนา โดยส่วนมากจะเป็นการปั้นพระพุทธรูป หรือสัตว์ต่างๆ ในวรรณคดี มันถูกสื่ออกถึงความสำคัญอิทธิของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อศิลปะล้านนา โดยลักษณสำคัญของรูปแบบประติมากรรมในอาณาจักรล้านนาจะถูกเรียกกันว่าพระพุทธรูปสิงห์แบบเชียงแสนโดยถูกจัดแบ่งออกใน2รูปแบบตามลักษณะก็คือ พระพุทธรูปสิงห์ 1 จะเป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิเพชร มีโครงหน้าที่เกลี้ยงกลมอมยิ้ม หูยานหย่อน ขนาดหน้าตักกว้างเท่ากับฐานดอกบัว &nbsp;และพระพุทธรูปสิงห์ 2 เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิราบ มีใบหน้าเป็นรูปทรงไข่ มีรูปร่างที่เพรียวบาง อกกว้างเอวเล็ก ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย&nbsp;<br>สำหรับพระพุทธรูปสิงห์ 1นั้นถูกสร้างขึ้นเป็นเวลานานมาก ซึ่งถูกคาดการณ์ว่า สร้างขึ้นมาในช่วงสถาปนาอาณาจักรล้านนาหรือก่อนหน้านั้น แต่ว่า พระพุทธรูปสิงห์ 2 จะถูกสร้างขึ้นทีหลังจากการสร้างพระพุทธรูปสิงห์ 1 แล้ว นอกจากสองรูปแบบนี้แล้วประติมากรรมล้านนายังนิยมปั้นพระพุทธรูปในแบบเทวดา แต่อยู่ในรูปแบบปางมารวิชัยซึ่งเป็นการได้รับอิทธิพลจากศิลปะของสุโขทัยและอยุทธยาเป็นหลัก และมีลักษณะของมงกุฏิที่เป็นชั้นๆ ในรูปแบบของประติมากรรมนั้นก็จะพบได้ทุกรูปแบบทั้งนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536782598/193a3980a3b0e6fdb6c5377bdbe2db52/E0CD7FDD_E30E_45A1_B735_B3DB369FBCF3.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:07:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004568651</guid>
      </item>
      <item>
         <title>￼ศิลปะลพบุรี</title>
         <author>643030800231</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004569099</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะลพบุรี <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คือศิลปะในพุทธศตวรรษที่ 16–18 ทางภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีศิลปกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรมแบบหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะสถาปัตยกรรมของขอม ศิลปะสกุลช่างลพบุรีเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ โดยเฉพาะศาสนาพุทธแบบลัทธิมหายาน ศิลปะสมัยนี้ส่วนมากเป็นภาพจำหลักด้วยศิลาและสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะการปั้นหล่อสัมฤทธิ์มีความเจริญมาก ท่วงทำนองในการปั้นหุ่นมีความชำนาญยิ่งทำให้กิริยาท่าทางไม่แข็งกร้าวแบบศิลปะขอมในประเทศกัมพูชา</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536747933/ea4be0dd8b7129aca440bf02817abced/A77D646D_356D_4F97_B08A_7A4154AADEED.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:08:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004569099</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลพบุรี</title>
         <author>643030800191</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004570069</link>
         <description><![CDATA[<h1><strong>ลพบุรี</strong></h1><div>เป็นชื่อใช้เรียกศิลปวัตถุ โบราณที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-18 โดยมีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่บริเวณจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลานั้นลพบุรีอยู่ในช่วงภายใต้การปกครองของเขมร(ขอม) <br><br><strong>สถาปัตยกรรม</strong> ได้แก่ ปรางค์ ปราสาท ที่สร้างขึ้นด้วยหินทราย อิฐ ศิลาแลง จึงเรียกว่าปราสาทหินและปรางค์ เช่นพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทับหลังรูปนารายณ์บันทมสินธุ์ที่งดงาม ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ และปรางค์ที่วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี <br><br><strong>ประติมากรรม</strong> นิยมสร้างภาพสลักด้วยหิน โดยเฉพาะหินทราย ส่วนมากนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก และยังมีการสลักรูปเหมือน เช่น รูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมร<br><br>ประติมากรรมสมัยลพบุรีอาจจะแบ่งได้เป็น 2 ยุค ยุคแรกเป็นศิลปะของเขมรและยุคหลังของศิลปะที่สร้างขึ้นเลียนแบบเขมรซึ่งอาจจะเป็นฝีมือชาวไทยประติมกรรมสมัยลพบุรีอายุประมาณศตวรรษที่ 12 – 18</div><div>ประติมากรรมสมัยลพบุรี ได้รับแบบอย่างมาจากอิทธิพลของศิลปะเขมรที่เข้ามาสู่ประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ประติมากรรมสมัยนี้ส่วนใหญ่เป็นศิลาและสำริด มีพวกตุ๊กตาดินเผาอยู่บ้างแต่ไม่พบมากนัก ประติมากรรมที่มีฝีมือทางศิลปะสูง ได้แก่ พวกประติมากรรมลอยตัว และประติมากรรมนูนสูง ซึ่งมีทั้งพระพุทธรูปศิลาจำหลัก และรูปสลักเป็นเรื่องราวของพุทธศาสนา และเทวรูปของศาสนาพราหมณ์ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระอุมา พระลักษมีและรูปบุรุษสตรี ฯลฯ ประติมากรรมตกแต่งสถาปัตยกรรม เช่น ปรางค์ ปราสาท เป็นต้น</div><div>ประติมากรรมสมัยลพบุรี ให้ความรู้สึกหนักแน่นด้วยเส้นและปริมาตรที่แน่นอนโดยเฉพาะพระพุทธรูปเทวรูป บุรุษหรือสตรี จะมีลักษณะผึ่งผาย บ่าใหญ่ เอวคอด ศีรษะค่อนข้างใหญ่ คางเหลี่ยม นุ่งผ้าโจงกระเบนมีชายพก ผมมักเก้าเป็นเส้นถึกแนวตั้ง</div><div>พระพุทธรูปลพบุรีนิยมทำเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก พระพักตร์ค่อนข้างเป็นเหลี่ยม บางรูปมีเครา ( ทาฒิกะ ) สลักเป็นรูปปีกกา พระโอษฐ์หนาใหญ่ ลักษณะเหล่านี้มักพบว่ามีผสมอยู่ในพระพุทธรูปของไทยยุคต่อมา เช่น พระพุทธรูปอู่ทอง เป็นต้น</div><div>&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792228/2699f93a911d279807e16f86e7aedd41/375E0EB2_DE2D_497E_A371_3ED18EC4FE12.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:08:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004570069</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ ลพบุรี่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004570288</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div><a href="https://www.baanjomyut.com/library_2/contemporary_thai_art/index.html"><strong><mark>ศิลปะไทย</mark></strong></a><strong><mark> : สมัยลพบุรี</mark></strong></div><div>เป็นชื่อใช้เรียกศิลปวัตถุ โบราณที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-18 โดยมีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่บริเวณจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลานั้นลพบุรีอยู่ในช่วงภายใต้การปกครองของเขมร(ขอม)<br><br><strong><mark>สถาปัตยกรรม</mark></strong> ได้แก่ ปรางค์ ปราสาท ที่สร้างขึ้นด้วยหินทราย อิฐ ศิลาแลง จึงเรียกว่าปราสาทหินและปรางค์ เช่นพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทับหลังรูปนารายณ์บันทมสินธุ์ที่งดงาม ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ และปรางค์ที่วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี<br><br><strong><mark>ประติมากรรม</mark></strong> นิยมสร้างภาพสลักด้วยหิน โดยเฉพาะหินทราย ส่วนมากนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก และยังมีการสลักรูปเหมือน เช่น รูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมร<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1546855987/722de7685881b4784cbea43e9626148b/Maravijaya_Buddha_14th_century_Lopburi_Jim_Thompson_Museum_IMG_7264.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:08:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004570288</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>643030800201</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004570978</link>
         <description><![CDATA[<div>นอกจาก สถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตกรรมแล้ว ล้านนายังมีวัฒนธรรมทางนาฏศิลป์และดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์เช่นกัน เป็นการใช้เครื่องดนตรีโบราณสร้างสรรค์เสียงดนตรี ทั้งเพื่อสุนทรีและเพื่อการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เกี่ยวกับความเชื่อ ซึ่งเสียงดนตรีของล้านนานั้นถือได้ว่ามันมีเอกลักษณ์มากที่สุด นอกจากนั้นยังมีการแสดงฟ้อนรำในฉบับล้านนาที่น่าสนใจอีกด้วย&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536782598/e7d59140eb7faede361abfac8c955a92/5193D48E_B4F6_4965_9E64_1AD82FD24BF6.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:09:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004570978</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author>643030800231</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004576304</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะล้านนา หรือ ศิลปะเชียงแสน หมายถึง ศิลปะในเขตภาคเหนือทางตอนบนหรือดินแดนล้านนาของประเทศไทยในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19–24[1] คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องจากศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่เชียงแสน เรียกว่าอาณาจักรโยนก ต่อมาเมื่อพญามังรายได้ย้ายมาสร้างเมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ งานศิลปะล้านนามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะนิกายเถรวาท<br><br>สถาปัตยกรรมยุคแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะหริภุญชัยและศิลปะพุกามจากพม่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย ต่อมาในศิลปะต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 ถือเป็นยุคทอง มีการสร้างวัดและเจดีย์มากมาย ยุคถัดมาในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 อาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ถือเป็นยุคเสื่อม<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536747933/72b98c054847eefdb73142bbd7b42e1f/5ADCCD8F_F2E4_41A2_AC10_24E4662F3D48.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:13:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004576304</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ล้านนา</title>
         <author>643030800191</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004577899</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ศิลปะล้านนา</strong> หรือ <strong>ศิลปะเชียงแสน</strong> หมายถึง ศิลปะในเขต<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)">ภาคเหนือ</a>ทางตอนบนหรือดินแดนล้านนาของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ประเทศไทย</a>ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19–24 คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5">ศิลปะทวารวดี</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5">ศิลปะลพบุรี</a>มาตั้งแต่สมัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2">หริภุญชัย</a> ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99">เชียงแสน</a> เรียกว่า<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81&amp;action=edit&amp;redlink=1">อาณาจักรโยนก</a> ต่อมาเมื่อ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2">พญามังราย</a>ได้ย้ายมาสร้างเมือง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88">เชียงใหม่</a> ศูนย์กลางของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2">อาณาจักรล้านนา</a>อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ งานศิลปะล้านนามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97">นิกายเถรวาท</a></div><div>ด้านประติมากรรม ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป ศิลปะล้านนา ซึ่งมักเรียกว่า <em>พระพุทธรูปสิงห์แบบเชียงแสน</em> แบ่งออกเป็น <em>พระพุทธรูปสิงห์ 1</em> มีลักษณะประทับนั่ง<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3&amp;action=edit&amp;redlink=1">ขัดสมาธิเพชร</a> เห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง พระพักตร์กลม อมยิ้ม ขมวดพระเกศาใหญ่ รัศมีดอกบัวตูม พระวรกายอวบอ้วน ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน <em>พระพุทธรูปสิงห์ 2</em> มีลักษณะประทับขัดสมาธิราบ พระพักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก รัศมีเป็นเปลว พระวรกายบอบบาง พระอังสาใหญ่ เอวเล็ก ชายสังฆาฏิ เส้นเล็กยาวมาจนถึงพระนาภีได้รับอิทธิพลสุโขทัย</div><div>พระพุทธรูปสิงห์ 1 เป็นพระพุทธรูปที่เก่ามากอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันสันนิษฐานว่าน่าจะเรื่องพร้อมการสถาปนา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2">อาณาจักรล้านนา</a> ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 การกำหนด พระพุทธรูปล้านนาทั้งสิงห์ 1 และสิงห์ 2 ทำคู่กันจนหมดยุคล้านนา ส่วนสิงห์ 2 จะเริ่มในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20</div><div>นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปทรงเครื่องเป็นที่นิยมในล้านนาเช่นกัน ได้รับอิทธิพลจากปาละ เป็นคติการสร้างเกี่ยวกับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5&amp;action=edit&amp;redlink=1">ปางมหาชมพูบดี</a> ลักษณะเครื่องทรงจะมีตราบเป็นสามเหลี่ยม แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ทรงเครื่องครึ่งเดียว มีการสร้างรัศมี มีชายสังฆาฏิ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งทรงเครื่องเต็มองค์ แบบเทวดา แต่จะทำ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ปางมารวิชัย</a> กลุ่มหลังนี้เป็นกลุ่มที่ให้อิทธิพลมายังสุโขทัยและอยุธยา ลักษณะมงกุฎที่เป็นชั้น ๆ ปล่อง ๆ เป็นรูปแบบผสมระหว่างล้านนากับสุโขทัย ส่วน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%94">เทริด</a>มีรูปแบบเขมรเข้ามาปน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792228/fc2517562ab5e13dd0604f2ee7f0c89b/A411E536_A636_48A4_8ABE_543E8EA36D38.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:14:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004577899</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ ล้านนา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004578719</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><mark>“ล้านนา” วัฒนธรรมสร้างงานศิลปะ</mark></strong><br>กล่าวกันว่า ล้านนา คืออาณาจักรของชาวยวนแห่งหนึ่งที่เฟื่องฟูที่สุดที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย โดยมีระบอบปกครองแบบระบอบกษัตริย์ มีราชธานีอยู่ที่นครเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1839 นั่นจึงไม่แปลกเลยที่มีโบราณสถานต่างๆ ในเชียงใหม่และบริเวณใกล้เคียงเต็มไปหมด หลังจากก่อตั้งนครล้านนาขึ้นมาก็ได้มีการสร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ ขึ้นมา มันถูกสร้างขึ้นมาโดยมีการผสมผสานกันระหว่างศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาที่ได้รับอิทธิพลมา และมีบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะหริภุญชัยและศิลปะพุกามจากพม่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นก็ได้เริ่มรับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 20 และต่อมาก็ได้มีการสร้างสถูป เจดีย์ขึ้นมามากมายในยุคถัดมาจนถือว่านั้นเป็นยุคทองของล้านนาเลยก็ว่าได้<br><br><br><strong><mark>ด้านสถาปัตยกรรม</mark></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>สถาปัตยกรรมที่สร้างในยุคของล้านนานั้นได้แก่ เจดีย์วัดพญาวัด เมืองน่าน , เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ , เจดีย์บรรจุอัฐิพระเจ้าติโลกราช วัดเจ็ดยอด , เจดีย์วัดป่าแดง เชียงใหม่ , วัดป่าแดงบุญนาค เมืองพะเยา , วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ , เจดีย์วัดโลกโมฬี , มณฑปพระเจ้าล้านทอง , วัดพระธาตุลำปางหลวง เมืองลำปาง แต่หากว่าสถาปัตยกรรมต่างๆ นั้นถูกสร้างในคนละยุคกันและอิทธิพลที่ได้รับมานั้นย่อมแตกต่างกัน มันจึงมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันบ้าง <br><br><br><strong><mark>ด้านจิตรกรรม</mark></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>สำหรับงานจิตกรรมของชาวล้านนานั้นมักจะพบงานเขียนบนผืนผ้า และแขวนไว้ในพื้นที่อาคาร มันมักจะถูกค้นพบตามวัดหรือเจดีย์เก่าที่ถูกสร้างขึ้นในยุคของล้านนา และนอกจากศิลปะบนผืนผ้าแล้ว ยังมีศิลปะบนผนังมันก็จะมักค้นพบตามโบราณสถานที่สร้างขึ้นในยุคของล้านนาเช่นกัน ซึ่งมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ที่ค้นพบที่เก่าแก่ที่สุดก้คือ ภาพอดีตพุทธในกรุของวัดอุโมงค์ แห่งเชียงใหม่ แต่บางคนก็บอกว่าเก่าที่สุดไม่ใช่ที่วัดอุโมงค์เชียงใหม่ แต่มันคือที่วัดพระธาตุลำปางหลวง มันเป็นงานจิตรกรรมที่ถูกสร้างไว้บนไม้ แต่หลังจากนั้นก็ได้มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงออกมาว่า วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ถูกสร้างขึ้นก่อน มันถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศรรตวรรษที่ 20-21 และส่วนของวัดพระธาตุลำปางหลวง มันถูกสร้างขึ้นในพุทธศรรตวรรษที่ 22-24 ซึ่งจิตกรรมฝาผนังที่ชาวล้านนาสร้างขึ้นนั้นมักใช้โครงสร้างที่เป็นสีแดงและน้ำเงินเป็นหลัก นิยมเขียนจิตกรรมเหล่านี้ไว้ตามวิหารซะมากกว่า <br><br><br><strong><mark>ด้านประติมากรรม</mark></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>ในศิลปะของล้านนาด้านประติมากรรมนี้มันเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป้ลล้านนา โดยส่วนมากจะเป็นการปั้นพระพุทธรูป หรือสัตว์ต่างๆ ในวรรณคดี มันถูกสื่ออกถึงความสำคัญอิทธิของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อศิลปะล้านนา โดยลักษณสำคัญของรูปแบบประติมากรรมในอาณาจักรล้านนาจะถูกเรียกกันว่าพระพุทธรูปสิงห์แบบเชียงแสนโดยถูกจัดแบ่งออกใน2รูปแบบตามลักษณะก็คือ พระพุทธรูปสิงห์ 1 จะเป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิเพชร มีโครงหน้าที่เกลี้ยงกลมอมยิ้ม หูยานหย่อน ขนาดหน้าตักกว้างเท่ากับฐานดอกบัว&nbsp; และพระพุทธรูปสิงห์ 2 เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิราบ มีใบหน้าเป็นรูปทรงไข่ มีรูปร่างที่เพรียวบาง อกกว้างเอวเล็ก ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับพระพุทธรูปสิงห์ 1นั้นถูกสร้างขึ้นเป็นเวลานานมาก ซึ่งถูกคาดการณ์ว่า สร้างขึ้นมาในช่วงสถาปนาอาณาจักรล้านนาหรือก่อนหน้านั้น แต่ว่า พระพุทธรูปสิงห์ 2 จะถูกสร้างขึ้นทีหลังจากการสร้างพระพุทธรูปสิงห์ 1 แล้ว นอกจากสองรูปแบบนี้แล้วประติมากรรมล้านนายังนิยมปั้นพระพุทธรูปในแบบเทวดา แต่อยู่ในรูปแบบปางมารวิชัยซึ่งเป็นการได้รับอิทธิพลจากศิลปะของสุโขทัยและอยุทธยาเป็นหลัก และมีลักษณะของมงกุฏิที่เป็นชั้นๆ ในรูปแบบของประติมากรรมนั้นก็จะพบได้ทุกรูปแบบทั้งนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว<br><br><br><strong><mark>ด้านวัฒนธรรมดนตรี</mark></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>นอกจาก สถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตกรรมแล้ว ล้านนายังมีวัฒนธรรมทางนาฏศิลป์และดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์เช่นกัน เป็นการใช้เครื่องดนตรีโบราณสร้างสรรค์เสียงดนตรี ทั้งเพื่อสุนทรีและเพื่อการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เกี่ยวกับความเชื่อ ซึ่งเสียงดนตรีของล้านนานั้นถือได้ว่ามันมีเอกลักษณ์มากที่สุด นอกจากนั้นยังมีการแสดงฟ้อนรำในฉบับล้านนาที่น่าสนใจอีกด้วย<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับเกร็ดความรู้เล็กๆ จาก <strong><mark>“ล้านนา” วัฒนธรรมสร้างงานศิลปะ</mark></strong> ซึ่งเป็นข้อมูลของศิลปะล้านนาที่มีอยู่ในปัจจุบัน และศิลปะวัฒนธรรมล้านนานั้นมันสวยงามมากควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างมาก เพื่อให้ศิลปะเหล่านี้ถูกสืบทอดไปยังลูกหลานรุ่นหลังนั้นได้ใช้เป็นการศึกษาหาความรู้ และเข้าใจประวัติศาสตร์ล้านนามากยิ่งขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1546855987/286764edf7151e0b4dd52d0cad5c5341/Twikight_temple_.JPG" />
         <pubDate>2022-01-21 08:14:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004578719</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทรารวดี</title>
         <author>643030800071</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004619998</link>
         <description><![CDATA[<div>ตัวอย่างสถาปัตยกรรมทวารวดีเท่าที่มีการสำรวจทางโบราณคดี อาทิ วัดพระเมรุและเจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม <br><br>อาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักรโบราณแรกสมัยก่อนชาวสยามจะเข้าปกครองดินแดนในสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (George Coedès) และสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ว่า“ทวารวดี” โดยใช้เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรโบราณตามบันทึกเอกสารฝ่ายจีน ศูนย์กลางอยู่ที่แถบจังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน และพื้นที่ภาคกลางของไทยในปัจจุบันครอบคลุมจังหวัดจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี ลพบุรี ไปจนถึงภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน และภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ชาวมอญและละว้าในอาณาจักรทวาราวดีมีการติดต่อค้าขายทางทะเลอย่างกว้างขวาง เพราะมีเส้นทางออกสู่ทะเลมากมาย เมื่อความรุ่งเรืองของอาณาจักรทวารวดีค่อยๆเสื่อมลง ฝ่ายขอมจึงฉวยโอกาสเข้าตีเมือง อาณาจักรทวารวดีถึงกาลล่มสลายและตกอยู่ในอำนาจของขอมอย่างสมบูรณ์เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 16 <br>กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเจดีย์จุลประโทนเป็นโบราณสถานไว้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 57 หน้า 2527 วันที่ 22 ต.ค. พ.ศ. 2483 แต่เดิม ณ บริเวณสถานที่แห่งนั้นเป็นเพียงเนินอิฐที่มีต้นไม้ขึ้นรกปกคลุมธรรมดาไม่มีอะไรน่าสนใจ และไม่ปรากฏว่ามีชื่อเรียกสถานที่แห่งนั้นอย่างเป็นทางการ มีเพียงแต่ชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากสั้นๆว่า <em>“เนินหิน”</em> เพราะในอดีตบริเวณดังกล่าวเป็นเนินมีอิฐ หิน กระจายอยู่ทั่วไป ต่อมาได้มีการขุดค้นเนินหินแห่งนั้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2482 - 2483 โดย ปิแอร์ ดูปองต์ แห่งสำนักปลายบูรพาทิศฝรั่งเศส ทำการขุดค้นร่วมกับกรมศิลปากร ภายใต้การนำของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้ร่วมกันทำการขุดค้น ณ ที่บริเวณเนินอิฐแห่งนั้น<br><br>อิทธิพล<br>สถูปเจดีย์นั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทหนึ่งในหลายประเภท ที่คนอินเดียโบราณนิยมสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในเชื้อชาติเดียวกันกับพระพุทธเจ้า (ศากยะ) ซึ่งพบว่า เมื่อญาติเสียชีวิตจะนิยมเผาศพและเก็บกระดูกไว้บูชา โดยสร้างสถานที่เก็บเอาไว้ (หากมีขนาดใหญ่โตก็เรียกว่าสถูป) เพื่อให้ผู้คนได้สักการบูชาระลึกถึงผู้ตาย ซึ่งเป็นรูปแบบของสิ่งก่อสร้างที่สัมพันธ์กับการฝังศพ โดยเฉพาะการฝังอัฐิธาตุซึ่งได้มีการใช้มาแล้วก่อนสมัยพุทธกาล<br>https://mgronline.com/dhamma/detail/9570000113440</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1249491510/ef73063b10e152521e5a0f28a47b7a0d/content_1166.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 08:45:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004619998</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author>643030800121</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004638019</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะทวารวดี เป็นศิลปะต้นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 - 16. บรรดาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถาน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน หากแต่ยังปรากฎหลักฐานการนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ด้วย อิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่ขยายไปยังภูมิภาคอื่น ทั้งภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะทวารวดีคือต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทยที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536812387/343749a0607caeca89b2188fbec01d8b/article02_008.JPG" />
         <pubDate>2022-01-21 08:58:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004638019</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author>643030800071</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004641562</link>
         <description><![CDATA[<div>อาณาจักรศรีวิชัย เรืองอำนาจในยุคพุทธศตวรรษที่ 13-18 พวกเค้าได้ครอบครองดินแดนเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ในปัจจุบันลากยาวมาถึงภาคใต้ของไทยบางส่วน แนวคิดศิลปะของพวกเค้าได้รับอิทธิพลมาจากพวกพราหมณ์ ฮินดูของประเทศอินเดีย เลยทำให้งานศิลปะของพวกเค้าคล้ายกับทางอินเดีย แม้ว่าอาณาจักรศรีวิชัยจะล่มสลายไปแต่ความนิยมของศิลปะก็ได้รุ่งเรืองเผยแพร่ไปยังอาณาจักรอื่นด้วยแถมไกลมาก อย่างเช่น วัตถุโบราณที่ขุดพบได้จากวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายที่นักโบราณคดีคาดว่าเป็นศิลปะสมัยกรุงศรีวิชัย<br><br></div><div>ศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่เราสามารถศึกษาได้นั่นก็คือ งานปะติมากรรม ไม่ว่าจะเป็นงานรูปปั้น รูปหล่อทองสำริด งานพวกนี้จะมีอายุยาวนานมากอีกทั้งการแกะสลักลวดลายก็แสดงถึงแนวคิด ตัวตน ความเชื่อ สไตล์งานศิลปะในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ปะติมากรรมสมัยศรีวิชัยนั้นมีผลงานชิ้นหนึ่งสมบูรณ์มากนั่นคือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปะติมากรรมที่หล่อด้วยสำริด ซึ่งลวดลายนั้นเกิดจากอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะอย่างชัดเจน<br>https://www.pennpat.org/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%94%E0%B8%B9-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A8/#page-content</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1249491510/cce2e73ce2e5360c0f0d60432fd8bfe8/srivichai_art.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:01:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004641562</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author>643030800121</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004663048</link>
         <description><![CDATA[<div>อาณาจักรศรีวิชัย หรือ อาณาจักรศรีโพธิ์ เกิดในปี(พ.ศ. 1202 - ราวพุทธศตวรรษที่ 18)ก่อตั้งโดยราชวงศ์ไศเลนทร์ ในช่วงที่อาณาจักรฟูนันล่มสลาย มีอาณาเขตครอบคลุมมลายู เกาะชวา เกาะสุมาตรา ช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดา และบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย พื้นที่อาณาจักรแบ่งได้สามส่วน คือส่วนคาบสมุทรมลายู เกาะสุมาตรา และหมู่เกาะชวา โดยส่วนของชวาได้แยกตัวออกไปตั้งเป็นอาณาจักรมัชปาหิต ต่อมาเมื่ออาณาจักรศรีวิชัยอ่อนแอลง อาณาจักรมัชปาหิตได้ยกทัพเข้ามาตีศรีวิชัย ได้ดินแดนสุมาตราและบางส่วนของคาบสมุทรมลายูไป และทำให้ศรีวิชัยล่มสลายไปในที่สุด ส่วนพื้นที่คาบสมุทรที่เหลือ ต่อมาเชื้อพระวงศ์จากอาณาจักรเพชรบุรี ได้เสด็จมาฟื้นฟูและตั้งเป็นอาณาจักรนครศรีธรรมราช<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้ระบุว่า ศรีวิชัยน่าจะสถาปนาในช่วงเวลาก่อนปีพ.ศ. 1225 เล็กน้อย<br>ขณะที่ เสนีย์อนุชิต ถาวรเศรษฐ เลขานุการคณะอนุกรรมการตรวจสอบหลักฐานอาณาจักรศรีโพธิ์ วุฒิสภา ระบุว่า อาณาจักรศรีโพธิ์ (ศรีวิชัย) สถาปนาขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 1202 โดยใช้หลักการทางดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ตรวจหาวันที่จากเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ ที่อ้างอิงถึงในตำนานท้องถิ่นเกี่ยวกับการสถาปนาอาณาจักรที่ว่า<br>"หลังเสร็จสิ้นสงครามแย่งช้าง ต่อมาได้เกิดสุริยคราสแหวนเพชร ขึ้นในท้องที่ดังกล่าว หลังจากนั้นอีก 7 วัน มหาราชทั้งสอง ได้ทำพิธีบรมราชาภิเษกที่เขาสุวรรณบรรพต แล้วขึ้นครองราชสมบัติ สถาปนาอาณาจักรศรีโพธิ์"<br>ส่วนที่ตั้งเมืองหลวง มีการถกเถียงกันจนปัจจุบันก็ยังไม่ได้ข้อยุติ แต่มีสองแนวคิดที่เชื่อถือกันอยู่คือ คู่เมืองไชยา-สุราษฎร์ธานี และที่เมืองปาเล็มบัง (สุมาตรา) ทั้งนี้เพราะมีหลักฐานเป็นจารึกชัดเจนว่า ปีพ.ศ. 1369 พระเจ้าศรีพลบุตร (ครองชวากลาง) พระนัดดาในพระเจ้าศรีสงครามธนัญชัย (ครองทั้งศรีวิชัยและชวากลาง) ยกทัพจากชวากลางมาตีศรีวิชัย จากพระใหญ่ (พระนัดดาอีกสายของพระเจ้าศรีสงครามฯ ที่ครองศรีวิชัย) แล้วชิงได้ราชสมบัติไปแนวความคิดเรื่องชวากลาง (สถานที่ประดิษฐานเจดีย์บุโรพุทโธ) เป็นเมืองหลวงจึงตกไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีการพบศิลาจารึกภาษามลายูโบราณเกี่ยวกับอาณาจักรศรีวิชัยนี้ ทั้งที่สุมาตรา และที่วัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีการจารึกคำว่า "ศรีวิชัย" และพบศิลาจารึกภาษาสันสกฤต เมืองไชยา ระบุว่าศรีวิชัยเป็นเมืองท่าค้าพริก ดีปลีและพริกไทยเม็ด โดยมีต้นหมากและต้นมะพร้าวจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบจารึกบนเกาะสุมาตรา โดยจารึกเป็นภาษามลายูโบราณ เมื่อถอดคำออกมาก็คือคำว่า "ศรีวิชัย"&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลวงจีนอี้จิง เคยเดินทางจากเมืองกวางตุ้งประเทศจีนโดยเรือของพวกอาหรับ ผ่านฟูนันมาพักที่อาณาจักรศรีวิชัยในเดือน 11 พ.ศ. 1214 เป็นเวลา 2 เดือน ก่อนที่จะเดินทางต่อผ่านเมืองไทรบุรี ผ่านหมู่เกาะคนเปลือยนิโคบาร์ ถึงเมืองท่า ตามพรลิงก์ที่อินเดีย เพื่อสิบทอดพระพุทธศาสนา หลวงจีนอี้จิงบันทึกไว้ว่า พุทธศาสนาแบบมหายานเจริญรุ่งเรืองในอาณาจักรศรีวิชัย ประชาชนทางแหลมมลายูเดิมส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา แต่ก็ได้ติดต่อกับพ่อค้าอาหรับมุสลิม ที่เดินทางผ่านเพื่อไปยังประเทศจีน ดังนั้นในเวลาต่อมาศาสนาอิสลามจึงได้เผยแพร่ไปยังมะละกา กลันตัน ตรังกานู ปาหงะ และ ปัตตานี จนกลายเป็นรัฐอิสลามไป ต่อมาใน พ.ศ. 1568 อาณาจักรศรีวิชัยได้ตกอยู่ใต้อำนาจและกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมัชปาหิตของชวาใน พ.ศ. 1940 แต่มีหลักฐานจากตำนานเมืองเพชรบุรีว่า อาณาจักรศรีวิชัยได้ล่มสลายไปก่อนหน้านี้แล้ว เพราะตำนานฯระบุว่า ก่อนพระพนมวังจะได้สถาปนาอาณาจักรนครศรีธรรมราชในปีพ.ศ. 1830 นครศรีธรรมราชมีสภาพเป็นเมืองร้างมาก่อน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศาสนา มีการนับถือทั้งพุทธมหายาน พุทธเถรวาท และฮินดู</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536812387/54b692d412c5b025d52b3872b38c72e0/images__4_.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:17:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004663048</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author>643030800071</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004672006</link>
         <description><![CDATA[<h1>สมัยลพบุรี</h1><div>เป็นชื่อใช้เรียกศิลปวัตถุ โบราณที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-18 โดยมีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่บริเวณจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลานั้นลพบุรีอยู่ในช่วงภายใต้การปกครองของเขมร(ขอม)<br>&nbsp;<br>&nbsp;<strong>สถาปัตยกรรม</strong> ได้แก่ ปรางค์ ปราสาท ที่สร้างขึ้นด้วยหินทราย อิฐ ศิลาแลง จึงเรียกว่าปราสาทหินและปรางค์ เช่นพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทับหลังรูปนารายณ์บันทมสินธุ์ที่งดงาม ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ และปรางค์ที่วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี<br> <br> <strong>ประติมากรรม</strong> นิยมสร้างภาพสลักด้วยหิน โดยเฉพาะหินทราย ส่วนมากนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก และยังมีการสลักรูปเหมือน เช่น รูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมร<br><br></div><div>ประติมากรรม<br><br></div><div>พระพุทธรูปสมัยลพบุรีมีพื้นฐานสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมเขมร ทั้งเทคนิคการสร้างที่ใช้วัสดุหินทรายและรูปแบบศิลปกรรม สามารถแบ่งกลุ่มรูปแบบไว้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 มีการผสมระหว่างทวารวดีกับศิลปะเขมร (ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 18) กลุ่มที่ 2 รูปแบบที่สืบทอดมาจากศิลปะเขมร (ราวกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 19) และกลุ่มที่ 3 กลุ่มที่พัฒนามาเป็นลักษณะท้องถิ่นอย่างแท้จริง (ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 19)<br><br></div><div>สถาปัตยกรรม<br><br></div><div><br>สถาปัตยกรรมสร้างด้วยอิฐและหิน มีทั้งที่สร้างในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมมียอดเป็นชั้น ๆ ซ้อนกันขึ้นไปจนแหลมมนที่มุมของอาคารนี้จะ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1">ย่อมุม</a> ทำเป็นลดมุมแบบย่อเหลี่ยมลักษณะเช่นนี้เรียกว่า <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C"><em>ปรางค์</em></a> ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2">สถาปัตยกรรมอินเดีย</a>ที่เรียกว่า <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%A3"><em>ศิขร<br></em></a><br></div><div><br>การตกแต่งสถาปัตยกรรมไม่นิยมพื้นที่ว่าง มักตกแต่งลวดลายดอกไม้ ใบไม้และลายประดิษฐ์ ตามส่วนต่าง ๆ ของอาคาร ผังอาคารเป็นแบบง่าย ๆ แบบกากบาท มักมีการสร้าง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%94">ระเบียงคด</a>ล้อมรอบ สถาปัตยกรรมนี้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์ พระพุทธรูปนิยมสร้างเป็น 3 องค์ อันหมายถึง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2">ธรรมกาย</a> ได้แก่พระธรรม สัมโภคกาย และนิรมาณกาย<br>https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5<br><br>https://pornpimon2553.blogspot.com/2015/03/blog-post_24.html</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1249491510/6a094cb993b1eebad520f7e84ea0d4de/images.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:24:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004672006</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004682217</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะสมัยทวารวดี</strong>เป็นรูปแบบของงานศิลปะที่มีต้นกำเนิดมาจากมอญ<a href="https://hmong.in.th/wiki/Mon_State"> </a>ทวารวดีเจริญรุ่งเรืองจากวัตถุโบราณ<a href="https://hmong.in.th/wiki/Dvaravati">สมัยทวารวดี</a>มอญอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันและพม่ารัฐมอญทางตะวันตกทางตอนใต้ของพม่า (พม่า) และกับรัฐมอญในภาคเหนือของประเทศไทย ทวารวดีประสบกับการครอบงำทางการเมืองโดยชนชาติใกล้เคียงถึงสามครั้ง: ในศตวรรษที่ 10 เมื่อพม่ายึดครองรัฐธาตอนมอญทางตะวันตกของเกาะเตนัสเซริมโยมา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 13 เมื่ออาณาจักรขอม (กัมพูชา) เกิดขึ้นทางตะวันออก และในที่สุดปลายศตวรรษที่ 13 เมื่ออาณาจักรทวารวดีถูกดูดกลืนโดยอาณาจักรไทย<br><br>ทวารวดีเองได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวัฒนธรรม<a href="https://hmong.in.th/wiki/Culture_of_India">อินเดีย</a>แม้ว่ากระบวนการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมในช่วงหลายศตวรรษเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 และมีบทบาทสำคัญในการแนะนำพุทธศาสนานิกายมหายานและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง<a href="https://hmong.in.th/wiki/Buddhist_art">พุทธศิลป์</a>สู่ภูมิภาค</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536808573/36ba4d6f2bb802443d87b6b2db63b7fc/Head_of_a_Male_Deity___Met___DP_590_001.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:31:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004682217</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author>643030800071</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004685358</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ศิลปะล้านนา</strong> หรือ <strong>ศิลปะเชียงแสน</strong> หมายถึง ศิลปะในเขต<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)">ภาคเหนือ</a>ทางตอนบนหรือดินแดนล้านนาของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ประเทศไทย</a>ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19–24 คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B5">ศิลปะทวารวดี</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5">ศิลปะลพบุรี</a>มาตั้งแต่สมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2">หริภุญชัย</a> ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99">เชียงแสน</a> เรียกว่า<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%81&amp;action=edit&amp;redlink=1">อาณาจักรโยนก</a> ต่อมาเมื่อ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2">พญามังราย</a>ได้ย้ายมาสร้างเมือง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88">เชียงใหม่</a> ศูนย์กลางของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2">อาณาจักรล้านนา</a>อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ งานศิลปะล้านนามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97">นิกายเถรวาท<br></a><br>สถาปัตยกรรมยุคแรกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ได้รับอิทธิพลจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ศิลปะหริภุญชัย</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;action=edit&amp;redlink=1">ศิลปะพุกาม</a>จาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2">พม่า</a> ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ได้รับอิทธิพลจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ศิลปะสุโขทัย</a> ต่อมาในศิลปะต้นถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 ถือเป็นยุคทอง มีการสร้างวัดและเจดีย์มากมาย ยุคถัดมาในช่วงกลางถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 อาณาจักรล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า ถือเป็นยุคเสื่อม<br><br>สถาปัตยกรรมในช่วงยุคทองมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเผย แพร่พุทธศาสนาลังกาวงส์ หรือ นิกายรามัญ ได้แรงบันดาลใจทั้งจากงานสถาปัตยกรรมในยุคก่อน อิทธิพลจากสถาปัตยกรรมภายนอกดังเช่นสุโขทัย พม่าสมัยพุกาม<br><br>จิตรกรรมในศิลปะล้านนาพบงานเขียนบนผืนผ้าหรือ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%8F">พระบฏ</a> เพื่อแขวนไว้ในอาคาร พระบฏที่เก่าที่สุดพบจากกรุ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87_(%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88)&amp;action=edit&amp;redlink=1">วัดเจดีย์สูง</a> จังหวัดเชียงใหม่ ส่วน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87">จิตรกรรมบนผนัง</a>อาคารเก่าที่สุด คือภาพอดีตพุทธในกรุเจดีย์<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C_(%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1)">วัดอุโมงค์</a> จังหวัดเชียงใหม่ บ้างว่าเก่าที่สุดอยู่ที่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87">วัดพระธาตุลำปางหลวง</a> ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนบนไม้<br><br>ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป ศิลปะล้านนา ซึ่งมักเรียกว่า <em>พระพุทธรูปสิงห์แบบเชียงแสน</em> แบ่งออกเป็น <em>พระพุทธรูปสิงห์ 1</em> มีลักษณะประทับนั่ง<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3&amp;action=edit&amp;redlink=1">ขัดสมาธิเพชร</a> เห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง พระพักตร์กลม อมยิ้ม ขมวดพระเกศาใหญ่ รัศมีดอกบัวตูม พระวรกายอวบอ้วน ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน <em>พระพุทธรูปสิงห์ 2</em> มีลักษณะประทับขัดสมาธิราบ พระพักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก รัศมีเป็นเปลว พระวรกายบอบบาง พระอังสาใหญ่ เอวเล็ก ชายสังฆาฏิ เส้นเล็กยาวมาจนถึงพระนาภีได้รับอิทธิพลสุโขทัย<br><br></div><div><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2">https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2<br></a><br></div><div>https://hmong.in.th/wiki/Burmese_art</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1249491510/0832686d3ce5446dc10febb8d821b7c8/Saensae.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:33:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004685358</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทวารวดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004689891</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะสมัยทวารวดี</strong>เป็นรูปแบบของงานศิลปะที่มีต้นกำเนิดมาจากมอญ<a href="https://hmong.in.th/wiki/Mon_State"> </a>ทวารวดีเจริญรุ่งเรืองจากวัตถุโบราณ<a href="https://hmong.in.th/wiki/Dvaravati">สมัยทวารวดี</a>มอญอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันและพม่ารัฐมอญทางตะวันตกทางตอนใต้ของพม่า (พม่า) และกับรัฐมอญในภาคเหนือของประเทศไทย ทวารวดีประสบกับการครอบงำทางการเมืองโดยชนชาติใกล้เคียงถึงสามครั้ง: ในศตวรรษที่ 10 เมื่อพม่ายึดครองรัฐธาตอนมอญทางตะวันตกของเกาะเตนัสเซริมโยมา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 13 เมื่ออาณาจักรขอม (กัมพูชา) เกิดขึ้นทางตะวันออก และในที่สุดปลายศตวรรษที่ 13 เมื่ออาณาจักรทวารวดีถูกดูดกลืนโดยอาณาจักรไทย<br><br>ประเทศไทย, คูบัว, ( วัฒนธรรมทวารวดี&nbsp;), ประติมากรรม CE 650-700 ที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย นักดนตรีสามคนที่อยู่ทางขวากำลังเล่น (จากตรงกลาง) พิณ 5 สายฉิ่ง&nbsp;จะเข้แบบหลอดหรือ&nbsp;จะเข้แบบแท่งที่มีเครื่องสะท้อนน้ำเต้า<br><br><strong>อิทธิพล</strong><br>ทวารวดีเองได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวัฒนธรรมอินเดียแม้ว่ากระบวนการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมในช่วงหลายศตวรรษเริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 และมีบทบาทสำคัญในการแนะนำพุทธศาสนานิกายมหายานและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศิลป์สู่ภูมิภาค&nbsp;<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1547032858/0c000ce5b208bb2a1996de829d0970ee/Large_5d6e38b2567c4.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:36:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004689891</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004696780</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นชื่อเรียกกลุ่มศิลปวัตถุ โบราณวัตถุที่สร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-17 โดยคาดว่าน่าจะมีศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่บริเวณอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีและที่บางส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช<br><br></div><div><strong>สถาปัตยกรรม </strong>พบสถูปทรงมณฑป ยอดแหลม ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป เช่น สถูปห้ายอดหรือพระบรมธาตุไชยา ซึ่งภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536808573/cdddbbb8c47586f0967fa493af3199b3/102.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:41:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004696780</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author>643030800121</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004697283</link>
         <description><![CDATA[<div>อิทธิพลศิลปะสมัยลพบุรี<br><br></div><div>ย้อนกลับไปในสมัยลพบุรี ยุคนั้นอาณาจักรลพบุรีหรือเมืองละโว้ในขณะนั้น ได้รับอิทธิพลทั้งด้านความเชื่อทางศาสนา และ งานศิลปะมาจาก อาณาจักรขอมค่อนข้างมาก ทำให้งานศิลปะของเมืองละโว้ออกมาเป็นสไตล์ขอมเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม งานปะติมากรรม มองเผินๆจะเหมือนกับของขอมเลยทีเดียว แต่มีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย<br><br></div><div>การสร้างพระพุทธรูป<br><br></div><div>งานปะติมากรรมส่วนใหญ่ยุคก่อนนั้นจะเน้นการสร้างพระพุทธรูปเนื่องจากความเชื่อทางด้านศาสนานั่นเอง ทีนี้พระพุทธรูปสมัยลพบุรีนั้น จะคล้ายกับงานพระพุทธรูปของขอมด้วย กล่าวคือจะทำให้พระพักตร์(หน้า)สั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ตาโต ปากกว้าง เป็นต้น ปางที่นิยมสร้างก็คือ ปางนาคปรก นิยมสร้างพระจากหินทราย หรือ สำริดมากที่สุด นอกจากนั้นจะมีการสร้างเทวรูปเพื่อสักการะความเชื่อ หลักๆจะมีสองแบบคือ เทวรูปพระนารายณ์ และ เทวรูปพระศิวะ<br><br></div><div>งานสถาปัตยกรรม<br><br></div><div>เมืองละโว้ในยุคนั้น ได้แบบแผนการสร้างเมืองมาจากขอมด้วย กล่าวคือ เมืองจะมีการวางผังเมืองมาเป็นอย่างดี มีการวางระบบน้ำประปาเพื่อเก็บไว้ใช้เพาะปลูก มีการสำรองแหล่งน้ำสำคัญ(เหมือนกับเขื่อน)อีกด้วย ด้านสถาปัตยกรรมจะสร้างอย่างมีแบบแผนทั้งทางด้านวิศวกรรม และความเชื่อผสมผสานกัน อย่างเช่น การสร้างปราสาทจะสร้างแบบให้แผนผังสมมาตรกัน(เพื่อความสวยงามและใช้งานง่าย) อีกทั้งปราสาทจะต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก(รับแสงอาทิตย์ตอนเช้า)อีกด้วย นอกจากนั้นวิธีการสร้างก็ยอดเยี่ยม เราใช้อิฐ หินทราย ศิลาแลงมาวางเรียงกันเพื่อทำให้เกิดปราสาทขึ้นมา นักโบราณคดีเชื่อว่ายุคนั้นอาจจะมีการใช้ยางไม้พิเศษเพื่อทำหน้าที่ยึดติดก้อนหินให้อยู่ตัว สถาปัตยกรรมที่มีความศิลปะยุคสมัยลพบุรีมากที่สุด ได้แก่ พระปรางค์สามยอด<br><br></div><div>ปะติมากรรมภาพเหมือน<br><br></div><div>ผลงานศิลปะสมัยลพบุรีอีกชิ้นหนึ่ง น่าสนใจมากนั่นก็คือ ผลงานภาพเหมือนพระบรมสาทิสลักษณ์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระเจ้าแผ่นดินองค์สำคัญที่เผยแพร่ความคิด ความเชื่อหลายอย่างไปทั่วทั้งอาณาจักร รวมถึงลพบุรีนี้ด้วย มีผลงานชิ้นหนึ่งเชื่อกันว่าเหมือนกับท่านมากถูกคนพบที่ ปราสาทหินพิมาย จังหวัด โคราช แม้จะชำรุดเสียหายไปบ้างจากกาลเวลา แต่โดยรวมยังสมบูรณ์อยู่มาก ใครที่สนใจศิลปะสมัยลพบุรี เสาร์ อาทิตย์ว่างๆลองขับรถไปดูไม่ไกลจากกรุงเทพเท่าไรนัก<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536812387/a6a54a9161637a384edf80b3bd44b549/0010.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:41:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004697283</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004700932</link>
         <description><![CDATA[<div>อิทธิพลศิลปะสมัยลพบุรี<br><br></div><div>ย้อนกลับไปในสมัยลพบุรี ยุคนั้นอาณาจักรลพบุรีหรือเมืองละโว้ในขณะนั้น ได้รับอิทธิพลทั้งด้านความเชื่อทางศาสนา และ งานศิลปะมาจาก อาณาจักรขอมค่อนข้างมาก ทำให้งานศิลปะของเมืองละโว้ออกมาเป็นสไตล์ขอมเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม งานปะติมากรรม มองเผินๆจะเหมือนกับของขอมเลยทีเดียว แต่มีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย<br><br></div><div>การสร้างพระพุทธรูป<br><br></div><div>งานปะติมากรรมส่วนใหญ่ยุคก่อนนั้นจะเน้นการสร้างพระพุทธรูปเนื่องจากความเชื่อทางด้านศาสนานั่นเอง ทีนี้พระพุทธรูปสมัยลพบุรีนั้น จะคล้ายกับงานพระพุทธรูปของขอมด้วย กล่าวคือจะทำให้พระพักตร์(หน้า)สั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ตาโต ปากกว้าง เป็นต้น ปางที่นิยมสร้างก็คือ ปางนาคปรก นิยมสร้างพระจากหินทราย หรือ สำริดมากที่สุด นอกจากนั้นจะมีการสร้างเทวรูปเพื่อสักการะความเชื่อ หลักๆจะมีสองแบบคือ เทวรูปพระนารายณ์ และ เทวรูปพระศิวะ<br><br></div><div>งานสถาปัตยกรรม<br><br></div><div>เมืองละโว้ในยุคนั้น ได้แบบแผนการสร้างเมืองมาจากขอมด้วย กล่าวคือ เมืองจะมีการวางผังเมืองมาเป็นอย่างดี มีการวางระบบน้ำประปาเพื่อเก็บไว้ใช้เพาะปลูก มีการสำรองแหล่งน้ำสำคัญ(เหมือนกับเขื่อน)อีกด้วย ด้านสถาปัตยกรรมจะสร้างอย่างมีแบบแผนทั้งทางด้านวิศวกรรม และความเชื่อผสมผสานกัน อย่างเช่น การสร้างปราสาทจะสร้างแบบให้แผนผังสมมาตรกัน(เพื่อความสวยงามและใช้งานง่าย) อีกทั้งปราสาทจะต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก(รับแสงอาทิตย์ตอนเช้า)อีกด้วย นอกจากนั้นวิธีการสร้างก็ยอดเยี่ยม เราใช้อิฐ หินทราย ศิลาแลงมาวางเรียงกันเพื่อทำให้เกิดปราสาทขึ้นมา นักโบราณคดีเชื่อว่ายุคนั้นอาจจะมีการใช้ยางไม้พิเศษเพื่อทำหน้าที่ยึดติดก้อนหินให้อยู่ตัว สถาปัตยกรรมที่มีความศิลปะยุคสมัยลพบุรีมากที่สุด ได้แก่ พระปรางค์สามยอด<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536808573/8823f07ad6f9e3e0ca9c550da75aa145/art_of_robburi.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:43:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004700932</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศรีวิชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004703160</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘) ปางมารวิชัย<br><br>เชื่อกันว่ามีอาณาจักรหนึ่งรุ่งเรืองอำนาจขึ้นบนเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ อาณาจักรนี้บางครั้งก็ได้ครอบครองแหลมมลายูและดินแดนบางส่วนทางภาคใต้ของประเทศไทย นักปราชญ์ทางโบราณคดีเรียกชื่ออาณาจักรนี้ว่าศรีวิชัยตามศิลาจารึกที่ค้นพบ และศิลปกรรมซึ่งเกิดขึ้นทางภาคใต้แถบจังหวัดสุราษฎร์ธานีของประเทศไทยขณะนั้นก็ได้รับชื่อว่าศิลปะแบบศรีวิชัย<br><br>ศิลปะศรีวิชัยได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ หลังคุปตะ และปาละ-เสนะตามลำดับ ศิลปะแบบศรีวิชัยในประเทศไทยส่วนมากสร้างขึ้นในพุทธศาสนาลัทธิมหายานทั้งสิ้น ศิลปะแบบศรีวิชัยในภาคใต้ของประเทศไทยคงมีอายุอยู่ลงมาจนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อันเป็นเวลาที่ดินแดนแห่งนี้ได้เข้ารวมอยู่ในอาณาจักรสุโขทัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1547032858/b740d7be045650485882abc1f6a81c84/0021.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:45:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004703160</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004704764</link>
         <description><![CDATA[<div>ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูป ศิลปะล้านนา ซึ่งมักเรียกว่า แบบเชียงแสน คือ พระวรกายอวบอูม พระพักตร์อิ่ม ยิ้มสำรวม กระเกตุมาลาเป็นรูปต่อมกลม และดอกบัวตูม ไม่มีไรพระศก พระศกเป็นแบบก้นหอย พระขนงโก่งรับพระนาสิกงุ้มเล็กน้อย ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน พระอุระนูนดังราชสีห์ ท่านั่ง<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3&amp;action=edit&amp;redlink=1">ขัดสมาธิเพชร</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536808573/0c83e1d7cc78561f2766342bd33acb0d/Mahapol13.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:46:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004704764</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author>643030800121</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004708444</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; กล่าวกันว่า ล้านนา คืออาณาจักรของชาวยวนแห่งหนึ่งที่เฟื่องฟูที่สุดที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย โดยมีระบอบปกครองแบบระบอบกษัตริย์ มีราชธานีอยู่ที่นครเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1839 นั่นจึงไม่แปลกเลยที่มีโบราณสถานต่างๆ ในเชียงใหม่และบริเวณใกล้เคียงเต็มไปหมด หลังจากก่อตั้งนครล้านนาขึ้นมาก็ได้มีการสร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ ขึ้นมา มันถูกสร้างขึ้นมาโดยมีการผสมผสานกันระหว่างศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาที่ได้รับอิทธิพลมา และมีบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะหริภุญชัยและศิลปะพุกามจากพม่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นก็ได้เริ่มรับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 20 และต่อมาก็ได้มีการสร้างสถูป เจดีย์ขึ้นมามากมายในยุคถัดมาจนถือว่านั้นเป็นยุคทองของล้านนาเลยก็ว่าได้&nbsp;<br><br>ด้านสถาปัตยกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สถาปัตยกรรมที่สร้างในยุคของล้านนานั้นได้แก่ เจดีย์วัดพญาวัด เมืองน่าน , เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ , เจดีย์บรรจุอัฐิพระเจ้าติโลกราช วัดเจ็ดยอด , เจดีย์วัดป่าแดง เชียงใหม่ , วัดป่าแดงบุญนาค เมืองพะเยา , วิหารลายคำ วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ , เจดีย์วัดโลกโมฬี , มณฑปพระเจ้าล้านทอง , วัดพระธาตุลำปางหลวง เมืองลำปาง แต่หากว่าสถาปัตยกรรมต่างๆ นั้นถูกสร้างในคนละยุคกันและอิทธิพลที่ได้รับมานั้นย่อมแตกต่างกัน มันจึงมีรูปร่างลักษณะที่แตกต่างกันบ้าง&nbsp;<br><br>&nbsp; ด้านจิตรกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับงานจิตกรรมของชาวล้านนานั้นมักจะพบงานเขียนบนผืนผ้า และแขวนไว้ในพื้นที่อาคาร มันมักจะถูกค้นพบตามวัดหรือเจดีย์เก่าที่ถูกสร้างขึ้นในยุคของล้านนา และนอกจากศิลปะบนผืนผ้าแล้ว ยังมีศิลปะบนผนังมันก็จะมักค้นพบตามโบราณสถานที่สร้างขึ้นในยุคของล้านนาเช่นกัน ซึ่งมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน ที่ค้นพบที่เก่าแก่ที่สุดก้คือ ภาพอดีตพุทธในกรุของวัดอุโมงค์ แห่งเชียงใหม่ แต่บางคนก็บอกว่าเก่าที่สุดไม่ใช่ที่วัดอุโมงค์เชียงใหม่ แต่มันคือที่วัดพระธาตุลำปางหลวง มันเป็นงานจิตรกรรมที่ถูกสร้างไว้บนไม้ แต่หลังจากนั้นก็ได้มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงออกมาว่า วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ถูกสร้างขึ้นก่อน มันถูกสร้างขึ้นในช่วงพุทธศรรตวรรษที่ 20-21 และส่วนของวัดพระธาตุลำปางหลวง มันถูกสร้างขึ้นในพุทธศรรตวรรษที่ 22-24 ซึ่งจิตกรรมฝาผนังที่ชาวล้านนาสร้างขึ้นนั้นมักใช้โครงสร้างที่เป็นสีแดงและน้ำเงินเป็นหลัก นิยมเขียนจิตกรรมเหล่านี้ไว้ตามวิหารซะมากกว่า&nbsp;<br><br>ด้านประติมากรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในศิลปะของล้านนาด้านประติมากรรมนี้มันเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป้ลล้านนา โดยส่วนมากจะเป็นการปั้นพระพุทธรูป หรือสัตว์ต่างๆ ในวรรณคดี มันถูกสื่ออกถึงความสำคัญอิทธิของพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อศิลปะล้านนา โดยลักษณสำคัญของรูปแบบประติมากรรมในอาณาจักรล้านนาจะถูกเรียกกันว่าพระพุทธรูปสิงห์แบบเชียงแสนโดยถูกจัดแบ่งออกใน2รูปแบบตามลักษณะก็คือ พระพุทธรูปสิงห์ 1 จะเป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิเพชร มีโครงหน้าที่เกลี้ยงกลมอมยิ้ม หูยานหย่อน ขนาดหน้าตักกว้างเท่ากับฐานดอกบัว&nbsp; และพระพุทธรูปสิงห์ 2 เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิราบ มีใบหน้าเป็นรูปทรงไข่ มีรูปร่างที่เพรียวบาง อกกว้างเอวเล็ก ซึ่งจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับพระพุทธรูปสิงห์ 1นั้นถูกสร้างขึ้นเป็นเวลานานมาก ซึ่งถูกคาดการณ์ว่า สร้างขึ้นมาในช่วงสถาปนาอาณาจักรล้านนาหรือก่อนหน้านั้น แต่ว่า พระพุทธรูปสิงห์ 2 จะถูกสร้างขึ้นทีหลังจากการสร้างพระพุทธรูปสิงห์ 1 แล้ว นอกจากสองรูปแบบนี้แล้วประติมากรรมล้านนายังนิยมปั้นพระพุทธรูปในแบบเทวดา แต่อยู่ในรูปแบบปางมารวิชัยซึ่งเป็นการได้รับอิทธิพลจากศิลปะของสุโขทัยและอยุทธยาเป็นหลัก และมีลักษณะของมงกุฏิที่เป็นชั้นๆ ในรูปแบบของประติมากรรมนั้นก็จะพบได้ทุกรูปแบบทั้งนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536812387/ca198e938f7aa1c88cdbf31b0f0e67ef/564000004027101.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 09:49:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004708444</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทวารวดี </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004734143</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสมัยอาณาจักรทวารวดีได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธและฮินดู สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีที่หลงเหลือถึงปัจจุบันจึงมักเหลือเพียงซากฐานโบราณสถาน ดังเช่นที่พบในแหล่งโบราณคดีที่นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และลพบุรี มักก่ออิฐและใช้สอดิน บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง การก่อสร้างบริเวณฐานเจดีย์มักเป็นรูปฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ย่อมุม และมีบันไดลงไปด้านล่าง ส่วนเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำมียอดแหลมอยู่ด้านบน สันนิษฐานว่าเป็นแบบอย่างที่รับจากศิลปะอินเดียสมัยปาละ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยสรุปคือ สถาปัตยกรรมสมัยทวารวดีที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาเช่นเดียวกับประติมากรรม ได้แก่ โบสถ์ วิหาร เจดีย์ต่างๆ ซึ่งมักอยู่ในสภาพปรักหักพัง ส่วนใหญ่เป็นอาคารก่ออิฐสอดิน มีแผนผังแตกต่างกันออกไป เช่น ผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือผังกลม อิฐที่ใช้มักมีขนาดใหญ่ มีแกลบผสม หรืออาจใช้ศิลาแลงบ้างในบางครั้ง ในจังหวัดนครปฐม ได้พบสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี อยู่หลายแห่งด้วยกัน ที่สำคัญเช่น เจดีย์พระประโทน เจดีย์จุลประโทน เจดีย์วัดพระเมรุ เป็นต้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตัวอย่างสถาปัตยกรรมทวารวดีเท่าที่มีการสำรวจทางโบราณคดี อาทิ วัดพระเมรุและเจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม ปรากฏประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นประดับอยู่รอบฐาน (ส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดนครปฐม) และที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ เมืองฟ้าแดดสูงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ และเมืองพระรถ ดงศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536793609/52353df65e6ead37238c501653f448c3/A1BF874B_D542_46C5_81AB_E55E11BB4A32.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-21 10:08:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004734143</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลพบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004735400</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะลพบุรี&nbsp;หมายถึงศิลปวัตถุซึ่งมีอิทธิพลหรือรับแบบอย่างทางศิลปะขอมหรือเขมรที่พบในประเทศไทย&nbsp;รวมทั้งศิลปวัตถุที่ทำขึ้นในประเทศไทย โดยรับอิทธิพลทางศิลปขอมและเขมร โดยเหตุที่ได้พบศิลปวัตถุดังที่กล่าวเป็นครั้งแรกและมากมายในจ.ลพบุรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ จึงได้ดำริให้ใช้คำว่า ศิลปะสมัยลพบุรี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 ต่อมาเมื่อมีการศึกษาทางวิชาโบราณคดีเพิ่มเติมกว้างขวางมากยิ่งขึ้น จึงได้ขยายการกำหนดอายุศิลปะลพบุรี ไปถึงพุทธศตวรรษที่ 12-20<br><br>ศิลปวัตถุสมัยลพบุรีที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นศิลปกรรมที่นับเนื่องทางศาสนา มีทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพรมหมณ์ หรือ ฮินดู พระพุทธรูปในสมัยลพบุรีนิยมเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ปางสมาธิ ปางแสดงธรรม ซึ่งมักจะเป็นพระพุทธรูปยืน เช่น ที่ปราสาทพิมาย จ.นครราชสีมา โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปสมัยทวารวดี<br><br>อิทธิพลทางศิลปขอมหรือเขมร หรือศิลปลพบุรีในอีสานนั้น เผยแพร่จากอาณาจักรกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทยจากอีสานตอนล่าง หรือบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ พาดผ่านนครราชสีมา ขอนแก่น ชัยภูมิ บางแห่งที่พบ เช่น ที่มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุดรธานี หนองคาย คือ อีสานตอนบน ไปถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เช่น ที่เวียงจันทน์ และนครจำปาศรี เป็นอิทธิพลของศิลปะขอมหรือเขมรที่ขึ้นมาตามเส้นทางแม่น้ำโข</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1547032858/947c84fcf5e31bae00ac01b1a5ff969f/Maravijaya_Buddha_14th_century_Lopburi_Jim_Thompson_Museum_IMG_7264.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 10:09:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004735400</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศรีวิชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004747305</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะศรีวิชัย</strong> ได้รับพระเจ้าอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และ พุทธศาสนานิกายอาจริยวาท แม้ศรีวิชัยได้หมดอำนาจไป แต่ศิลปะยังคงแพร่หลายไปทั่วดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะได้มีการขุดค้นพบศิลปวัตถุและโบราณสถานแบบศรีวิชัยจำนวนมากทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่ไชยาและที่นครศรีธรรมราช นอกจากนั้นมีการพบประปราย เช่น ทางภาคกลางพบที่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87">อำเภออู่ทอง</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5">จังหวัดสุพรรณบุรี</a> ภาคเหนือพบที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2">อำเภอศรีสัชนาลัย</a><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">จังหวัดสุโขทัย</a> และเหนือสุดพบที่วัดป่าสัก <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99">อำเภอเชียงแสน</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2">จังหวัดเชียงราย</a><br><br>ประติมากรรมศรีวิชัยนิยมตามคติศาสนา<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99">มหายาน</a> คือ รูปเคารพพระโพธิสัตว์ ส่วนพระพุทธรูปได้รับอิทธิพลจากพุทธศิลป์ก่อนสมัย<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B8%B0&amp;action=edit&amp;redlink=1">คุปตะ</a> หลังคุปตะ และปาละ ตามลำดับ ลักษณ์<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">เจดีย์</a> คือ เจดีย์ทรงกลม ระฆังเอวคอด ศิลปะศรีวิชัยได้เป็นต้นแบบให้ศิลปะอาณาจักรต่าง ๆ เช่น สุโขทัย และขอม</div><div><br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536793609/40f0a61e883a45e1296f0a14104cbf4b/CA9B7E38_D6BB_4D88_8B0A_B684669B7F72.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-21 10:18:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004747305</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลพบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004755896</link>
         <description><![CDATA[<div>ย้อนกลับไปในสมัยลพบุรี ยุคนั้นอาณาจักรลพบุรีหรือเมืองละโว้ในขณะนั้น ได้รับอิทธิพลทั้งด้านความเชื่อทางศาสนา และ งานศิลปะมาจาก อาณาจักรขอมค่อนข้างมาก ทำให้งานศิลปะของเมืองละโว้ออกมาเป็นสไตล์ขอมเป็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม งานปะติมากรรม มองเผินๆจะเหมือนกับของขอมเลยทีเดียว แต่มีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย<br><br></div><div>การสร้างพระพุทธรูป</div><div>งานปะติมากรรมส่วนใหญ่ยุคก่อนนั้นจะเน้นการสร้างพระพุทธรูปเนื่องจากความเชื่อทางด้านศาสนานั่นเอง ทีนี้พระพุทธรูปสมัยลพบุรีนั้น จะคล้ายกับงานพระพุทธรูปของขอมด้วย กล่าวคือจะทำให้พระพักตร์(หน้า)สั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ตาโต ปากกว้าง เป็นต้น ปางที่นิยมสร้างก็คือ ปางนาคปรก นิยมสร้างพระจากหินทราย หรือ สำริดมากที่สุด นอกจากนั้นจะมีการสร้างเทวรูปเพื่อสักการะความเชื่อ หลักๆจะมีสองแบบคือ เทวรูปพระนารายณ์ และ เทวรูปพระศิวะ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536793609/656b87dc5fe622c93c10528e02dc7ea1/9E152E8A_4358_4C3B_AA8C_FC201CD84C41.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-21 10:25:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004755896</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ล้านนา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004762089</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะแบบล้านนาเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18-21 บริเวณลุ่มแม่น้ำปิงทางภาคเหนือโดยแต่ก่อนเรียกว่า ศิลปะเชียงแสน ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งในด้านความหมายของพื้นที่และผลงานศิลปกรรม ดังนั้นจึงเห็นสมควรให้ใช้คำว่า “ศิลปะล้านนา” อันหมายถึงรูปแบบศิลปะที่กระจายอยู่ในภาคเหนือตอนบนตั้งแต่จังหวัดตาก&nbsp; แพร่ น่าน ขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อให้ได้ความหมายครอบคลุมศิลปกรรมทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในดินแดน ล้านนาทั้งหมด อีกทั้งยังสามารถแยกเรียกเป็นสกุลช่างตามรายละเอียดที่แตกต่างกันไปเช่น ศิลปะล้านนาสกุลช่างเชียงใหม่ สกุลช่างน่าน หรือ สกุลช่างพะเยา เป็นต้น และเฉพาะพระพุทธรูปเท่านั้นที่ยังคงนิยมเรียกว่า “แบบเชียงแสน”ตามเดิม<br><br>สถาปัตยกรรม<br>- สถูปเจดีย์ทรงมณฑป หรือทรงปราสาท เจดีย์ทรงนี้ระยะแรกแสดงรูปแบบอิทธิพลหริภุญไชย (ด้วยดินแดนล้านนาแต่เดิม เคยอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมือง ศาสนาและวัฒนธรรมจากหริภุญไชยมาก่อน ดังนั้นศิลปกรรมหริภุญไชยจึงมีอิทธิพลต่อศาสนสถานล้านนาในระยะแรกๆ) ลักษณะสำคัญคือ เป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมตั้งซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไปเป็นชั้น แต่ละชั้นแต่ละด้านมีจระนำสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป ส่วนยอดเป็นทรงระฆังหลายลูกซ้อนต่อเนื่องกันเป็นชุด เจดีย์กลุ่มนี้ที่สำคัญ เช่น เจดีย์กู่คำที่วัดเจดีย์สี่เหลี่ยม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เจดีย์วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ต่อมาทรงเจดีย์มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มยกเก็จที่เรือนธาตุ และเปลี่ยนเรือนธาตุชั้นลดเป็นหลังคาลาด เหนือชั้นหลังคาลาดเป็นองค์ระฆัง ปล้องไฉน และปลียอด และพัฒนาการสุดท้ายเป็นการผสมระหว่างทรงเจดีย์ที่กล่าวมากับเจดีย์แบบจีนที่ เรียกว่า “ถะ” เกิดแบบพิเศษ เช่นเจดีย์วัดตะโปทาราม และเจดีย์กู่เต้า เป็นต้น&nbsp; เจดีย์กู่คำ วัดเจดีย์สี่เหลี่ยม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย ตั้งอยู่ภายในบริเวณเมืองเก่าเวียงกุมกามก่อน ที่พระองค์จะเสด็จไปสร้างเมืองเชียงใหม่ รูปทรงเจดีย์คงถ่ายแบบมาจากเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมห้าชั้นซ้อนลดหลั่นในลักษณะเรียวสอบขึ้นไป แต่ละชั้นมีซุ้มจรนัมด้านละสามซุ้ม ภายในแต่ละซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน รวมทั้งสิ้น ๖๐ องค์ ต่อมาราวพ.ศ. ๒๔๔๙ คหบดีชาวพม่าชื่อหลวงโยทการพิจิตร มีศรัทธาปฏิสังขรณ์โดยเพิ่มซุ้มพระอีกด้านละหนึ่งซุ้ม รวมทั้งดัดแปลงลวดลายปูนปั้นกลายเป็นแบบพม่าไป</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1547032858/8cb8d0c49e2772f856b2622019051a45/images_jpeg_164.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 10:29:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004762089</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ ทวารวดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004774189</link>
         <description><![CDATA[<div>พระวิษณุ 4 กร พระพักตร์ค่อนข้างกลม ทรงสวมหมวกทรงกระบอกเรียบ ทรงกุณฑลรูปวงกลมขนาดใหญ่ ด้านหลังพระเศียรมีแผ่นประภามณฑล เรียบ พระหัตถ์ขวาหลังทรงถือจักร พระหัตถ์ซ้ายหลังทรงถือสังข์ พระหัตถ์ขวาหน้าทรงถือก้อนดินที่มีลักษณะเป็นก้อนกลมอยู่แนบพระโสณี พระหัตถ์ซ้ายทรงถือกระบอง พระวรกายท่อนบนเปลือยเปล่า ทรงผ้านุ่งแบบโสดยาวถึงข้อพระบาท เรียบ แนบพระวรกาย ด้านหน้ามีชายผ้าตกลง มา คาดผ้าตรงโดยทิ้งชายผ้าออกมาด้านข้าง จากลักษณะดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่าที่พบในภาคใต้ มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 ส่วนองค์พระวิษณุ ส่วนพระเศียรหายไปแล้ว แต่จากบริเวณต้นพระพาหามีรอยสลักแสดงลักษณะว่ามี 4 กร ประทับยืนตรง ทรงผ้านุ่งโสตรียาวจนถึง ข้อพระบาท เรียบ บางแนบพระวรกาย ด้านบนมีปมนูนที่เกิดจากการขมวดผ้า ด้านหน้ามีชายผ้าทบซ้อนกัน คาดเข็มขัดที่มัดเกี่ยวกันและทิ้งชายให้ ตกลงมาทางด้านซ้าย-ขวา น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 คล้ายคลึงกับศิลปะหลังคุปตะของอินเดีย และเทวรูปรุ่นเก่าที่พบใน ประเทศไทย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1238565783/caaee06ccc1969529b844d1484d5329b/image.png" />
         <pubDate>2022-01-21 10:38:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004774189</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004782008</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เครื่อง ปั้นดินเผาศรีวิชัยและตามพรลิงค์</strong><br>ภาคใต้ของไทย และหมู่เกาะของประเทศ อินโดนีเซียปัจจุบัน แต่เดิมแบ่งเป็นรัฐเล็กๆ ที่แยกเป็นอิสระแก่กัน ต่างก็พยายามมีอำนาจเหนือกัน โดยส่งทูตไปให้จีนรับรองฐานะรัฐของตนกับเพื่อค้าขาย ขณะเดียวกันก็ติดต่อค้าขายกับอินเดีย ตะวันออกกลาง และเลยไปถึงโรมันด้วย ดินแดน แถบนี้มีความเจริญมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา และมาเจริญมากจนสามารถรวมเป็น รัฐศรีวิชัยในพุทธศตวรรษที่ 13 จากนั้นรัฐ ตามพรลิงค์ก็มีอำนาจเหนือคาบสมุทรมลายูในช่วง พุทธศตวรรษที่ 18</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1238565783/d61eeff6721e121833c45d10253208e0/image.png" />
         <pubDate>2022-01-21 10:45:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004782008</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ล้านนา</title>
         <author>sariyautaboot</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004782106</link>
         <description><![CDATA[<div>อาณาจักรศรีวิชัย เรืองอำนาจในยุคพุทธศตวรรษที่ 13-18 พวกเค้าได้ครอบครองดินแดนเกาะสุมาตราของประเทศอินโดนีเซีย ในปัจจุบันลากยาวมาถึงภาคใต้ของไทยบางส่วน แนวคิดศิลปะของพวกเค้าได้รับอิทธิพลมาจากพวกพราหมณ์ ฮินดูของประเทศอินเดีย เลยทำให้งานศิลปะของพวกเค้าคล้ายกับทางอินเดีย แม้ว่าอาณาจักรศรีวิชัยจะล่มสลายไปแต่ความนิยมของศิลปะก็ได้รุ่งเรืองเผยแพร่ไปยังอาณาจักรอื่นด้วยแถมไกลมาก อย่างเช่น วัตถุโบราณที่ขุดพบได้จากวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายที่นักโบราณคดีคาดว่าเป็นศิลปะสมัยกรุงศรีวิชัย<br><br></div><div>สถาปัตยกรรม<br><br></div><div>สถาปัตยกรรมโบราณ นับว่าเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่ทำส่งต่อมาจากอดีต ทั้งความสวยงามและแนวคิดทางด้านวิศวกรรม ศิลปกรรมถูกสอดแทรกอยู่ในนั้น ศิลปะสมัยศรีวิชัยหากมองในมิติของสถาปัตยกรรมเราสามารถพบได้ทางภาคใต้ของไทย อย่างเช่น เจดีย์ โบสถ์ของวัดเก่าแก่ที่มีลักษณะเป็นปลายยอดแหลมสูง หรือ จะมีการสร้างเจดีย์เล็กน้อยไล่ระดับลดหลั่นกันเป็นชั้นจนถึงยอดสูงสุด ด้วยความประณีตงดงามอันนี้ก็เป็นสไตล์ศรีวิชัยด้วย ลองไปดูสถูปห้ายอด หรือ พระบรมธาตุไชยาได้นั่นแหละ ตัวอย่างศิลปะสมัยศรีวิชัย<br><br></div><div>งานปะติมากรรม<br><br></div><div>ศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่เราสามารถศึกษาได้นั่นก็คือ งานปะติมากรรม ไม่ว่าจะเป็นงานรูปปั้น รูปหล่อทองสำริด งานพวกนี้จะมีอายุยาวนานมากอีกทั้งการแกะสลักลวดลายก็แสดงถึงแนวคิด ตัวตน ความเชื่อ สไตล์งานศิลปะในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ปะติมากรรมสมัยศรีวิชัยนั้นมีผลงานชิ้นหนึ่งสมบูรณ์มากนั่นคือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ปะติมากรรมที่หล่อด้วยสำริด ซึ่งลวดลายนั้นเกิดจากอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะอย่างชัดเจน งานชิ้นนี้ถูกค้นพบที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ใครอยากจะสัมผัสไปดูได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536796463/c626a18f46418270bc93cfcfd371e25a/5A9953B6_D080_4087_8FF5_68DF8BF37BC2.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 10:45:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004782106</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะลพบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004806505</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เครื่องปั้นดินเผาสมัยลวปุระ (ลพบุรี)</strong><br><br>วัฒนธรรมของรัฐลวปุระ หรือละโว้ ในประเทศไทยนั้น เป็นวัฒนธรรมที่กล่าวได้ว่า ในระยะแรก สืบทอดมาจากวัฒนธรรมทวารวดี จนเมื่อเมืองพระนคร หรือขอมโบราณ มีอำนาจแผ่อิทธิพลมาทางตะวันออกเฉียงเหนือสู่ภาคกลางของรัฐทวารวดี ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 16 รูปแบบศิลปกรรมในศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา ลัทธิมหายานจากเมืองพระนครได้เข้ามาเป็นที่นิยม และเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ในช่วงพุทธศตวรรษ ที่ 18 ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งเมืองพระนคร โดยมีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองลวปุระ (ละโว้) ดังนั้นศิลปกรรมของภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในประเทศไทย ที่มีรูปแบบที่คล้ายกับขอมโบราณ เรียกว่า <strong>"ศิลปะ ลวปุระหรือลพบุรี"</strong> แม้ว่าจะมีรายละเอียดของลักษณะงานศิลปกรรม ที่แตกต่างออกไปบ้างตามรสนิยมของคนท้องถิ่นนี้ ที่นิยมความอ่อนช้อย นุ่มนวล มากกว่าความแข็งกระด้าง ที่แสดงพลังแห่งอำนาจ ที่แฝงอยู่ภายใน อันเนื่องจากพลังแห่งตรีมูรติ ในศาสนาฮินดูร่วมกับหลักธรรมของพุทธศาสนามหายาน ลัทธิวัชรยาน อันก่อให้เกิดลัทธิเทวราชา และพุทธราชาขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1238565783/9172ffc0676e7df9f09ef1cb48a7f814/image.png" />
         <pubDate>2022-01-21 11:05:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004806505</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะล้านนา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004854034</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สมัยเชียงแสนหรือล้านนาไทย (พุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๔)<br><br>"เชียงแสน"</strong> ปัจจุบันเป็นชื่ออำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงราย นักโบราณคดีได้กำหนดแบบศิลปกรรมภาคเหนือขึ้น เรียกว่า ศิลปะเชียงแสน<br><br>อาณาจักรเชียงแสน หรือปัจจุบันนิยมเรียกว่า อาณาจักรล้านนาไทย เพื่อให้มีความหมายกว้างขึ้นหมายถึง เมืองต่างๆ ทางภาคเหนือ หรือเขตจังหวัดต่างๆ ในปัจจุบัน เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ และน่าน เป็นต้น อาณาจักรนี้มีความเจริญ มีอารยธรรม และวัฒนธรรมเป็นแบบหนึ่งโดยเฉพาะ<br><br>พงศาวดารเมืองหริภุญไชย กล่าวถึงความเจริญของบริเวณภาคเหนือ โดยเฉพาะที่เมืองหริภุญไชย ซึ่งคือ ลำพูนในปัจจุบันว่า เจริญมาแต่ราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พระนางจามเทวี พระราชธิดากษัตริย์ละโว้เสด็จไปครองเมืองหริภุญไชย เมืองนี้เจริญสืบต่อมา จนถึงสมัยที่พระเจ้าเม็งราย เสด็จจากเชียงแสนมาสร้างเมืองเชียงใหม่ ศูนย์กลางของภาคเหนือ จึงย้ายจากลำพูนมาอยู่ที่เชียงใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๓๙ เป็นต้นมา<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1238565783/8f7141b5697db8231224a647e0551fe0/image.png" />
         <pubDate>2022-01-21 11:44:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2004854034</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อิทธิพล ทวารวดี</title>
         <author>643030800021</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005278198</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;“ทวารวดี”&nbsp;ในความหมายทางศิลปะ และประวัติศาสตร์ของไทยนั้น หมายถึงชื่อรวมของกลุ่มชน ยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ที่พัฒนามาจากสังคมเกษตรกรรมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ซึ่งชุมชนเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับกลุ่มชนภายนอกที่มีความเจริญมากกว่า โดยเฉพาะจากอินเดีย เมื่อราวประมาณ 2,000-1,800 ปีมาแล้ว ซึ่งผลของการขยายตัวของประชากรประกอบกับการติดต่อกับภายนอกทำให้สภาพของสังคมเริ่มมีความซับซ้อนเกิดการรวมตัวเป็น&nbsp;“นครรัฐ”&nbsp;ขนาดใหญ่ ที่มีวัฒนธรรมแบบเดียวกันขึ้น ซึ่งรู้จักกันในนามว่า&nbsp;“ทวารวดี”<br><br>จดหมายเหตุของภิกษุจีน เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 12 ได้กล่าวถึงดินแดนที่มีชื่อว่า&nbsp;“โถโลโปตี้”(To-Lo-Po-Ti)&nbsp;ว่า เป็นดินแดนที่อยู่ระหว่างอีสานปุระ (ขอมโบราณ) กับศรีเกษตร (พม่าโบราณ) ซึ่งครั้งแรกก็ยังมีข้อถกเถียงกันว่า หมายถึงเมืองใดกันแน่ แต่ต่อมาได้ค้นพบเงินเหรียญในบริเวณภาคกลางของไทยที่มีจารึกว่า&nbsp;“ศรีทวารวตี ศวรปุณยะ”&nbsp;อันได้แปลว่า&nbsp;&nbsp;“บุญกุศลของพระราชาแห่งทวารวดี”&nbsp;จึงทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับกันว่า “นครรัฐทวารวดี”ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นในดินแดนที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 12-16<br><br>แม้ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ศูนย์กลางของนครรัฐทวารวดีนั้นอยู่ในเมืองใด แต่ได้พบหลักฐานที่เป็นงานศิลปกรรมกระจายอยู่เกือบทั่วทุกภาคของประเทส จึงมีความเป็นไปได้ว่าศูนย์กลางของนครรัฐทวารวดี อาจมิได้มีเพียงแห่งเดียว แต่น่าจะอยู่ในลักษณะของ “รัฐ” หลายๆรัฐมารวมกัน โดยมีอำนาจปกครองตนเอง ส่วนหลักฐานทางด้านศิลปกรรมที่คล้ายคลึงกันนั้น อาจมิได้หมายความว่าเป็นอำนาจรวมศูนย์ แต่คงเกี่ยวเนื่องกับการรับอิทธิพลรากเหง้าศิลปกรรมทางพุทธศาสนาจากที่เดียวกันมากกว่า<br><br>วัฒนธรรมมอญโบราณ ที่เรียกกันว่า ทวารวดี น่าจะเกิดขึ้นในภาคกลางของประเทศไทยก่อน จากการรับอารยธรรมจากอินเดีย เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 11-15 เป็นต้นมา จากนั้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13 ก็ได้แพร่ขยายมายังดินแดนแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตามในราวพุทธศตวรรษที่ 15 อิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรได้แพร่กระจายเข้ามาครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอีสาน จึงทำให้วัฒนธรรมทวารวดีถูกบดบังหายไปในที่สุด<br><br>งานศิลปกรรมของศิลปะทวารวดีนั้น เข้าใจว่ารับอิทธิพลมาจากศิลปะคุปตะและปาละเสนะของอินเดียเป็นสำคัญ&nbsp; แต่ทั้งนี้ต่อมาได้มีการผสานศิลปะพื้นเมืองของแต่ละถิ่นเข้าไปด้วย จึงทำให้เกิดรูปแบบที่แตกต่างในรายละเอียดของแต่ละภูมิภาคออกไป<br><br>ศิลปะทวารวดีพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น เป็นงานศิลปกรรมที่ได้มีการผสมผสานกับศิลปกรรมพื้นเมืองอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะงานศิลปกรรมประเภทใบเสมาหินขนาดใหญ่ ที่อาจถือเป็นเอกลักษณ์ของอีสานโดยเฉพาะ เนื่องจากแทบไม่พบในภาคอื่นเลย ใบเสมาหินเหล่านี้มีความโดดเด่นและแตกต่างกันออกไป เช่น กลุ่มใบเสมาแถบผ้าเมืองแดดสงยาง อ.กมลาไสย และใบเสมาที่บ้านหนองห้าง อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ มักนิยมสลักเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติและชาดก เช่นเดียวกับกลุ่มเสมาที่เมืองคอนสวรรค์ อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536808855/debd910b1ad7a5632f454388f3a2abea/padlet_image_picker_file_cf395177_088c_473c_9cd4_f8b27d224189.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 15:48:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005278198</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อิทธิพล ศรีวิชัย</title>
         <author>643030800021</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005290478</link>
         <description><![CDATA[<div>ศรีวิชัยเป็นอาณาจักรในจินตนาการของเจ้าอาณานิคมยุโรปยุคล่าเมืองขึ้น ถูกค้นพบแล้วนำเสนอต่อสากลโลกครั้งแรก 100 ปีที่แล้ว (ราว พ.ศ.2461)<br><br>นักวิชาการไทยฝ่ายอนุรักษนิยมรับ “อาณาจักรศรีวิชัย” แบบอาณานิคมไว้ในประวัติศาสตร์แห่งชาติ แล้วสถาปนาความรู้เป็นทางการว่าภาคใต้มีสมัยศรีวิชัยในอาณาจักรศรีวิชัย<br><br>เมื่อไม่นานมานี้อาณาจักรศรีวิชัยถูกยกขึ้นมาอีก เมื่อกรมศิลปากร (โดยสำนักศิลปากรที่นครศรีธรรมราช) ขุดพบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีบริเวณเชิงเขาศรีวิชัย อ. พุนพิน จ. สุราษฎร์ธานี<br><br>แต่ศรีวิชัย “ไม่อาณาจักร” นักวิชาการแนวคิดใหม่ไม่อนุรักษ์ทั้งนานาชาติและไทย ตรวจสอบทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์แล้วไม่พบหลักฐานสนับสนุนว่ามีอาณาจักรศรีวิชัยอันกว้างใหญ่ไพศาลตามความเชื่อแบบอาณานิคม<br>ประติมากรรมศรีวิชัยนิยมตามคติศาสนามหายาน&nbsp;คือ รูปเคารพพระโพธิสัตว์ ส่วนพระพุทธรูปได้รับอิทธิพลจากพุทธศิลป์ก่อนสมัยคุปตะ&nbsp;หลังคุปตะ และปาละ ตามลำดับ ลักษณ์เจดีย์&nbsp;คือ เจดีย์ทรงกลม ระฆังเอวคอด ศิลปะศรีวิชัยได้เป็นต้นแบบให้ศิลปะอาณาจักรต่าง ๆ เช่น สุโขทัย และขอม[1]<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536808855/04c1d8edfcd24b50b20e8810734b10d9/padlet_image_picker_file_ae346334_d0af_4635_ae44_aaa31861f2f5.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 15:54:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005290478</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ล้านนา</title>
         <author>643030800021</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005295009</link>
         <description><![CDATA[<div>จิตรกรรมที่วัดบวกครกหลวง&nbsp;งานจิตรกรรมแบบไทใหญ่<br>ศิลปะล้านนา&nbsp;หรือ&nbsp;ศิลปะเชียงแสน&nbsp;หมายถึง ศิลปะในเขตภาคเหนือทางตอนบนหรือดินแดนล้านนาของประเทศไทยในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 19–24[1]&nbsp;คาดว่ามีการสืบทอดต่อเนื่องจากศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาตั้งแต่สมัยหริภุญชัย&nbsp;ศูนย์กลางของศิลปะล้านนาเดิมอยู่ที่เชียงแสน&nbsp;เรียกว่าอาณาจักรโยนก&nbsp;ต่อมาเมื่อพญามังรายได้ย้ายมาสร้างเมืองเชียงใหม่&nbsp;ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ งานศิลปะล้านนามีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะนิกายเถรวาท</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536808855/1769c0f7108bba0e71a10a72023b9d23/padlet_image_picker_file_4ee838be_bcb5_4c0f_a6ed_23357b548d8b.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 15:56:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005295009</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลพบุรี</title>
         <author>643030800021</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005298334</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะลพบุรี&nbsp;คือศิลปะในพุทธศตวรรษที่ 16–18 ทางภาคกลาง&nbsp;ภาคตะวันออก&nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย&nbsp;มีศิลปกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรมแบบหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะสถาปัตยกรรมของขอม&nbsp;ศิลปะสกุลช่างลพบุรีเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพุทธ&nbsp;ศาสนาพราหมณ์&nbsp;โดยเฉพาะศาสนาพุทธแบบลัทธิมหายาน&nbsp;ศิลปะสมัยนี้ส่วนมากเป็นภาพจำหลักด้วยศิลาและสัมฤทธิ์&nbsp;โดยเฉพาะการปั้นหล่อสัมฤทธิ์มีความเจริญมาก ท่วงทำนองในการปั้นหุ่นมีความชำนาญยิ่งทำให้กิริยาท่าทางไม่แข็งกร้าวแบบศิลปะขอมในประเทศกัมพูชา</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536808855/d141d1069ee157c1522b36b7d1e8fb13/padlet_image_picker_file_7bc91047_16b4_475c_8861_e32112aad05e.jpg" />
         <pubDate>2022-01-21 15:58:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005298334</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะศรีวิชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005393825</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ประติมากรรมในศิลปะแบบศรีวิชัยได้แก่ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสลักด้วยศิลาและค้นพบที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี (รูปที่ ๑) ซึ่งเป็นประติมากรรมที่น่าจะเก่าที่สุด และยังมีอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะปะปนอยู่มาก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอีก ๒ องค์ ซึ่งหล่อด้วยสัมฤทธิ์และค้นพบที่อำเภอไชยาเช่นเดียวกัน อยู่ในสมัยต่อมา และดูจะมีอิทธิพลของศิลปะแบบหลังคุปตะและปาละ-เสนะเข้ามาปะปนแล้ว องค์แรกที่เหลือเพียงครึ่งองค์ (รูปที่ ๒) ถือกันว่าเป็นโบราณวัตถุที่งามที่สุดชิ้นหนึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แม้พระธยานิพุทธอมิตาภะปางสมาธิองค์เล็กบนศิราภรณ์ของพระโพธิสัตว์องค์นี้จะหักหายไป แต่การที่รูปนี้ครองหนังกวางก็อาจหมายความได้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในศิลปะศรีวิชัยแปลกกว่าที่อื่นที่มักมีหนังเสือคาดอยู่รอบพระโสณี (ตะโพก) ซึ่งในประเทศอินเดียไม่เคยปรากฏตั้งแต่แรก ลักษณะดังกล่าวบนเกาะสุมาตราและชวาก็มีบ้าง<br><br></div><div><br>โบราณวัตถุแบบศรีวิชัยบางชิ้นก็พบในที่ไกลมาก เป็นต้นว่าประติมากรรมที่เชื่อกันว่าเป็นรูปพระเมตไตรยโพธิสัตว์ตามลัทธิมหายาน แต่ปัจจุบันก็มีผู้เสนอว่าอาจเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งแสดงปางประทานปฐมเทศนา (รูปที่ ๓) พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ที่จังหวัดมหาสารคาม คงมีผู้นำเอาขึ้นไป พระพุทธรูปนาคปรกซึ่งค้นพบที่วัดเวียง อำเภอไชยา (รูปที่ ๔) เป็นของแปลกประหลาด เพราะพระพุทธรูปไม่หล่อเป็นปางสมาธิ แต่ทำเป็นปางมารวิชัย ซึ่งมีน้อยมาก เหตุนั้นจึงมีนักปราชญ์บางท่านสันนิษฐานว่าพระพุทธรูปและนาคนั้น อาจไม่ได้หล่อขึ้นพร้อมกัน เพราะเหตุว่ารูปนี้อาจถอดออกได้เป็น ๓ ชิ้นคือเศียรนาคชิ้นหนึ่ง พระพุทธรูปชิ้นหนึ่ง และขนดนาคอีกชิ้นหนึ่ง แต่ก็อาจจะเชื่อได้ยากอยู่เพราะวางเข้ากันได้พอดี ที่ฐานนาคมีจารึกว่าหล่อขึ้นใน พ.ศ. ๑๗๒๖ อันอาจนับได้ว่าเป็นตอนปลายของศิลปะศรีวิชัย พระพุทธรูปนาคปรกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีอิทธิพลของศิลปะขอมหรือลพบุรีเข้ามาปะปนแล้ว ดังอาจเห็นได้จากลักษณะเศียรนาค พระพักตร์สี่เหลี่ยมของพระพุทธรูปและท่านั่งขัดสมาธิราบ รวมทั้งภาษาขอมที่ใช้ในจารึก ในขณะเดียวกัน ลักษณะของศิลปะศรีวิชัยตอนปลายก็มีปรากฏอยู่ด้วย คือพระเกตุมาลาหรือเมาลีเรียบ ไม่มีขมวดพระเกศา มีรัศมีรูปใบโพธิ์ติดอยู่ทางด้านหน้า และชายจีวรเป็นริ้วซ้อนกันเหนือพระอังสาซ้าย ลักษณะหลังนี้ได้คงอยู่นานที่อำเภอไชยาทางภาคใต้ของประเทศไทยจนกระทั่งถึงสมัยอยุธยา<br><br></div><div><br>ที่จังหวัดสงขลา ก็ได้ค้นพบประติมากรรมสัมฤทธิ์สมัยศรีวิชัยหลายชิ้นเช่นเดียวกัน ที่เป็นเทวรูปก็มี เช่น รูปพระอิศวร และรูปท้าวกุเวร (รูปที่ ๕) แต่รูปท้าวกุเวรองค์นี้คงสร้างขึ้นในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน คือเป็นรูปชัมภละ เพราะเหตุว่ามีจารึกคาถาภาษาสันสกฤต “เย ธรฺมฺมา” สลักอยู่บนด้านหลัง นอกจากนี้ก็มีภาชนะดินเผาด้วยที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็ได้ค้นพบประติมากรรมสัมฤทธิ์สมัยศรีวิชัยเช่นเดียวกัน<br><br></div><div><br>พระพิมพ์ที่พบส่วนมากทำด้วยดินดิบ เป็นของที่แตกหักง่าย คงจะไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนาดังพระพิมพ์ดินเผาหรือโลหะ สันนิษฐานว่าคงทำตามประเพณีทางลัทธิมหายาน เมื่อเผาศพพระสงฆ์เถระที่มรณภาพหรือบุคคลที่ตายแล้วเอาอัฐิธาตุโขลกเคล้ากับดิน แล้วพิมพ์พระพุทธรูป หรือรูปพระโพธิสัตว์ (รูปที่ ๖) ไว้เป็นพระพิมพ์ดินดิบ เพื่อประสงค์ปรมัตถประโยชน์ของผู้มรณภาพเป็นที่ตั้ง อัฐินั้นได้เผาครั้งหนึ่งแล้ว จึงไม่เผาอีก<br><br></div><div><br>สำหรับสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัยนั้นเหลืออยู่น้อยมากเช่นที่ เจดีย์พระบรมธาตุไชยยา วัดมหาธาตุ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อำเภอไชยาคงเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณที่สำคัญในสมัยศรีวิชัย เพราะเหตุว่าบรรดาโบราณวัตถุที่กล่าวมาข้างต้นส่วนมากก็ค้นพบที่ไชยาทั้งสิ้น จนถึงมีบางท่านกล่าวว่าเมืองไชยาอาจเป็นราชธานีของอาณาจักรศรีวิชัยก็ได้(จริงๆแล้วพบหลักฐานงานโบราณวัตถุสถานแบบศรีวิชัยในอินโดนีเซียมากกว่า)<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1547576454/acefdafb09fe19108ac192930858d1ac/image.png" />
         <pubDate>2022-01-21 16:45:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005393825</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ ลพบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005395941</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นชื่อใช้เรียกศิลปวัตถุ โบราณที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-18 โดยมีศูนย์กลางอาณาจักรอยู่ที่บริเวณจังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ซึ่งในช่วงเวลานั้นลพบุรีอยู่ในช่วงภายใต้การปกครองของเขมร(ขอม)<br><br><strong>สถาปัตยกรรม</strong> ได้แก่ ปรางค์ ปราสาท ที่สร้างขึ้นด้วยหินทราย อิฐ ศิลาแลง จึงเรียกว่าปราสาทหินและปรางค์ เช่นพระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรีในปัจจุบัน ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทับหลังรูปนารายณ์บันทมสินธุ์ที่งดงาม ปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ และปรางค์ที่วัดนครโกษา จังหวัดลพบุรี<br><br><strong>ประติมากรรม</strong> นิยมสร้างภาพสลักด้วยหิน โดยเฉพาะหินทราย ส่วนมากนิยมสร้างเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก และยังมีการสลักรูปเหมือน เช่น รูปของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1547576454/71edc54d7fa3b4c9f26890cd9f8b3fb7/image.png" />
         <pubDate>2022-01-21 16:46:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005395941</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ ล้านนา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005399466</link>
         <description><![CDATA[<div>กล่าวกันว่า ล้านนา คืออาณาจักรของชาวยวนแห่งหนึ่งที่เฟื่องฟูที่สุดที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย โดยมีระบอบปกครองแบบระบอบกษัตริย์ มีราชธานีอยู่ที่นครเชียงใหม่ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1839 นั่นจึงไม่แปลกเลยที่มีโบราณสถานต่างๆ ในเชียงใหม่และบริเวณใกล้เคียงเต็มไปหมด หลังจากก่อตั้งนครล้านนาขึ้นมาก็ได้มีการสร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ ขึ้นมา มันถูกสร้างขึ้นมาโดยมีการผสมผสานกันระหว่างศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีมาที่ได้รับอิทธิพลมา และมีบางส่วนที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะหริภุญชัยและศิลปะพุกามจากพม่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นก็ได้เริ่มรับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 20 และต่อมาก็ได้มีการสร้างสถูป เจดีย์ขึ้นมามากมายในยุคถัดมาจนถือว่านั้นเป็นยุคทองของล้านนาเลยก็ว่าได้&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1547576454/9c0fb9a6072b8c3df294676e0317c6d5/image.png" />
         <pubDate>2022-01-21 16:47:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005399466</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะทวารวดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005402357</link>
         <description><![CDATA[<div>อาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักรโบราณแรกสมัยก่อนชาวสยามจะเข้าปกครองดินแดนในสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (George Coedès) และสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ว่า“ทวารวดี” โดยใช้เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรโบราณตามบันทึกเอกสารฝ่ายจีน ศูนย์กลางอยู่ที่แถบจังหวัดนครปฐมในปัจจุบัน และพื้นที่ภาคกลางของไทยในปัจจุบันครอบคลุมจังหวัดจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี ลพบุรี ไปจนถึงภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน และภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ชาวมอญและละว้าในอาณาจักรทวาราวดีมีการติดต่อค้าขายทางทะเลอย่างกว้างขวาง เพราะมีเส้นทางออกสู่ทะเลมากมาย เมื่อความรุ่งเรืองของอาณาจักรทวารวดีค่อยๆเสื่อมลง ฝ่ายขอมจึงฉวยโอกาสเข้าตีเมือง อาณาจักรทวารวดีถึงกาลล่มสลายและตกอยู่ในอำนาจของขอมอย่างสมบูรณ์เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 16&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในสมัยอาณาจักรทวารวดีได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธและฮินดู สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีที่หลงเหลือถึงปัจจุบันจึงมักเหลือเพียงซากฐานโบราณสถาน ดังเช่นที่พบในแหล่งโบราณคดีที่นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และลพบุรี มักก่ออิฐและใช้สอดิน บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง การก่อสร้างบริเวณฐานเจดีย์มักเป็นรูปฐานสี่เหลี่ยมผืนผ้า ย่อมุม และมีบันไดลงไปด้านล่าง ส่วนเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำมียอดแหลมอยู่ด้านบน สันนิษฐานว่าเป็นแบบอย่างที่รับจากศิลปะอินเดียสมัยปาละ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กล่าวโดยสรุปคือ สถาปัตยกรรมสมัยทวารวดีที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาเช่นเดียวกับประติมากรรม ได้แก่ โบสถ์ วิหาร เจดีย์ต่างๆ ซึ่งมักอยู่ในสภาพปรักหักพัง ส่วนใหญ่เป็นอาคารก่ออิฐสอดิน มีแผนผังแตกต่างกันออกไป เช่น ผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือผังกลม อิฐที่ใช้มักมีขนาดใหญ่ มีแกลบผสม หรืออาจใช้ศิลาแลงบ้างในบางครั้ง ในจังหวัดนครปฐม ได้พบสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี อยู่หลายแห่งด้วยกัน ที่สำคัญเช่น เจดีย์พระประโทน เจดีย์จุลประโทน เจดีย์วัดพระเมรุ เป็นต้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตัวอย่างสถาปัตยกรรมทวารวดีเท่าที่มีการสำรวจทางโบราณคดี อาทิ วัดพระเมรุและเจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม ปรากฏประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นประดับอยู่รอบฐาน (ส่วนใหญ่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดนครปฐม) และที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ เมืองฟ้าแดดสูงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ และเมืองพระรถ ดงศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1547576454/b45bd5f7b3a0b5e5b00a749433adb8e3/image.png" />
         <pubDate>2022-01-21 16:49:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2005402357</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสุโขทัย</title>
         <author>643030800161</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017304554</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะสุโขทัย</strong> เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18–19 ในบริเวณลุ่ม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A2%E0%B8%A1">แม่น้ำยม</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99">แม่น้ำน่าน</a> แถบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">จังหวัดสุโขทัย</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B9%8C">อุตรดิตถ์</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88">แพร่</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81">พิษณุโลก</a> และบริเวณลุ่ม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%87">แม่น้ำปิง</a> ทางตอนใต้ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3">จังหวัดกำแพงเพชร</a> ถือกำเนิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97">เถรวาท</a>ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ดังปรากฏในโบราณสถานหลายแห่งที่มีแนวความคิดและลักษณะรูปแบบคล้ายกับสถาปัตยกรรมลังกา เช่น เจดีย์ช้างล้อมมหิยังคณะในลังกา พระพุทธรูป<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99">วัดตะพานหิน</a>ที่สุโขทัย พระสี่อิริยาบถที่กำแพงเพชร เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ผสมผสานกับศิลปะอื่น ๆ ได้แก่ พม่า ขอม และจีน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536790866/80d50cfb946241c6ea174dcf57eb60dd/CB00FBF9_5990_4373_8AB9_F611F8F9CB92.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:14:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017304554</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสุโขทัย</title>
         <author>643030800151</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017307395</link>
         <description><![CDATA[<h1>ศิลปะสมัยสุโขทัย</h1><div><br></div><div>ศิลปะแบบสุโขทัยเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18-19 ในบริเวณลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แถบจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ พิษณุโลก และบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ทางตอนใต้ของจังหวัดกำแพงเพชร เป็นศิลปะที่เกิดจากความเชื่อและความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ผลงานสร้างสรรค์แบบสุโขทัยปรากฎในงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม<br>สถาปัตยกรรม<br>มีความงามและมีลักษณะเด่นเฉพาะ แม้จะได้รับอิทธพลมาจากที่อื่นบ้าง แต่ก็มีการพัฒนาจนมีลักษณะเฉพาะของตนเอง สร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสถูป โดยสามารถแบ่งตามที่มาของอิทธิพลได้ 3 แบบ เจดีย์ทรงดอกบัวตูม&nbsp; เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา เจดีย์แบบศรีวิชัย<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536788769/7ffe4d4aa0f992fe22291b1f70f11be1/padlet_image_picker_file_c6a77d94_eac6_4b5b_9b46_b51a0d769286.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:17:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017307395</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยุคสุโขทัย</title>
         <author>643030800063</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017308831</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะสุโขทัย</strong> เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18–19 ในบริเวณลุ่ม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A2%E0%B8%A1">แม่น้ำยม</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99">แม่น้ำน่าน</a> แถบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">จังหวัดสุโขทัย</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B9%8C">อุตรดิตถ์</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88">แพร่</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81">พิษณุโลก</a> และบริเวณลุ่ม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%87">แม่น้ำปิง</a> ทางตอนใต้ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3">จังหวัดกำแพงเพชร</a> ถือกำเนิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97">เถรวาท</a>ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ดังปรากฏในโบราณสถานหลายแห่งที่มีแนวความคิดและลักษณะรูปแบบคล้ายกับสถาปัตยกรรมลังกา เช่น เจดีย์ช้างล้อมมหิยังคณะในลังกา พระพุทธรูป<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99">วัดตะพานหิน</a>ที่สุโขทัย พระสี่อิริยาบถที่กำแพงเพชร เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ผสมผสานกับศิลปะอื่น ๆ ได้แก่ พม่า ขอม และจีน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1557190239/84462632d7ad4037912895fcd7fcd4a6/images___2022_01_28T122146_982.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:18:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017308831</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยอู่ทอง</title>
         <author>643030800151</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017310856</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ 17 – 20 ) เป็นศิลปที่มีอิทธิพลของศิลปแบบต่างๆผสมผสานกันแล้วจึงคลี่คลายมาเป็นศิลปที่แสดงลักษณะเฉพาะของตนเองในเวลาต่อมา เท่าที่ปรากฏหลักฐานเหลืออยู่มีประเภทประติมากรรม และสถาปัตยกรรม คือ พระพุทธรูปและสถูปเจดีย์ แต่เนื่องจากศิลปะแบบอู่ทองเกิดขึ้นในช่วงของการย้ายเมือง จึงมีผลงานไม่มากนักนอกจากพระพุทธรูปเท่านั้นที่พบมาก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536788769/3a13a35b74579715018771238957f6ea/padlet_image_picker_file_5eb51cfc_ac27_4a29_97c7_c648487960ea.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:21:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017310856</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะยุคอู่ทอง</title>
         <author>643030800063</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017312139</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะอู่ทอง หรือ ศิลปะยุคอู่ทอง เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17–20 ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับศิลปะเชียงแสนและศิลปะสุโขทัย<br><br>เหตุที่เรียกว่า "อู่ทอง" เพราะแต่เดิมถือว่าศูนย์กลางอาณาจักรอู่ทองอยู่ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่รู้จักและขนานนามกันมากที่สุดคือ พระพุทธรูป โดยกำหนดเอาพระพุทธรูปแบบหนึ่งซึ่งได้รับอิทธิพลจากศิลปะสกุลช่างสมัยทวารวดี ลพบุรี และสุโขทัย เรียกว่า ศิลปะแบบอู่ทอง โดยได้รับอิทธิพลศิลปะทวารวดีมากที่สุด[1]<br><br>คำว่า "ศิลปะอู่ทอง" ปรากฏขึ้นครั้งแรกในหนังสือ โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่เขียนขึ้นโดยนักอ่านจารึก ศ.ยอร์ช เซเดส์ และตีพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2472 โดยเขียนไว้ว่า "พระพุทธรูปแบบนี้จะเริ่มทำตั้งแต่ก่อนพระเจ้าอู่ทองได้สร้างกรุงศรีอยุธยา (เมื่อ พ.ศ. 1893) หรือภายหลัง ข้อนี้ที่ยังสงสัยอยู่ พิพิธภัณฑสถานฯ จึงได้ตั้งชื่อพระพุทธรูปเหล่านี้ว่า สมัยอู่ทอง แปลว่าสมัยพระเจ้าอู่ทอง จะเปนก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาหรือหลังก็ตาม"[2]<br><br>แม้อาณาจักรอู่ทองมีขอบเขตแค่ไหนยังไม่เป็นที่ยุติ แต่เท่าที่พบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบที่เรียกว่าอู่ทอง มีอยู่ในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม ชัยนาท ลพบุรี อยุธยา ที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรอู่ทองซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งเกาะเมืองอยุธยา โดยเรียกว่า เมืองอโยธยา[1]<br><br>การก่อสร้างสถาปัตยกรรมมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธลัทธิเถรวาท สืบเนื่องจากศิลปะทวารวดี ลักษณะโบสถ์ วิหาร ไม่เจาะหน้าต่าง แต่สร้างเป็นทรงยาว ชั้นหลังคาเตี้ย เจดีย์แบบอู่ทองได้รับอิทธิพลจากศิลปะศรีวิชัย ตัวอย่างเช่น วัดพระบรมธาตุวรวิหาร จังหวัดชัยนาท และมีลักษณะเจดีย์ฐาน 8 เหลี่ยม เรือนธาตุ 8 เหลี่ยม มีซุ้มจรนำรับฐานลูกบัวแก้วและองค์ระฆัง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1557190239/57313795f670ad39a479535ee8ecedda/220px_Phra_Achana__I_.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:22:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017312139</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะยุคอู่ทอง</title>
         <author>643030800161</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017312443</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะอู่ทอง</strong> หรือ <strong>ศิลปะยุคอู่ทอง</strong> เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นบริเวณ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)">ภาคกลาง</a>ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ประเทศไทย</a> ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17–20 ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99">ศิลปะเชียงแสน</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ศิลปะสุโขทัย</a><br>สถาปัตยกรรม</div><div>การก่อสร้างสถาปัตยกรรมมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธลัทธิ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97">เถรวาท</a> สืบเนื่องจากศิลปะทวารวดี ลักษณะโบสถ์ วิหาร ไม่เจาะหน้าต่าง แต่สร้างเป็นทรงยาว ชั้นหลังคาเตี้ย เจดีย์แบบอู่ทองได้รับอิทธิพลจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ศิลปะศรีวิชัย</a> ตัวอย่างเช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">วัดพระบรมธาตุวรวิหาร</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97">จังหวัดชัยนาท</a> และมีลักษณะเจดีย์ฐาน 8 เหลี่ยม เรือนธาตุ 8 เหลี่ยม มีซุ้มจรนำรับฐานลูกบัวแก้วและองค์ระฆัง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536790866/281c3c62fe44016f7a14a0f5a6ef1c90/CDFB191D_88D3_4C72_92CA_8C8333350E08.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:22:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017312443</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยอยุธยา</title>
         <author>643030800151</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017314309</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ศิลปะอยุธยา</strong> (พุทธศตวรรษที่ 19 – 24 ) เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นในอาณาจักรอยุธยาในระยะเวลา 417 ปี ซึ่งมีศิลปะแขนงต่างๆเกิดขึ้นมาก ศิลปกรรมเหล่านี้มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน และมีวิวัฒนาการไปตามสภาพบ้านเมือง<br><br></div><div><br>ศิลปะอยุธยาสามารถแบ่งเป็นระยะสร้างกว้างๆ ได้ 3 ระยะ คือ<br><br></div><div><strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะแรก</strong> ศิลปะอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893-2031) จะมีลักษณะเริ่มต้นสร้างสรรศิลปะตามประเพณีนิยมที่ได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะ ประเพณีและวัฒนธรรมจากอาณาจักรใกล้เคียง<br><br></div><div><strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่สอง </strong>ศิลปะอยุธยาตอนกลาง (พ.ศ. 2032 - 2172) จัดเป็นยุคที่ศิลปะอยุธยาเริ่มแสดงลักษณะรูปแบบที่เป็นของตนเอง<br><br></div><div><strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่สาม</strong> ศิลปะอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ.2173 - 2310) เป็นศิลปะที่แสดงลักษณะเฉพาะอย่างเด่นชัดเป็นต้นแบบศิลปะให้กับศิลปะรัตนโกสินทร์<br><br></div><div><br>ศิลปะอยุธยาทั้งสามระยะส่วนมากเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกันพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับศิลปสุโขทัย<br><br></div><div><br>ศิลปะอยุธยาด้ายประติมากรรม ส่วนมากสร้างเนื่องในพระพุทธศาสนา พระพุทธรูปสมัยนิยมหล่อด้วยสำริด อาจทำด้วยวัสดุอื่นบ้าง เช่น สกัดจากศิลา ไม้ ปูนปั้น ดินเผา และทองคำ เช่น พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) วัดพนัญเชิง สร้างเมื่อ พ.ศ. 1867 ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา 26 ปี และพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536788769/d0e1c2891c5d2cb289cc0e30996c0f2f/padlet_image_picker_file_8c454901_a33f_4928_9345_10c0a5cb3be2.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:25:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017314309</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะอยุธยา</title>
         <author>643030800161</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017316352</link>
         <description><![CDATA[<div>สถาปัตยกรรม</div><div><br>สถาปัตยกรรมยุคที่หนึ่งนับตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยานิยมสร้างปรางค์เป็นหลักประธานของวัด มีพระวิหารอยู่หน้าปรางค์ มีระเบียงคดล้อมรอบปรางค์ สถาปัตยกรรมยุคนี้ไม่มีหน้าต่าง แต่มีช่องลมแบบซี่ลูกกรงที่เรียกว่า <em>เสามะหวด</em> หรือบางแห่งทำแบบสันเหลี่ยมมีอกเลา&nbsp;<br><br></div><div><br>ยุคที่สองนิยมสร้างสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย โดยเฉพาะการสร้างเจดีย์ทรงกลม ที่เรียกว่า <em>ทรงลังกา</em> การสร้างอุโบสถ วิหาร มีความบึกบึน กว้างใหญ่ มีการยกฐานสูง นิยมมีพาไลด้านข้าง เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8">วัดหน้าพระเมรุ<br></a><br></div><div><br>ยุคที่สาม สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงโปรดศิลปกรรมแบบเขมร ศิลปกรรมยุคนี้เริ่มมีหน้าต่างเปิดปิดได้ ในสมัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A">สมเด็จพระนารายณ์มหาราช</a> ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมแบบยุโรป มีการก่อสร้างซุ้มประตูหน้าต่างโค้งแหลมแบบกอทิก เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7">วัดกุฎีดาว</a> อาคารต่าง ๆ เริ่มนิยมทำเป็นเส้นโค้งที่ฐานและหลังคา คงเป็นลักษณะสืบเนื่องมาแต่ครั้งศิลปะสมัยสุโขทัย การมุงกระเบื้องใช้กระเบื้องชนิดหางตัดและกระเบื้องชนิดกาบ มีกระเบื้องเชิงชายประกอบ มีการใช้กระเบื้องเคลือบครั้งแรกในแผ่นดิน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2">สมเด็จพระเพทราชา</a> ยุคนี้ยังมีเจดีย์ที่เป็นแบบฉบับเรียกว่า <em>เจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง<br></em><br></div><div><br>ยุคที่สี่เป็นยุคที่มีการซ่อมแซมมากกว่าสร้างขึ้นใหม่ สถาปัตยกรรมนิยมเส้นฐานและเส้นหลังคาอ่อนโค้งเป็นแนวขนาน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2#cite_note-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7-1"><sup>[1]<br></sup></a><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536790866/5128346e294f5094ecb9bb423ac5e1a2/279E0436_BDB5_44F3_9B1D_CF3117DD3676.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:27:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017316352</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์</title>
         <author>643030800151</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017318009</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ศิลปะรัตนโกสินทร์<br><br></div><div><br>พุทธศตวรรษที่ 25 - ปัจจุบัน ศิลปะรัตนโกสินทร์ในตอนต้น เป็นการสืบทอดมาจากสกุลช่างอยุธยา ไม่ว่าจะเป็น การเขียนลายรดน้ำ ลวดลายปูนปั้น การแกะสลักไม้ <a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99&amp;action=edit&amp;redlink=1">เครื่องเงิน</a> <a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;action=edit&amp;redlink=1">เครื่องทอง</a> การสร้างพระพุทธรูป ล้วนแต่สืบทอดความงามและวิธีการ ของศิลปะอยุธยาทั้งสิ้น ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการติดต่อกับชาวต่างชาติ มากขึ้นโดยเฉพาะชาติตะวันตก ทำให้ลักษณะศิลปะตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่ ประเทศไทย และมีอิทธิพลต่อศิลปะไทยในสมัยต่อมา หลังจากการเสด็จประ พาสยุโรปทั้ง 2 ครั้งของ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้มีการนำเอาแบบอย่าง ของศิลปะตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทย ทำให้ศิลปะไทยแบบ ประเพณี ซึ่งเป็นแบบดั้งเดิม มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปเป็นศิลปะไทย แบบร่วมสมัย ในที่สุด ลักษณะของพระพุทธรูปเน้นความเหมือนจริงมากขึ้น เช่น <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93_%E0%B8%AF">พระศรีศากยทศพลญาณ ฯ</a>พระประธาน<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%A5">พุทธมณฑล</a> <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1">จังหวัดนครปฐม</a> เป็นพระพุทธรูปปางลีลาโดยการผสมผสานความงามแบบสุโขทัยเข้ากับความ เหมือนจริง เกิดเป็นศิลปะการสร้างพระพุทธรูปในสมัยรัตนโกสินทร์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536788769/67e18b905cc20028e9ab54951806a1b1/padlet_image_picker_file_ecc23fb6_d8f0_4bdf_87d4_beaf1edea270.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:29:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017318009</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะยุคอยุธยา</title>
         <author>643030800063</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017319276</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ 17 – 20 ) เป็นศิลปที่มีอิทธิพลของศิลปแบบต่างๆผสมผสานกันแล้วจึงคลี่คลายมาเป็นศิลปที่แสดงลักษณะเฉพาะของตนเองในเวลาต่อมา เท่าที่ปรากฏหลักฐานเหลืออยู่มีประเภทประติมากรรม และสถาปัตยกรรม คือ พระพุทธรูปและสถูปเจดีย์ แต่เนื่องจากศิลปะแบบอู่ทองเกิดขึ้นในช่วงของการย้ายเมือง จึงมีผลงานไม่มากนักนอกจากพระพุทธรูปเท่านั้นที่พบมาก<br><br>ศิลปะอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 19 – 24 ) เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นในอาณาจักรอยุธยาในระยะเวลา 417 ปี ซึ่งมีศิลปะแขนงต่างๆเกิดขึ้นมาก ศิลปกรรมเหล่านี้มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน และมีวิวัฒนาการไปตามสภาพบ้านเมือง<br><br>ศิลปะอยุธยาสามารถแบ่งเป็นระยะสร้างกว้างๆ ได้ 3 ระยะ คือ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะแรก ศิลปะอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893-2031) จะมีลักษณะเริ่มต้นสร้างสรรศิลปะตามประเพณีนิยมที่ได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะ ประเพณีและวัฒนธรรมจากอาณาจักรใกล้เคียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่สอง ศิลปะอยุธยาตอนกลาง (พ.ศ. 2032 - 2172) จัดเป็นยุคที่ศิลปะอยุธยาเริ่มแสดงลักษณะรูปแบบที่เป็นของตนเอง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่สาม ศิลปะอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ.2173 - 2310) เป็นศิลปะที่แสดงลักษณะเฉพาะอย่างเด่นชัดเป็นต้นแบบศิลปะให้กับศิลปะรัตนโกสินทร์<br><br>ศิลปะอยุธยาทั้งสามระยะส่วนมากเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกันพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับศิลปสุโขทัย<br><br>ศิลปะอยุธยาด้ายประติมากรรม ส่วนมากสร้างเนื่องในพระพุทธศาสนา พระพุทธรูปสมัยนิยมหล่อด้วยสำริด อาจทำด้วยวัสดุอื่นบ้าง เช่น สกัดจากศิลา ไม้ ปูนปั้น ดินเผา และทองคำ เช่น พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) วัดพนัญเชิง สร้างเมื่อ พ.ศ. 1867 ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา 26 ปี และพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา<br><br>นอกจากนี้ยังมีการสร้างพระพิมพ์ทำเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ หลายองค์ บนแผ่นเดียวกัน เรียกว่าพระแผง หรือพระกำแพงห้าร้อย มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง ส่วนสมัยอยุธยาตอนปลาย มักนิยมทำพระพิมพ์เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องประทับอยู่ในเรือนแก้ว<br><br>ด้านสถาปัตยกรรมอยุธยามีทั้งสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป<br><br>สมัยต้นอยุธยานิยมสร้างปรางค์เป็นประธานหรือหลักของวัด พอถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง เปลี่ยนเป็นเป็นสร้างเจดีย์ทรงลังกา แต่การสร้างปรางค์กลับได้รับความนิยมอีครั้งในรัชกสลพระเจ้าประสาททองมีการถ่ายแบบอย่างปรางค์และสถาปัตยกรรมเขมรมาสร้างที่กรุงศรีอยุธยา เช่น พระปรางค์องค์ใหญ่ วัดชัยวัฒนาราม ขณะเดียวกันได้เกิดพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่ขึ้น คือการสร้างเจดีย์เหลี่ยม หรือเจดีย์ย่อไม้สิบสอง นับเป็นแบบอย่างเฉพาะของสถาปัตยกรรมอยุธยา และมีอิทธิพลต่อการสร้างเจดีย์ในสมัยต่อมา<br><br>สถาปัตยกรรมอื่นๆ คือ โบสถ์ วิหาร สมัยอยุธยาตอนต้นนิยมทำขนาดใหญ่มาก เป็นอาคารโถงสี่เหลี่ยม ตัวอาคาร ผนัง เสา ก่อด้วยอิฐ ผนังอาคารเจาะเป็นช่องแคบๆ คล้ายลูกกรงเรียกว่า ลูกฟัก เพื่อให้มีทางระบายลม และให้แสงแดดส่องผ่านเข้าไปได้ ยังไม่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตกแต่ง พอถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง อาคารลดขนาดเล็กลง ก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายลมแคบๆ มีบานประตู 2-3ช่อง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1557190239/d3ce002643d5f504f95be914e9449312/images___2022_01_28T122511_821.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:31:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017319276</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะยุครัตนโกสินทร์</title>
         <author>643030800063</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017319484</link>
         <description><![CDATA[<div>เริ่มตั้งแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ จนถึงปัจจุบัน นับเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วฉับพลัน มากกว่ายุคสมัยในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากอิทธิพลของความเจริญทางเทคโนโลยี อารยธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศอย่างรวดเร็ว และมากมาย การติดต่อกับนานาประเทศทั่วโลก เป็นไปอย่างกว้างขวาง มีการสื่อสารที่ฉับพลัน ล้วนมีส่วนอย่างมาก ต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และการสร้างงานประติมากรรม กล่าวโดยสรุป ประติมากรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์แบ่งออกได้เป็น ๓ ระยะ คือ ประติมากรรมแบบดั้งเดิม ประติมากรรมระยะปรับตัว และประติมากรรมร่วมสมัย<br><br>ประติมากรรมแบบดั้งเดิม<br><br>อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ การสร้างประติมากรรม ดำเนินรอยตามแบบประเพณีนิยม ที่ทำกันมาแต่อดีตของไทย<br><br>สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นยุคที่เริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างบ้านเมืองใหม่ จึงมีการสร้างพระพุทธรูปน้อยมาก พระประธานที่สร้างในสมัยนี้ที่สำคัญคือ พระประธานที่พระอุโบสถ และพระวิหาร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ฝีมือพระยาเทวารังสรรค์ เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ จนดูเกือบคับอาคาร มีฐานชุกชีเตี้ย เป็นผลในการแสดงอำนาจราชศักดิ์ พระพุทธรูปส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายมาจากสุโขทัย และจังหวัดทางภาคกลาง ที่องค์พระพุทธรูปเหล่านี้ถูกทอดทิ้งอยู่ ตามโบราณสถานที่ปรักหักพัง ต้องกรำแดดกรำฝน นำมาบูรณะใหม่กว่า ๑,๒๐๐ องค์ และส่งไปเป็นประธานตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่เหลือนำมาประดิษฐานไว้ ณ ระเบียงวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามพันกว่าองค์ ทั้งชั้นนอก และชั้นใน ประติมากรรมอื่นๆ ที่สำคัญคือ หัวนาค และเศียรนาคจำแลง และยักษ์ทวารสำริดปิดทอง ประจำประตูทางเข้า พระมณฑป หอพระไตรปิฎก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1557190239/d1500f5322de9fb68708c1dc2de605dd/images___2022_01_28T122613_009.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:31:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017319484</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะรัตนโกสินทร์</title>
         <author>643030800161</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017323278</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะรัตนโกสินทร์</strong> หมายถึงศิลปะในสมัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C">รัตนโกสินทร์</a> เริ่มต้นตั้งแต่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%AC%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A">พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช</a>ทรงสถาปนา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3">กรุงเทพมหานคร</a> ขึ้นเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. 2325 จนถึงสมัยปัจจุบัน<br>สถาปัตยกรรม</div><div><br>สถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ช่วงต้นเน้นการเลียนแบบอย่างหรือสืบต่อสายสกุลช่างจากอยุธยาตอนปลาย ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากสมัยอยุธยาตอนปลายอย่างชัดเจน ได้แก่ คตินิยมในการสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%94">ระเบียงคด</a>ล้อมรอบพระอุโบสถ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2">สมัยอยุธยา</a> การยก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%95">พระแก้วมรกต</a>ขึ้นเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดของราชอาณาจักร ความนิยมในการสร้างหน้าบันให้เป็นรูป<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C">พระอินทร์</a>ทรง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93">ช้างเอราวัณ</a>มากกว่าที่จะสร้างเป็นรูปพระนารยณ์ทรงครุฑ ตลอดจนภาพเขียนที่นิยมเขียนเกี่ยวกับประวัติพระอินทร์มากอย่างมีนัยสำคัญ และความนิยมที่จะเลือกพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูป<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4">ปางสมาธิ</a> แตกต่างจากคตินิยมเดิมในสมัยอยุธยาที่นิยมพระพุทธรูป<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ปางมารวิชัย</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C#cite_note-1"><sup><br></sup></a><br></div><div><br>สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%9B">สถูป</a>เจดีย์ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ 1–3 นิยมสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C">พระปรางค์</a>กับพระ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">เจดีย์</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1">ย่อมุม</a>ไม้สิบสองเป็นหลัก เจดีย์ทรงเครื่อง เป็นอีกรูปแบบของเจดีย์ที่สร้างมาแต่สมัยอยุธยา ถูกนำมาสร้างโดยสามารถกำหนดได้อย่างแน่ชัดว่านิยมสร้างในสมัย รัชกาลที่ 1–3 เท่านั้น เจดีย์ในสมัยรัตนโกสินทร์พบเพียง 4 รูปแบบ คือ เจดีย์ทรงปรางค์ เจดีย์ทรงเครื่อง เจดีย์ทรงระฆัง และเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง<br><br></div><div><br>ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1">วัดพระศรีรัตนศาสดาราม</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1">วัดสุทัศน์เทพวราราม</a> และให้บูรณะปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างในวัดอื่น ๆ ซึ่งมีมาก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 2 ทรงดำริเริ่มสร้างพระปรางค์<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">วัดอรุณ</a>มาสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ 3<br><br></div><div><br>สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 3 ที่มีความโดดเด่นในการรับอิทธิพลทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99&amp;action=edit&amp;redlink=1">ศิลปะจีน</a> จนเกิดเป็นรูปแบบที่เรียกว่า <em>แบบพระราชนิยม</em> ลักษณะสำคัญของพระอุโบสถและพระวิหารคือ อาคารที่มีขนาดใหญ่ หน้าบันส่วนหนึ่งเป็นแบบก่ออิฐถือปูน และที่สำคัญคือการมีเสาพาไลแท่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ อันเป็นตัวรองรับน้ำหนักที่สำคัญ ลวดลายประดับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99">หน้าบัน</a>ที่ไม่นิยมใช้ไม้แกะสลัก แต่จะเป็นปูนปั้นลายพรรณพฤกษา เช่น ดอกโบตั๋น วัดที่สร้างตามแบบพระราชนิยมจะไม่มี คันทวย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และไขราหน้าจั่ว เป็นเครื่องหลังคาตามอย่างวัดที่สร้างแบบประเพณี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C#cite_note-fineart-3"><sup><br></sup></a><br></div><div><br>สถาปัตยกรรมสมัยรัชกาลที่ 4 กลับนิยมแบบดั้งเดิมอย่างคตินิยมสมัยอยุธยา เช่น นิยมมี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">วิหาร</a>อยู่ทางด้านหน้า มี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%94">ระเบียงคด</a>ต่อจากวิหารล้อมรอบเจดีย์ โบสถ์ตั้งขวางอยู่ด้านหลัง เจดีย์ยุคนี้นิยมเจดีย์ทรงกลม ซุ้มประตูหน้าต่างมักทำเป็นรูปปรมาภิไธย สถาปัตยกรรมแบบยุโรปได้เริ่มแพร่หลายในสมัยนี้ เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B5">พระนครคีรี</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5">จังหวัดเพชรบุรี</a> เช่นเดียวกันในสมัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_5">รัชกาลที่ 5</a> สถานราชการเปลี่ยนเป็นสร้างแบบยุโรป ตลอดจนวังเจ้านาย สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97">พระที่นั่งจักรีมหาปราสา</a>ท ยังมี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A8%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร</a>ที่ออกแบบอย่างวิหารในสถาปัตยกรรมตะวันตกศิลปะแบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%81">กอทิก</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C#cite_note-5"><sup><br></sup></a><br></div><div><br>สถาปัตยกรรมสมัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_6">รัชกาลที่ 6</a> ยังปรากฏความนิยมในการก่อสร้างอาคารตามแบบไทยประเพณี แม้จะมีการออกแบบโดยช่างชาวต่างชาติ แต่ก็มีข้อกำหนดว่าจะนำรูปแบบไทยมาเป็นหลักในการออกแบบเสมอ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C#cite_note-6"><sup>[6]</sup></a> เป็นการประยุกต์แบบจารีตเข้ากับพื้นที่ใช้สอยแบบอาคารตะวันตก ดังจะเห็นได้จากการสร้างอาคารในโรงเรียนมหาดเล็กหลวงซึ่งปัจจุบันคือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2">โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย</a> และตึกบัญชาการ โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันคือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%AC%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%98">อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</a> ในสมัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_7">รัชกาลที่ 7</a> ไม่มีการสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87">พระอารามหลวง</a>ขึ้นมาใหม่ มีการสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">สะพานพระพุทธยอดฟ้า</a>โดยมีบริษัทดอร์แมนลอง ประเทศอังกฤษ ออกแบบและก่อสร้าง ตลอดรัชสมัย มีการก่อสร้างวังเพียงแห่งเดียว คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%A5">วังไกลกังวล</a>ที่หัวหิน รูปแบบงานสถาปัตยกรรมมีลักษณะเรียบง่าย แผนผังไม่ซับซ้อน แตกต่างจากสมัยรัชกาลก่อน แสดงออกให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มีลักษณะเรียบง่ายที่สุดเพราะตระหนักถึงสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536790866/3a2490259477daa57b18d00fd8f9e931/DC91C88A_FEFD_4078_A1BF_A88D66974548.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-28 05:36:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017323278</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุโขทัย</title>
         <author>643030800191</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017370722</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ศิลปะสุโขทัย</strong> เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18–19 ในบริเวณลุ่ม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A2%E0%B8%A1">แม่น้ำยม</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99">แม่น้ำน่าน</a> แถบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">จังหวัดสุโขทัย</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B9%8C">อุตรดิตถ์</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88">แพร่</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81">พิษณุโลก</a> และบริเวณลุ่ม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%87">แม่น้ำปิง</a> ทางตอนใต้ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3">จังหวัดกำแพงเพชร</a> ถือกำเนิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97">เถรวาท</a>ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ดังปรากฏในโบราณสถานหลายแห่งที่มีแนวความคิดและลักษณะรูปแบบคล้ายกับสถาปัตยกรรมลังกา เช่น เจดีย์ช้างล้อมมหิยังคณะในลังกา พระพุทธรูป<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99">วัดตะพานหิน</a>ที่สุโขทัย พระสี่อิริยาบถที่กำแพงเพชร เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ผสมผสานกับศิลปะอื่น ๆ ได้แก่ พม่า ขอม และจีน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792228/5d5c73f224f2aaff17d7aa8d7904c36e/AC457524_78AD_4B58_986C_4FF27B33AEA5.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 06:32:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017370722</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อู่ทอง</title>
         <author>643030800191</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017373930</link>
         <description><![CDATA[<div>อู่ทอง (ราวพุทธศตวรรษที่ 17 -20)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นศิลปะที่เกิดจากการรวมกันของศิลปะทวาราวดี และอารยธรรมขอม ตัวอย่างของสถาปัตยกรรมอู่ทองเช่น พระปรางค์องค์ใหญ่ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี เดิมเคยมีความเชื่อกันว่า เป็นเมืองของพระเจ้าอู่ทอง หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาเกิดโรคระบาด จึงต้องอพยพไปสร้างเมืองใหม่ ซึ่งก็คือกรุงศรีอยุธยา แต่ความเชื่อนี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อมีการสำรวจหลักฐานทางโบราณคดีที่พบว่า เมืองอู่ทองมีมนุษย์มาอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว โดยได้พบหลักฐานประเภทข้าวของเครื่องใช้ และเครื่องมือที่เป็นโลหะอื่นๆ อีกมากมาย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792228/f604b09bf9f591c8d0bc1756e3ecc7b3/1AB27506_020C_44C3_B21C_B24237BBCA4D.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 06:36:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017373930</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อยุธยา</title>
         <author>643030800191</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017375907</link>
         <description><![CDATA[<div>อยุธยาเป็นอาณาจักรที่ก่อตั้งขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-24 ศิลปะต่างๆ ได้รับอิทธิพลมาจากสุโขทัย ได้พัฒนามาเป็นแบบอย่างอยุธยาโดยแท้มี 3 ระยะ คือ<br><br></div><ul><li>ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 18-20)&nbsp;<br><br></li><li>ศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ 20-21)&nbsp;<br><br></li><li>ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ 21-23)&nbsp;<br><br></li></ul><div><strong>สถาปัตยกรรม</strong> ที่พบได้แก่ เจดีย์ทรงกลม เจดีย์ทรงเหลี่ยมย่อมุม โบสถ์ วิหาร และมีศิลปะต่างแดนเข้ามามีอิทธิพลปะปนอยู่ จึงมีการผสมผสานแนวความคิดแบบศิลปะอยุธยากับอิทธิพลของต่างแดน เช่น โบสถ์วัดไชยวัฒนารามแบบต่างชาติ และปรางค์วัดมหาธาตุแบบลพบุรี ศิลปะเขมร<br><br><strong>ประติมากรรม</strong> พระพุทธรูปปรากฏมีเครื่องประดับตกแต่งมากขึ้น เป็นภาพแบบไทย เขียนสีแบนๆ เล่าเรื่องด้วยการตัดเส้น และพบวิธีการเรียกว่า เทคนิค Fresco หรือการเขียนสีบนปูนเปียก&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792228/4692237db79cf4a7a833e8267c3aae6e/1422C265_4D03_4125_B672_13778162CD9A.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 06:38:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017375907</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รัตนโกสินทร์</title>
         <author>643030800191</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017377573</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นยุคสมัยที่ได้รับอิทธิพลแบบอย่างจากตะวันตกเข้ามามาก ศิลปะเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นใน พ.ศ. 2325 มาจนถึงปัจจุบัน <br><br><strong>สถาปัตยกรรม</strong> มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นเป็นจำนวนมาก ปรากฏมีอิทธิพลการสร้างแบบหลังคาโดมโค้ง ซึ่งเป็นการรับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น แนวศิลปะผสมระหว่างไทยกับตะวันตก เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง<br><br><strong>ประติมากรรม</strong> มีการหล่อ การปั้น การแกะสลักพระพุทธรูปและรูปสัตว์สิงโต มีการปั้นรูปแบบคนเหมือนจริงขึ้นเป็นรูปปั้นอนุสาวรีย์ของรัชกาลต่างๆ <br><br><strong>จิตรกรรม</strong> คงรักษารูปแบบของจิตรกรรมไทยไว้ เช่นการเขียนหนังสือที่โบสถ์สัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ก็มีการรับเอาอิทธิพลศิลปะตะวันตกเข้ามาผสมผสาน เช่น เทคนิคภาพมองจากที่สูง และมีการใช้ทองปิดภาพวาด ศิลปินไทยที่สำคัญ ได้แก่ ขรัวอินโข่ง ที่ได้นำเอาอิทธิพลจิตรกรรมตะวันตก เข้ามาผสมผสานกับแบบจิตรกรรมไทย เป็นงาน 3 มิติ เช่น โบสถ์วัดบวรนิเวศวิหาร ที่กรุงเทพฯ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536792228/3de9a26f4c48abd4ab620f76de2061ef/123D76E6_7F99_41C8_A6F5_9830A1923C58.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 06:39:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017377573</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยสุโขทัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017397684</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ยุคสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 19 - 20)</strong></div><div>ศิลปะสุโขทัยเริ่มต้นราว พ.ศ. 1780 เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สถาปนากรุงสุโขทัย เอกลักษณ์ ของสถาปัตยกรรมสุโขทัย จะออกแบบให้ก่อเกิดความศรัทธาด้วยการสร้างรูปทรงอาคารในเชิง สัญลักษณ์ เช่น การออกแบบเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือ เจดีย์ทรงกลม และปั้นรูปช้างล้อมรอบฐานเจดีย์</div><div>เจดีย์แบบสุโขทัยแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ</div><div>- เจดีย์แบบสุโขทัยแท้ หรือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์</div><div>- เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา</div><div>- เจดีย์แบบศรีวิชัย</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1547032858/d17c615ca4f78ea7e5ed9e27806fa4b5/Screenshot_20220128_141226_LINE.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 07:01:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017397684</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ 17-22)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017413665</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สมัยอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ 17-22)</strong></div><div>&nbsp;<strong>“เมืองอู่ทอง”</strong> เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในเขตของ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ในปัจจุบัน เมืองโบราณอู่ทอง ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจรเข้สามพัน ลักษณะเป็นรูปวงรี มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ทิศตะวันตกเป็นเทือกเขารางกะปิด เขาคำเทียมและเขาพระ ทิศตะวันออกเป็นที่ราบกักเก็บน้ำ นอกเมืองมีแนวคันดินเป็นถนนโบราณเรียกว่า<strong> "ถนนท้าวอู่ทอง"</strong> และแนวคันดินรูปเกือกม้า เรียกว่า <strong>"คอกช้างดิน" </strong>ซึ่งอาจจะเป็นเพนียดคล้องช้างโบราณ หรือสระเก็บน้ำในศาสนาพราหมณ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เดิมเคยมีความเชื่อกันว่า เป็นเมืองของพระเจ้าอู่ทอง หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาเกิดโรคระบาด จึงต้องอพยพไปสร้างเมืองใหม่ ซึ่งก็คือกรุงศรีอยุธยา แต่ความเชื่อนี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อมีการสำรวจหลักฐานทางโบราณคดีที่พบว่า เมืองอู่ทองมีมนุษย์มาอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว โดยได้พบหลักฐานประเภทข้าวของเครื่องใช้ และเครื่องมือที่เป็นโลหะอื่นๆ อีกมากมาย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1557253077/66d9bbbde3134c43dfb1bbe64cb51621/images__21_.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 07:17:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017413665</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยอยุธยา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017420085</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 18-23)</strong></div><div><strong>&nbsp;</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ศิลปะอยุธยาสร้างข้นในอาณาจักรอยุธยาในระยะเวลา 417 ปีซึ่งมีศิลปกรรมแขนงต่างๆเกิดขึ้นมาก ล้วนมีรูปแบบเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันและมีวิวัฒนาการเปลี่ยนไปตามสภาพบ้านเมือง<strong>1.สถาปัตยกรรม แบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ</strong>ศิลปะอยุธยาตอนต้น สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893 จนถึงสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถใน พ.ศ.2031 ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบศิลปะลพบุรี หรือศิลปะเขมร กับศิลปะอู่ทองนิยมสร้างปรางค์เป็นประธานของวัด โดยมีลักษณะปรางค์เลียนแบบเขมรแต่สูงชะลูดกว่าเช่น ปรางค์ประธานวัดพุทไธสวรรย์ ปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1557253077/95f35a3466358f0c25abef265c82fad9/images__22_.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 07:24:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017420085</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยรัตนโกสินทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017428519</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 24-ปัจจุบัน)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; ศิลปะไทยอยู่ในช่วงการปรับตัวระหว่างรูปแบบตามประเพณีนิยมกับศิลปะทางตะวันตกของยุโรป มีการสร้างศิลปะตามแบบประเพณีนิยมอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ศิลปะแบบตะวัน ตกเริ่มฝังรากลึกลงในสังคมและวัฒนธรรมไทยผลักดันให้เกิดการพัฒนาแนวความคิดและวิธีการแสดงรูปแบบทางศิลปกรรมทุกด้าน <br><strong>ประติมากรรม</strong> : มีการปั้นพระพุทธรูปให้เหมือนมนุษย์ยิ่งขึ้น คือ พระศรีศากยะทศพลญาณเป็นพระพุทธรูปปางลีลาแบบสุโขทัย ส่วนงานประติมากรรมอื่น ๆ มักเป็นงานจำหลักหินอ่อนหรือหล่อสำริดส่งมาจากยุโรป ถือเป็นการเริ่มรับแบบอย่างการปั้นภาพเหมือนและอนุสาวรีย์จากตะวันตกเช่น พระบรมรูปทรงม้า รูปปั้นสนัขย่าเหล นอกจากนี้ยังมีงานประติมากรรมภาพปั้นนูนสูงประดับสะพานข้ามคลอง ประติกรรมภาพเหมือนที่ใช้ตกแต่งอาคารสถานที่</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1557253077/b02d5b769accdb2cce0c1512798cf5d3/images__23_.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 07:31:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017428519</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยสุโขทัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017466600</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ยุคสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 19 - 20)</strong></div><div>ศิลปะสุโขทัยเริ่มต้นราว พ.ศ. 1780 เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สถาปนากรุงสุโขทัย เอกลักษณ์ ของสถาปัตยกรรมสุโขทัย จะออกแบบให้ก่อเกิดความศรัทธาด้วยการสร้างรูปทรงอาคารในเชิง สัญลักษณ์ เช่น การออกแบบเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือ เจดีย์ทรงกลม และปั้นรูปช้างล้อมรอบฐานเจดีย์</div><div>เจดีย์แบบสุโขทัยแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ</div><div>- เจดีย์แบบสุโขทัยแท้ หรือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์</div><div>- เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา</div><div>- เจดีย์แบบศรีวิชัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536858982/61194c38a792557bb41ab9f1f4cc4af1/image.png" />
         <pubDate>2022-01-28 08:04:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017466600</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยอู่ทอง </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017469975</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะอู่ทอง พุทธศตวรรษที่ 17 - 20 อาณาจักรอู่ทอง เป็นอาณาจักรเก่าแก่ก่อนอาณาจักรอยุธยา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรต่างๆ ได้แก่ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี รวมทั้งสุโขทัย ดังนั้นรูปแบบศิลปะจึงได้รับอิทธิพลของสกุลช่างต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปอู่ทอง คือ พระวรกายดูสง่า พระพักตร์ขรึมดูเป็นรูปเหลี่ยม คิ้วต่อกันไม่โก่งอย่างสุโขทัยหรือเชียงแสน พระศกนิยมทำเป็นแบบหนามขนุน มีไรพระศก สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ปลายตัดตรงพระเกตุมาลาทำเป็นทรงแบบฝาชี รับอิทธิพลศิลปะลพบุรี แต่ยุคต่อมาเป็นแบบเปลวเพลิงงามแบบศิลปะสุโขทัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536858982/ce79a19cd759523053ab4e4862398065/image.png" />
         <pubDate>2022-01-28 08:07:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017469975</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสุโขทัย</title>
         <author>643030800261</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017470680</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ยุคสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 19 - 20)</strong></div><div>ศิลปะสุโขทัยเริ่มต้นราว พ.ศ. 1780 เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สถาปนากรุงสุโขทัย เอกลักษณ์ ของสถาปัตยกรรมสุโขทัย จะออกแบบให้ก่อเกิดความศรัทธาด้วยการสร้างรูปทรงอาคารในเชิง สัญลักษณ์ เช่น การออกแบบเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือ เจดีย์ทรงกลม และปั้นรูปช้างล้อมรอบฐานเจดีย์ จดีย์แบบสุโขทัยแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ</div><div>- เจดีย์แบบสุโขทัยแท้ หรือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์</div><div>- เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา</div><div>- เจดีย์แบบศรีวิชัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536739199/1e16bb18ce73e026647222fa7dcdab17/padlet_image_picker_file_c3875adc_4da3_489a_98d3_cb97508bb091.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 08:07:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017470680</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยอยุธยา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017476329</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ 17 – 20 ) เป็นศิลปที่มีอิทธิพลของศิลปแบบต่างๆผสมผสานกันแล้วจึงคลี่คลายมาเป็นศิลปที่แสดงลักษณะเฉพาะของตนเองในเวลาต่อมา เท่าที่ปรากฏหลักฐานเหลืออยู่มีประเภทประติมากรรม และสถาปัตยกรรม คือ พระพุทธรูปและสถูปเจดีย์ แต่เนื่องจากศิลปะแบบอู่ทองเกิดขึ้นในช่วงของการย้ายเมือง จึงมีผลงานไม่มากนักนอกจากพระพุทธรูปเท่านั้นที่พบมาก</div><div><strong>ศิลปะอยุธยา</strong> (พุทธศตวรรษที่ 19 – 24 ) เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นในอาณาจักรอยุธยาในระยะเวลา 417 ปี ซึ่งมีศิลปะแขนงต่างๆเกิดขึ้นมาก ศิลปกรรมเหล่านี้มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน และมีวิวัฒนาการไปตามสภาพบ้านเมือง</div><div>ศิลปะอยุธยาสามารถแบ่งเป็นระยะสร้างกว้างๆ ได้ 3 ระยะ คือ</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะแรก</strong> ศิลปะอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893-2031) จะมีลักษณะเริ่มต้นสร้างสรรศิลปะตามประเพณีนิยมที่ได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะ ประเพณีและวัฒนธรรมจากอาณาจักรใกล้เคียง</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่สอง </strong>ศิลปะอยุธยาตอนกลาง (พ.ศ. 2032 - 2172) จัดเป็นยุคที่ศิลปะอยุธยาเริ่มแสดงลักษณะรูปแบบที่เป็นของตนเอง</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่สาม</strong> ศิลปะอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ.2173 - 2310) เป็นศิลปะที่แสดงลักษณะเฉพาะอย่างเด่นชัดเป็นต้นแบบศิลปะให้กับศิลปะรัตนโกสินทร์</div><div>ศิลปะอยุธยาทั้งสามระยะส่วนมากเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกันพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับศิลปสุโขทัย</div><div>ศิลปะอยุธยาด้ายประติมากรรม ส่วนมากสร้างเนื่องในพระพุทธศาสนา พระพุทธรูปสมัยนิยมหล่อด้วยสำริด อาจทำด้วยวัสดุอื่นบ้าง เช่น สกัดจากศิลา ไม้ ปูนปั้น ดินเผา และทองคำ เช่น พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) วัดพนัญเชิง สร้างเมื่อ พ.ศ. 1867 ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา 26 ปี และพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</div><div>นอกจากนี้ยังมีการสร้างพระพิมพ์ทำเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ หลายองค์ บนแผ่นเดียวกัน เรียกว่าพระแผง หรือพระกำแพงห้าร้อย มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง ส่วนสมัยอยุธยาตอนปลาย มักนิยมทำพระพิมพ์เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องประทับอยู่ในเรือนแก้ว</div><div>ด้านสถาปัตยกรรมอยุธยามีทั้งสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป</div><div>สมัยต้นอยุธยานิยมสร้างปรางค์เป็นประธานหรือหลักของวัด พอถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง เปลี่ยนเป็นเป็นสร้างเจดีย์ทรงลังกา แต่การสร้างปรางค์กลับได้รับความนิยมอีครั้งในรัชกสลพระเจ้าประสาททองมีการถ่ายแบบอย่างปรางค์และสถาปัตยกรรมเขมรมาสร้างที่กรุงศรีอยุธยา เช่น พระปรางค์องค์ใหญ่ วัดชัยวัฒนาราม ขณะเดียวกันได้เกิดพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่ขึ้น คือการสร้างเจดีย์เหลี่ยม หรือเจดีย์ย่อไม้สิบสอง นับเป็นแบบอย่างเฉพาะของสถาปัตยกรรมอยุธยา และมีอิทธิพลต่อการสร้างเจดีย์ในสมัยต่อมา</div><div>สถาปัตยกรรมอื่นๆ คือ โบสถ์ วิหาร สมัยอยุธยาตอนต้นนิยมทำขนาดใหญ่มาก เป็นอาคารโถงสี่เหลี่ยม ตัวอาคาร ผนัง เสา ก่อด้วยอิฐ ผนังอาคารเจาะเป็นช่องแคบๆ คล้ายลูกกรงเรียกว่า ลูกฟัก เพื่อให้มีทางระบายลม และให้แสงแดดส่องผ่านเข้าไปได้ ยังไม่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตกแต่ง พอถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง อาคารลดขนาดเล็กลง ก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายลมแคบๆ มีบานประตู 2-3ช่อง</div><div>ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ฐานอาคารนิยมทำเป็นรูปโค้งคล้ายท้องเรือ ถือเป็นลักษณะเฉพาะของอาคารสมัยนี้ มีการเจาะหน้าต่างที่ผนังอาคาร ตกแต่งซุ้มประตูหน้าต่างอย่างประณีต ใช้กระเบื้องเคลือบมุงหลังคา ในสมัยนี้มีการติดต่อการค้ากับยุโรปมากขึ้น ทำให้ได้รับวิทยาการใหม่ๆ มีการนำเอาศิลปะการก่อสร้างอาคารของยุโรปเข้ามาผสม เช่น การเจาะหน้าต่างโค้งแบบศิลปะโกธิก และการใช้หน้าต่างถี่ขึ้นเกิดการสร้างอาคารสองชั้น โบสถ์ วิหารที่สร้างขึ้นตามแบบใหม่มีหลายแห่ง เช่น ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วิหารวัดตึก วิหารวัดเจ้าย่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</div><div>นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองบ้านเมือง แต่เนื่องจากพระราชวัง และพระตำหนักต่างๆ ของอยุธยาถูกทำลายลงไปมากจนยากที่จะหารูปแบบที่แท้จริงได้ มีเพียงรากฐานเท่านั้นที่พอมีเค้าโครงให้เห็นได้บ้างเป็นพระที่นั่งอยู่นอกกรุงศรีอยุธยา เช่น พระที่นั่งนารายณ์ราชนิเวศ จังหวัดลพบุรี ตำหนักพระนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตำหนักธารเกษม จังหวัดสระบุรี</div><div>&nbsp;</div><div>สำหรับสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองบ้านเมืองนั้นก็มีป้อมปราการและกำแพงเมือง ในสมัยแรกๆ กำแพงเมืองเป็นเพียงเชิงเทินดิน มีเสาไม้ระเนียดปัก ต่อมาจึงมีการก่ออิฐถือปูน ป้อมปราการและประตูเมืองพัฒนาขึ้นภายหลังมีการติดต่อค้าขายกับชาวตะวันตก</div><div>สำหรับภาพจิตรกรรมอยุธยาเหลืออยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องพระพุทธศาสนา นิยมเขียนลงผนังคูหาปรางค์และคูหาเจดีย์เท่านั้น ยังไม่มีการเขียนบนผนังโบสถ์วิหาร วิธีเขียนเป็นการเขียนลงบนปูนเปียก (Fresco) โดยมากเป็นรูปพระพุทธเจ้า ภาพสาวก และภาพบุคคล นั่งเรียงซ้อนกันเป็นแถวๆ</div><div>จิตรกรรมอยุธยาคลี่คลายมาเป็นศิลปะของไทยอย่างสมบูรณ์ ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 21 มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังบนผนังโบสถ์และวิหาร เรื่องราวที่เขียนมักเป็นภาพพุทธประวัติ ภาพชาดกทางพระพุทธศาสนา ภาพเทพชุมนุม เครื่องประดับของภาพจะเขียนอย่างวิจิตรบรรจงมาก เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดใหญ่สุวรรณราม วัดเก้าแก้วสุธาราม จังหวัดเพชรบุรี วัดใหม่ประชุมพล ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธสวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จิตรกรรมฝาผนังที่อุโบสถวัดช่องนนทรี กรุงเทพฯ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536858982/d137142905219b239f131b3d340fadbe/image.png" />
         <pubDate>2022-01-28 08:12:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017476329</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะอู่ทอง</title>
         <author>643030800261</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017478052</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะอู่ทอง พุทธศตวรรษที่ 17 - 20 อาณาจักรอู่ทอง เป็นอาณาจักรเก่าแก่ก่อนอาณาจักรอยุธยา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรต่างๆ ได้แก่ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี รวมทั้งสุโขทัย ดังนั้นรูปแบบศิลปะจึงได้รับอิทธิพลของสกุลช่างต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปอู่ทอง คือ พระวรกายดูสง่า พระพักตร์ขรึมดูเป็นรูปเหลี่ยม คิ้วต่อกันไม่โก่งอย่างสุโขทัยหรือเชียงแสน พระศกนิยมทำเป็นแบบหนามขนุน มีไรพระศก สังฆาฏิยาวจรดพระนาภี ปลายตัดตรงพระเกตุมาลาทำเป็นทรงแบบฝาชี รับอิทธิพลศิลปะลพบุรี แต่ยุคต่อมาเป็นแบบเปลวเพลิงงามแบบศิลปะสุโขทัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536739199/f81caefd9fb93a10de57c954fa2f7393/padlet_image_picker_file_b42dc62f_c022_4122_8a48_7959e8d8d50e.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 08:13:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017478052</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยสุโขทัย</title>
         <author>643030800231</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017479345</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะสุโขทัย เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18–19 ในบริเวณลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แถบจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ พิษณุโลก และบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ทางตอนใต้ของจังหวัดกำแพงเพชร ถือกำเนิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบเถรวาทซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ดังปรากฏในโบราณสถานหลายแห่งที่มีแนวความคิดและลักษณะรูปแบบคล้ายกับสถาปัตยกรรมลังกา เช่น เจดีย์ช้างล้อมมหิยังคณะในลังกา พระพุทธรูปวัดตะพานหินที่สุโขทัย พระสี่อิริยาบถที่กำแพงเพชร เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ผสมผสานกับศิลปะอื่น ๆ ได้แก่ พม่า ขอม และจีน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536747933/69e836f64dfd86c1e3e7c6d23ac6eedf/56D4D343_BA0E_4F71_AA6C_082CEE587784.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 08:14:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017479345</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยรัตนโกสินทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017480191</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มต้นตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานครฯ ขึ้นเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ ลงมาจนถึงสมัยปัจจุบันการจำแนกรูปแบบทางศิลปกรรมอาจจำแนกได้เป็น 3 ยุคใหญ่ๆอันได้แก่</div><div><strong>๑.ประติมากรรม</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ตอนต้น</strong>&nbsp; &nbsp;ในรัชกาลที่ ๑&nbsp; เนื่องจากการย้ายเมืองหลวงเป็นกรุงเทพมหานคร จึงไม่มีการริเริ่มสร้างวัดใหม่ แต่จะเป็นการทำนุบำรุงและบูรณะแทน ในราชกาลที่ ๒ และ๓&nbsp; ก็เป็นเช่นเดียวกันคือการเน้นการทำนุบำรุงงานประติมากรรมและประติมากรรมต่างๆ โดยเน้นที่ลวดลายและความละเอียดมากกว่าที่เน้นเรื่องสีสัน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ตอนกลาง</strong>&nbsp; ในรัชกาลที่ ๔ เกิดความนิยมศิลปะแบบ Realistic จึงพยายามทำให้รูปปั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับคนให้มากที่สุด ในราชกาลที่ ๕ มีการนำลักษณะเก่าๆดั้งเดิมของไทยมาใช้อยากมาก อีกทั้งยังเน้นความเหมือนจริงให้มากไปกว่าเดิม เพราะในสมัยนั้นมันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>สมัยสังคมประชาธิปไตย</strong> รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาก็มีการแก้ไขลักษณะพระพุทธรูปให้เหมือนสามัญชนยิ่งขึ้นทุกที แต่ยังคงรักษาพระพุทธลักษณะที่สำคัญบางประการไว้ และในปัจจุบันบางครั้งก็สร้างสรรค์พระพุทธรูปที่มีรูปร่างลักษณะอิริยาบถอันแปลกๆออกมาแต่มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากของโบราณโดยสิ้นเชิง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฐานของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นประติมากรรมของยุครัตนโกสินทร์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของผู้คนอย่างแพร่หลาย ซึ่งถูกใช้ในการแสดงออกทางการเมืองของคนไทยในปัจจุบันอีกด้วย<br><strong>๒.จิตรกรรม</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ตอนต้น</strong> สำหรับจิตรกรรมนั้น ภาพเขียนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็คงตามแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย แต่อิทธิพลของศิลปะจีนที่มีอยู่บ้างในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นหายไป ภาพเขียนในสมัยนี้ล้วนใช้สีและปิดทองลงบนภาพทั้งสิ้น ภาพเขียนบนผนังในสมัยรัตนโกสินทร์ดูจะรุ่งเรืองที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๓ ดังอาจเห็นได้จากภาพเขียนในพระอุโบสถและพระวิหาร ณ วัดสุทัศน์เทพวราราม<br><br> <strong>ตอนกลาง</strong> ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา มีการติดต่อกับต่างประเทศทางตะวันตกมากขึ้น อิทธิพลของจิตรกรรมต่างประเทศทางตะวันตกก็เข้ามาปนอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังของไทย ดังอาจเห็นได้จากภาพเขียนบนผนังพระอุโบสถที่วัดมหาพฤฒาราม<br><strong>ในปัจจุบัน</strong> ต่อจากสมัยตอนกลางจิตรกรรมมีความหลากหลายมากทั้งแนวคิดและรูปแบบ ซึ่งรวมไปถึงสื่อ กลวิธี คติ ความเชื่อต่างๆ มีทั้งที่อนุรักษ์ของโบราณและสรรค์สร้างขึ้นมาใหม่ แต่ที่เป็นที่รู้จักของผู้คนมากก็คือภาพเขียนเรื่องรามเกียรติ์</div><div><br><strong>3.สถาปัตยกรรม</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ตอนต้น </strong>&nbsp; สำหรับสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์นั้นมีดังนี้ คือ แบบอย่างพระสถูปเจดีย์ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๑-๓ นิยมสร้างพระปรางค์กับพระเจดีย์ไม้สิบสองเป็นหลักรัชกาลที่ ๑ มีการสร้างวัดพระศรีรัต-นศาสดารามและวัดสุทัศน์เทพวราราม และให้บูรณะปฏิสังขรณ์สิ่งก่อสร้างในวัดอื่นๆซึ่งมีมาก่อนสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ทรงดำริเริ่มสร้างพระปรางค์วัดอรุณฯ แต่ค้างอยู่ มาสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ ๓ สำหรับโบสถ์วิหารในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็มักสร้างเลียนแบบกรุงศรีอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เกิดนิยมแบบอย่างศิลปะจีนวัดที่สร้างในรัชกาลนี้บางแห่งก็มักย้ายสร้างคล้ายแบบจีนคือยกเอาช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ออกเสีย หน้าบันหรือหน้าจั่วแทนที่จะเป็นไม้สลักอย่างแต่ก่อนก็เปลี่ยนเป็นก่ออิฐถือปูนและใช้ลวดลายดินเผาเคลือบประดับ เสาก็มักเป็นสี่เหลี่ยมทึบใหญ่ ไม่มีบัวหัวเสา ในรัชกาลนี้ได้ทรงสร้างวัดขึ้นเป็นจำนวนมาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ตอนกลาง</strong>&nbsp; รัชกาลที่ ๔ นิยมสร้างพระสถูปกลมทรงลังกาและยังทรงนิยมจำลองแบบพระเจดีย์สมัยอยุธยามาสร้างด้วย ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างวัดไม่มาก แต่บางแห่งได้หันกลับไปทำตามคติแบบเก่า คือยึดพระเจดีย์เป็นประธานของวัดอย่างแต่ก่อน สร้างพระระเบียงและวิหารทิศล้อมรอบพระเจดีย์ ภายนอกประดับประดากระเบื้องหลากสี ตกแต่งภายในโบสถ์วิหารเป็นรูปแบบตะวันตก</div><div><br><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ปัจจุบัน</strong> สถาปัตยกรรมในสมัยปัจจุบันมีรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างมากมายมีทั้งที่เลียนแบบของโบราณและที่สร้างแบบขึ้นมาใหม่ อาคารบ้านเรือนสมัยรัตนโกสินทร์ สำหรับอาคารบ้านเรือนในสมัยรัตนโกสินทร์ บ้านไม้แบบไทยแท้ก็ยังคงอยู่ต่อไป ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ ลงมา นิยมก่อสร้างอาคารด้วยอิฐ เป็นแบบไทยบ้างแบบจีนบ้าง และตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ลงมา จึงนิยมสร้างเลียนแบบฝรั่ง</div><div><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536858982/42042cd68b52784ec679e3120b8cea3c/image.png" />
         <pubDate>2022-01-28 08:15:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017480191</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะอยุธยา</title>
         <author>643030800261</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017490841</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 18 - 23<br></strong><br></div><div>อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ และมีอายุยาวนานถึง 417 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 1893 - 2310 ศิลปะอยุธยาที่เจริญรุ่งเรืองมีหลายแขนง ได้แก่ การประดับมุก การเขียนลายรดน้ำ ลวดลายปูนปั้น การแกะสลักไม้ และเครื่องปั้นดินเผาลายเบญจรงค์ ฯลฯ ศิลปะการสร้างพระพุทธรูปในสมัยอยุธยาไม่ค่อยรุ่งเรืองนัก ไม่มีลักษณะเฉพาะที่เด่นชัด ลักษณะทั่วไปจะเป็นการผสมผสานศิลปะแบบอื่นๆ มีพระวรกายคล้ายกับพระพุทธรูปอู่ทอง พระพักตร์ยาวแบบสุโขทัย พระเกตุมาลาเป็นหยักแหลมสูงรูปเปลวเพลิง พระขนงโก่งแบบสุโขทัย สังฆาฏิใหญ่ปลายตัดตรง หรือสองแฉกแต่ไม่ เป็นเขี้ยวตะขาบ แบบเชียงแสน หรือสุโขทัย ตอนหลังนิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช<br><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536739199/ee371b48a35f020ef2976b6c2117bdf8/padlet_image_picker_file_866a6384_8b8d_40c6_b106_205f1fece524.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 08:24:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017490841</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะรัตนโกสินทร์</title>
         <author>643030800261</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017500271</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ประติมากรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์</strong><br><br>เริ่มตั้งแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ จนถึงปัจจุบัน นับเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วฉับพลัน มากกว่ายุคสมัยในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากอิทธิพลของความเจริญทางเทคโนโลยี อารยธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศอย่างรวดเร็ว และมากมาย การติดต่อกับนานาประเทศทั่วโลก เป็นไปอย่างกว้างขวาง มีการสื่อสารที่ฉับพลัน ล้วนมีส่วนอย่างมาก ต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และการสร้างงานประติมากรรม กล่าวโดยสรุป ประติมากรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์แบ่งออกได้เป็น ๓ ระยะ คือ ประติมากรรมแบบดั้งเดิม ประติมากรรมระยะปรับตัว และประติมากรรมร่วมสมัย<br><br><strong>ประติมากรรมแบบดั้งเดิม</strong><br><br>อยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ การสร้างประติมากรรม ดำเนินรอยตามแบบประเพณีนิยม ที่ทำกันมาแต่อดีตของไทย<br><br>สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นยุคที่เริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างบ้านเมืองใหม่ จึงมีการสร้างพระพุทธรูปน้อยมาก พระประธานที่สร้างในสมัยนี้ที่สำคัญคือ พระประธานที่พระอุโบสถ และพระวิหาร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ฝีมือพระยาเทวารังสรรค์ เป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ จนดูเกือบคับอาคาร มีฐานชุกชีเตี้ย เป็นผลในการแสดงอำนาจราชศักดิ์ พระพุทธรูปส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายมาจากสุโขทัย และจังหวัดทางภาคกลาง ที่องค์พระพุทธรูปเหล่านี้ถูกทอดทิ้งอยู่ ตามโบราณสถานที่ปรักหักพัง ต้องกรำแดดกรำฝน นำมาบูรณะใหม่กว่า ๑,๒๐๐ องค์ และส่งไปเป็นประธานตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ ที่เหลือนำมาประดิษฐานไว้ ณ ระเบียงวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามพันกว่าองค์ ทั้งชั้นนอก และชั้นใน ประติมากรรมอื่นๆ ที่สำคัญคือ หัวนาค และเศียรนาคจำแลง และยักษ์ทวารสำริดปิดทอง ประจำประตูทางเข้า พระมณฑป หอพระไตรปิฎก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536739199/a6cc3f4f73e3ec6efd009c3a49352a13/padlet_image_picker_file_6dea7c4c_0a82_4879_94e4_c043160cbe85.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 08:31:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017500271</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยสุโขทัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017573850</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ยุคสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 19 - 20)</strong></div><div>ศิลปะสุโขทัยเริ่มต้นราว พ.ศ. 1780 เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สถาปนากรุงสุโขทัย เอกลักษณ์ ของสถาปัตยกรรมสุโขทัย จะออกแบบให้ก่อเกิดความศรัทธาด้วยการสร้างรูปทรงอาคารในเชิง สัญลักษณ์ เช่น การออกแบบเจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือ เจดีย์ทรงกลม และปั้นรูปช้างล้อมรอบฐานเจดีย์</div><div>เจดีย์แบบสุโขทัยแบ่งออกเป็น 3 แบบคือ</div><div>- เจดีย์แบบสุโขทัยแท้ หรือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์</div><div>- เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา</div><div>- เจดีย์แบบศรีวิชัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536797546/4c6293a91844bcb16d9f6bac85804d20/1ad9f2_ee39817e0edc4c439229cd849f6a3983.webp" />
         <pubDate>2022-01-28 09:32:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017573850</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยอู่ทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017576411</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สมัยอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ 17-22)</strong></div><div>&nbsp;<strong>“เมืองอู่ทอง”</strong> เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่ในเขตของ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ในปัจจุบัน เมืองโบราณอู่ทอง ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจรเข้สามพัน ลักษณะเป็นรูปวงรี มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ทิศตะวันตกเป็นเทือกเขารางกะปิด เขาคำเทียมและเขาพระ ทิศตะวันออกเป็นที่ราบกักเก็บน้ำ นอกเมืองมีแนวคันดินเป็นถนนโบราณเรียกว่า<strong> "ถนนท้าวอู่ทอง"</strong> และแนวคันดินรูปเกือกม้า เรียกว่า <strong>"คอกช้างดิน" </strong>ซึ่งอาจจะเป็นเพนียดคล้องช้างโบราณ หรือสระเก็บน้ำในศาสนาพราหมณ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เดิมเคยมีความเชื่อกันว่า เป็นเมืองของพระเจ้าอู่ทอง หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาเกิดโรคระบาด จึงต้องอพยพไปสร้างเมืองใหม่ ซึ่งก็คือกรุงศรีอยุธยา แต่ความเชื่อนี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อมีการสำรวจหลักฐานทางโบราณคดีที่พบว่า เมืองอู่ทองมีมนุษย์มาอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว โดยได้พบหลักฐานประเภทข้าวของเครื่องใช้ และเครื่องมือที่เป็นโลหะอื่นๆ อีกมากมาย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536797546/ce2a22e336c41c8be8c1d706393dd125/images.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 09:34:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017576411</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยอยุธยา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017581107</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะอยุธยาตอนต้น สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893 จนถึงสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถใน พ.ศ.2031 ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบศิลปะลพบุรี หรือศิลปะเขมร กับศิลปะอู่ทองนิยมสร้างปรางค์เป็นประธานของวัด โดยมีลักษณะปรางค์เลียนแบบเขมรแต่สูงชะลูดกว่าเช่น ปรางค์ประธานวัดพุทไธสวรรย์ ปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536797546/83a6c485499623ea345fa61f8e04b10e/images.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 09:38:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017581107</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017583138</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;ศิลปะไทยอยู่ในช่วงการปรับตัวระหว่างรูปแบบตามประเพณีนิยมกับศิลปะทางตะวันตกของยุโรป มีการสร้างศิลปะตามแบบประเพณีนิยมอยู่บ้าง แต่ไม่มากเท่าตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ศิลปะแบบตะวัน ตกเริ่มฝังรากลึกลงในสังคมและวัฒนธรรมไทยผลักดันให้เกิดการพัฒนาแนวความคิดและวิธีการแสดงรูปแบบทางศิลปกรรมทุกด้าน <strong>สถาปัตยกรรม</strong> : เปลี่ยนแปลงไปมากในสมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มด้วยราช สำนักหันความนิยมไปสู่รูปแบบศิลปะฝ่ายตะวันตกแทนรูปแบบศิลปะของจีนกระบวนการช่างศิลปะอย่างยุโรปได้แพร่หลายออกไปสู่วัด และวังเจ้านายใน ท้องที่ต่างๆรอบกรุง ตลอดจนต่างจังหวัด เช่นการสร้างพระราชวังสราญรมย์ เป็นตึกแบบตะวันตก พระนครคีรี จ.เพชรบุรี เป็นการเอาแบบอย่างการสร้าง บ้านบนเขาในต่างประเทศ</div><div>หลังฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี พ.ศ.2425 การบริหารประเทศส่วน ใหญ่ก้าวเข้าสู่ภาวะของการรับอารยธรรมตะวันตกอย่างเต็มที่ รัชกาลที่5 และ 6 ทรงพัฒนาประเทศด้านสาธารณประโยชน์ของสังคมทางวัตถุเป็นหลักใหญ่เพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้าทันอารยประเทศ สถาปัตยกรรมที่สำคัญจึงได้แก่ พระราชวังบางปะอินซึ่งสร้างเลียนแบบพระราชวังแวร์ซายส์ พระราชวังสวนดุสิต พระที่นั่งอนันตสมาคม วัดนิเวศธรรมประวัติเป็นศิลปะกอทิกของยุโรป พระราชวังพญาไท และพระราชวังสนามจันทร์ เป็นคฤหาสน์งดงามเหมือนบ้านคหบดีหรือขุนนางในอังกฤษ ค่านิยมตะวันตกมีมากขึ้น การแสวงหาเอกลักษณ์ใหม่ด้านสถาปัตยกรรมไทยก็เกิดขึ้น เช่น การสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ภายในโบสถ์เป็นศิลปะกอทิกของยุโรปวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ออกแบบขึ้นใหม่ตามหลักเกณฑ์ ศิลปะไทย แต่ใช้วัสดุต่างประเทศคือ หินอ่อนจากประเทศอิตาลี รวมทั้งพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งองค์พระที่นั่ง เป็ลนสถาปัตยกรรมยุโรปแต่หลังคาสร้างเป็นยอดปราสาทแบบไทย</div><div>อย่างไรก็ตาม ยังมีสถาปัตยกรรมที่เป็นศิลปะแบบไทยแท้ คือพระที่นั่ง ไอสวรรย์ทิพยอาสน์ กลางสระน้ำที่พระราชวังบางปะอินและหอประชุมโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย มีรูปทรงคล้ายกับวัด หลังคาหน้าจั่ว ช่อฟ้า ล้วนสร้างตามแบบศิลปะไทยเพียงแต่ดัดแปลงสร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536797546/a84157ae39e950e9604a9fd6095ec581/images.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 09:39:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017583138</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยสุโขทัย</title>
         <author>643030800121</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017604102</link>
         <description><![CDATA[<div>ลปะแบบสุโขทัยเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18-19 ในบริเวณลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แถบจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ พิษณุโลก และบริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ทางตอนใต้ของจังหวัดกำแพงเพชร เป็นศิลปะที่เกิดจากความเชื่อและความศรัทธาในพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ผลงานสร้างสรรค์แบบสุโขทัยปรากฎในงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม<br>สถาปัตยกรรม<br>มีความงามและมีลักษณะเด่นเฉพาะ แม้จะได้รับอิทธพลมาจากที่อื่นบ้าง แต่ก็มีการพัฒนาจนมีลักษณะเฉพาะของตนเอง สร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสถูป โดยสามารถแบ่งตามที่มาของอิทธิพลได้ 3 แบบ คือ<br><br>– เจดีย์ทรงดอกบัวตูม หรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นเจดีย์ทรงสุโขทัยแท้</div><div>– เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา พร้อมกับพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ นอกจากนี้ยังมี เจดีย์แบบศรีวิชัยที่มีฐานและองค์ระฆังสูงทำเป็นสี่เหลี่ยม</div><div>– เจดีย์แบบศรีวิชัย หรือพระปรางค์ เลียนแบบศิลปะลพบุรีเป็นปรางค์แบบเขมรซึ่งมีอยู่เดิม แต่ถูกดัด แปลงเป็นปรางค์แบบไทย คือทรงสูงชะลูดขึ้นกว่าเดิม มียอดเรียวแหลมเพิ่มลวดลายตกแต่งแบบสุโขทัย</div><div><br></div><div>ประติมากรรม<br><br>พระพุทธรูปสุโขทัยจัดเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดในบรรดาศิลปกรรมไทยนิยม สร้าง 4 อิริยาบถ คือ นั่ง นอน ยืน เดิน หรือที่เรียกกันว่า ปางลีลาซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะเฉพาะของสุโขทัยที่งดงามที่สุดส่วน ประติมากรรมที่งดงามอีกประเภทหนึ่ง คือลวดลายปูนปั้นประดับตกแต่งอาคารและเทวรูปหล่อสำริดที่มีความงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น คือ พระเกศมีรัศมีเป็นเปลว ขมวดพระเกศาเล็กน้อย พระพักตร์รูปไข่ พระโขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์ยิ้มเล็กน้อย พระอังสะใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่อเฉียงชายจีวรยาวลงมาถึงพระนาคีคล้ายเป็นลายเขี้ยวตะขาบ สร้างเป็นปางต่างๆ เช่น ปางมารวิชัยประทับขัดสมาธิราบ ฐานเป็นหน้ากระดานเกลี้ยง เป็นต้น&nbsp; ในลัทธิพราหมณ์สมัยสุโขทัยยังมีการทำเครื่องเคลือบดินเผาที่เรียกว่าเครื่องสังคโลกอาจนำแบบ อย่างมาจากจีนหรือช่างไทยเป็นผู้ค้นคิดและพัฒนาขึ้นเองส่วนมากเป็นเครื่อง ถ้วยชาม เป็นเครื่องเคลือบเซลาดอนสีเขียวไข่กาผลิตเพื่อใช้ในราชอาณาจักรและส่งเป็นสินค้าออก นอกจากนี้ยังทำเป็นตุ๊กตาส่วนประกอบตกแต่งอาคารสถาปัตยกรรมพระพุทธศาสนาด้วย</div><div><br></div><div>จิตรกรรม<br><br></div><div>ส่วนใหญ่ชำรุดเสียหายไปหมดมีแต่ภาพลายเส้นที่หลงเหลือ คือ ภาพแกะสลักลายเส้นบนเพดานในอุโมงค์มณฑปวัดศรีชุมนอกเมืองสุโขทัย แกะสลักเป็นเรื่องราวชาดกต่างๆ โดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะลังกา<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536812387/eac6cd04d1ab8e20d72a29f0df9f2c01/555000008968901.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 09:56:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017604102</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยอู่ทอง</title>
         <author>643030800121</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017608825</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ยุคอู่ทอง (ราวพุทธศตวรรษที่ 17 -20)</strong><br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นศิลปะที่เกิดจากการรวมกันของศิลปะทวาราวดี และอารยธรรมขอม ตัวอย่างของสถาปัตยกรรมอู่ทองเช่น พระปรางค์องค์ใหญ่ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี เดิมเคยมีความเชื่อกันว่า เป็นเมืองของพระเจ้าอู่ทอง หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาเกิดโรคระบาด จึงต้องอพยพไปสร้างเมืองใหม่ ซึ่งก็คือกรุงศรีอยุธยา แต่ความเชื่อนี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อมีการสำรวจหลักฐานทางโบราณคดีที่พบว่า เมืองอู่ทองมีมนุษย์มาอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว โดยได้พบหลักฐานประเภทข้าวของเครื่องใช้ และเครื่องมือที่เป็นโลหะอื่นๆ อีกมากมาย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536812387/f88dfc2d593636ea337be6d31781dc0a/37_201210021313281.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 10:00:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017608825</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยอยุธยา</title>
         <author>643030800121</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017615820</link>
         <description><![CDATA[<div>ลปะอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ 17 – 20 ) เป็นศิลปที่มีอิทธิพลของศิลปแบบต่างๆผสมผสานกันแล้วจึงคลี่คลายมาเป็นศิลปที่แสดงลักษณะเฉพาะของตนเองในเวลาต่อมา เท่าที่ปรากฏหลักฐานเหลืออยู่มีประเภทประติมากรรม และสถาปัตยกรรม คือ พระพุทธรูปและสถูปเจดีย์ แต่เนื่องจากศิลปะแบบอู่ทองเกิดขึ้นในช่วงของการย้ายเมือง จึงมีผลงานไม่มากนักนอกจากพระพุทธรูปเท่านั้นที่พบมาก</div><div><strong>ศิลปะอยุธยา</strong> (พุทธศตวรรษที่ 19 – 24 ) เป็นศิลปะที่สร้างขึ้นในอาณาจักรอยุธยาในระยะเวลา 417 ปี ซึ่งมีศิลปะแขนงต่างๆเกิดขึ้นมาก ศิลปกรรมเหล่านี้มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน และมีวิวัฒนาการไปตามสภาพบ้านเมือง</div><div>ศิลปะอยุธยาสามารถแบ่งเป็นระยะสร้างกว้างๆ ได้ 3 ระยะ คือ</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะแรก</strong> ศิลปะอยุธยาตอนต้น (พ.ศ. 1893-2031) จะมีลักษณะเริ่มต้นสร้างสรรศิลปะตามประเพณีนิยมที่ได้รับอิทธิพลจาก ศิลปะ ประเพณีและวัฒนธรรมจากอาณาจักรใกล้เคียง</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่สอง </strong>ศิลปะอยุธยาตอนกลาง (พ.ศ. 2032 - 2172) จัดเป็นยุคที่ศิลปะอยุธยาเริ่มแสดงลักษณะรูปแบบที่เป็นของตนเอง</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่สาม</strong> ศิลปะอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ.2173 - 2310) เป็นศิลปะที่แสดงลักษณะเฉพาะอย่างเด่นชัดเป็นต้นแบบศิลปะให้กับศิลปะรัตนโกสินทร์</div><div>ศิลปะอยุธยาทั้งสามระยะส่วนมากเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกันพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับศิลปสุโขทัย</div><div>ศิลปะอยุธยาด้ายประติมากรรม ส่วนมากสร้างเนื่องในพระพุทธศาสนา พระพุทธรูปสมัยนิยมหล่อด้วยสำริด อาจทำด้วยวัสดุอื่นบ้าง เช่น สกัดจากศิลา ไม้ ปูนปั้น ดินเผา และทองคำ เช่น พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) วัดพนัญเชิง สร้างเมื่อ พ.ศ. 1867 ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา 26 ปี และพระมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</div><div>นอกจากนี้ยังมีการสร้างพระพิมพ์ทำเป็นพระพุทธรูปองค์เล็กๆ หลายองค์ บนแผ่นเดียวกัน เรียกว่าพระแผง หรือพระกำแพงห้าร้อย มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง ส่วนสมัยอยุธยาตอนปลาย มักนิยมทำพระพิมพ์เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องประทับอยู่ในเรือนแก้ว</div><div>ด้านสถาปัตยกรรมอยุธยามีทั้งสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป</div><div>สมัยต้นอยุธยานิยมสร้างปรางค์เป็นประธานหรือหลักของวัด พอถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง เปลี่ยนเป็นเป็นสร้างเจดีย์ทรงลังกา แต่การสร้างปรางค์กลับได้รับความนิยมอีครั้งในรัชกสลพระเจ้าประสาททองมีการถ่ายแบบอย่างปรางค์และสถาปัตยกรรมเขมรมาสร้างที่กรุงศรีอยุธยา เช่น พระปรางค์องค์ใหญ่ วัดชัยวัฒนาราม ขณะเดียวกันได้เกิดพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมแบบใหม่ขึ้น คือการสร้างเจดีย์เหลี่ยม หรือเจดีย์ย่อไม้สิบสอง นับเป็นแบบอย่างเฉพาะของสถาปัตยกรรมอยุธยา และมีอิทธิพลต่อการสร้างเจดีย์ในสมัยต่อมา</div><div>สถาปัตยกรรมอื่นๆ คือ โบสถ์ วิหาร สมัยอยุธยาตอนต้นนิยมทำขนาดใหญ่มาก เป็นอาคารโถงสี่เหลี่ยม ตัวอาคาร ผนัง เสา ก่อด้วยอิฐ ผนังอาคารเจาะเป็นช่องแคบๆ คล้ายลูกกรงเรียกว่า ลูกฟัก เพื่อให้มีทางระบายลม และให้แสงแดดส่องผ่านเข้าไปได้ ยังไม่มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตกแต่ง พอถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง อาคารลดขนาดเล็กลง ก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายลมแคบๆ มีบานประตู 2-3ช่อง</div><div>ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ฐานอาคารนิยมทำเป็นรูปโค้งคล้ายท้องเรือ ถือเป็นลักษณะเฉพาะของอาคารสมัยนี้ มีการเจาะหน้าต่างที่ผนังอาคาร ตกแต่งซุ้มประตูหน้าต่างอย่างประณีต ใช้กระเบื้องเคลือบมุงหลังคา ในสมัยนี้มีการติดต่อการค้ากับยุโรปมากขึ้น ทำให้ได้รับวิทยาการใหม่ๆ มีการนำเอาศิลปะการก่อสร้างอาคารของยุโรปเข้ามาผสม เช่น การเจาะหน้าต่างโค้งแบบศิลปะโกธิก และการใช้หน้าต่างถี่ขึ้นเกิดการสร้างอาคารสองชั้น โบสถ์ วิหารที่สร้างขึ้นตามแบบใหม่มีหลายแห่ง เช่น ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วิหารวัดตึก วิหารวัดเจ้าย่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</div><div>นอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองบ้านเมือง แต่เนื่องจากพระราชวัง และพระตำหนักต่างๆ ของอยุธยาถูกทำลายลงไปมากจนยากที่จะหารูปแบบที่แท้จริงได้ มีเพียงรากฐานเท่านั้นที่พอมีเค้าโครงให้เห็นได้บ้างเป็นพระที่นั่งอยู่นอกกรุงศรีอยุธยา เช่น พระที่นั่งนารายณ์ราชนิเวศ จังหวัดลพบุรี ตำหนักพระนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตำหนักธารเกษม จังหวัดสระบุรี</div><div>&nbsp;</div><div>สำหรับสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปกครองบ้านเมืองนั้นก็มีป้อมปราการและกำแพงเมือง ในสมัยแรกๆ กำแพงเมืองเป็นเพียงเชิงเทินดิน มีเสาไม้ระเนียดปัก ต่อมาจึงมีการก่ออิฐถือปูน ป้อมปราการและประตูเมืองพัฒนาขึ้นภายหลังมีการติดต่อค้าขายกับชาวตะวันตก</div><div>สำหรับภาพจิตรกรรมอยุธยาเหลืออยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องพระพุทธศาสนา นิยมเขียนลงผนังคูหาปรางค์และคูหาเจดีย์เท่านั้น ยังไม่มีการเขียนบนผนังโบสถ์วิหาร วิธีเขียนเป็นการเขียนลงบนปูนเปียก (Fresco) โดยมากเป็นรูปพระพุทธเจ้า ภาพสาวก และภาพบุคคล นั่งเรียงซ้อนกันเป็นแถวๆ</div><div>จิตรกรรมอยุธยาคลี่คลายมาเป็นศิลปะของไทยอย่างสมบูรณ์ ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 21 มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังบนผนังโบสถ์และวิหาร เรื่องราวที่เขียนมักเป็นภาพพุทธประวัติ ภาพชาดกทางพระพุทธศาสนา ภาพเทพชุมนุม เครื่องประดับของภาพจะเขียนอย่างวิจิตรบรรจงมาก เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดใหญ่สุวรรณราม วัดเก้าแก้วสุธาราม จังหวัดเพชรบุรี วัดใหม่ประชุมพล ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธสวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จิตรกรรมฝาผนังที่อุโบสถวัดช่องนนทรี กรุงเทพฯ</div><div><br></div><div><strong>ด้านประณีตศิลป์</strong> ในสมัยอยุธยามีหลายประเภท เท่าที่ปรากฏหลักฐานเหลืออยู่เป็นพวกเครื่องไม้จำหลัก การเขียนลายรดน้ำ เครื่องเงิน เครื่องทอง เครื่องถม และการประดับมุก ส่วนใหญ่เป็นศิลปกรรมที่สร้างขึ้นปลายสมัยอยุธยา มีเพียงไม่กี่ชิ้นเป็นของสมัยกลางและสมัยต้น เช่น เครื่องใช้ เครื่องประดับ และวัตถุทางศาสนาทำด้วยทอง เป็นงานสมัยต้นอยุธยา พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ และประตูจำหลักไม้ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ผลงานสมัยกลางอยุธยา</div><div>ในสมัยปลายอยุธยา ประณีตศิลป์รุ่งเรืองมาก เช่นการทำลายรดน้ำ ตกแต่งบานประตู ตู้พระธรรม หีบหนังสือ ที่มีชื่อเสียงมากและสวยงามที่สุดได้แก่ ลายรดน้ำบนตู้พระธรรมวัดเซิงหวาย กรุงเทพมหานคร</div><div>นอกจากนี้ก็มีการประดับมุก ทำเครื่องถม และเครื่องเบญจรงค์ ที่มีชื่อเสียงมาก คือ บานประตู ประดับมุกมณฑปพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี บานประตูประดับมุกวิหารพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก เครื่องถม ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชส่งไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นพวกสร้อยกำไล แหวน พาน ขัน กาน้ำ หีบ กระโถน</div><div>ศิลปะอยุธยาเกือบทุกประเภทได้เจริญก้าวหน้าอย่างยิ่งในช่วงปลายของกรุงศรีอยุธยาและได้สะดุดลง เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าใน พ.ศ. 2310 ทำให้ช่างฝีมือต่างๆ ชะงักไปชั่วระยะหนึ่งจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์จึงเริ่มฝืนตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536812387/0991d18b91b2d023ed2e30046cee4b7f/images__5_.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 10:05:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017615820</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะ สมัยรัตนโกสินทร์</title>
         <author>643030800121</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017619921</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นยุคสมัยที่ได้รับอิทธิพลแบบอย่างจากตะวันตกเข้ามามาก ศิลปะเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นใน พ.ศ. 2325 มาจนถึงปัจจุบัน<br><br><strong>สถาปัตยกรรม</strong> มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นเป็นจำนวนมาก ปรากฏมีอิทธิพลการสร้างแบบหลังคาโดมโค้ง ซึ่งเป็นการรับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น แนวศิลปะผสมระหว่างไทยกับตะวันตก เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง<br><br><strong>ประติมากรรม</strong> มีการหล่อ การปั้น การแกะสลักพระพุทธรูปและรูปสัตว์สิงโต มีการปั้นรูปแบบคนเหมือนจริงขึ้นเป็นรูปปั้นอนุสาวรีย์ของรัชกาลต่างๆ<br><br><strong>จิตรกรรม</strong> คงรักษารูปแบบของจิตรกรรมไทยไว้ เช่นการเขียนหนังสือที่โบสถ์สัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ก็มีการรับเอาอิทธิพลศิลปะตะวันตกเข้ามาผสมผสาน เช่น เทคนิคภาพมองจากที่สูง และมีการใช้ทองปิดภาพวาด ศิลปินไทยที่สำคัญ ได้แก่ ขรัวอินโข่ง ที่ได้นำเอาอิทธิพลจิตรกรรมตะวันตก เข้ามาผสมผสานกับแบบจิตรกรรมไทย เป็นงาน 3 มิติ เช่น โบสถ์วัดบวรนิเวศวิหาร ที่กรุงเทพฯ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536812387/e177abf900b8c2091b6c7d5f8cc7dc94/images__6_.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 10:08:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017619921</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะยุคอู่ทอง</title>
         <author>643030800201</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017664306</link>
         <description><![CDATA[<div>แบบอย่างงานทัศนศิลป์สมัยอยุธยาเจริญขึ้นทางภาคกลางของประเทศไทย มีช่วงเวลาวิวัฒนาการนานถึง 417 ปี แนวคิดและเนื้อหาของผลงานทัศนศิลป์ส่วนใหญ่จะยังคงสะท้อนถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท มีการสร้างผลงานทัศนศิลป์เป็นจำนวนมากเพื่อถวายแด่พระศาสนา แต่ขณะเดียวกันก็มีการสร้างสรรค์ผลงานสำหรับพระมหากษัตริย์ด้วย โดยเฉพาะการก่อสร้างปราสาทราชวังเพื่อใช้เป็นที่ประทับในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีความงดงามวิจิตร โดยนำเอาช่างแขนงต่างๆ มาร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น</div><div>จิตรกรรมในสมัยอยุธยาส่วนใหญ่ จะเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา โดยช่วงแรกจะได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบลพบุรี สุโขทัย และลังกาผสมผสานกัน บางภาพจะมีลักษณะแข็งและหนัก ใช้สีดำ ขาว และแดง มีการปิดทองบนภาพบ้างเล็กน้อย เช่น ภาพเขียนบนผนังในกรุพระปรางค์ วัดราชบูรณะ ซึ่งสร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ภาพเขียนบนผนังในตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธศวรรย์ เป็นต้น แต่ช่วงหลังจิตรกรรมสมัยอยุธยามักวาดภาพที่เกี่ยวกับไตรภูมิ และมีภาพพุทธประวัติประกอบอยู่ด้วย ซึ่งวิธีการเขียนภาพจะเป็นเช่นเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังสมัยสุโขทัยที่นิยมใช้สีแดงเข้มเป็นพื้น แต่สมัยอยุธยาจะมีการใช้สีเพิ่มมากขึ้น อาทิ ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดราชบุรี วัดใหม่ประชุมพล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.2172–2199) จนสิ้นสุดสมัยอยุธยา จิตรกรรมของอยุธยา แสดงให้เห็นถึงลักษณะของจิตรกรรมไทยแท้อย่างสมบูรณ์ มีการปิดทองบนรูปและลวดลาย เนื้อเรื่องที่เขียนจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทพชุมนุม พุทธประวัติ ไตรภูมิ วิธีการเขียนยังคงใช้สีน้อย ภาพมีลักษณะแบน และตัดเส้นด้วยสีขาว และสีดำ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536782598/9a730d56c3d0c30f9088fb361169cfb2/65F7FE0F_01D3_40ED_8B8F_5EEFB5A14534.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 10:45:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017664306</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะอยุธยา</title>
         <author>643030800201</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017669625</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยอยุธยา</div><div>อยุธยาเป็นอาณาจักรที่ก่อตั้งขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในราวพุทธศตวรรษที่ 19-24 ศิลปะต่างๆ ได้รับอิทธิพลมาจากสุโขทัย ได้พัฒนามาเป็นแบบอย่างอยุธยาโดยแท้มี 3 ระยะ คือ</div><div><br></div><div>ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น (พุทธศตวรรษที่ 18-20)</div><div><br></div><div>ศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ 20-21)</div><div><br></div><div>ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ 21-23)</div><div><br></div><div>สถาปัตยกรรม ที่พบได้แก่ เจดีย์ทรงกลม เจดีย์ทรงเหลี่ยมย่อมุม โบสถ์ วิหาร และมีศิลปะต่างแดนเข้ามามีอิทธิพลปะปนอยู่ จึงมีการผสมผสานแนวความคิดแบบศิลปะอยุธยากับอิทธิพลของต่างแดน เช่น โบสถ์วัดไชยวัฒนารามแบบต่างชาติ และปรางค์วัดมหาธาตุแบบลพบุรี ศิลปะเขมรประติมากรรม พระพุทธรูปปรากฏมีเครื่องประดับตกแต่งมากขึ้น เป็นภาพแบบไทย เขียนสีแบนๆ เล่าเรื่องด้วยการตัดเส้น และพบวิธีการเรียกว่า เทคนิค Fresco หรือการเขียนสีบนปูนเปียก&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536782598/98234e89d5f125ae82bee12085f2baca/DC8B9C0F_B488_40DA_9B41_D62CD6A1556E.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 10:49:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017669625</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะรัตนโกสินทร์ </title>
         <author>643030800201</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017675529</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มต้นตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานครฯ ขึ้นเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕ ลงมาจนถึงสมัยปัจจุบันการจำแนกรูปแบบทางศิลปกรรมอาจจำแนกได้เป็น 3 ยุคใหญ่ๆอันได้แก่</div><div>๑.ประติมากรรม</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตอนต้น &nbsp; ในรัชกาลที่ ๑&nbsp; เนื่องจากการย้ายเมืองหลวงเป็นกรุงเทพมหานคร จึงไม่มีการริเริ่มสร้างวัดใหม่ แต่จะเป็นการทำนุบำรุงและบูรณะแทน ในราชกาลที่ ๒ และ๓&nbsp; ก็เป็นเช่นเดียวกันคือการเน้นการทำนุบำรุงงานประติมากรรมและประติมากรรมต่างๆ โดยเน้นที่ลวดลายและความละเอียดมากกว่าที่เน้นเรื่องสีสัน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตอนกลาง&nbsp; ในรัชกาลที่ ๔ เกิดความนิยมศิลปะแบบ Realistic จึงพยายามทำให้รูปปั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับคนให้มากที่สุด ในราชกาลที่ ๕ มีการนำลักษณะเก่าๆดั้งเดิมของไทยมาใช้อยากมาก อีกทั้งยังเน้นความเหมือนจริงให้มากไปกว่าเดิม เพราะในสมัยนั้นมันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยสังคมประชาธิปไตย รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาก็มีการแก้ไขลักษณะพระพุทธรูปให้เหมือนสามัญชนยิ่งขึ้นทุกที แต่ยังคงรักษาพระพุทธลักษณะที่สำคัญบางประการไว้ และในปัจจุบันบางครั้งก็สร้างสรรค์พระพุทธรูปที่มีรูปร่างลักษณะอิริยาบถอันแปลกๆออกมาแต่มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากของโบราณโดยสิ้นเชิง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฐานของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นประติมากรรมของยุครัตนโกสินทร์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของผู้คนอย่างแพร่หลาย ซึ่งถูกใช้ในการแสดงออกทางการเมืองของคนไทยในปัจจุบันอีกด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536782598/8ace28a49779f678452f4aaa2f165ecf/0C5A84B2_82C6_4ECA_9AE6_1AE1FDD3F9CA.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 10:53:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017675529</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยอู่ทอง</title>
         <author>643030800231</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017746859</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะอู่ทอง หรือ ศิลปะยุคอู่ทอง เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นบริเวณภาคกลางของประเทศไทย ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17–20 ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับศิลปะเชียงแสนและศิลปะสุโขทัย<br><br>งานประติมากรรมที่หล่อด้วยสำริดมีความประณีตและบาง เป็นศิลปะสืบต่อจากทวารวดี ต่อมาผสมกับศิลปะสุโขทัย ลักษณะองค์พระพุทธรูปมีความบางเบาขึ้น พุทธลักษณะเด่นชัดคือ วงพระพักตร์เป็นสี่เหลี่ยม มีไรพระศกเป็นกรอบ[3] ดูเขร่งขรึม คิ้วต่อกันไม่โก่งอย่างสุโขทัยและเชียงแสน พระศกนิยมทำเป็นแบบหนามขนุน มีไรพระศก สังฆาฏิยาว จรดพระนาภี ปลายตัดตรง พระเกตุมาลาหรืออุษณีษะทำเป็นทรงแบบฝาชีอย่างศิลปะลพบุรี ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของ พระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 1 ต่อมาทำอุษณีษะและขมวดพระเกศาหรือขึ้นไปเป็นพระรัศมีแบบเปลวเพลิงตามแบบศิลปะสุโขทัย เรียกว่าเป็นแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 ส่วนภาพสลักศิลาและภาพปูนปั้นต่าง ๆ ลักษณะลายเป็นแบบประดิษฐ์มากกว่าสมัยลพบุรี<br><br>การก่อสร้างสถาปัตยกรรมมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธลัทธิเถรวาท สืบเนื่องจากศิลปะทวารวดี ลักษณะโบสถ์ วิหาร ไม่เจาะหน้าต่าง แต่สร้างเป็นทรงยาว ชั้นหลังคาเตี้ย เจดีย์แบบอู่ทองได้รับอิทธิพลจากศิลปะศรีวิชัย ตัวอย่างเช่น วัดพระบรมธาตุวรวิหาร จังหวัดชัยนาท และมีลักษณะเจดีย์ฐาน 8 เหลี่ยม เรือนธาตุ 8 เหลี่ยม มีซุ้มจรนำรับฐานลูกบัวแก้วและองค์ระฆัง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536747933/2b8082e83faf78fe858f44ea51a90250/3AA031E5_BF1F_4786_BD4E_EB1DB57FEEE3.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 11:56:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017746859</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยอยุธยา</title>
         <author>643030800231</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017748549</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะอยุธยา‎ เป็นศิลปะที่เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893 จนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พ.ศ. 2310 นักประวัติศาสตร์ศิลปะมักแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ยุคที่หนึ่งนับตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893–1990 ยุคนี้นิยมศิลปะลพบุรี ยุคที่สองนับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 1991 ถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พ.ศ. 2171 ยุคนี้กลับไปนิยมศิลปะสุโขทัยอันเนื่องจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นกษัตริย์ที่มีเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัย ยุคที่สามนับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2173 ถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พ.ศ. 2251 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงโปรดศิลปกรรมแบบเขมร ยุคที่สี่นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ. 2275 ถึงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พ.ศ. 2310[1]</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536747933/feb349355bfe5c41b3d446e1b1d930cd/26C599C8_4966_46F9_85FB_C2C1655C49F3.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 11:58:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017748549</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์</title>
         <author>643030800231</author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017751287</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยรัตนโกสินทร์</div><div>เป็นยุคสมัยที่ได้รับอิทธิพลแบบอย่างจากตะวันตกเข้ามามาก ศิลปะเริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นใน พ.ศ. 2325 มาจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</div><div><br></div><div>สถาปัตยกรรม มีการสร้างวัดวาอารามขึ้นเป็นจำนวนมาก ปรากฏมีอิทธิพลการสร้างแบบหลังคาโดมโค้ง ซึ่งเป็นการรับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น แนวศิลปะผสมระหว่างไทยกับตะวันตก เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง<br><br>ประติมากรรม มีการหล่อ การปั้น การแกะสลักพระพุทธรูปและรูปสัตว์สิงโต มีการปั้นรูปแบบคนเหมือนจริงขึ้นเป็นรูปปั้นอนุสาวรีย์ของรัชกาลต่างๆ&nbsp;</div><div><br></div><div>จิตรกรรม คงรักษารูปแบบของจิตรกรรมไทยไว้ เช่นการเขียนหนังสือที่โบสถ์สัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ก็มีการรับเอาอิทธิพลศิลปะตะวันตกเข้ามาผสมผสาน เช่น เทคนิคภาพมองจากที่สูง และมีการใช้ทองปิดภาพวาด ศิลปินไทยที่สำคัญ ได้แก่ ขรัวอินโข่ง ที่ได้นำเอาอิทธิพลจิตรกรรมตะวันตก เข้ามาผสมผสานกับแบบจิตรกรรมไทย เป็นงาน 3 มิติ เช่น โบสถ์วัดบวรนิเวศวิหาร ที่กรุงเทพฯ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536747933/c250ffaf0cff37db7f825210e1b89336/8E6E45D1_E7C2_4121_B31A_E2D672F4DFE3.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 12:00:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017751287</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสุโขทัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017752874</link>
         <description><![CDATA[<h1>สมัยสุโขทัย</h1><div><strong>&nbsp;(เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18-20)<br></strong><br></div><div>เป็นศิลปกรรมที่งดงามมากและจัดเป็นยุคสูงสุดในด้านคุณค่าความงามของศิลปะไทย ศิลปะสมัยสุโขทัยนี้ปรกอบด้วนการพัฒนาการทางศิลปะตั้งแต่ยุคขอม ลพบุรี ผสมผสานศิลปะแบบลังกาและศรีวิชัยทางใต้ของไทยมาเป็นศิลปะสุโขทัยโดยแท้ อันเกิดตากความเชื่อถือศรัทธาในพระพุทธศาสนา<br>&nbsp;<br>&nbsp;<strong>สถาปัตยกรรม</strong> เป็นแบบอย่างที่มีแบบแผนชัดเจนและได้มีการสร้างสรรค์รูปแบบให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่เห็นชัดเจนเป็นสุโขทัยแท้ คือ ทรงดอกบัวตูมหรือเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย<br><br></div><div><strong><br>ประติมากรรม </strong>พระพุทธรูปมีรูปร่างลักษณะที่งดงาม ทรวดทรงกิริยาท่าทางอ่อนช้อยมีเครื่องประดับตกแต่งด้วยชฎาที่งดงาม ซึ่งแตกต่างจากยุคสมัยอื่นๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะพระเทศจะมีรัศมีเปลวเป็นเอกลักษณ์<br><br></div><div><strong><br>จิตรกรรม</strong> พบภาพจำลองเป็นลายเส้นบนแผ่นหินชนวนที่วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย และภาพเขียนสีแบบเอกรงค์ กลุ่มดำ-แดง ที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย<br><a href="https://www.baanjomyut.com/library_2/contemporary_thai_art/05.html"><br>สมัยสุโขทัย : ศิลปะไทย (baanjomyut.com)<br></a><a href="https://mgronline.com/travel/detail/9520000014801"><br>ศิลปะขอมบนแผ่นดินไทย คุณค่าที่มากกว่าความเก่า (mgronline.com)<br></a><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536789104/dbbce964f099c819caa84f950542543c/_______.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 12:02:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017752874</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะอู่ทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017762483</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ศิลปะอู่ทอง</strong> หรือ <strong>ศิลปะยุคอู่ทอง</strong> เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นบริเวณ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)">ภาคกลาง</a>ของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ประเทศไทย</a> ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17–20 ในระยะเวลาไล่เลี่ยกับ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99">ศิลปะเชียงแสน</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ศิลปะสุโขทัย<br></a><br></div><div><br>คำว่า "ศิลปะอู่ทอง" ปรากฏขึ้นครั้งแรกในหนังสือ <em>โบราณวัตถุใน</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3"><em>พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร</em></a> ที่เขียนขึ้นโดยนักอ่านจารึก ศ.ยอร์ช เซเดส์ และตีพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2472 โดยเขียนไว้ว่า "พระพุทธรูปแบบนี้จะเริ่มทำตั้งแต่ก่อน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_1">พระเจ้าอู่ทอง</a>ได้สร้างกรุงศรีอยุธยา (เมื่อ พ.ศ. 1893) หรือภายหลัง ข้อนี้ที่ยังสงสัยอยู่ <em>พิพิธภัณฑสถานฯ</em> จึงได้ตั้งชื่อพระพุทธรูปเหล่านี้ว่า สมัยอู่ทอง แปลว่าสมัยพระเจ้าอู่ทอง จะเปนก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาหรือหลังก็ตาม"<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87#cite_note-2"><sup>[2]<br></sup></a><br></div><div><br>แม้อาณาจักรอู่ทองมีขอบเขตแค่ไหนยังไม่เป็นที่ยุติ แต่เท่าที่พบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบที่เรียกว่าอู่ทอง มีอยู่ในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1">นครปฐม</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97">ชัยนาท</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5">ลพบุรี</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2">อยุธยา</a> ที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรอู่ทองซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งเกาะเมืองอยุธยา โดยเรียกว่า <em>เมืองอโยธยา</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87#cite_note-%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87-1"><sup>[1]<br></sup></a><br></div><div><br>คำว่า "ศิลปะอู่ทอง" ปรากฏขึ้นครั้งแรกในหนังสือ <em>โบราณวัตถุใน</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3"><em>พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร</em></a> ที่เขียนขึ้นโดยนักอ่านจารึก ศ.ยอร์ช เซเดส์ และตีพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2472 โดยเขียนไว้ว่า "พระพุทธรูปแบบนี้จะเริ่มทำตั้งแต่ก่อน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_1">พระเจ้าอู่ทอง</a>ได้สร้างกรุงศรีอยุธยา (เมื่อ พ.ศ. 1893) หรือภายหลัง ข้อนี้ที่ยังสงสัยอยู่ <em>พิพิธภัณฑสถานฯ</em> จึงได้ตั้งชื่อพระพุทธรูปเหล่านี้ว่า สมัยอู่ทอง แปลว่าสมัยพระเจ้าอู่ทอง จะเปนก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาหรือหลังก็ตาม<br><br></div><div><br>แม้อาณาจักรอู่ทองมีขอบเขตแค่ไหนยังไม่เป็นที่ยุติ แต่เท่าที่พบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบที่เรียกว่าอู่ทอง มีอยู่ในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1">นครปฐม</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97">ชัยนาท</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5">ลพบุรี</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2">อยุธยา</a> ที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรอู่ทองซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งเกาะเมืองอยุธยา โดยเรียกว่า <em>เมืองอโยธยา<br></em><br></div><div><br>การก่อสร้างสถาปัตยกรรมมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธลัทธิ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97">เถรวาท</a> สืบเนื่องจากศิลปะทวารวดี ลักษณะโบสถ์ วิหาร ไม่เจาะหน้าต่าง แต่สร้างเป็นทรงยาว ชั้นหลังคาเตี้ย เจดีย์แบบอู่ทองได้รับอิทธิพลจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ศิลปะศรีวิชัย</a> ตัวอย่างเช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">วัดพระบรมธาตุวรวิหาร</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%97">จังหวัดชัยนาท</a> และมีลักษณะเจดีย์ฐาน 8 เหลี่ยม เรือนธาตุ 8 เหลี่ยม มีซุ้มจรนำรับฐานลูกบัวแก้วและองค์ระฆัง<br><br></div><div><br>งานประติมากรรมที่หล่อด้วย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%94">สำริด</a>มีความประณีตและบาง เป็นศิลปะสืบต่อจากทวารวดี ต่อมาผสมกับศิลปะสุโขทัย ลักษณะองค์พระพุทธรูปมีความบางเบาขึ้น พุทธลักษณะเด่นชัดคือ วงพระพักตร์เป็นสี่เหลี่ยม มีไรพระศกเป็นกรอบ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87#cite_note-3"><sup>[3]</sup></a> ดูเขร่งขรึม คิ้วต่อกันไม่โก่งอย่างสุโขทัยและเชียงแสน พระศกนิยมทำเป็นแบบหนามขนุน มีไรพระศก สังฆาฏิยาว จรดพระนาภี ปลายตัดตรง พระเกตุมาลาหรืออุษณีษะทำเป็นทรงแบบฝาชีอย่าง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5">ศิลปะลพบุรี</a> ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของ พระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 1 ต่อมาทำอุษณีษะและขมวดพระเกศาหรือขึ้นไปเป็นพระรัศมีแบบเปลวเพลิงตามแบบศิลปะสุโขทัย เรียกว่าเป็นแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 ส่วนภาพสลักศิลาและภาพปูนปั้นต่าง ๆ ลักษณะลายเป็นแบบประดิษฐ์มากกว่าสมัยลพบุรี<br><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87"><br>ศิลปะอู่ทอง - วิกิพีเดีย (wikipedia.org)</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536789104/964d2dcf1c727a0ba0a3a109fd3e9608/______.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 12:12:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017762483</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะอยุธยา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017769703</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ศิลปะอยุธยา</strong>‎ เป็นศิลปะที่เริ่มตั้งแต่สมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_1">พระเจ้าอู่ทอง</a>สร้างกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893 จน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87">เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง</a> พ.ศ. 2310 นักประวัติศาสตร์ศิลปะมักแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ยุคที่หนึ่งนับตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893–1990 ยุคนี้นิยม<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5">ศิลปะลพบุรี</a> ยุคที่สองนับตั้งแต่สมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%96">สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ</a> พ.ศ. 1991 ถึงสมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1">สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม</a> พ.ศ. 2171 ยุคนี้กลับไปนิยม<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ศิลปะสุโขทัย</a>อันเนื่องจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นกษัตริย์ที่มีเชื้อสาย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ราชวงศ์สุโขทัย</a> ยุคที่สามนับตั้งแต่สมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87">สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง</a> พ.ศ. 2173 ถึงรัชกาล<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B0">สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ</a> พ.ศ. 2251 โดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงโปรดศิลปกรรมแบบเขมร ยุคที่สี่นับตั้งแต่สมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A8">สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ</a> พ.ศ. 2275 ถึงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พ.ศ. 2310<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2#cite_note-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7-1"><sup>[1]<br></sup></a><br></div><div><br>สถาปัตยกรรมยุคที่หนึ่งนับตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุธยานิยมสร้างปรางค์เป็นหลักประธานของวัด มีพระวิหารอยู่หน้าปรางค์ มีระเบียงคดล้อมรอบปรางค์ สถาปัตยกรรมยุคนี้ไม่มีหน้าต่าง แต่มีช่องลมแบบซี่ลูกกรงที่เรียกว่า <em>เสามะหวด</em> หรือบางแห่งทำแบบสันเหลี่ยมมีอกเลา<br><br></div><div><br>ศิลปะอยุธยายุคต้นสืบต่อจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87">ศิลปะอู่ทอง</a>ตอนปลาย รูปประติมากรรมมีทั้งรูปเทพเจ้าและพระพุทธรูป ลักษณะส่วนใหญ่เข้มแข็ง บึกบึน มีลักษณะผสมทั้งลพบุรี อู่ทองและสุโขทัย พระพุทธรูปมีพระวรกายทั้งหนาและบาง มีลักษณะท่าทางขึงขัง บัวรองฐานทำเป็นฐานแอ่นโค้ง<br><br></div><div><br>จิตรกรรมสะท้อนความเชื่อทางพุทธศาสนา วาดไว้บนฝาผนังอุโบสถ วิหาร และสมุดภาพ ใช้สีฝุ่นผสมกาว ระบายเรียบ และตัดเส้น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2#cite_note-3"><sup>[3]</sup></a> ในระยะแรกใช้สีในวรรณะเอกรงค์ ต่อมาเมื่อมีการติดต่อกับต่างประเทศ ทำให้มีสีต่าง ๆ เพิ่มเข้ามา นิยมเขียนเรื่องอดีตพุทธ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4">พุทธประวัติ</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81">ทศชาติชาดก</a> เทพชุมนุมและภาพลวดลายต่าง ๆ มีการปิดทองที่ภาพสำคัญและทำลายดอกไม้ร่วงที่พื้นหลังภาพ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2#cite_note-4"><sup>[4]</sup></a> ลักษณะโดยรวมของงานจิตรกรรมในสมัยอยุธยาตอนต้นคือ ยังคงใช้สีไม่มากนัก เทคนิคการเขียนสีลงบนรองพื้นสีขาว ระบายพื้นหลังตัวภาพด้วยสีแดง ตัวภาพมีการระบายสีขาว สีเนื้อและปิดทองคำเปลว ตัดเส้นด้วยสีดำหรือสีแดง<br><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2"><br>ศิลปะอยุธยา - วิกิพีเดีย (wikipedia.org)<br></a><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536789104/49a408fc47fc75e8d4b33e44cd8a6668/______.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 12:18:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017769703</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะรัตนโกสินทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017775745</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ศิลปะรัตนโกสินทร์</strong> หมายถึงศิลปะในสมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C">รัตนโกสินทร์</a> เริ่มต้นตั้งแต่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%AC%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A">พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช</a>ทรงสถาปนา<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3">กรุงเทพมหานคร</a> ขึ้นเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. 2325 จนถึงสมัยปัจจุบัน<br><br></div><div><br>สถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ช่วงต้นเน้นการเลียนแบบอย่างหรือสืบต่อสายสกุลช่างจากอยุธยาตอนปลาย ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากสมัยอยุธยาตอนปลายอย่างชัดเจน ได้แก่ คตินิยมในการสร้าง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%94">ระเบียงคด</a>ล้อมรอบพระอุโบสถ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนใน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2">สมัยอยุธยา</a> การยก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%95">พระแก้วมรกต</a>ขึ้นเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญที่สุดของราชอาณาจักร ความนิยมในการสร้างหน้าบันให้เป็นรูป<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C">พระอินทร์</a>ทรง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93">ช้างเอราวัณ</a>มากกว่าที่จะสร้างเป็นรูปพระนารยณ์ทรงครุฑ ตลอดจนภาพเขียนที่นิยมเขียนเกี่ยวกับประวัติพระอินทร์มากอย่างมีนัยสำคัญ และความนิยมที่จะเลือกพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูป<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4">ปางสมาธิ</a> แตกต่างจากคตินิยมเดิมในสมัยอยุธยาที่นิยมพระพุทธรูป<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2">ปางมารวิชัย</a><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C#cite_note-1"><sup>]<br></sup></a><br></div><div><br>ประติมากรรมแบบดั้งเดิมอยู่ในช่วงระหว่างรัชกาลที่ 1–3 งานเป็นการดำเนินรอยตามแบบประเพณีนิยม ที่ทำกันมาแต่อดีตของไทย ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการสร้างพระพุทธรูปน้อยมาก เนื่องจากอยู่ในช่วงเริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ สร้างบ้านเมืองใหม่ พระพุทธรูปส่วนใหญ่เคลื่อนย้ายมาจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%82%E0%B8%82%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2">สุโขทัย</a> และจังหวัดทางภาคกลาง ที่องค์พระพุทธรูปเหล่านี้ถูกทอดทิ้งอยู่ ตามโบราณสถานที่ปรักหักพัง และนำมาบูรณะใหม่กว่า 1,200 องค์<br><br></div><div><br>สมัยรัชกาลที่ 4–5 เป็นยุคสมัยของการปรับตัว เปิดประเทศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริปั้นรูปเหมือนแบบตะวันตกขึ้น เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A">พระสยามเทวาธิราช</a> เดิมปั้นรูปราชานุสรณ์ โดยใช้การสร้างพระพุทธรูป<br><br></div><div><br>ในสมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_6">รัชกาลที่ 6</a> จนถึงรัชกาลปัจจุบัน เป็นศิลปะที่มีผลสืบเนื่องมาจากความเจริญแบบตะวันตก สมัยรัชกาลที่ 6 งานประติมากรรมไทยที่ทำขึ้นเพื่อศาสนาถึงจุดเสื่อมโทรมลง แม้จะมีการทำกันอยู่ก็เป็นระดับพื้นบ้าน ที่พยายามลอกเลียนสิ่งดีงามในยุคเก่า ๆ ที่ตนนิยม ขาดอารมณ์ความรู้สึกทางการสร้างสรรค์ และไม่มีรูปลักษณะที่เป็นแบบแผนเฉพาะยุคสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว<br><br></div><div><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87"><br>จิตรกรรมฝาผนัง</a>สมัยรัตนโกสินทร์ส่วนใหญ่เขียนขึ้นในอุโบสถ วิหาร และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3">หอไตร</a> เป็นหลัก จิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัชกาลที่ 1–2 คงเหลืออยู่น้อยเนื่องจากมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 3 หลักฐานที่เหลืออยู่เป็นงานไทยประเพณีที่สืบทอดมาจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2">ศิลปะอยุธยา</a>ตอนปลาย ส่วนหนึ่งพบในวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายและได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">วัดราชสิทธาราม</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8">วัดไชยทิศ</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3_(%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3)">วัดใหม่เทพนิมิตร</a> เป็นต้น ส่วนจิตรกรรมที่เขียนใหม่สมัยรัชกาลที่ 1 เช่น พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จิตรกรรมสมัยรัชกาลที่ 2 แทบไม่เหลืออยู่เลย<br><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C"><br>ศิลปะรัตนโกสินทร์ - วิกิพีเดีย (wikipedia.org)<br></a><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536789104/686c91e07e638a0913332ae2cdacbe3b/NjpUs24nCQKx5e1D7eDjpptYqeJ3M5ijH53VDX0qbfA.jpg" />
         <pubDate>2022-01-28 12:23:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2017775745</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะสุโขทัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2018848943</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;เป็นฝีมือช่างไทยสมัยเมื่อกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี หรือสมัยราชวงศ์พระร่วงครองกรุงสุโขทัย ในสมัยนี้ได้รับพระพุทธศาสนาอย่างลังกาวงศ์เข้ามาประพฤติปฏิบัติในประเทศนี้ เพราะเวลานั้นพระพุทธศาสนาในลังกาทวีปกำลังเจริญรุ่งเรือง พระสงฆ์ลังกาในครั้งนั้นทรงพระธรรมวินัยรอบรู้พุทธวจนะวิเศษกว่าพระสงฆ์ประเทศอื่นๆ เป็นเหตุให้พระสงฆ์ไทย มอญ พม่า และเขมร พากันไปศึกษาพระศาสนาในลังกาทวีปเป็นอันมาก เมื่อพระสงฆ์ไทยกลับมายังได้ชักชวนพระสงฆ์ชาวลังกามาอยู่ในประเทศนี้ด้วย ชั้นแรกมาอยู่ทางเมืองนครศรีธรรมราช แล้วภายหลังขึ้นไปตั้งสำนักอยู่ในกรุงสุโขทัย และต่อไปจนถึงเชียงใหม่ ชาวประเทศนี้จึงได้รับแบบอย่างเจดีย์ลังกามาสร้างกันแพร่หลายตั้งแต่สมัยนั้น รวมทั้งแบบอย่างพระพุทธรูปด้วย ข้อนี้มีหลักฐาน ด้วยพระพุทธรูปโบราณในประเทศนี้ ตั้งแต่ก่อนลังกาวงศ์เข้ามา ไม่มีทำเกตุมาลายาวเป็นเปลวเลย เพิ่งมีขึ้นในสมัยนี้เป็นครั้งแรก พระพุทธรูปที่มีเกตุมาลาเป็นเปลวนั้น เป็นแบบอย่างช่างลังกาเป็นผู้คิดขึ้นก่อน แปลกกว่าแบบอย่างพระพุทธรูปในประเทศอื่น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536791988/e5d0f32d2c3f72ab1b45ae858b901c20/________2.jpg" />
         <pubDate>2022-01-29 02:32:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2018848943</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะอู่ทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2018849685</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นศิลปะที่เกิดจากการรวมกันของศิลปะทวาราวดี และอารยธรรมขอม ตัวอย่างของสถาปัตยกรรมอู่ทองเช่น พระปรางค์องค์ใหญ่ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536791988/997b921f9ecf7e0a9fc683ea7bf1bef0/37_201210021313281.jpg" />
         <pubDate>2022-01-29 02:34:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2018849685</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะอยุธยา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2018850758</link>
         <description><![CDATA[<div>ที่พบได้แก่ เจดีย์ทรงกลม เจดีย์ทรงเหลี่ยมย่อมุม โบสถ์ วิหาร และมีศิลปะต่างแดนเข้ามามีอิทธิพลปะปนอยู่ จึงมีการผสมผสานแนวความคิดแบบศิลปะอยุธยากับอิทธิพลของต่างแดน เช่น โบสถ์วัดไชยวัฒนารามแบบต่างชาติ และปรางค์วัดมหาธาตุแบบลพบุรี ศิลปะเขมร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536791988/5ad40ddb5b527c68de5f63f052d8e632/106.jpg" />
         <pubDate>2022-01-29 02:36:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2018850758</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะรัตนโกสินทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2018851507</link>
         <description><![CDATA[<div>จิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม และที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น แต่หลังจากสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมาอิทธิพลตะวันตกได้ทำให้รูปแบบจิตรกรรมไทยมีความร่วมสมัยกับนานาชาติอย่างชัดเจน กล่าวคือ มีการนำเทคนิคการเขียนภาพให้มีมิติตามแบบอย่างตะวันตก เช่น จิตรกรรมของขรัวอินโข่ง จิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 4 ภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ขรัว อินโข่งเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้นำแนวทางการวาดภาพแบบตะวันตกที่แสดงทัศนียภาพในระยะใกล้-ไกล และแสดงให้เห็นแสงเงา มาประยุกต์ใช้กับผลงานของตน ในปัจจุบันจิตรกรรมฝาผนังแม้จะเป็นภาพวาดที่มีลักษณะของความเป็นไทยแต่ก็มีการผสมผสานคตินิยม เทคนิค รูปแบบสมัยใหม่จากตะวันตก เช่น ผลงานของปรีชา เถาทอง เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1536791988/8122ceb45e732cde39b5cfe0b4afba17/1_d090KQSm8aht5hOfCAIAng.jpeg" />
         <pubDate>2022-01-29 02:38:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/payungsakwanudom/gj9u4si718fk0fe1/wish/2018851507</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
