<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>เชื่อมมิก๒ by นายฉลาด ปิ่นสกุล</title>
      <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q</link>
      <description>จงบอกจุดบกพร่องในงานเชื่อมพร้อมภาพประกอบ</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-02-07 06:58:25 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-03-10 19:52:42 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>นาย จิรายุ จีนหลักร้อย เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230324991</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.   ฟองอากาศ (Porosity)</strong></div><div>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://i1.wp.com/spsiamproduct.com/wp-content/uploads/2016/09/pic-welding2-14.jpg?fit=300%2C166&amp;ssl=1" width="300" height="166"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-11 04:29:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230324991</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายศักดิ์สิทธิ์ คงแรต</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230326815</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>จุดบกพร่องในงานเชื่อม</strong></div><div>--------------------------------</div><div><strong>( Defect Of Welding)</strong></div><div> </div><div>ชนิดของความไม่สมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในแนวเชื่อมมีมากมายหลายชนิดในที่นี้จะขออธิบายเฉพาะชนิดที่พบเห็นมากๆเท่านั้น.</div><div><br></div><div> </div><div><strong> 1.   ฟองอากาศ (Porosity)</strong></div><div> </div><div> </div><div>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง</div><div> </div><div><strong>1.a ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong>) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน</div><div> </div><div><strong>1.b ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า</div><div> </div><div><strong>1.c ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong>  เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ</div><div> </div><div><strong>1.d ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong> รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของแนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนวเชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบElectroslag </div><div><br></div><div> </div><div><strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong></div><div> <strong>2.a สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม  </div><div> </div><div><br></div><div> </div><div><strong>2.b ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม</div><div>  </div><div><strong>          3.  การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)</strong></div><div>  การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย</div><div> </div><div><br></div><div><strong>  4.</strong>  <strong>รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration)</strong></div><div><strong> </strong>เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)</div><div><br></div><div><strong>5.</strong>  <strong>รอยกัดแหว่ง (Undercut)</strong></div><div>   โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น <strong>(Stress concentrator) </strong></div><div> </div><div>   <strong>6.</strong>  <strong>รอยเชื่อมไม่เต็ม (Underfill)</strong></div><div>คือ รอยเชื่อมไม่เต็มอาจจะเป็นด้านหน้า หรือด้านรากแนวเชื่อม เป็นผลมาจากช่างเชื่อมไม่เติมให้เต็ม หรือเชื่อมไม่ถูกต้องตามแผนการเชื่อม</div><div><br></div><div><strong>7.</strong>  <strong>รอยพอกเกย (Overlap)</strong></div><div>   คือ ส่วนของรอยเชื่อมพอกเกยออกมาจากแนวเชื่อม โดยที่ไม่หลอมละลาย อาจจะเกิดที่ด้านหน้าหรือด้านรากของแนวเชื่อม เป็นผลมาจากการควบคุมการเชื่อมไม่ดี หรือวัสดุเติมไม่ถูกต้อง หรือผิวหน้าของวัสดุมีออกไซด์ รอยพอกเกยเป็นจุดบกพร่องที่ผิวหน้าและเป็นรอยบาก (Notch) ที่จะทำให้เกิดการรวมความเค้น</div><div> </div><div><strong>8.</strong>  <strong>รอยแยกชั้น (Laminations)</strong></div><div>    ส่วนใหญ่จะเกิดตามยาวของวัสดุ ปกติจะพบที่กึ่งกลางของชิ้นงาน อาจจะตรวจได้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และถ้าเกิดรอยแยกชั้นออกมาที่บริเวณ หน้าตัดของชิ้นงาน อาจตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม หรืออนุภาคแม่เหล็กได้ รอยแยกชั้นอาจเกิดมาจากฟองอากาศ โพรงอากาศจากการหดตัว สารมลทินฝังในเมื่อผ่านการรีดจะทำให้จุดบกพร่องเหล่านี้แบนราบขนานไปทิศทางของแนววัสดุที่มีรอยแยกชั้น ภายในไม่สามารถรับแรงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้</div><div><strong>  </strong></div><div><strong>   9.</strong>  <strong>รอยแยกชั้นแบบเป็นโพรง (Delamination)</strong></div><div><strong>  </strong>เป็นการแยกออกจากกันของรอยแยกชั้นอันเนื่องมาจากรอยแยกชั้น (Lamination) ความเค้นอาจมาจากการเชื่อมหรือเกิดจากแรงภายนอก การแยกชั้นออกจากกันอาจจะตรวจพบได้ที่ขอบด้านความหนาของชิ้นงาน หรือตรวจด้วยอุลตราโซนิค ด้วยหัวตรวจสอบแบบตรง (Normal probe) รอยบกพร่องแบบนี้ไม่สามารถรับแรงดึงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้เช่นกัน</div><div><br></div><div><br></div><div><strong>10.</strong>  <strong>รอยตะเข็บและรอยเกย (Seam and Laps) </strong></div><div>คือ จะเกิดตามความยาวของโลหะอาจพบได้ในการผลิตเหล็ก ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยขนานไปกับทิศทางความเค้น จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยตั้งฉากกับความเค้น จะทำให้เกิดรอยร้าวได้ รอยตะเข็บและรอยเกยจะอยู่บนผิวหน้างาน ในการเชื่อมอาจจะไปเชื่อมตรงบริเวณรอยตะเข็บ และรอยเกย อาจจะเกิดรอยแตกได้</div><div> </div><div><strong>    11.</strong>  <strong>รอยฉีกขาดของเนื้อโลหะ (Lamellar tears)</strong></div><div><br></div><div>   คือ รอยฉีกเป็นขั้นบนไดในเนื้อโลหะชิ้นงาน อาจจะเกิดจากความเค้นในทิศทางตามความหนาจากการเชื่อม และสาเหตุจากมีสารมลทินที่ไม่ใช่เหล็ก อยู่ในวัสดุโลหะงาน ซึ่งยาวไปตามแนวรีด เมื่อเกิดแรงหดตัวหรือแรงดึงจากการเชื่อมก็อาจฉีกขาดตามแนวทิศทางการรีด</div><div> </div><div><strong>   12.</strong>  <strong>รอยแตก (Crack)</strong></div><div>รอยแตกสามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อเชื่อม และโลหะชิ้นงานจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความเค้นสูง เหนือจุดความแข็งแรงของวัสดุ(Ultimate Strength) โดยทั่วไปรอยแตกจะเกิดจากความเค้นในรอยเชื่อม หรือในวัสดุงาน หรือความเค้นอันเกิดจากการออกแบบแนวเชื่อมที่ทำให้เกิดรอยบาก (Notch) และรอยแตกยังอาจเกิดจากไฮโดรเจนที่แทรกตัวอยู่ในรอยเชื่อมและวัสดุงานและจะเกิดกับวัสดุที่เปราะหรือวัสดุที่มีสภาวะพลาสติกน้อย (Plastic Deformation)รอยแตก (Crack) รอยแตกอาจจะแบ่งออกเป็นรอยแตกร้อน และรอยแตกเย็น (Hot Crack and Cold Crack) รอยแตกร้อนสาเหตุมาจากการเย็นตัวไม่เท่ากันอันเกิดมาจากจุดแข็งตัวของธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน รอยแตกเย็นจะเ.กิดหลังจากโลหะเย็นตัวแล้ว อันเนื่องมาจากไฮโดรเจนรอยแตกระหว่างขอบเกรน ส่วนรอยแตกเย็นจะแตกระหว่างขอบเกรน หรืออาจจะแตกผ่าเกรนทิศทางของรอยแตก รอยแตกจะเกิดตามความยาวของแนวเชื่อม หรือตามขวางของแนวเชื่อม ขึ้นอยู่กับทิศทางจะเกิดขึ้น รอยแตกที่ขนานกับแกนของแนวเชื่อมจะเรียกว่า รอยแตกตามยาว(Longitudinal Crack) อาจจะเกิดกลางแนวเชื่อม หรือในเขตที่มีผลกระทบจากความร้อน (HAZ)ใกล้กับแนวเชื่อม รอยแตกตามขวาง (Transverse Crack) จะเกิดตั้งฉากกับแนวเชื่อมอาจจะแตกอยู่</div><div>ภายในแนวเชื่อม หรือเลยออกมาทางเขตที่ผลกระทบจากความร้อนในโลหะชิ้นงาน ในบางครั้งรอยแตกตามขวางจะเกิดที่โลหะชิ้นงานแต่ไม่แตกที่รอยเชื่อม</div><div><strong>12.a รอยแตกตามยาว</strong> (Longitudinal Cracks) อาจจะเกิดได้ในการเชื่อมแบบใต้ผงฟลั๊กช์  (Submerge Arc Welding)เพราะความเร็วในการเชื่อมสูง หรือบางครั้งอาจจะมีโพรงอากาศอยู่ภายใต้แนวเชื่อม รอยแตกตามยาวจะเกิดกับรอยเชื่อมขนาดเล็กกับชิ้นงานที่มีความหนามากๆ เพราะมีอัตราความเร็วของการเย็นตัวสูง</div><div><strong>12.b รอยแตกตามขวาง</strong> (Transverse Cracks) รอยแตกแบบนี้เกิดจากสาเหตุของการหดตัวตามความยาวของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ</div><div><strong>12.c รอยแตกที่บ่อหลอมละลาย</strong> (Crater Cracks) เกิดบริเวณบ่อหลอมละลายตรงจุดหยุดลดเชื่อม บางครั้งอาจจะแตกเป็นรูปดาว (Star Cracks) หรือมีรูปร่างอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตาข่าย (Network) จะเป็นรอยแตกแบบตื้นๆ เท่านั้น และเป็นรอยแตกแบบร้อน</div><div><strong>12.d รอยแตกที่โทรด</strong> (Throat Cracks) รอยแตกตะเป็นแบบยาวตามทิศทางของแนวเชื่อม จะปรากฏที่ผิวหน้ารอยเชื่อม ปกติจะเป็นรอยแตกแบบร้อนแต่ก็ไม่เสมอไป</div><div><strong>12.e รอยแตกที่โท</strong> (Toe Cracks) โดยทั่วๆ ไปจะเป็นรอยแตกเย็น จะเกิดจากความเครียดในการหดตัว จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะงาน เป็นผลมาจากการหดตัวบริเวณที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน บางครั้งเกิดจากโลหะชิ้นงานไม่มีคุณสมบัติทนแรงดึงตามขวาง ซึ่งแรงดึงมาจากการหดตัวจากการเชื่อม</div><div><strong>12.f รอยแตกที่ราก</strong> (Root Cracks) จะเป็นรอยแตกตามยาวที่รากของแนวเชื่อมอาจเป็นรอยแตกร้อนหรือรอยแตกเย็นก็ได้</div><div><strong>12.g รอยแตกใต้แนวเชื่อม และเขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน</strong> (Under bead And Heat Affected Zone Cracks) จะเป็นรอยแตกแบบเย็นที่เขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อนของเนื้อโลหะงาน ปกติจะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจเกิดแตกต่อเนื่องได้เช่นกัน รอยแตกใต้แนวเชื่อมอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไฮโดรเจน ทำให้โครงสร้างมีความเปราะสูง และความเค้นตกค้างปกติจะแตกใต้แนวเชื่อมในบริเวณเขตที่มีผลกระทบจากความร้อนเนื่องจากมีความเค้นสูง</div><div> </div><div><strong>   13.</strong> <strong>โทรดไม่เพียงพอ (Insufficient Throat)</strong></div><div><strong>  </strong>คือผิวหน้าของรอยเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) เป็นหลุมลึก ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด เกิดจากช่างเชื่อมและการเติมลวดเชื่อมไม่พอ</div><div>   </div><div><strong>   14</strong>. <strong>รอยเชื่อมนูนเกินไป (Convexity And Weld Reinforcement) </strong></div><div>   คือ รูปทรงแนวเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) นูนเกินไป ส่วนในรอยเชื่อมแบบบากร่อง (Groove) แนวเชื่อมจะสูงนูนจากโลหะชิ้นงานมากไป</div><div> </div><div><strong>15. ขาแนวเชื่อมไม่พอ (Insufficient Leg)</strong></div><div><strong>          </strong>ขาของแนวเชื่อมมีขนาดต่ำกว่าที่กำหนด<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://xn--b3cv5aai5eub9aq4e4b5bjj.com/wp-content/uploads/2014/09/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1081.png" width="760" height="252"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-11 05:16:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230326815</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธีรพงศ์ สระทองแซว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230364869</link>
         <description><![CDATA[<div>1.- รอยกัดขอบ -<br>สาเหตุ<br>1). กระแสไฟเชื่อมสูงเกินไป<br>2). ความเร็วในการเดินลวดเชื่อมสูงเกินไป<br>3). ระยะอาร์คสูงเกินไป<br>4). เอียงลวดเชื่อมมากเกินไป<br>การป้องกัน<br>1). ใช้กระแสไฟเชื่อมในช่วงที่เหมาะสม<br>2). ใช้ความเร็วในการเดินลวดเชื่อมที่เหมาะสม<br>3). รักษาระยะอาร์คให้เหมาะสม(ประมาณเท่ากับเส้นผ่าศูนย์กลางของลวดเชื่อม)<br>4). เอียงลวดเชื่อมในมุมที่ถูกต้อง<br><br>2.- รอยเกย -<br>สาเหตุ<br>1). กระแสไฟเชื่อมต่ำเกินไป<br>2). ความเร็วในการเดินลวดเชื่อมต่ำเกินไป<br>3). ระยะอาร์คสั้นเกินไป<br>4). เอียงลวดเชื่อมน้อยเกินไป<br>การป้องกัน<br>1). ใช้กระแสไฟเชื่อมในช่วงที่เหมาะสม<br>2). ใช้ความเร็วในการเดินลวดเชื่อมที่เหมาะสม<br>3). รักษาระยะอาร์คให้เหมาะสม<br>4). เอียงลวดเชื่อมในมุมที่ถูกต้อง<br><br>3.- ตามดและโพรงอากาศ -<br>สาเหตุ<br>1). ชิ้นงานเชื่อมสกปรก<br>2). ลวดเชื่อมได้รับความชื้นมาก<br>3). ใช้กระแสไฟเชื่อมสูงเกินไป<br>4). ส่ายลวดเชื่อมกว้างเกินไป<br>การป้องกัน<br>1). ทำความสะอาดชิ้นงานก่อนเชื่อม<br>2). อบลวดเชื่อมก่อนการใช้งาน<br>3). ใช้กระสไฟเชื่อมในช่วงที่เหมาะสม<br>4). ควรส่ายลวดเชื่อมไม่เกิน 3 เท่า ของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลวดเชื่อม<br><br>4.- แสล็กฝังใน -สาเหตุ<br>1). ขนาดของลวดเชื่อมโตเกินไป สำหรับร่องเชื่อมนั้น ๆ&nbsp;<br>2). ไม่แคะแสล็ก หรือเคาะออกไม่หมดก่อนเชื่อมทับแนว<br>3). ร่องแนวเชื่อมแคบเกินไป<br>4). กระแสไฟเชื่อมต่ำเกินไป<br>5). ความเร็วในการเดินลวดเชื่อมสูงเกินไป<br>การป้องกัน<br>1). เลือกใช้ขนาดของลวดเชื่อมให้เหมาะสมกับขนาดของร่อง และความหนาของชิ้นงาน<br>2). เคาะแสล็กออก และทำความสะอาดให้ดีก่อนการเชื่อมชั้นต่อ ๆ ไป<br>3). เตรียมร่องแนวเชื่อมให้เหมาะสม<br>4). ใช้กระแสไฟเชื่อมในช่วงที่เหมาะสม<br>5). เดินลวดเชื่อมด้วยความเร็วที่เหมาะสม<br><br>5.- รอยปรุ -<br>สาเหตุ<br>1). ใช้กระแสไฟเชื่อมต่ำ หรือสูงมากเกินไป<br>2). ความเร็วในการเดินแนวเชื่อมไม่เหมาะสม<br>3). ลวดเชื่อมดูดซับความชื้นไว้มากเกินไป<br>4). ระยะอาร์คสูงมากเกินไป<br>5). แผ่นเหล็กร้อนมากเกินไป<br>การป้องกัน<br>1). ใช้กระแสไฟเชื่อมในช่วงที่เหมาะสม<br>2). ความเร็วในการเชื่อม และความกว้างในการส่ายลวดต้องสัมพันธ์กัน<br>3). ต้องอบลวดเชื่อมไล่ความชื้นออกก่อนให้ถูกต้อง<br>4). ระยะอาร์คต้องเหมาะสม และคงที่ตลอดการเชื่อม<br>5). หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อเนื่องนาน ๆ&nbsp;<br><br>6.- รอยแตกร้าว -<br>สาเหตุ<br>1). มีการสะสมของไฮโดรเจนในเนวเชื่อม<br>2). ความเปราะของแนวเชื่อม<br>3). ชิ้นงานเชื่อมมีความสกปรกของน้ำมัน สนิม จารบี และความชื้นเกาะติดอยู่มาก<br>4). ลวดเชื่อมได้รับความชื้นมากเกินไป<br>การป้องกัน<br>1). ใช้ลวดเชื่อมชนิดไฮโดรเจนต่ำ<br>2). อุ่นชิ้นงานก่อนเชื่อม<br>3). ทำความสะอาดบริเวณผิวของแผ่นชิ้นงานทุกครั้งก่อนเชื่อม<br>4). อบลวดเชื่อมไล่ความชื้นก่อนใช้งาน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/261233166/13bccbd7ad5c79d65df91cc7084fed48/kb_4_1091552400.jpg" />
         <pubDate>2018-02-11 14:28:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230364869</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย วัชรชัย จันประเสริฐ เลขที่2</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230542615</link>
         <description><![CDATA[<div>1.<strong> ฟองอากาศ (Porosity) <br>      </strong>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง<br><br></div><div><strong>     1.1 ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong> ) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน<br><br></div><div><strong>     1.2 ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า<br><br></div><div><strong>     1.3 ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong> เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ<br><br></div><div><strong>     1.4 ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong> รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของ<br><br></div><div>แนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนว<br><br></div><div>เชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบ Electroslag<br><br></div><div><strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)<br></strong><br></div><div><strong>     2.1 สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม<br><br></div><div><strong>     2.2 ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม<br><br></div><div><strong>3.   การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)<br></strong><br></div><div>     การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย<br><br></div><div><strong>4.   รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration)<br></strong><br></div><div>     เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)<br><br></div><div><strong>5.   รอยกัดแหว่ง (Undercut)<br></strong><br></div><div>     โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น<strong> (Stress concentrator)<br></strong><br></div><div><strong> 6.  รอยเชื่อมไม่เต็ม (Underfill) <br></strong>     คือ รอยเชื่อมไม่เต็มอาจจะเป็นด้านหน้า หรือด้านรากแนวเชื่อม เป็นผลมาจากช่างเชื่อมไม่เติมให้เต็ม หรือเชื่อมไม่ถูกต้องตามแผนการเชื่อม<br><br></div><div><strong>7.</strong> <strong>  รอยพอกเกย (Overlap)<br></strong><br></div><div>     คือ ส่วนของรอยเชื่อมพอกเกยออกมาจากแนวเชื่อม โดยที่ไม่หลอมละลาย อาจจะเกิดที่ด้านหน้าหรือด้านรากของแนวเชื่อม เป็นผลมาจากการควบคุมการเชื่อมไม่ดี หรือวัสดุเติมไม่ถูกต้อง หรือผิวหน้าของวัสดุมีออกไซด์ รอยพอกเกยเป็นจุดบกพร่องที่ผิวหน้าและเป็นรอยบาก (Notch) ที่จะทำให้เกิดการรวมความเค้น<br><br></div><div><strong>8.</strong> <strong>  รอยแยกชั้น (Laminations)<br></strong><br></div><div>     ส่วนใหญ่จะเกิดตามยาวของวัสดุ ปกติจะพบที่กึ่งกลางของชิ้นงาน อาจจะตรวจได้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และถ้าเกิดรอยแยกชั้นออกมาที่บริเวณ หน้าตัดของชิ้นงาน อาจตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม หรืออนุภาคแม่เหล็กได้ รอยแยกชั้นอาจเกิดมาจากฟองอากาศ โพรงอากาศจากการหดตัว สารมลทินฝังในเมื่อผ่านการรีดจะทำให้จุดบกพร่องเหล่านี้แบนราบขนานไปทิศทางของแนววัสดุที่มีรอยแยกชั้น ภายในไม่สามารถรับแรงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้<br><br></div><div><strong>  9.</strong> <strong>  รอยแยกชั้นแบบเป็นโพรง (Delamination)<br></strong><br></div><div><br></div><div>     เป็นการแยกออกจากกันของรอยแยกชั้นอันเนื่องมาจากรอยแยกชั้น (Lamination) ความเค้นอาจมาจากการเชื่อมหรือเกิดจากแรงภายนอก การแยกชั้นออกจากกันอาจจะตรวจพบได้ที่ขอบด้านความหนาของชิ้นงาน หรือตรวจด้วยอุลตราโซนิค ด้วยหัวตรวจสอบแบบตรง (Normal probe) รอยบกพร่องแบบนี้ไม่สามารถรับแรงดึงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้เช่นกัน<br><br></div><div><strong>10.</strong> <strong>  รอยตะเข็บและรอยเกย (Seam and Laps)<br></strong><br></div><div>     คือ จะเกิดตามความยาวของโลหะอาจพบได้ในการผลิตเหล็ก ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยขนานไปกับทิศทางความเค้น จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยตั้งฉากกับความเค้น จะทำให้เกิดรอยร้าวได้ รอยตะเข็บและรอยเกยจะอยู่บนผิวหน้างาน ในการเชื่อมอาจจะไปเชื่อมตรงบริเวณรอยตะเข็บ และรอยเกย อาจจะเกิดรอยแตกได้<br><br></div><div><strong>11.</strong> <strong>รอยฉีกขาดของเนื้อโลหะ (Lamellar tears)<br></strong><br></div><div>     คือ รอยฉีกเป็นขั้นบนไดในเนื้อโลหะชิ้นงาน อาจจะเกิดจากความเค้นในทิศทางตามความหนาจากการเชื่อม และสาเหตุจากมีสารมลทินที่ไม่ใช่เหล็ก อยู่ในวัสดุโลหะงาน ซึ่งยาวไปตามแนวรีด เมื่อเกิดแรงหดตัวหรือแรงดึงจากการเชื่อมก็อาจฉีกขาดตามแนวทิศทางการรีด<br><br></div><div><strong>  12.  รอยแตก (Crack)<br></strong><br></div><div>     รอยแตกสามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อเชื่อม และโลหะชิ้นงานจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความเค้นสูง เหนือจุดความแข็งแรงของวัสดุ (Ultimate Strength) โดยทั่วไปรอยแตกจะเกิดจากความเค้นในรอยเชื่อม หรือในวัสดุงาน หรือความเค้นอันเกิดจากการออกแบบแนวเชื่อมที่ทำให้เกิดรอยบาก (Notch) และรอยแตกยังอาจเกิดจากไฮโดรเจนที่แทรกตัวอยู่ในรอยเชื่อมและวัสดุงานและจะเกิดกับวัสดุที่เปราะหรือวัสดุที่มีสภาวะพลาสติกน้อย (Plastic Deformation) รอยแตก (Crack) รอยแตกอาจจะแบ่งออกเป็นรอยแตกร้อน และรอยแตกเย็น (Hot Crack and Cold Crack) รอยแตกร้อนสาเหตุมาจากการเย็นตัวไม่เท่ากันอันเกิดมาจากจุดแข็งตัวของธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน รอยแตกเย็นจะเ. กิดหลังจากโลหะเย็นตัวแล้ว อันเนื่องมาจากไฮโดรเจนรอยแตกระหว่างขอบเกรน ส่วนรอยแตกเย็นจะแตกระหว่างขอบเกรน หรืออาจจะแตกผ่าเกรนทิศทางของรอยแตก รอยแตกจะเกิดตามความยาวของแนวเชื่อม หรือตามขวางของแนวเชื่อม ขึ้นอยู่กับทิศทางจะเกิดขึ้น รอยแตกที่ขนานกับแกนของแนวเชื่อมจะเรียกว่า รอยแตกตามยาว(Longitudinal Crack) อาจจะเกิดกลางแนวเชื่อม หรือในเขตที่มีผลกระทบจากความร้อน (HAZ) ใกล้กับแนวเชื่อม รอยแตกตามขวาง (Transverse Crack) จะเกิดตั้งฉากกับแนวเชื่อมอาจจะแตกอยู่<br><br></div><div>ภายในแนวเชื่อม หรือเลยออกมาทางเขตที่ผลกระทบจากความร้อนในโลหะชิ้นงาน ในบางครั้งรอยแตกตามขวางจะเกิดที่โลหะชิ้นงานแต่ไม่แตกที่รอยเชื่อม<br><br></div><div><strong>     12.1 รอยแตกตามยาว</strong> (Longitudinal Cracks) อาจจะเกิดได้ในการเชื่อมแบบใต้ผงฟลั๊กช์ (Submerge Arc Welding) เพราะความเร็วในการเชื่อมสูง หรือบางครั้งอาจจะมีโพรงอากาศอยู่ภายใต้แนวเชื่อม รอยแตกตามยาวจะเกิดกับรอยเชื่อมขนาดเล็กกับชิ้นงานที่มีความหนามากๆ เพราะมีอัตราความเร็วของการเย็นตัวสูง<br><br></div><div><strong>     12.2 รอยแตกตามขวาง</strong> (Transverse Cracks) รอยแตกแบบนี้เกิดจากสาเหตุของการหดตัวตามความยาวของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ<br><br></div><div><strong>     12.3 รอยแตกที่บ่อหลอมละลาย</strong> (Crater Cracks) เกิดบริเวณบ่อหลอมละลายตรงจุดหยุดลดเชื่อม บางครั้งอาจจะแตกเป็นรูปดาว (Star Cracks) หรือมีรูปร่างอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตาข่าย (Network) จะเป็นรอยแตกแบบตื้นๆ เท่านั้น และเป็นรอยแตกแบบร้อน<br><br></div><div><strong>     12.4 รอยแตกที่โทรด</strong> (Throat Cracks) รอยแตกตะเป็นแบบยาวตามทิศทางของแนวเชื่อม จะปรากฏที่ผิวหน้ารอยเชื่อม ปกติจะเป็นรอยแตกแบบร้อนแต่ก็ไม่เสมอไป<br><br></div><div><strong>     12.5 รอยแตกที่โท</strong> (Toe Cracks) โดยทั่วๆ ไปจะเป็นรอยแตกเย็น จะเกิดจากความเครียดในการหดตัว จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะงาน เป็นผลมาจากการหดตัวบริเวณที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน บางครั้งเกิดจากโลหะชิ้นงานไม่มีคุณสมบัติทนแรงดึงตามขวาง ซึ่งแรงดึงมาจากการหดตัวจากการเชื่อม<br><br></div><div><strong>     12.6 รอยแตกที่ราก</strong> (Root Cracks) จะเป็นรอยแตกตามยาวที่รากของแนวเชื่อมอาจเป็นรอยแตกร้อนหรือรอยแตกเย็นก็ได้<br><br></div><div><strong>     12.7 รอยแตกใต้แนวเชื่อม และเขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน</strong> (Under bead And Heat Affected Zone Cracks) จะเป็นรอยแตกแบบเย็นที่เขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อนของเนื้อโลหะงาน ปกติจะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจเกิดแตกต่อเนื่องได้เช่นกัน รอยแตกใต้แนวเชื่อมอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไฮโดรเจน ทำให้โครงสร้างมีความเปราะสูง และความเค้นตกค้างปกติจะแตกใต้แนวเชื่อมในบริเวณเขตที่มีผลกระทบจากความร้อนเนื่องจากมีความเค้นสูง<br><br></div><div><strong>13.   โทรดไม่เพียงพอ (Insufficient Throat)<br></strong><br></div><div>     คือผิวหน้าของรอยเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) เป็นหลุมลึก ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด เกิดจากช่างเชื่อมและการเติมลวดเชื่อมไม่พอ<br><br></div><div><strong>14</strong>. <strong>รอยเชื่อมนูนเกินไป (Convexity And Weld Reinforcement)<br></strong><br></div><div>     คือ รูปทรงแนวเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) นูนเกินไป ส่วนในรอยเชื่อมแบบบากร่อง (Groove) แนวเชื่อมจะสูงนูนจากโลหะชิ้นงานมากไป<br><br></div><div><strong>  15.</strong> <strong>ขาแนวเชื่อมไม่พอ (Insufficient Leg)<br></strong><br></div><div>     ขาของแนวเชื่อมมีขนาดต่ำกว่าที่กำหนด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-12 12:10:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230542615</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนายุทธ เกิดปั้น  เลขที่ 11</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230568585</link>
         <description><![CDATA[<div>1.<strong> ฟองอากาศ (Porosity) <br>      </strong>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง<br><br></div><div><strong>     1.1 ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong> ) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน<br><br></div><div><strong>     1.2 ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า<br><br></div><div><strong>     1.3 ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong> เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ<br><br></div><div><strong>     1.4 ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong> รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของ<br><br></div><div>แนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนว<br><br></div><div>เชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบ Electroslag<br><br></div><div><strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)<br></strong><br></div><div><strong>     2.1 สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม<br><br></div><div><strong>     2.2 ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม<br><br></div><div><strong>3.   การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)<br></strong><br></div><div>     การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย<br><br></div><div><strong>4.   รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration)<br></strong><br></div><div>     เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)<br><br></div><div><strong>5.   รอยกัดแหว่ง (Undercut)<br></strong><br></div><div>     โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น<strong> (Stress concentrator)<br></strong><br></div><div><strong> 6.  รอยเชื่อมไม่เต็ม (Underfill) <br></strong>     คือ รอยเชื่อมไม่เต็มอาจจะเป็นด้านหน้า หรือด้านรากแนวเชื่อม เป็นผลมาจากช่างเชื่อมไม่เติมให้เต็ม หรือเชื่อมไม่ถูกต้องตามแผนการเชื่อม<br><br></div><div><strong>7.</strong> <strong>  รอยพอกเกย (Overlap)<br></strong><br></div><div>     คือ ส่วนของรอยเชื่อมพอกเกยออกมาจากแนวเชื่อม โดยที่ไม่หลอมละลาย อาจจะเกิดที่ด้านหน้าหรือด้านรากของแนวเชื่อม เป็นผลมาจากการควบคุมการเชื่อมไม่ดี หรือวัสดุเติมไม่ถูกต้อง หรือผิวหน้าของวัสดุมีออกไซด์ รอยพอกเกยเป็นจุดบกพร่องที่ผิวหน้าและเป็นรอยบาก (Notch) ที่จะทำให้เกิดการรวมความเค้น<br><br></div><div><strong>8.</strong> <strong>  รอยแยกชั้น (Laminations)<br></strong><br></div><div>     ส่วนใหญ่จะเกิดตามยาวของวัสดุ ปกติจะพบที่กึ่งกลางของชิ้นงาน อาจจะตรวจได้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และถ้าเกิดรอยแยกชั้นออกมาที่บริเวณ หน้าตัดของชิ้นงาน อาจตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม หรืออนุภาคแม่เหล็กได้ รอยแยกชั้นอาจเกิดมาจากฟองอากาศ โพรงอากาศจากการหดตัว สารมลทินฝังในเมื่อผ่านการรีดจะทำให้จุดบกพร่องเหล่านี้แบนราบขนานไปทิศทางของแนววัสดุที่มีรอยแยกชั้น ภายในไม่สามารถรับแรงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้<br><br></div><div><strong>  9.</strong> <strong>  รอยแยกชั้นแบบเป็นโพรง (Delamination)<br></strong><br></div><div><br></div><div>     เป็นการแยกออกจากกันของรอยแยกชั้นอันเนื่องมาจากรอยแยกชั้น (Lamination) ความเค้นอาจมาจากการเชื่อมหรือเกิดจากแรงภายนอก การแยกชั้นออกจากกันอาจจะตรวจพบได้ที่ขอบด้านความหนาของชิ้นงาน หรือตรวจด้วยอุลตราโซนิค ด้วยหัวตรวจสอบแบบตรง (Normal probe) รอยบกพร่องแบบนี้ไม่สามารถรับแรงดึงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้เช่นกัน<br><br></div><div><strong>10.</strong> <strong>  รอยตะเข็บและรอยเกย (Seam and Laps)<br></strong><br></div><div>     คือ จะเกิดตามความยาวของโลหะอาจพบได้ในการผลิตเหล็ก ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยขนานไปกับทิศทางความเค้น จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยตั้งฉากกับความเค้น จะทำให้เกิดรอยร้าวได้ รอยตะเข็บและรอยเกยจะอยู่บนผิวหน้างาน ในการเชื่อมอาจจะไปเชื่อมตรงบริเวณรอยตะเข็บ และรอยเกย อาจจะเกิดรอยแตกได้<br><br></div><div><strong>11.</strong> <strong>รอยฉีกขาดของเนื้อโลหะ (Lamellar tears)<br></strong><br></div><div>     คือ รอยฉีกเป็นขั้นบนไดในเนื้อโลหะชิ้นงาน อาจจะเกิดจากความเค้นในทิศทางตามความหนาจากการเชื่อม และสาเหตุจากมีสารมลทินที่ไม่ใช่เหล็ก อยู่ในวัสดุโลหะงาน ซึ่งยาวไปตามแนวรีด เมื่อเกิดแรงหดตัวหรือแรงดึงจากการเชื่อมก็อาจฉีกขาดตามแนวทิศทางการรีด<br><br></div><div><strong>  12.  รอยแตก (Crack)<br></strong><br></div><div>     รอยแตกสามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อเชื่อม และโลหะชิ้นงานจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความเค้นสูง เหนือจุดความแข็งแรงของวัสดุ (Ultimate Strength) โดยทั่วไปรอยแตกจะเกิดจากความเค้นในรอยเชื่อม หรือในวัสดุงาน หรือความเค้นอันเกิดจากการออกแบบแนวเชื่อมที่ทำให้เกิดรอยบาก (Notch) และรอยแตกยังอาจเกิดจากไฮโดรเจนที่แทรกตัวอยู่ในรอยเชื่อมและวัสดุงานและจะเกิดกับวัสดุที่เปราะหรือวัสดุที่มีสภาวะพลาสติกน้อย (Plastic Deformation) รอยแตก (Crack) รอยแตกอาจจะแบ่งออกเป็นรอยแตกร้อน และรอยแตกเย็น (Hot Crack and Cold Crack) รอยแตกร้อนสาเหตุมาจากการเย็นตัวไม่เท่ากันอันเกิดมาจากจุดแข็งตัวของธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน รอยแตกเย็นจะเ. กิดหลังจากโลหะเย็นตัวแล้ว อันเนื่องมาจากไฮโดรเจนรอยแตกระหว่างขอบเกรน ส่วนรอยแตกเย็นจะแตกระหว่างขอบเกรน หรืออาจจะแตกผ่าเกรนทิศทางของรอยแตก รอยแตกจะเกิดตามความยาวของแนวเชื่อม หรือตามขวางของแนวเชื่อม ขึ้นอยู่กับทิศทางจะเกิดขึ้น รอยแตกที่ขนานกับแกนของแนวเชื่อมจะเรียกว่า รอยแตกตามยาว(Longitudinal Crack) อาจจะเกิดกลางแนวเชื่อม หรือในเขตที่มีผลกระทบจากความร้อน (HAZ) ใกล้กับแนวเชื่อม รอยแตกตามขวาง (Transverse Crack) จะเกิดตั้งฉากกับแนวเชื่อมอาจจะแตกอยู่<br><br></div><div>ภายในแนวเชื่อม หรือเลยออกมาทางเขตที่ผลกระทบจากความร้อนในโลหะชิ้นงาน ในบางครั้งรอยแตกตามขวางจะเกิดที่โลหะชิ้นงานแต่ไม่แตกที่รอยเชื่อม<br><br></div><div><strong>     12.1 รอยแตกตามยาว</strong> (Longitudinal Cracks) อาจจะเกิดได้ในการเชื่อมแบบใต้ผงฟลั๊กช์ (Submerge Arc Welding) เพราะความเร็วในการเชื่อมสูง หรือบางครั้งอาจจะมีโพรงอากาศอยู่ภายใต้แนวเชื่อม รอยแตกตามยาวจะเกิดกับรอยเชื่อมขนาดเล็กกับชิ้นงานที่มีความหนามากๆ เพราะมีอัตราความเร็วของการเย็นตัวสูง<br><br></div><div><strong>     12.2 รอยแตกตามขวาง</strong> (Transverse Cracks) รอยแตกแบบนี้เกิดจากสาเหตุของการหดตัวตามความยาวของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ<br><br></div><div><strong>     12.3 รอยแตกที่บ่อหลอมละลาย</strong> (Crater Cracks) เกิดบริเวณบ่อหลอมละลายตรงจุดหยุดลดเชื่อม บางครั้งอาจจะแตกเป็นรูปดาว (Star Cracks) หรือมีรูปร่างอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตาข่าย (Network) จะเป็นรอยแตกแบบตื้นๆ เท่านั้น และเป็นรอยแตกแบบร้อน<br><br></div><div><strong>     12.4 รอยแตกที่โทรด</strong> (Throat Cracks) รอยแตกตะเป็นแบบยาวตามทิศทางของแนวเชื่อม จะปรากฏที่ผิวหน้ารอยเชื่อม ปกติจะเป็นรอยแตกแบบร้อนแต่ก็ไม่เสมอไป<br><br></div><div><strong>     12.5 รอยแตกที่โท</strong> (Toe Cracks) โดยทั่วๆ ไปจะเป็นรอยแตกเย็น จะเกิดจากความเครียดในการหดตัว จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะงาน เป็นผลมาจากการหดตัวบริเวณที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน บางครั้งเกิดจากโลหะชิ้นงานไม่มีคุณสมบัติทนแรงดึงตามขวาง ซึ่งแรงดึงมาจากการหดตัวจากการเชื่อม<br><br></div><div><strong>     12.6 รอยแตกที่ราก</strong> (Root Cracks) จะเป็นรอยแตกตามยาวที่รากของแนวเชื่อมอาจเป็นรอยแตกร้อนหรือรอยแตกเย็นก็ได้<br><br></div><div><strong>     12.7 รอยแตกใต้แนวเชื่อม และเขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน</strong> (Under bead And Heat Affected Zone Cracks) จะเป็นรอยแตกแบบเย็นที่เขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อนของเนื้อโลหะงาน ปกติจะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจเกิดแตกต่อเนื่องได้เช่นกัน รอยแตกใต้แนวเชื่อมอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไฮโดรเจน ทำให้โครงสร้างมีความเปราะสูง และความเค้นตกค้างปกติจะแตกใต้แนวเชื่อมในบริเวณเขตที่มีผลกระทบจากความร้อนเนื่องจากมีความเค้นสูง<br><br></div><div><strong>13.   โทรดไม่เพียงพอ (Insufficient Throat)<br></strong><br></div><div>     คือผิวหน้าของรอยเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) เป็นหลุมลึก ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด เกิดจากช่างเชื่อมและการเติมลวดเชื่อมไม่พอ<br><br></div><div><strong>14</strong>. <strong>รอยเชื่อมนูนเกินไป (Convexity And Weld Reinforcement)<br></strong><br></div><div>     คือ รูปทรงแนวเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) นูนเกินไป ส่วนในรอยเชื่อมแบบบากร่อง (Groove) แนวเชื่อมจะสูงนูนจากโลหะชิ้นงานมากไป<br><br></div><div><strong>  15.</strong> <strong>ขาแนวเชื่อมไม่พอ (Insufficient Leg)<br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-12 13:32:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/230568585</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายอนุชา หมอยาดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/231406890</link>
         <description><![CDATA[<div>1.<strong> ฟองอากาศ (Porosity) <br>      </strong>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง<br><br></div><div><strong>     1.1 ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong> ) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน<br><br></div><div><strong>     1.2 ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า<br><br></div><div><strong>     1.3 ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong> เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ<br><br></div><div><strong>     1.4 ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong> รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของ<br><br></div><div>แนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนว<br><br></div><div>เชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบ Electroslag<br><br></div><div><strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)<br></strong><br></div><div><strong>     2.1 สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม<br><br></div><div><strong>     2.2 ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม<br><br></div><div><strong>3.   การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)<br></strong><br></div><div>     การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย<br><br></div><div><strong>4.   รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration)<br></strong><br></div><div>     เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)<br><br></div><div><strong>5.   รอยกัดแหว่ง (Undercut)<br></strong><br></div><div>     โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น<strong> (Stress concentrator)<br></strong><br></div><div><strong> 6.  รอยเชื่อมไม่เต็ม (Underfill) <br></strong>     คือ รอยเชื่อมไม่เต็มอาจจะเป็นด้านหน้า หรือด้านรากแนวเชื่อม เป็นผลมาจากช่างเชื่อมไม่เติมให้เต็ม หรือเชื่อมไม่ถูกต้องตามแผนการเชื่อม<br><br></div><div><strong>7.</strong> <strong>  รอยพอกเกย (Overlap)<br></strong><br></div><div>     คือ ส่วนของรอยเชื่อมพอกเกยออกมาจากแนวเชื่อม โดยที่ไม่หลอมละลาย อาจจะเกิดที่ด้านหน้าหรือด้านรากของแนวเชื่อม เป็นผลมาจากการควบคุมการเชื่อมไม่ดี หรือวัสดุเติมไม่ถูกต้อง หรือผิวหน้าของวัสดุมีออกไซด์ รอยพอกเกยเป็นจุดบกพร่องที่ผิวหน้าและเป็นรอยบาก (Notch) ที่จะทำให้เกิดการรวมความเค้น<br><br></div><div><strong>8.</strong> <strong>  รอยแยกชั้น (Laminations)<br></strong><br></div><div>     ส่วนใหญ่จะเกิดตามยาวของวัสดุ ปกติจะพบที่กึ่งกลางของชิ้นงาน อาจจะตรวจได้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และถ้าเกิดรอยแยกชั้นออกมาที่บริเวณ หน้าตัดของชิ้นงาน อาจตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม หรืออนุภาคแม่เหล็กได้ รอยแยกชั้นอาจเกิดมาจากฟองอากาศ โพรงอากาศจากการหดตัว สารมลทินฝังในเมื่อผ่านการรีดจะทำให้จุดบกพร่องเหล่านี้แบนราบขนานไปทิศทางของแนววัสดุที่มีรอยแยกชั้น ภายในไม่สามารถรับแรงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้<br><br></div><div><strong>  9.</strong> <strong>  รอยแยกชั้นแบบเป็นโพรง (Delamination)<br></strong><br></div><div><br></div><div>     เป็นการแยกออกจากกันของรอยแยกชั้นอันเนื่องมาจากรอยแยกชั้น (Lamination) ความเค้นอาจมาจากการเชื่อมหรือเกิดจากแรงภายนอก การแยกชั้นออกจากกันอาจจะตรวจพบได้ที่ขอบด้านความหนาของชิ้นงาน หรือตรวจด้วยอุลตราโซนิค ด้วยหัวตรวจสอบแบบตรง (Normal probe) รอยบกพร่องแบบนี้ไม่สามารถรับแรงดึงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้เช่นกัน<br><br></div><div><strong>10.</strong> <strong>  รอยตะเข็บและรอยเกย (Seam and Laps)<br></strong><br></div><div>     คือ จะเกิดตามความยาวของโลหะอาจพบได้ในการผลิตเหล็ก ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยขนานไปกับทิศทางความเค้น จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยตั้งฉากกับความเค้น จะทำให้เกิดรอยร้าวได้ รอยตะเข็บและรอยเกยจะอยู่บนผิวหน้างาน ในการเชื่อมอาจจะไปเชื่อมตรงบริเวณรอยตะเข็บ และรอยเกย อาจจะเกิดรอยแตกได้<br><br></div><div><strong>11.</strong> <strong>รอยฉีกขาดของเนื้อโลหะ (Lamellar tears)<br></strong><br></div><div>     คือ รอยฉีกเป็นขั้นบนไดในเนื้อโลหะชิ้นงาน อาจจะเกิดจากความเค้นในทิศทางตามความหนาจากการเชื่อม และสาเหตุจากมีสารมลทินที่ไม่ใช่เหล็ก อยู่ในวัสดุโลหะงาน ซึ่งยาวไปตามแนวรีด เมื่อเกิดแรงหดตัวหรือแรงดึงจากการเชื่อมก็อาจฉีกขาดตามแนวทิศทางการรีด<br><br></div><div><strong>  12.  รอยแตก (Crack)<br></strong><br></div><div>     รอยแตกสามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อเชื่อม และโลหะชิ้นงานจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความเค้นสูง เหนือจุดความแข็งแรงของวัสดุ (Ultimate Strength) โดยทั่วไปรอยแตกจะเกิดจากความเค้นในรอยเชื่อม หรือในวัสดุงาน หรือความเค้นอันเกิดจากการออกแบบแนวเชื่อมที่ทำให้เกิดรอยบาก (Notch) และรอยแตกยังอาจเกิดจากไฮโดรเจนที่แทรกตัวอยู่ในรอยเชื่อมและวัสดุงานและจะเกิดกับวัสดุที่เปราะหรือวัสดุที่มีสภาวะพลาสติกน้อย (Plastic Deformation) รอยแตก (Crack) รอยแตกอาจจะแบ่งออกเป็นรอยแตกร้อน และรอยแตกเย็น (Hot Crack and Cold Crack) รอยแตกร้อนสาเหตุมาจากการเย็นตัวไม่เท่ากันอันเกิดมาจากจุดแข็งตัวของธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน รอยแตกเย็นจะเ. กิดหลังจากโลหะเย็นตัวแล้ว อันเนื่องมาจากไฮโดรเจนรอยแตกระหว่างขอบเกรน ส่วนรอยแตกเย็นจะแตกระหว่างขอบเกรน หรืออาจจะแตกผ่าเกรนทิศทางของรอยแตก รอยแตกจะเกิดตามความยาวของแนวเชื่อม หรือตามขวางของแนวเชื่อม ขึ้นอยู่กับทิศทางจะเกิดขึ้น รอยแตกที่ขนานกับแกนของแนวเชื่อมจะเรียกว่า รอยแตกตามยาว(Longitudinal Crack) อาจจะเกิดกลางแนวเชื่อม หรือในเขตที่มีผลกระทบจากความร้อน (HAZ) ใกล้กับแนวเชื่อม รอยแตกตามขวาง (Transverse Crack) จะเกิดตั้งฉากกับแนวเชื่อมอาจจะแตกอยู่<br><br></div><div>ภายในแนวเชื่อม หรือเลยออกมาทางเขตที่ผลกระทบจากความร้อนในโลหะชิ้นงาน ในบางครั้งรอยแตกตามขวางจะเกิดที่โลหะชิ้นงานแต่ไม่แตกที่รอยเชื่อม<br><br></div><div><strong>     12.1 รอยแตกตามยาว</strong> (Longitudinal Cracks) อาจจะเกิดได้ในการเชื่อมแบบใต้ผงฟลั๊กช์ (Submerge Arc Welding) เพราะความเร็วในการเชื่อมสูง หรือบางครั้งอาจจะมีโพรงอากาศอยู่ภายใต้แนวเชื่อม รอยแตกตามยาวจะเกิดกับรอยเชื่อมขนาดเล็กกับชิ้นงานที่มีความหนามากๆ เพราะมีอัตราความเร็วของการเย็นตัวสูง<br><br></div><div><strong>     12.2 รอยแตกตามขวาง</strong> (Transverse Cracks) รอยแตกแบบนี้เกิดจากสาเหตุของการหดตัวตามความยาวของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ<br><br></div><div><strong>     12.3 รอยแตกที่บ่อหลอมละลาย</strong> (Crater Cracks) เกิดบริเวณบ่อหลอมละลายตรงจุดหยุดลดเชื่อม บางครั้งอาจจะแตกเป็นรูปดาว (Star Cracks) หรือมีรูปร่างอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตาข่าย (Network) จะเป็นรอยแตกแบบตื้นๆ เท่านั้น และเป็นรอยแตกแบบร้อน<br><br></div><div><strong>     12.4 รอยแตกที่โทรด</strong> (Throat Cracks) รอยแตกตะเป็นแบบยาวตามทิศทางของแนวเชื่อม จะปรากฏที่ผิวหน้ารอยเชื่อม ปกติจะเป็นรอยแตกแบบร้อนแต่ก็ไม่เสมอไป<br><br></div><div><strong>     12.5 รอยแตกที่โท</strong> (Toe Cracks) โดยทั่วๆ ไปจะเป็นรอยแตกเย็น จะเกิดจากความเครียดในการหดตัว จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะงาน เป็นผลมาจากการหดตัวบริเวณที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน บางครั้งเกิดจากโลหะชิ้นงานไม่มีคุณสมบัติทนแรงดึงตามขวาง ซึ่งแรงดึงมาจากการหดตัวจากการเชื่อม<br><br></div><div><strong>     12.6 รอยแตกที่ราก</strong> (Root Cracks) จะเป็นรอยแตกตามยาวที่รากของแนวเชื่อมอาจเป็นรอยแตกร้อนหรือรอยแตกเย็นก็ได้<br><br></div><div><strong>     12.7 รอยแตกใต้แนวเชื่อม และเขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน</strong> (Under bead And Heat Affected Zone Cracks) จะเป็นรอยแตกแบบเย็นที่เขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อนของเนื้อโลหะงาน ปกติจะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจเกิดแตกต่อเนื่องได้เช่นกัน รอยแตกใต้แนวเชื่อมอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไฮโดรเจน ทำให้โครงสร้างมีความเปราะสูง และความเค้นตกค้างปกติจะแตกใต้แนวเชื่อมในบริเวณเขตที่มีผลกระทบจากความร้อนเนื่องจากมีความเค้นสูง<br><br></div><div><strong>13.   โทรดไม่เพียงพอ (Insufficient Throat)<br></strong><br></div><div>     คือผิวหน้าของรอยเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) เป็นหลุมลึก ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด เกิดจากช่างเชื่อมและการเติมลวดเชื่อมไม่พอ<br><br></div><div><strong>14</strong>. <strong>รอยเชื่อมนูนเกินไป (Convexity And Weld Reinforcement)<br></strong><br></div><div>     คือ รูปทรงแนวเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) นูนเกินไป ส่วนในรอยเชื่อมแบบบากร่อง (Groove) แนวเชื่อมจะสูงนูนจากโลหะชิ้นงานมากไป<br><br></div><div><strong>  15.</strong> <strong>ขาแนวเชื่อมไม่พอ (Insufficient Leg)<br></strong><br></div><div>     ขาของแนวเชื่อมมีขนาดต่ำกว่าที่กำหนด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-14 09:20:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/231406890</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ศุภกฤต จันประเสริ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/231471886</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>จุดบกพร่องในงานเชื่อม</strong></div><div>--------------------------------</div><div><strong>( Defect Of Welding)</strong></div><div>&nbsp;</div><div>ชนิดของความไม่สมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในแนวเชื่อมมีมากมายหลายชนิดในที่นี้จะขออธิบายเฉพาะชนิดที่พบเห็นมากๆเท่านั้น.</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp;1. &nbsp; ฟองอากาศ (Porosity)</strong></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.a ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong>) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.b ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.c ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong>&nbsp; เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.d ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong> รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของแนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนวเชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบElectroslag&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong></div><div>&nbsp;<strong>2.a สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม &nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><strong>2.b ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม</div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.&nbsp; การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)</strong></div><div>&nbsp; การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div><strong>&nbsp; 4.</strong>&nbsp; <strong>รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration)</strong></div><div><strong>&nbsp;</strong>เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)</div><div><br></div><div><strong>5.</strong>&nbsp; <strong>รอยกัดแหว่ง (Undercut)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น <strong>(Stress concentrator)&nbsp;</strong></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;<strong>6.</strong>&nbsp; <strong>รอยเชื่อมไม่เต็ม (Underfill)</strong></div><div>คือ รอยเชื่อมไม่เต็มอาจจะเป็นด้านหน้า หรือด้านรากแนวเชื่อม เป็นผลมาจากช่างเชื่อมไม่เติมให้เต็ม หรือเชื่อมไม่ถูกต้องตามแผนการเชื่อม</div><div><br></div><div><strong>7.</strong>&nbsp; <strong>รอยพอกเกย (Overlap)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;คือ ส่วนของรอยเชื่อมพอกเกยออกมาจากแนวเชื่อม โดยที่ไม่หลอมละลาย อาจจะเกิดที่ด้านหน้าหรือด้านรากของแนวเชื่อม เป็นผลมาจากการควบคุมการเชื่อมไม่ดี หรือวัสดุเติมไม่ถูกต้อง หรือผิวหน้าของวัสดุมีออกไซด์ รอยพอกเกยเป็นจุดบกพร่องที่ผิวหน้าและเป็นรอยบาก (Notch) ที่จะทำให้เกิดการรวมความเค้น</div><div>&nbsp;</div><div><strong>8.</strong>&nbsp; <strong>รอยแยกชั้น (Laminations)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; ส่วนใหญ่จะเกิดตามยาวของวัสดุ ปกติจะพบที่กึ่งกลางของชิ้นงาน อาจจะตรวจได้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และถ้าเกิดรอยแยกชั้นออกมาที่บริเวณ หน้าตัดของชิ้นงาน อาจตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม หรืออนุภาคแม่เหล็กได้ รอยแยกชั้นอาจเกิดมาจากฟองอากาศ โพรงอากาศจากการหดตัว สารมลทินฝังในเมื่อผ่านการรีดจะทำให้จุดบกพร่องเหล่านี้แบนราบขนานไปทิศทางของแนววัสดุที่มีรอยแยกชั้น ภายในไม่สามารถรับแรงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้</div><div><strong>&nbsp;&nbsp;</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp;9.</strong>&nbsp; <strong>รอยแยกชั้นแบบเป็นโพรง (Delamination)</strong></div><div><strong>&nbsp; </strong>เป็นการแยกออกจากกันของรอยแยกชั้นอันเนื่องมาจากรอยแยกชั้น (Lamination) ความเค้นอาจมาจากการเชื่อมหรือเกิดจากแรงภายนอก การแยกชั้นออกจากกันอาจจะตรวจพบได้ที่ขอบด้านความหนาของชิ้นงาน หรือตรวจด้วยอุลตราโซนิค ด้วยหัวตรวจสอบแบบตรง (Normal probe) รอยบกพร่องแบบนี้ไม่สามารถรับแรงดึงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้เช่นกัน</div><div><br></div><div><br></div><div><strong>10.</strong>&nbsp; <strong>รอยตะเข็บและรอยเกย (Seam and Laps)&nbsp;</strong></div><div>คือ จะเกิดตามความยาวของโลหะอาจพบได้ในการผลิตเหล็ก ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยขนานไปกับทิศทางความเค้น จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยตั้งฉากกับความเค้น จะทำให้เกิดรอยร้าวได้ รอยตะเข็บและรอยเกยจะอยู่บนผิวหน้างาน ในการเชื่อมอาจจะไปเชื่อมตรงบริเวณรอยตะเข็บ และรอยเกย อาจจะเกิดรอยแตกได้</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; 11.</strong>&nbsp; <strong>รอยฉีกขาดของเนื้อโลหะ (Lamellar tears)</strong></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp;คือ รอยฉีกเป็นขั้นบนไดในเนื้อโลหะชิ้นงาน อาจจะเกิดจากความเค้นในทิศทางตามความหนาจากการเชื่อม และสาเหตุจากมีสารมลทินที่ไม่ใช่เหล็ก อยู่ในวัสดุโลหะงาน ซึ่งยาวไปตามแนวรีด เมื่อเกิดแรงหดตัวหรือแรงดึงจากการเชื่อมก็อาจฉีกขาดตามแนวทิศทางการรีด</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp;12.</strong>&nbsp; <strong>รอยแตก (Crack)</strong></div><div>รอยแตกสามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อเชื่อม และโลหะชิ้นงานจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความเค้นสูง เหนือจุดความแข็งแรงของวัสดุ(Ultimate Strength) โดยทั่วไปรอยแตกจะเกิดจากความเค้นในรอยเชื่อม หรือในวัสดุงาน หรือความเค้นอันเกิดจากการออกแบบแนวเชื่อมที่ทำให้เกิดรอยบาก (Notch) และรอยแตกยังอาจเกิดจากไฮโดรเจนที่แทรกตัวอยู่ในรอยเชื่อมและวัสดุงานและจะเกิดกับวัสดุที่เปราะหรือวัสดุที่มีสภาวะพลาสติกน้อย (Plastic Deformation)รอยแตก (Crack) รอยแตกอาจจะแบ่งออกเป็นรอยแตกร้อน และรอยแตกเย็น (Hot Crack and Cold Crack) รอยแตกร้อนสาเหตุมาจากการเย็นตัวไม่เท่ากันอันเกิดมาจากจุดแข็งตัวของธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน รอยแตกเย็นจะเ.กิดหลังจากโลหะเย็นตัวแล้ว อันเนื่องมาจากไฮโดรเจนรอยแตกระหว่างขอบเกรน ส่วนรอยแตกเย็นจะแตกระหว่างขอบเกรน หรืออาจจะแตกผ่าเกรนทิศทางของรอยแตก รอยแตกจะเกิดตามความยาวของแนวเชื่อม หรือตามขวางของแนวเชื่อม ขึ้นอยู่กับทิศทางจะเกิดขึ้น รอยแตกที่ขนานกับแกนของแนวเชื่อมจะเรียกว่า รอยแตกตามยาว(Longitudinal Crack) อาจจะเกิดกลางแนวเชื่อม หรือในเขตที่มีผลกระทบจากความร้อน (HAZ)ใกล้กับแนวเชื่อม รอยแตกตามขวาง (Transverse Crack) จะเกิดตั้งฉากกับแนวเชื่อมอาจจะแตกอยู่</div><div>ภายในแนวเชื่อม หรือเลยออกมาทางเขตที่ผลกระทบจากความร้อนในโลหะชิ้นงาน ในบางครั้งรอยแตกตามขวางจะเกิดที่โลหะชิ้นงานแต่ไม่แตกที่รอยเชื่อม</div><div><strong>12.a รอยแตกตามยาว</strong> (Longitudinal Cracks) อาจจะเกิดได้ในการเชื่อมแบบใต้ผงฟลั๊กช์&nbsp; (Submerge Arc Welding)เพราะความเร็วในการเชื่อมสูง หรือบางครั้งอาจจะมีโพรงอากาศอยู่ภายใต้แนวเชื่อม รอยแตกตามยาวจะเกิดกับรอยเชื่อมขนาดเล็กกับชิ้นงานที่มีความหนามากๆ เพราะมีอัตราความเร็วของการเย็นตัวสูง</div><div><strong>12.b รอยแตกตามขวาง</strong> (Transverse Cracks) รอยแตกแบบนี้เกิดจากสาเหตุของการหดตัวตามความยาวของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ</div><div><strong>12.c รอยแตกที่บ่อหลอมละลาย</strong> (Crater Cracks) เกิดบริเวณบ่อหลอมละลายตรงจุดหยุดลดเชื่อม บางครั้งอาจจะแตกเป็นรูปดาว (Star Cracks) หรือมีรูปร่างอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตาข่าย (Network) จะเป็นรอยแตกแบบตื้นๆ เท่านั้น และเป็นรอยแตกแบบร้อน</div><div><strong>12.d รอยแตกที่โทรด</strong> (Throat Cracks) รอยแตกตะเป็นแบบยาวตามทิศทางของแนวเชื่อม จะปรากฏที่ผิวหน้ารอยเชื่อม ปกติจะเป็นรอยแตกแบบร้อนแต่ก็ไม่เสมอไป</div><div><strong>12.e รอยแตกที่โท</strong> (Toe Cracks) โดยทั่วๆ ไปจะเป็นรอยแตกเย็น จะเกิดจากความเครียดในการหดตัว จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะงาน เป็นผลมาจากการหดตัวบริเวณที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน บางครั้งเกิดจากโลหะชิ้นงานไม่มีคุณสมบัติทนแรงดึงตามขวาง ซึ่งแรงดึงมาจากการหดตัวจากการเชื่อม</div><div><strong>12.f รอยแตกที่ราก</strong> (Root Cracks) จะเป็นรอยแตกตามยาวที่รากของแนวเชื่อมอาจเป็นรอยแตกร้อนหรือรอยแตกเย็นก็ได้</div><div><strong>12.g รอยแตกใต้แนวเชื่อม และเขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน</strong> (Under bead And Heat Affected Zone Cracks) จะเป็นรอยแตกแบบเย็นที่เขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อนของเนื้อโลหะงาน ปกติจะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจเกิดแตกต่อเนื่องได้เช่นกัน รอยแตกใต้แนวเชื่อมอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไฮโดรเจน ทำให้โครงสร้างมีความเปราะสูง และความเค้นตกค้างปกติจะแตกใต้แนวเชื่อมในบริเวณเขตที่มีผลกระทบจากความร้อนเนื่องจากมีความเค้นสูง</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp;13.</strong> <strong>โทรดไม่เพียงพอ (Insufficient Throat)</strong></div><div><strong>&nbsp; </strong>คือผิวหน้าของรอยเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) เป็นหลุมลึก ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด เกิดจากช่างเชื่อมและการเติมลวดเชื่อมไม่พอ</div><div>&nbsp; &nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp;14</strong>. <strong>รอยเชื่อมนูนเกินไป (Convexity And Weld Reinforcement)&nbsp;</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;คือ รูปทรงแนวเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) นูนเกินไป ส่วนในรอยเชื่อมแบบบากร่อง (Groove) แนวเชื่อมจะสูงนูนจากโลหะชิ้นงานมากไป</div><div>&nbsp;</div><div><strong>15. ขาแนวเชื่อมไม่พอ (Insufficient Leg)</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>ขาของแนวเชื่อมมีขนาดต่ำกว่าที่กำหนด<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:252,&quot;url&quot;:&quot;https://xn--b3cv5aai5eub9aq4e4b5bjj.com/wp-content/uploads/2014/09/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1081.png&quot;,&quot;width&quot;:760}" data-trix-content-type="image"><img src="https://xn--b3cv5aai5eub9aq4e4b5bjj.com/wp-content/uploads/2014/09/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1081.png" width="760" height="252"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-14 13:41:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/231471886</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย จิระพงศ์ เกิดแพร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/231472079</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>จุดบกพร่องในงานเชื่อม</strong></div><div>--------------------------------</div><div><strong>( Defect Of Welding)</strong></div><div>&nbsp;</div><div>ชนิดของความไม่สมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในแนวเชื่อมมีมากมายหลายชนิดในที่นี้จะขออธิบายเฉพาะชนิดที่พบเห็นมากๆเท่านั้น.</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp;1. &nbsp; ฟองอากาศ (Porosity)</strong></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.a ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong>) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.b ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.c ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong>&nbsp; เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.d ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong> รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของแนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนวเชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบElectroslag&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong></div><div>&nbsp;<strong>2.a สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม &nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><strong>2.b ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม</div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.&nbsp; การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)</strong></div><div>&nbsp; การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div><strong>&nbsp; 4.</strong>&nbsp; <strong>รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration)</strong></div><div><strong>&nbsp;</strong>เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)</div><div><br></div><div><strong>5.</strong>&nbsp; <strong>รอยกัดแหว่ง (Undercut)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น <strong>(Stress concentrator)&nbsp;</strong></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;<strong>6.</strong>&nbsp; <strong>รอยเชื่อมไม่เต็ม (Underfill)</strong></div><div>คือ รอยเชื่อมไม่เต็มอาจจะเป็นด้านหน้า หรือด้านรากแนวเชื่อม เป็นผลมาจากช่างเชื่อมไม่เติมให้เต็ม หรือเชื่อมไม่ถูกต้องตามแผนการเชื่อม</div><div><br></div><div><strong>7.</strong>&nbsp; <strong>รอยพอกเกย (Overlap)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;คือ ส่วนของรอยเชื่อมพอกเกยออกมาจากแนวเชื่อม โดยที่ไม่หลอมละลาย อาจจะเกิดที่ด้านหน้าหรือด้านรากของแนวเชื่อม เป็นผลมาจากการควบคุมการเชื่อมไม่ดี หรือวัสดุเติมไม่ถูกต้อง หรือผิวหน้าของวัสดุมีออกไซด์ รอยพอกเกยเป็นจุดบกพร่องที่ผิวหน้าและเป็นรอยบาก (Notch) ที่จะทำให้เกิดการรวมความเค้น</div><div>&nbsp;</div><div><strong>8.</strong>&nbsp; <strong>รอยแยกชั้น (Laminations)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; ส่วนใหญ่จะเกิดตามยาวของวัสดุ ปกติจะพบที่กึ่งกลางของชิ้นงาน อาจจะตรวจได้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และถ้าเกิดรอยแยกชั้นออกมาที่บริเวณ หน้าตัดของชิ้นงาน อาจตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม หรืออนุภาคแม่เหล็กได้ รอยแยกชั้นอาจเกิดมาจากฟองอากาศ โพรงอากาศจากการหดตัว สารมลทินฝังในเมื่อผ่านการรีดจะทำให้จุดบกพร่องเหล่านี้แบนราบขนานไปทิศทางของแนววัสดุที่มีรอยแยกชั้น ภายในไม่สามารถรับแรงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้</div><div><strong>&nbsp;&nbsp;</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp;9.</strong>&nbsp; <strong>รอยแยกชั้นแบบเป็นโพรง (Delamination)</strong></div><div><strong>&nbsp; </strong>เป็นการแยกออกจากกันของรอยแยกชั้นอันเนื่องมาจากรอยแยกชั้น (Lamination) ความเค้นอาจมาจากการเชื่อมหรือเกิดจากแรงภายนอก การแยกชั้นออกจากกันอาจจะตรวจพบได้ที่ขอบด้านความหนาของชิ้นงาน หรือตรวจด้วยอุลตราโซนิค ด้วยหัวตรวจสอบแบบตรง (Normal probe) รอยบกพร่องแบบนี้ไม่สามารถรับแรงดึงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้เช่นกัน</div><div><br></div><div><br></div><div><strong>10.</strong>&nbsp; <strong>รอยตะเข็บและรอยเกย (Seam and Laps)&nbsp;</strong></div><div>คือ จะเกิดตามความยาวของโลหะอาจพบได้ในการผลิตเหล็ก ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยขนานไปกับทิศทางความเค้น จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยตั้งฉากกับความเค้น จะทำให้เกิดรอยร้าวได้ รอยตะเข็บและรอยเกยจะอยู่บนผิวหน้างาน ในการเชื่อมอาจจะไปเชื่อมตรงบริเวณรอยตะเข็บ และรอยเกย อาจจะเกิดรอยแตกได้</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; 11.</strong>&nbsp; <strong>รอยฉีกขาดของเนื้อโลหะ (Lamellar tears)</strong></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp;คือ รอยฉีกเป็นขั้นบนไดในเนื้อโลหะชิ้นงาน อาจจะเกิดจากความเค้นในทิศทางตามความหนาจากการเชื่อม และสาเหตุจากมีสารมลทินที่ไม่ใช่เหล็ก อยู่ในวัสดุโลหะงาน ซึ่งยาวไปตามแนวรีด เมื่อเกิดแรงหดตัวหรือแรงดึงจากการเชื่อมก็อาจฉีกขาดตามแนวทิศทางการรีด</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp;12.</strong>&nbsp; <strong>รอยแตก (Crack)</strong></div><div>รอยแตกสามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อเชื่อม และโลหะชิ้นงานจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความเค้นสูง เหนือจุดความแข็งแรงของวัสดุ(Ultimate Strength) โดยทั่วไปรอยแตกจะเกิดจากความเค้นในรอยเชื่อม หรือในวัสดุงาน หรือความเค้นอันเกิดจากการออกแบบแนวเชื่อมที่ทำให้เกิดรอยบาก (Notch) และรอยแตกยังอาจเกิดจากไฮโดรเจนที่แทรกตัวอยู่ในรอยเชื่อมและวัสดุงานและจะเกิดกับวัสดุที่เปราะหรือวัสดุที่มีสภาวะพลาสติกน้อย (Plastic Deformation)รอยแตก (Crack) รอยแตกอาจจะแบ่งออกเป็นรอยแตกร้อน และรอยแตกเย็น (Hot Crack and Cold Crack) รอยแตกร้อนสาเหตุมาจากการเย็นตัวไม่เท่ากันอันเกิดมาจากจุดแข็งตัวของธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน รอยแตกเย็นจะเ.กิดหลังจากโลหะเย็นตัวแล้ว อันเนื่องมาจากไฮโดรเจนรอยแตกระหว่างขอบเกรน ส่วนรอยแตกเย็นจะแตกระหว่างขอบเกรน หรืออาจจะแตกผ่าเกรนทิศทางของรอยแตก รอยแตกจะเกิดตามความยาวของแนวเชื่อม หรือตามขวางของแนวเชื่อม ขึ้นอยู่กับทิศทางจะเกิดขึ้น รอยแตกที่ขนานกับแกนของแนวเชื่อมจะเรียกว่า รอยแตกตามยาว(Longitudinal Crack) อาจจะเกิดกลางแนวเชื่อม หรือในเขตที่มีผลกระทบจากความร้อน (HAZ)ใกล้กับแนวเชื่อม รอยแตกตามขวาง (Transverse Crack) จะเกิดตั้งฉากกับแนวเชื่อมอาจจะแตกอยู่</div><div>ภายในแนวเชื่อม หรือเลยออกมาทางเขตที่ผลกระทบจากความร้อนในโลหะชิ้นงาน ในบางครั้งรอยแตกตามขวางจะเกิดที่โลหะชิ้นงานแต่ไม่แตกที่รอยเชื่อม</div><div><strong>12.a รอยแตกตามยาว</strong> (Longitudinal Cracks) อาจจะเกิดได้ในการเชื่อมแบบใต้ผงฟลั๊กช์&nbsp; (Submerge Arc Welding)เพราะความเร็วในการเชื่อมสูง หรือบางครั้งอาจจะมีโพรงอากาศอยู่ภายใต้แนวเชื่อม รอยแตกตามยาวจะเกิดกับรอยเชื่อมขนาดเล็กกับชิ้นงานที่มีความหนามากๆ เพราะมีอัตราความเร็วของการเย็นตัวสูง</div><div><strong>12.b รอยแตกตามขวาง</strong> (Transverse Cracks) รอยแตกแบบนี้เกิดจากสาเหตุของการหดตัวตามความยาวของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ</div><div><strong>12.c รอยแตกที่บ่อหลอมละลาย</strong> (Crater Cracks) เกิดบริเวณบ่อหลอมละลายตรงจุดหยุดลดเชื่อม บางครั้งอาจจะแตกเป็นรูปดาว (Star Cracks) หรือมีรูปร่างอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตาข่าย (Network) จะเป็นรอยแตกแบบตื้นๆ เท่านั้น และเป็นรอยแตกแบบร้อน</div><div><strong>12.d รอยแตกที่โทรด</strong> (Throat Cracks) รอยแตกตะเป็นแบบยาวตามทิศทางของแนวเชื่อม จะปรากฏที่ผิวหน้ารอยเชื่อม ปกติจะเป็นรอยแตกแบบร้อนแต่ก็ไม่เสมอไป</div><div><strong>12.e รอยแตกที่โท</strong> (Toe Cracks) โดยทั่วๆ ไปจะเป็นรอยแตกเย็น จะเกิดจากความเครียดในการหดตัว จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะงาน เป็นผลมาจากการหดตัวบริเวณที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน บางครั้งเกิดจากโลหะชิ้นงานไม่มีคุณสมบัติทนแรงดึงตามขวาง ซึ่งแรงดึงมาจากการหดตัวจากการเชื่อม</div><div><strong>12.f รอยแตกที่ราก</strong> (Root Cracks) จะเป็นรอยแตกตามยาวที่รากของแนวเชื่อมอาจเป็นรอยแตกร้อนหรือรอยแตกเย็นก็ได้</div><div><strong>12.g รอยแตกใต้แนวเชื่อม และเขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน</strong> (Under bead And Heat Affected Zone Cracks) จะเป็นรอยแตกแบบเย็นที่เขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อนของเนื้อโลหะงาน ปกติจะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจเกิดแตกต่อเนื่องได้เช่นกัน รอยแตกใต้แนวเชื่อมอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไฮโดรเจน ทำให้โครงสร้างมีความเปราะสูง และความเค้นตกค้างปกติจะแตกใต้แนวเชื่อมในบริเวณเขตที่มีผลกระทบจากความร้อนเนื่องจากมีความเค้นสูง</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp;13.</strong> <strong>โทรดไม่เพียงพอ (Insufficient Throat)</strong></div><div><strong>&nbsp; </strong>คือผิวหน้าของรอยเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) เป็นหลุมลึก ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด เกิดจากช่างเชื่อมและการเติมลวดเชื่อมไม่พอ</div><div>&nbsp; &nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp;14</strong>. <strong>รอยเชื่อมนูนเกินไป (Convexity And Weld Reinforcement)&nbsp;</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;คือ รูปทรงแนวเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) นูนเกินไป ส่วนในรอยเชื่อมแบบบากร่อง (Groove) แนวเชื่อมจะสูงนูนจากโลหะชิ้นงานมากไป</div><div>&nbsp;</div><div><strong>15. ขาแนวเชื่อมไม่พอ (Insufficient Leg)</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>ขาของแนวเชื่อมมีขนาดต่ำกว่าที่กำหนด<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:252,&quot;url&quot;:&quot;https://xn--b3cv5aai5eub9aq4e4b5bjj.com/wp-content/uploads/2014/09/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1081.png&quot;,&quot;width&quot;:760}" data-trix-content-type="image"><img src="https://xn--b3cv5aai5eub9aq4e4b5bjj.com/wp-content/uploads/2014/09/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1081.png" width="760" height="252"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-14 13:41:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/231472079</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายมนัญชัย ธานี เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/232292536</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>จุดบกพร่องในงานเชื่อม</strong></div><div>--------------------------------</div><div><strong>( Defect Of Welding)</strong></div><div> </div><div>ชนิดของความไม่สมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในแนวเชื่อมมีมากมายหลายชนิดในที่นี้จะขออธิบายเฉพาะชนิดที่พบเห็นมากๆเท่านั้น.</div><div><br></div><div> </div><div><strong> 1.   ฟองอากาศ (Porosity)</strong></div><div> </div><div> </div><div>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง</div><div> </div><div><strong>1.a ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong>) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน</div><div> </div><div><strong>1.b ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า</div><div> </div><div><strong>1.c ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong>  เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ</div><div> </div><div><strong>1.d ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong> รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของแนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนวเชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบElectroslag </div><div><br></div><div> </div><div><strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong></div><div> <strong>2.a สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม  </div><div> </div><div><br></div><div> </div><div><strong>2.b ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม</div><div>  </div><div><strong>          3.  การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)</strong></div><div>  การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย</div><div> </div><div><br></div><div><strong>  4.</strong>  <strong>รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration)</strong></div><div><strong> </strong>เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)</div><div><br></div><div><strong>5.</strong>  <strong>รอยกัดแหว่ง (Undercut)</strong></div><div>   โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น <strong>(Stress concentrator) </strong></div><div> </div><div>   <strong>6.</strong>  <strong>รอยเชื่อมไม่เต็ม (Underfill)</strong></div><div>คือ รอยเชื่อมไม่เต็มอาจจะเป็นด้านหน้า หรือด้านรากแนวเชื่อม เป็นผลมาจากช่างเชื่อมไม่เติมให้เต็ม หรือเชื่อมไม่ถูกต้องตามแผนการเชื่อม</div><div><br></div><div><strong>7.</strong>  <strong>รอยพอกเกย (Overlap)</strong></div><div>   คือ ส่วนของรอยเชื่อมพอกเกยออกมาจากแนวเชื่อม โดยที่ไม่หลอมละลาย อาจจะเกิดที่ด้านหน้าหรือด้านรากของแนวเชื่อม เป็นผลมาจากการควบคุมการเชื่อมไม่ดี หรือวัสดุเติมไม่ถูกต้อง หรือผิวหน้าของวัสดุมีออกไซด์ รอยพอกเกยเป็นจุดบกพร่องที่ผิวหน้าและเป็นรอยบาก (Notch) ที่จะทำให้เกิดการรวมความเค้น</div><div> </div><div><strong>8.</strong>  <strong>รอยแยกชั้น (Laminations)</strong></div><div>    ส่วนใหญ่จะเกิดตามยาวของวัสดุ ปกติจะพบที่กึ่งกลางของชิ้นงาน อาจจะตรวจได้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และถ้าเกิดรอยแยกชั้นออกมาที่บริเวณ หน้าตัดของชิ้นงาน อาจตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม หรืออนุภาคแม่เหล็กได้ รอยแยกชั้นอาจเกิดมาจากฟองอากาศ โพรงอากาศจากการหดตัว สารมลทินฝังในเมื่อผ่านการรีดจะทำให้จุดบกพร่องเหล่านี้แบนราบขนานไปทิศทางของแนววัสดุที่มีรอยแยกชั้น ภายในไม่สามารถรับแรงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้</div><div><strong>  </strong></div><div><strong>   9.</strong>  <strong>รอยแยกชั้นแบบเป็นโพรง (Delamination)</strong></div><div><strong>  </strong>เป็นการแยกออกจากกันของรอยแยกชั้นอันเนื่องมาจากรอยแยกชั้น (Lamination) ความเค้นอาจมาจากการเชื่อมหรือเกิดจากแรงภายนอก การแยกชั้นออกจากกันอาจจะตรวจพบได้ที่ขอบด้านความหนาของชิ้นงาน หรือตรวจด้วยอุลตราโซนิค ด้วยหัวตรวจสอบแบบตรง (Normal probe) รอยบกพร่องแบบนี้ไม่สามารถรับแรงดึงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้เช่นกัน</div><div><br></div><div><br></div><div><strong>10.</strong>  <strong>รอยตะเข็บและรอยเกย (Seam and Laps) </strong></div><div>คือ จะเกิดตามความยาวของโลหะอาจพบได้ในการผลิตเหล็ก ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยขนานไปกับทิศทางความเค้น จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยตั้งฉากกับความเค้น จะทำให้เกิดรอยร้าวได้ รอยตะเข็บและรอยเกยจะอยู่บนผิวหน้างาน ในการเชื่อมอาจจะไปเชื่อมตรงบริเวณรอยตะเข็บ และรอยเกย อาจจะเกิดรอยแตกได้</div><div> </div><div><strong>    11.</strong>  <strong>รอยฉีกขาดของเนื้อโลหะ (Lamellar tears)</strong></div><div><br></div><div>   คือ รอยฉีกเป็นขั้นบนไดในเนื้อโลหะชิ้นงาน อาจจะเกิดจากความเค้นในทิศทางตามความหนาจากการเชื่อม และสาเหตุจากมีสารมลทินที่ไม่ใช่เหล็ก อยู่ในวัสดุโลหะงาน ซึ่งยาวไปตามแนวรีด เมื่อเกิดแรงหดตัวหรือแรงดึงจากการเชื่อมก็อาจฉีกขาดตามแนวทิศทางการรีด</div><div> </div><div><strong>   12.</strong>  <strong>รอยแตก (Crack)</strong></div><div>รอยแตกสามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อเชื่อม และโลหะชิ้นงานจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความเค้นสูง เหนือจุดความแข็งแรงของวัสดุ(Ultimate Strength) โดยทั่วไปรอยแตกจะเกิดจากความเค้นในรอยเชื่อม หรือในวัสดุงาน หรือความเค้นอันเกิดจากการออกแบบแนวเชื่อมที่ทำให้เกิดรอยบาก (Notch) และรอยแตกยังอาจเกิดจากไฮโดรเจนที่แทรกตัวอยู่ในรอยเชื่อมและวัสดุงานและจะเกิดกับวัสดุที่เปราะหรือวัสดุที่มีสภาวะพลาสติกน้อย (Plastic Deformation)รอยแตก (Crack) รอยแตกอาจจะแบ่งออกเป็นรอยแตกร้อน และรอยแตกเย็น (Hot Crack and Cold Crack) รอยแตกร้อนสาเหตุมาจากการเย็นตัวไม่เท่ากันอันเกิดมาจากจุดแข็งตัวของธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน รอยแตกเย็นจะเ.กิดหลังจากโลหะเย็นตัวแล้ว อันเนื่องมาจากไฮโดรเจนรอยแตกระหว่างขอบเกรน ส่วนรอยแตกเย็นจะแตกระหว่างขอบเกรน หรืออาจจะแตกผ่าเกรนทิศทางของรอยแตก รอยแตกจะเกิดตามความยาวของแนวเชื่อม หรือตามขวางของแนวเชื่อม ขึ้นอยู่กับทิศทางจะเกิดขึ้น รอยแตกที่ขนานกับแกนของแนวเชื่อมจะเรียกว่า รอยแตกตามยาว(Longitudinal Crack) อาจจะเกิดกลางแนวเชื่อม หรือในเขตที่มีผลกระทบจากความร้อน (HAZ)ใกล้กับแนวเชื่อม รอยแตกตามขวาง (Transverse Crack) จะเกิดตั้งฉากกับแนวเชื่อมอาจจะแตกอยู่</div><div>ภายในแนวเชื่อม หรือเลยออกมาทางเขตที่ผลกระทบจากความร้อนในโลหะชิ้นงาน ในบางครั้งรอยแตกตามขวางจะเกิดที่โลหะชิ้นงานแต่ไม่แตกที่รอยเชื่อม</div><div><strong>12.a รอยแตกตามยาว</strong> (Longitudinal Cracks) อาจจะเกิดได้ในการเชื่อมแบบใต้ผงฟลั๊กช์  (Submerge Arc Welding)เพราะความเร็วในการเชื่อมสูง หรือบางครั้งอาจจะมีโพรงอากาศอยู่ภายใต้แนวเชื่อม รอยแตกตามยาวจะเกิดกับรอยเชื่อมขนาดเล็กกับชิ้นงานที่มีความหนามากๆ เพราะมีอัตราความเร็วของการเย็นตัวสูง</div><div><strong>12.b รอยแตกตามขวาง</strong> (Transverse Cracks) รอยแตกแบบนี้เกิดจากสาเหตุของการหดตัวตามความยาวของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ</div><div><strong>12.c รอยแตกที่บ่อหลอมละลาย</strong> (Crater Cracks) เกิดบริเวณบ่อหลอมละลายตรงจุดหยุดลดเชื่อม บางครั้งอาจจะแตกเป็นรูปดาว (Star Cracks) หรือมีรูปร่างอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตาข่าย (Network) จะเป็นรอยแตกแบบตื้นๆ เท่านั้น และเป็นรอยแตกแบบร้อน</div><div><strong>12.d รอยแตกที่โทรด</strong> (Throat Cracks) รอยแตกตะเป็นแบบยาวตามทิศทางของแนวเชื่อม จะปรากฏที่ผิวหน้ารอยเชื่อม ปกติจะเป็นรอยแตกแบบร้อนแต่ก็ไม่เสมอไป</div><div><strong>12.e รอยแตกที่โท</strong> (Toe Cracks) โดยทั่วๆ ไปจะเป็นรอยแตกเย็น จะเกิดจากความเครียดในการหดตัว จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะงาน เป็นผลมาจากการหดตัวบริเวณที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน บางครั้งเกิดจากโลหะชิ้นงานไม่มีคุณสมบัติทนแรงดึงตามขวาง ซึ่งแรงดึงมาจากการหดตัวจากการเชื่อม</div><div><strong>12.f รอยแตกที่ราก</strong> (Root Cracks) จะเป็นรอยแตกตามยาวที่รากของแนวเชื่อมอาจเป็นรอยแตกร้อนหรือรอยแตกเย็นก็ได้</div><div><strong>12.g รอยแตกใต้แนวเชื่อม และเขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน</strong> (Under bead And Heat Affected Zone Cracks) จะเป็นรอยแตกแบบเย็นที่เขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อนของเนื้อโลหะงาน ปกติจะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจเกิดแตกต่อเนื่องได้เช่นกัน รอยแตกใต้แนวเชื่อมอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไฮโดรเจน ทำให้โครงสร้างมีความเปราะสูง และความเค้นตกค้างปกติจะแตกใต้แนวเชื่อมในบริเวณเขตที่มีผลกระทบจากความร้อนเนื่องจากมีความเค้นสูง</div><div> </div><div><strong>   13.</strong> <strong>โทรดไม่เพียงพอ (Insufficient Throat)</strong></div><div><strong>  </strong>คือผิวหน้าของรอยเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) เป็นหลุมลึก ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด เกิดจากช่างเชื่อมและการเติมลวดเชื่อมไม่พอ</div><div>   </div><div><strong>   14</strong>. <strong>รอยเชื่อมนูนเกินไป (Convexity And Weld Reinforcement) </strong></div><div>   คือ รูปทรงแนวเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) นูนเกินไป ส่วนในรอยเชื่อมแบบบากร่อง (Groove) แนวเชื่อมจะสูงนูนจากโลหะชิ้นงานมากไป</div><div> </div><div><strong>15. ขาแนวเชื่อมไม่พอ (Insufficient Leg)</strong></div><div><strong>          </strong>ขาของแนวเชื่อมมีขนาดต่ำกว่าที่กำหนด<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://xn--b3cv5aai5eub9aq4e4b5bjj.com/wp-content/uploads/2014/09/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1081.png" width="760" height="252"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-16 12:18:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/232292536</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ณัฐพล ธานี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/233123516</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>จุดบกพร่องในงานเชื่อม</strong></div><div>--------------------------------</div><div><strong>( Defect Of Welding)</strong></div><div> </div><div>ชนิดของความไม่สมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในแนวเชื่อมมีมากมายหลายชนิดในที่นี้จะขออธิบายเฉพาะชนิดที่พบเห็นมากๆเท่านั้น.</div><div><br></div><div> </div><div><strong> 1.   ฟองอากาศ (Porosity)</strong></div><div> </div><div> </div><div>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง</div><div> </div><div><strong>1.a ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong>) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน</div><div> </div><div><strong>1.b ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า</div><div> </div><div><strong>1.c ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong>  เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ</div><div> </div><div><strong>1.d ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong> รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของแนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนวเชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบElectroslag </div><div><br></div><div> </div><div><strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong></div><div> <strong>2.a สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม  </div><div> </div><div><br></div><div> </div><div><strong>2.b ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม</div><div>  </div><div><strong>          3.  การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)</strong></div><div>  การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย</div><div> </div><div><br></div><div><strong>  4.</strong>  <strong>รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration)</strong></div><div><strong> </strong>เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)</div><div><br></div><div><strong>5.</strong>  <strong>รอยกัดแหว่ง (Undercut)</strong></div><div>   โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น <strong>(Stress concentrator) </strong></div><div> </div><div>   <strong>6.</strong>  <strong>รอยเชื่อมไม่เต็ม (Underfill)</strong></div><div>คือ รอยเชื่อมไม่เต็มอาจจะเป็นด้านหน้า หรือด้านรากแนวเชื่อม เป็นผลมาจากช่างเชื่อมไม่เติมให้เต็ม หรือเชื่อมไม่ถูกต้องตามแผนการเชื่อม</div><div><br></div><div><strong>7.</strong>  <strong>รอยพอกเกย (Overlap)</strong></div><div>   คือ ส่วนของรอยเชื่อมพอกเกยออกมาจากแนวเชื่อม โดยที่ไม่หลอมละลาย อาจจะเกิดที่ด้านหน้าหรือด้านรากของแนวเชื่อม เป็นผลมาจากการควบคุมการเชื่อมไม่ดี หรือวัสดุเติมไม่ถูกต้อง หรือผิวหน้าของวัสดุมีออกไซด์ รอยพอกเกยเป็นจุดบกพร่องที่ผิวหน้าและเป็นรอยบาก (Notch) ที่จะทำให้เกิดการรวมความเค้น</div><div> </div><div><strong>8.</strong>  <strong>รอยแยกชั้น (Laminations)</strong></div><div>    ส่วนใหญ่จะเกิดตามยาวของวัสดุ ปกติจะพบที่กึ่งกลางของชิ้นงาน อาจจะตรวจได้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และถ้าเกิดรอยแยกชั้นออกมาที่บริเวณ หน้าตัดของชิ้นงาน อาจตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม หรืออนุภาคแม่เหล็กได้ รอยแยกชั้นอาจเกิดมาจากฟองอากาศ โพรงอากาศจากการหดตัว สารมลทินฝังในเมื่อผ่านการรีดจะทำให้จุดบกพร่องเหล่านี้แบนราบขนานไปทิศทางของแนววัสดุที่มีรอยแยกชั้น ภายในไม่สามารถรับแรงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้</div><div><strong>  </strong></div><div><strong>   9.</strong>  <strong>รอยแยกชั้นแบบเป็นโพรง (Delamination)</strong></div><div><strong>  </strong>เป็นการแยกออกจากกันของรอยแยกชั้นอันเนื่องมาจากรอยแยกชั้น (Lamination) ความเค้นอาจมาจากการเชื่อมหรือเกิดจากแรงภายนอก การแยกชั้นออกจากกันอาจจะตรวจพบได้ที่ขอบด้านความหนาของชิ้นงาน หรือตรวจด้วยอุลตราโซนิค ด้วยหัวตรวจสอบแบบตรง (Normal probe) รอยบกพร่องแบบนี้ไม่สามารถรับแรงดึงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้เช่นกัน</div><div><br></div><div><br></div><div><strong>10.</strong>  <strong>รอยตะเข็บและรอยเกย (Seam and Laps) </strong></div><div>คือ จะเกิดตามความยาวของโลหะอาจพบได้ในการผลิตเหล็ก ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยขนานไปกับทิศทางความเค้น จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยตั้งฉากกับความเค้น จะทำให้เกิดรอยร้าวได้ รอยตะเข็บและรอยเกยจะอยู่บนผิวหน้างาน ในการเชื่อมอาจจะไปเชื่อมตรงบริเวณรอยตะเข็บ และรอยเกย อาจจะเกิดรอยแตกได้</div><div> </div><div><strong>    11.</strong>  <strong>รอยฉีกขาดของเนื้อโลหะ (Lamellar tears)</strong></div><div><br></div><div>   คือ รอยฉีกเป็นขั้นบนไดในเนื้อโลหะชิ้นงาน อาจจะเกิดจากความเค้นในทิศทางตามความหนาจากการเชื่อม และสาเหตุจากมีสารมลทินที่ไม่ใช่เหล็ก อยู่ในวัสดุโลหะงาน ซึ่งยาวไปตามแนวรีด เมื่อเกิดแรงหดตัวหรือแรงดึงจากการเชื่อมก็อาจฉีกขาดตามแนวทิศทางการรีด</div><div> </div><div><strong>   12.</strong>  <strong>รอยแตก (Crack)</strong></div><div>รอยแตกสามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อเชื่อม และโลหะชิ้นงานจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความเค้นสูง เหนือจุดความแข็งแรงของวัสดุ(Ultimate Strength) โดยทั่วไปรอยแตกจะเกิดจากความเค้นในรอยเชื่อม หรือในวัสดุงาน หรือความเค้นอันเกิดจากการออกแบบแนวเชื่อมที่ทำให้เกิดรอยบาก (Notch) และรอยแตกยังอาจเกิดจากไฮโดรเจนที่แทรกตัวอยู่ในรอยเชื่อมและวัสดุงานและจะเกิดกับวัสดุที่เปราะหรือวัสดุที่มีสภาวะพลาสติกน้อย (Plastic Deformation)รอยแตก (Crack) รอยแตกอาจจะแบ่งออกเป็นรอยแตกร้อน และรอยแตกเย็น (Hot Crack and Cold Crack) รอยแตกร้อนสาเหตุมาจากการเย็นตัวไม่เท่ากันอันเกิดมาจากจุดแข็งตัวของธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน รอยแตกเย็นจะเ.กิดหลังจากโลหะเย็นตัวแล้ว อันเนื่องมาจากไฮโดรเจนรอยแตกระหว่างขอบเกรน ส่วนรอยแตกเย็นจะแตกระหว่างขอบเกรน หรืออาจจะแตกผ่าเกรนทิศทางของรอยแตก รอยแตกจะเกิดตามความยาวของแนวเชื่อม หรือตามขวางของแนวเชื่อม ขึ้นอยู่กับทิศทางจะเกิดขึ้น รอยแตกที่ขนานกับแกนของแนวเชื่อมจะเรียกว่า รอยแตกตามยาว(Longitudinal Crack) อาจจะเกิดกลางแนวเชื่อม หรือในเขตที่มีผลกระทบจากความร้อน (HAZ)ใกล้กับแนวเชื่อม รอยแตกตามขวาง (Transverse Crack) จะเกิดตั้งฉากกับแนวเชื่อมอาจจะแตกอยู่</div><div>ภายในแนวเชื่อม หรือเลยออกมาทางเขตที่ผลกระทบจากความร้อนในโลหะชิ้นงาน ในบางครั้งรอยแตกตามขวางจะเกิดที่โลหะชิ้นงานแต่ไม่แตกที่รอยเชื่อม</div><div><strong>12.a รอยแตกตามยาว</strong> (Longitudinal Cracks) อาจจะเกิดได้ในการเชื่อมแบบใต้ผงฟลั๊กช์  (Submerge Arc Welding)เพราะความเร็วในการเชื่อมสูง หรือบางครั้งอาจจะมีโพรงอากาศอยู่ภายใต้แนวเชื่อม รอยแตกตามยาวจะเกิดกับรอยเชื่อมขนาดเล็กกับชิ้นงานที่มีความหนามากๆ เพราะมีอัตราความเร็วของการเย็นตัวสูง</div><div><strong>12.b รอยแตกตามขวาง</strong> (Transverse Cracks) รอยแตกแบบนี้เกิดจากสาเหตุของการหดตัวตามความยาวของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ</div><div><strong>12.c รอยแตกที่บ่อหลอมละลาย</strong> (Crater Cracks) เกิดบริเวณบ่อหลอมละลายตรงจุดหยุดลดเชื่อม บางครั้งอาจจะแตกเป็นรูปดาว (Star Cracks) หรือมีรูปร่างอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตาข่าย (Network) จะเป็นรอยแตกแบบตื้นๆ เท่านั้น และเป็นรอยแตกแบบร้อน</div><div><strong>12.d รอยแตกที่โทรด</strong> (Throat Cracks) รอยแตกตะเป็นแบบยาวตามทิศทางของแนวเชื่อม จะปรากฏที่ผิวหน้ารอยเชื่อม ปกติจะเป็นรอยแตกแบบร้อนแต่ก็ไม่เสมอไป</div><div><strong>12.e รอยแตกที่โท</strong> (Toe Cracks) โดยทั่วๆ ไปจะเป็นรอยแตกเย็น จะเกิดจากความเครียดในการหดตัว จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะงาน เป็นผลมาจากการหดตัวบริเวณที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน บางครั้งเกิดจากโลหะชิ้นงานไม่มีคุณสมบัติทนแรงดึงตามขวาง ซึ่งแรงดึงมาจากการหดตัวจากการเชื่อม</div><div><strong>12.f รอยแตกที่ราก</strong> (Root Cracks) จะเป็นรอยแตกตามยาวที่รากของแนวเชื่อมอาจเป็นรอยแตกร้อนหรือรอยแตกเย็นก็ได้</div><div><strong>12.g รอยแตกใต้แนวเชื่อม และเขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน</strong> (Under bead And Heat Affected Zone Cracks) จะเป็นรอยแตกแบบเย็นที่เขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อนของเนื้อโลหะงาน ปกติจะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจเกิดแตกต่อเนื่องได้เช่นกัน รอยแตกใต้แนวเชื่อมอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไฮโดรเจน ทำให้โครงสร้างมีความเปราะสูง และความเค้นตกค้างปกติจะแตกใต้แนวเชื่อมในบริเวณเขตที่มีผลกระทบจากความร้อนเนื่องจากมีความเค้นสูง</div><div> </div><div><strong>   13.</strong> <strong>โทรดไม่เพียงพอ (Insufficient Throat)</strong></div><div><strong>  </strong>คือผิวหน้าของรอยเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) เป็นหลุมลึก ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด เกิดจากช่างเชื่อมและการเติมลวดเชื่อมไม่พอ</div><div>   </div><div><strong>   14</strong>. <strong>รอยเชื่อมนูนเกินไป (Convexity And Weld Reinforcement) </strong></div><div>   คือ รูปทรงแนวเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) นูนเกินไป ส่วนในรอยเชื่อมแบบบากร่อง (Groove) แนวเชื่อมจะสูงนูนจากโลหะชิ้นงานมากไป</div><div> </div><div><strong>15. ขาแนวเชื่อมไม่พอ (Insufficient Leg)</strong></div><div><strong>          </strong>ขาของแนวเชื่อมมีขนาดต่ำกว่าที่กำหนด<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://xn--b3cv5aai5eub9aq4e4b5bjj.com/wp-content/uploads/2014/09/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1081.png" width="760" height="252"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-20 04:10:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/233123516</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ชยภัทร์ สิงห์โสด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/233634466</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.craft-skill.com/images_profiles/heading2.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><a href="http://www.craft-skill.com/index.php"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.craft-skill.com/images_profiles/logo.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><strong>จุดบกพร่องในงานเชื่อม</strong> <figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.craft-skill.com/template/lib_icon/icon0002.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> <strong>จุดบกพร่องในงานเชื่อม</strong>--------------------------------<strong>( Defect Of Welding)</strong> ชนิดของความไม่สมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในแนวเชื่อมมีมากมายหลายชนิดในที่นี้จะขออธิบายเฉพาะชนิดที่พบเห็นมากๆเท่านั้น. <strong> 1.   ฟองอากาศ (Porosity)</strong>  ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง <strong>1.a ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong>) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน <strong>1.b ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า <strong>1.c ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong>  เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ <strong>1.d ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong> รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของแนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนวเชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบElectroslag  <strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> <strong>2.a สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม    <strong>2.b ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม  <strong>          3.  การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)</strong>  การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย <strong>  4.</strong>  <strong>รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration) </strong>เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)<strong>5.</strong>  <strong>รอยกัดแหว่ง (Undercut)</strong>   โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น <strong>(Stress concentrator) </strong></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-21 08:40:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/233634466</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ศุภลักษณ์  ประดิษฐทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/235696421</link>
         <description><![CDATA[<div>ชนิดของความไม่สมบูรณ์ที่จะเกิดขึ้นในแนวเชื่อมมีมากมายหลายชนิดในที่นี้จะขออธิบายเฉพาะชนิดที่พบเห็นมากๆเท่านั้น.</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp;1. &nbsp; ฟองอากาศ (Porosity)</strong></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>ฟองอากาศจะเกิดจากแก๊สภายในแนวเชื่อม หรือวัสดุที่โลหะงาน ไม่สามารถวิ่งออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากการเย็นตัวขอโลหะ อาจจะเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ เช่นทรงกลม ทรงกระบอก ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราการเย็นตัวของโลหะและอัตราความเร็วของแก๊ส ฟองอากาศเป็นจุดเสียในงานเชื่อมที่ไม่ค่อยจะอันตรายมากนัก แต่ต้องขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะ และทิศทางของแรงที่กระทำ ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดมาจากขบวนการเชื่อมแบบต่างๆ และอาจจะเกิดมากจากเนื้อของโลหะที่เชื่อมไม่สะอาด หรือส่วนผสมของลวดที่เติมไม่เหมาะสมกับโลหะงาน ฟองอากาศอาจจะเกิดออกซิเจนไฮโดรเจนได้ด้วย แต่ไฮโดรเจนนั้นอาจจะนำไปสู่การแตกร้าวที่แนวเชื่อมและส่วนที่มีผลเนื่องจากความร้อนได้ในภายหลัง</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.a ฟองอากาศแบบกระจาย (Uniformly scattered porosity</strong>) เป็นลักษณะของฟองอากาศที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือวัสดุไม่ถูกต้อง หรือการเรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง วิธีป้องกันก็คือปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวช้าๆ อาจจะทำให้แก๊สหนีออกจากแนวเชื่อมได้ทัน</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.b ฟองอากาศแบบรวมกลุ่ม (Cluster porosity)</strong> ฟองอากาศแบบนี้จะอยู่บริเวณร่องของรอยบาก ส่วนใหญ่จะเกิดตอนเริ่มต้นหรือรอยต่อของการเชื่อมไฟฟ้า</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.c ฟองอากาศตามแนวยาว (Linear porosity)</strong>&nbsp; เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นตามแนวยาว บ่อยครั้งจะเกิดบริเวณผิวหน้าของรอยเชื่อมและตรงรอยต่อระหว่างแนวเชื่อม กับวัสดุงานหรือบริเวณใกล้รากของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่เกิดจากความสกปรกของรอยต่อ</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.d ฟองอากาศเป็นโพรง (Piping porosity)</strong>รูปร่างเป็นโพรงยาวส่วนใหญ่เกิดบริเวณของแนวเชื่อมแบบฟิลเลท (fillet weld) อาจจะทะลุขึ้นมาบนผิวหนังแนวเชื่อมได้ หรืออยู่ภายใต้แนวเชื่อมได้ และอาจจะพบยาวมากในกรรมวิธีการเชื่อมแบบElectroslag&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><strong>2. สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong></div><div>&nbsp;<strong>2.a สารมลทินฝังใน (Slag inclusion)</strong> เกิดจาการรวมตัวของสารที่ไม่ใช่โลหะฝังอยู่ในแนวเชื่อมหรือระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงาน จะพบได้ในงานเชื่อมไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากความผิดพลาดทางด้านเทคนิคการเชื่อม หรือการออกแบบที่ไม่ถูกต้องหรือชิ้นงานสกปรก เพราะปกติ สแลก จะลอยขึ้นสู่ผิวหน้าแต่บ้างครั้งอาจจะถูกปิดกั้นโดยน้ำโลหะ ทำให้ฝังตัวอยู่ในแนวเชื่อม &nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><strong>2.b ทังสเตนฝังในรอยเชื่อม (Tungsten inclusion)</strong> เกิดจากทังสเตนฝังอยู่ในรอยเชื่อมของกระบวนการเชื่อมทิก (GTAW) ในกระบวนการนี้จะใช้ทังสเตนเป็นตัวอาร์คกับชิ้นงานเพียงอย่างเดียวจะเป็นการเชื่อมแบบไม่สิ้นเปลืองลวดเชื่อม (Non-Consumable electrode) ในทางปฏิบัติน่าจุ่มทังสเตนลงในบ่อหลอมละลาย หรือใช้กระแสไฟสูงเกินไป จะทำให้ทังสเตนหักฝังอยู่ในรอยเชื่อม ทังสเตนจะจมอยู่ในรอยเชื่อมเพราะหนักกว่าเหล็กและอลูมิเนียม ถ้านำชิ้นงานไปตรวจสอบโดยใช้การถ่ายภาพรังสี จะเห็นเป็นสีขาวบนฟิล์ม</div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.&nbsp; การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ (Incomplete Fusion)</strong></div><div>&nbsp; การหลอมละลายไม่สมบูรณ์เป็นผล มากจากเทคนิคการเชื่อม รวมทั้งการเตรียมรอยต่อไม่ถูกต้อง หรือการออกแบบแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดจากการให้ความร้อนไม่เท่ากันในขณะเชื่อม หรือมีออกไซด์เกิดขึ้นในขณะหลอมละลาย</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div><strong>&nbsp; 4.</strong>&nbsp; <strong>รอยต่อไม่หลอมละลาย (Incomplete penetration)</strong></div><div><strong>&nbsp;</strong>เป็นลักษณะของการซึมลึกตรงรอยต่อไม่เพียงพอ อาจจะเกิดจากความร้อนไม่เพียงพอ หรือการออกแบบไม่ถูกต้อง เช่นบริเวณรอยต่อหนาเกินไป สำหรับรอยต่อที่ต้องการเชื่อมให้ซึมลึกตลอดความหนา อาจจะออกแบบให้เชื่อมข้างหลัง โดยก่อนที่จะเชื่อมข้างหลังต้องมีการเซาะร่อง (Gouging) หรือเจียระไนเสียก่อนหรืออาจจะออกแบบโดยใช้แผ่นประกอบหลัง (Backing bar)</div><div><br></div><div><strong>5.</strong>&nbsp; <strong>รอยกัดแหว่ง (Undercut)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;โดยทั่วไปแล้วเกิดจากเทคนิคการเชื่อมหรือใช้กระแสไฟมากเกินไป รอยกัดแหว่งส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะชิ้นงานทั้งด้านหน้าและด้านรากแนวเชื่อม รอยกัดแหว่งนี้เป็นรอยบากซึ่งเป็นอันตรายเพราะจะเป็นแหล่งรวมความเค้น <strong>(Stress concentrator)&nbsp;</strong></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;<strong>6.</strong>&nbsp; <strong>รอยเชื่อมไม่เต็ม (Underfill)</strong></div><div>คือ รอยเชื่อมไม่เต็มอาจจะเป็นด้านหน้า หรือด้านรากแนวเชื่อม เป็นผลมาจากช่างเชื่อมไม่เติมให้เต็ม หรือเชื่อมไม่ถูกต้องตามแผนการเชื่อม</div><div><br></div><div><strong>7.</strong>&nbsp; <strong>รอยพอกเกย (Overlap)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;คือ ส่วนของรอยเชื่อมพอกเกยออกมาจากแนวเชื่อม โดยที่ไม่หลอมละลาย อาจจะเกิดที่ด้านหน้าหรือด้านรากของแนวเชื่อม เป็นผลมาจากการควบคุมการเชื่อมไม่ดี หรือวัสดุเติมไม่ถูกต้อง หรือผิวหน้าของวัสดุมีออกไซด์ รอยพอกเกยเป็นจุดบกพร่องที่ผิวหน้าและเป็นรอยบาก (Notch) ที่จะทำให้เกิดการรวมความเค้น</div><div>&nbsp;</div><div><strong>8.</strong>&nbsp; <strong>รอยแยกชั้น (Laminations)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; ส่วนใหญ่จะเกิดตามยาวของวัสดุ ปกติจะพบที่กึ่งกลางของชิ้นงาน อาจจะตรวจได้โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง และถ้าเกิดรอยแยกชั้นออกมาที่บริเวณ หน้าตัดของชิ้นงาน อาจตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม หรืออนุภาคแม่เหล็กได้ รอยแยกชั้นอาจเกิดมาจากฟองอากาศ โพรงอากาศจากการหดตัว สารมลทินฝังในเมื่อผ่านการรีดจะทำให้จุดบกพร่องเหล่านี้แบนราบขนานไปทิศทางของแนววัสดุที่มีรอยแยกชั้น ภายในไม่สามารถรับแรงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้</div><div><strong>&nbsp;&nbsp;</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp;9.</strong>&nbsp; <strong>รอยแยกชั้นแบบเป็นโพรง (Delamination)</strong></div><div><strong>&nbsp; </strong>เป็นการแยกออกจากกันของรอยแยกชั้นอันเนื่องมาจากรอยแยกชั้น (Lamination) ความเค้นอาจมาจากการเชื่อมหรือเกิดจากแรงภายนอก การแยกชั้นออกจากกันอาจจะตรวจพบได้ที่ขอบด้านความหนาของชิ้นงาน หรือตรวจด้วยอุลตราโซนิค ด้วยหัวตรวจสอบแบบตรง (Normal probe) รอยบกพร่องแบบนี้ไม่สามารถรับแรงดึงในแนวตั้งฉากกับความหนาได้เช่นกัน</div><div><br></div><div><br></div><div><strong>10.</strong>&nbsp; <strong>รอยตะเข็บและรอยเกย (Seam and Laps)&nbsp;</strong></div><div>คือ จะเกิดตามความยาวของโลหะอาจพบได้ในการผลิตเหล็ก ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยขนานไปกับทิศทางความเค้น จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไร แต่ถ้ารอยตะเข็บและรอยเกยตั้งฉากกับความเค้น จะทำให้เกิดรอยร้าวได้ รอยตะเข็บและรอยเกยจะอยู่บนผิวหน้างาน ในการเชื่อมอาจจะไปเชื่อมตรงบริเวณรอยตะเข็บ และรอยเกย อาจจะเกิดรอยแตกได้</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; 11.</strong>&nbsp; <strong>รอยฉีกขาดของเนื้อโลหะ (Lamellar tears)</strong></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp;คือ รอยฉีกเป็นขั้นบนไดในเนื้อโลหะชิ้นงาน อาจจะเกิดจากความเค้นในทิศทางตามความหนาจากการเชื่อม และสาเหตุจากมีสารมลทินที่ไม่ใช่เหล็ก อยู่ในวัสดุโลหะงาน ซึ่งยาวไปตามแนวรีด เมื่อเกิดแรงหดตัวหรือแรงดึงจากการเชื่อมก็อาจฉีกขาดตามแนวทิศทางการรีด</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp;12.</strong>&nbsp; <strong>รอยแตก (Crack)</strong></div><div>รอยแตกสามารถเกิดขึ้นได้ในเนื้อเชื่อม และโลหะชิ้นงานจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับความเค้นสูง เหนือจุดความแข็งแรงของวัสดุ(Ultimate Strength) โดยทั่วไปรอยแตกจะเกิดจากความเค้นในรอยเชื่อม หรือในวัสดุงาน หรือความเค้นอันเกิดจากการออกแบบแนวเชื่อมที่ทำให้เกิดรอยบาก (Notch) และรอยแตกยังอาจเกิดจากไฮโดรเจนที่แทรกตัวอยู่ในรอยเชื่อมและวัสดุงานและจะเกิดกับวัสดุที่เปราะหรือวัสดุที่มีสภาวะพลาสติกน้อย (Plastic Deformation)รอยแตก (Crack) รอยแตกอาจจะแบ่งออกเป็นรอยแตกร้อน และรอยแตกเย็น (Hot Crack and Cold Crack) รอยแตกร้อนสาเหตุมาจากการเย็นตัวไม่เท่ากันอันเกิดมาจากจุดแข็งตัวของธาตุต่างๆ ไม่เท่ากัน รอยแตกเย็นจะเ.กิดหลังจากโลหะเย็นตัวแล้ว อันเนื่องมาจากไฮโดรเจนรอยแตกระหว่างขอบเกรน ส่วนรอยแตกเย็นจะแตกระหว่างขอบเกรน หรืออาจจะแตกผ่าเกรนทิศทางของรอยแตก รอยแตกจะเกิดตามความยาวของแนวเชื่อม หรือตามขวางของแนวเชื่อม ขึ้นอยู่กับทิศทางจะเกิดขึ้น รอยแตกที่ขนานกับแกนของแนวเชื่อมจะเรียกว่า รอยแตกตามยาว(Longitudinal Crack) อาจจะเกิดกลางแนวเชื่อม หรือในเขตที่มีผลกระทบจากความร้อน (HAZ)ใกล้กับแนวเชื่อม รอยแตกตามขวาง (Transverse Crack) จะเกิดตั้งฉากกับแนวเชื่อมอาจจะแตกอยู่</div><div>ภายในแนวเชื่อม หรือเลยออกมาทางเขตที่ผลกระทบจากความร้อนในโลหะชิ้นงาน ในบางครั้งรอยแตกตามขวางจะเกิดที่โลหะชิ้นงานแต่ไม่แตกที่รอยเชื่อม</div><div><strong>12.a รอยแตกตามยาว</strong> (Longitudinal Cracks) อาจจะเกิดได้ในการเชื่อมแบบใต้ผงฟลั๊กช์&nbsp; (Submerge Arc Welding)เพราะความเร็วในการเชื่อมสูง หรือบางครั้งอาจจะมีโพรงอากาศอยู่ภายใต้แนวเชื่อม รอยแตกตามยาวจะเกิดกับรอยเชื่อมขนาดเล็กกับชิ้นงานที่มีความหนามากๆ เพราะมีอัตราความเร็วของการเย็นตัวสูง</div><div><strong>12.b รอยแตกตามขวาง</strong> (Transverse Cracks) รอยแตกแบบนี้เกิดจากสาเหตุของการหดตัวตามความยาวของแนวเชื่อม ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ</div><div><strong>12.c รอยแตกที่บ่อหลอมละลาย</strong> (Crater Cracks) เกิดบริเวณบ่อหลอมละลายตรงจุดหยุดลดเชื่อม บางครั้งอาจจะแตกเป็นรูปดาว (Star Cracks) หรือมีรูปร่างอื่นๆ ก็ได้ เช่น ตาข่าย (Network) จะเป็นรอยแตกแบบตื้นๆ เท่านั้น และเป็นรอยแตกแบบร้อน</div><div><strong>12.d รอยแตกที่โทรด</strong> (Throat Cracks) รอยแตกตะเป็นแบบยาวตามทิศทางของแนวเชื่อม จะปรากฏที่ผิวหน้ารอยเชื่อม ปกติจะเป็นรอยแตกแบบร้อนแต่ก็ไม่เสมอไป</div><div><strong>12.e รอยแตกที่โท</strong> (Toe Cracks) โดยทั่วๆ ไปจะเป็นรอยแตกเย็น จะเกิดจากความเครียดในการหดตัว จะเกิดบริเวณรอยต่อระหว่างแนวเชื่อมกับโลหะงาน เป็นผลมาจากการหดตัวบริเวณที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน บางครั้งเกิดจากโลหะชิ้นงานไม่มีคุณสมบัติทนแรงดึงตามขวาง ซึ่งแรงดึงมาจากการหดตัวจากการเชื่อม</div><div><strong>12.f รอยแตกที่ราก</strong> (Root Cracks) จะเป็นรอยแตกตามยาวที่รากของแนวเชื่อมอาจเป็นรอยแตกร้อนหรือรอยแตกเย็นก็ได้</div><div><strong>12.g รอยแตกใต้แนวเชื่อม และเขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อน</strong> (Under bead And Heat Affected Zone Cracks) จะเป็นรอยแตกแบบเย็นที่เขตที่มีผลกระทบเนื่องจากความร้อนของเนื้อโลหะงาน ปกติจะเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็อาจเกิดแตกต่อเนื่องได้เช่นกัน รอยแตกใต้แนวเชื่อมอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากไฮโดรเจน ทำให้โครงสร้างมีความเปราะสูง และความเค้นตกค้างปกติจะแตกใต้แนวเชื่อมในบริเวณเขตที่มีผลกระทบจากความร้อนเนื่องจากมีความเค้นสูง</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp;13.</strong> <strong>โทรดไม่เพียงพอ (Insufficient Throat)</strong></div><div><strong>&nbsp; </strong>คือผิวหน้าของรอยเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) เป็นหลุมลึก ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด เกิดจากช่างเชื่อมและการเติมลวดเชื่อมไม่พอ</div><div>&nbsp; &nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp;14</strong>. <strong>รอยเชื่อมนูนเกินไป (Convexity And Weld Reinforcement)&nbsp;</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;คือ รูปทรงแนวเชื่อมฟิลเลท (fillet weld) นูนเกินไป ส่วนในรอยเชื่อมแบบบากร่อง (Groove) แนวเชื่อมจะสูงนูนจากโลหะชิ้นงานมากไป</div><div>&nbsp;</div><div><strong>15. ขาแนวเชื่อมไม่พอ (Insufficient Leg)</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>ขาของแนวเชื่อมมีขนาดต่ำกว่าที่กำหนด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-27 01:28:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/gdc1e2znrd1q/wish/235696421</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
