<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>หน่วยที่ 4 หลักการจัดองค์รปะกอบศิลป์ by Ratrawee Chaipatseree</title>
      <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s</link>
      <description>ปวส.1/ทธด/2</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-06-07 04:13:13 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-06-21 02:29:31 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f607.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>1.	ประเภทของคอมพิวเตอร์ มีกี่ประเภท ได้แก่อะไรบ้าง สรุปพอสังเขป</title>
         <author>ratrawee2558</author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362760098</link>
         <description><![CDATA[<div>กรุณาใส่ชื่อ- นามสกุล เลขที่ และ ห้องด้วยนะคะ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 05:17:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362760098</guid>
      </item>
      <item>
         <title>2.	องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มีกี่องค์ประกอบ ได้แก่อะไรบ้าง สรุปพอสังเขป </title>
         <author>ratrawee2558</author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362760571</link>
         <description><![CDATA[<div>กรุณาใส่ชื่อ- นามสกุล เลขที่ และ ห้องด้วยนะคะ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 05:17:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362760571</guid>
      </item>
      <item>
         <title>3.	ระบบโทรคมนาคม หมายถึง ....</title>
         <author>ratrawee2558</author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362761115</link>
         <description><![CDATA[<div>กรุณาใส่ชื่อ- นามสกุล เลขที่ และ ห้องด้วยนะคะ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 05:18:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362761115</guid>
      </item>
      <item>
         <title>4.	องค์ประกอบหลักของระบบสื่อสารข้อมูลมีอยู่ 5 อย่าง มีอะไรบ้าง</title>
         <author>ratrawee2558</author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362761538</link>
         <description><![CDATA[<div>กรุณาใส่ชื่อ- นามสกุล เลขที่ และ ห้องด้วยนะคะ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 05:18:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362761538</guid>
      </item>
      <item>
         <title>5.	ประเภทของสัญญาณ มีอะไรบ้าง </title>
         <author>ratrawee2558</author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362761905</link>
         <description><![CDATA[<div>กรุณาใส่ชื่อ- นามสกุล เลขที่ และ ห้องด้วยนะคะ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 05:18:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362761905</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวปิยะพร  ศรีพุทธา  ปวส1/1 เลขที่10</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362833297</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ1&nbsp;<br>การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ประเภทด้วยกันคือ<br><br>1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)<br>คอมพิวเตอร์ประเภทซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นั้น&nbsp; ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก ๆและก็มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในแต่ละประเภท เมื่อมีประสิทธิภาพสูง เรื่องของขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Supercomputer ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน แล้ว เรื่องราคาก็สูงตามไปเช่นกันอีกด้วย การใช้งานของประเภท SuperComputer&nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้กับ งานทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์&nbsp; เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมเป็นต้น<br><br>2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)<br>ประเภท เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นี้ ความสามารถจะน้อยกว่าประเภท ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มากพอสมควร&nbsp; แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์&nbsp; เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท เมนเฟรมนนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานด้าน ธนาคาร ซึ่งคอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถให้บริการ ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายคนพร้อม ๆ ได้ เช่น เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เป็น ซึ่งเครื่องเมนเฟรมจะเหมือนเครื่องเซฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอัพตโนมัติของธนาคารนั้นเอง<br><br>3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)<br>เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ นั้นก็จะคล้ายๆกับ ประเภท&nbsp; เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ด้านความสามารถในการประมวลผลนั้น จะไม่สามารถเทียบเท่ากับ ประเภทเมนเฟรมได้ แต่ก็ยัง สามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักจะใช้กับ องค์กรขนาด กลาง จนถึง ขนาดเล็ก หรือ อาจจะใช้เป็นหน่วยย่อยๆขององค์กรใหญ่ๆ ก็ได้<br><br>4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC )<br>ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น&nbsp; notebook , netbook และ Tablet เมื่อปีพ.ศ. 2518 เริมมีการนำ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้เข้ามาใช้และได้รับการนิยมมากจนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการใช้งาน ประเภทส่วนบุคคลทั่วๆไป เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ทำงานเอกสาร และอื่นๆอีกตามสเปกของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ราคาของคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็จะไม่แพงมากนัก ก็ยังคงขึ้นอยู่กับสเปกของแต่ละเครื่องไป<br><br>ข้อ2<br>องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ electronic device (อิเล็กทรอนิกส์ ดีไว) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชุดคำสั่งที่เลือกมาใช้งาน ทำให้สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง<br><br>ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศข้อมูลและสารสนเทศ<br>1. Hardware (ฮาร์ดแวร์) คือ ลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง peripheral (เพอริพีรีว) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิส , เครื่องพิมพ์, ซีพียู, เมนบอร์ด, แรม, การ์ดจอ, ไดร์ฟ ดีวีดี, เคส, จอภาพ, คีบอร์ด, เมาส์&nbsp; เป็นต้น<br><br>ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นหน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทางหน่วยแสดงผลลัพธ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราว ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็บข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก<br>Software (ซอฟต์แวร์)<br>2. Software (ซอฟต์แวร์) คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใด ๆ เนื่องจากต้องมี Software (ซอฟต์แวร์) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ Programming Language (โปรแกรมิงแลงเกท) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ Programmer (โปรแกรมเมอร์) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ระบบ System Software (ชิสเต็ม ซอฟแวร์) หรือ ระบบปฏิบัติการ Operating System โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ประยุกต์ Application Software (แอพพลิเคชัน ชอฟแวร์) จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น Microsoft Word, Google Chrome, NetBeans<br>3. บุคลากร Peopleware (พิเพิลแวร์) เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ user (ยูเชอร์)<br>4. ข้อมูลและสารสนเทศ Data Information (ดาต้า อิมฟอเมชัน) ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพ โดยความแตกต่างระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้สารสนเทศที่ดี จะช่วยให้ ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น และช่วยให้การประมาณการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือยอดขายใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้มากที่สุด<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 06:34:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362833297</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ชนกานต์ บุญรักษา ปวส 1/อ/1 เลขที่5 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362855812</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ1&nbsp;<br>การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ประเภทด้วยกันคือ<br><br>1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)<br>คอมพิวเตอร์ประเภทซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นั้น&nbsp; ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก ๆและก็มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในแต่ละประเภท เมื่อมีประสิทธิภาพสูง เรื่องของขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Supercomputer ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน แล้ว เรื่องราคาก็สูงตามไปเช่นกันอีกด้วย การใช้งานของประเภท SuperComputer&nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้กับ งานทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์&nbsp; เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมเป็นต้น<br><br>2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)<br>ประเภท เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นี้ ความสามารถจะน้อยกว่าประเภท ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มากพอสมควร&nbsp; แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์&nbsp; เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท เมนเฟรมนนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานด้าน ธนาคาร ซึ่งคอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถให้บริการ ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายคนพร้อม ๆ ได้ เช่น เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เป็น ซึ่งเครื่องเมนเฟรมจะเหมือนเครื่องเซฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอัพตโนมัติของธนาคารนั้นเอง<br><br>3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)<br>เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ นั้นก็จะคล้ายๆกับ ประเภท&nbsp; เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ด้านความสามารถในการประมวลผลนั้น จะไม่สามารถเทียบเท่ากับ ประเภทเมนเฟรมได้ แต่ก็ยัง สามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักจะใช้กับ องค์กรขนาด กลาง จนถึง ขนาดเล็ก หรือ อาจจะใช้เป็นหน่วยย่อยๆขององค์กรใหญ่ๆ ก็ได้<br><br>4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC )<br>ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น&nbsp; notebook , netbook และ Tablet เมื่อปีพ.ศ. 2518 เริมมีการนำ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้เข้ามาใช้และได้รับการนิยมมากจนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการใช้งาน ประเภทส่วนบุคคลทั่วๆไป เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ทำงานเอกสาร และอื่นๆอีกตามสเปกของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ราคาของคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็จะไม่แพงมากนัก ก็ยังคงขึ้นอยู่กับสเปกของแต่ละเครื่องไป<br><br>ข้อ2<br>องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ electronic device (อิเล็กทรอนิกส์ ดีไว) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชุดคำสั่งที่เลือกมาใช้งาน ทำให้สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง<br><br>ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศข้อมูลและสารสนเทศ<br>1. Hardware (ฮาร์ดแวร์) คือ ลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง peripheral (เพอริพีรีว) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิส , เครื่องพิมพ์, ซีพียู, เมนบอร์ด, แรม, การ์ดจอ, ไดร์ฟ ดีวีดี, เคส, จอภาพ, คีบอร์ด, เมาส์&nbsp; เป็นต้น<br><br>ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นหน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทางหน่วยแสดงผลลัพธ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราว ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็บข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก<br>Software (ซอฟต์แวร์)<br>2. Software (ซอฟต์แวร์) คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใด ๆ เนื่องจากต้องมี Software (ซอฟต์แวร์) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ Programming Language (โปรแกรมิงแลงเกท) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ Programmer (โปรแกรมเมอร์) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ระบบ System Software (ชิสเต็ม ซอฟแวร์) หรือ ระบบปฏิบัติการ Operating System โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ประยุกต์ Application Software (แอพพลิเคชัน ชอฟแวร์) จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น Microsoft Word, Google Chrome, NetBeans<br>3. บุคลากร Peopleware (พิเพิลแวร์) เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ user (ยูเชอร์)<br>4. ข้อมูลและสารสนเทศ Data Information (ดาต้า อิมฟอเมชัน) ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพ โดยความแตกต่างระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้สารสนเทศที่ดี จะช่วยให้ ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น และช่วยให้การประมาณการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือยอดขายใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้มากที่สุด<br><br>ข้อ 3<br>โทรคมนาคม หมายถึงการสื่อสารระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสัญญาณไฟฟ้า หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br><br>ข้อ 4<br>ผู้ส่ง (Sender)<br>ผู้ส่งในท่ีนี้หมายถึง อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ในการจัดส่งข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง<br>คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น&nbsp;<br>ผู้รับ (Receiver)<br>ผู้รับ คือ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับรับข่าวสารที่ส่งมาจากผู้ส่ง เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น<br>ข่าวสาร (Message)<br>ข่าวสารประกอบด้วยข้อมูลหรือสารสนเทศที่ได้ส่งมอบระหว่างกัน ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลที่<br>เป็นข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง วิดีโอ หรือมัลติมีเดีย สื่อกลาง (Media)<br>สื่อกลาง หมายถึงสื่อกลางส่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสาร (Transmission media) ซึ่งอาจเป็น สื่อกลางประเภทสาย เช่น สายเคเบิล สายโทรศัพท์ และสื่อกลางประเภทไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ ซึ่งสื่อกลาง ดังกล่าวทาหน้าที่ในการให้ข้อมูลสามารถเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางได้<br>โพรโตคอล (Protocol)<br>โพรโตคอล เป็นกฎเกณฑ์หรือข้อตกลงที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้การสื่อสารระหว่าง<br>อุปกรณ์นั้นมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันและสามารถสื่อสารกันได้ หากไม่มีโปรโตคอลแล้วอุปกรณ์ทั้งสอง อาจจะติดต่อกันได้แต่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช่นเดียวกันกับมีบุคคล 2 คนที่ต้องการพบปะกัน และเมื่อได้พบกัน แล้วแต่กลับสนทนากันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากคนหนึ่งพูดภาษาไทยและอีกคนหนึ่งพูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองได้มี การติดต่อกันแล้วแต่ไม่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างเข้าใจ<br><br>ข้อ 5<br>ประเภทของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ<br>1 สัญญาณแอนะล็อก (analog signal)<br>2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 06:57:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362855812</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชนม์ชนก สุวรรณี เลขที่6 ปวส.1/อ/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362856770</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ1&nbsp;<br>การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ประเภทด้วยกันคือ<br><br>1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)<br>คอมพิวเตอร์ประเภทซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นั้น&nbsp; ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก ๆและก็มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในแต่ละประเภท เมื่อมีประสิทธิภาพสูง เรื่องของขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Supercomputer ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน แล้ว เรื่องราคาก็สูงตามไปเช่นกันอีกด้วย การใช้งานของประเภท SuperComputer&nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้กับ งานทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์&nbsp; เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมเป็นต้น<br><br>2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)<br>ประเภท เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นี้ ความสามารถจะน้อยกว่าประเภท ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มากพอสมควร&nbsp; แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์&nbsp; เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท เมนเฟรมนนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานด้าน ธนาคาร ซึ่งคอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถให้บริการ ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายคนพร้อม ๆ ได้ เช่น เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เป็น ซึ่งเครื่องเมนเฟรมจะเหมือนเครื่องเซฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอัพตโนมัติของธนาคารนั้นเอง<br><br>3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)<br>เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ นั้นก็จะคล้ายๆกับ ประเภท&nbsp; เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ด้านความสามารถในการประมวลผลนั้น จะไม่สามารถเทียบเท่ากับ ประเภทเมนเฟรมได้ แต่ก็ยัง สามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักจะใช้กับ องค์กรขนาด กลาง จนถึง ขนาดเล็ก หรือ อาจจะใช้เป็นหน่วยย่อยๆขององค์กรใหญ่ๆ ก็ได้<br><br>4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC )<br>ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น&nbsp; notebook , netbook และ Tablet เมื่อปีพ.ศ. 2518 เริมมีการนำ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้เข้ามาใช้และได้รับการนิยมมากจนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการใช้งาน ประเภทส่วนบุคคลทั่วๆไป เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ทำงานเอกสาร และอื่นๆอีกตามสเปกของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ราคาของคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็จะไม่แพงมากนัก ก็ยังคงขึ้นอยู่กับสเปกของแต่ละเครื่องไป<br><br>ข้อ2<br>องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ electronic device (อิเล็กทรอนิกส์ ดีไว) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชุดคำสั่งที่เลือกมาใช้งาน ทำให้สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง<br><br>ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศข้อมูลและสารสนเทศ<br>1. Hardware (ฮาร์ดแวร์) คือ ลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง peripheral (เพอริพีรีว) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิส , เครื่องพิมพ์, ซีพียู, เมนบอร์ด, แรม, การ์ดจอ, ไดร์ฟ ดีวีดี, เคส, จอภาพ, คีบอร์ด, เมาส์&nbsp; เป็นต้น<br><br>ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นหน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทางหน่วยแสดงผลลัพธ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราว ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็บข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก<br>Software (ซอฟต์แวร์)<br>2. Software (ซอฟต์แวร์) คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใด ๆ เนื่องจากต้องมี Software (ซอฟต์แวร์) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ Programming Language (โปรแกรมิงแลงเกท) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ Programmer (โปรแกรมเมอร์) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ระบบ System Software (ชิสเต็ม ซอฟแวร์) หรือ ระบบปฏิบัติการ Operating System โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ประยุกต์ Application Software (แอพพลิเคชัน ชอฟแวร์) จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น Microsoft Word, Google Chrome, NetBeans<br>3. บุคลากร Peopleware (พิเพิลแวร์) เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ user (ยูเชอร์)<br>4. ข้อมูลและสารสนเทศ Data Information (ดาต้า อิมฟอเมชัน) ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพ โดยความแตกต่างระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้สารสนเทศที่ดี จะช่วยให้ ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น และช่วยให้การประมาณการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือยอดขายใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้มากที่สุด<br><br>ข้อ 3<br>โทรคมนาคม หมายถึงการสื่อสารระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสัญญาณไฟฟ้า หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br><br>ข้อ 4<br>ผู้ส่ง (Sender)<br>ผู้ส่งในท่ีนี้หมายถึง อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ในการจัดส่งข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง<br>คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น&nbsp;<br>ผู้รับ (Receiver)<br>ผู้รับ คือ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับรับข่าวสารที่ส่งมาจากผู้ส่ง เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น<br>ข่าวสาร (Message)<br>ข่าวสารประกอบด้วยข้อมูลหรือสารสนเทศที่ได้ส่งมอบระหว่างกัน ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลที่<br>เป็นข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง วิดีโอ หรือมัลติมีเดีย สื่อกลาง (Media)<br>สื่อกลาง หมายถึงสื่อกลางส่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสาร (Transmission media) ซึ่งอาจเป็น สื่อกลางประเภทสาย เช่น สายเคเบิล สายโทรศัพท์ และสื่อกลางประเภทไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ ซึ่งสื่อกลาง ดังกล่าวทาหน้าที่ในการให้ข้อมูลสามารถเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางได้<br>โพรโตคอล (Protocol)<br>โพรโตคอล เป็นกฎเกณฑ์หรือข้อตกลงที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้การสื่อสารระหว่าง<br>อุปกรณ์นั้นมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันและสามารถสื่อสารกันได้ หากไม่มีโปรโตคอลแล้วอุปกรณ์ทั้งสอง อาจจะติดต่อกันได้แต่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช่นเดียวกันกับมีบุคคล 2 คนที่ต้องการพบปะกัน และเมื่อได้พบกัน แล้วแต่กลับสนทนากันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากคนหนึ่งพูดภาษาไทยและอีกคนหนึ่งพูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองได้มี การติดต่อกันแล้วแต่ไม่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างเข้าใจ<br><br>ข้อ 5<br>ประเภทของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ<br>1 สัญญาณแอนะล็อก (analog signal)<br>2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 06:59:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362856770</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวณัฏฐา หาญรุก ปวส1/อ/2 เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362869981</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ1&nbsp;<br>การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ประเภทด้วยกันคือ<br><br>1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)<br>คอมพิวเตอร์ประเภทซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นั้น&nbsp; ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก ๆและก็มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในแต่ละประเภท เมื่อมีประสิทธิภาพสูง เรื่องของขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Supercomputer ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน แล้ว เรื่องราคาก็สูงตามไปเช่นกันอีกด้วย การใช้งานของประเภท SuperComputer&nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้กับ งานทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์&nbsp; เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมเป็นต้น<br><br>2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)<br>ประเภท เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นี้ ความสามารถจะน้อยกว่าประเภท ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มากพอสมควร&nbsp; แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์&nbsp; เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท เมนเฟรมนนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานด้าน ธนาคาร ซึ่งคอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถให้บริการ ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายคนพร้อม ๆ ได้ เช่น เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เป็น ซึ่งเครื่องเมนเฟรมจะเหมือนเครื่องเซฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอัพตโนมัติของธนาคารนั้นเอง<br><br>3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)<br>เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ นั้นก็จะคล้ายๆกับ ประเภท&nbsp; เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ด้านความสามารถในการประมวลผลนั้น จะไม่สามารถเทียบเท่ากับ ประเภทเมนเฟรมได้ แต่ก็ยัง สามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักจะใช้กับ องค์กรขนาด กลาง จนถึง ขนาดเล็ก หรือ อาจจะใช้เป็นหน่วยย่อยๆขององค์กรใหญ่ๆ ก็ได้<br><br>4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC )<br>ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น&nbsp; notebook , netbook และ Tablet เมื่อปีพ.ศ. 2518 เริมมีการนำ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้เข้ามาใช้และได้รับการนิยมมากจนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการใช้งาน ประเภทส่วนบุคคลทั่วๆไป เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ทำงานเอกสาร และอื่นๆอีกตามสเปกของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ราคาของคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็จะไม่แพงมากนัก ก็ยังคงขึ้นอยู่กับสเปกของแต่ละเครื่องไป<br><br>ข้อ2<br>องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ electronic device (อิเล็กทรอนิกส์ ดีไว) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชุดคำสั่งที่เลือกมาใช้งาน ทำให้สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง<br><br>ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศข้อมูลและสารสนเทศ<br>1. Hardware (ฮาร์ดแวร์) คือ ลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง peripheral (เพอริพีรีว) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิส , เครื่องพิมพ์, ซีพียู, เมนบอร์ด, แรม, การ์ดจอ, ไดร์ฟ ดีวีดี, เคส, จอภาพ, คีบอร์ด, เมาส์&nbsp; เป็นต้น<br><br>ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นหน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทางหน่วยแสดงผลลัพธ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราว ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็บข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก<br>Software (ซอฟต์แวร์)<br>2. Software (ซอฟต์แวร์) คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใด ๆ เนื่องจากต้องมี Software (ซอฟต์แวร์) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ Programming Language (โปรแกรมิงแลงเกท) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ Programmer (โปรแกรมเมอร์) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ระบบ System Software (ชิสเต็ม ซอฟแวร์) หรือ ระบบปฏิบัติการ Operating System โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ประยุกต์ Application Software (แอพพลิเคชัน ชอฟแวร์) จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น Microsoft Word, Google Chrome, NetBeans<br>3. บุคลากร Peopleware (พิเพิลแวร์) เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ user (ยูเชอร์)<br>4. ข้อมูลและสารสนเทศ Data Information (ดาต้า อิมฟอเมชัน) ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพ โดยความแตกต่างระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้สารสนเทศที่ดี จะช่วยให้ ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น และช่วยให้การประมาณการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือยอดขายใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้มากที่สุด<br><br>ข้อ 3<br>โทรคมนาคม หมายถึงการสื่อสารระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสัญญาณไฟฟ้า หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br><br>ข้อ 4<br>ผู้ส่ง (Sender)<br>ผู้ส่งในท่ีนี้หมายถึง อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ในการจัดส่งข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง<br>คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น&nbsp;<br>ผู้รับ (Receiver)<br>ผู้รับ คือ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับรับข่าวสารที่ส่งมาจากผู้ส่ง เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น<br>ข่าวสาร (Message)<br>ข่าวสารประกอบด้วยข้อมูลหรือสารสนเทศที่ได้ส่งมอบระหว่างกัน ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลที่<br>เป็นข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง วิดีโอ หรือมัลติมีเดีย สื่อกลาง (Media)<br>สื่อกลาง หมายถึงสื่อกลางส่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสาร (Transmission media) ซึ่งอาจเป็น สื่อกลางประเภทสาย เช่น สายเคเบิล สายโทรศัพท์ และสื่อกลางประเภทไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ ซึ่งสื่อกลาง ดังกล่าวทาหน้าที่ในการให้ข้อมูลสามารถเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางได้<br>โพรโตคอล (Protocol)<br>โพรโตคอล เป็นกฎเกณฑ์หรือข้อตกลงที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้การสื่อสารระหว่าง<br>อุปกรณ์นั้นมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันและสามารถสื่อสารกันได้ หากไม่มีโปรโตคอลแล้วอุปกรณ์ทั้งสอง อาจจะติดต่อกันได้แต่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช่นเดียวกันกับมีบุคคล 2 คนที่ต้องการพบปะกัน และเมื่อได้พบกัน แล้วแต่กลับสนทนากันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากคนหนึ่งพูดภาษาไทยและอีกคนหนึ่งพูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองได้มี การติดต่อกันแล้วแต่ไม่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างเข้าใจ<br><br>ข้อ 5<br>ประเภทของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ<br>1 สัญญาณแอนะล็อก (analog signal)<br>2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 07:13:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362869981</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.นันทิตา สายสี เลขที่9 ปวส1/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362875724</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ1&nbsp;<br>การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ประเภทด้วยกันคือ<br><br>1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)<br>คอมพิวเตอร์ประเภทซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นั้น&nbsp; ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก ๆและก็มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในแต่ละประเภท เมื่อมีประสิทธิภาพสูง เรื่องของขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Supercomputer ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน แล้ว เรื่องราคาก็สูงตามไปเช่นกันอีกด้วย การใช้งานของประเภท SuperComputer&nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้กับ งานทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์&nbsp; เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมเป็นต้น<br><br>2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)<br>ประเภท เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นี้ ความสามารถจะน้อยกว่าประเภท ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มากพอสมควร&nbsp; แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์&nbsp; เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท เมนเฟรมนนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานด้าน ธนาคาร ซึ่งคอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถให้บริการ ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายคนพร้อม ๆ ได้ เช่น เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เป็น ซึ่งเครื่องเมนเฟรมจะเหมือนเครื่องเซฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอัพตโนมัติของธนาคารนั้นเอง<br><br>3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)<br>เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ นั้นก็จะคล้ายๆกับ ประเภท&nbsp; เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ด้านความสามารถในการประมวลผลนั้น จะไม่สามารถเทียบเท่ากับ ประเภทเมนเฟรมได้ แต่ก็ยัง สามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักจะใช้กับ องค์กรขนาด กลาง จนถึง ขนาดเล็ก หรือ อาจจะใช้เป็นหน่วยย่อยๆขององค์กรใหญ่ๆ ก็ได้<br><br>4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC )<br>ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น&nbsp; notebook , netbook และ Tablet เมื่อปีพ.ศ. 2518 เริมมีการนำ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้เข้ามาใช้และได้รับการนิยมมากจนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการใช้งาน ประเภทส่วนบุคคลทั่วๆไป เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ทำงานเอกสาร และอื่นๆอีกตามสเปกของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ราคาของคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็จะไม่แพงมากนัก ก็ยังคงขึ้นอยู่กับสเปกของแต่ละเครื่องไป<br><br>ข้อ2<br>องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ electronic device (อิเล็กทรอนิกส์ ดีไว) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชุดคำสั่งที่เลือกมาใช้งาน ทำให้สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง<br><br>ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศข้อมูลและสารสนเทศ<br>1. Hardware (ฮาร์ดแวร์) คือ ลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง peripheral (เพอริพีรีว) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิส , เครื่องพิมพ์, ซีพียู, เมนบอร์ด, แรม, การ์ดจอ, ไดร์ฟ ดีวีดี, เคส, จอภาพ, คีบอร์ด, เมาส์&nbsp; เป็นต้น<br><br>ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นหน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทางหน่วยแสดงผลลัพธ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราว ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็บข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก<br>Software (ซอฟต์แวร์)<br>2. Software (ซอฟต์แวร์) คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใด ๆ เนื่องจากต้องมี Software (ซอฟต์แวร์) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ Programming Language (โปรแกรมิงแลงเกท) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ Programmer (โปรแกรมเมอร์) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ระบบ System Software (ชิสเต็ม ซอฟแวร์) หรือ ระบบปฏิบัติการ Operating System โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ประยุกต์ Application Software (แอพพลิเคชัน ชอฟแวร์) จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น Microsoft Word, Google Chrome, NetBeans<br>3. บุคลากร Peopleware (พิเพิลแวร์) เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ user (ยูเชอร์)<br>4. ข้อมูลและสารสนเทศ Data Information (ดาต้า อิมฟอเมชัน) ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพ โดยความแตกต่างระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้สารสนเทศที่ดี จะช่วยให้ ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น และช่วยให้การประมาณการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือยอดขายใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้มากที่สุด<br><br>ข้อ 3<br>โทรคมนาคม หมายถึงการสื่อสารระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสัญญาณไฟฟ้า หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br><br>ข้อ 4<br>ผู้ส่ง (Sender)<br>ผู้ส่งในท่ีนี้หมายถึง อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ในการจัดส่งข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง<br>คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น&nbsp;<br>ผู้รับ (Receiver)<br>ผู้รับ คือ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับรับข่าวสารที่ส่งมาจากผู้ส่ง เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น<br>ข่าวสาร (Message)<br>ข่าวสารประกอบด้วยข้อมูลหรือสารสนเทศที่ได้ส่งมอบระหว่างกัน ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลที่<br>เป็นข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง วิดีโอ หรือมัลติมีเดีย สื่อกลาง (Media)<br>สื่อกลาง หมายถึงสื่อกลางส่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสาร (Transmission media) ซึ่งอาจเป็น สื่อกลางประเภทสาย เช่น สายเคเบิล สายโทรศัพท์ และสื่อกลางประเภทไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ ซึ่งสื่อกลาง ดังกล่าวทาหน้าที่ในการให้ข้อมูลสามารถเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางได้<br>โพรโตคอล (Protocol)<br>โพรโตคอล เป็นกฎเกณฑ์หรือข้อตกลงที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้การสื่อสารระหว่าง<br>อุปกรณ์นั้นมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันและสามารถสื่อสารกันได้ หากไม่มีโปรโตคอลแล้วอุปกรณ์ทั้งสอง อาจจะติดต่อกันได้แต่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช่นเดียวกันกับมีบุคคล 2 คนที่ต้องการพบปะกัน และเมื่อได้พบกัน แล้วแต่กลับสนทนากันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากคนหนึ่งพูดภาษาไทยและอีกคนหนึ่งพูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองได้มี การติดต่อกันแล้วแต่ไม่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างเข้าใจ<br><br>ข้อ 5<br>ประเภทของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ<br>1 สัญญาณแอนะล็อก (analog signal)<br>2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 07:18:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362875724</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ธนกฤต วุฒิประชารัฐ ปวส1/อ/1 เลขที่2 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362885642</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ1&nbsp;<br>การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ประเภทด้วยกันคือ<br>1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)<br>คอมพิวเตอร์ประเภทซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นั้น&nbsp; ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก ๆและก็มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในแต่ละประเภท เมื่อมีประสิทธิภาพสูง เรื่องของขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Supercomputer ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน แล้ว เรื่องราคาก็สูงตามไปเช่นกันอีกด้วย การใช้งานของประเภท SuperComputer&nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้กับ งานทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์&nbsp; เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมเป็นต้น<br>2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)<br>ประเภท เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นี้ ความสามารถจะน้อยกว่าประเภท ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มากพอสมควร&nbsp; แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์&nbsp; เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท เมนเฟรมนนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานด้าน ธนาคาร ซึ่งคอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถให้บริการ ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายคนพร้อม ๆ ได้ เช่น เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เป็น ซึ่งเครื่องเมนเฟรมจะเหมือนเครื่องเซฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอัพตโนมัติของธนาคารนั้นเอง<br>3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)<br>เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ นั้นก็จะคล้ายๆกับ ประเภท&nbsp; เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ด้านความสามารถในการประมวลผลนั้น จะไม่สามารถเทียบเท่ากับ ประเภทเมนเฟรมได้ แต่ก็ยัง สามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักจะใช้กับ องค์กรขนาด กลาง จนถึง ขนาดเล็ก หรือ อาจจะใช้เป็นหน่วยย่อยๆขององค์กรใหญ่ๆ ก็ได้<br>4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC )<br>ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น&nbsp; notebook , netbook และ Tablet เมื่อปีพ.ศ. 2518 เริมมีการนำ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้เข้ามาใช้และได้รับการนิยมมากจนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการใช้งาน ประเภทส่วนบุคคลทั่วๆไป เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ทำงานเอกสาร และอื่นๆอีกตามสเปกของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ราคาของคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็จะไม่แพงมากนัก ก็ยังคงขึ้นอยู่กับสเปกของแต่ละเครื่องไป<br><br>ข้อ2<br>องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ electronic device (อิเล็กทรอนิกส์ ดีไว) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชุดคำสั่งที่เลือกมาใช้งาน ทำให้สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง<br>ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศข้อมูลและสารสนเทศ<br>1. Hardware (ฮาร์ดแวร์) คือ ลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง peripheral (เพอริพีรีว) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิส , เครื่องพิมพ์, ซีพียู, เมนบอร์ด, แรม, การ์ดจอ, ไดร์ฟ ดีวีดี, เคส, จอภาพ, คีบอร์ด, เมาส์&nbsp; เป็นต้น<br>ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นหน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทางหน่วยแสดงผลลัพธ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราว ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็บข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก<br>Software (ซอฟต์แวร์)<br>2. Software (ซอฟต์แวร์) คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใด ๆ เนื่องจากต้องมี Software (ซอฟต์แวร์) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ Programming Language (โปรแกรมิงแลงเกท) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ Programmer (โปรแกรมเมอร์) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ระบบ System Software (ชิสเต็ม ซอฟแวร์) หรือ ระบบปฏิบัติการ Operating System โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ประยุกต์ Application Software (แอพพลิเคชัน ชอฟแวร์) จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น Microsoft Word, Google Chrome, NetBeans<br>3. บุคลากร Peopleware (พิเพิลแวร์) เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ user (ยูเชอร์)<br>4. ข้อมูลและสารสนเทศ Data Information (ดาต้า อิมฟอเมชัน) ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพ โดยความแตกต่างระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้สารสนเทศที่ดี จะช่วยให้ ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น และช่วยให้การประมาณการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือยอดขายใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้มากที่สุด<br><br>ข้อ 3<br>โทรคมนาคม หมายถึงการสื่อสารระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสัญญาณไฟฟ้า หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br><br>ข้อ 4<br>ผู้ส่ง (Sender)<br>ผู้ส่งในท่ีนี้หมายถึง อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ในการจัดส่งข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง<br>คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น&nbsp;<br>ผู้รับ (Receiver)<br>ผู้รับ คือ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับรับข่าวสารที่ส่งมาจากผู้ส่ง เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น<br>ข่าวสาร (Message)<br>ข่าวสารประกอบด้วยข้อมูลหรือสารสนเทศที่ได้ส่งมอบระหว่างกัน ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลที่<br>เป็นข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง วิดีโอ หรือมัลติมีเดีย สื่อกลาง (Media)<br>สื่อกลาง หมายถึงสื่อกลางส่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสาร (Transmission media) ซึ่งอาจเป็น สื่อกลางประเภทสาย เช่น สายเคเบิล สายโทรศัพท์ และสื่อกลางประเภทไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ ซึ่งสื่อกลาง ดังกล่าวทาหน้าที่ในการให้ข้อมูลสามารถเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางได้<br>โพรโตคอล (Protocol)<br>โพรโตคอล เป็นกฎเกณฑ์หรือข้อตกลงที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้การสื่อสารระหว่าง<br>อุปกรณ์นั้นมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันและสามารถสื่อสารกันได้ หากไม่มีโปรโตคอลแล้วอุปกรณ์ทั้งสอง อาจจะติดต่อกันได้แต่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช่นเดียวกันกับมีบุคคล 2 คนที่ต้องการพบปะกัน และเมื่อได้พบกัน แล้วแต่กลับสนทนากันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากคนหนึ่งพูดภาษาไทยและอีกคนหนึ่งพูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองได้มี การติดต่อกันแล้วแต่ไม่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างเข้าใจ<br><br>ข้อ 5<br>ประเภทของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ<br>1 สัญญาณแอนะล็อก (analog signal)<br>2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 07:28:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362885642</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกัลยาณี แสนสงคราม เลขที่4 ปวส.1/อ/1 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362886881</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ1&nbsp;<br>การแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการใช้งานได้ 4 ประเภทด้วยกันคือ<br><br>1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)<br>คอมพิวเตอร์ประเภทซูเปอร์คอมพิวเตอร์ นั้น&nbsp; ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก ๆและก็มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในแต่ละประเภท เมื่อมีประสิทธิภาพสูง เรื่องของขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท Supercomputer ก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน แล้ว เรื่องราคาก็สูงตามไปเช่นกันอีกด้วย การใช้งานของประเภท SuperComputer&nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้กับ งานทางด้านวิทยาศาสตร์และด้านวิศวกรรมศาสตร์&nbsp; เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมเป็นต้น<br><br>2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe computer)<br>ประเภท เมนเฟรมคอมพิวเตอร์นี้ ความสามารถจะน้อยกว่าประเภท ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มากพอสมควร&nbsp; แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์&nbsp; เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภท เมนเฟรมนนี้ส่วนใหญ่จะใช้งานด้าน ธนาคาร ซึ่งคอมพิวเตอร์ประเภทนี้สามารถให้บริการ ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายคนพร้อม ๆ ได้ เช่น เช่น ธนาคาร จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller machine) เป็น ซึ่งเครื่องเมนเฟรมจะเหมือนเครื่องเซฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่ให้บริการอัพตโนมัติของธนาคารนั้นเอง<br><br>3. มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)<br>เครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทมินิคอมพิวเตอร์ นั้นก็จะคล้ายๆกับ ประเภท&nbsp; เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่ด้านความสามารถในการประมวลผลนั้น จะไม่สามารถเทียบเท่ากับ ประเภทเมนเฟรมได้ แต่ก็ยัง สามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรม คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักจะใช้กับ องค์กรขนาด กลาง จนถึง ขนาดเล็ก หรือ อาจจะใช้เป็นหน่วยย่อยๆขององค์กรใหญ่ๆ ก็ได้<br><br>4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ พีซี (personal computer หรือ PC )<br>ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น อาทิเช่น&nbsp; notebook , netbook และ Tablet เมื่อปีพ.ศ. 2518 เริมมีการนำ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้เข้ามาใช้และได้รับการนิยมมากจนถึงปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ จะมีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับการใช้งาน ประเภทส่วนบุคคลทั่วๆไป เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ ทำงานเอกสาร และอื่นๆอีกตามสเปกของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นๆ ราคาของคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็จะไม่แพงมากนัก ก็ยังคงขึ้นอยู่กับสเปกของแต่ละเครื่องไป<br><br>ข้อ2<br>องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ มี 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ electronic device (อิเล็กทรอนิกส์ ดีไว) ที่มนุษย์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดการกับข้อมูลที่อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์อื่นที่ใช้แทนความหมายในสิ่งต่าง ๆ คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชุดคำสั่งที่เลือกมาใช้งาน ทำให้สามารถนำคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง<br><br>ระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน คือ ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, บุคลากร, ข้อมูลและสารสนเทศข้อมูลและสารสนเทศ<br>1. Hardware (ฮาร์ดแวร์) คือ ลักษณะทางกายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายถึงตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์รอบข้าง peripheral (เพอริพีรีว) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิส , เครื่องพิมพ์, ซีพียู, เมนบอร์ด, แรม, การ์ดจอ, ไดร์ฟ ดีวีดี, เคส, จอภาพ, คีบอร์ด, เมาส์&nbsp; เป็นต้น<br><br>ฮาร์ดแวร์ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยรับข้อมูล จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับข้อมูลต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ จากนั้นหน่วยประมวลผลกลาง จะนำไปประมวลผล และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมากให้ผู้ใช้รับทราบทางหน่วยแสดงผลลัพธ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยความจำหลัก จะทำหน้าที่เสมือนเก็บข้อมูลชั่วคราว ข้อเสียของหน่วยความจำหลักคือ หากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในหน่วยความจำหลักจะหายไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง จะไม่สูญหายตราบเท่าที่ผู้ใช้ไม่ทำการลบข้อมูลนั้น รวมทั้งหน่วยเก็บข้อมูลสำรองยังมีความจุที่สูงมาก ข้อเสียของหน่วยเก็บข้อมูลสำรองคือการเรียกใช้ข้อมูลจะช้ากว่าหน่วยความจำหลักมาก<br>Software (ซอฟต์แวร์)<br>2. Software (ซอฟต์แวร์) คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานใด ๆ เนื่องจากต้องมี Software (ซอฟต์แวร์) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ โดยชุดคำสั่งหรือโปรแกรมนั้นจะเขียนขึ้นมาจาก ภาษาคอมพิวเตอร์ Programming Language (โปรแกรมิงแลงเกท) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมี โปรแกรมเมอร์ Programmer (โปรแกรมเมอร์) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขึ้นมา ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ระบบ System Software (ชิสเต็ม ซอฟแวร์) หรือ ระบบปฏิบัติการ Operating System โดยส่วนมากแล้วจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์เนื่องจากซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนควบคุมทำงานต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถเริ่มต้นการทำงานอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการได้ต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ซอฟต์แวร์ประยุกต์ Application Software (แอพพลิเคชัน ชอฟแวร์) จะเป็นซอฟต์แวร์ที่เน้นในการช่วยการทำงานต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน เช่น Microsoft Word, Google Chrome, NetBeans<br>3. บุคลากร Peopleware (พิเพิลแวร์) เครื่องคอมพิวเตอร์โดยมากต้องใช้บุคลากรสั่งให้เครื่องทำงาน เรียกบุคลากรเหล่านี้ว่า ผู้ใช้ หรือ user (ยูเชอร์)<br>4. ข้อมูลและสารสนเทศ Data Information (ดาต้า อิมฟอเมชัน) ในการทำงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลเกิดขึ้นตลอดเวลา ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานที่ถูกเก็บรวบรวมมาประมวลผล เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาเป็นข้อมูลในการดัดแปลงข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพ โดยความแตกต่างระหว่าง ข้อมูล และ สารสนเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้สารสนเทศที่ดี จะช่วยให้ ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำขึ้น และช่วยให้การประมาณการในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือยอดขายใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้มากที่สุด<br><br>ข้อ 3<br>โทรคมนาคม หมายถึงการสื่อสารระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางสัญญาณไฟฟ้า หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br><br>ข้อ 4<br>ผู้ส่ง (Sender)<br>ผู้ส่งในท่ีนี้หมายถึง อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ในการจัดส่งข้อมูลข่าวสาร ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง<br>คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น&nbsp;<br>ผู้รับ (Receiver)<br>ผู้รับ คือ อุปกรณ์ที่ใช้สาหรับรับข่าวสารที่ส่งมาจากผู้ส่ง เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น<br>ข่าวสาร (Message)<br>ข่าวสารประกอบด้วยข้อมูลหรือสารสนเทศที่ได้ส่งมอบระหว่างกัน ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งข้อมูลที่<br>เป็นข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง วิดีโอ หรือมัลติมีเดีย สื่อกลาง (Media)<br>สื่อกลาง หมายถึงสื่อกลางส่งข้อมูลที่ใช้ในการสื่อสาร (Transmission media) ซึ่งอาจเป็น สื่อกลางประเภทสาย เช่น สายเคเบิล สายโทรศัพท์ และสื่อกลางประเภทไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ ซึ่งสื่อกลาง ดังกล่าวทาหน้าที่ในการให้ข้อมูลสามารถเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางได้<br>โพรโตคอล (Protocol)<br>โพรโตคอล เป็นกฎเกณฑ์หรือข้อตกลงที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้การสื่อสารระหว่าง<br>อุปกรณ์นั้นมีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันและสามารถสื่อสารกันได้ หากไม่มีโปรโตคอลแล้วอุปกรณ์ทั้งสอง อาจจะติดต่อกันได้แต่ไม่สามารถสื่อสารกันได้ เช่นเดียวกันกับมีบุคคล 2 คนที่ต้องการพบปะกัน และเมื่อได้พบกัน แล้วแต่กลับสนทนากันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากคนหนึ่งพูดภาษาไทยและอีกคนหนึ่งพูดภาษาญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองได้มี การติดต่อกันแล้วแต่ไม่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างเข้าใจ<br><br>ข้อ 5<br>ประเภทของสัญญาณข้อมูล สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ<br>1 สัญญาณแอนะล็อก (analog signal)<br>2. สัญญาณดิจิตอล (digital signal)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 07:29:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362886881</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย แม็ทธิว ซาลาม ปวส1/อ/2 เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362952367</link>
         <description><![CDATA[<div>Big Data หมายถึง ปริมาณข้อมูลที่มหาศาล ทั้งแบบข้อมูลที่มีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง ซึ่งปะปนอยู่มากมายในการทำธุรกิจในแต่ละวัน หากแต่ไม่ใช่ปริมาณของข้อมูลที่เป็นสิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญก็คือการที่องค์กรจัดการกับข้อมูลต่างหากการวิเคราะห์ Big Data นำไปสู่ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจที่ดีกว่าและการเคลื่อนไหวในกลยุทธ์ธุรกิจ<br><strong>1. Data Source แหล่งที่มาของข้อมูล</strong></div><div>ซึ่งถือได้ว่า เป็นต้นน้ำ เป็นแหล่งกำเนิดของข้อมูล อาจจะเป็นระบบ โปรแกรม หรือจะเป็นมนุษย์เรา ที่สร้างให้เกิดข้อมูลขึ้นมา ทั้งนี้ เมื่อได้ชื่อว่าเป็น Big Data แล้ว ข้อมูลต่างๆ มักจะมาจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย นำพามาซึ่งความยากลำบากในการจัดการโครงสร้าง หรือจัดเตรียมให้ข้อมูลที่นำมารวมกันนั้น มีความพร้อมใช้ต่อไป</div><div>&nbsp;</div><div><strong>2. Gateway ช่องทางการเชื่อมโยงข้อมูล</strong></div><div>การเชื่อมโยงข้อมูล เป็นส่วนที่สำคัญมาก และเป็นปัญหาใหญ่ในการทำ Big Data Project ต้องอาศัยทักษะของ Data Engineer ทั้งการเขียนโปรแกรมเอง และใช้เครื่องมือที่มีอยู่มากมาย ทั้งนี้การจะออกแบบช่องทางการเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์แบบ จำเป็นต้องทราบก่อนว่า จะนำข้อมูลใดไปทำอะไรต่อบ้าง มิเช่นนั้น การสร้างช่องทางการเชื่อมที่ไม่มีเป้าหมาย ก็อาจเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์</div><div>&nbsp;</div><div><strong>3. Storage แหล่งเก็บข้อมูล</strong></div><div>แหล่งเก็บนี้ ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูล แต่เป็นการเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหลายๆ แหล่ง เอามาไว้เพื่อรอการใช้งาน ซึ่งอาจจะเป็นที่พักข้อมูลให้พร้อมใช้ หรือจะเป็นแหล่งเก็บข้อมูลในอดีตก็เป็นได้</div><div>&nbsp;</div><div><strong>4. Analytics การวิเคราะห์ข้อมูล</strong></div><div>ส่วนนี้เป็นหน้าที่หลักของ Data Scientist ซึ่งแบ่งงานออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การวิเคราะห์เบื้องต้น โดยการใช้วิธีทางสถิติ หรือจะเป็นการวิเคราะห์เชิงลึกโดยการสร้าง Model แบบต่างๆ รวมไปถึงการใช้ Machine Learning เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เฉพาะจงเจาะในแต่ละปัญหา และแต่ละชุดข้อมูล</div><div>&nbsp;</div><div><strong>5. Result/Action การใช้ผลการวิเคราะห์ข้อมูล</strong></div><div>ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์สามารถนำไปใช้งานได้ 2 รูปแบบ คือ ออกเป็นรายงาน เพื่อให้ Data Analyst นำผลลัพธ์ที่ได้ไปใช้กับงานทางธุรกิจต่อไป หรือจะเป็นการนำไปกระทำเลยโดยที่ไม่ต้องมี <strong>“มนุษย์”</strong> คอยตรวจสอบ ซึ่งจำเป็นต้องมีการเขียนโปรแกรมเพิ่ม เพื่อให้มีการกระทำออกไป ที่เรียกว่า <strong>Artificial Intelligence (AI)<br></strong>1. ปริมาณ (Volume) หมายถึง ปริมาณของข้อมูลควรมีจำนวนมากพอ ทำให้เมื่อนำมาวิเคราะห์แล้วจะได้ insights ที่ตรงกับความเป็นจริง เช่น การที่เรามีข้อมูลอายุ เพศ ของลูกค้าส่วนใหญ่ ทำให้เราสามารถหา demographic profile ทั่วไปของลูกค้าที่ถูกต้องได้ ถ้าเรามีข้อมูลลูกค้าแค่ส่วนน้อย ค่าที่ประมาณออกมาอาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริง<br><br></div><div>2. ความหลากหลาย (Variety) หมายถึง รูปแบบของข้อมูลควรหลากหลายแตกต่างกันออกไป ทั้งแบบโครงสร้าง, กึ่งโครงสร้าง, ไม่มีโครงสร้าง ทำให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ประกอบกัน จนได้ได้ insights ครบถ้วน<br><br></div><div>3. ความเร็ว (Velocity) หมายถึง คุณลักษณะข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องและทันเหตุการณ์ ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบ real-time นำผลลัพธ์มาทำการตัดสินใจและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที เช่น ข้อมูล GPS ที่ใช้ติดตามตำแหน่งของรถ อาจจะนำมาวิเคราะห์โอกาสที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ และออกแบบระบบป้องกันอุบัติเหตุได้<br><br></div><div>4. ความถูกต้อง (Veracity) หมายถึง มีความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาข้อมูลและความถูกต้องของชุดข้อมูล มีกระบวนการในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับผลลัพท์การวิเคราะห์ข้อมูล<br><br></div><div>5. คุณค่า (Value) หมายถึง ข้อมูลมีประโยชน์และมีความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่ทุกข้อมูลจะมีประโยชน์ในการเก็บและวิเคราะห์ ข้อมูลที่มีประโยชน์จะต้องเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ เช่นถ้าต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดของผลิตภัณฑ์ที่ขาย ข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดน่าจะเป็นข้อมูลผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง<br><br></div><div>6. ความแปรผันได้ (Variability) หมายถึง ข้อมูลสามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามการใช้งาน หรือสามารถคิดวิเคราะห์ได้จากหลายแง่มุม และรูปแบบในการจัดเก็บข้อมูลก็อาจจะต่างกันออกไปในแต่ละแหล่งของข้อมูล<br><br></div><div>คุณลักษณะเหล่านี้ทำให้การจัดการ Big Data เป็นเรื่องยาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้องค์กรสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งด้วยการพัฒนาขีดความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล<br><br></div><div><strong>วิวัฒนาการของ Big Data</strong></div><div>ถึงแม้ว่าแนวคิดเรื่องข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data จะเป็นของใหม่และมีการเริ่มทำกันในไม่กี่ปีมานี้เอง แต่ต้นกำเนิดของชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้มีการริเริ่มสร้างมาตั้งแต่ยุค 60 และในยุค 70 โลกของข้อมูลก็ได้เริ่มต้น และได้พัฒนาศูนย์ข้อมูลแห่งแรกขึ้น และทำการพัฒนาฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ขึ้นมา<br><br></div><div>ประมาณปี 2005 เริ่มได้มีการตะหนักถึงข้อมูลปริมาณมากที่ผู้คนได้สร้างข้นมาผ่านสื่ออนไลน์ เช่น เฟสบุ๊ค ยูทูป และสื่ออนไลน์แบบอื่นๆ&nbsp; Hadoop เป็นโอเพ่นซอร์สเฟรมเวิร์คที่ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกันให้เป็นที่เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ และในช่วงเวลาเดียวกัน NoSQL ได้ก็เริ่มขึ้นและได้รับความนิยมมากขึ้น<br><br></div><div>การพัฒนาโอเพนซอร์สเฟรมเวิร์ค เช่น Hadoop (และเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มี Spark) มีความสำคัญต่อการเติบโตของข้อมูลขนาดใหญ่ เนื่องจากทำให้ข้อมูลขนาดใหญ่ทำงานได้ง่าย และประหยัดกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาปริมาณข้อมูลขนาดใหญ่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนยังคงสร้างข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ทำมันขึ้นมา<br><br></div><div>การพัฒนาการของ IOT (Internet of Thing) ซึ่งเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เนตก็ทำการเก็บและรวบรวมข้อมูลซึ่งอาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า ประสิทธิภาพของสินค้า หรือการเรียนรู้ของเครื่องจักรพวกนี้ล้วนทำให้มีข้อมูลขนาดใหญ่<br><br></div><div>แม้ว่ายุคของข้อมูลขนาดใหญ่ Big Data มาถึงและได้เริ่มต้นแล้ว แต่มันก็ยังเป็นเพียงแต่ช่วงแรกๆ และระบบระบบคลาวด์คอมพิวติ้งก็ได้ขยายความเป็นไปได้มากขึ้น คลาวด์มีความสามารถในการในการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นได้<br><strong>รูปแบบของข้อมูล Big Data</strong></div><div><strong>1. Behavioral data:</strong> ข้อมูลเชิงพฤติกรรมการใช้งาน ต่างๆ เช่น server log, พฤติกรรมการคลิกดูข้อมูล, ข้อมูลการ ใช้ ATM เป็นต้น</div><div><strong>2. Image &amp; sounds: </strong>ภาพถ่าย, วิดีโอ, รูปจาก google street view, ภาพถ่ายทางการแพทย์, ลายมือ, ข้อมูลเสียงที่ถูกบันทึกไว้ เป็นต้น&nbsp;</div><div><strong>3. Languages: </strong>text message, ข้อความที่ถูก tweet, เนื้อหาต่างๆในเว็บไซต์ เป็นต้น&nbsp;</div><div><strong>4. Records:</strong> ข้อมูลทางการแพทย์, ข้อมูลผลส�ำรวจ ที่มีขนาดใหญ่, ข้อมูลทางภาษี เป็นต้น&nbsp;</div><div><strong>5. Sensors: </strong>ข้อมูลอุณหภูมิ, accelerometer, ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><strong>การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ Big Data</strong></div><div><br><br></div><div><br>ก่อนที่ธุรกิจจะสามารถนำ Big Data มาใช้งานได้ พวกเขาควรพิจารณาว่าข้อมูลจะไหลเวียนไปยังสถานที่ แหล่งที่มา ระบบ เจ้าของ และผู้ใช้จำนวนมากได้อย่างไร มีห้าขั้นตอนสำคัญในการจัดการ “โครงสร้างข้อมูล” ขนาดใหญ่นี้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลแบบดั้งเดิม ข้อมูลที่มีโครงสร้าง และข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างและกึ่งมีโครงสร้าง:</div><div><br>1) กำหนดกลยุทธ์เกี่ยวกับข้อมูลขนาดใหญ่<br>ในระดับสูง กลยุทธ์ข้อมูลขนาดใหญ่เป็นแผนที่ออกแบบมาเพื่อช่วยคุณในการกำกับดูแลและปรับปรุงวิธีที่คุณได้รับ จัดเก็บ จัดการ แบ่งปัน และใช้ข้อมูลภายในและภายนอกองค์กรของคุณ กลยุทธ์ข้อมูลขนาดใหญ่ช่วยปูทางไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจท่ามกลางข้อมูลจำนวนมาก เมื่อพัฒนากลยุทธ์ สิ่งสำคัญคือต้องพิจารณาเป้าหมายทางธุรกิจและเทคโนโลยี –ในปัจจุบันและอนาคต – และโครงการริเริ่ม การปฏิบัติกับข้อมูลขนาดใหญ่มีความจำเป็นเช่นทรัพย์สินทางธุรกิจที่มีค่าอื่นๆ แทนที่จะเป็นเพียงผลพลอยได้ของแอปพลิเคชัน</div><div><br>2) รู้แหล่งที่มาของข้อมูลขนาดใหญ่</div><ul><li><strong>กระแสข้อมูล</strong>มาจาก Internet of Things (IoT) และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออื่นๆ ที่ไหลเข้าสู่ระบบไอทีจากอุปกรณ์สวมใส่ รถยนต์อัจฉริยะ อุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และอื่นๆ คุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่นี้ได้เมื่อมาถึง รวมถึงตัดสินใจเลือกข้อมูลที่จะเก็บหรือไม่เก็บ และข้อมูลใดที่ต้องมีการวิเคราะห์เพิ่มเติม&nbsp;</li><li><strong>โซเชียลมีเดีย</strong> ข้อมูลเกิดจากการโต้ตอบบน Facebook, YouTube, Instagram ฯลฯ ซึ่งรวมถึงข้อมูลขนาดใหญ่จำนวนมหาศาลในรูปแบบของภาพ วิดีโอ คำพูด ข้อความ และเสียง - มีประโยชน์สำหรับฟังก์ชั่นการตลาด การขาย และการสนับสนุน ข้อมูลนี้มักจะอยู่ในรูปแบบที่ไม่มีโครงสร้างหรือกึ่งโครงสร้าง<br>ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายในแบบเฉพาะ สำหรับการบริโภค และการวิเคราะห์&nbsp;</li><li><strong>ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชน</strong> มาจากแหล่งข้อมูลแบบเปิดขนาดใหญ่เช่น data.gov ของรัฐบาลสหรัฐ, CIA World Factbook หรือพอร์ทัลข้อมูลแบบเปิดของสหภาพยุโรป&nbsp;</li><li><strong>ข้อมูลขนาดใหญ่อื่นๆ</strong> อาจมาจากพื้นที่เก็บข้อมูลส่วนกลาง แหล่งข้อมูลบนระบบคลาวด์ ซัพพลายเออร์ และลูกค้า</li></ul><div><br><br></div><div><br>3) การเข้าถึง จัดการ และจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่<br>ระบบคอมพิวเตอร์สมัยใหม่มีความเร็ว พลัง และความยืดหยุ่นที่จำเป็นในการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมหาศาลและประเภทของข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากการเข้าถึงที่เชื่อถือได้แล้ว บริษัทต่างๆยังต้องมีวิธีในการรวมข้อมูล รับประกันคุณภาพของข้อมูล การจัดระเบียบข้อมูลและการจัดเก็บ และการเตรียมข้อมูล</div><div><br>4) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่<br>ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น Grid Computing (การประมวลผลแบบกริด) หรือ<a href="https://www.sas.com/th_th/solutions/in-memory-analytics.html">การวิเคราะห์ในหน่วยความจำ</a> องค์กรต่างๆ จึงสามารถเลือกที่จะใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งหมดของพวกเขามาทำการวิเคราะห์ได้ แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใด การวิเคราหะ์ข้อมูลขนาดใหญ่เป็นวิธีที่บริษัทต่างๆ ได้รับมูลค่าและข้อมูลเชิงลึกจากข้อมูล ปัจจุบันข้อมูลขนาดใหญ่ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบการวิเคราะห์ที่มีความก้าวหน้าที่สูงขึ้น เช่น ปัญญาประดิษฐ์<br>5) ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดและใช้ข้อมูลช่วย<br>ข้อมูลที่ได้รับการจัดการและมีความน่าเชื่อถือนำไปสู่การวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือและการตัดสินใจที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลขนาดใหญ่และดำเนินงานบนพื้นฐานข้อมูล – ทำการตัดสินใจบนพื้นฐานหลักฐานที่นำเสนอโดยข้อมูลขนาดใหญ่ไม่ใช่ตามสัญชาตญาณของผู้บริหาร การขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมีประโยชน์ที่ชัดเจน<br>องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจะทำงานได้ดีขึ้น สามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น และมีผลกำไรเพิ่มขึ้น</div><div><br><br></div><div><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-31 08:36:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ratrawee2558/fcdrg7adslsst58s/wish/2362952367</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
