<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ยุคสมัยของดนตรีไทย by </title>
      <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm</link>
      <description>พิชญา 5/12 เลขที่ 15</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-04-15 01:23:56 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-10-22 22:58:32 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ยุคสมัยของดนตรีไทย</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144506534</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-04-15 01:26:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144506534</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยก่อนสุโขทัย                                                             (สมัยน่านเจ้า) </title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144507652</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสมัยนี้ไม่มีหลักฐานแน่นอนเป็นเพียงข้อสันนิษฐานจากการอ้างอิงหลายบทความกล่าวว่าได้พบเพลงไทยในโบราณยุคน่านเจ้า ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ กล่าวว่ากษัตริย์ไทยแห่งอาณาจักรน่านเจ้าได้ส่งวงดนตรีไปแสดงในราชสำนักจีน&nbsp;<br>-เครื่องดนตรีที่นำไปแสดง&nbsp;<br>&nbsp;&gt; ประเภทเป่า - แคน ขลุ่ยหรือปี่<br>ยังมีข้อสันนิษฐานว่าเครื่องดนตรีประเภทดีด สี ก็เกิดขึ้นในสมัยนี้ ได้แก่ กระจับปี่ พิณ ซึง ซอและสะล้อ<br>เครื่องประกอบจังหวะสันนิษฐานไว้ว่าใช้กรับและเกราะ<br>-บทเพลงที่บรรเลงมีข้อสันนิษฐานว่าเป็นเพลงน่านเจ้าจิ้มก้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-04-15 01:28:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144507652</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยสุโขทัย</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144517315</link>
         <description><![CDATA[<div>จากการรวบรวมหลักฐานที่ปรากฏสรุปได้ว่าสมัยสุโขทัยมีการผสมวงดนตรีในรูปแบบของการขับไม้มีผู้แสดง 3 คน ผู้ขับร้อง ผู้สีซอสามสาย และผู้ทำหน้าที่ไกวบัณเฑาะว์ การขับไม้ใช้ในพิธีสมโภชพระมหาเศวตฉัตรหรือการสมโภชช้างเผือก ลักษณะของเนื้อร้องคล้ายกาพย์ยานีเรียกว่าการขับไม้</div>]]></description>
         <enclosure url="http://thaimusicyoume.files.wordpress.com/2013/07/e0b8aae0b8b8e0b982e0b882e0b897e0b8b1e0b8a2.jpg?w=300&amp;h=177" />
         <pubDate>2022-04-15 01:40:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144517315</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยอยุธยา</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144519701</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีศึกสงครามอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ดนตรีไทยไม่เจริญก้าวหน้ามากนัก ยังคงมีเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ เครื่องห้าเท่าเดิม จนมาเพิ่มระนาดเอกภายหลังในตอนปลายสมัยอยุธยา ส่วนวงดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ได้แก่ วงมโหรี ที่บรรเลงโดยผู้หญิง เพื่อขับกล่อมถวายแด่พระมหากษัตริย์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี กระจับปี่ ซอสามสาย โทน(ทับ) กรับ รำมะนา ขลุ่ยและฉิ่ง แต่ต่อมาได้นำจะเข้ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของมอญมาประสมแทนกระจับปี่ เพื่อให้ทำนองได้ละเอียดลออและไพเราะกว่า และวงเครื่องสาย ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย โทน(ทับ) และฉิ่ง</div>]]></description>
         <enclosure url="http://thaimusicyoume.files.wordpress.com/2013/07/e0b8a7e0b887e0b89be0b8b5e0b988e0b89ee0b8b2e0b897e0b8a2e0b98ce0b980e0b884e0b8a3e0b8b7e0b988e0b8ade0b887e0b8abe0b989e0b8b2-e0b8aae0b8a1.jpg?w=300&amp;h=225" />
         <pubDate>2022-04-15 01:43:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144519701</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยธนบุรี</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144520747</link>
         <description><![CDATA[<div>มีวงดนตรี 3 ประเภท เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา คือ วงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสาย แต่มีเครื่องดนตรีของชาติต่างๆ เข้ามาในประเทศไทยหลายชนิด ดังปรากฏในหมายกำหนดการของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นว่า “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิณพาทย์ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย ฝรั่ง มโหรีญวน เขมร ผลัดเปลี่ยนกันสมโภช 2 เดือนกับ 12 วัน” ในงานสมโภชพระแก้วมรกต</div>]]></description>
         <enclosure url="http://thaimusicyoume.files.wordpress.com/2013/07/e0b980e0b884e0b8a3e0b8b7e0b988e0b8ade0b887e0b894e0b899e0b895e0b8a3e0b8b5e0b983e0b899e0b8a7e0b887e0b8a1e0b982e0b8abe0b8a3e0b8b5e0b980.jpg?w=560" />
         <pubDate>2022-04-15 01:44:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144520747</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1-3)</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144522877</link>
         <description><![CDATA[<div>-สมัยรัชกาลที่ 1 ได้เพิ่มกลองทัดขึ้นในวงปี่พาทย์เป็น 2 ลูก และเพิ่มระนาดในวงมโหรีปี่พาทย์อีก 1 ราง&nbsp;<br>-สมัยรัชกาลที่ 2 เริ่มมีปี่พาทย์บรรเลงประกอบเสภา จึงได้นำเปิงมางมาติดข้างสุกถ่วงเสียงให้ต่ำลง เรียกว่าสองหน้า ใช้ประกอบการบรรเลงประกอบเสภา และได้เพิ่มฆ้องวงในวงมโหรีด้วย&nbsp;<br>-สมัยรัชกาลที่ 3 มีผู้สร้างระนาดทุ้มและฆ้องวงเล็กขึ้นมา ทำให้เกิดวงปี่พาทย์เครื่องคู่ขึ้นในสมัยนั้น ซึ่งประกอบด้วยเครื่องดนตรีระนาดทีเปลี่ยนชื่อเป็นระนาดเอก เพื่อให้เข้าคู่กับระนาดแบบใหม่ ที่เพิ่มราง 1 ราง และสร้างขนาดใหญ่เรียกว่า ระนาดทุ้ม และฆ้องวงใหญ่ เพื่อให้เข้าคู่กับฆ้องวงเล็กที่สร้าง ขนาดเล็กลงเรียกว่า ฆ้องวงเล็ก นอกจากนี้ยังมีการนำปี่นอกเข้ามาผสมเข้าคู่กับปี่ใน และเครื่องดนตรีเดิม คือ ตะโพน กลองทัดและฉิ่งเช่นเดิม รวมทั้งมีวงมโหรีเครื่องคู่เกิดขึ้น โดยมีการนำระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก และขลุ่ยหลีบ ให้เข้าคู่กับเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิม</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-04-15 01:47:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144522877</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 4)</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144526135</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสมัยรัชกาลที่ 4 วงปี่พาทย์มีความเจริญมาก โดยเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ ต่างก็มีวงปี่พาทย์ประจำบ้านกัน และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระราชดำริให้นำลวดเหล็กเล็ก ๆ ที่ทอดพระเนตรจากนาฬิกาตั้งโต๊ะที่กลไกข้างในมีลวดเส้น เล็ก ๆ สั้นบ้างยาวบ้าง ปักเรียงกันถี่ ๆ เป็นวงกลมคล้ายหวีตรงกลางมีแกนหมุนและเหล็กเขี่ยเส้นลวดเหล็กเหล่านั้นผ่านไปโดยรอบที่พระองค์ทรงเรียกว่า นาฬิกาเขี่ยหวี ซึ่งมีเสียงดังกังวานมาสร้าง เป็นระนาดทุ้มเหล็ก และระนาดเหล็กที่เล็กกว่าและมีเสียงสูงกว่า มาเพิ่มเข้าในวงปี่พาทย์ และเรียกวงปี่พาทย์นี้ว่า วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเครื่องดนตรี ระนาดทุ้มเหล็กและระนาดเอกเหล็กที่ทำด้วยทองเหลืองเรียกว่า ระนาดทอง และนำซอด้วงและซออู้มาผสมในวงมโหรีด้วยเรียกว่า มโหรีเครื่องใหญ่<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-04-15 01:51:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144526135</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 5-6)</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144527972</link>
         <description><![CDATA[<div>นสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงปรับปรุงขึ้นเพื่อบรรเลงประกอบละครวงปี่พาทย์นี้มีชื่อเสียงไพเราะนุ่มนวลกว่า เพราะได้ดัดเครื่องดนตรีที่มีเสียงดังมาก เสียงสูงและเสียงเล็กแหลมออกจนหมด และระนาดเอกก็ตีด้วยไม้นวม รวมทั้งยังนำฆ้องชัยหรือฆ้องหุ่ยมา 7 ลูก เทียบเสียงเรียงลำดับตีห่างๆ คล้ายกับ เบสของฝรั่ง เพิ่มเข้ามา ในสมัยรัชกาลที่ 6 การดนตรีมีความเจริญขึ้นมาก โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งกรมมหรสพ กรมบัญชาการ กรมโขนหลวง กรมพิณพาทย์หลวงกลองเครื่องสายฝรั่งหลวง และกรมช่างมหาดเล็ก สำหรับสร้างและซ่อมสิ่งที่เป็นศิลปะต่าง ๆ และพระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องปี่พาทย์ประดับมุกและประดับงาขึ้น 2 ชุด ประดับเป็นลวดลายวิจิตร มีอักษรพระปรมาภิไธย ม.ว. ซึ่งงดงามมีค่ายิ่ง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-04-15 01:54:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144527972</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 7-8)</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144534374</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งวงเครื่องสาย ส่วนพระองค์ขึ้น โดยพระองค์ทรงซอด้วง และพระบรมราชินีทรงซออู้ พร้อมทั้งเจ้านายอีกหลายพระองค์ อยู่ในวงนั้น นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์ เพลงราตรีประดับดาว เถา เพลงเขมรละออองค์ เถา และเพลงคลื่นกะทบฝั่ง 3 ชั้น<br>สมัยรัชกาลที่ 8 สมัยนี้ห้ามการบรรเลงดนตรีไทย แต่ยังอนุญาตให้บรรเลงในงานพิธีหรือในบางประเพณีแต่จะต้องไปขออนุญาตที่กรมศิลปากรหรืออำเภอก่อนและต้องมีบัตรนักดนตรีที่ทางราชการออกให้ นักดนตรีที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ ได้แก่ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และอาจารย์มนตรี ปราโมท ซึ่งประพันธ์เพลงประกอบบทละครประวัติศาสตร์หลายเพลง เช่นเพลงเพื่อนไทย ใต้ร่มธงไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโรงเรียน<br>นาฏดุริยางคศาสตร์ขึ้น ภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนศิลปากร<br>แผนกนาฏดุริยางค์ ต่อมาเป็นโรงเรียนสังคีตศิลปะ และโรงเรียนนาฏศิลป์ตามลำดับ</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br><br></div><div>Enter</div><div><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>เขียนถึง Papit Pitchaya</div><div><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-04-15 02:02:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144534374</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 9)</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144537093</link>
         <description><![CDATA[<div>พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทเพลง ทรงเชี่ยวชาญรอบรู้เรื่องดนตรีเป็นอย่างดีและทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น แซ็กโซโฟน คราริเน็ต ทรัมเป็ต กีตาร์ และเปียโน โปรดดนตรีแจ๊สเป็นอย่างมากและพระองค์ได้พระราชนิพนธ์เพลงที่มีความหมายและไพเราะหลายเพลงด้วยกัน เช่น เพลงพระราชนิพนธ์แสงเทียน เป็นเพลงแรก สายฝน ยามเย็น ใกล้รุ่ง ลมหนาว ยิ้มสู้ ค่ำแล้ว ไกลกังวล ความฝันอันสูงสุด และเราสู้หรือจะเป็นพรปีใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของชาวไทย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชปรีชาญาณในเรื่องของดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช รวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น 48 เพลง เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง และคำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง มี 5 เพลง คือ "Echo", "Still on My Mind", "Old-Fashioned Melody", "No Moon" และ "Dream Island" นอกจากนี้ มีเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นภายหลังใส่ในคำร้องที่มีผู้ประพันธ์ไว้แล้วคือ ความฝันอันสูงสุด เราสู้ และ รัก</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-04-15 02:06:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144537093</guid>
      </item>
      <item>
         <title>(ต่อ)</title>
         <author>casas78kop</author>
         <link>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144537880</link>
         <description><![CDATA[<div>ในยุคแรก หลังจากที่เพลงพระราชนิพนธ์มีทำนองและคำร้องสมบูรณ์แล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ครูเอื้อสุนทรสนาน นำไปบรรเลงในวงดนตรีกรมโฆษณาการหรือวงสุนทราภรณ์ เพื่อให้แพร่หลายทั่วไป ปรากฏว่าหลายเพลงกลายเป็นเพลงยอดนิยมทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ</div><div>ในระยะหลังพระองค์มีพระราชกรณียกิจมากมาย ทำให้พระองค์ทรงไม่มีเวลาที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลงใหม่ๆออกมา เพลงสุดท้ายที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ออกมาคือเพลง "เมนูไข่" เป็นเพลงแนวสนุกสนาน เนื้อร้องโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพครบ 72 พรรษาแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2538</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-04-15 02:07:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/casas78kop/f6lnoykbwmpgz4wm/wish/2144537880</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
