<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>DYT8 เตรียมสอบ C8 by Anuttat Suwannalop</title>
      <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr</link>
      <description>เป็นกำลังใจให้พี่ ๆ ทุกคนครับ</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2024-04-23 06:36:29 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-06-24 11:52:27 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2442245017/908f2a19d20944d9c7c9cec8567e16c4/Emblems_of_Ministry_of_Interior__Thailand__colored_svg.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965944154</link>
         <description><![CDATA[<p>นิว 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีที่มาจากอะไร?</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม.65 บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมาย</p></li></ul><p><br/></p><p>BOOM 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลาของยุทธศาสตร์ชาติ จะมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” มีกี่ยุทธศาสตร์ อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง (2) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (3) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (4) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (5) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (6) ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ</p></li></ul><p><br/></p><p>บิว 2/Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ยุทธศาสตร์ชาติจะต้องดำเนินการทบทวนเมื่อใดและเป็นหน้าที่ของใคร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การทบทวนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ (นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน )กำหนดให้มีการทบทวนทุก 5 ปี ในกรณีที่สถานการณ์โลกหรือสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนแปลงไปและมีมีความจำเป็นต้องทบทวนก่อนครบ 5 ปี ให้คณะกรรมการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนการดำเนินการดำเนินการ</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง 2/week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประเทศไทยคาดว่าจะเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปีใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 2574</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : เป้าหมายการพัฒนาประเทศคือ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การประเมินผลการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติประกอบด้วยด้านใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและสังคมไทย (2) ขีดความสามารถในการแข่งขันการพัฒนาเศรษฐกิจและการกระจายรายได้  (3) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ (4) ความเท่าเทียมและความเสมอภาคของสังคม (5) ความหลากหลายทางชีวภาพคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ (6) ประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการเข้าถึงการให้บริการของภาครัฐ </p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงประกอบด้วยประเด็นใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) การรักษาความสงบภายในประเทศ (2) การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง (3) การพัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ (4) การบูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอาเซียนและนานาชาติ (5) การพัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถความสามารถในการแข่งขันมีเป้าหมายการพัฒนาที่มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติบนพื้นฐานแนวคิดใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ต่อยอดอดีต (2) ปรับปัจจุบัน (3) สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันประกอบด้วยประเด็นใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) การเกษตรสร้างมูลค่า (2) อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต (3) สร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว (4) โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมไทยเชื่อมโลก (5) พัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานผู้ประกอบการยุคใหม่</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ประกอบด้วยประเด็นใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม (2) การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต (3) ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 (4) การตระหนักถึงพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย (5) การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาพวะที่ดีครอบคลุมทางด้านกายใจสติปัญญาและสังคม (6) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (7) การเสริมสร้างศักยภาพการกีฬาในการสร้างคุณค่าทางสังคมและพัฒนาประเทศ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมประกอบด้วยประเด็นใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) การลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ (2) การกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจสังคมและเทคโนโลยี (3) การเสริมสร้างพลังพลังทางสังคม (4) การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการพึ่งตนเองและการจัดการตนเอง</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมประกอบด้วยประเด็นใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว (2) สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจภาคทะเล (3) สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ (4) พัฒนาพื้นที่เมือง ชนบท เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ มุ่งเน้นความเป็นเมืองที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง (5) พัฒนาความมั่นคงน้ำ พลังงานและเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (6) ยกระดับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตประเทศ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลย์และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐประกอบด้วยประเด็นใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตอบสนองความต้องการ และให้บริการอย่างสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส (2) ภาครัฐบริหารงานแบบบูรณาการโดยมียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายและเชื่อมโยงการพัฒนาในทุกระดับ ทุกประเด็น ทุกภารกิจ และทุกพื้นที่ (3) ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เหมาะสมกับภารกิจ ส่งเสริมให้ประชาชนและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ (4) ภาครัฐมีความทันสมัย (5) บุคลากรภาครัฐเป็นคนดีและเก่ง ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึกมีความสามารถสูง มุ่งมั่น และเป็นมืออาชีพ (6) ภาครัฐมีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ (7) กฎหมายมีความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ และมีเท่าที่จำเป็น (8) กระบวนการยุติธรรมเคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติต่อประชาชนโดยเสมอภาค</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐยึดหลักอะไร ประกอบด้วยกี่ประเด็นอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ยึดหลัก "ภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม" ประกอบด้วย 8 ประเด็น ได้แก่ (1) ภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตอบสนองความต้องการและให้บริการอย่างสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส (2) ภาครัฐบริหารงานแบบบูรณาการโดยมียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายและเชื่อมโยงการพัฒนาในทุกระดับ ทุกประเด็น ทุกภารกิจ และทุกพื้นที่ (3) ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เหมาะสมกับภารกิจ ส่งเสริมให้ประชาชนและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ (4) ภาครัฐมีความทันสมัย (5) บุคลากรภาครัฐเป็นคนดีและเก่ง ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึก มีความสามารถสูง มุ่งมั่น และเป็นมืออาชีพ (6) ภาครัฐมีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ (7) กฎหมายมีความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทต่างๆ และมีเท่าที่จำเป็น (8) กระบวนการยุติธรรม เคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติต่อประชาชนโดยเสมอภาค</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐเป็นทั้งเป้าหมายและเครื่องมือกลไก ในการรองรับการขับเคลื่อนของยุทธศาสตร์ชาติด้านอื่น ๆ ให้สามารถดำเนินการจนบรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ ที่วางไว้ ดังนั้นแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ จึงมุ่งเน้น พัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐให้มีความทันสมัย ภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ มีสมรรถนะสูง ตอบสนองปัญหาความต้องการของประชาชนและสนับสนุนให้เป็นประเทศไทย 4.0 ที่สามารถก้าวทัน ความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน ด้วยหลักการ “ภาครัฐของประชาชน เพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม  เพื่อให้เป็นไปตามหลักการข้างต้น ภาครัฐจึงต้องกำหนดเป้าหมายและแผนการดำเนินการอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฉบับนี้จึงให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของประชาชนในคุณภาพการให้บริการของภาครัฐ ซึ่งจะต้องมีไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ภายในช่วงปี พ.ศ. 2561 - 2580 ซึ่งพิจารณาจากสองปัจจัยหลัก ได้แก่  1. ความพึงพอใจด้านกระบวนการขั้นตอนในการให้บริการ และ 2. เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ซึ่งสามารถสะท้อนได้จากดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดลำดับของ UN ที่กำหนดให้ประเทศไทยจะต้องได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 1 ใน 10 ของโลก ภายในช่วงปี 2561 – 2580 ปรับปรุงดีขึ้นจากอันดับ 73 จาก 193 ประเทศทั่วโลกในปี 2561 โดยรัฐต้อง มุ่งเน้นพัฒนาการให้บริการของรัฐให้มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้บริการ และเป็นการพัฒนาแบบครอบคลุมทั่วถึง บูรณาการไร้รอยต่อ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการดิจิทัล ดำเนินการพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการบริการภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนและผู้รับบริการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส หลากหลายช่องทาง ตรวจสอบได้ ไม่มีข้อจำกัดของเวลา พื้นที่ และกลุ่มคน รวมทั้งนำนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายของประชาชน ประกอบไปด้วย 5 แผนย่อย ได้แก่ (1) การพัฒนาบริการประชาชน (2) การบริหารจัดการการเงินการคลัง (3) การปรับสมดุลภาครัฐ (4) การพัฒนาระบบบริหารงาน (5) การสร้างและพัฒนาบุคลากรภาครัฐ</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ 4/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม: eMENSCR คืออะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: eMENSCR คือ Electronic Monitoring and Evaluation System of National Strategy and Country Reform หรือ ระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ เป็นระบบสารสนเทศที่ใช้ติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานผ่านแผนงาน โครงการ หรือการดำเนินการต่างๆ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ โดยเป็นระบบข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนราชการต่างๆได้อย่างบูรณาการ</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 4/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใครมีหน้าที่กำกับดูแลและสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะรัฐมนตรี</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 5/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจัดให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตามขั้นตอนใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) การรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้น เพื่อนำมาใช้จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติ (2) การรับฟังความคิดเห็นเมื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ แล้วเสร็จเบื้องต้น เพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://drive.google.com/drive/folders/1x-aRnvOvgekmu5DazXvnHYB6gp6JF3Pg?usp=drive_link" />
         <pubDate>2024-04-23 06:38:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965944154</guid>
      </item>
      <item>
         <title>แผน สศช. ฉบับที่ 13</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965944703</link>
         <description><![CDATA[<p>บิว 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 เกิดจากแนวคิดและหลักการใดบ้าง?</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาจากแนวคิดและหลักการ 4 ประการ ดังนี้ (1) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง - "มีเหตุผล ความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน บนฐานของความรู้ คุณธรรม และความเพียร" (2) การสร้างความสามารถในการ - “ล้มแล้วลุกไว” - "พร้อมรับ ปรับตัว เปลี่ยนแปลง" (3) เป้าหมายการสร้างความยั่งยืนของสหประชาชาติ - "แนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" (4) การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว</p></li></ul><p><br></p><p>นุ้ย 1 /week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มีวัตถุประสงค์เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่า อย่างยั่งยืน” ซึ่งกำหนดเป้าหมายหลักของการพัฒนาไว้กี่ประการ อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ได้กำหนดเป้าหมายหลักของการพัฒนาจำนวน 5 ประการ ประกอบด้วย (1) การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (2) การพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ (3) การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม (4) การเปลี่ยนผ่านการผลิตและบริโภคไปสู่ความยั่งยืน (5) การเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงภายใต้บริบทโลกใหม่</p></li></ul><p><br></p><p>เจ 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ประกาศใช้เมื่อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570</p></li></ul><p><br></p><p>เจ 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ได้กำหนดตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายของเป้าหมายหลักไว้อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายในปี 2570 ของเป้าหมายหลัก 5 ประการ มีดังนี้</p><p>(1) การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม : รายได้ประชาชาติต่อหัว 9,300 เหรียญสหรัฐต่อปี (300,000 บาท)</p><p>(2) การพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ : ดัชนีความก้าวหน้าของคนอยู่ที่ 0.7209 (ระดับสูง)</p><p>(3) การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม : ความแตกต่างของความเป็นอยู่ (รายจ่าย) ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงสุดร้อยละ 10 และต่ำสุดร้อยละ 40 : ต่ำกว่า 5 เท่า</p><p>(4) การเปลี่ยนผ่านการผลิตและบริโภคไปสู่ความยั่งยืน : ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวม ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติ</p><p>(5) การเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงภายใต้บริบทโลกใหม่ : ดัชนีรวมสะท้อนความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย 4 ตัวชี้วัดย่อย ได้แก่ 1) ขีดความสามารถของการปฏิบัติตามกฎอนามัยระหว่างประเทศและการเตรียมความพร้อมฉุกเฉินด้านสุขภาพ เป้าหมายร้อยละ 90 โดยสมรรถนะหลักแต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 2) อันดับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ : อันดับเฉลี่ย 5 ปี (2566-2570) ไม่น้อยกว่า 40 3) อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล : อันดับที่ 30 4) อันดับประสิทธิภาพของรัฐบาล : อันดับที่ 15</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ 3/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายของแต่ละเป้าหมายหลัก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดร่วมที่ต้องอาศัยการดาเนินงานจากหลายหมุดหมายในการวัดผลสัมฤทธิ์ในภาพรวมของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) เป้าหมายที่ 1 (การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม) รายได้ประชาชาติต่อหัว ในปี 2570 ไม่ต่ำกว่า 9,300 เหรียญสหรัฐต่อปี</p><p>(2) เป้าหมายที่ 2 (การพัฒนาคนสาหรับโลกยุคใหม่) ดัชนีความก้าวหน้าคน (Human Achievement Index - HAI) อยู่ในระดับสูง 0.7209 ในปี 2570</p><p>(3) เป้าหมายที่ 3 (การม่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม) ความแตกต่างของความเป็นอยู่ (รายจ่าย) ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงสุดร้อยละ 10 และต่ำสุดร้อยละ 40 โดยในปี 2570 ต้องต่ำกว่า 5 เท่า</p><p>(4) เป้าหมายที่ 4 (การเปลี่ยนผ่านการผลิตและบริโภคไปสู่ความยั่งยืน) โดยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ในปี 2570</p><p>(5) เป้าหมายที่ 5 (การเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงภายใต้บริบทโลกใหม่) ตัวชี้วัด ในปี 2570 ประกอบด้วย 1) ขีดความสามารถของการปฏิบัติตามกฎอนามัยระหว่างประเทศและการเตรียมความพร้อมฉุกเฉินด้านสุขภาพ ร้อยละ 90โดยสมรรถนะหลักแต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 2)อันดับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ อันดับเฉลี่ย 5 ปี ไม่น้อยกว่า 40 3)อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล อันดับ 30</p><p>4) อันดับประสิทธิภาพของรัฐบาล อันดับที่ 15</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด 1/week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดผิด</strong></p><p>(ก) ระเบียงฯ ภาคเหนือ หรือ Northern Economic Corridor: NEC - Creative LANNA เพื่อพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลักของประเทศอย่างยั่งยืน</p><p>(ข) ระเบียงฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ Northeastern Economic Corridor: NeEC – Bioeconomy เพื่อพัฒนาเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพแห่งใหม่ของประเทศด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต</p><p>(ค) ระเบียงฯ ภาคกลาง - ตะวันตก หรือ Central - Western Economic Corridor: CWEC เพื่อพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจชั้นนำ ด้านอุตสาหกรรมเกษตร การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไฮเทคมูลค่าสูง เชื่อมโยงกับ กทม. และพื้นที่โดยรอบ และ BIMSTEC</p><p>(ง) ระเบียงฯ ภาคใต้ หรือ  Southern Economic Corridor: SEC เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ในการเชื่อมโยงการค้าและโลจิสติกส์กับพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศ </p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ค. ไม่ใช่ BIMSTEC แต่คือ EEC</p></li></ul><p><br></p><p>BUMBOOM 3/Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในการกำหนดทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ให้ประเทศสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ เพื่อให้ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์ชาติ ได้อาศัยหลักการและแนวคิด อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ได้กำหนดทิศทาง การพัฒนาบนพื้นฐานของหลักการแนวคิดที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (2) แนวคิด Resilience (3) เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) (4) โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อมุ่งสู่วัตถุประสงค์หลักของแผนพัฒนาฯ คือการ “พลิกโฉม” ประเทศไทย สู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”</p></li></ul><p><br></p><p>NOP 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มิติการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มี 4 มิติ คือ (1) มิติภาคการผลิตและบริการเป้าหมาย (2) มิติโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม (3) มิติความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (4) มิติปัจจัยผลักดันการพลิกโฉมประเทศ</p></li></ul><p><br></p><p>ปักเป้า 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : แผนใดคือ แผนที่ทำหน้าที่ ระบุทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาที่ประเทศควรให้ความสำคัญและมุ่งดำเนินการของยุทธศาสตร์ชาติ โดยคำนึงถึงพลวัตและเงื่อนไขการพัฒนาที่ประเทศเผชิญอยู่ </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</p></li></ul><p><br></p><p>ปักเป้า 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : แผนใดคือ แผนที่ทำหน้าที่ ระบุทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาที่ประเทศควรให้ความสำคัญและมุ่งดำเนินการของยุทธศาสตร์ชาติ โดยคำนึงถึงพลวัตและเงื่อนไขการพัฒนาที่ประเทศเผชิญอยู่ </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</p></li></ul><p><br></p><p>NOP 7 /week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าของคนมีกี่ตัวชี้วัด อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มี 8 ตัวชี้วัด ได้แก่ (1) สุขภาพ (2) การศึกษา (3) ชีวิตการงาน (4) รายได้ (5) ที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม (6) ชีวิตครอบครัวและชุมชน (7) การคมนาคมและการสื่อสาร (8) การมีส่วนร่วม</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://drive.google.com/drive/folders/17HqjVymFaCGB1c53SKEQXyLsqbV0AYFZ?usp=drive_link" />
         <pubDate>2024-04-23 06:38:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965944703</guid>
      </item>
      <item>
         <title>แผนชาติว่าด้วยความมั่นคง</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965944845</link>
         <description><![CDATA[<p>ต่อ 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ.2566 – 2570) ซึ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ ถือเป็นกลไกสูงสุดในการกํากับและติดตามการดำเนินการในภาพรวม รวมทั้งมีกลไกแผนงานยุทธศาสตร์ความมั่นคงเป็นกลไกหลักสำคัญ โดยในระดับพื้นที่ มีหน่วยงานใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับกลไกการบริหารแผนพัฒนาในระดับพื้นที่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) และคณะอนุกรรมการจัดทำแผนงานด้านความมั่นคงจังหวัด</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ 2 / Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (2566-2570) นั้น กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลักในประเด็นเรื่องใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลักหมวดประเด็นความมั่นคง นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 3 การรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติพื้นที่ชายแดน และ นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 9 การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ 1 / Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : วิสัยทัศน์ของแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติฉบับปัจจุบัน กำหนดว่าอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : วิสัยทัศน์ “ ประเทศชาติมีเสถียรภาพ ประชาชนอยู่ดีมีสุข ปลอดภัยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ มีศักยภาพบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม และรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติอย่างยั่งยืน</p></li></ul><p><br></p><p>ต่อ 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ภัยคุกคามแบบผสมผสาน ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทย ทั้งผลกระทบภายนอกและผลกระทบภายในประเทศ มีกี่ระดับ อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผลกระทบต่อประเทศไท แบ่งเป็น 3 ระดับ </p><p>(1) ระดับโลก กลุ่มประเทศมหาอำนาจ ที่ไทยยังต้องเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติการณ์ โดยมีแนวโน้มการแข่งขัน ระหว่างประเทศที่สำคัญจากการสะสมอาวุธและการแพร่ขยายอาวุธ และการแสวงประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม </p><p>(2) ระดับภูมิภาค พื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเป็นเส้นทางคมนาคมและแหล่งทรัพยากรพลังงานที่สำคัญ ส่งผลให้มีแนวโน้มการแข่งขันและขยายอิทธิพลเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจและขั้วอำนาจต่าง ๆ โดยเฉพาะกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้และอนุภาคลุ่มน้ำโขง </p><p>(3) ระดับประเทศ ความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ สถานการณ์ภายในประเทศต่าง ๆ อาทิ ปัญหาทางด้านการเมือง ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้หลบหนีเข้าเมืองและผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ยาเสพติด การทุจริตคอร์รัปชัน สาธารณภัย ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมความมั่นคงทางเศรษฐกิจตลอดจนการเตรียมพร้อมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง 3/week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การพิจารณาขอบเขตความมั่นคงแห่งชาติใช้หลักเกณฑ์ใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ปัญหาหรือสถานการณ์ที่ความรุนแรงส่งผลต่อการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ (2) ปัญหาหรือสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนยากต่อการแก้ไขจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งและมีแนวโน้มนำไปสู่วิกฤตการณ์ของประเทศ (3) ปัญหาหรือสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขเรียบร้อยของประชาชนในวงกว้าง (4) ความจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพในการบูรณาการและระดมสรรพมากกว่าหนึ่งหน่วยงานเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความมั่นคงแห่งชาติ และเสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาขีดความสามารถเพื่อเสริมสร้างกำลังอำนาจของชาติ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : กระบวนการจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติใช้หลักการและเครื่องมือทางวิชาการใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>ตอบ : </p><p>(1) การประเมินสถานการณ์และบริบทความมั่นคงตามหลัก SWOT Analysis (วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และผลกระทบต่อประเทศไทย) PESTEL+M (การจำแนกบริบทความมั่นคงที่เกิดขึ้นในแต่ละด้าน) Foresight Analysis (การประเมินแนวโน้มภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในห้วง 5 ปีข้างหน้า)</p><p>(2) การจัดลำดับความสำคัญของประเด็นความมั่นคงใช้เครื่องมือตามหลักการบริหารความเสี่ยง (Risk matrix)</p><p>(3) การตั้งเป้าหมายและวัดความสำเร็จตามหลักเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญ (Objectives and Key Result : OKRs) </p><p>(4) การขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลตามหลักการบริหารงานคุณภาพ (Plan Do Check Act : PDCA)</p></li></ul><p><br></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 1 week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเสริมสร้างกำลังอำนาจของชาติให้ความสาคัญกับการประเมินศักยภาพและขีดความสามารถ ของประเทศ เพื่อให้สามารถกำหนดกรอบทิศทางเชิงนโยบายของปัญหาความมั่นคงเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการแก้ไข โดยพิจารณาเชิงเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เพื่อกำหนดจุดยืนหรือตำแหหน่งของประเทศในมุมมองบริบทแวดล้อม 6 มิติ อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) กำลังอำนาจทางการเมือง (2) กำลังอำนาจทางเศรษฐกิจ (3) กำลังอำนาจทางสังคมจิตวิทยา (4) กำลังอำนาจทางทหาร (5) กำลังอำนาจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (6) กำลังอำนาจทางทรัพยกรมนุษย์</p></li></ul><p><br></p><p>ดอร์ด 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs)ตามวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน ค.ศ. 2030 โดยกำหนดทิศทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วย ความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566-2570) มุ่งเน้น 6 เป้าหมายจากทั้งหมด 17 เป้าหมาย ให้สอดคล้องกับบริบทความมั่นคงที่จัดลำดับความสาคัญเร่งด่วนในระยะ 5 ปี ดังนี้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : <strong>เป้าหมายที่ 3</strong> สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสาหรับคน ในทุกช่วงวัย <strong>เป้าหมายที่ 6</strong> สร้างหลักประกันเรื่องน้าและการสุขาภิบาล <strong>เป้าหมายที่ 10</strong> ลดความไม่เสมอภาคภายในและระหว่างประเทศ <strong>เป้าหมายที่ 13</strong> ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่เกิดขึ้น <strong>เป้าหมายที่ 14</strong> อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน <strong>เป้าหมายที่ 16</strong> ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ทุกคนเข้าถึง ความยุติธรรม และสร้างสถาบันที่มีประสิทธิผล รับผิดชอบ และครอบคลุมในทุกระดับ</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://drive.google.com/drive/folders/174SmeE1019fO92BbRvUxOC7gmy5rOnQd?usp=drive_link" />
         <pubDate>2024-04-23 06:38:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965944845</guid>
      </item>
      <item>
         <title>แผนพัฒนาระดับต่าง ๆ (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965964142</link>
         <description><![CDATA[<p>NOP 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : แผนมีกี่ระดับ อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : แผนมี 3 ระดับ ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์ชาติ (2) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ/แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ/นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (3) แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี/แผนปฏิบัติราชการรายปี/แผนปฏิบัติการด้าน/แผนอื่น ๆ</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 3/Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในการจัดทำแผนหมู่บ้าน/ชุมชน ที่ให้คณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนเป็นองค์กรหลักในการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนนั้น ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  (1) จัดทำเวทีประชาคม เพื่อรวบรวมปัญหาความต้องการ (2) บูรณาการจัดทำแผน โดยนำข้อมูลจากเวทีประชาคม+จปฐ+กชช.2ค. มาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน (3) ส่งแผนให้ ก.บ.ต. และ อปท. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาตำบล และแผนพัฒนาท้องถิ่น (4) ประสานจัดทำโครงการโดยขอรับสนับสนุนงบประมาณ (5) ติดตามผล (6) ทบทวนแผนทุกปี</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม: ใครมีหน้าที่ดำเนินการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการหมู่บ้าน และคณะกรรมการชุมชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการและประสานจัดทำแผน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายอำเภอและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ 4/ week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง เป้าหมายทั้ง 17 เป้าหมาย SDGs หรือ Sustainable Development Goals หรือ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ได้รับการจัดหมวดหมู่ปัจจัย ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน โดยสามารถเรียกปัจจัยที่เชื่อมโยงนี้ว่า “5P’s” ประกอบด้วย</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p><strong>People</strong> - ด้วยการเติมเต็มศักยภาพของคนให้มีความเท่าเทียมกัน ประกอบด้วย เป้าหมายที่ 1, 2, 3, 4, 5, และ 11</p><p><strong>Planet</strong> ด้วยการปกป้องโลกจากการเสื่อมสลาย ประกอบด้วย เป้าหมายที่ 6, 12, 13, 14, และ 15</p><p><strong>Prosperity</strong> - ด้วยการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ ประกอบด้วย เป้าหมายที่ 7, 8, 9, 10 และ 11</p><p><strong>Peace</strong> - ด้วยการส่งเสริมให้เกิดสันติภาพที่ปราศจากความกลัวและความรุนแรง ประกอบด้วย เป้าหมายที่ 16</p><p><strong>Partnership</strong> - ด้วยการสร้างความเป็นหุ้นส่วนแห่งการพัฒนาให้เข้มแข็งและเป็นปึกแผ่น โดยการส่งเสริมให้ทุกประเทศและประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนา</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การดำเนินการในส่วนของประเทศไทยนั้น หน่วยงานรับผิดชอบหลัก SDGs หรือ Sustainable Development Goals หรือ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน”  คือ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ 3/Week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : วิสัยทัศน์ของกระทรวงมหาดไทย ตามแผนฯ คืออะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนเข้มแข็ง เมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน บนฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้แก่หน่วยงานใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), การประปานครหลวง (กปน.), การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.), องค์การตลาด (อต.) และองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.)</p></li></ul><p><br/></p><p>รจธรณ์ 4/Week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บทบาทนายอำเภอในฐานะ Area Manager 1+19 มีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ทำงานโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric) </p><p>(2) เป็นผู้นำในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ชี้เป้า สะท้อนปัญหาความต้องการในพื้นที่ เชื่อมโยงสู่การพัฒนาในทุกระดับ (Bottom-Up Approach)</p><p>(3) เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง Change for Good และเป็นผู้นำการบูรณาการสร้างความร่วมมือจาก 7 ภาคีเครือข่าย ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน (Partnership) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้อุดมสมบูรณ์พูนสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)</p><p>(4) เป็นผู้จัดการสาขา รับงานจากผู้ว่า CEO นำนโยบายรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย สู่การปฏิบัติในพื้นที่ (Top-Down Approach) ด้วยความทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ 5/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : “ร้อยละของศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อ.) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนได้รับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งผลให้จำนวนเหตุรุนแรงลดลง” เป็นตัวชี้วัดของโครงการใดตามแผนปฏิบัติราชการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2566–2570)</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : โครงการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยหลักธรรมาภิบาล เป็นโครงการที่กรมการปกครองเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ อยู่ในลำดับโครงการที่ 12 ภายใต้กลยุทธ์ 1.2 รักษาความสงบเรียบร้อยและการรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 3 / Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การจัดทำและประสานแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชน ให้ดำเนินการในห้วงเวลาใด  </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ให้ดำเนินการในห้วงเวลาระหว่างเดือ มกราคม -กุมภาพันธ์ </p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การจัดทำและประสานแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชน มีขั้นตอน การดำเนินการอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : โดยให้นายอำเภอมีบทบาทสำคัญในการจัดทำปฏิทินกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการจัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน รวมทั้งการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมประชาคม โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านและคณะกรรมการชุมชน เป็นกลไกหลักในการจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชน ซึ่งมี ขั้นตอนในการจัดทำแผนฯ ดังนี้</p><p>(1) จัดเวทีประชาคมหมู่บ้านและชุมชน เพื่อรวบรวมปัญหาความต้องการต่าง ๆ ในพื้นที่ของหมู่บ้านและชุมชน รวมทั้งใช้ข้อมูลพื้นฐานของหมู่บ้านและชุมชนจากข้อมูลจปฐ.และกชช.2คโดยมีสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสนับสนุนข้อมูลสารสนเทศและวิทยากรกระบวนการ โดยมีอปท./อำเภอ สนับสนุนการจัดเวทีประชาคม</p><p>(2) นำข้อมูลปัญหาความต้องการจากเวทีประชาคมตาม ข้อ 1. มาจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชนตามแนวทางที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กำหนด</p><p>(3) จัดส่งแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชน ให้ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อใช้ประกอบในการจัดทำแผนชุมชนระดับตำบล และแผนพัฒนาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง</p><p>(4) นำโครงการตามแผนพัฒนาหมู่บ้านและแผนชุมชนไปประสานเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำโครงการจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 4 / Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การจัดทำและประสานแผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) ดำเนินการในห้วงเวลาใด ใครเป็นผู้ดำเนินการจัดทำ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้ดำเนินการในห้วงเวลาระหว่างเดือ มีนาคม-เมษายน โดยมีศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) เป็นกลไกหลักในการจัดทำและ ประสานแผนชุมชนระดับตำบล</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การจัดทำและประสานแผนชุมชนระดับตำบล (แผนพัฒนาตำบล) มีขั้นตอน การดำเนินการอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล (ศอช.ต.) เป็นกลไกหลักในการจัดทำและประสานแผนชุมชนระดับตำบล ซึ่งมีขั้นตอนในการจัดทำแผนฯ ดังนี้</p><p>(1) รวบรวมข้อมูล จปฐ. ข้อมูล กชช.2ค ข้อมูลตำบลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้อมูลอื่น ๆในตำบลเพื่อเป็นข้อมูลเตรียมความพร้อมประกอบการจัดทำแผนชุมชนระดับตำบล</p><p>(2) รวบรวมแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน และแผนพัฒนาท้องถิ่นในตำบล เพื่อใช้ประกอบการจัดทำแผนชุมชนระดับตำบล</p><p>(3) จัดทำแผนชุมชนระดับตำบลโดยนำข้อมูลจากข้อ1.และข้อ2. มาวิเคราะห์หรือสังเคราะห์กลั่นกรองประมวลผล และจัดลำดับความสำคัญของแผนงานหรือโครงการระดับตำบล รวมทั้งจัดทำแผนงานหรือโครงการสำหรับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ที่มีความคาบเกี่ยวตั้งแต่สองหมู่บ้านหรือสองชุมชนขึ้นไป เพื่อรองรับการพัฒนาและตอบสนองนโยบายสำคัญเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาในตำบล</p><p>(4) จำแนกแผนงานหรือโครงการระดับตำบลที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ระดับตำบล โดยจัดทำเป็นบัญชีประสานโครงการพัฒนา ส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาบรรจุไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น</p><p>(5) จัดส่งแผนชุมชนระดับตำบล ให้คณะกรรมการบริหารงานอำเภอ (กบอ.) ใช้ประกอบการจัดทำแผนความต้องการระดับอำเภอ</p></li></ul><p><br/></p><p>ชัย 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การจัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่มีกฎหมาย หรือกลไก สำคัญอย่างไร ที่ต้องคำนึงถึง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การจัดทำแผนพัฒนาในระดับพื้นที่ ต้องคำนึงถึงกฎหมาย หรือกลไก ดังนี้</p><p>(1) ระดับจังหวัด </p><p>- กฎหมาย: พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551</p><p>- กลไก : ก.บ.ก./ก.บ.จ</p><p>(2) ระดับอำเภอ</p><p>- กฎหมาย: ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. 2562</p><p>- กลไก : ก.บ.อ.</p><p>(3) ระดับตำบล</p><p>- กฎหมาย: ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. 2562/ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินงานศูนย์ประสานงานองค์การชุมชน พ.ศ. 2551</p><p>- กลไก : ก.บ.ต./ศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนระดับตำบล</p><p>(4) ระดับหมู่บ้าน</p><p>- กฎหมาย: ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบล พ.ศ. 2562/ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457</p><p>- กลไก : คณะกรรมการหมู่บ้าน</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม "องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น" ตามระเบียบนี้ หมายถึงหน่วยงานใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เมืองพัทยา และส่วนราชการท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนด <strong>***แต่ไม่รวมถึงกรุงเทพมหานคร***</strong></p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ 6/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : แผนปฏิบัติการด้านดิจิทัลของกรมการปกครอง พ.ศ. 2566 - 2568 มีการกำหนดวิสัยทัศน์ และเป้าหมายหลักไว้อย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : แผนปฏิบัติการด้านดิจิทัลของกรมการปกครอง พ.ศ. 2566 - 2568 ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ว่า “การบริหารและการบริการภาครัฐเพื่อประชาชน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อก้าวสู่องค์กรดิจิทัล” โดยมีเป้าหมายหลัก 5 ประการ ดังนี้ (1) ปรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ (2) ยกระดับคุณภาพการให้บริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลสู่มาตรฐานสากล (3) ก้าวสู่ยุคดิจิทัลด้วยการบริหารจัดการระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลได้อย่างบูรณาการ (4) เป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านการกำกับดูแลการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (5) พัฒนาสมรรถนะบุคลากรให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://drive.google.com/drive/folders/1LyCibqq2ZaMlQNlAMzmBxYto3uW0DG00?usp=drive_link" />
         <pubDate>2024-04-23 06:51:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965964142</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรฎ.บริหารงานบูรณาการ (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965964917</link>
         <description><![CDATA[<p>เต้ 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด และงบประมาณจังหวัดก่อนสิ้นอายุของแผน กรณีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงโครงการที่มิใช่โครงการสำคัญ โดยการเพิ่มโครงการใหม่ ที่มิได้อยู่ในแผนปฏิบัติราชการประจำปี ให้ดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตาม ม. 32 (2) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำเสนอ ก.บ.จ. พิจารณาแล้วขอให้ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบ และรายงานให้คณะอนุกรรมการประจำภาคทราบ</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง 1/week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม: หน่วยงานของรัฐไม่รวมถึงองค์กรใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : องค์กรอิสระ ศาล และองค์กรอัยการ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องแจ้งแผนพัฒนาจังหวัดให้องค์กรอิสระ ศาล และองค์กรอัยการซึ่งมีสถานที่อยู่ในจังหวัดทราบด้วย</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการต้องมีความสอดคล้องกับหลักการใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) การพัฒนาแบบองค์รวมซึ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ความสงบเรียบร้อย สร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำและการมีส่วนร่วมของประชาชน (2) บริหารงานตามแผนจังหวัด แผนกลุ่มจังหวัดและการพัฒนาภาค (3) การบริหารแผนงาน โครงการกิจกรรม งบประมาณ บุคลากรให้เกิดการปฏิบัติร่วมกันโดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นหลัก (4) ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงใจทุกภาคส่วน (5) กระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ผู้ปฏิบัติ (6) บริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีโปร่งใส ตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของการปฎิบัติ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีหน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติหรือไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามแผนพัฒนาจังหวัดแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดแผนปฎิบัติราชการประจำปีของจังหวัดหรือแผนปฏิบัติราชการประจำประจำปีของกลุ่มจังหวัดหรือเพราะเหตุอื่นใดให้ปฏิบัติอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานต่อคณะอนุกรรมการประจำภาคหรือคณะอนุกรรมการที่ ก.น.บ. มอบหมายโดยเร็วและให้คณะอนุกรรมการดังกล่าวพิจารณาและมีมติสั่งการต่อไป</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : โครงการขนาดใหญ่ ที่แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดให้ความสำคัญ คือโครงการใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : โรงไฟฟ้าขยะ ระบบชลประทาน ระบบขนส่ง ระบบเตือนภัยพิบัติ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับมอบอำนาจจากปลัดกระทรวงหรืออธิบดีในการประเมินผลการปฏิบัติราชการ การเลื่อนเงินเดือน การให้บำเหน็จความชอบและการดำเนินการทางวินัยข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดซึ่งดำรงตำแหน่งใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>ตอบ : ประเภทอำนวยการและประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์2/Week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตำแหน่งใดบ้าง ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ให้มีหน้าที่และอำนาจร่วมกันเร่งรัด ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 55 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 กำหนดให้ เพื่อให้การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการสัมฤทธิผล ให้คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่และอำนาจร่วมกันเร่งรัด ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัด ฯลฯ</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ 5/WEEK 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 7 การบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ต้องเป็นไปตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อความผาสุกของประชาชนในพื้นที่ทั้งในระยะสั้นและระยาวยาว การอำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยสอดคล้องการหลักการ ดังต่อไปนี้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) การพัฒนาแบบองค์รวม ซึ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนการรักษาความสงบเรียบร้อยและการสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ในพื้นที่</p><p>(2) การบริหารงานให้เป็นไปตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค</p><p>(3) การบริหารแผนงาน โครงการ กิจกรรมในโครงการ งบประมาณ และบุคลากร ในจังหวัดเพื่อให้เกิดการปฏิบัติราชการร่วมกันโดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นหลัก</p><p>(4) การส่งเสริมและดำเนินการให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจเอกชนในจังหวัด</p><p>(5) การกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ระดับผู้ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ</p><p>(6) การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีความโปร่งใส และมีการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติราชการ</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 4/Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) กำหนดเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดครั้งละยี่สิบปี โดยให้สอดคล้องและต้องคำนึงถึงสิ่งใด </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และต้องคำนึงถึงเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค  ความต้องการและศักยภาพของประชาชนในจังหวัด</p></li></ul><p><br></p><p>ชัย 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค พ.ศ. 2566-2570  แบ่งเป้าหมายออกเป็นกี่ภาค  แต่ละภาคมีเป้าหมายอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : แนวทางการพัฒนาภาค พ.ศ. 2566 - 2570 แบ่งเป้าหมายออกเป็น 6 ภาค มีเป้าหมายรวม คือ การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดความเหลื่อมล้ำภายในภาค"</p><p>โดยแบ่งเป้าหมายในแต่ละภาค ดังนี้</p><p>ภาคเหนือ - ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ</p><p>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - ศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง</p><p>ภาคกลาง - ฐานการผลิตสินค้าและบริการมูลค่าสูง</p><p>ภาคตะวันออก - ฐานเศรษฐกิจสีเขียวชั้นนำของอาเซียน ควบคู่กับคุณภาพการดำรงชีวิตของประชาชนที่ดี</p><p>ภาคใต้ - แหล่งท่องเที่ยวและบริการที่มีคุณภาพ แหล่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและมูลค่าสูงเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาค</p><p>ภาคใต้ชายแดน - ฐานเศรษฐกิจชายแดนที่มั่นคง บนสังคมพหุวัฒนธรรม</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คณะกรรมการบริหารงานตำบลแบบบูรณาการ (ก.บ.ต.) มีองค์ประกอบ อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ </p><p>(1) ปลัดอำเภอผู้รับผิดชอบประจำตำบล ที่นายอำเภอมอบหมาย ประธานกรรมการ</p><p>(2) ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในตำบล กรรมการ</p><p>(3) ข้าราชการที่ปฏิบัติงานในตำบลที่นายอำเภอแต่งตั้ง ไม่เกิน 3 คน กรรมการ</p><p>(4) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในตำบล กรรมการ</p><p>(5) ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่นายอำเภอแต่งตั้ง ไม่เกิน 5 คน กรรมการ</p><p>(6) พัฒนากรผู้รับผิดชอบตำบล กรรมการและเลขานุการ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ก.บ.ต. มีอำนาจหน้าที่อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ (1) รวบรวมข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อใช้เป็นข้อมูลจัดทำแผนพัฒนาตำบล (2) รวบรวมแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน และแผนพัฒนาท้องถิ่นในตำบล เพื่อใช้ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาตำบล (3) จัดทำแผนพัฒนาตำบล และจัดลำดับความสำคัญของแผนงานหรือโครงการระดับตำบล รวมทั้งจัดทำแผนงานหรือโครงการในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีความคาบเกี่ยวตั้งแต่ 2 หมู่บ้านหรือชุมชนขึ้นไป (4) จำแนกแผนงานหรือโครงการระดับตำบลที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ระดับตำบล และจัดทำบัญชีประสานโครงการพัฒนา ส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น (5) จัดส่งแผนพัฒนาตำบล ให้ คณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) ใช้ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ และแผนความต้องการระดับอำเภอ (6) ทบทวนการจัดทำแผนพัฒนาตำบลทุกปี</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) มีองค์ประกอบอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) นายอำเภอ/ประธานกรรมการ</p><p>(2) ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานหรือปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายบริหารงานปกครอง/รองประธานกรรมการ</p><p>(3) พัฒนาการอำเภอ/กรรมการ</p><p>(4) ท้องถิ่นอำเภอ/กรรมการ</p><p>(5) หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ในระดับอำเภอ/กรรมการ (ที่นายอำเภอแต่งตั้ง ไม่เกิน 12 คน)</p><p>(6) ผู้แทนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอซึ่งคัดเลือกกันเอง/กรรมการ ประเภทละ 1 คน (ยกเว้น อบจ. และ เมืองพัทยา)</p><p>(7) ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายอำเภอแต่งตั้ง ไม่เกิน 5 คน/กรรมการ</p><p>(8) ปลัดอำเภอผู้รับผิดชอบสำนักงานอำเภอ/กรรมการและเลขานุการ</p><p>(9) ข้าราชการสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด/กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการที่ท้องถิ่นจังหวัดมอบหมาย 1 คน</p><p>(10) ข้าราชการในสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ/กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการที่นายอำเภอแต่งตั้ง 1 คน</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ทรงคุณวุฒิ ใน ก.บ.อ. ควรมีคุณสมบัติอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาระดับอำเภอ (2) มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับด้านการศึกษา (3) มีประสบการณ์ในการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอ (4) มีประสบการณ์ด้านภาคประชาสังคมและเอกชน</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ก.บ.อ. มีอำนาจหน้าที่อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) วางแนวทางปฏิบัติและอำนวยการบริหารงานแบบบูรณาการในอำเภอ รวมทั้งกำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติ ในการประสานแผนพัฒนาพื้นที่ของภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่อำเภอ </p><p>(2) จัดทำแผนพัฒนาอำเภอและแผนความต้องการระดับอำเภอ </p><p>(3) จัดทำแผนปฏิบัติงานประจำปีของอำเภอ โดยรวบรวมโครงการหรือกิจกรรมของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในพื้นที่อำเภอ และรายงานให้ คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) ทราบ </p><p>(4) ประสานกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำแผนพัฒนาอำเภอไปสู่การปฏิบัติ รวมทั้งกำกับ ติดตาม และให้คำแนะนำ </p><p>(5) ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานที่ดำเนินการในพื้นที่ </p><p>(6) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ตามที่ ก.บ.จ. มอบหมาย </p><p>(7) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ตามที่ ก.บ.อ. มอบหมาย </p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ก.บ.อ. อาศัยสิ่งใดมาเป็นแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาอำเภอและแผนความต้องการระดับอำเภอ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กรอบทิศทางการพัฒนาอำเภอและยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด</p></li></ul><p><br></p><p>นิว 3/Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : องค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (กบอ.) ผู้ใดบ้าง ที่มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละห้าปี</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ในระดับอำเภอที่นายอำเภอแต่งตั้ง ผู้แทนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอซึ่งคัดเลือกกันเอง ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายอำเภอแต่งตั้ง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://drive.google.com/drive/folders/1TZobhw0mPUzJQawLimSsuuCDHMKe44cR?usp=drive_link" />
         <pubDate>2024-04-23 06:51:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965964917</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นโยบายรัฐบาล กระทรวง กรม (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965965223</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายในการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ได้แก่เรื่องสำคัญอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายในการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ใน 6 เรื่อง ได้แก่ (1) ยาเสพติด (2) การค้ามนุษย์ (3) การครอบครองและพกพาอาวุธปืน (4) การพนัน (5) การดำเนินการติดตามและเฝ้าระวังผู้มีอิทธิพล และ (6) สถานบริการและสถานบันเทิง</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ 2 / Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นโยบายสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้มอบให้ส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อตอนเข้ารับตำแหน่ง มีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กรอบการทำงาน ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ทั้ง 10 ด้าน ได้แก่</p><p>(1) การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ โดยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ รวมไปถึงการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน</p><p>(2) น้ำดื่มสะอาดฟรีลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน ขอให้การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรับภารกิจจากเดิมที่ผลิตน้ำประปาเพื่อการอุปโภค (น้ำใช้) ให้เพิ่มการผลิตน้ำประปาสะอาดดื่มได้</p><p>(3) ลดค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าและน้ำมันของทุกส่วนราชการ เน้นการสร้างต้นแบบ ให้ประชาชนได้เห็นตัวอย่างของการใช้พลังงานทางเลือก ด้วยการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Cell / Solar Rooftop ในสถานที่ราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p><p>(4) ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด สนับสนุนให้มีการติดตั้ง พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในที่อยู่อาศัย เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย กระแสไฟฟ้าให้กับประชาชน รวมไปถึงการเพิ่มรายได้ จากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ให้แก่รัฐ</p><p>(5) จัดระเบียบสังคม ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ในที่นี้ หมายถึงคนที่ใช้อำนาจที่ตนมีในทางมิชอบ ไม่ว่าจะอำนาจเงิน หรืออำนาจจากสายสัมพันธ์ต่างๆ</p><p>(6) บริการประชาชนแบบ one stop service นำเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ทันสมัยมาใช้ ในการปฏิบัติราชการ การทำธุรกรรม เพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส</p><p>(7) อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ส่งเสริมให้จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วางแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยบูรณาการจากทุกภาคส่วนในพื้นที่</p><p>(8) เสริมเศรษฐกิจฐานราก การผลิต การตลาดและการจำหน่าย กำหนดมาตรการเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน เช่น การน้อมนำหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต การใช้ประโยชน์จากทุนชุมชน การพักหนี้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี</p><p>(9) แก้ปัญหายาเสพติด ต้องเป็นมาตรการเชิงรุก ต้องเน้นป้องกันไม่ใช่ปราบปราม และต้องกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงานที่ชัดเจน</p><p>(10) สนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ และการเตรียมความพร้อมท้องถิ่นเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ พร้อมย้ำอยากให้ข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยทุกคนเชื่อมั่นในตนเองและร่วมช่วยทำงานไปพร้อมกัน</p><p>การที่จะดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และบรรดาผู้ว่า CEO (ผู้ว่าราชการจังหวัด) ที่ต้องทันโลก ทันสมัยและทันท่วงที ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานที่ได้มอบไว้ตั้งแต่วันแรก (7 ก.ย. 66) ที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนได้ตรงจุด</p><p><strong>“ทันโลก” </strong>คือ เข้าใจสถานการณ์โลก เพื่อจะรู้ผลกระทบต่อประเทศไทย และปรับตัวได้ทัน สามารถพัฒนายุทธศาสตร์ให้ประเทศของเราสามารถแข่งขันได้ และในยามที่สถานการณ์โลกผันผวน ก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ <strong>“ทันสมัย”</strong> คือ เราต้องเข้าใจบริบทที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะทางเศรษฐกิจหรือสังคม เข้าใจค่านิยมของยุคสมัยใหม่ เพื่อจะสามารถเชื่อมคนทุกรุ่นเข้าด้วยกัน และสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนางานในทุกด้าน โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว การพัฒนาศักยภาพในการผลิตและรายได้ต่อหัวเป็นสิ่งสำคัญ พรรคการเมืองที่จะนำพาประเทศให้พัฒนาได้อย่างยั่งยืน จะต้องสามารถบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สุดท้าย คำว่า <strong>“ทันท่วงที”</strong> หมายถึง การตัดสินใจได้อย่างแม่นยำรวดเร็ว ทันสถานการณ์ เพื่อให้รับมือกับ “วิกฤต” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อมี "โอกาส" ก็คว้าได้ทันอยู่เสมอ</p></li></ul><p><br/></p><p>ต่อ 3/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : พฤติการณ์ของบุคคลที่เข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลมี กี่ฐานความผิด อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มี 16 พฤติการณ์ ดังนี้ (1) นายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ (2) การฮั๊วประมูลและขัดขวางการเสนอ/แข่งขันราคา ในการประมูลงานของทางราชการ (3) เรียกรับผลประโยชน์จากคิวรถจักรยานยนต์ และรถยนต์รับจ้างผิดกฎหมาย (4) เรียกรับผลประโยชน์จากโรงงาน ร้านค้า สถานบริการ และสถานประกอบการต่างๆ (5) การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี น้ำมันเถื่อน น้ำมันปาล์ม บุหรี่/สุราเถื่อน และรับเคลียร์การนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย (6) การลักลอบจัดให้มีบ่อนการพนัน โต๊ะพนันบอล หวยใต้ดิน จับยี่กี ตู้เกมส์ไฟฟ้า (7) การลักลอบค้าหญิงและเด็ก บังคับค้าประเวณี โสเภณีเด็ก (8) การลักลอบนำคนเข้า – ออก และอยู่ในราชอาณาจักร โดยผิดกฎหมาย (9) การหลอกลวงประชาชนไปทำงานต่างประเทศ (10) การหลวงลวงต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว (11) มือปืนรับจ้าง (12) การรับจ้างทวงหนี้ด้วยการข่มขู่หรือใช้กำลัง (13) การลักลอบค้าอาวุธสงคราม อาวุธปืนเถื่อน (14) การบุกรุกที่ดินสาธารณะ และหรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (15) การเรียกรับผลประโยชน์จากการรับเคลียร์หรือคุ้มครองการกระทำผิดบนเส้นทางหลวงหรือสาธารณะ (16) ผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 2/week</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อได้ถูกต้อง</strong></p><p>กระบวนการแก้ไขหนี้นอกระบบอำเภอ สามารถเสนอวิธีไกล่เกลี่ยได้ ดังนี้</p><p>1. กลไกชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองระดับอำเภอ ที่ประกอบด้วย นายอำเภอเป็นหัวหน้าชุด</p><p>2. กลไกคณะผู้ไกล่เกลี่ย</p><p>3. กลไกคณะกรรมการหมู่บ้าน</p><p>ก. ข้อ 1 และ 2</p><p>ข. ข้อ 2 และ 3</p><p>ค. ข้อ 3 และ 1</p><p>ง. ถูกทั้ง 1 2 และ 3</p><p>จ. ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. เพราะข้อ 1 ผิด ชุดปฏิบัติการต้องเป็นปกครองและตำรวจ</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเศรษฐา​ ที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่​ 1​1​ กันยายน​ 2566​ มีกี่ข้ออะไรบ้าง​ เรียงตามลำดับ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : มี​ 5​ ข้อ​ เรียงตาม​ลำดับ​ ดังนี้ (1) การเติมเงิน​ 10000บาทผ่าน​ Digital​Wallet (2) การแก้หนี้สินทั้งในภาคเกษตร​ ภาคธุรกิจ​ และภาคประชาชน (3) การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน (4) ผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว (5) การแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : นโยบาย​ Digital​ Wallet​ มีความสำคัญอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : เป็นตัวจุดชนวนที่จะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เราจะใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและกระจายไปยังทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้ถึงฐานราก เกิดการจับจ่ายใช้สอยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาขน และภาคธุรกิจที่จะขยายการลงทุน ขยายกิจการ เกิดการผลิตสินค้ที่มากขึ้น นำไปสู่การจัางงาน สร้างอาชีพและเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกหลายรอบ รัฐบาลเองก็จะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปแบบของภาษีและที่สำคัญ การดำเนินนโยบายนี้จะเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดีจิทัสให้กับประเทศเป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศให้เข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ สร้างโอกาสใหม่ ๆให้กับประชาชน เปิดประตูให้ภคธุรกิจต้เข้าถึงแหล่งทุนใหม่ เพิ่มประสิทธิภพและสร้างความโปร่งใสให้กับกลไกการชำระเงินของระบบเศรษฐกิจและรัฐบาล</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​​ 3​/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : นโยบายของรัฐบาลกรอบระยะกลางและระยะยาว​ คืออะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : รัฐบาลจะเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชนผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM 4/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเป็นผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (MOI CAST : Ministry of Interior for Change Agent for Strategic Transformation) ศาสตร์พระราชาเป็นกลไกลในการขับเคลื่อน แบบ 357 และเน้นย้ำการทำงานทุกเรื่องต้องบูรณาการคนมหาดไทยด้วยกันแล้วขยายผลไปยังภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างความตระหนักถึงบริบทภูมิสังคม เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับพี่น้องประชาชนโดยรวมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน กลไกลที่ใช้ขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาแบบ 357 หมายถึงอะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาด้วยกลไก 357 คือ 3 ระดับ ได้แก่ พื้นที่/ชุมชน จังหวัด สู่ระดับประเทศ 5 กลไก ได้แก่ ประสานงานภาคีเครือข่าย บูรณาการแผน ติดตามประเมินผล การจัดการความรู้ และสื่อสารสังคม และ 7 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารสังคม ด้วยการทำงานเป็นทีม</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 4/ week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อความใดกล่าวถูกต้อง ตามคำแถลงนโยบายของรัฐบาล</strong></p><p>A : การเติมเงิน 10,000 บาท ให้ประชาชนในดิจิตอลวอลเลต สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ ตาม รธน. 60</p><p>B : การสนับสนุน soft power สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ ตาม รธน. 60</p><p>C : การบริหารกระจายอำนาจ (ผู้ว่า CEO) สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ ตาม รธน. 60</p><p>ก. A B ถูกต้อง</p><p>ข. B C ถูกต้อง</p><p>ค. C A ถูกต้อง</p><p>ง. A B C ถูกต้อง</p><p>จ. ไม่มีข้อใดถูกต้อง </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. ถูก A และ B เพราะข้อ C ผู้ว่า CEO สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ 7/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม  : พระดำริ Sustainable Fashion จากโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประกอบด้วยหลักการสำคัญอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ  :  Sustainable Fashion ประกอบด้วย (1) การพึ่งพาตนเองจากวัตถุดิบ ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย และแลกเปลี่ยนซื้อขายจากเกษตรกรคนไทยในประเทศ (2) ใช้ความเพียรพยายามในการใช้ความรู้ ความสามารถ ทำผ้าด้วยแรงกายแรงใจ น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ประกอบอาชีพ (3) ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับจากวิทยากรไปสู่ลูกหลาน เพื่อสร้างโอกาสนำไปต่อยอดพัฒนาคุณภาพชีวิต (4) นำหลักแฟชั่นสมัยใหม่มาประยุกต์ พัฒนางาน และคำนึงถึงความต้องการของผู้ที่สวมใส่ ติดตามข่าวสารการเปลี่ยนแปลง ความนิยมชมชอบของแฟชั่นในอนาคต</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://drive.google.com/drive/folders/1S19DM-l88OlRUHRUTFyAhHuAbT4Gpztg?usp=drive_link" />
         <pubDate>2024-04-23 06:52:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2965965223</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รธน. 2560 และที่แก้ไขฯ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969909103</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้ง 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กำหนดให้การกระทำนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : องค์กรใดมีหน้าที่และอำนาจในการเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความเป็นไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 230 (1) บัญญัติให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่และอำนาจเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใด ๆ บรรดาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : เป้าหมายของการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ​ 60</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : มาตรา 257 การปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ต้องตำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้</p><p>(1) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองตอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ</p><p>(2) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ</p><p>(3)  ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : องคมนตรีมีทั้งหมดกี่คน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 19 คน คือ ประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใครเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง "ประธานองคมนตรี" หรือให้ "ประธานองคมนตรี" พ้นจากตำแหน่ง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประธานรัฐสภา</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใครเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง "องคมนตรีอื่น" หรือให้ "องคมนตรีอื่น" พ้นจากตำแหน่ง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประธานองคมนตรี</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กำหนดให้ใครเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประธานรัฐสภา</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คณะรัฐมนตรีมีทั้งหมดกี่คน ใครเป็นคนแต่งตั้ง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 35 คน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน การเสนอชื่อต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ตามรัฐธรรมนูญ มีจำนวนเท่าใดและมีที่มาอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 500 คน โดยแบ่งเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 400 คน และสมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองจำนวน 100 คน ✅มีวาระ4ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนเท่าใด และจำนวนวุฒิสมาชิกตามบทเฉพาะกาลกำหนดไว้อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 200 คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเอง ของบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน หรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม</p><p>*ตามหมวด 7 ส่วนที่ 3 จะมีวุฒิสภาจำนวน 200 คน แต่ถ้าเป็น ส.ว. ตามบทเฉพาะกาลจะมีวุฒิสภา จำนวน 250 คน</p><p>✅มีวาระ5 ปีนับตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง </p><p><strong>หมายเหตุ</strong>  สว. ชุดแรกตามบทเฉพาะกาล มีอำนาจ เลือกนายกรัฐมนตรี ชุดใหม่ 200 คน ไม่มีสิทธิ์นี้</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาจากอะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร์ที่ประกาศในปีสุดท้าย ก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 400 คน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คน</p></li></ul><p><br/></p><p>นาจ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เหตุผลในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๖๔ คืออะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : โดยที่มาตรา ๘๓ และมาตรา ๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้กำหนดสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคนมีสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสามร้อยห้าสิบคนสมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคนเป็นจำนวนที่ไม่สอดคล้องต่อจำนวนประชากรในแต่ละเขตเลือกตั้งหากมีการกำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีจานวนสี่ร้อยคนก็จะทำให้การดูแลปัญหาของประชาชนมีความใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและการคำนวณคะแนนสมาชิกสภาผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อพรรคการเมืองและต้องเคารพหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนการให้มีบัตรเลือกตั้งสองใบเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการเลือกพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตย่อมทำให้ประชาชนได้ใช้เจตจานงในการเลือกตั้งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้หมายถึงอะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว และเป็นราชอาณาจักรซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 6 องค์พระมหากษัตริย์หมายความถึงอะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พระมหากษัตริย์ในฐานะส่วนพระองค์ และพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 12 องคมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง หรือข้าราชการยกเว้นข้อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้าราชการในพระองค์ในตำแหน่งองคมนตรี และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 16 ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชทานไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะส่งแต่งตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้นให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และในกรณีที่ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ผู้ใดเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประธานรัฐสภา</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้ง 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีกี่ฉบับ อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 130 กำหนดให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ดังนี้</p><p>(1) พรป.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561</p><p>(2) พรป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561</p><p>(3) พรป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560</p><p>(4) พรป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 </p><p>(5) พรป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560</p><p>(6) พรป.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561</p><p>(7) พรป.การตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561</p><p>(8) พรป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561</p><p>(9) พรป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560</p><p>(10) พรป.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560</p><p>**เป็นกฎหมายที่กำหนดรายละเอียดของหลักการหรือกลไกสำคัญของรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบและถ่วงดุลทางการเมือง หรือกำหนดกลไกการดำเนินงานขององค์กรที่มีความสำคัญ เพื่อให้หลักการนั้น มีผลปฏิบัติอย่างแท้จริง</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : นายศรี​ ทราบมาว่า​ นาย​ ก.​ กระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข​  นายศรี​ มีสิทธิร้องต่อศาลรัฐธรรมนูฐให้วินิจฉัยสั่งการให้นาย​ ก.​ เลิกการกระทำได้หรือไม่​ อย่างไร​ </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ :  ไม่ได้​ นายศรีต้องร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวก่อน​ เว้นแต่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ​  หรือ​ ไม่ดำเนินการภายใน​ 15​ วันนับปต่วัยที่ได้รับคำร้องขอ​ นายศรีจึงสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง</p></li></ul><p><br/></p><p>บิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บทบัญญัติใดของรัฐธรรมนูญ ที่แสดงให้เห็นว่า พระมหากษัตริย์ ทรงอยู่เหนือการเมือง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 6 “ องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้กำหนดแนวทาง การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 24 </p><p>“การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กระทำต่อพระราชทายาทซึ่งทรงบรรลุนิติภาวะแล้วหรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้” </p><p>“ในระหว่างที่มิได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ซึ่งต้องถวายสัตย์ปฏิญาณปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนก็ได้”</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หมวดใดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่มีการบัญญัติเพิ่มเติม ซึ่งไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ และหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามข้อใด </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม) มาตรา 3 วรรคสอง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://drive.google.com/drive/folders/1__H3L2M9QoVFAhqDPAi9ultzd0T6Rokg?usp=drive_link" />
         <pubDate>2024-04-25 15:24:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969909103</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรป.วุฒิสภา</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969909772</link>
         <description><![CDATA[<p>นาจ 3/ week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจํานวนสองร้อยคนซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทํางานหรือเคยทํางาน</strong></p><p><strong>ด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคมในแต่ละกลุ่ม ดังต่อไปนี้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง อันได้แก่ผู้เคยเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(2) กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อันได้แก่ผู้เป็นหรือเคยเป็นผู้พิพากษา ตุลาการ อัยการ ตํารวจ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(3) กลุ่มการศึกษา อันได้แก่ผู้เป็นหรือเคยเป็นครู อาจารย์ นักวิจัย ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(4) กลุ่มการสาธารณสุข อันได้แก่ผู้เป็นหรือเคยเป็นแพทย์ทุกประเภท เทคนิคการแพทย์ สาธารณสุข พยาบาล เภสัชกร หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(5) กลุ่มอาชีพทํานา ปลูกพืชล้มลุก หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(6) กลุ่มอาชีพทําสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(7) กลุ่มพนักงานหรือลูกจ้างของบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้ใช้แรงงาน หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(8) กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(9) กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(10) กลุ่มผ้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการตาม (๙)</p><p>(11) กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว อันได้แก่ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบกิจการหรือพนักงานโรงแรม หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(12) กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(13) กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารการพัฒนานวัตกรรม หรืออื่น ๆในทํานองเดียวกัน</p><p>(14) กลุ่มสตรี</p><p>(15) กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น หรืออื่น ๆในทํานองเดียวกัน</p><p>(16) กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดงและบันเทิง นักกีฬา หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(17) กลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(18) กลุ่มสื่อสารมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(19) กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทํานองเดียวกัน</p><p>(20) กลุ่มอื่น ๆ</p><p>***การมีลักษณะอื่น ๆ ในทํานองเดียวกันตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย 1/ week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา 13 (3) มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งคุณสมบัติในข้อนี้ ไม่ใช้บังคับแก่กลุ่มใดในตามมาตรา 11</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คุณสมบัติตามมาตรา 13 (3) ❌️ไม่ใช่บังคับในกลุ่มที่ 14 และ 15 คือ กลุ่ม 14 กลุ่มสตรี และกลุ่ม 15 กลุ่มผู้สูงอายุคนพิการหรือทุพพลภาพกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มอัตลักษณ์อื่น หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว 4/week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้ตราเป็นกฎหมายใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  พระราชกฤษฎีกา</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย2/ week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม  : ในกรณีที่ผู้สมัครผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือสมัครมากกว่าหนึ่งกลุ่มหรือหนึ่งอำเภอ หรือแสดงข้อมูลในใบสมัครหรือเอกสารหรือหลักฐานประกอบการสมัครอันเป็นเท็จ ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ จะดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  มาตรา 20 ให้ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอสั่ง❌️ไม่รับสมัคร ในกรณีที่รับสมัครไว้แล้ว ให้การสมัครของผู้นั้นเป็นโมฆะ และให้ผู้อำนวยการการเลือกซึ่งพบเห็นดังกล่าว❌️สั่งลบชื่อผู้นั้นออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัคร แล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย 3/ week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอสั่งไม่รับสมัครผู้ใดหรือสั่งลบชื่อผู้สมัครผู้ใด ผู้นั้นมีสิทธิดำเนินการต่ออย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 22 ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อ🏢ศาลฎีกาภายในสามวันนับแต่วันที่ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครหรือวันที่ผู้อำนวยการการเลือกสั่งลบชื่อ แล้วแต่กรณี</p><p>⚠️ ในการพิจารณาและมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน เมื่อถึงวันเลือก ถ้าศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัยให้ดำเนินการเลือกต่อไป โดยให้ถือว่ามีผู้สมัครเพียงเท่าที่ปรากฏตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอประกาศ ในกรณีเช่นนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาไม่มีผลกระทบต่อการเลือกที่ดำเนินการไปแล้ว</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย 2/week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม  : ในกรณีที่ผู้สมัครผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือสมัครมากกว่าหนึ่งกลุ่มหรือหนึ่งอำเภอ หรือแสดงข้อมูลในใบสมัครหรือเอกสารหรือหลักฐานประกอบการสมัครอันเป็นเท็จ ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ จะดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 20 ให้ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอสั่ง❌️ไม่รับสมัคร ในกรณีที่รับสมัครไว้แล้ว ให้การสมัครของผู้นั้นเป็นโมฆะ และให้ผู้อำนวยการการเลือกซึ่งพบเห็นดังกล่าว❌️สั่งลบชื่อผู้นั้นออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัคร แล้วรายงานให้คณะกรรมการทราบ</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย 3/week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอสั่งไม่รับสมัครผู้ใดหรือสั่งลบชื่อผู้สมัครผู้ใด ผู้นั้นมีสิทธิดำเนินการต่ออย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 22 ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อ🏢ศาลฎีกาภายในสามวันนับแต่วันที่ประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัครหรือวันที่ผู้อำนวยการการเลือกสั่งลบชื่อ แล้วแต่กรณี</p><p>⚠️ในการพิจารณาและมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน เมื่อถึงวันเลือก ถ้าศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัยให้ดำเนินการเลือกต่อไป โดยให้ถือว่ามีผู้สมัครเพียงเท่าที่ปรากฏตามบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่ผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอประกาศ ในกรณีเช่นนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาไม่มีผลกระทบต่อการเลือกที่ดำเนินการไปแล้ว</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:25:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969909772</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.บริหารราชการ (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969910098</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง เกี่ยวกับ ก.ธ.จ. ตามมาตรา 55/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550</strong></p><p>(1) ก.ธ.จ. ย่อมาจาก "คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด"</p><p>(2) ก.ธ.จ. มีหน้าที่สอดส่องและเสนอแนะการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานของรัฐในจังหวัดให้ใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและเป็นไปตามหลักการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓/๑ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545</p><p>(3) ก.ธ.จ. ประกอบด้วยผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเขตอำนาจในจังหวัดเป็นประธาน ผู้แทนภาคประชาสังคม ผู้แทนสมาชิกสภาท้องถิ่นที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารและผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน ทั้งนี้ จำนวนวิธีการสรรหา และการปฏิบัติหน้าที่ของ ก.ธ.จ. ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี</p><p>(4) ในกรณีที่ ก.ธ.จ. พบว่ามีการละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับหรือมีกรณีที่เป็นการทุจริต ให้เป็นหน้าที่ของ ก.ธ.จ. ที่จะต้องแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป</p><p>(5) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ 5. ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีใครเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และมีสถานะเป็นข้าราชการประเภทใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการการเมือง </p><p>ทั้งนี้ มีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เป็นข้าราชการการเมือง และมีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร และผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีใครเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และมีสถานะเป็นข้าราชการประเภทใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และผู้ช่วยเลขาธิการคณะรัฐมตรี เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ</p></li></ul><p><br></p><p>บิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p><p>(ก) การจัดตั้ง การรวม หรือการโอนส่วนราชการ ส่วนกลาง ที่มีการกำหนดอัตราข้าราชการ หรือลูกจ้างให้ดำเนินการโดยโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ</p><p>(ข) การรวมหรือการโอนส่วนราชการส่วนกลางไม่ว่าจะมีผลเป็นการจัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่หรือไม่ ถ้าไม่มีการกำหนดตำแหน่งหรืออัตราของข้าราชการลูกจ้างเพิ่มขึ้น ให้ดำเนินการโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา</p><p>(ค) การเปลี่ยนชื่อราชการส่วนกลาง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา</p><p>(ง) การจัดตั้งกรม ซึ่งไม่สังกัดสำนักนายก กระทรวง ทบวง ให้ระบุการไม่สังกัดอยู่ในพระราชบัญญัติ</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ.ถูกทุกข้อ</p><p>*ข้อ ข. เพิ่มเติม การห้ามเพิ่มคนห้ามเพิ่มเป็นระยะเวลาสามปีนับตั้งแต่พระราชกฤษฎีกาบังคับใช้ โดยให้ก.พ. และสำนักงบประมาณเป็นผู้ตรวจสอบ</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การรักษาราชการแทน ข้อใดผิด</strong></p><p>(1) ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหลายคนให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทนถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน</p><p>(2) ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนถ้ามีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีหลายคน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมอบหมายให้ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าไม่มีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน</p><p>(3) ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้รองปลัดกระทรวงเป็นผู้รักษาราชการแทนถ้ามีรองปลัดกระทรวงหลายคนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งรองปลัดกระทรวงคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทนถ้าไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน</p><p>(4) ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ปลัดกระทรวงจะแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทนก็ได้</p><p>(5) ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงแหน่งเลขานุการกรมหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการในกรมคนหนึ่งซึ่งดำรงแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการ ระดับสูง หรือเทียบเท่าเป็นผู้รักษาราชการแทน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 5 มาตรา 47</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 8 การจัดตั้ง การรวม หรือการโอนส่วนราชการให้ตราเป็นกฎหมายใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พระราชบัญญัติ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 8 ทวิ การรวมหรือการโอนส่วนราชการไม่ว่าจะมีผลเป็นการจัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่หรือไม่ ถ้าไม่มีการกำหนดตำแหน่งหรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างเพิ่มขึ้นให้ตราเป็นกฎหมายใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พระราชกฤษฎีกา</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 8 จัตวา การยุบส่วนราชการราชการให้ตราเป็นกฎหมายใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พระราชกฤษฎีกา</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 8 จัตวา ในกรณีที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐประสงค์จะรับโอนข้าราชการหรือลูกจ้างซึ่งต้องพ้นจากราชการเพราะเหตุยุบตำแหน่งอันเนื่องมาจากการยุบส่วนราชการให้กระทำได้โดยมิให้ถือว่าข้าราชการหรือลูกจ้างผู้นั้นได้พ้นจากราชการแต่ทั้งนี้ต้องกระทำภายในกี่วัน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ภายใน 30 วันนับแต่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 13 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองเป็นข้าราชการประเภทใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้าราชการการเมือง</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร และผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นข้าราชการประเภทใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้าราชการพลเรือนสามัญ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 14 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>ตอบ : ราชการของคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และราชการในพระองค์</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 21 กระทรวงใดมีภารกิจเพิ่มขึ้น และมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีรองปลัดกระทรวงมากกว่าที่กำหนดไว้ ให้ดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการจะร่วมกันอนุมัติให้กระทรวงนั้นมีรองปลัดกระทรวงเพิ่มขึ้นเป็นกรณีพิเศษโดยจะกำหนดเงื่อนไขเป็นเงื่อนเวลาไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 57 ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแลการปฎิบัติราชการอันมิใช่ราชการส่วนภูมิภาคของข้าราชการซึ่งประจำอยู่ในจังหวัดนั้นยกเว้นข้าราชการประเภทใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการในสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและข้าราชการครู ( ท ตุ อัย มหา เงิน ครู)</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 58 การยกเว้น จำกัด หรือตัดทอน อำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการในจังหวัด หรือให้ข้าราชการของส่วนราชการใดมีอำนาจหน้าที่หน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัดจะกระทำได้โดยตราเป็นกฎหมายใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พรบ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 61/2 การไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง ให้บุคคลใดปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานคณะบุคคลผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายอำเภอ พนักงานอัยการประจำจังหวัด หรือปลัดอำเภอที่ได้รับมอบหมาย</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 61/3 บรรดาความผิดที่มีโทษทางอาญาที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอ หากเป็นความผิดอันยอมความได้ และมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ ถ้าผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอมหรือแสดงความจำนง ให้ผู้ใดเป็นผู้ไกล่เกลี่ย</strong></p></blockquote><ul><li><p>ตอบ : นายอำเภอหรือปลัดอำเภอที่นายอำเภอมอบหมาย</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้าราชการตำแหน่งใดดังต่อไปนี้สังกัดกระทรวงมหาดไทย</strong></p><p>(1) ผู้ว่าราชการจังหวัด</p><p>(2) รองผู้ว่าราชการจังหวัด</p><p>(3) ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด</p><p>(4) ปลัดจังหวัด</p><p>(5) หัวหน้าสำนักงานจังหวัด</p><p>(6) นายอำเภอ</p><p>(7) ปลัดอำเภอ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 1,2,3,6</p></li></ul><p><br></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : อำนาจของอำเภอ ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน ที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 7 มีว่าอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) อำนาจและหน้าที่ตามกฏหมายในมาตรา 52/1 (1) - (6) โดยให้นำความในมาตรา 52/1 วรรคสองมาบังคับใช้โดยอนุโลม</p><p>(2) ส่งเสริมสนับสนุนและจัดให้มีการบริการร่วมกันของหน่วยงานของรัฐในลักษณะศูนย์บริการร่วม</p><p>(3) ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินการให้มีแผนชุมชน เพื่อรองรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด และ กระทรวง ทบวง กรม</p><p>(4) ไกล่เกลี่ยหรือจัดให้มีการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม ตามมาตรา 61/2 และมาตรา 61/3</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ใดเป็นผู้รักษาราชการแทน </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : หากมีผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีหลายคน ผู้ใดเป็นผู้มอบหมายผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้รักษาราชการแทน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐมนตรีว่าการกระทรวง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:25:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969910098</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ปรับปรุงกระทรวง</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969910339</link>
         <description><![CDATA[<p>บิว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ส่วนราชการ “ในสำนักนายกรัฐมนตรี“ ประกอบด้วยส่วนราชการใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (2) กรมประชาสัมพันธ์ (3) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ส่วนราชการที่อยู่ "ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี" ประกอบด้วยส่วนราชการใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: </p><p>(1) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี</p><p>(2) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี</p><p>(3) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ</p><p>(4) สำนักงบประมาณ</p><p>(5) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ</p><p>(6) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</p><p>(7) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน</p><p>(8) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</p><p>(9) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ</p><p>(10) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน</p><p>(11) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ</p><p>(12) สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง</p><p>***หลักการจำ ให้จำว่าเป็นหน่วยงานที่ต้องคอยให้คำปรึกษา เป็นเครื่องหมายเครื่องมือ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีสามารถบริหารประเทศได้***</p></li></ul><p><br/></p><p><strong>คำถาม : ส่วนราชการ“ ที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง” ประกอบด้วยส่วนราชการใดบ้าง</strong></p><ul><li><p>คำตอบ: </p><p>(1) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ</p><p>(2) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ</p><p>(3) สำนักงานราชบัณฑิตยสภา</p><p>(4) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</p><p>(5) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน</p><p>(6) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : "องค์กรอิสระ" ตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วยองค์กรใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง</p><p>(2) ผู้ตรวจการแผ่นดิน</p><p>(3) ปปช.</p><p>(4) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน</p><p>(5) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ</p><p>***กสทช. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และยังมีองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ 1. องค์กรอัยการและ 2. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</p><p>*** ข้อสอบอาจออก ว่า หน่วยงานใดขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี หน่วยงานใดสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ?***</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน่วยงานใดขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: </p><p>(1) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี</p><p>(2) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี</p><p>(3) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ</p><p>(4) สำนักงบประมาณ</p><p>(5) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ</p><p>(6) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</p><p>(7) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน</p><p>(8) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</p><p>(9) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ</p><p>(10) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน</p><p>(11) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ</p><p>(12) สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง</p><p>(13) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545</strong></p><p>(ก) การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข </p><p>(ข) การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การอำนวยความเป็นธรรมของสังคม การส่งเสริมและพัฒนาการเมืองการปกครอง การพัฒนาการบริหารราชการส่วนภูมิภาค การปกครองท้องที่ </p><p>(ค) การทะเบียนราษฎร ความมั่นคงภายใน </p><p>(ง) กิจการสาธารณภัย และการพัฒนาเมือง</p><p>(จ) การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพัฒนาชุมชน </p><p>(ฉ) ทุกข้อเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ฉ. ตามมาตรา 30 พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545</p></li></ul><p><br/></p><p>ชั้ย ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้าราชการที่ออกจากราชการไปแล้ว ต่อมาถูก คณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือและคณะกรรมการป.ป.ท. มีมติชี้มูล จะต้องดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ในกรณีที่คณะกรรมการป.ป.ช. หรือคณะกรรมการป.ป.ท. มีมติชี้มูลความผิดข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดซึ่งออกจากราชการแล้ว การดําเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษแก่ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปราม การทุจริต แล้วแต่กรณี</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 2 </p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม กำหนดให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข (2) การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) การอำนายความเป็นธรรมของสังคม (4) การส่งเสริมและพัฒนาการเมืองการปกครอง (5) การพัฒนาการบริหารราชการส่วนภูมิภาค (6) การปกครองท้องที่ (7) การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและพัฒนาชุมชน (8) การทะเบียนราษฎร (9) ความมั่นคงภายใน (10) กิจการสาธารณภัย (11) การพัฒนาเมือง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:25:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969910339</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กฎฯ กลุ่มภารกิจ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969910724</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้องตามวิธีปฏิบัติที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม</strong></p><p>(1) กระทรวงมหาดไทย มีกลุ่มภารกิจ ดังนี้ </p><p>    1.1 กลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน </p><p>    1.2 กลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น</p><p>    1.3 กลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง </p><p>(2) ในกรณีมีเหตุอื่นอันสำคัญอันอาจทำให้เป้าหมายของงานเปลี่ยนไปไม่ว่าจะทำให้เสร็จเร็ว ขึ้นหรือช้าลง หรือไม่อาจสำเร็จได้ก็ตาม ให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจรายงานเหตุดังกล่าวและผลที่อาจเกิดขึ้น ให้ปลัดกระทรวงทราบ</p><p>(3) อำนาจในการสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการระดับ 9 ขึ้นไป ให้ยังคงเป็นอำนาจ</p><p>ของปลัดกระทรวง แต่ก่อนดำเนินการให้ปลัดกระทรวงหารือกับหัวหน้ากลุ่มภารกิจทุกกลุ่มภารกิจก่อน</p><p>(4) ในกรณีที่รัฐมนตรีจะมอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงปฏิบัติราชการแทน ถ้าเป็นราชการหรือภารกิจของส่วนราชการในกลุ่มภารกิจใด จะมอบอำนาจให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจนั้นปฏิบัติราชการแทนก็ได้</p><p>(5) ในกรณีที่มีการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองตามมาตรา 44 และ 45 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ถ้ากฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 45 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดให้ปลัดกระทรวงเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ ในกระทรวงที่มีการแบ่งกลุ่มภารกิจให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้</p><p>    5.1 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจ ให้เป็นอำนาจของปลัดกระทรวง</p><p>    5.2 ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นอธิบดี หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าในกลุ่มภารกิจ ให้เป็นอำนาจของหัวหน้ากลุ่มภารกิจนั้น</p><p>(6) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 6 ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><p>บิว ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ พ.ศ. 2545</strong></p><p>(ก) กระทรวงมหาดไทย ประกอบไปด้วยกลุ่มภารกิจ 3 กลุ่มภารกิจ และมีรองปลัดกระทรวง จำนวน 3 คน เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจ</p><p>(ข) กลุ่มภารกิจตามหมวด 1 แห่งกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ พ.ศ. 2545 ปฏิบัติราชการราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี เว้นแต่กลุ่มภารกิจของกระทรวงต่างประเทศ </p><p>(ค) การรายงานให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจรายงานต่อปลัดกระทรวง ตามแบบรายงานและระยะเวลาการรายงานที่ปลัดกระทรวงและหัวหน้ากลุ่มภารกิจตกลงกันหรือตามที่รัฐมนตรีมีคำสั่ง ทั้งนี้ปลัดกระทรวงอาจกำหนดให้ไม่ต้องรายงานเมื่อใดก็ได้</p><p>(ง) ในกรณีที่รัฐมนตรีจะมอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงปฏิบัติราชการแทน ถ้าเป็นราชการหรือภารกิจของส่วนราชการในกลุ่มภารกิจใด จะมอบอำนาจให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจนั้นปฎิบัติราชการแทนก็ได้ ทั้งนี้หัวหน้ากลุ่มภารกิจซึ่งได้รับมอบอำนาจอาจมอบอำนาจต่อให้รองปลัดกระทรวงหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ซึ่งอยู่ในกลุ่มภารกิจเดียวกัน หรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้</p><p>(จ) ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มภารกิจ หรือแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า หรืออธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าในกลุ่มภารกิจนั้นเป็นผู้รักษาราชการแทน กรณีไม่มีรองปลัดกระทรวง อธิบดี หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ปลัดกระทรวงแต่งตั้งข้าราชการในกระทรวงซึ่งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าในกลุ่มภารกิจนั้นเป็นผู้รักษาราชการแทน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ในกรณีที่รัฐมนตรีจะมอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงปฏิบัติราชการแทน ถ้าเป็นราชการหรือภารกิจของส่วนราชการในกลุ่มภารกิจใด จะมอบอำนาจให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจนั้นปฎิบัติราชการแทนก็ได้ ทั้งนี้หัวหน้ากลุ่มภารกิจซึ่งได้รับมอบอำนาจอาจมอบอำนาจต่อให้“ อธิบดี ”หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ซึ่งอยู่ในกลุ่มภารกิจเดียวกัน หรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้</p></li></ul><p><br/></p><p>TU ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง กำหนดให้ปลัดกระทรวงเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ในกระทรวงที่มีการแบ่งกลุ่มภารกิจให้ปฏิบัติอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจให้เป็นอำนาจของปลัดกระทรวง (2) ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองเป็นอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าในกลุ่มภารกิจให้เป็นอำนาจของหัวหน้ากลุ่มภารกิจนั้น</p></li></ul><p><br/></p><p>TU ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หมวด 3 การรายงาน กำหนดให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจรายงานต่อปลัดกระทรวงในกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) การกำหนดงานใดขึ้นใหม่โดยมิใช่เป็นงานตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี ให้รายงานเมื่อได้กำหนดขอบเขตและกำหนดเวลาของงานนั้นชัดเจนขึ้น</p><p>(2) เมื่อได้เริ่มลงมือปฏิบัติงานใดให้รายงานเริ่มต้นทำงาน</p><p>(3) ในกรณีมีเหตุอื่นอันสำคัญอันอาจทำให้เป้าหมายของงานเปลี่ยนไปไม่ว่าจะทำให้เสร็จเร็วขึ้นหรือช้าลง หรือไม่อาจสำเร็จได้ก็ตาม ให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวและผลที่อาจเกิดขึ้น</p><p>(4) ในกรณีที่เหตุสำคัญตามข้อ (3) เป็นอุปสรรคต่องาน เมื่อได้ริเริ่มใช้มาตรการใดเพื่อแก้ไขอุปสรรค ให้รายงานการดำเนินการ และถ้ามาตรการนั้นไม่อาจบรรลุผล ต้องเปลี่ยนไปใช้มาตรการใหม่ให้หัวหน้ากลุ่มภารกิจรายงานการริเริ่มใช้มาตรการใหม่ด้วย</p><p>(5) กรณีที่เหตุสำคัญตามข้อ (3) ยุติลงแล้ว ให้รายงานการยุติและประเมินผลที่จะตามมา</p><p>(6) กรณีที่งานใดเสร็จสิ้นแล้ว ให้รายงานผลการปฏิบัติ การใช้จ่ายงบประมาณบุคลากรและทรัพย์สิน พร้อมกับประเมินผลงานกับเป้าหมายที่ตั้งไว้</p><p>(7) การรายงานความก้าวหน้าของงานตามที่ปลัดกระทรวงและหัวหน้ากลุ่มภารกิจตกลงกันหรือตามที่รัฐมนตรีมีคำสั่ง</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่5</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : กระทรวงทั้งหมดใดไม่มีกลุ่มภารกิจ</strong></p><p><strong>(A) สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงต่างประเทศ</strong></p><p><strong>(B) กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัฒนธรรม </strong></p><p><strong>(C) กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม</strong></p><p><strong>(D) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ</strong></p><p><strong>(E)  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน</strong></p><p>ก. A B C  </p><p>ข. A C D </p><p>ค. B D E</p><p>ง. C D </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : ค. เฉลย กระทรวงที่ไม่มีกลุ่มภารกิจ มี  8 กระทรวง</p><p>(1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวงกลาโหม (3) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (4) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (5) กระทรวงพลังงาน (6) กระทรวงวัฒนธรรม (7) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (8) กระทรวงศึกษาธิการ</p></li></ul><p><br/></p><p>ช้างคุง ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง ตามกฎกระทรวงว่าด้วยกลุ่มภารกิจ พ.ศ. 2545</strong></p><p><strong>(ก) กระทรวงมหาดไทย มีกลุ่มภารกิจ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านกิจการความมั่นคงภายใน ด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง</strong></p><p><strong>(ข) กรมการปกครอง และกรมพัฒนาชุมชน อยู่ในกลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น</strong></p><p><strong>(ค) กรมการปกครอง และกรมที่ดิน อยู่ในกลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น</strong></p><p><strong>(ง) กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ในกลุ่มภารกิจด้านความมั่นคงภายใน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. กล่าวถูกต้อง (ข้อ 14 ตามกฎกระทรวง)</p></li></ul><p><br/></p><p>ช้างคุง ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนีั เป็นอำนาจปลัดกระทรวง ซึ่งไม่เป็นอำนาจของรองปลัดกระทรวงผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มงานภารกิจ</strong></p><p><strong>(ก) การสั่งบรรจุและแต่งตั้ง</strong></p><p><strong>(ข) การเลื่อนขั้นเงินเดือน</strong></p><p><strong>(ค) การดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง</strong></p><p><strong>(ง) ถูกทุกข้อ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. (ข้อ28 ตามกฎกระทรวง)</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:26:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969910724</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระเบียบ นร. กำกับราชการฯ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969911724</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้กล่าวผิด เกี่ยวกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม</strong></p><p>(1) ราชการในภูมิภาค หมายความว่า ราชการบริหารส่วนภูมิภาค และรัฐวิสาหกิจที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในจังหวัด</p><p>(2) หน่วยงานของรัฐ หมายความว่า ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม และกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p><p>(3) คณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค มีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ  </p><p>(4) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคเรียกโดยย่อว่า “ส.กตภ.” เป็นหน่วยงานในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 4 ผิด / ข้อ 3 ถูก</p><p>ข้อ 1 ผิด เพราะ ราชการในภูมิภาค หมายความว่า ราชการบริหารส่วนภูมิภาคและให้หมายความรวมถึง ราชการบริหารส่วนกลาง และรัฐวิสาหกิจ ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในจังหวัดและกรุงเทพมหานคร </p><p>ข้อ 2 ผิด เพราะไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p><p>ข้อ 4 ผิด เพราะ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคเรียกโดยย่อว่า “ส.กกภ.” เป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี</p></li></ul><p><br/></p><p>บิว ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กรณีมีความจำเป็นต้องได้รับจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการแล้วจะเกิดความเสียหายและมีผลกระทบต่อประโยชน์สูงของประชาชนในพื้นที่ ให้“ผู้ใด”มีอำนาจในการอนุมัติจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่หน่วยงานของรัฐ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตามหมวด 3 ข้อที่ 17 ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กรณีกรณีมีความจำเป็นต้องได้รับจัดสรรเงินงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการแล้วจะเกิดความเสียหายและมีผลกระทบต่อประโยชน์สุขของประชาชนประชาชนในพื้นที่ ให้“รองนายกรัฐมนตรี” มีอำนาจในการอนุมัติการจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่หน่วยงานของรัฐในวงเงินรวมไม่เกินเก้าร้อนล้านบาทต่อปี หากเกินวงเงินให้รองนายกรัฐมนตรีเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติตามความจำเป็นเร่งด่วนเป็นกรณีไป </p><p>***เราจะได้ยินกันในชื่องบแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนของรองนายกรัฐมนตรี ซึ่ง สำนักงานจังหวัด จะให้อำเภอเสนองบประมาณในทุก ๆ ปี***</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การกำหนดให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคในพื้นที่จังหวัดใดหรือกลุ่มจังหวัดใด ใครหรือคณะใดเป็นผู้กำหนด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้เป็นไปตามที่กำหนดในคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคและการสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี ให้ถือว่าเป็นการได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการแทน นายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินทุกเรื่อง เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะสั่งการเป็นอย่างอื่น </p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : เพื่อประโยชน์ในการประสานงานและความสะดวกในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ให้ส่วนราชการต่างๆ ปรับปรุงการกำหนดเขตพื้นที่ตรวจราชการให้สอดคล้องกับเขตตรวจราชการของหน่วยงานใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้สอดคล้องกับเขตตรวจราชการของสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ในปัจจุบัน สำนักนายกรัฐมนตรีมีการแบ่งเขตตรวจราชการ ทั้งสิ้น 18 เขต</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อ 3 ราชการในภูมิภาคหมายความว่าอย่างไ</strong>ร</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนกลาง และรัฐวิสาหกิจที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในจังหวัดและกรุงเทพมหานคร</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อ 3 หน่วยงานของรัฐตามระเบียบนี้ไม่รวมถึงองค์กรใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อ 17 กรณีมีความจำเป็นต้องได้รับจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการแล้วจะเกิดความเสียหายและมีผลกระทบต่อประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่ ให้รองนายกฯรัฐมนตรีมีอำนาจในการอนุมัติการจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่หน่วยงานของรัฐในวงเงินเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : วงเงินไม่เกินคนละ 900 ล้านบาทต่อปี หากเกินวงเงินให้รองนายกฯรัฐมนตรีเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติตามความจำเป็นเร่งด่วนเป็นกรณีไป</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อ 21 ให้หน่วยงานใดรับผิดชอบในการเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับการกำกับและติดตามการปฎิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรีระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบสารสนเทศ ของจังหวัดกับหน่วยงานของรัฐ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารร่วมกับกระทรวงมหาดไทย</p></li></ul><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:26:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969911724</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรฎ.มอบอำนาจ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969912155</link>
         <description><![CDATA[<p>บิว ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เรื่องใดตามกรณีต่อไปนี้ ผู้มอบอำนาจอาจไม่มอบอำนาจในเรื่องดังกล่าวก็ได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) เป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจเฉพาะหรือเป็นเรื่องที่โดยสภาพไม่อาจมอบอำนาจได้ (2) เป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายสำคัญ (3) เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (4) เป็นเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนได้</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : การมอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทนในเขตพื้นที่จังหวัดพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอํานาจ</strong></p><p><strong>พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามที่แก้ไขล่าสุดใช้อำนาจตามมาตราใด และกำหนดไว้อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 23 ในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดําเนินการดังต่อไปนี้</p><p>(1) ในกรณีที่อํานาจนั้นเกี่ยวกับราชการของส่วนราชการใด และส่วนราชการนั้นปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบอํานาจให้แก่หัวหน้าส่วนราชการนั้น</p><p>(2) นอกจากกรณีตาม (1) ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจมอบอํานาจให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด หรือหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นที่เกี่ยวข้องในจังหวัด เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนกได้ ในกรณีที่การปฏิบัติราชการในเรื่องใดภายในจังหวัดมีความจําเป็นต้องมีการมอบอํานาจเป็นอย่างอื่น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการปฏิบัติราชการของจังหวัด ให้ ก.พ.ร. มีอํานาจกําหนดการมอบอํานาจ</p><p>สําหรับการปฏิบัติราชการที่แตกต่างจากวรรคหนึ่ง (1) หรือ (2) ได้ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบอํานาจให้แก่ผู้ดํารงตําแหน่งตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานผู้มอบอํานาจเพื่อทราบด้วย</p><p>“มาตรา 23/1 อํานาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการ หรือการดําเนินการอื่นที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะพึงปฏิบัติ หรือดําเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งใดหรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งนั้น หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น มิได้กําหนดเรื่องการมอบอํานาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบอํานาจไว้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจมอบอํานาจภายในจังหวัดได้ในการมอบอํานาจตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบอํานาจให้แก่ผู้ดํารงตําแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบดําเนินการเรื่องนั้นโดยตรง เว้นแต่ในกรณีมีความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการหรือมีเหตุเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจมอบอํานาจให้แก่ผู้ดํารงตําแหน่งอื่นที่เห็นสมควรเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนก็ได้"</p><p>"มาตรา 23/2 เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยภายในเขตพื้นที่จังหวัดและเป็นกรณีมีความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการ หรือมีเหตุเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจมอบอํานาจให้แก่ผู้ซึ่งได้รับคําสั่งให้มาปฏิบัติราชการในจังหวัดแต่มิได้ดํารงตําแหน่ง อยู่ในจังหวัดนั้นเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนเป็นการชั่วคราวก็ได้”</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติในการมอบอำนาจตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้หน่วยงานใดเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้ ก.พ.ร. เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยของ ก.พ.ร. ให้เป็นที่สุด</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : หากส่วนราชการใดมีภารกิจที่ต้องดำเนินการในต่างประเทศ มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติในการมอบอำนาจของส่วนราชการนั้นไว้อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ส่วนราชการใดมีภารกิจที่ต้องดำเนินการในต่างประเทศ ให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นมอบอำนาจทั้งปวงที่จะต้องดำเนินการในต่างประเทศนั้นให้แก่ “หัวหน้าคณะผู้แทน” และให้หัวหน้าคณะผู้แทนมอบอำนาจให้รองหัวหน้าคณะผู้แทนหรือบุคคลในคณะผู้แทน</p></li></ul><p><br/></p><p>ชั้ย ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การมอบอำนาจ แบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การมอบอำนาจ แบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ ดังนี้ (1) การมอบอํานาจในกระทรวงเดียวกัน (2) การมอบอํานาจให้แก่ส่วนราชการต่างกระทรวง (3) การมอบอํานาจให้แก่ศูนย์บริการร่วม (4) การมอบอํานาจให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด (5) การมอบอํานาจให้ปฏิบัติราชการแทน ในต่างประเทศ</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : การใช้อำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดและของผู้ดำรงตำแหน่งในจังหวัดต้องสอดคล้องกับสิ่งใดบ้าง</strong></p><p><strong>(A) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong></p><p><strong>(B) แผนพัฒนาภาค</strong></p><p><strong>(C) แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด</strong></p><p><strong>(D) แผนพัฒนาจังหวัด</strong></p><p><strong>(E) ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี</strong></p><p>ก. A B C  </p><p>ข. A C D </p><p>ค. B D E</p><p>ง. C D </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : ง. เฉลย มาตรา ๒๕ การใช้อํานาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้รับมอบอํานาจจากผู้ว่าราชการจังหวัดและของผู้ดํารงตําแหน่งใดในจังหวัด ต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดและแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:27:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969912155</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรฎ.บริหารบ้านเมืองที่ดี (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969912894</link>
         <description><![CDATA[<p>นิว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายตาม มาตรา 6 ของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน</p><p>(2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ</p><p>(3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ</p><p>(4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น</p><p>(5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์</p><p>(6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ</p><p>(7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ</p></li></ul><p><br></p><p>บิว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารจัดการจัดการบ้านเมืองที่ดีกี่เรื่อง และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ถูกระบุในนิยาม “ส่วนราชการ” ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีพ.ศ. 2546 แต่ทั้งนี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ 2 เรื่อง ได้แก่ </p><p>(1) การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน</p><p>(2) การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนโดยให้ “กระทรวงมหาดไทย” เป็นผู้จัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : วัตถุประสงค์ใดใน พรฎ การบริหารบ้านเมืองที่ดี ที่ไม่เหมือนกับวัตถุประสงค์ในมาตรา 3/1 ของ พรบ บริหารราชการแผ่นดิน</strong></p></blockquote><blockquote><p>(1) ประโยชน์สุขของประชาชน</p><p>(2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจรัฐ</p><p>(3) ความมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ</p><p>(4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น</p><p>(5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อเหตุการณ์</p><p>(6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ</p><p>(7) มีการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 7</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมายมีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อเหตุการณ์ ในกรณที่มีการยุบเลิก โอนหรือรวมส่วนราชการใดทั้งหมดหรือบางส่วน ห้ามมิให้จัดตั้งส่วนราชการที่มีภารกิจหรืออำนาจหน้าที่ที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับส่วนราชการ ดังกล่าวขึ้นอีก ยกเว้นกรณีใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 34 ประกอบด้วย (1) เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ (2) รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน (3) และโดยได้รับความเห็นชอบจาก ก.พ.ร.</p></li></ul><p><br></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การที่ให้ส่วนราชการมีการทบทวนภารกิจของตนว่าภารกิจใดมีความจำเป็น  หรือสมควรที่จะยกเลิกปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินการต่อไปหรือไม่ ต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 33 ให้ส่วนราชการจัดให้มีการทบทวนภารกิจของตนว่าภารกิจใดมีความจำเป็น  หรือสมควรที่จะยกเลิก ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงการดำเนินการต่อไปหรือไม่  โดยคำนึงถึง</p><p>(1)ยุทธศาสตร์ชาติ  (2) แผนแม่บท  (3) แผนการปฏิรูปประเทศ  (4) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (5) นโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา และ (6) แผนอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกำลังเงินงบประมาณของประเทศ ความคุ้มค่าของภารกิจ และสถานการณ์อื่นประกอบกัน</p></li></ul><p><br></p><p>ชัย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หลักการที่หน่วยงานของรัฐต้องคำนึงถึง กรณีที่จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล แก่บุคคล คณะบุคคล หรือประชาชน คืออะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ส่วนราชการต้องตอบคำถาม หรือแจ้งการดำเนินการให้กับประชาชนที่ติดต่อสอบถามมาเป็นหนังสือ ทราบภายใน 15 วัน หรือภายในกำหนดเวลา (ม.38) การปฏิบัติราชการในเรื่องใด โดยปกติให้ถือว่าเป็นเรื่องเปิดเผย เว้นแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง (ม.43)</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 8</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การกำหนดแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการต้องมีรายละเอียดอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ขั้นตอน (2) ระยะเวลา (3) งบประมาณที่จะต้องใช้ในการดำเนินการของแต่ละขั้นตอน (4) เป้าหมายของภารกิจ (5) ผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ (6) ตัวชี้วัดความสำเร็จของภารกิจ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน่วยงานใดเป็นผู้ประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐที่ส่วนราชการดําเนินการอยู่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสํานักงบประมาณ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : "ความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐ" คำว่า ความคุ้มค่า หมายถึงอะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประโยชน์หรือผลเสียทางสังคม และ ประโยชน์หรือผลเสียอื่น ซึ่งไม่อาจคํานวณเป็นตัวเงินได้ด้วย</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตาม พรฎ. นี้ ใครมีหน้าที่ในการจัดตั้งศูนย์บริการร่วม</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กระทรวงให้เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวง และให้ ผวจ./นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ จัดตั้งศูนย์บริการร่วมที่ศาลากลางจังหวัด/ที่ว่าการอำเภอ/ที่ว่าการกิ่งอำเภอ/หรือสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควร โดยประกาศให้ ปชช. ทราบ</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ :ในการกําหนดภารกิจของรัฐและส่วนราชการจะต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ความสุขของประชาชนและสอดคล้องตามข้อใด</strong></p><p>(ก) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ</p><p>(ข) สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ</p><p>(ค) สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและที่ก.พ.ร.กําหนด</p><p>(ง) สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐและนโยบายของคณะรัฐมนตรี</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ข้อ ง. สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐและนโยบายของคณะรัฐมนตรี”</p><p>***อธิบายตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 8 ในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ส่วนราชการจะต้องดําเนินการโดยถือว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางที่จะได้รับบริการจากรัฐ และจะต้องมีแนวทางการบริหารราชการดังต่อไปนี้</p><p>(1) การกําหนดภารกิจของรัฐและส่วนราชการต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 และสอดคล้องกับแนวทางนโยบายแห่งรัฐและนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา</p><p>(2) การปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการต้องเป็นโดยซื่อสัตย์สุจริต สามารถตรวจได้ และมุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น</p><p>(3) ก่อนดําเนินการ ส่วนราชการต้องจัดให้มีการศึกษาวิเคราะห์ผลดีและผลเสียให้ครบถ้วนทุกด้าน กําหนดขั้นตอนการดําเนินการที่โปร่งใส มีกลไกตรวจสอบการดําเนินการในแต่ละขั้นตอน ในกรณีที่ภารกิจใด จะมีผลกระทบต่อประชาชน ส่วนราชการต้องดําเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือชี้แจงทําความเข้าใจ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้รับภารกิจนั้น</p><p>(4) ให้เป็นหน้าที่ของข้าราชการที่จะต้องคอยรับฟังความคิดเห็นและความพึงพอใจของสังคม โดยรวมและประชาชนผู้รับบริการ เพื่อปรับปรุงหรือเสนอแนะต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อให้มีการปรับปรุงวิธีปฎิบัติราชการให้เหมาะสม</p><p>(5) ในกรณีที่เกิดปัญหาและอุปสรรคจากการดําเนินการ ให้ส่วนราชการดําเนินการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคนั้นโดยเร็ว ในกรณีที่ปัญหาหรืออุปสรรคนั้นเกิดขึ้นจากส่วนราชการอื่นหรือระเบียบข้อบังคับที่ออก โดยส่วนราชการอื่น ให้ส่วนราชการแจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อดําเนินการแก้ไขปรับปรุงโดยเร็วต่อไป และแจ้งให้ ก.พ.ร.ทราบด้วยการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ส่วนราชการกําหนดวิธีปฏิบัติให้เหมาะสมกับภารกิจแต่ละเรื่อง</p><p>ทั้งนี้ ก.พ.ร. จะกําหนดแนวทางการดําเนินการทั่วไปให้ส่วนราชการปฎิบัติให้เป็นไปตามมาตรานี้ด้วยก็ได้</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : หน่วยงานใดที่มีหน้าที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทําหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี</strong></p><p>(ก) สํานักนายกรัฐมนตรี </p><p>(ข) กระทรวงมหาดไทย</p><p>(ค) คณะรัฐมนตรี </p><p>(ง) ก.พ.ร.</p><p>(จ) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ข. กระทรวงมหาดไทย” อธิบายตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 52 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทําหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกานี้ โดยอย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการอํานวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชนที่สอดคล้องกับบทบัญญัติในหมวด 5 และหมวด 7 ให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยดูแลและให้ความช่วยเหลือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทําหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง</p></li></ul><p><br></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน เป็นหน้าที่ของใครที่จะต้องจัดให้ส่วนราชการภายในกระทรวงที่รับผิดชอบปฏิบัติงาน เกี่ยวกับการบริการประชาชนร่วมกันจัดตั้งศูนย์บริการร่วมเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ในการที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎอื่นใดเพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสอบถาม ขอทราบข้อมูลขออนุญาตหรือขออนุมัติเรื่องใดๆที่เป็นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการในกระทรวงเดียวกัน โดยติดต่อเจ้าหน้าที่ ณศูนย์บริการร่วมแห่งหนึ่งเดียว</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ปลัดกระทรวง (มาตรา 30)</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ :การจัดซื้อจัดจ้าง ให้ส่วนราชการดําเนินโดยเปิดเผยและเที่ยงธรรม โดยพิจารณาถึงอะไรบ้าง</strong></p><p>(ก) ประโยชน์และผลเสียทางสังคม</p><p>(ข) ภาระต่อประชาชน คุณภาพ วัตถุประสงค์ที่จะใช้</p><p>(ค) ราคา และประโยชน์ระยะยาวของส่วนราชการ</p><p>(ง) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : “ข้อ ง. ถูกทุกข้อ” อธิบายตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาตรา 23 ในการจัดซื้อหรือจัดจ้าง ให้ส่วนราชการดําเนินการโดยเปิดเผยและเที่ยงธรรม โดยพิจารณาถึงประโยชน์และผลเสียทางสังคม ภาระต่อประชาชน คุณภาพ วัตถุประสงค์ ที่จะใช้ ราคา และประโยชน์ระยะยาวของส่วนราชการที่จะได้รับประกอบกัน ในกรณีที่วัตถุประสงค์ในการใช้เป็นเหตุให้ต้องคํานึงถึงคุณภาพ และการดูแลรักษาเป็นสําคัญ ให้สามารถกระทําได้โดยไม่ต้องถือราคาต่ําสุดในการเสนอซื้อหรือจ้างเสมอไป ให้ส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแล ระเบียบเกี่ยวกับการพัสดุปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ส่วนราชการ ดําเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p></li></ul><p><br></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในแต่ละปีงบประมาณ เมื่อส่วนราชการจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีแล้ว ต้องเสนอต่อใครเพื่อให้ความเห็นชอบ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 16 เสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ เมื่อรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผนปฎิบัติราชการของส่วนราชการใดแล้ว ให้สำนักงบประมาณดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพื่อปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จในแต่ละภารกิจตามแผนปฎิบัติราชการดังกล่าวและเมื่อสิ้นปีงบประมาณให้ส่วนราชการจัดทำรายงานแสดงผลสัมฤทธิ์ของแผนปฎิบัติราชการประจำปีต่อคณะรัฐมนตรี</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:27:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969912894</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ขรก.พลเรือน (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969913263</link>
         <description><![CDATA[<p>เต้ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การรับบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คำนึงถึงความรู้ ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และประโยชน์ของทางราชการ (ม.42)</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การสรรหาบุคคลต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คำนึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลนั้น ตลอดจนประโยชน์ของทางราชการ</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดเป็นการกระทำใดอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามของข้าราชการพลเมืองสามัญ ตามมาตรา 83 ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551</strong></p><p>(ก) ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ</p><p>(ข) สรา้งความแตกแยกระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ</p><p>(ค) แสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่เป็นการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p><p>(ง) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ</p><p>(จ) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการ โดยชอบด้วยกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ  </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. คำอธิบายมาตรา 83 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่กระทำการใดอันเป็นข้อห้าม ดังต่อไปนี้</p><p>(1) ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย </p><p>(2) ต้องไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว </p><p>(3) ต้องไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตำแหน่งหน้าทราราชการของตนหาประโยชน์ ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น</p><p>(4) ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ </p><p>(5) ต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้ เสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน </p><p>(6) ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงาน คล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท </p><p>(7) ต้องไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้ง กดขี่ หรือข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ </p><p>(8) ต้องไม่กระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศตามที่กำหนดในกฎ ก.พ. </p><p>(9) ต้องไม่ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการ </p><p>(10) ไม่กระทำการอื่นใดตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายบูม สอบแข่งขันและได้บรรจุเป็นปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ) ภายหลังการทำงานผ่านไประยะหนึ่ง กองการเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบว่า นายบูมเคยถูกลงโทษปลดออกจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสำนักงานใหญ่ เนื่องจากโกงค่าตั๋วโดยสารรถประจำทาง ดังนั้นจะต้องดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><blockquote><p>(1) ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุสั่งให้พักราชการเป็นการชั่วคราว และรายงานให้ ก.พ. วินิจฉัย</p><p>(2) ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุสั่งให้ออกจากราชการโดยพลัน</p><p>(3) ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุสั่งให้ออกจากราชการโดยพลัน และให้มีการเจรจาคืนเงินเงินเดือนและสวัสดิการที่ได้รับไปก่อนหน้านี้</p><p>(4) ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุสั่งให้พักราชการเป็นการชั่วคราว และไม่ได้รับเงินเดือนในระหว่างนี้ จนกว่าจะมีการสอบสวนแล้วเสร็จ</p><p>(5)ไม่ต้องดำเนินการแต่อย่างใด เนื่องจากการที่เคยถูกลงโทษปลดออกจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่ใช่ลักษณะต้องห้ามในการรับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ) </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 2. ตาม ม.67</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  โรคต้องห้ามเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน ข้อใดผิด</strong></p><p>(1) โรควัณโรคในระยะแพร่กระจาย</p><p>(2)โรคเท้าช้างในระยะที่ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม</p><p>(3)โรคติดยาเสพติดให้โทษ</p><p>(4) โรคพิษสุราเรื้อรัง</p><p>(5) โรคติดต่อร้ายแรงหรือโรคเรื้อรังที่ปรากฏอาการเด่นชัดหรือรุนแรง และเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในหน้าที </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 1. ตาม กฎ ก.พ.ว่าด้วยโรค พ.ศ.2566</p></li></ul><p><br></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ที่อาจถูกคัดค้านในกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ มาตรา 125 ได้กำหนดกรณีที่ชื่งกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์อาจถูกคัดค้านได้ โดยมีกรณี ดังต่อไปนี้</p><p>(1) เป็นผู้บังคับบัญชาผู้เป็นเหตุให้เกิดความคับข้องใจ หรือเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาดังกล่าว</p><p>(2) มีส่วนได้เสียในเรื่องที่ร้องทุกข์</p><p>(3) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ร้องทุกข์</p><p>(4) มีความเกี่ยวพันทางเครือญาติหรือทางการสมรสกับบุคคลตาม (1) (2) หรือ (3) อันอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้องทุกข์</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การบรรจุและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้อใดผิด</strong></p><p>(1) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดเป็นผู้สั่งบรรจุ และ</p><p>ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง</p><p>(2) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้วให้ปลัดกระทรวงกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้สั่งบรรจุและให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง</p><p>(3) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง และให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง</p><p>(4) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายอำเภออมก๋อย ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง</p><p>(5) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย  กรมการปกครองให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 3 ผิด ตามมาตรา 57</p></li></ul><p><br></p><p>บิว ครั้งที่7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดซึ่งออกจากราชการอันมิใช่เพราะเหตุตาย มีกรณีถูกกล่าวหาเป็นหนังสือก่อนออกราชการว่า ขณะรับราชการได้กระทำการหรือละเว้นกระทำการใดอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถ้าเป็นการกล่าวหาต่อผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นหรือต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนหรือตรวจสอบตามกฏหมายหรือระเบียบของข้าราชการ หรือเป็นการกล่าวหาของผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น หรือมีกรณีถูกฟ้องคดีอาญาหรือต้องหาคดีอาญาก่อนออกราชการว่าในขณะรับราชการได้กระทำความผิดอาญาอันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทที่ไม่เกี่ยวกับการรับราชการหรือความผิดลหุโทษ ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาดำเนินการทางวินัย และสั่งลงโทษเสมือนว่าผู้นั้นยังไม่ได้ออกจากราชการ แต่ต้องสั่งลงโทษภายในระยะเวลาเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตามมาตรา 100 กำหนดว่าจะต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ</p></li></ul><p><br></p><p>ต่อ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  กรณีที่ ก.พ. มีมติว่ากระทรวง กรม หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ขัดหรือแย้งกับแนวทางตามที่กําหนดในพระราชบัญญัตินี้  ก.พ.จะดำเนินการอย่างไรบ้าง </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก.พ. จะต้องแจ้งให้กระทรวง กรม หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติดังกล่าวดําเนินการแก้ไข ยกเลิก หรือยุติการดําเนินการดังกล่าวภายในเวลาที่กําหนด หากไม่ดําเนินการตามมติ ก.พ. ภายในเวลาที่กําหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ใหถือวาปลัดกระทรวง อธิบดี หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติดังกล่าวแล้วแต่กรณี กระทําผิดวินัย ตามมาตรา 9</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถึงการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการพลเรือนได้ถูกต้อง</strong></p><p>(A) ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญในกรมเดียวกันที่อธิบดีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</p><p>(B) ในกรณีข้าราชการพลเรือนสามัญต่างกรมในกระทรวงเดียวกันถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมกัน ให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</p><p>(C) ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญต่างกระทรวงกันถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมกันและมีผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงร่วมด้วย ให้รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนร่วมกัน</p></blockquote><blockquote><p>(ก) A และ B</p><p>(ข) A และ C</p><p>(ค) B และ C</p><p>(ง) ถูกทุกข้อ</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. A และ B อธิบายว่าC ผิด เนื่องจาก ม.94 (3) ในกรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญต่างกระทรวงกันถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมกันและมีผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงร่วมด้วย ให้ "นายรัฐมนตรี" เป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของ อกพ.จังหวัด</strong></p><p>(A) พิจารณกำหนดแนวทาง และวิธีการบริหารทรัพยากรบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่ กพ. กำหนด</p><p>(B) พิจารณาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยและสั่งให้ออกจากราชการ</p><p>(C) ปฏิบัติการอื่นตาม พรบ.นี้ และช่วย กพ. ปฏิบัติตาม พรบ. นี้ หรือตามที่ กพ. มอบหมาย</p><p>(D) พิจารณาการเกลี่ยอัตรากำลัง ของส่วนราชการต่างๆภายในจังหวัด</p><p>(E) ปฏิบัติตามที่ อกพ.สามัญ หรือ อกพ.กระทรวง หรือ อกพ.กรม มอบหมาย</p><p>(ก) A,B</p><p>(ข) B,C</p><p>(ค) C,E</p><p>(ง) A,D</p><p>(จ) D,E</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. D,E อธิบายว่า D.พิจารณาการเกลี่ยอัตรากำลัง ของส่วนราชการต่างๆภายในกระทรวงและกรม เป็นหน้าที่ของ อกพ.กระทรง และ อกพ. กรม แล้วแต่ กรณี แต่ อกพ.จังหวัดไม่มีหน้าที่นี้ E. ปฏิบัติตามที่ อกพ.กระทรวง หรือ อกพ.กรม มอบหมาย เท่านั้น ไม่มี "อกพ.สามัญ"</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นาย ก. ตำแหน่ง นายอำเภออมก๋อย จ.เชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งติดต่อกันมาแล้วเป็นระยะเวลา 4 ปี  นาย ก. สามารถดำรงตำแหน่งนายอำเภออมก๋อยต่อไปอีกได้หรือไม่ </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ได้ เพราะตำแหน่งนายอำเภอ คือตำแหน่ง ประเภทอำนวยการ ระดับสูง แต่ตำแหน่งที่ห้ามปฏิบัติหน้าที่ติดต่อกันเกิน 4 ปี คือ ม.58 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุดำเนินการให้มีการสับเปลี่ยนหน้าที่ย้ายหรือโอนผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร (ร.ผวจ.ขึ้นไป) ที่ปฏิบัติหน้าที่เดียวติดต่อกันเป็นเวลาครบสี่ปีให้ไปปฏิบัติหน้าที่อื่นเว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการจะขออนุมัติคณะรัฐมนตรีให้ปฏิบัติหน้าที่เดิมได้แต่ไม่เกินระยะเวลาสองปี</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:28:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969913263</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.มาตรฐานจริยธรรม (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969913415</link>
         <description><![CDATA[<p>นุ้ย 1 / Week3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ประกอบด้วยอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 5 มาตรฐานทางจริยธรรม คือ หลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะต้องประกอบด้วย</p><p>(1) ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p><p>(2) ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสำนึกที่ดี และรับผิดชอบต่อหน้าที่</p><p>(3) กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม</p><p>(4) คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว และมีจิตสาธารณะ</p><p>(5) มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน</p><p>(6) ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ</p><p>(7) ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน่วยงานของรัฐ ตาม พรบ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562 ประกอบด้วยหน่วยงานใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนท้องถิ่น  รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน  หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ในฝ่ายบริหาร  ****แต่ไม่หมายความรวมถึง  หน่วยงานธุรการของรัฐสภา  องค์กรอิสระ  ศาล  และ องค์กรอัยการ**** (มาตรา 3)</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : เหตุผลในการประกาศใช้ พรบ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562 คือข้อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 76 วรรคสาม กำหนดให้ “รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว”</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย 2 / Week3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : “ข้าราชการการเมือง” เป็นหน้าที่ขององค์กรใดเป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรม</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 6 ในกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งไม่มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่รับผิดชอบให้องค์กรต่อไปนี้ เป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรม</p><p>(1) คณะรัฐมนตรี  สำหรับข้าราชการการเมือง </p><p>(2) สภากลาโหม  สำหรับข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือนกลาโหม </p><p>(3) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ  สำหรับผู้บริหารและพนักงานรัฐวิสาหกิจ </p><p>(4) คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน  สำหรับผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้ปฏิบัติงานขององค์การมหาชน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่มีปัญหาว่าองค์กรใดเป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทใด ใครเป็นผู้ผู้มีอำนาจวินิจฉัย</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม เป็นผู้วินิจฉัย</p></li></ul><p><br/></p><p>ชัย ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : องค์กรกลางบริหารงานบุคคลที่มีหน้าที่ในการจัดทำประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ ได้แก่หน่วยงานใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ต.ร.) คณะกรรมการกลางบริหารบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐในฝ่ายบริหาร คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.)</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรมฉบับนี้คืออะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 76 วรรคสาม ได้บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการกำหนดประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว</p><p>ทั้งนี้ (มาตรา 3) หน่วยงานของรัฐที่ถูกระบุไว้ พ.ร.บ.ข้างต้นให้หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐในฝ่ายบริหาร แต่ไม่หมายความรวมถึง หน่วยงานธุรการของรัฐสภา องค์กรอิสระ ศาล และองค์กรอัยการ อย่างไรก็ตาม (มาตรา 7) เพื่อให้การจัดทำประมวลจริยธรรมในภาครัฐ มีมาตรฐานทางจริยธรรมในระดับเดียวกัน ในการจัดทำประมวลจริยธรรมขององค์กรกลางบริหารงานบุคคลของศาล หรือองค์กรอัยการ องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของหน่วยงานธุรการของรัฐสภา และองค์กรอิสระ ให้นำมาตรฐานจริยธรรมตามมาตรา 5 ไปใช้ประกอบการพิจารณาจัดทำประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในความรับผิดชอบด้วย</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นาย ก. ถูกไล่ออกจากตำแหน่งนิติกร ของเทศบาล เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2566 ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงต่อมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2567นาย  ก. สอบเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอได้สำหรับกรณีนี้ขอถามว่าจะสามารถบรรจุแต่งตั้งนาย ก. เป็นปลัดอำเภอได้หรือไม่ อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ม.36 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กำหนดการยกเว้นลักษณะต้องห้ามของข้าราชการพลเรือน กรณีที่เคยถูกลงโทษไล่ออกจากหน่วยงานของรัฐซึ่งไม่ใช่กรณีออกจากงานเพราะทุจริตต่อหน้าที่ ไว้ว่าผู้นั้นจะต้องออกจากงานหรือออกจากราชการการไปเกินสองปีแล้ว สำหรับกรณีของนาย ก. เข้าลักษณะต้องห้ามตาม ม.36 (8) ซึ่งตามข้อเท็จจริงนาย ก. ออกจากราชการไปยังไม่เกินสองปี ดังนั้น จึงไม่อาจบรรจุแต่งตั้ง นาย ก.ให้เป็นปลัดอำเภอได้</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ความผิดกรณีใดที่ไม่สามารถบรรจุแต่งตั้งให้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือนได้อย่างเด็ดขาด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ม.36 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กำหนดให้ ก.พ.สามารถพิจารณายกเว้นลักษณะต้องห้ามของบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดยกเว้นกรณีที่ออกจากงานหรือออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ ก.พ. ไม่สามารถพิจารณายกเว้นได้</p></li></ul><p><br/></p><p>บิว ครั้งที่ 8</p><blockquote><p><strong>คำถาม: หน่วยงานใดมีหน้าที่ในการทบทวนมาตรฐานทางจริยธรรมตามมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม และต้องทำในระยะเวลาเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: ให้คณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ) จัดให้มีการทบทวนมาตรฐานทางจริยธรรมทุก 5 ปี</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่3</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม</strong></p><p><strong>(A) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ</strong></p><p><strong>(B) ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่ได้รับมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ</strong></p><p><strong>(C) ผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการข้าราชการครู และข้าราชการผู้แทนข้าราชการทหารเป็น กรรมการโดยตำแหน่ง</strong></p><p><strong>(D) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 5 คน </strong></p><p><strong>(E) เลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ</strong></p><p>ก. A B C  </p><p>ข. A C D </p><p>ค. B D E</p><p>ง. C D </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : ข. เฉลย : นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนห้าคน ได้แก่ ผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และสภากลาโหม อย่างละหนึ่งคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจ านวนไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการ</p></li></ul><p><br/></p><p>ช้างคุง ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนีั กล่าวถึงคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) ไม่ถูกต้อง</strong></p><p><strong>(ก) นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ</strong></p><p><strong>(ข) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน 5 คน</strong></p><p><strong>(ค) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวนไม่เกิน 5 คน เป็นกรรมการ</strong></p><p><strong>(ง) เลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการและเลขานุการ</strong></p><p><strong>(จ) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องมีสัญชาติไทย และมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. กล่าวไม่ถูกต้อง ม.9 (2) ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปี</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:28:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969913415</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประมวลจริยธรรม ขรก.พลเรือน</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969913688</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน  พ.ศ.2564 ประกาศใช้เมื่อใด และมีผลใช้บังคับเมื่อใด และข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ตามประมวลจริยธรรมฯ ดังกล่าว อย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน 2564 ประกาศเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 โดยประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือนนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564) โดยข้าราชการพลเรือนพึงปฏิบัติตนเพื่อรักษาจริยธรรม ดังต่อไปนี้</p><p>(1) ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยการแสดงออกถึงความภูมิใจในชาติและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ เคารพในความแตกต่างของการนับถือศาสนา ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และเทิดทูนรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์</p><p>(2) ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายและตามทำนองคลองธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ไม่แสดงออกถึงพฤติกรรมที่มีนัยเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความพร้อมรับการตรวจสอบและรับผิด มีจิตสำนึกที่ดี โดยคำนึงถึงสังคม สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p><p>(3) กล้าตัดสินใจและยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม กล้าคัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กล้าเปิดเผยหรือรายงานการทุจริตประพฤติมิชอบต่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติ และไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพียงเพื่อรักษาประโยชน์หรือสถานภาพของตนเอง</p><p>(4) คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เสียสละ มีจิตสาธารณะ สามารถแยกเรื่องส่วนตัวออกจากหน้าที่การงาน ไม่กระทำการอันมีลักษณะเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และไม่ประกอบกิจการหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของตน</p><p>(5) มุ่งผลสัมฤทธิ์ ประสิทธิภาพ และคุณภาพของงาน ปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว ทันต่อเวลาและสถานการณ์ คำนึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรของรัฐ รักษามาตรฐานการทำงานที่ดี พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เชื่อมั่นในระบบการทำงานเป็นทีม ให้บริการแก่ประชาชนด้วยความเต็มใจ และเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง</p><p>(6) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากอคติ และไม่เลือกปฏิบัติโดยการใช้ความรู้สึกหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือเหตุผลของความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา เพศ อายุ สภาพร่างกายสถานะทางเศรษฐกิจสังคม และต้องรักษาความเป็นกลางทางการเมืองโดยไม่อาศัยตำแหน่งหน้าที่ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นการให้คุณให้โทษแก่นักการเมืองและพรรคการเมือง</p><p>(7) ดำรงตนเป็นแบบอย่างด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของทางราชการ พึงปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่ประชาชน ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อ้างหรือใช้อำนาจโดยปราศจากเหตุผล ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบรมราโชวาท หลักคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ และปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีด้วยการเคารพกฎหมายและมีวินัย</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หากผลการพิจารณาปรากฏว่าข้าราชการมีพฤติการณ์การฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน และข้อกำหนดจริยธรรมของส่วนราชการให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาและสั่งลงโทษทางจริยธรรม ทั้งนี้ การลงโทษทางจริยธรรมมีประการใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ.ที่ นร 1019.2/ว1 ลงวันที่ 12 มกราคม 2566 (1) ว่ากล่าวตักเตือน (2) สั่งให้ผู้นั้นได้รับการพัฒนา (3) ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือ (4) ดำเนินการตามาตรการทางการบริหาร เช่น สับเปลี่ยนหมุ่นเวียนงาน การย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อื่น</p><p>ทั้งนี้ ให้บันทึกพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อประกอบการบริหารงานบุคคล และให้ส่วนราชการรายงานการสั่งลงโทษทางจริยธรรมไปยังสำนักงาน กพ. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดด้วย</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การจัดทำประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน สอดคล้องกับเรื่องใดบ้างในรัฐธรรมนูญ</strong></p><p><strong>(A) หน้าที่ของรัฐ</strong></p><p><strong>(B) แนวนโยบายแห่งรัฐ</strong></p><p><strong>(C) การปฏิรูป</strong></p></blockquote><blockquote><p>ก. ถูกเฉพาะ A</p><p>ข. ถูกเฉพาะ B</p><p>ค. A และ C ถูก</p><p>ง. B และ C ถูก</p><p>จ. A B และ C ถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:28:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969913688</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระเบียบ นร. ให้/รับ ของขวัญ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969914403</link>
         <description><![CDATA[<p>มิ้ว​ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : ในกรณีที่บุคคลในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญแล้ว และเจ้าหน้าที่ของรัฐมาทราบในภายหลังว่าเป็นการรับของขวัญโดยฝ่าฝืนระเบียบนี้ ต้องดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบันทึกรายงานรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับของขวัญนั้นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับบัญชาสูงสุด ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบ การบันทึกรายงานตามวรรคหนึ่ง ให้รายงานตามแบบที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด โดยอย่างน้อยต้องมีข้อมูลรำยละเอียดข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรายงาน ดังต่อไปนี้ (1) ชื่อ นามสกุล ของบุคคลในครอบครัวที่รับของขวัญ และควำมสัมพันธ์กับเจ้ำหน้ำที่ของรัฐ (2) ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ (หากทราบ) ของผู้ให้ของขวัญ (3) วันที่ได้รับของขวัญ (4) ของขวัญที่ได้รับ (5) มูลค่าของของขวัญโดยประมาณ (6) เหตุผลที่รับของขวัญ</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : ผู้ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้มาติดต่องานหรือผู้ซึ่งได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๕ มีลักษณะอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2565 ข้อ 7 วรรคสอง ผู้มาติดต่องานหรือผู้ซึ่งได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ของรัฐในลักษณะดังต่อไปนี้</p><p>(1) ผู้ซึ่งมีคําขอให้หน่วยงานของรัฐดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น การขอใบรับรอง การขอให้ออกคําสั่งทางปกครอง หรือการร้องเรียน เป็นต้น</p><p>(2) ผู้ซึ่งประกอบธุรกิจหรือมีส่วนได้เสียในธุรกิจที่ทํากับหน่วยงานของรัฐ เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง หรือการได้รับสัมปทาน เป็นต้น</p><p>(3) ผู้ซึ่งกําลังดําเนินกิจกรรมใด ๆ ที่มีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ควบคุมหรือกํากับดูแล เช่น การประกอบกิจการโรงงาน หรือธุรกิจหลักทรัพย์เป็นต้น</p><p>(4) ผู้ซึ่งอาจได้รับประโยชน์หรือผลกระทบจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : ของขวัญ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๕ มีลักษณะอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ  “ของขวัญ” หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่กันเพื่ออัธยาศัยไมตรีและให้หมายความรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้เป็นรางวัลให้โดยเสน่หาหรือเพื่อการสงเคราะห์หรือให้เป็นสินนสินน้ำใจ การให้สิทธิพิเศษซึ่งมิใช่เป็นสิทธิที่จัดไว้สําหรับบุคคลทั่วไปในการได้รับการลดราคาทรัพย์สิน หรือการให้สิทธิพิเศษในการได้รับบริการหรือความบันเทิง ตลอดจนการออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือท่องเที่ยวค่าที่พักค่าอาหาร หรือสิ่งอื่นใดในลกษณะเดียวกันและไม่ว่าจะให้เป็นบัตร ตั๋ว หรือหลักฐานอื่นใด การชําระเงินให้ล่วงหน้า หรือการคืนเงินให้ในภายหลัง</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 3/week3</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : ข้าราชการพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ จะให้ของขวัญแก่ผู้บังคับบัญชา หรือบุคคลในครอบครัวของผู้บังคับบัญชาไม่ได้ ยกเว้นในกรณีใด ข้อใดถูกต้อง</strong></p><p><strong>(A) การให้ของขวัญตามปกติประเพณีนิยม</strong></p><p><strong>(B) การให้ของขวัญโดยเสน่หา</strong></p><p><strong>(C) การให้ของขวัญจากการเรี่ยไร</strong></p><p><strong>(D) การให้ของขวัญมีมูลค่า ครั้งละไม่เกินสามพันบาทต่อผู้ให้แต่ละโอกาส</strong></p><p>(ก) AB</p><p>(ข) AC</p><p>(ค) CD</p><p>(ง) AD</p><p>(จ) BD</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. AD</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายเต้ ปลัดอำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด ไม่สามารถรับของวัญในข้อใดได้</strong></p><p>(ก) นายบูมพานายเต้ไปกินเนื้อพรีเมียมบุฟเฟ่ราคา 2,999 บาท ในวันปีใหม่เพื่อขอบคุณที่อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานเสมอมา</p><p>(ข) มรดกเป็นที่ดินมูลค่า 100 ล้าน จากพินัยกรรมของนายไช้ที่มอบให้โดยเสน่หา </p><p>(ค) นายเต้ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลมูลค่า 24 ล้านบาท แต่ต้องแบ่งครึ่งกับนายบอสเพราะสัญญากันบริเวณหน้าวัดที่ซื้อสลากฯ ว่า ถ้าถูกรางวัลจะแบ่งกันคนละครึ่ง</p><p>(ง) นายเต้ได้รับเงิน 15,000 บาท จากการเบิกค่าเดินทางไปราชการเพื่อประชุมเตรียมความพร้อมในการเลือก สว. </p><p>(จ) นายปักเป้าลดราคาค่าตั๋วเครื่องบินให้นายเต้เหลือเพียง 500 บาท/เที่ยว เนื่องจากเห็นว่านายเต้ใช้บริการจองตั๋วเครื่องบินในการเดินทางไปราชการกับบริษัทของนายปักเป้าตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งในพื้นที่ </p><p>1. ก. ข.</p><p>2. ข. ค.</p><p>3. ค.</p><p>4. จ.</p><p>5. รับได้ทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 4. จ. อธิบาย : ในข้อนี้ ของขวัญตามระเบียบฯนี้ มีเพียง ข้อ ก. และ จ. แต่มูลค่าของวัญใน ก. ไม่เกินกว่า 3,000 บาท เจ้าหน้าที่สามารถรับได้เลย แต่กรณีข้อ จ. เป็นของขวัญหรือผลประโยชน์ที่มีค่าทางการตลาดมากกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ให้ส่งมอบเป็นทรัพย์สินขององค์กร เพื่อใช้ประโยชน์สาธารณะและหรือตามความเหมาะสม องค์กรอาจพิจารณาอนุญาตให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นก็บรักษาของไว้เป็นกรณีไป </p><p>"ของขวัญ" หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่กันเพื่ออัธยาศัยไมตรี และให้หมายความรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่ให้เป็นรางวัล ให้โดยเสน่หาหรือเพื่อการสงเคราะห์หรือให้เป็นสินน้ำใจ การให้สิทธิพิเศษซึ่งมีใช่เป็นสิทธิที่จัดไว้สำหรับบุคคลทั่วไปในการได้รับการลดราคาทรัพย์สินหรือการให้สิทธิพิเศษในการได้รับบริการหรือความบันเทิงตลอดจนการออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือท่องเที่ยว ค่าที่พัก ค่าอาหาร หรือสิ่งอื่นใดนลักษณะเดียวกัน และไม่ว่าจะให้เป็นบัตร ตั๋ว หรือหลักฐานอื่นใด การชำระเงินให้ล่วงหน้า หรือการคืนเงินให้ในภายหลัง"</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่บุคคลในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับของขวัญมาแล้ว และเจ้าหน้าที่ของรัฐมาทราบในภายหลังว่าเป็นการรับของขวัญโดยฝ่าฝืนระเบียบนี้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (ข้อ 9) ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น บันทึกรายงานรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับของขวัญนั้นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นจนถึงผู้บังคับบัญชาสูงสุดภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้ทราบเรื่อง</p><p>(ข้อ 10) ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดได้รับรายงานแล้ว และเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบนี้ให้มีคำสั่งคืนของขวัญให้แก่ผู้ให้โดยทันที ในกรณีที่ไม่สามารถคืนได้ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรายงานเหตุผลที่ไม่สามารถคืนได้และส่งของขวัญที่ได้รับให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว ในกรณีที่ไม่สามารถคืนของขวัญที่ได้รับนั้นได้ ให้หน่วยงานของรัฐเก็บรักษาของขวัญนั้นไว้เป็นระยะเวลา 1 ปีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว หรือในระหว่างเวลาดังกล่าว หากการเก็บรักษาไว้จะเป็นภาระแก่ทางราชการมากเกินสมควร หรือกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินนั้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดอาจสั่งให้นำของขวัญนั้นออกขาย แลกเปลี่ยน โอน แปรสภาพ หรือทำลาย ตามกฏหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ หรือดำเนินการตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง และนำเงินที่ได้ส่งคืนเป็นรายได้ของแผ่นดิน</p><p><strong>หมายเหตุ</strong> : “บุคคลในครอบครัว” หมายความว่า คู่สมรส บุคคลซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส บุตร บุตรบุญธรรม ผู้รับบุตรบุญธรรม บิดามารดา และพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:28:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969914403</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ปฏิบัติราชการ ปค. (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969915190</link>
         <description><![CDATA[<p>บิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong><em>คำถาม : หากเป็นกรณีที่ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองไปแล้ว หรือเป็นกรณีที่ไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองต่อไปได้ คู่กรณีสามารถดำเนินการขอให้พิจารณาคำสั่งทางปกครองใหม่ได้ในกรณีใดบ้าง</em></strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) มีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุตติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ</p><p>(2) คู่กรณีที่แท้จริงมิได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองหรือได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาครั้งก่อนแต่ถูกตัดโอกาสโดยไม่เป็นธรรมในการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง</p><p>(3) เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจที่จะทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น</p><p>(4) ถ้าคำสั่งทางปกครองได้ออกโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดแล้วต่อมาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี</p><p>***หมายเหตุ “การยื่นขอพิจารณาใหม่ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่คู่กรณีได้รู้ถึงเหตุซึ่งอาจก่อให้เกิดการพิจารณาใหม่”</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คำสั่งทางปกครองหมายความว่าอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 5 หมายความว่า (1) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้น ระหว่างบุคคลในอันที่จะ "ก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบ" ต่อสถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ (2) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 3 วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้กับเรื่องใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่กำหนดในกฎหมาย</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 13 เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้ จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ </strong></p><p><strong>(1) เป็นคู่กรณีเอง</strong></p><p><strong>(2) เคยเป็นคู่หมั้นหรือเคยเป็นคู่สมรสของคู่กรณี</strong></p><p><strong>(3) เป็นญาติของคู่กรณี คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดใด หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องรับได้เพียงภายใน 2 ชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียง 3 ชั้น</strong></p><p><strong>(4) เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือผู้แทนหรือตัวแทนของคู่กรณี</strong></p><p><strong>(5) เคยเป็นเจ้าหนี้หรือเคยเป็นลูกหนี้ หรือเคยเป็นนายจ้างของคู่กรณี</strong></p><p><strong>(6) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 1,6 หากจะตอบให้ถูกต้องว่า เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ (2) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี (3) เป็นญาติของคู่กรณี คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดใด หรือเป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องรับได้เพียงภายใน 3 ชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียง 2 ชั้น (4) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือผู้แทนหรือตัวแทนของผู้กรณี (5) เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณี</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 25 กรณีใดสามารถระบุชื่อบุคคลเป็นตัวแทนร่วมของคู่กรณี</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กรณีที่มีการยื่นคำขอโดยมีผู้ลงชื่อร่วมกันเกิน 50 คนหรือมีคู่กรณีเกิน 50 คน ยื่นคำขอที่มีข้อความอย่างเดียวกันหรือทำนองเดียวกัน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 25 บุคคลใดสามารถเป็นตัวแทนร่วมได้ (1) บุคคลธรรมดา (2) คณะบุคคล (3) นิติบุคคล </strong></p><p><strong>(ก) 1,2</strong></p><p><strong>(ข) 1,3</strong></p><p><strong>(ค) 2,3</strong></p><p><strong>(ง) เฉพาะข้อ 1</strong></p><p><strong>(จ) เฉพาะข้อ 3</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ค.</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม  : ในกรณีที่เจ้าหน้าที่มีคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงิน ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้ดำเนินการต่อไปอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 63/7 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 วรรคแรก กำหนดให้ในกรณีดังกล่าว </p><p>- ให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองมีหนังสือเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน </p><p>- ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่มีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วนได้</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม  :  ใครเป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ครม. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิโดยแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในทางนิติศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ผู้นั้นต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดเป็นคำสั่งทางปกครอง</strong></p><p><strong>(ก) การแจ้งผลการสอบหรือการวัดผลความรู้หรือความสามารถของบุคคล</strong></p><p><strong>(ข) การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา </strong></p><p><strong>(ค) การอนุมัติซื้อ จ้าง แลกเปลี่ยน เช่า ขาย ให้เช่า หรือให้สิทธิประโยชน์</strong></p><p><strong>(ง) การไม่ตรวจลงตราหนังสือเดินทางของคนต่างด้าว</strong></p><p><strong>(จ) ถูกทุกข้อ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ.</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดมาตรฐานความร้ายแรง และกำหนดไว้เป็นประการใด?</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตามหนังสือคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุดที่ นร 0601/087 ลว. 7 ก.พ. 2540 ตอบข้อหารือกรมบัญชีกลางเห็นว่า การที่จะพิจารณาว่ากรณีใดจะเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่หรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบทุกคนจนถึงคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์หรือศาล และย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณีไป<strong> ประมาทเลินเล่อ</strong> เป็นการกระทำมิใช่เจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล แต่เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะนั้นจำต้องมีตามพฤติสัยและพฤติการณ์ <strong>ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง</strong> เป็นการกระทำไปโดยขาดความระมัดระวังที่เบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก เช่น คาดเห็นได้ว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้หรือหากระมัดระวังสักเล็กน้อยก็คงได้คาดเห็นการอาจเกิดความเสียหาย</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เว้นแต่ในกรณีใดที่ไม่ต้องเป็นไปตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง</strong></p><p><strong>(ก) เป็นกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราซการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ</strong></p><p><strong>(ข) กรณีตามข้อ ก นั้นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ป ระกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราซการทางปกครอง</strong></p><p><strong>(ค) ขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่กำหนดในกฎหมาย</strong></p><p><strong>(ง)ถูกทั้ง ก ข และ ค</strong></p><p><strong>(จ) ตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. อธิบาย มาตรา 3 วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ </p><p>ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับขั้นตอนและระยะเวลาอุทธรณ์หรือโต้แย้งที่กำหนดในกฎหมาย</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มิให้บังคับแก่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี</p><p>(2) องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ</p><p>(3) การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง</p><p>(4) การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดีการบังคับคดีและการวางทรัพย์</p><p>(5) การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา</p><p>(6) การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ</p><p>(7) การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ</p><p>(8) การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา</p><p>(9) การดำเนินกิจการขององค์การทางศาสนา การยกเว้นไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่การดำเนินกิจการใดหรือกับหน่วยงานใดนอกจากที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามข้อเสนอของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้ใดได้ดำเนินการทำคำสั่งทางปกครองไปแล้ว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นหรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น สามารถเพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (มาตรา 49) เจ้าหน้าที่หรือผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครองได้ตามหลักเกณฑ์ไม่ว่าจะพ้นขั้นตอนการกำหนดให้อุทธรณ์หรือให้โต้แย้งตามกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมาแล้วหรือไม่</p><p>ทั้งนี้ การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการให้ประโยชน์ต้องกระทำภายใน 90 วันนับแต่ได้รู้ถึงเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น </p><p>(มาตรา 50) และคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจถูกเพิกถอนทั้งหมดหรือบางส่วน โดยจะให้มีผลย้อนหลังหรือมีผลในอนาคตไปถึงขณะใดขณะหนึ่งตามที่กำหนดได้</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การแจ้งคำสั่งทางปกครอง การนัดพิจารณา หรือการอย่างอื่นที่เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ จะต้องดำเนินแจ้งอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  มาตรา ๖๙ การแจ้งคำสั่งทางปกครอง การนัดพิจารณา หรือการอย่างอื่นที่เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบอาจกระทำด้วยวาจาก็ได้แต่ ถ้าผู้นั้นประสงค์จะให้กระทำเป็นหนังสือก็ให้แจ้งเป็นหนังสือการแจ้งเป็นหนังสือให้ส่งหนังสือแจ้งต่อผู้นั้น หรือถ้าได้ส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้นั้นก็ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่ไปถึงในการดำเนินการเรื่องใดที่มีการให้ที่อยู่ไว้กับเจ้าหน้าที่ไว้แล้ว การแจ้งไปยังที่อยู่ดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการแจ้งไปยังภูมิลำเนาของผู้นั้นแล้ว</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:29:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969915190</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.รับผิดทางละเมิด (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969915567</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน ให้มีการกำหนดอายุความเป็นระยะเวลาเท่าไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (มาตรา 9) ให้มีกำหนดอายุความ "1 ปี" นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายและในขณะเดียวกัน (มาตรา 10) ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ สิทธิการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้กำหนดอายุความ "2 ปี" นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน อย่างไรก็ตาม หากหน่วยงานของรัฐนั้นเห็นว่า เจ้าหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วเห็นว่า ต้องรับผิด ให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนั้นมีกำหนดอายุความ "1 ปี" นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ความหมายของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 4 วรรคสอง “เจ้าหน้าที่หมายความว่า ขา้ราชการ พนักงาน ลูกจา้งหรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นการแต่งต้้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด”</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ความหมายของหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 4 วรรคสาม “หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย"</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน่วยงานใดเป็นผู้กำหนดระเบียบหลักเกณฑ์ในการผ่อนชำระค่าสินไหม และการผ่อนชำระค่าสินไหมดังกล่าวนั้นต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะรัฐมนตรีเป็นผู้จัดระเบียบในการผ่อนชำระค่าสินไหม โดยคำนึงถึง (1) รายได้ (2) ฐานะ (3) ครอบครัว (4) ความรับผิดชอบ (5) พฤติการณ์แห่งกรณี</p><p>คำอธิบาย มาตรา 13 ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีระเบียบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดตามมาตรา 8 และมาตรา 10 สามารถผ่อนชำระเงินที่จะต้องรับผิดนั้นได้โดยคำนึงถึงรายได้ ฐานะ ครอบครัวและความรับผิดชอบ และพฤติการณ์แห่งกรณีประกอบด้วย</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด หน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย</strong></p><p><strong>(ก) กระทรวงมหาดไทย </strong></p><p><strong>(ข) กระทรวงการคลัง</strong></p><p><strong>(ค) สำนักนายกรัฐมนตรี</strong></p><p><strong>(ง) กรมบัญชีกลาง</strong></p><p><strong>(จ) สำนักงบประมาณ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข กระทรวงการคลัง มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐ ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิด ที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าว ได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ถ้าการละเมิด เกิดจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่า <em>กระทรวงการคลัง</em> เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐ ในกรณีใด และเจ้าหน้าที่นั้นต้องรับผิดชอบแค่ไหน เพียงใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยสิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จะมีเพียงใดให้คำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์โดยมิต้องให้ใช้เต็มจำนวนของความเสียหายก็ได้ อีกทั้งถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนรวม ให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกด้วย และในกรณีที่การละเมิดเกิดจากหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น (มาตรา 8)</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีศาลยกฟ้องเพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกฟ้องไม่ใช่ผู้ต้องรับผิด กฎหมายให้โอกาสผู้เสียหายฟ้องใหม่ได้ภายในกำหนดเวลาเท่าไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม การใช้สิทธิไล่เบี้ยของหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 8 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้แก่หน่วยงานของรัฐ มีหลักเกณฑ์อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) ต้องเป็นการกระทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (ประมาทเลินเล่อธรรมดาไม่ได้)</p><p>(2) ต้องคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณี(ไม่ต้องใช้คืนเต็มจำนวนก็ได้)</p><p>(3) อาจไม่ต้องใช้คืนเต็มจำนวน ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐด้วย</p><p>(4) ไม่นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ (ชดใช้เฉพาะส่วนที่เจ้าหน้าที่แต่ละคนได้กระทำ-เท่านั้น)</p></li></ul><p><br></p><p>ต่อ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่หน่วยงานของรัฐแล้วจะทำ อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) กรณีที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายก่อนที่หน่วยงานของรัฐจะแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดหรือได้แต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว แล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินการสอบร้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติ เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ต่อไป</p><p>(2) กรณีที่หน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเสร็จสิ้นแล้ว และมีคำวินิจฉัยสั่งการว่ามีผู้ใดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเท่าใด และ ผู้นั้นได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะชดใช้เป็นเงินหรือเป็นทรัพย์สิน อื่นก็ตาม กระทรวงการคลังยังคงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายงานผลการสอบสวนต่อไป ว่าจำนวนค่าสินไหมทดแทนเหมาะสมหรือไม่ และทรัพย์สินที่ชดใช้แทนนั้นมีสภาพ คุณภาพ ปริมาณ และลักษณะเดียวกันกับทรัพย์สินที่สูญหายหรือเสียหายและใช้งาน แทนได้เช่นเดียวกับทรัพย์สินดังกล่าว ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หรือไม่</p></li></ul><p><br></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : วัตถุประสงค์ของกฎหมายความรับผิดทางละเมิด คืออะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ ไม่ให้เป็นการทำให้เกิดการบั่นทอนขวัญและกำลังใจในการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดในการปฏิบัติงานในหน้าที่เฉพาะเมื่อเป็นการจงใจกระทำเพื่อการเฉพาะตัว หรือจงใจให้เกิดความเสียหายหรือประมาทเลินเล่อรอย่างร้ายแรงเท่านั้น และให้แบ่งแยกความรับผิดของแต่ละคนมิให้นำหลักลูกหนี้ร่วมมาบังคับใช้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของรัฐ</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 5 ผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐของตนได้กระทำในการปฎิบัติหน้าที่ หากมีผู้เสียหาย จะฟ้องกับใคร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 5 การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด หน่วยใดจะต้องรับผิด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กระทรวงการคลัง</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 5 ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฎิบัติหน้าที่ ผลจะเป็นอย่างไร</strong></p><ul><li><p>คำตอบ : เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐมิได้</p></li></ul></blockquote><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 8 กรณีใดที่หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 8 สิทธิเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเนื่องจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตนให้คำนึงถึงเรื่องใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณี (2) ถ้าการละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงานส่วนร่วมให้หักส่วนความรับผิดดังกล่าวออกด้วย (3) กรณีการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 9 สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายไปแล้วมีอายุความเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 1 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จากเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้เกิดจากการปฎิบัติหน้าที่ต้องดำเนินการบังคับตามกฎหมายใด</strong></p><ul><li><p>คำตอบ : ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</p></li></ul></blockquote><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีเจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิด ต่อหน่วยงานของรัฐ ถ้าไม่ใช่การกระทำในการปฎิบัติหน้าที่ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนมีกำหนดระยะเวลาเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 2 ปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวหน้าที่</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:29:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969915567</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระเบียบ นร. รับผิดทางละเมิด</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916066</link>
         <description><![CDATA[<p>มิ้ว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด </strong></p><p><strong>(A) เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้หัวหน้าของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเห็จริงความรับผิดทางละเมิด จำนวนไม่เกิน 3 คน โดยแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น หรือหน่วยงานของรัฐยืนตามที่เห็นสมควร</strong></p><p><strong>(B) ในกรณีหัวหน้าของหน่วยงานของรัฐ มีส่วนทำให้เกิดความเสียหาย ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกันดูแลหัวหน้าหน่วยงาน มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด</strong></p><p><strong>(C) เมื่อผู้แต่งตั้งได้รับผลการพิจารณาจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ให้วินิจฉัยสั่งการว่ามีผู้รับผิดหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด และแจ้งการสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวซ้อง</strong></p><p><strong>(D) ให้ผู้แต่งตั้งส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ภายใน 15 วัน นับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ เว้นแต่เป็นเรื่องที่ไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ</strong></p><p>(ก) A B</p><p>(ข) A C</p><p>(ค) A B C</p><p>(ง) A C D </p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้หัวหน้าของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบข้อเห็จริงความรับผิดทางละเมิด จำนวนไม่เกิน 5 คน โดยแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น หรือหน่วยงานของรัฐยืนตามที่เห็นสมควร</p><p>เมื่อผู้แต่งตั้งได้รับผลการพิจารณาจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ให้วินิจฉัยสั่งการว่ามีผู้รับผิดหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด แต่ยังมิต้องแจ้งการสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องให้ผู้แต่งตั้งส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ภายใน 7 วัน นับแต่วันวินิจฉัยสั่งการ เว้นแต่เป็นเรื่องที่ไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูก เกี่ยวกับการพิจารณาตรวจสอบของกระทรวงการคลัง </strong></p><p><strong>(A) คณะกรรมการสอบข้อเห็จริงความรับผิดทางละเมิด เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นต่อกระทรวงการคลัง</strong></p><p><strong>(B) ในกรณีเป็นส่วนราชการอื่น 1 ให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนอายุความ 2 ปี สิ้นสุดล3 ไม่น้อยกว่า 6 เดือน</strong></p><p><strong>(C) สำหรับราชการส่วนท้องถิ่นให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนอายุความ 2 ปี. สิ้นสุดลงไม่น้อยกว่า 1 ปี</strong></p><p><strong>(D)  ถ้ากระทรวงการคลังไม่แจ้งผลการตรวจสอบให้ทราบภายในกำหนดเวลา ให้ผู้แต่งตั้งมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรและแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ</strong></p><p>(ก) A B C</p><p>(ข) A C D</p><p>(ค) B C D</p><p>(ง) B A D </p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นต่อกระทรวงการคลัง</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดได้ทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ใครจะเป็นผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยสั่งการว่า ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (มาตรา 17) “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” จะเป็นผู้ทำการวินิจฉัยสั่งการ โดยการรับผลการพิจารณาของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐผู้นั้นได้จัดตั้งขึ้น มาพิจารณาวินิจฉัยสั่งการ โดยการวินิจฉัยสั่งการในขั้นนี้ยังมิต้องแจ้งการสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ </p><p>ทั้งนี้ ให้ผู้แต่งตั้งส่งสำนวนภายใน 7 วันนับแต่วันวินิจฉัยสั่งการให้กระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบด้วย เว้นแต่เรื่องที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดว่าไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้แล้วเสร็จก่ออายุความ 2 ปีสิ้นสุดไม่น้อยกว่า 6 เดือน ถ้ากระทรวงการคลังไม่แจ้งผลการการตรวจสอบให้ให้ทราบภายในกำหนดดังล่าว ให้ผู้แต่งตั้งมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรและแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดตาย หัวหน้าหน่วยงานของรัฐของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (ข้อ 24) ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดตาย ให้ผู้แต่งตั้ง (หัวหน้าหน่วยงานของรัฐของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น) รีบดำเนินการตามระเบียบนี้โดยอนุโลม เพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็วและระมัดระวังอย่าให้ขาดอายุความมรดก ในกรณีที่ผู้แต่งตั้งเห็นว่า เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่หน่วยงานของรัฐ ให้ส่งเรื่องให้ "พนักงานอัยการ" เพื่อฟ้อง "ผู้จัดการมรดกหรือทายาท" ต่อไป </p><p>ในกรณีของผู้แต่งตั้งร่วม ถ้ามีความเห็นแตกต่างกันให้ดำเนินการไปพลางก่อนตามความเห็นของผู้แต่งตั้งสำหรับหน่วยงานที่เสียหาย แต่ถ้าต่อมามีข้อยุติเป็นประการใดให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงการดำเนินการไปตามนั้น</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่ความเสียหายเกิดแก่เงิน จะสามารถดำเนินการอย่างอื่น แทนการชำระเงินได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ในกรณีที่ความเสียหายเกิดแก่เงิน ให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่ความเสียหายมิได้เกิดแก่เงิน จะสามารถดำเนินการอย่างไร แทนการชำระเงินได้บ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 23 ในกรณีที่ความเสียหายมิได้เกิดแก่เงิน จะดำเนินการดังต่อไปนี้แทนการชำระเงินก็ได้</p><p>(1) ชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกันโดยมีสภาพ คุณภาพ ปริมาณ และลักษณะเดียวกันกับทรัพย์สินที่สูญหายหรือเสียหายและใช้งานแทนได้เช่นเดียวกับทรัพย์สินที่สูญหายหรือเสียหาย โดยทำสัญญายินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นทรัพย์สินดังกล่าว</p><p>(2) ซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่ชำรุดเสียหายให้คงสภาพเดิม โดยทำสัญญาว่าจะจัดการให้ทรัพย์สินคงสภาพเหมือนเดิมภายในเวลาไม่เกินหกเดือน</p><p>(3) การชดใช้เป็นทรัพย์สินหรือการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่แตกต่างไปจาก (1) หรือ (2) ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน การชดใช้ค่าเสียหายเป็นทรัพย์สินหรือการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้มีการตรวจรับตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุของทางราชการหรือของหน่วยงานของรัฐนั้น ๆ การทำสัญญาตามวรรคหนึ่งต้องจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และในกรณีที่เห็นสมควรจะให้วางหลักประกันด้วยก็ได้</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม  : ถ้าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐอีกแห่งหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายแจ้งต่อผู้บังคับบัญชา และให้มีการรายงานตามลำดับชั้นจนถึงหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัด เว้นแต่ กรณีใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 9 ถ้าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐอีกแห่งหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายแจ้งต่อผู้บังคับบัญชา และให้มีการรายงานตามลำดับชั้นจนถึงหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัด เว้นแต่</p><p>(1) ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นรัฐมนตรี ให้แจ้งต่อนายกรัฐมนตรี</p><p>(2) ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้แจ้งต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น</p><p>(3) ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นผู้ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้แจ้งต่อกระทรวงการคลัง</p><p>(4) เจ้าหน้าที่ผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นผู้ซึ่งไม่มีผู้บังคับบัญชาและมิใช่ ผู้ปฏิบัติงานในราชการส่วนท้องถิ่นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้แจ้งต่อผู้มีอำนาจกำกับดูแล ผู้แต่งตั้งตน หรือผู้ซึ่งสั่งให้ตนปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้ง 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) ในกรณีที่ผูู้เสียหายยื่นคําขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นสังกัด หรือกระทรวงการคลัง ในกรณีที่เจ้าหน้าที่มิได้สังกัดหน่วยงานใด หรือหน่วยงานของรัฐแห่งใดแห่งหนึ่ง ในกรณีที่ความเสียหายเกิดจากผลการกระทําของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน รับคําขอนั้นและดําเนินการตามระเบียบนี้โดยไม่ชักช้า</p><p>(ข) ในกรณีที่ผู้เสียหายยื่นคําขอผิดหน่วยงาน ให้หน่วยงานผู้รับคําขอรีบส่งเรื่องไปยังหน่วยงานของรัฐที่เห็นว่าเป็นหน่วยงานของรัฐที่จะต้องรับผิดชอบพิจารณาต่อไปและให้แจ้งให้ผู้ยื่นคําขอทราบ</p><p>(ค) การประนีประนอมยอมความไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใดต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน</p><p>(ง) คณะกรรมการต้องให้โอกาสแก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. การประนีประนอมยอมความไม่ว่าจะเกิดขึ้นในขั้นตอนใดต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:30:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916066</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กฎหมายอาญา (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916311</link>
         <description><![CDATA[<p>เต้ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายบูมเป็นบิดาของนายบอลต้องการฆ่าตัวตายเพราะเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย จึงขอร้องให้นายบอลไปตระเตรียมหาซื้อปืนมาใช้ยิงนายบูม นายบอลสงสารนายบูมจึงยอมทำตามที่นายบูมบอก เมื่อได้ปืนมาแล้วนายบอลเลยลั่นไกปืนยิงนายบูมจำนวนหลายนัด กระสุนถูกนายบูมถึงแก่ความตายและยังแฉลบไปถูกนายบาสบิดาของนายเบสซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์ของนางเบ๊นซ์ภริยานายเบส โดยนายบาสได้รับอันตรายสาหัส ส่วนรถยนต์ของนางเบ๊นซ์ภริยานายเบสกระจกแตกได้รับความเสียหาย ถามว่า นายบูมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใด หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เหตุการณ์ที่ต้องวิเคราะห์ดังนี้</p><p><strong>(1) นายบอลตระเตรียมหาซื้อปืนมายิงนายบูมซึ่งเป็นบิดาของตนเองเสียชีวิต </strong></p><p>📍มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น</p><p>📍การฆ่าผู้อื่นโดยการไตรตรองไว้ก่อน องค์ประกอบตามมาตรา 289 (4) คือ</p><p>(1) ใช้ จ้างวานฆ่าผู้อื่น หรือ</p><p>(2) คบคิดกันวางแผนฆ่าผู้อื่น หรือ</p><p>(3) ตระเตรียมอาวุธที่ใช้ในการฆ่า</p><p>(4) จัดเตรียมยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทางเพื่อไปฆ่าผู้อื่น</p><p>⭕️การกระทำของนายบอลนั้นเป็นการกระทำที่ประสงค์ต่อผลที่มีเจตนาที่จะฆ่านายบอลจึงเป็นความผิดอาญาตาม ม.59 โดยนายบอลมีตระเตรียมหาซื้อปืนมาเพื่อยิงนายบูมจึงเป็นการกระทำโดยไตรตรองไว้ก่อน ตาม ม.289(4) และนายบูมเป็นบิดาของนายบอล ตาม ม.289 (1) นายบอลต้องรับโทษหนักขึ้นเนื่องจากนายบูมเป็นบุพการีของตน </p><p>❌ดังนั้น นายบอลจึงมีความผิดฐานฆ่านายบอลตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่สามารถอ้างเหตุที่นายบูมยินยอมเพื่อยกเว้นความผิดได้ และต้องได้รับโทษหนักขึ้นเนื่องจากนายบอลเป็นบุพการีของตน</p><p><strong>(2) กระสุนที่ยิงแฉลบไปโดนนายบาสบาดเจ็บสาหัส การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการกระทำโดยพลาด  ตาม ม.60 หรือไม่</strong></p><p>📍ตามที่มาตรา 60 บัญญัติไว้ จะเห็นว่ากรณีกระทําโดย พลาดนั้นต้องมีบุคคลสามฝ่ายคือ</p><p>1. ฝ่ายผู้กระทํา (นายบอล)</p><p>2. ฝ่ายที่ผู้กระทําเจตนาจะกระทําต่อแต่พลาดไป (การพลาดนี้อาจกระทําพลาดโดยตนเองหรือผู้อื่นมาขัดขวางจึงกระทําพลาดไปก็ได้) (นายบอลจะยิงนายบูมแต่พลาดไปโดยนายบาสซึ่งนั่งอยู่ในรถยนต์ของนางเบ๊นซ์)</p><p>3. ฝ่ายที่ได้รับผลร้ายจากการกระทํานั้น กฎหมายถือเท่ากับบุคคลกระทําโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายนั้น (นายบาสได้รับบาดเจ็บสาหัส)</p><p>❌ดังนั้น นายบอลจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่านายบาสโดยพลาด</p><p><strong>(3) กระสุนไปโดนรถยนต์ของนางเบนซ์กระจกแตกได้รับความเสียหาย ต้องวิเคราะห์ว่า การกระทำของนายบอลเป็นการกระทำให้เสียทรัพย์ตาม ม.385 หรือไม่</strong></p><p>📍โดยองค์ประกอบของมาตรา 385 มีดังนี้</p><p>(1) ผู้กระทำ (นายบอล)</p><p>(2) การกระทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ (กระจกรถยนต์แตกได้รับความเสียหาย)</p><p>(3) ทรัพย์ที่ถูกกระทำ ซึ่งต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น หรือมีผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย (รถของนางเบนซ์)</p><p>(4) เจตนาของผู้กระทำ (ไม่ได้มีเจตนา)</p><p>⭕️ดังนั้น การกระทำของนายบอลจึงไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของนางเบนซ์</p><p>📌สรุป นายบอลจึงมีความผิดฐานฆ่านายบอลตายโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่สามารถอ้างเหตุที่นายบูมยินยอมเพื่อยกเว้นความผิดได้ และต้องได้รับโทษหนักขึ้นเนื่องจากนายบอลเป็นบุพการีของตน  และมีความผิดฐานพยายามฆ่านายบาสโดยพลาด แต่ไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของนางเบนซ์</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายเอก นายโท นายตรี สมคบกันเข้าไปในสวนมะม่วงของนายจัตวา นายเอกขึ้นไปบนต้นมะม่วงเด็ดผลมะม่วงโยนลงมาให้นายโทใส่เข่ง ได้ประมาณ 30 ผล ส่วนนายตรีดูต้นทางอยู่ห่างประมาณ 10 เมตร ขณะนั้นนายจัตวาเดินมาพบเข้า นายโทและนายตรีจึงรีบวิ่งหนีออกจากสวน ส่วนนายเอกเมื่อปีนลงมาจากต้นมะม่วงถูกนายจัตวาดึงไว้จึงหันมาชกหน้านายจัตวาล้มลง การกระทำของนายเอก นายโท นายตรี มีความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ฐานใด</strong></p><p>(1) นายเอก นายโท นายตรี ผิดฐานปล้นทรัพย์ </p><p>(2) นายเอก ผิดฐานชิงทรัพย์ นายโทและนายตรี ผิดลักทรัพย์ </p><p>(3) นายเอก ผิดฐานชิงทรัพย์ นายโทและนายตรี ผิดพยายามชิงทรัพย์ </p><p>(4) นายเอก นายโท นายตรี ผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์</p><p>(5) นายเอก นายโท นายตรี ผิดฐานพยายามชิงทรัพย์</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (2) ตามประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ 12 ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : A B C ตกลงกันไปทำร้ายร่างกาย D แต่เมื่อไปถึง A และ B ได้ทำร้ายและเปลี่ยนใจเอาสร้อยคอทองคำของ D ด้วย การกระทำดังกล่าวมีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : A และ B ผิดฐานชิงทรัพย์ ลักษณะ 12 ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ตามหมวด 2 ความผิดฐานกรรโชกรีดเอาทรัพย์ชิงทรัพย์และปล้นทรัพย์ (มาตรา 340 ผู้ใดชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปผู้นั้นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์) ส่วน C ผิดฐานทำร้ายร่างกาย ตามมาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายดำ นายแดง และนายขาวได้ร่วมกันวางแผนจะไปลักทรัพย์ที่บ้านนายม่วง ในคืนเกิดเหตุขณะที่เข้าไปลักทรัพย์จนได้ทรัพย์ไปจนเป็นที่พอใจแล้วและทั้งสามกำลังจะออกจากบ้านไปนั้น สุนัขของนายเหลืองได้เห่าขึ้นและจะวิ่งเข้ามากัดนายแดง นายขาวจึงใช้อาวุธปืน ยิงสุนัขจนถึงแก่ความตายแล้ววิ่งหนีไป ดังนี้ การกระทำของบุคคลทั้งสามจะเป็นความผิดฐานใดหรือไม่</strong></p><p>(ก) ผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน</p><p>(ข) ผิดฐานชิงทรัพย์</p><p>(ค) ผิดฐานปล้นทรัพย์</p><p>(ง) ผิดฐานวิ่งราวทรัพย์</p><p>(จ) ผิดฐานชิงทรัพย์</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ก. การไปเอาทรัพย์นั้นไม่ได้หมายความว่าทั้งสามคนได้ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายแก่เจ้าของสุนัข จึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่การที่ใช้ปืนยิงสุนัขตายนี้ บุคคลทั้งสามย่อมเป็นตัวการในความรับผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ </p><p><strong>มาตรา 83</strong> ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น</p><p><strong>มาตรา 358 </strong>ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ</strong></p><p>(ก) นายดินแอบจูนคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือของนายน้ำ และใช้โทรออก โดยตนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการโทร</p><p>(ข) นายฟ้าและพวกร่วมกันไล่ต้องวัวของนายลมขึ้นไปบนรถของตนเพื่อนำไปขาย วัวกำลังขึ้นไปบนรถได้ครึ่งตัว นายลมมาพบเสียก่อน</p><p>(ค) นายนิลล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของนายขาวขณะยืนอยู่บนรถเมล์เพื่อขโมยเงิน นายขาวรู้สึกตัวเอา มือไปจับกระเป๋าถูกมือนายนิลที่กุมธนบัตรอยู่ ทำให้เงินร่วงลงพื้น</p><p>(ง) นายเอ นายบี และนายซี ร่วมกันลักรถยนต์ของนายดี โดยนายเอกำลัง ต่อสายไฟฟ้าให้เครื่องยนต์ติด ส่วนนายบีและนายซีช่วยกันเข็นรถเพื่อให้เครื่องรถยนต์ติด รถเคลื่อนไป 1 เมตรแต่ เครื่องยนต์ไม่ติด นายดีมาพบเสียก่อน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ข้อ ก. <strong>มาตรา 334</strong> ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกพันบาท</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายเอ เปิดร้านขายดอกไม้ และให้นายบีซึ่งเป็นลูกจ้าง นำดอกไม้ไปส่งให้ลูกค้า และเมื่อลูกค้าจ่ายเงิน นายบีเอาเงินบางส่วนไปใช้ การกระทำของนายบี มีความผิดฐานใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผิดฐานยักยอกทรัพย์</p><p><strong>มาตรา 352</strong>  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ</p><p><strong>มาตรา 356</strong> ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้</p></li></ul><p><br></p><p>ต่อ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  นายพอนคนลาวมีบ้านอยู่ในนครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โทรศัพท์ไปบอกนายแดงคนไทยซึ่งมีบ้านอยู่ที่อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ว่า นางบัวซึ่งมีบ้านอยู่ติดกันกับบ้านของนายพอนที่นครเวียงจันทน์ เก็บทองคําจํานวนมากไว้ที่บ้าน ให้นายแดงกับพวกไปปล้น นายแดงวางแผนการปล้นกับนายดํา และพวก ซึ่งเป็นคนไทย ที่บ้านของนายแดง จากนั้นนายดํากับพวกใช้เรือที่นายแดงจัดเตรียมไว้ให้แล่นข้ามแม่นํ้าโขงไปพบนายพอน นายพอนพานายดํากับพวกไปปล้นบ้านสําเร็จ แล้วแยกกันหลบหนี นายดํานําทองคําที่ปล้นได้ไปเก็บไว้ที่บ้านของนายดําเพื่อจะแบ่งกัน นางบัวร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ให้ดําเนินคดีแก่นายแดง นายดํา และนายพอน</strong></p><p><strong>ข้อใดถูกต้อง</strong></p><p><strong>(1) นายแดงเมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน</strong></p><p><strong>(2) นายแดงมีความผิดเป็นตัวการ</strong></p><p><strong>(3) นายแดงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการ</strong></p><p><strong>(4) นายแดงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 1 นายแดงวางแผนการปล้นทรัพย์ที่บ้านของนายแดงซึ่งตั้งอยู่ที่อําเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย แต่ไม่ได้ไปร่วมในการปล้นทรัพย์ด้วย จึงไม่เป็นตัวการในความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ประกอบมาตรา 83 แต่การใช้บ้านของตนเป็นสถานที่วางแผนในการปล้นทรัพย์ นายแดงจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นซึ่งกระทําความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามมารตา 340 ประกอบมาตรา 86 จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร ตามมารา 4 วรรคแรก</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:30:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916311</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ป.วิ.อาญา (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916493</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คำสำคัญที่น่าสนใจในประมวลกฎหมายฉบับนี้มีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (มาตรา 2) </p><p>(2) "ผู้ต้องหา" หมายความถึง บุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิด "แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล"</p><p>(3) "จำเลย" หมายความถึง "บุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้ว" โดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด</p><p>(7) “คำร้องทุกข์” หมายความถึง การที่ "ผู้เสียหายได้กล่าวหา" ต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่า มีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ</p><p>(8) “คำกล่าวโทษ” หมายความถึง "การที่บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย" ได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่า มีบุคคลรู้ตัวหรือไม่ก็ดี ได้กระทำความผิดอย่างหนึ่งขึ้น</p><p>(10) "การสืบสวน" หมายความถึง "การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน" ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด</p><p>(11) "การสอบสวน" หมายความถึง “การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่น” ตามที่บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่" ที่สังกัดอยู่ในราชการส่วนกลางของกรมการปกครอง มีใครบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (17)</p><p>(ง) อธิบดีกรมการปกครอง</p><p>(จ) รองอธิบดีกรมการปกครอง</p><p>(ฉ) ผู้อำนวยการกองการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง</p><p>(ช) หัวหน้าฝ่ายและหัวหน้างาน ในกองการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง</p><p>(ซ) ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายดำ เป็น ผญบ. ได้รับแจ้งจากลูกบ้านซึ่งเปิดร้านซ่อมรถยนต์ ว่ามีขโมยเข้ามางัดแงะลักทรัพย์ของลูกบ้าน และหลบหนีไปทางนาท้ายบ้าน เมื่อนายดำทราบเรื่อง จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ โดยก่อนจะถึงบ้านที่เกิดเหตุ ได้เห็นนายขาว ใส่กางเกงเปื้อนโคลน แบกถุงเครื่องมือช่างซ่อมรถยนต์ พร้อมเหล็กแชลง ขับรถจักรยานยนต์ ผ่านมาพอดี นายดำเห็นว่า นายขาวมีพิรุธน่าจะเป็นคนร้าย จึงได้เรียกให้นายขาวหยุดรถและเข้าทำการจับกุมนายขาวทันที นายดำมีอำนาจจับกุมนายขาว ตามพฤติการณ์ข้างต้น ได้หรือไม่ </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายดำ เป็น ผญบ. มีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 27 และมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ถือเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (16) จึงมีอำนาจจับตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 78 ซึ่งโดยหลักจะต้องมีหมายจับ หรือจับได้ตามเหตุยกเว้น เช่น พบการกระทำความผิดซึ่งหน้า ตามมาตรา 80 วรรคหนึ่ง ซึ่งหมายความถึง "ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใดซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้วสด ๆ" จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า นายดำ ได้พบเห็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าหรือไม่ โดยเมื่อพิจารณา ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 80 วรรคสอง อนุมาตรา (2) ได้บัญญัติให้ความผิดท้าย ป.วิ.อาญา เช่น การลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฯลฯ (มีข้อสังเกตว่า ไม่มีความผิดฐาน บุกรุก รับของโจร ยักยอก ฉ้อโกง ฯลฯ) โดยหากเมื่อพบบุคคลหนึ่งแทบจะทันทีทันใดหลังจากการกระทำผิดอาญาดังกล่าว ในถิ่นแถวใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุนั้นและมีสิ่งของที่ได้มาจากการกระทำผิด หรือมีเครื่องมือ อาวุธหรือวัตถุอย่างอื่น อันสันนิษฐานได้ว่าได้ใช้ในการกระทำผิด หรือมีร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวของผู้นั้น (มีข้อสังเกตว่าจะต้องประจักษ์ที่ผู้กระทำผิดไม่ใช่คนอื่น) ให้ถือว่า ความผิดนั้นเป็นความผิดซึ่งหน้า ดังนั้น แม้นายดำ จะไม่ได้เห็นขณะที่นายขาวลักทรัพย์ แต่เมื่อพฤติการณ์ของนายขาว เข้าลักษณะตามมาตรา 80 วรรคสอง อนุมาตรา (2) จึงถือเป็นความผิดซึ่งหน้า การปฏิบัติหน้าที่ของนายดำ จึงเป็นการจับผู้กระทำความผิดซึ่งหน้าตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (16) และมาตรา 78 ประกอบมาตรา 80 วรรคสอง อนุมาตรา (2)</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายดำทำร้ายนายแดงนอนหมดสติอยู่ที่หน้าบ้าน และนายดำได้โทรแจ้งตำรวจว่านายแดงบุกรุกบ้านของตน เมื่อตำรวจมาถึงได้นำตัวนายแดงส่งโรงพยาบาลและต่อมานายแดงตาย กรณีนี้ปลัดอำเภอต้องร่วมชันสูตรพลิกศพหรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายแดงไม่ได้อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงไม่ต้องร่วมชนะสูตรพลิกศพ</p><p>ป. วิ อาญา ม.150 วรรคสาม "ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการ</p><p>กระทําของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ให้พนักงานอัยการและพนักงานฝ่ายปกครองตําแหน่งตั้งแต่ระดับปลัดอําเภอหรือเทียบเท่าขึ้นไปแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่เป็นผู้ชันสูตรพลิกศพร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์"</p><p>ตามวรรคหนึ่ง และให้นำบทบัญญัติในวรรคสองมาใช้บังคับ</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายต่อไปนี้ ข้อใดถูกต้อง</strong></p><p>(ก) นางแจ่มกับนายแจ้งเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของ น.ส.หมอก อายุ 21 ปี ซึ่งถูกข่มขืนกระทำชำเรา นางแจ่มและนายแจ้งจึงมีอำนาจฟ้องคดีอาญาแทน น.ส.หมอกได้</p><p>(ข) นางอ้วนอยู่กินฉันท์สามีภริยากับนายผอมโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ น.ส.จ่อย อายุ 19 ปี น.ส.จ่อย ถูกข่มขืนกระทำชำเรา นายผอมมีอำนาจฟ้องคดีอาญาแทน น.ส.จ่อย ได้</p><p>(ค) นางใหญ่อยู่กินฉันท์สามีภริยากับนายขยันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส นายขยันถูกฆ่าตาย นางใหญ่ฟ้องคดีอาญาแทนนายขยันได้</p><p>(ง) นางแหล่อยู่กินฉันท์สามีภริยากับนายมืดโดยจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย นายมืดถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถจัดการใด ๆ ได้ นางแหล่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาแทนนายมืดได้</p><p>(จ) ข้อ ก. และข้อ ง. ถูกต้อง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ง. ถูกต้อง ป.วิ.อาญา มาตรา ๕ บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้</p><p>(1) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล เฉพาะแต่ในความผิดซึ่งได้กระทําต่อผู้เยาว์ หรือผู้ไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความดูแล </p><p>(2) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาเฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทําร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้</p><p>(3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทําลงแก่นิติบุคคลนั้น</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้เป็นการร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดี</strong></p><p>(ก) น.ส.แบม อายุ 17 ปี ถูกนายหื่น กระทำอนาจาร ได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้นายหื่นต้องรับโทษ หลังเกิดเหตุแล้ว 99 วัน</p><p>(ข) น.ส.ดวง อายุ 18 ปี ถูกนายมืด บุกรุกห้องพักในเวลากลางคืน ได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้นายมืดต้องรับโทษ หลังเกิดเหตุแล้ว 109 วัน</p><p>(ค) น.ส.แอ๋ว ถูกนายเป็ดข่มขืนกระทำชำเรา ได้ไปร้องทุกข์ต่อปลัดอำเภอ ให้นายเป็ดต้องรับโทษ หลังเกิดเหตุแล้ว 9 วัน</p><p>(ง) น.ส.จันทร์ ถูกนายพรศักดิ์ฉ้อโกง ได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุแล้ว 1 วัน </p><p>(จ) ข้อ ข. และข้อ ค. ถูกต้อง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ.</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่เหตุที่จะออกหมายค้นได้ </strong></p><p>(ก) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยผิดกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทาความผิด </p><p>(ข) เพื่อพบและยึดสิ่งของตามคาพิพากษาหรือตามคาสั่งศาล </p><p>(ค) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา </p><p>(ง) เพื่อพบและช่วยบุคคลซึ่งได้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย </p><p>(จ) เพื่อพบบุคคลซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทาความผิด</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. เพื่อพบบุคคลซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทาความผิด : ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๙ เหตุที่จะออกหมายค้นได้มีดังต่อไปนี้ </p><p>(๑) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา </p><p>(๒) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยผิดกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทาความผิด </p><p>(๓) เพื่อพบและช่วยบุคคลซึ่งได้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย </p><p>(๔) เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายให้จับ </p><p>(๕) เพื่อพบและยึดสิ่งของตามคาพิพากษาหรือตามคาสั่งศาล ในกรณีที่จะพบหรือจะยึดโดยวิธีอื่นไม่ได้แล้ว</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการออกหมายค้น </strong></p><p>(ก) หมายค้นออกเพื่อพบและจับบุคคลซึ่งต้องหาว่ากระทาผิดอย่างเดียวไม่ได้ </p><p>(ข) ถ้ามีหมายจับ สามารถออกหมายค้นออกเพื่อพบและจับบุคคลนั้นได้ </p><p>(ค) หมายค้นซึ่งออกเพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายให้จับ เจ้าพนักงานซึ่งจะจัดการตามหมายค้นนั้นต้องมีทั้งหมายค้นและหมายจับ </p><p>(ง) ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข. </p><p>(จ) ถูกทุกข้อ </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทุกข้อ : ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๐ หมายค้นซึ่งออกเพื่อพบและจับบุคคลนั้นห้ามมิให้ออก เว้นแต่จะมีหมายจับบุคคลนั้นด้วย และเจ้าพนักงานซึ่งจะจัดการตามหมายค้นนั้นต้องมีทั้งหมายค้นและหมายจับ</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ สามารถจับบุคคลใดได้โดยไม่มีหมายจับ </strong></p><p>(ก) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทาความผิดซึ่งหน้า </p><p>(ข) พบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทาความผิด </p><p>(ค) จับผู้ต้องหาหรือจาเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราว </p><p>(ง) ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข. </p><p>(จ) ถูกทุกข้อ </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทุกข้อ : ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคาสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ </p><p>(1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทาความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 </p><p>(2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทาความผิด </p><p>(3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66 (2) แต่มีความจาเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ </p><p>(4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจาเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:30:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916493</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ป.พ.พ. (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916779</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่มีผู้ร้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง โดยผู้ร้องคัดค้านยอมรับว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมดังกล่าว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมโดยถูกหลอก และมีการสมคบกัน ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ผู้ตายไม่ได้แจ้งข้อความที่ตนประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต และพยานในพินัยกรรมมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนาย ก. ผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และพินัยกรรมมีพิรุธ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมจะมีสิทธิร้องขอต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้ร้องคัดค้านผู้นั้นต้องมีภาระการพิสูจน์ให้เห็นตามข้อกล่าวอ้างของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องนำเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำพินัยกรรมและแพทย์ผู้ออกใบรับรองแพทย์เป็นพยาน แต่ถ้าในข้อเท็จจริงเมื่อได้ความว่า ผู้ตายแจ้งข้อความที่ตนประสงค์ให้เจ้าหน้าที่จดต่อหน้าพยาน เชื่อว่าเจ้าหน้าที่เห็นแล้วว่า ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จึงทำพินัยกรรมให้ฟังได้ว่า ขณะทำพินัยกรรม ผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ประกอบกับถ้าผู้คัดค้านไม่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นตามข้ออ้าง พยานหลักฐานผู้คัดค้านก็ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานผู้ร้อง (นาย ก.) เมื่อพินัยกรรมมีรายการถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 จึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตามพินัยกรรมระบุว่า ผู้ตายยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่นาย ก. และระบุว่า ได้ตัดทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ดังนั้น ผู้คัดค้านย่อมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย จึงทำให้ไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องคัดค้านและขอตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713</p><p>ทั้งนี้ การจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง หากมีการจัดทำพินัยกรรมฉบับหลังมาแทนย่อมถือเป็นการยกเลิกพินัยกรรมฉบับแรกโดยปริยาย แต่ต้องระบุว่าเป็นทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตเท่านั้น ไม่รวมถึงทรัพย์สินของบุคคลอื่น และทายาทโดยพินัยกรรมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาลได้ โดยหากมีข้อกำหนดพินัยกรรมให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ให้ศาลพิจารณาตามสมควร เพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713</p><p><strong>หมายเหตุ</strong> : ปรับข้อความโดยนำมาจาก วารสารบทความทางวิชาการ อ้างอิงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 1518/2561</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับภูมิลำเนา</strong></p><p>(ก) ภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่ทะเบียนบ้านกลาง จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว</p><p>(ข) ภูมิลำเนาของสามีและภริยา ได้แก่ถิ่นที่อยู่ที่สามีและภริยาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา เว้นแต่สามีหรือภริยาได้แสดงเจตนาให้ปรากฏว่ามีภูมิลำเนาแยกต่างหากจากกัน</p><p>(ค) ภูมิลำเนาของผู้เยาว์ ได้แก่ภูมิลำเนาของผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครอง ในกรณีที่ผู้เยาว์อยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา ถ้าบิดาและมารดามีภูมิลำเนาแยกต่างหากจากกัน ภูมิลำเนาของผู้เยาว์ได้แก่ภูมิลำเนาของบิดาหรือมารดาซึ่งตนอยู่ด้วย</p><p>(ง) ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ</p><p>(จ) บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็นหลักแหล่ง หรือเป็นผู้ครองชีพในการเดินทางไปมาปราศจากหลักแหล่งที่ทำการงาน พบตัวในถิ่นไหนให้ถือว่าถิ่นนั้นเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. ผิด  ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 47 ภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่เรือนจำหรือทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่ จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว </p></li></ul><p><br></p><p>มิ้ว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกเกี่ยวกับสิทธิโดยธรรมในการรับมรดก</strong></p><p><strong>(A)ทายาทโดยธรรมมีสิทธิได้รับทั้งทรัพย์มรดกและทรัพย์ตามพินัยกรรม</strong></p><p><strong>(B) ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย</strong></p><p><strong>(C) ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้ แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรม หรือส่วน</strong></p><p><strong>ที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย</strong></p><p><strong>(D) พระภิกษุจะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในผู้รับพินัยกรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ</strong></p><p><strong>(E) ห้ามมิให้พระภิกษุเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม แต่ถ้าพระภิกษุถูกฟ้องเป็นจำเลยแล้วศาลพิพากษาให้พระภิกษุได้รับส่วนแบ่งมรดกด้วยย่อมไม่ขัดบทบัญญัติแห่งกฎหมาย</strong></p><p>(ก) A B C</p><p>(ข) A C D</p><p>(ค) B D E</p><p>(ง) B E</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. A B C คำอธิบาย : (ข้อ D และ E กล่าวผิด)</p><p>มาตรา 1622 พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา1754แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 341/2495) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622 เป็นบทบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม แต่ถ้าพระภิกษุถูกฟ้องเป็นจำเลย แล้วศาลก็พิพากษาให้พระภิกษุได้รับส่วนแบ่งมรดกด้วย ก็ไม่เป็นการขัดกับประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) บ่อ สระ หลุมรับน้ำโสโครก หรือหลุมรับปุ๋ย หรือขยะมูลฝอยนั้น จะขุดในระยะห้าเมตรจากแนวเขตที่ดินไม่ได้</p><p>(ข) ดอกผลแห่งต้นไม้ที่หล่นตามธรรมดาลงในที่ดินติดต่อแปลงใด ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นดอกผลของที่ดินแปลงนั้น</p><p>(ค) บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ  ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปี บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์</p><p>(ง) รั้ว กำแพง รั้วต้นไม้ คู ซึ่งหมายเขตที่ดินนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเจ้าของที่ดินทั้งสองข้างเป็นเจ้าของรวมกัน</p><p>(จ) ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. มาตรา 1342 บ่อ สระ หลุมรับน้ำโสโครก หรือหลุมรับปุ๋ย หรือขยะมูลฝอยนั้นท่านว่าจะขุดในระยะสองเมตรจากแนวเขตที่ดินไม่ได้คูหรือการขุดร่องเพื่อวางท่อน้ำใต้ดินหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันนั้น ท่านว่าจะทำใกล้แนวเขตที่ดินกว่าครึ่งหนึ่งแห่งส่วนลึกของคูหรือร่องนั้นไม่ได้ แต่ถ้าทำห่างแนวเขตหนึ่งเมตรหรือกว่านั้น ท่านว่าทำได้ ถ้ากระทำการดั่งกล่าวไว้ในสองวรรคก่อนใกล้แนวเขตไซร้ ท่านว่าต้องใช้ความระมัดระวังตามควร เพื่อป้องกันมิให้ดินหรือทรายพังลง หรือมิให้น้ำหรือสิ่งโสโครกซึมเข้าไป</p></li></ul><p><br></p><p>มิ้ว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกเกี่ยวกับการให้ความยินยอมของสามีหรือภริยา</strong></p><p><strong>(A) การใดกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือความยินยอมของสามีหรือภริยาต้องทำเป็นหนังสือด้วย</strong></p><p><strong>(B) การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องศาลให้เพิกถอนหรือให้สัตยาบันนิติกรรมนั้นได้</strong></p><p><strong>(C) การให้สัตยาบันสามารกระทำด้วยวาจาโดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด</strong></p><p><strong>(D) การฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรม ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น โดยอาจเพิกถอนเฉพาะส่วนของคู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมก็ได้</strong></p><p><strong>(E) แม้การเพิกถอนดังกล่าวจะไปกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมเพิกถอนได้</strong></p><p>(ก) A B C</p><p>(ข) A C D</p><p>(ค) B D E</p><p>(ง) B E</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 1. A B C คำอธิบาย : (ข้อ D และ E กล่าวผิด) อาจให้สัตยาบันด้วยวาจาโดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด (ฎ. 498/2534, ฎ.6977/2551, ฎ.10366/2553) <strong>มาตรา 1480</strong> การจัดการสินสมรสซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1476 ถ้าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ เว้นแต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ไห้สัตยาบันแก่นิติกรรมนั้นแล้ว หรือในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลภายนอกได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่า ตอบแทนการฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้เหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น หากการเพิกถอนดังกล่าวจะไปกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนย่อมเพิกถอนไม่ได้ (ฏ.5518/2540 ,ฎ.6232/2552, ฎ.156/2561) การเพิกถอนนิติกรรมจะต้องเพิกถอนทั้งหมด มิใช่เพิกถอนเฉพาะส่วนของคู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมเท่านั้น (ฎ.7680/2551)</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับภูมิลำเนา  </strong></p><p>(ก) ภูมิลำเนาของผู้เยาว์ ได้แก่ภูมิลำเนาของผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครอง</p><p>(ข) ภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้แก่เรือนจำหรือทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่ จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว</p><p>(ค) ภูมิลำเนาของสามีและภริยา ได้แก่ถิ่นที่อยู่ที่สามีและภริยาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา เว้นแต่สามีหรือภริยาได้แสดงเจตนาให้ปรากฏว่ามีภูมิลำเนาแยกต่างหากจากกัน</p><p>(ง) ภูมิลำเนาของข้าราชการ ได้แก่ถิ่นอันเป็นที่ทำการตามตำแหน่งหน้าที่</p><p>(จ) ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ที่ถูกต้องคือ มาตรา 37  ภูมิลำเนาของบุคคลธรรมดา ได้แก่ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:31:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916779</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สอบสวนคดีอาญาของ ปค.</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916934</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้กล่าวผิด เกี่ยวกับหลักการหรือวิธีปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทฯ พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555</strong></p><p>(ก) ปัจจุบันกฎหมาย จำนวน 2 ฉบับ ในกฎกระทรวงฯ ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ได้แก่ (1) กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน และ (2) กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่</p><p>(ข) ปัจจุบันมีกฎหมาย จำนวน 2 ฉบับ ในกฎกระทรวงฯ ที่บทกำหนดโทษทางอาญาทั้งหมด ถูกเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยแล้ว ตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ถูกกำหนดในบัญชี 1 ท้าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 และมีโทษปรับสถานเดียว ได้แก่ (1) กฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ และ (2) กฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน</p><p>(ค) นาย ก. เป็นปลัดอำเภอ/พนักงานสอบสวนฝ่านปกครอง ทำการสอบสวนคดีทุจริตสวมตัวทำบัตรประจำตัวประชาชน พบว่า มีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ และปลอมแปลงเอกสาร ตาม ป.อาญา แต่นาย ก. เห็นว่า อย่างไรก็ตาม ได้เริ่มต้นคดีด้วยการสอบสวนความผิดตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งมีพฤติการณ์ทางคดีที่มีโทษสูงกว่าความผิดฐานอื่น ๆ จึงตัดสินใจทำการสอบสวนต่อไป</p><p>(ง) นาย ค . เป็นปลัดอำเภอ/พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ทำการสอบสวนคดีตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร โดยพบว่ามีผู้ต้องหาหลายคน แต่คดีนี้มีความซับซ้อน ยังไม่อาจหาพยานหลักฐานมาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดได้ นาย ค. จึงตัดสินใจ กันนายดำ ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวการสำคัญไว้เป็นพยาน แล้วทำการสรุปสำนวน มีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องนายดำ ในคดีดังกล่าว</p><p>(จ) ข้อ ข. และข้อ ง. </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ข้อ ก - ค ถูกต้องแล้ว ส่วนข้อ ง. ผิด เพราะ นาย ค. ต้องทำความเห็น เพื่อขออนุญาตเสนอต่อหัวหน้าพนักงานสอบสวนและ ผวจ. ตามลำดับ ในกรณีที่ ผวจ. เห็นควรอนุญาต ให้มีหนังสือถึงพนักงานอัยการก่อนที่จะพิจารณาอนุญาต และในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นว่าควรอนุญาต นาย ค. จึงสามารถกันนายดำ เป็นพยาน และสรุปสำนวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องนายดำได้ต่อไป</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจสืบสวนและสอบสวนของพนักงานฝ่ายปกครองตามกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนคดีอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม</strong></p><p><strong>(1) ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจขอให้อธิบดีกรมการปกครอง แต่งตั้งพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองในสังกัดกรมการปกครองไปร่วมสอบสวนในคดีใดคดีหนึ่งที่อยู่ในท้องที่ของอำเภอ จังหวัดก็ได้</strong></p><p><strong>(2) ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจจะประสาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองก็ได้</strong></p><p><strong>(3) ในการสอบสวนโดยปกติให้ใช้ที่ว่าการกิ่งอำเภอ ที่ว่าการอำเภอ หรือศาลากลางจังหวัดที่อยู่ในเขตท้องที่กิ่งอำเภอ อำเภอ หรือจังหวัดนั้น แล้วแต่กรณี เป็นสถานที่ทำการสอบสวน เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวกจะไปทำการสอบสวนที่ใดก็ได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ให้บันทึกเหตุดังกล่าวไว้ในสำนวนการสอบสวนด้วย</strong></p><p><strong>(4) ในกรณีจำเป็นจะต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้ในระหว่างสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองควบคุมผู้ต้องหาไว้ ณ ที่ทำการพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง เว้นแต่ไม่มีสถานที่ควบคุมเช่นว่านั้น ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองมอบตัวผู้ต้องหาฝากคุมขังไว้ ณ สถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่ทำการของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองตั้งอยู่แล้วให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการควบคุมไว้</strong></p><p><strong>(5) เมื่อไม่ปรากฎว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบงดการสอบสวนหรือทำความเห็นที่ควรให้งดการสอบสวนตาม ป.วิอาญา ม.140(1) ในกรณีความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี และได้สืบสวน สอบสวนติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน นับตั้งแต่ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบงดการสอบสวนและบันทึกเหตุที่งดนั้นไว้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 2 ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจจะประสาน "ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด" แต่งตั้งพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองก็ได้ (ข้อ 5)</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-25 15:31:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2969916934</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นโยบายรัฐบาล กระทรวง กรม (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2971919228</link>
         <description><![CDATA[<p>BUMBOOM 5/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ด้วยรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ เพื่อเป็นแนวทางสำคัญที่จะยกระดับและพัฒนาความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตลอดจนส่งเสริมบทบาทความเป็นผู้นำของประเทศไทยในเวทีโลกซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ จึงเห็นสมควรกำกับการกำหนดยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อกำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลบูรณาการการดำเนินงานของส่วนราชการและภาคเอกชนให้มีประสิทธิภาพและมีความสอดคล้องกับการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยไปสู่นานาประเทศ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ใครเป็นประธานคณะกรรมการชุดนี้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน/นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นเลขานุการ โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้</p><p>(1) กำหนดยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ จัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี</p><p>(2) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบายและเทศทางด้านการเงิน การคลัง การลงทุน รวมทั้งมาตรการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับหรือเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ</p><p>(3) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการจัดให้มี ปรับปรุงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ</p><p>(4) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการดำเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ รวมทั้งมาตรการเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p><p>(5) รายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและพิจารณามีมติเกี่ยวกับการดำเนินการของหน่วยงานเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายแผนระดับชาติว่าด้วยยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ</p><p>(6) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือที่ปรึกษาเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ</p><p>(7) ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใครเป็นประธานและเลขานุการของ คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ประธานกรรมการ/อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ 5/Week 1 พรบ.งบ 67</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กรมการปกครองได้รับงบประมาณ ตามแผนงานใดบ้าง เรียงลำดับจากมากไปน้อย จำนวนเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กรมการปกครอง ได้รับงบประมาณ (ตามมาตรา 20 จากมากไปน้อย) ดังนี้ (1) แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาบริการประชาชนและการพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ จำนวน 7,207,301,500 บาท (2) แผนงานยุทธศาสตร์รักษาความสงบภายในประเทศ จำนวน 2,871,226,800 บาท (3) แผนงานยุทธศาสตร์จัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ จำนวน 24,353,400 บาท (4) แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 8,400,000 บาท *รวม 10,111,281,700 บาท</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง 4/week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นโยบายใดจะทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นขึ้นมารวมถึงการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศประเทศ</strong></p></blockquote><ul><li><p>ตอบ : นโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท Digital Wallet</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐบาลมีแนวทางที่จะสร้างรายได้โดยการใช้หลักการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อเปิดประตูการค้าสู่ตลาดใหม่ใหม่ให้สินค้าและบริการของประเทศไทยแก่กลุ่มใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>ตอบ : กลุ่มสหภาพยุโรป กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง อินเดีย แอฟริกา อเมริกาใต้ รวมถึงการให้ความสำคัญกับตลาดเดิมที่รวมถึงประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : เศรษฐกิจใหม่ที่รัฐรัฐบาลจะส่งเสริมการพัฒนาได้แก่เศรษฐกิจใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>ตอบ : เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ในประเทศโดยการลงทุนพัฒนา Start-up ที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลกรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐบาลจะจัดทำ Matching Fund ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐบาลจะสร้างรายได้ในภาคการเกษตรโดยใช้หลักการใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้.</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด 3/ week</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟพาวเวอร์แห่งชาติโดยตำแหน่ง </strong></p></blockquote><p>1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</p><p>2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี</p><p>3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม</p><p>4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</p><p>5. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</p><ul><li><p>คำตอบ : 2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ เพราะระบุชื่อไปด้วยว่าเป็นคุณพวงเพ็ชร</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเบิกจ่ายค่าเบี้ยประชุมหรือการเบิกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฎิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน ที่ปรึกษา เบิกจ่ายตามระเบียบใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมคณะกรรมการ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือตามระเบียบของทางราชการ โดยให้เบิกจ่ายงบประมาณของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)</p></li></ul><p><br></p><p>NOP 3/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศตามคำแถลงนโยบายมีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) กรอบระยะสั้น : กระตุ้นการใช้จ่าย จุดประกายเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ เร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว (2) กรอบระยะกลางและระยะยาว : เสริมขีดความสามารถให้กับประชาชน ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนทุกคน</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 5/Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด และงบประมาณจังหวัดก่อนสิ้นอายุของแผน กรณีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงโครงการสำคัญ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นำเสนอ ก.บ.จ. พิจารณา แล้วให้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการชุดใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะอนุกรรมการประจำภาค มาตรา 32 ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด และงบประมาณจังหวัดก่อนสิ้นอายุของแผน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นำเสนอ ก.บ.จ. พิจารณา แล้วให้ขอความเห็นชอบ ดังต่อไปนี้ </p><p>(1) กรณีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงโครงการที่มิใช่โครงการสำคัญ เมื่อ ก.บ.จ. ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้รายงานให้คณะอนุกรรมการประจำภาคทราบ  </p><p>(2) กรณีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงโครงการที่มิใช่โครงการสำคัญ โดยการเพิ่มโครงการใหม่ที่มิได้อยู่ในแผนปฏิบัติราชการประจำปี ให้ผู้แทน มท. ผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นชอบ และรายงานให้คณะอนุกรรมการประจำภาคทราบ  </p><p>(3) กรณีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงโครงการสำคัญ ให้ขอความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการประจำภาค</p></li></ul><p><br></p><p>BUMBOOM 6/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประเทศไทยมี “ศักยภาพ” มากมายที่สามารถนำไปใช้สร้างพลังโน้มนำ หรือซอฟต์พาวเวอร์ ให้ผู้คนทั่วโลกอยากมี อยากได้ อยากเป็นแบบไทย ไม่ว่าจะศักยภาพจากทุนทางวัฒนธรรม หรือความคิดสร้างสรรค์ เช่น อาหารไทย ภาพยนตร์ไทย มวยไทย เกมไทย แฟชั่นไทย และอื่น ๆ ซึ่งศักยภาพเหล่านี้แฝงอยู่ใน “ฝีมือ” ของคนไทยทุกคน ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเห็นโอกาสที่ “สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อไทยทุกคน” จึงเสนอนโยบายสร้างซอฟต์พาวเวอร์ไทย ด้วยการเข้าไปสนับสนุนและพัฒนาทุกศักยภาพของคนไทยทุกคนผ่านนโยบายต่าง ๆ เช่น OFOS และ THACCA // OFOS และ THACCA คืออะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 📌OFOS หรือ One Family One Soft Power เป็น “นโยบายสร้างคน” ที่ต้องการจะ Upskill-Reskill คนไทยทั้งประเทศ! โดยจะเปิดให้ “ทุกครอบครัว” สามารถมา Upskill-Reskill ผ่าน “ศูนย์บ่มเพาะสร้างสรรค์” เพื่อยกระดับศักยภาพสร้างสรรค์ของตัวเองให้สูงขึ้นได้ การฝึกอบรมจะแบ่งเป็นระดับตามขั้นบันได จากระดับพื้นฐานจนถึงระดับมืออาชีพ มีใบ Certified รับรองศักยภาพสร้างสรรค์ให้ทุกคน โดยศูนย์ฯ นี้จะกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกครัวเรือนเข้าถึงได้ตั้งแต่ระดับตำบล → จังหวัด → ประเทศ และหากตั้งใจก็มีทุนให้ไปเรียนในต่างประเทศต่อไปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ “ฟรี!”🔥</p><p>OFOS จึงเป็นนโยบายที่มุ่งพัฒนาทักษะฝีมือคนไทยครั้งใหญ่ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ เพื่อ “สร้างคน” ที่มีแรงงานทักษะสร้างสรรค์สูง “20 ล้านคน จาก 20 ล้านครอบครัว” ทั่วประเทศ ให้ทุกครอบครัว “สร้างรายได้” ไม่น้อยกว่า 200,000 บาท/ปี</p><p>📌THACCA หรือ Thailand Creative Culture Agency เป็น “องค์กรสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์” เพราะเมื่อเราสร้างคน 20 ล้านคนแล้ว เราก็จำเป็นต้อง “สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง” เพื่อรองรับแรงงานเหล่านี้ THACCA ถูกออกแบบมาเพื่อ “สร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งระบบ” โดย THACCA จะเป็นแม่งานในการรับผิดชอบ มีอำนาจเบ็ดเสร็จและประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และอื่น ๆ เพื่อทำงานร่วมกันในการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตขึ้นอย่างมียุทธศาสตร์ THACCA จะสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 11 ด้าน คือ (1) อาหาร (2) ดนตรี (3) ภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ (4) เกม (5) หนังสือ (6) ศิลปะ (7) การออกแบบ😎 แฟชั่น (9) กีฬา (10) การท่องเที่ยว และ (11) เฟสติวัล</p><p>THACCA จะทำหน้าที่รื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ปลดปล่อยเสรีภาพทางความคิด สนับสนุนเงินทุนผ่านกองทุนรวม ‘Soft Power’ ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และ THACCA ยังออกแบบให้มีตัวแทนจากแต่ละอุตสาหกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายอีกด้วย</p><p>📌ย้ำกันอีกครั้งชัด ๆ “OFOS เป็นนโยบาย” → สร้างแรงงานทักษะสูง 20 ล้านคน จาก 20 ล้านครอบครัว ผ่านการ Upskill-Reskill คนไทยทั้งประเทศ ส่วน “THACCA เป็นองค์กร” → สร้างงาน ผ่านการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 11 ด้านให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-27 10:55:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2971919228</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2971922314</link>
         <description><![CDATA[<p>เต้ 6/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (พ.ศ.2566 - 2580) ได้มีการกำหนดหน่วยงานผู้รับผิดชอบออกเป็น 3 ระดับ (เจ้าภาพระดับที่ 1, 2 และ 3) เพื่อขับเคลื่อนในแต่ละประเด็น กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักระดับที่ 1 ในประเด็นใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: ประเด็น (06) พื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลักขับเคลื่อนแผน ฯ หรือเป็นเจ้าภาพระดับ 1 (จ.1) แต่กระทรวงมหาดไทยร่วมเป็นเจ้าภาพหลายประเด็น ได้แก่</p><p>- ประเด็น (07) โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และดิจิทัล: ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลดลง กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพระดับ 3 (จ.3)</p><p>- ประเด็น (16) เศรษฐกิจฐานราก: ผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มประชากรรายได้ต่ำสุด ร้อยละ 40 มีความสามารถในการบริหารจัดการหนี้สินได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพระดับ 3 (จ.3)</p><p>- ประเด็น (19) การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ: ระดับความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ระดับการรับมือกับพิบัติภัยด้านน้ำเพิ่มขึ้น และระดับความมั่นคงด้านน้ำในเขตเมืองเพิ่มขึ้น มีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพระดับ 3 (จ.3)</p><p>- ประเด็น (20) บริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีสมรรถนะและสร้างความทันสมัยในการจัดบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะให้กับประชาชน มีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพระดับ 3 (จ.3)</p></li></ul><p><br/></p><p>TU 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีกรอบระยะเวลาในการดำเนินงานอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เป้ายุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งภายใต้แผนพัฒนาใน 20 ปีนี้ จะมีต้องมีการบรรลุเป้าหมายในทำด้านต่าง ๆ ทุก ๆ 5 ปี เพื่อให้เห็นการพัฒนาของประเทศ ดังนี้</p><p>- เป้าหมายใน 5  ปีแรก จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบต่าง ๆ ครั้งยิ่งใหญ่  โดยเน้นแก้ไขสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของประเทศ และใช้จุดแข็งของประเทศให้เกิดประโยชน์ใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาผสมผสานเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ</p><p>- เป้าหมายใน 10 ปี ประเทศจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่ดี โดยเริ่มจากการสนับสนุนการวิจัย และการนำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับสินค้ากลุ่มเกษตรและสาธารณสุข นอกจากนี้ผู้ประกอบการจะต้องทันเทคโนโลยี และยังต้องสร้างบุคลากรทางการวิจัย เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในอนาคต</p><p>- เป้าหมายใน 15 ปี ประชากรในประเทศจะต้องเป็นประชากรที่มีคุณภาพ โดยจะพัฒนาให้บุคลากรทุกช่วงวัย มีศักยภาพสูง มีความรู้และทักษะ นอกจากนี้สังคมไทยจะเป็นสังคมที่เท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำ โดยการจัดสรรทรัพยากร และกระจายบริการจากภาครัฐอย่างทั่วถึง</p><p>- เป้าหมายใน 20 ปี เศรษฐกิจและสังคมของประเทศต้องมีสเถียรภาพ ระบบราชการของไทยจะเป็นแบบดิจิทัล มีคุณภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังได้วางแผนในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ในประเทศ เพื่อความยั่งยืนของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในประเทศอีกด้วย</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ 6/ week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามแนวทางประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 เกี่ยวข้องกับการเชื่อมพลังของคนสามวัย คือเยาวชนคนรุ่นใหม่ คนวัยทางานและผู้สูงอายุ ให้มาเป็นกำลังของการพัฒนาเพื่อส่วนรวม โดยการสร้างเวทีกลางเป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อปรึกษาหารือปัญหาสาธารณะของพื้นที่ ตั้งแต่ระดับชุมชน ท้องถิ่น อำเภอจนถึงระดับจังหวัด สอดคล้องกับประเด็นย่อยในข้อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ สร้างสังคมเข้มแข็งที่แบ่งปัน ไม่ทอดทิ้งกัน และมีคุณธรรม</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามยุทธศาสตร์ชาติที่ 5 ประเด็น พัฒนาพื้นที่เมือง ชนบท เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เชิงนิเวศ มุ่งเน้นความเป็นเมืองที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีข้อกาหนด รูปแบบ และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับลักษณะการใช้พื้นที่ตามศักยภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการพัฒนา “เมืองน่าอยู่ ชนบทมั่นคง เกษตรยั่งยืน อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” แนวทางใดเกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ด้วยเป้าหมาย 3 R (Reduce, Reuse, Recycle) พร้อมทั้งมีกลไกกากับดูแลการจัดการขยะและมลพิษอย่างเป็นระบบทั้งประเทศ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จัดการมลพิษที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสารเคมีในภาคเกษตรทั้งระบบ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและค่ามาตรฐานสากล</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง ประเด็นใดเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งศาสตร์พระราชา</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ยุทธศาสตร์ชาติด้านใดที่อยู่ภายใต้การขับเคลื่อนบนพื้นฐานแนวคิด 3 ประการ คือ “ต่อยอดอดีต” “ปรับปัจจุบัน” “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต”</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ปัจจัยสาเหตุที่นำมาสู่การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ และนำมาสู่การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้แก่  (1) การขยายอิทธิพลและการเพิ่มบทบาทของประเทศมหาอำนาจ (2) การเปลี่ยนแปลงจากโลกาภิวัตน์และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (3) การเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทยในระดับสุดยอดในปี 2575 (4) ความต้องการด้านแรงงาน การจ้างงานและอาชีพ (5) ผลกระทบจากการเปลี่นนแปลงสภาพภูมิอากาศ  (6) การสร้างความสมดุลด้านพลังงาน (7) ปัญหาที่สืบเนื่องจากการมีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน (8) การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชากรไทย</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ 7/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2562 ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการรายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศไว้ในข้อ 6 โดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะกำหนดรายการที่หน่วยงานของรัฐแต่ละแห่งจะต้องรายงานให้แตกต่างกันตามความเหมาะสมเพื่อให้การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพก็ได้ ทั้งนี้องค์ประกอบของการรายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปอย่างน้อยต่องประกอบไปด้วยหัวข้อใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดแผนงาน โครงการ หรือการดำเนินงาน (2) ความสอดคล้องกับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ (3) ความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการ (4) ปัญหาหรืออุปสรรค (5) ข้อเสนอแนะหรือแนวทางแก้ไขในการดำเนินงาน</p><p>**อ้างอิง : ระเบียบว่าด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการรายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ ข้อ 6</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP 6/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเกษตรสร้างมูลค่าตามยุทธศาสตร์ชาติมีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ได้แก่ เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น/เกษตรปลอดภัย/เกษตรชีวภาพ/เกษตรแปรรูป/เกษตรอัจฉริยะ</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-27 11:03:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2971922314</guid>
      </item>
      <item>
         <title>แผนพัฒนาระดับต่าง ๆ (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2971927057</link>
         <description><![CDATA[<p>นุ้ย 5/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : แผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ของกรมการปกครอง สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ในหมุดหมายใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : <strong>หมุดหมายที่ 8</strong> ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตอย่างยั่งยืน <strong>หมุดหมายที่ 9</strong> ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง และคนไทยทุกคนมีความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอเหมาะสม<strong> หมุดหมายที่ 12 </strong>ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต <strong>หมุดหมายที่ 13 </strong>ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชน</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว 7/week 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน่วยงานใดมีหน้าที่ติดตามและประเมินผลคุณภาพแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาอำเภอ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน  และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ติดตามและประเมินผลคุณภาพแผนพัฒนาหมู่บ้าน แผนชุมชน  แผนพัฒนาตำบล แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนพัฒนาอำเภอ เป็นประจำทุกปี เพื่อปรับปรุงคุณภาพ ให้สอดคล้องกับความต้องการและปัญหาของประชาชนในพื้นที่</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-27 11:16:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2971927057</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรฎ.บริหารงานบูรณาการ (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2972007982</link>
         <description><![CDATA[<p>ต่อ 4 /week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : พรฎ.บริหารงานเชิงพื้นที่ฯ ฉบับใหม่นี้ มีประโยชน์ ต่อการบริหารงานอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) การทำงานในพื้นที่จะยืดหยุ่น คล่องตัวมากขึ้น ผู้ว่าราชการจังหวัดรับรู้ข้อมูลและปัญหาของหน่วยงานอื่นที่มาปฏิบัติงานในจังหวัดตั้งแต่ต้น จนถึงการทำงานที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่</p><p>(2) การทำงานคุ้มค่า โครงสร้างเหมาะสม จะจัดตั้งหน่วยงานและคน ให้สอบถามความเห็นจากผู้ว่าราชการจังหวัดประกอบการพิจารณา</p><p>(3) การสร้างแรงจูงใจให้กับหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดที่มีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนาพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถให้ความดีความชอบได้</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 3/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาอำเภอตามที่ ก.บอ. เสนอแล้วนั้น หน้าที่ของ ก.บอ. ในขั้นตอนต่อไป ที่จะต้องดำเนินการ ได้แก่อะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ให้ ก.บ.อ. ประกาศใช้แผนพัฒนาอำเภอและจัดส่งแผนพัฒนาอำเภอให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจรวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ระดับอำเภอในทิศทางการพัฒนาอำเภอเดียวกัน</p><p>(2) ให้ ก.บ.อ.จำแนกแผนงานหรือโครงการระดับอำเภอในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจัดทำบัญชีประสานโครงการพัฒนาส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p><p>(3) ให้ ก.บ.อ. จัดส่งแผนความต้องการระดับอำเภอ ให้ ก.บ.จ. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัดหรือแผนปฏิบัติราชการของหน่วยงานนั้นๆ</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 4/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หากตรวจสอบพบความซ้ำซ้อนของแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานต่างๆ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำเนินการในพื้นที่อำเภอ จะมีวิธีดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : หากตรวจพบความซ้ำซ้อนของแผนงานหรือโครงการ ⚠️ให้ ก.บ.อ. เร่งแจ้งข้อเท็จจริงพร้อมทั้งเสนอความเห็นประกอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว 6/Week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งในคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) มีที่มาจากอะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด และออกจากราชการไปแล้ว จำนวนไม่เกิน 3 คน <em>มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี</em>*</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ 7/ week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและการจัดทาแผนพัฒนาจังหวัด</strong></p><ul><li><p>1. คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ หรือ ก.น.บ. เป็นผู้พิจารณาจัดตั้งกลุ่มจังหวัดเพื่อร่วมกันบูรณาการเชิงพื้นที่ในการพัฒนา การปฏิบัติภารกิจ และการบริหารงบประมาณในโครงการที่กลุ่มจังหวัดจะได้ประโยชน์ร่วมกันหรือเพื่อใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด และกาหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด</p><p>2. คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ หรือ ก.บ.ก. จัดทาแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และทิศทางการพัฒนาในอนาคตที่ ก.บ.จ. กาหนด โดยคานึงถึงความต้องการของประชาชนในกลุ่มจังหวัดที่ไม่ซ้าซ้อนกับความต้องการของประชาชนในแต่ละจังหวัด ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นโยบายของรัฐบาล และแผนพัฒนาจังหวัดในพื้นที่กลุ่มจังหวัด รวมถึงความพร้อมของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน</p><p>3. แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด ต้องให้ความสาคัญกับโครงการขนาดใหญ่ที่จังหวัดในกลุ่มจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน เช่น โรงไฟฟ้าขยะ ระบบชลประทาน ระบบขนส่ง ระบบเตือนภัยพิบัติ โดยต้องระบุแผนงานของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่จะดาเนินการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดไว้ด้วย</p><p>4. การเสนอโครงการในการจัดทาแผนปฏิบัติราชการประจาปีของกลุ่มจังหวัด การเสนอคาขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจาปีของกลุ่มจังหวัดสาหรับโครงการ ต้องเป็นโครงการที่กลุ่มจังหวัดจะได้ประโยชน์ร่วมกันหรือเชื่อมโยงกัน เพื่อใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีการบูรณาการการดาเนินโครงการร่วมกันของจังหวัดในกลุ่มจังหวัด</p><p>5. ผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัดทาหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มจังหวัด เว้นแต่ ก.น.บ. จะกาหนดไว้เป็นอย่างอื่น</p></li></ul></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 2</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด</strong></p><ul><li><p>1. ก.บ.จ. เป็นผู้กาหนดเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดครั้งละยี่สิบปี โดยให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และต้องคานึงถึงเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาคความต้องการและศักยภาพของประชาชนในจังหวัด เพื่อนาเสนอ ก.น.ก. พิจารณาให้ความเห็นชอบ</p><p>2. ก.บ.จ. เป็นผู้จัดทาแผนพัฒนาจังหวัด โดยคานึงถึงความต้องการและศักยภาพ ของประชาชนในจังหวัด ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค และนโยบายของรัฐบาล รวมถึงความพร้อม ของภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชน</p><p>3. แผนพัฒนาจังหวัดอย่างน้อยต้องระบุรายละเอียดของเป้าหมายการพัฒนาซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดยี่สิบปี ประเด็นการพัฒนา เป้าประสงค์ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย แนวทางการพัฒนา แผนงาน โครงการสาคัญและกิจกรรม ในโครงการ งบประมาณที่ต้องใช้ หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ระยะเวลาในการดาเนินโครงการซึ่งสอดรับกันระหว่างการดาเนินการของทุกหน่วยงาน โดยแผนพัฒนาจังหวัดกาหนดให้มีระยะเวลาห้าปี</p><p>4. ให้สานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ปัจจัยที่นาไปสู่ความสาเร็จในการดาเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัด</p><p>5. เมื่อแผนพัฒนาจังหวัดประกาศใช้แล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แจ้งแผนพัฒนาจังหวัดต่อส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐบรรดาที่มีสถานที่ตั้งอยู่ในจังหวัด หรือที่มีโครงการที่จะดาเนินงานในพื้นที่จังหวัด เพื่อให้ดาเนินการจัดทาแผนปฏิบัติราชการประจาปี ของส่วนราชการหรือแผนปฏิบัติงานประจาปีของหน่วยงานดังกล่าวโดยให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด</p></li></ul></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 1 ที่ถูกต้อง</p></li></ul><p><br/></p><p>ช้างคุง 1/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.)</strong></p><p>ก. ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ</p><p>ข. รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนึ่งคน เป็นกรรมการ</p><p>ค. ผู้แทนผู้บริหารท้องถิ่น เป็นกรรมการ</p><p>ง. ผู้แทนภาคประชาสังคม เป็นกรรมการ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. เนื่องจาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคน เป็นกรรมการ</p></li></ul><p><br/></p><p>ช้างคุง 2/week1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน่วยงานใดของรัฐที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งมิใช่การดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัด หรือแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด เพื่อนำไปใช้ในจังหวัด หน่วยงานของรัฐนั้นต้องดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 46 หน่วยงานรัฐนั้น ต้องแจ้งการได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีผลใช้บังคับ</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-27 14:19:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2972007982</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ปกครองท้องที่ (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973293804</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หมู่บ้าน ก. มีราษฎรผู้มีสิทธิเลือกผู้ใหญ่บ้านจำนวน 454 คน ปรากฏว่าราษฎรในหมู่บ้านดังกล่าว จำนวน 237 คน ได้เข้าชื่อกันขอให้นายดำ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่ง นายดี (นายอำเภอ) จึงได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้นายดำออกจากตำแหน่ง ต่อมานายดำยื่นอุทธรณ์คำสั่งของนายดีต่อ ผวจ. ปรากฏว่า ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของ ผวจ. มีราษฎรที่เคยเข้าชื่อถอดถอนนายดำ ได้ขอถอนชื่อเป็นจำนวน 14 คน ดังนี้ จากกรณีข้างต้นคำสั่งที่ให้นายดำพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ ผวจ. จะพิจารณาอุทธรณ์นี้อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) เมื่อมีราษฎรจำนวน 237 คน เข้าชื่อเกินกึ่งหนึ่ง (เกิน 227 คน) และไม่ปรากฏเหตุอื่นต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงเป็นไปตามความประสงค์ของราษฎร ตามเจตนารมณ์ ในมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (6) แห่ง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ดังนั้น คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว</p><p>(2) ส่วนการที่ราษฎรจำนวน 14 คน มีหนังสือแจ้งต่อ ผวจ. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงความประสงค์ที่จะไม่ขอถอดถอนผู้ใหญ่บ้าน อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่มีการออกคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จึงไม่มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากกระบวนการพิจารณาเพื่อออกคำสั่งได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น ผวจ. จึงชอบที่จะวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์</p><p>ดังนี้ กรณีที่ราษฎรเกิดเปลี่ยนใจหรือขอเปลี่ยนแปลงความประสงค์ที่เคยยื่นถอดถอนผู้ใหญ่บ้านให้พ้นจากตำแหน่งไว้ จะมีผลต่อเมื่อได้มีการแจ้งขอถอนชื่อในขณะที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติของผู้เข้าชื่อขอให้ถอดถอนผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งคือก่อนที่นายอำเภอจะมีคำสั่งให้ผู้ใหญ่พ้นจากตำแหน่ง อันเป็นระยะเวลาพิจารณาดำเนินการเพื่อออกคำสั่งทางปกครอง โดยหากการถอนชื่อดังกล่าวทำให้จำนวนราษฎรไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดย่อมส่งผลให้นายอำเภอไม่อาจออกคำสั่งให้ผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่งได้ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อร. 252/2566)</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p><p><strong>(ก) บ้าน หมายความว่า เรือนหลังเดียวก็ตาม หลายหลังก็ตาม ซึ่งอยู่ในเขตที่มีเจ้าของเป็นอิสระ ห้องแถวและแพหรือเรือชำซึ่งจอดประจำที่ใด ถ้ามีเจ้าของหรือผู้เช่าครอบครองเป็นอิสระ ก็นับว่าเป็นบ้าน</strong></p><p><strong>(ข) เจ้าบ้าน หมายความว่า ผู้อยู่ปกครองบ้าน เจ้าของ ผู้เช่า แต่ไม่หมายความรวมถึงผู้อาศัยโดยชอบด้วยกฎหมาย</strong></p><p><strong>(ค) วัด โรงพยาบาล โรงทหาร โรงเรียน เรือนจำ ที่ทำการไปรษณีย์ สถานีรถไฟ สถานที่ต่างๆของรัฐบาล นับว่าเป็นบ้าน</strong></p><p>(1) ถูกเฉพาะ ข้อ ก</p><p>(2) ถูกเฉพาะ ข้อ ข</p><p>(3) ถูกเฉพาะ ข้อ ค</p><p>(4) ถูกเฉพาะข้อ ก และ ข้อ ค</p><p>(5) ถูกเฉพาะข้อ ข และ ข้อ ค</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ 1) ถูกเฉพาะ ข้อ ก</p><p>ข้อ ข ผู้อาศัยโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็นับว่าเป็นเจ้าบ้าน</p><p>ข้อ ค ทุกแห่งที่กล่าวถึง ไม่นับว่าเป็นบ้าน ตาม พรบ นี้</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p><p><strong>(ก) ในหมู่บ้านหนึ่งให้มีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง และมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง หมู่บ้านละสองคน เว้นแต่หมู่บ้านใดมีมีความจำเป็นต้องมีมากกว่าสองคน ให้ขออนุมัติปลัดกระทรวงมหาดไทย</strong></p><p><strong>(ข) ในหมู่บ้านใด ปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควรให้มีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ ก็ให้มีได้ตามจำนวนที่กระทรวงมหาดไทยจะเห็นสมควร</strong></p><p><strong>(ค) ผู้ใหญ่บ้านจะได้รับเงินเดือน แต่มิใช่จากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือน ส่วนผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง จะได้รับเงินตอบแทนตามที่ กระทรวงมหาดไทยกำหนด</strong></p><p>(1) ถูกเฉพาะ ข้อ ก</p><p>(2) ถูกเฉพาะ ข้อ ข</p><p>(3) ถูกเฉพาะ ข้อ ค</p><p>(4) ถูกเฉพาะข้อ ก และ ข้อ ค</p><p>(5) ถูกเฉพาะข้อ ข และ ข้อ ค</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 3) ถูกเฉพาะ ข้อ ค </p><p>ข้อ ก ให้ขออนุมัติกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่ขออนุมัติจากปลัดกระทรวงมหาดไทย</p><p>ข้อ ข ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควร ไม่ใช่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควร</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกผู้ใหญ่บ้านต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม อย่างไรบ้าง (*เรื่องพื้นฐานที่ต้องจำให้แม่น)</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้</p><p>(1) มีสัญชาติไทยและมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ “ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือก”</p><p>(2) ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช</p><p>(3) ไม่เป็นคนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ</p><p>(4) มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ประจำ และมีชื่อในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียน ราษฎรในหมู่บ้านนั้นติดต่อกันมาแล้ว “ไม่น้อยกว่า 3 เดือนจนถึงวันเลือก”</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อราษฎรส่วนใหญ่เลือกผู้ใดเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว ใครเป็นผู้แต่งตั้ง และใครเป็นผู้ออกหนังสือสำคัญให้ไว้เป็นหลักฐานแก่ผู้ใหญ่บ้านคนนั้น</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เมื่อราษฎรส่วนใหญ่เลือกผู้ใดเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว ให้ “นายอำเภอ” ออกคำสั่งเพื่อแต่งตั้ง และให้ถือว่าผู้นั้น “เป็นผู้ใหญ่บ้านนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง” ในกรณีที่ผู้รับเลือกมีคะแนนเท่ากัน ให้ใช้วิธีจับฉลาก และเมื่อนายอำเภอได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านแล้ว ให้รายงานให้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” เพื่อออกหนังสือสำคัญให้ไว้เป็นหลักฐาน</p><p>ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการคัดค้านว่าผู้ที่ได้รับการเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านได้รับเลือกมาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมให้ “นายอำเภอเป็นผู้ดำเนินการสอบสวน” และถ้าผลการสอบสวนได้ความตามที่มีผู้คัดค้าน ให้รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดและ “ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง” โดยเร็ว ทั้งนี้ “ภายใน 90 วันนับแต่วันที่นายอำเภอมีคำสั่งแต่งตั้ง”</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับตำแหน่งแพทย์ประจำตำบล</strong></p><p><strong>(1) กำนันเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่มีความรู้ในวิชาแพทย์เป็นแพทย์ประจำตำบลคนหนึ่ง สำหรับจากการป้องกันความเจ็บไข้ของราษฎรในตำบลนั้น</strong></p><p><strong>(2) แพทย์ประจำตำบลแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด และเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในตำบลนั้น</strong></p><p><strong>(3) ถ้าเกิดโรคภัยร้ายกาจ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค ไข้ทรพิษ โรคระบาดปศุสัตว์ เกิดขึ้นในตำบลนั้น แพทย์ประจำตำบลต้องรีบรายงานกำนันและนายอำเภอให้ทราบโดยทันทีและต่อไปจนกว่าจะสงบโรค</strong></p><p><strong>(4) ถ้าแพทย์ประจำตำบลถูกลงโทษ แล้วเห็นว่าตนไม่รับความเป็นธรรม มีสิทธิ์ร้องทุกข์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะโทษปลดหรือไล่ออก</strong></p><p>(ก) ข้อ 1 และ 2 </p><p>(ข) ข้อ 1 และ 3</p><p>(ค) ข้อ 2 และ 4 </p><p>(ง) ข้อ 3 และ 4</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ผิดทุกข้อ ที่ถูกต้องคือ</p><p>(1) กำนันและผู้ใหญ่บ้านประชุมพร้อมกันเลือกผู้ที่มีความรู้ในวิชาแพทย์เป็นแพทย์ประจำตำบลคนหนึ่ง สำหรับจากการป้องกันความเจ็บไข้ของราษฎรในตำบลนั้น (ม.45)</p><p>(2) แพทย์ประจำตำบลแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีสัญชาติไทย และเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในตำบลนั้น (ม.46)</p><p>(3) ถ้าเกิดโรคภัยร้ายกาจ เช่น อหิวาตกโรค กาฬโรค ไข้ทรพิษ โรคระบาดปศุสัตว์ เกิดขึ้นในตำบลนั้น แพทย์ประจำตำบลต้องรีบรายงานยังกรมการอำเภอให้ทราบโดยทันทีและต่อไปจนกว่าจะสงบโรค (ม.48)</p><p>(4) ถ้าแพทย์ประจำตำบลถูกลงโทษ แล้วเห็นว่าตนไม่รับความเป็นธรรม มีสิทธิ์ร้องทุกข์ต่อกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะโทษปลดหรือไล่ออก (ม.61 ทวิ)</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 1</p><p>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง</p><p>(ก) การจัดตั้งหมู่บ้านให้ทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย</p><p>(ข) การตั้งหมู่บ้าน กรณีชุมชนหนาแน่นหมู่บ้านมีราษฎรไม่น้อยกว่า 1,000 คน บ้านไม่น้อยกว่า 240 บ้าน ตั้งใหม่แล้วหมู่บ้านใหม่มีราษฎรไม่น้อยกว่า 500 คน บ้านแม่น้อยกว่า 120 บ้าน</p><p>(ค) กรณีชุมชนห่างไกล หมู่บ้านเดิมมีราษฎรไม่น้อยกว่า 600 คน หรือบ้านไม่น้อยกว่า 120 บ้าน หมู่บ้านใหม่มีราษฎรไม่น้อยกว่า 200 คน หรือบ้านไม่น้อยกว่า 40 บ้าน</p><p>(ง) กรณีมีคนอยู่รวมกันมากถึงจำนวนบ้านน้อยให้เอาคนเป็นสำคัญประมาณเรา 100 คนเป็น 1 หมู่บ้าน</p><ul><li><p>คำตอบ :  ค. ถูก</p><p>(ก) การจัดตั้งหมู่บ้านให้ทำเป็นประกาศจังหวัด</p><p>(ข) การตั้งหมู่บ้าน กรณีชุมชนหนาแน่นหมู่บ้านมีราษฎรไม่น้อยกว่า 1,200 คน บ้านไม่น้อยกว่า 240 บ้าน ตั้งใหม่แล้วหมู่บ้านใหม่มีราษฎรไม่น้อยกว่า 600 คน บ้านแม่น้อยกว่า 120 บ้าน</p><p>(ง) กรณีมีคนอยู่รวมกันมากถึงจำนวนบ้านน้อยให้เอาคนเป็นสำคัญประมาณเรา 200 คนเป็น 1 หมู่บ้าน</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่2</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : กรณีแพทย์ประจำตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถูกไล่ออก ต้องร้องทุกข์อย่างไร </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : การร้องทุกข์ (อุทธรณ์)</p><p>1) ร้องทุกข์ได้เฉพาะ โทษปลดออก หรือไล่ออก (เท่านั้น) ถ้ากำนัน ผู้ใหญ่บ้านและแพทย์ประจำตำบล ผู้ถูกลงโทษเห็นว่าตน ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็มีสิทธิ์ ร้องทุกข์ต่อกระทรวงมหาดไทย</p><p>2) การร้องทุกข์ให้ทำคำร้องลงลายมือชื่อยื่นต่อนายอำเภอ ภายในกำหนด ๑๕ วันนับแต่วันได้ทราบคำสั่งการลงโทษ</p><p>3) นายอำเภอ เสนอต่อไปยังข้าหลวงประจำจังหวัด และกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ ภายในกำหนด ๑๕ วันนับแต่วันได้รับคำร้องทุกข์ พร้อมด้วยคำชี้แจงถ้ามีให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่ง ดังนี้</p><p>(๑) ให้ยกคำร้องทุกข์ (ไม่ประทับรับฟ้อง)</p><p>(๒) เพิกถอนคำสั่งการลงโทษ</p><p>(๓) ลดโทษ </p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง หรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบต้องออกจากตำแหน่งด้วย ในกรณีที่ผู้ใหญ่บ้านต้องออกจากตำแหน่งด้วยเหตุใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตามมาตรา 14 (2) - (7)</p><p>(2) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 เว้นแต่ในกรณีที่ได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ลาอุปสมบทหรือบรรพชาตามประเพณี มิให้ถือว่ามีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 (5) "ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช"</p><p>(3) ตาย</p><p>(4) ได้รับอนุญาตจากนายอำเภอให้ลาออก</p><p>(5) หมู่บ้านที่ปกครองถูกยุบ</p><p>(6) เมื่อราษฎรผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 ในหมู่บ้านนั้นจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของราษฎรผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 ทั้งหมดเข้าชื่อกันขอให้ออกจากตำแหน่ง ในกรณีเช่นนั้นให้นายอำเภอสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง</p><p>(7) ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง เมื่อได้รับรายงานการสอบสวนของนายอำเภอว่าบกพร่องในหน้าที่ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครผู้ใหญ่บ้านต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ากี่ปี</strong></p><p>(ก) ไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ในปีที่มีการเลือก</p><p>(ข) ไม่ต่ำกว่า 20 ปี บริบูรณ์ในวันรับเลือก</p><p>(ค) ไม่ต่ำกว่า 25 ปี บริบูรณ์ในวันรับเลือก</p><p>(ง) ไม่ต่ำกว่า 25 ปี บริบูรณ์ในปีที่มีการเลือก</p><p>(จ) ไม่ต่ำกว่า 30 ปี บริบูรณ์ในวันรับเลือก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี บริบูรณ์ในวันรับเลือก พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา 12 (2) อายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันรับเลือก</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-29 06:44:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973293804</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระเบียบ มท. เลือก ผญบ.</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973294308</link>
         <description><![CDATA[<p>เต้ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเลือกผู้ใหญ่บ้าน พ.ศ. 2551</strong></p><p>(ก) นายอำเภอมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินสามคน และตัวแทนราษฎรผู้มีสิทธิเลือก ซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของราษฎรในหมู่บ้านนั้น จำนวนไม่น้อยกว่าสี่คนแต่ไม่เกินเจ็ดคน โดยมีปลัดอำเภอเป็นกรรมการและเลขานุการ และคณะกรรมการตรวจสอบพ้นจากหน้าที่ เมื่อนายอำเภอประกาศบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ตามแบบ ผญ. 6</p><p>(ข) ในวันประชุมราษฎร ให้ผู้มีสิทธิเลือกของหมู่บ้านนั้นซึ่งอยู่ในที่ประชุมเสนอชื่อผู้มีสิทธิเลือกจำนวนไม่น้อยกว่าสี่คน แต่ไม่เกินเจ็ดคนเป็นกรรมการตรวจสอบ โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องมีผู้สิทธิเลือกในหมู่บ้านนั้นรับรองไม่น้อยกว่าสิบคน</p><p>(ค) เมื่อผู้สมัครยื่นใบสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน และนายอำเภอได้ออกใบสมัครแก่ผู้สมัครแล้ว ผู้สมัครห้ามถอนใบสมัคร</p><p>(ง) เมื่อนายอำเภอได้รับรายงานผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครจากคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว หากนายอำเภอพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับรายงานผลรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้นายอำเภอพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จให้ขยายออกไปอีกไม่เกินสามวันและหากพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวอีก ให้นายอำเภอประกาศรายชื่อผู้สมัครตามแบบ ผญ. 6 ไปตามนั้น</p><p>(จ) บัตรเลือกและต้นขั้วบัตรเลือกให้เย็บเป็นเล่มๆละไม่เกิน 50 บัตร มีรอยปรุเพื่อให้ฉีกบัตรเลือกออกจากต้นขั้วบัตรเลือกได้ และให้มีปกหน้าและปกหลัง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. ในวันประชุมราษฎร ให้ผู้มีสิทธิเลือกของหมู่บ้านนั้นซึ่งอยู่ในที่ประชุมเสนอชื่อผู้มีสิทธิเลือกจำนวนไม่น้อยกว่าสี่คน แต่ไม่เกินเจ็ดคนเป็นกรรมการตรวจสอบ โดยผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อต้องมีผู้สิทธิเลือกในหมู่บ้านนั้นรับรองไม่น้อยกว่าสองคน</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ ยังกล่าวไม่ถูกต้องครบถ้วนเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกผู้ใหญ่บ้าน</strong></p><p>(ก) กรณีที่พบว่าในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตามแบบ ผญ. ๒ มีชื่อของผู้ไม่มีสิทธิเลือกหรือมีชื่อของบุคคลเดียวกันมากกว่าหนึ่งแห่งปรากฏอยู่ ให้นายทะเบียนฯ มีอำนาจถอนชื่อของผู้ไม่มีสิทธิเลือกหรือบุคคลที่มีชื่อมากกว่าหนึ่งแห่งคงเหลือไว้เพียงแห่งเดียวให้ถูกต้อง โดยขีดฆ่าชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือก</p><p>(ข) ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกหรือเจ้าบ้านเห็นว่าในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตามแบบ ผญ. ๒ มีชื่อของผู้ไม่มีสิทธิเลือกหรือมีชื่อของบุคคลคนเดียวกันมากกว่าหนึ่งแห่งปรากฏอยู่ ให้ผู้มีสิทธิเลือกหรือเจ้าบ้านนั้นยื่นคำร้องต่อนายอำเภอเพื่อขอให้ถอนชื่อของผู้ไม่มีสิทธิเลือกหรือบุคคลที่มีชื่อมากกว่าหนึ่งแห่งคงเหลือไว้เพียงแห่งเดียวให้ถูกต้อง</p><p>(ค) เมื่อนายอำเภอได้พิจารณาคำร้องตามข้อ ข. แล้ว หากเห็นว่ามีหลักฐานเชื่อได้ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกหรือมีชื่อมากกว่าหนึ่งแห่ง ให้สั่งถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธินั้นหรือชื่อผู้มีสิทธิที่มากกว่าหนึ่งคงเหลือเพียงแห่งเดียวให้ถูกต้อง โดยให้ขีดฆ่าชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือก พร้อมทั้งบันทึกสาเหตุของการถอนชื่อไว้ในช่องหมายเหตุและลงลายมือชื่อ วัน เดือน ปี กำกับไว้</p><p>(ง) กรณีที่นายอำเภอพิจารณาคำร้องตามข้อ ข. แล้ว หากเห็นว่าผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ ผู้มีสิทธิเลือกที่ถูกขอถอนชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือก ให้สั่งยกคำร้องพร้อมทั้งแสดงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร และแจ้งให้ผู้ยื่นคำร้องทราบก่อนวันเลือกผู้ใหญ่บ้าน</p><p>(จ) ข้อ ก. และข้อ ค.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ. ข้อ ก. นายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรต้องขีดฆ่าชื่อออกจากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกพร้อมทั้งบันทึกสาเหตุของการถอนชื่อไว้ในช่องหมายเหตุและลงลายมือชื่อ วันเดือน ปี กำกับไว้ ทั้งนี้ให้ดำเนินการได้จนถึงวันเลือก ข้อ ค. ในกรณีนี้จะต้องแจ้งคำสั่งให้ผู้ยื่นคำร้องและเจ้าบ้านทราบด้วย</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หมู่บ้านไชยา ได้มีการกำหนดวันเลือกผู้ใหญ่บ้านในวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๗ ณ ศาลาประชาคมหมู่บ้าน ปรากฏว่า ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๗ เกิดพายุทำให้ศาลาประชาคมหมู่บ้านเสียหาย กรณีดังกล่าวจะเปลี่ยนไปเลือก ณ ศาลาวัดไชยา ได้หรือไม่ อย่างไร</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานที่เลือกผู้ใหญ่บ้านได้ ตามระเบียบ</p><p>(ข) ไม่สามารถการเปลี่ยนแปลงที่เลือกผู้ใหญ่บ้านได้ เพราะต้องกระทำก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่าสิบวัน</p><p>(ค) ไม่สามารถการเปลี่ยนแปลงที่เลือกผู้ใหญ่บ้านได้ เพราะต้องกระทำก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่าห้าวัน</p><p>(ง) สามารถเปลี่ยนแปลงได้เพราะเป็นสาธารณภัยและ เหตุสุดวิสัย</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (ง) สามารถเปลี่ยนแปลงได้เพราะเป็นสาธารณภัยและเหตุสุดวิสัย : ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเลือกผู้ใหญ่บ้าน พ.ศ. 2551 ข้อ 16 การเปลี่ยนแปลงที่เลือกผู้ใหญ่บ้านให้กระทำก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่าสิบวัน เว้นแต่กรณีเกิดสาธารณภัย เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น มีเหตุความจำเป็นเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ หรือมีเหตุการณ์ไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น อันจะเป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่เลือกผู้ใหญ่บ้านได้ จะประกาศเปลี่ยนแปลงก่อนวันเลือกน้อยกว่าาสิบวันก็ได้ การเปลี่ยนแปลงที่เลือกผู้ใหญ่บ้านให้ประกาศตามแบบ ผญ. ๑๒</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-29 06:45:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973294308</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระเบียบ มท. เลือกกำนัน</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973294561</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่ออำเภอกำหนดสถานที่ให้เป็นที่ทำการลงคะแนนเลือกผู้ใหญ่บ้านแล้ว อำเภอจะสามารถเปลี่ยนแปลงสถานที่ในภายหลังได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : อำเภอสามารถเปลี่ยนแปลงที่เลือกผู้ใหญ่บ้านได้ แต่ให้กระทำก่อนวันเลือก “ไม่น้อยกว่า 10 วัน” เว้นแต่เกิดสาธารณภัยเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น มีเหตุความจำเป็นเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ หรือเหตุการณ์ไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น อันจะเป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่เลือกผู้ใหญ่บ้านได้ โดยจะประกาศเปลี่ยนแปลงก่อนวันเลือกน้อยกว่า 10 วันก็ได้ การเปลี่ยนแปลงที่เลือกผู้ใหญ่บ้านให้ประกาศตามแบบ ผ.ญ.12</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง เกี่ยวกับการคัดค้านการคัดเลือกกำนัน</strong></p><p>(ก) เมื่อนายอำเภอมีประกาศผลการนับคะแนนตามแบบ กน.6 แล้ว ผู้ใดเห็นว่าการคัดเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ประสงค์จะให้มีการคัดเลือกกำนันใหม่ให้ทำคำร้องคัดค้านเป็นหนังสือยื่นต่อนายอำเภอ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีประกาศดังกล่าว</p><p>(ข) เมื่อนายอำเภอได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้รายงานผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ และดำเนินการสอบสวนแล้วรายงานผลพร้อมความเห็นและหลักฐานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดวินิจฉัยชี้ขาดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องคัดค้าน</p><p>(ค) หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่าการคัดเลือกกำนันครั้งนั้น เป็นไปตามที่ได้มีการร้องคัดค้านหรือได้มีการกระทำโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้กำนันคนนั้นพ้นจากตำแหน่งภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับการคัดเลือก แล้วให้นายอำเภอดำเนินการคัดเลือกกำนันใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้มีคำสั่งให้กำนันดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง</p><p>(ง) กรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งให้กำนันพ้นจากตำแหน่ง คำสั่งดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนต่อกิจการที่กำนันนั้นได้กระทำลงไปในขณะดำรงตำแหน่ง</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ.</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการคัดเลือกกำนัน พ.ศ.2551</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) เมื่อตำแหน่งกำนันว่างลงให้คัดเลือกกำนันขึ้นใหม่ภายในกำหนดเวลา 45 วันนับแต่วันที่นายอำเภอได้ทราบการว่างนั้น</p><p>หากมีความจำเป็นไม่อาจจัดให้มีการคัดเลือกกำนันได้ภายในกำหนดเวลา 45 วันให้นายอำเภอรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดขอขยายเวลาออกไปได้เท่าที่จำเป็น</p><p>(ข) ให้นายอำเภอกำหนดให้ที่ว่าการอำเภอเป็นสถานที่คัดเลือกกำนัน หากมีความจำเป็นไม่สามารถใช้สถานที่ดังกล่าวได้ จะกำหนดสถานที่อื่นที่มีความสะดวกเหมาะสมเป็นสถานที่คัดเลือกและไม่เป็นการได้เปรียบหรือเสียเปรียบแก่ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งคนใดเป็นที่คัดเลือกกำนันก็ได้</p><p>(ค) กรณีมีการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกำนันเพียงคนเดียว และมีผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นสนับสนุนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ให้นายอำเภอคัดเลือกผู้นั้นเป็นกำนัน แล้วให้นายอำเภอประกาศผลการคัดเลือกกำนันตามแบบ กน. 3 โดยปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านในตำบลนั้น </p><p>(ง) กรณีมีการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกำนันมากกว่าหนึ่งคนให้นายอำเภอจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีลับและให้เสร็จสิ้นในวันประชุมคัดเลือก การลงคะแนนโดยวิธีลับให้ใช้บัตรเลือกผู้ใหญ่บ้านโดยอนุโลม</p><p>(จ) เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับรายงานประกาศผลการนับคะแนนตามแบบ กน.6 หรือผลการประชุมคัดเลือกกำนันตามแบบ กน.3 แล้ว ให้ออกหนังสือสำคัญให้แก่ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกำนันไว้เป็นหลักฐาน โดยให้ถือว่าผู้นั้นเป็นกำนันนับแต่วันที่ได้รับการคัดเลือกเป็นต้นไป</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ที่ถูกคือ ข้อ 14 กรณีมีการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกำนันเพียงคนเดียว ให้นายอำเภอคัดเลือกผู้นั้นเป็นกำนัน แล้วให้นายอำเภอประกาศผลการคัดเลือกกำนันตามแบบ กน. 3 โดยปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านในตำบลนั้น</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-29 06:45:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973294561</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คณะกรรมการหมู่บ้าน</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973294805</link>
         <description><![CDATA[<p>นุ้ย ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประชุมเลือกกรรมการหมู่บ้านผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p><p><strong>(1) ให้นายอำเภอจัดทำประกาศกำหนดวัน  เวลา และสถานที่ในการประชุมเลือกกรรมการหมู่บ้านผู้ทรงคุณวุฒิ ปิดประกาศและประชาสัมพันธ์ให้ราษฎรในหมู่บ้านทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุม </strong></p><p><strong>(2) ในการประชุมเลือกกรรมการหมู่บ้านผู้ทรงคุณวุฒิ ให้มีคณะกรรมการประกอบด้วย กำนันเป็นประธาน ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นกรรมการ ทำหน้าที่ดำเนินการเลือก </strong></p><p><strong>(3) นายอำเภอแต่งตั้งปลัดอำเภอประจำตำบล ข้าราชการในอำเภอ 1 คนและกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านในอำเภอนั้น 1 คนเป็นที่ปรึกษาและทำหน้าที่สักขีพยาน </strong></p><p><strong>(4) ให้นายอำเภอจัดทำประกาศแต่งตั้งกรรมการหมู่บ้านผู้ทรงคุณวุฒิ และ รายงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อออกหนังสือสำคัญไว้เป็นหลักฐาน </strong></p><p>ก. ข้อ 1 และ 3</p><p>ข. ข้อ 2 และ 3</p><p>ค. ข้อ 2 และ 4</p><p>ง. ข้อ 1 และ 4</p><p>จ. ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. ข้อ 1 และ 3 ถูก/ข้อ 2 และ 4 ผิด ที่ถูกต้อง คือ </p><p>(2) ในการประชุมเลือกกรรมการหมู่บ้านผู้ทรงคุณวุฒิ ให้มีคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นกรรมการ ทำหน้าที่ดำเนินการเลือก (ข้อ 16)</p><p>(4) ให้นายอำเภอจัดทำประกาศแต่งตั้งกรรมการหมู่บ้านผู้ทรงคุณวุฒิ ปิดประกาศให้ราษฎรในหมู่บ้านทราบ พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนและออกหนังสือสำคัญไว้เป็นหลักฐาน (ข้อ 21)</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลใดบ้างมีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาแนะนำ ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการในตำบลนั้น</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายอำเภอแต่งตั้งให้ปลัดอำเภอประจำตำบล กำนัน นายกเทศมนตรีตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการในตำบล และนายอำเภออาจแต่งตั้งข้าราชการหรือพนักงานของรัฐและบุคคลอื่นใดที่คณะกรรมการเห็นสมควรเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการเพิ่มเติมก็ได้ (ข้อ 30)</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง เกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะทำงานด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติภารกิจของคณะกรรมการหมู่บ้านและผู้ใหญ่บ้าน</strong></p><p>(ก) คณะทำงานด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติภารกิจของคณะกรรมการและผู้ใหญ่บ้าน อย่างน้อยให้ มีคณะทำงานด้านอํานวยการ ด้านการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย ด้านแผนพัฒนาหมู่บ้าน ด้านส่งเสริมเศรษฐกิจ ด้านสังคมสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข และด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โดยในกรณีที่มีความจำเป็น หากคณะกรรมการหมู่บ้านจะแต่งตั้งคณะทำงานอื่น ๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายอำเภอ</p><p>(ข) คณะทำงานด้านการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย มีหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม ให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การส่งเสริมอุดมการณ์และวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยให้แก่ราษฎรในหมู่บ้าน ฯลฯ</p><p>(ค) คณะทำงานด้านส่งเสริมเศรษฐกิจ มีหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้าน ฯลฯ</p><p>(ง) หัวหน้าคณะทำงานด้านการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย ให้เลือกจากกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ในส่วนคณะทํางานด้านอื่น ๆ ให้เลือกจากกรรมการหมู่บ้าน</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ.</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-29 06:45:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973294805</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.เช่าที่เพื่อเกษตรกรรม</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973295060</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-29 06:45:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973295060</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การจัดทำแนวเขตที่สาธารณะ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973295410</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-29 06:45:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973295410</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การจัดทำ/แก้ไขเขตตำบล/พิพาทแนวเขต</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973296378</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-29 06:46:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2973296378</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รธน. 2560 และที่แก้ไขฯ (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2974696185</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : สว. ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 269 จำนวน 250 คน มีอายุของวุฒิสภากี่ปี นับแต่เมื่อใด จะครบวาระเมื่อใด และเมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง สว. (ชุดเดิม) ต้องปฏิบัติหน้าที่จนถึงขั้นตอนใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สว. ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 269 จำนวน 250 คน มีกำหนดอายุ 5 ปี นับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง โดยจะครบกำหนดวาระดำรงตำแหน่งในวันที่ 10 พ.ค. 2567 เมื่ออายุของวุฒิสภา (ชุดเดิม) สิ้นสุดลง มาตรา 269 (6) กำหนดให้ดำเนินการเลือก สว. (ชุดใหม่) ตามมาตรา 107 และให้นำความในมาตรา 109 วรรค 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งในมาตรา 109 วรรค 3 กำหนดให้ เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้ สว. (ชุดเดิม) ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า จะมี สว. ขึ้นใหม่ โดยตามมาตรา 115 ก่อนเข้ารับหน้าที่ สว. (ชุดใหม่) ต้องปฏิญาณตนในที่ปะชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้ <strong>“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” </strong>ดังนั้น เมื่อวันที่ สว. (ชุดใหม่) ปฏิญาณตนฯ สว. (ชุดเดิม) ก็จะครบทั้งวาระ (10 พ.ค. 2567) และครบทั้งหน้าที่ที่ได้ปฏิบัติมาถึงวันดังกล่าวแล้ว</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทางใช้อำนาจนั้นทางใด</strong></p><p>(ก) รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล</p><p>(ข) นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก.</p></li></ul><p><br/></p><p>ต่อ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเสนอโดยใครได้บ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) คณะรัฐมนตรี โดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์อิสระที่เกี่ยวข้อง (2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร</p></li></ul><p><br/></p><p>ช้างคุง ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวดที่ 2 ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง</strong></p><p>(ก) พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย</p><p>(ข) พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 16 คน ประกอบเป็นคณะองคมนตรี</p><p>(ค) ประธานองคมนตรี คนปัจจุบันชื่อ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์</p><p>(ง) พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ข. (ม.10) พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไม่เกิน 18 คนประกอบเป็นคณะองคมนตรี</p></li></ul><p><br/></p><p>ช้างคุง ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับหมวดที่ 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) บุคคลมีหน้าที่เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ</p><p>(ข) บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ</p><p>(ค) บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งให้ความร่วมมือในการป้องกันภัยความมั่นคงของประเทศ</p><p>(ง) บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. มาตรา 50 (2) ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งให้ความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐธรรมนูญไม่ได้กล่าวถึงการปฏิรูปด้านใด</strong></p><p>(ก) ด้านสังคม</p><p>(ข) ด้านกฎหมาย</p><p>(ค) ด้านเศรษฐกิจ</p><p>(ง) การบริหารราชการแผ่นดิน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก.ด้านสังคม (มาตรา 258 การปฏิรูปประเทศ ประกอบด้วย ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา และเศรษฐกิจ)</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 156 กำหนดให้กรณีต่อไปบ้าง ที่ให้รัฐสภาประชุมร่วมกัน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) การให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา 17</p><p>(2) การปฏิญาณตนของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาตามมาตรา 19</p><p>(3) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 มาตรา 20</p><p>(4) การรับทราบหรือให้ความเห็นชอบในการสืบราชสมบัติตามมาตรา 21</p><p>(5) การให้ความเห็นชอบในการปิดสมัยประชุมตามมาตรา 121</p><p>(6) การเปิดประชุมรัฐสภาตามมาตรา 122</p><p>(7) การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 132</p><p>(8) การปรึกษาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติใหม่ตามมาตรา 146</p><p>(9) การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 147</p><p>(10) การเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 155 และ 165</p><p>(11) การตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา 157</p><p>(12) การแถลงนโยบายตามมาตรา 162</p><p>(13) การให้ความเห็นชอบ ในการประกาศสงครามตามมาตรา 177</p><p>(14) การรับฟังค่าชี้แจงและให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรา 178</p><p>(15) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 256</p><p>(16) กรณีอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้อนุมัติพระราชกำหนดใด หากมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เห็นว่าพระราชกำหนดนั้นตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ จะต้องดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐธรรมนูญ ม.173 กำหนดให้ประธานแห่งสภานั้นส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นเพื่อวินิจฉัย และให้รอการพิจารณาพระราชกำหนดนั้นไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : มาตรา 130 กำหนดให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ​ใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ :</p><p>(1) พรป.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561</p><p>(2) พรป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561</p><p>(3) พรป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560</p><p>(4) พรป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560</p><p>(5) พรป.ผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560</p><p>(6) พรป.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561</p><p>(7) พรป.การตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561</p><p>(8) พรป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561</p><p>(9) พรป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560</p><p>(10) พรป.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560</p></li></ul><p><br/></p><p>บิว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หลักการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ประกอบด้วยอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p><strong>1. ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย</strong></p><p>(1.1) การใช้สิทธิหรือเสรีภาพกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ</p><p>(1.2) กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p><p>(1.3) ละเมิดต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น</p><p><strong>2. กรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อ</strong></p><p>(2.1) หลักนิติธรรม</p><p>(2.2) ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ</p><p>(2.3) จะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลไม่ได้</p><p>(2.4) ต้องระบุเหตุผลความจำเป็นของการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย</p><p>(2.5) ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง</p><p>*วิธีการจำหลักการกฎหมายที่มีมีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล คือเป็นสากล (ข้อ 1) มีขอบเขต (ข้อ 2,3,4) และเสมอภาค (ข้อ5)</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามมาตรา 50 มีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : หน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามมาตรา 50 มี 10 ข้อ ดังนี้</p><p>(1) พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p><p>(2) ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งให้ความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย</p><p>(3) ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด</p><p>(4) เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ</p><p>(5) รับราชการทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ</p><p>(6) เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นและไม่กระทำการใด ที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม</p><p>(7)ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ</p><p>(8) ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม</p><p>(9) เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ</p><p>(10) ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องเป็นอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>ตอบ : มาตรา 26 การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วยกฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพดังกล่าว จะกระทำมิได้ เว้นแต่...</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น <strong>ตามมาตรา 44 วรรคสอง</strong></p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาเท่าใดตามรัฐธรรมนูญ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย <strong>ตามมาตรา 54</strong></p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-04-30 03:14:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2974696185</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รธน. 2560 และที่แก้ไข (3)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2976152190</link>
         <description><![CDATA[<p>นิว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติ  ดังนี้</strong></p><p>(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด </p><p>(2) มีอายุไม่ต่ํากว่า 25 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง </p><p>(3) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วัน </p><p><strong>แล้วจะต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(ก) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง </p><p>(ข) เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง </p><p>(ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา </p><p>(ง) เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : สมาชิกวุฒิสภาต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p><strong>ก. คุณสมบัติ</strong></p><p>(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด</p><p>(2) มีอายุไม่ต่ํากว่าสี่สิบปีในวันสมัครรับเลือก</p><p>(3) มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทํางานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่าสิบปีหรือเป็นผู้มีลักษณะตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา</p><p>(4) เกิด มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ทํางานหรือมีความเกี่ยวพันกับพื้นที่ที่สมัครตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา</p><p><strong>ข. ลักษณะต้องห้าม</strong></p><p>(1) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 98</p><p>ดังนี้</p><p>(1) ติดยาเสพติดให้โทษ</p><p>(2) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต</p><p>(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ</p><p>(4) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 96 (1) (2) หรือ (4)</p><p>(5) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง</p><p>(6) ต้องคําพิพากษาให้จําคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล</p><p>(7) เคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ</p><p>(8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ</p><p>(9) เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ํารวยผิดปกติหรือเคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุกเพราะกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต</p><p>(10)เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการหรือต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้ากฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน</p><p>(11) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง</p><p>(15) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ</p><p>(16) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ</p><p>(17) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง</p><p>(18) เคยพ้นจากตําแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา ๑๔๔ หรือมาตรา 235 วรรคสาม (2) เป็นข้าราชการ (3) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก (4) เป็นสมาชิกพรรคการเมือง (5) เป็นหรือเคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง เว้นแต่ได้พ้นจากการดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก (6) เป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรี เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก (7) เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือก (8) เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาในคราวเดียวกัน หรือผู้ดํารงตําแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญหรือในองค์กรอิสระ (9) เคยดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 27 บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่ไม่จำกัดไว้ในกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวเรื่องใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 35 หน่วยงานของรัฐใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทำนองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดต่อใคร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และประกาศให้ประชาชนทราบด้วย</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 39 การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร การถอนสัญชาติของบุคคลซึ่งซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิด กระทำได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จะกระทำมิได้</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 52 รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้รัฐต้องดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 56 โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทำประการใดไม่ได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละ 51 มิได้</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 62 กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างน้อยต้องมีมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การดำเนินการทางการคลังและงบประมาณของรัฐ การกำหนดวินัยทางการคลังด้านรายได้และรายจ่ายทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลัง และการบริหารหนี้สาธารณะ</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกระบวนการเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตามมาตรา ๑๓๓ ข้อใดผิด</strong></p><p>(ก) ครม. โดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง มีสิทธิเสนอร่าง พ.ร.บ.</p><p>(ข) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๕ คน มีสิทธิเสนอร่าง พ.ร.บ.</p><p>(ค) นอกจากการเสนอร่าง พ.ร.บ. โดย ครม. หากเป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวด้วยการเงิน จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี</p><p>(ง) ประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน มีสิทธิเข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ก. ข้อ ข. และข้อ ง. ผิด</p><p>- ข้อ ก. ครม. สามารถเสนอร่าง พ.ร.บ. ได้โดยตรง แต่หากเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๑ (๑) กำหนดว่า ครม. จะเสนอได้ โดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง</p><p>- ข้อ ข. ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐ คน มีสิทธิเสนอร่าง พ.ร.บ.</p><p>- ข้อ ง. ต้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อเสนอกฎหมายตามหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ฯลฯ</p><p>***มาตรา 133 ร่างพระราชบัญญัติให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน และจะเสนอได้ก็แต่โดย </p><p>(1) คณะรัฐมนตรี</p><p>(2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคน </p><p>(3) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย </p><p>***ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีผู้เสนอตาม (๒) หรือ (๓) เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ต้องดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ (2) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรมและมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ (3) ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การให้นำข่าวสารหรือข้อความใด ๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใดๆ จะกระทำไม่ได้ เว้นแต่ข้อใด</strong></p><p>(ก) เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p><p>(ข) เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น</p><p>(ค) กระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม</p><p>(ง) ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ข. </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. กระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม (มาตรา 35 วรรคสาม การให้นำข่าวสารหรือข้อความใดๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใดๆ จะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม)</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ขอลงทะเบียนเพื่อออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง หมายถึงบุคคลใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (มาตรา 95 วรรคสอง) (1) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (2) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาน้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง (3) มีถิ่นที่อยู่นอกราชอาณาจักร</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-01 02:53:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2976152190</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รธน. 2560 และที่แก้ไขฯ (4)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2976171267</link>
         <description><![CDATA[<p>ชัย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : สิทธิแรงงาน ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มีกี่เรื่อง และมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐธรรมนูญกำหนด ‘สิทธิแรงงาน’ ไว้ 4 ประเด็น ได้แก่ การส่งเสริมให้มีงานทำ (มาตรา 74) การคุ้มครองผู้ใช้แรงงาน (มาตรา 74) การให้ค่าแรงและสวัสดิการต่างๆ (มาตรา 74) สิทธิในการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานเพื่อเสนอข้อเรียกร้อง (มาตรา 42)</p></li></ul><p><br/></p><p>ชัย ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ที่มีสิทธิขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แก่ บุคคล/กลุ่มใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้ที่มีสิทธิขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้แก่ (1) คณะรัฐมนตรี (2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ ส.ส. (3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภารวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภา (4) ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คนเข้าชื่อกัน</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องมาจากผู้ใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) คณะรัฐมนตรี (2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร (3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ทั้ง 2 สภา (4) ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว 3 / week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การประกาศผลแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลเมื่อตรวจสอบผลการเลือกตั้งเบื้องต้นอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและมีจำนวนผลการเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า 4/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐธรรมนูญ กำหนดแนวทางให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อของผู้สมัครรัฐเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคละหนึ่งบัญชี โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองต้องไม่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำรายกับผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าวให้คณะกรรมการเลือกตั้งก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ทั้งนี้ การจัดทำบัญชีรายชื่อดังกล่าว ต้องให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย โดยคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ 3/week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำต่อศาลชั้นต้น โดยกล่าวหาว่านายดำ มีความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนัน (ไฮโลว์) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะนายดำอยู่ในวงเล่นการพนันที่เป็นความผิดตามกฎหมาย จึงถือว่าเป็นผู้เล่นการพนันด้วย ขอให้ศาลลงโทษตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 6 มาตรา 12 ข้อ 2 จําเลยให้การปฏิเสธ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายดำได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าการกระทำของพนักงานสอบสวนที่นำตัวนายดำไปแถลงข่าวการจับกุม เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง ที่กำหนดว่า“ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงวาบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” ให้วินิจฉัยว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องของนายดำอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กรณีคำร้องของนายดำ การโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 212 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นการโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามคำร้องของนายดำเป็นการโต้แย้งการกระทำของพนักงานสอบสวนว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 212 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องของนายดำไว้พิจารณาวินิจฉัย (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3502/2542) (เทียบเคียงแนวข้อสอบเนติบัณฑิต สมัยที่ 72 วิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ)</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายดำต่อศาลชั้นต้น โดยกล่าวหาว่านายดำ มีความผิดฐานร่วมกันเล่นการพนัน (ไฮโลว์) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะนายดำอยู่ในวงเล่นการพนันที่เป็นความผิดตามกฎหมาย จึงถือว่าเป็นผู้เล่นการพนันด้วย ขอให้ศาลลงโทษตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 6 มาตรา 12 ข้อ 2 จําเลยให้การปฏิเสธ ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายดำได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าการกระทำของพนักงานสอบสวนที่นำตัวนายดำไปแถลงข่าวการจับกุม เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 29 วรรคสอง ที่กำหนดว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงวาบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” ให้วินิจฉัยว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องของนายดำอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กรณีคำร้องของนายดำ การโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 212 วรรคหนึ่ง ต้องเป็นการโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามคำร้องของนายดำเป็นการโต้แย้งการกระทำของพนักงานสอบสวนว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ 3/Week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ศาลรัฐธรรมนูญประกอบไปด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนกี่คน ใครเป็นคนแต่งตั้ง และมีคุณสมบัติอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งจากบุคคล ดังต่อไปนี้</p><p>(1) ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 3 คน</p><p>(2) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จำนวน 2 คน</p><p>(3) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน</p><p>(4) ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน</p><p>(5) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย (2) พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ (3) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ 7 / week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ คือผู้ใด </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 96 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง </p><p>(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช </p><p>(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่</p><p>(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย</p><p>(4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM 1/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีใดที่กล่าวถึงสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 ไม่ถูกต้อง </strong></p><p>(ก) นายณัฐวุฒิเกิดที่ จ.สระบุรี โดยบิดามีสัญชาติบังกลาเทศ และมารดามีสัญชาติไทย ซึ่งบิดาและมารดา ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมา เมื่อนายณัฐวุฒิมีอายุ 20 ปีได้ติดตามบิดาไปทำงานที่บังกลาเทศเป็นเวลา กว่า 10 ปี โดยไม่ได้กลับมาที่ประเทศไทยเลย กรณีนี้ ทางการไทยจะไม่สามารถถอนสัญชาติไทย ของนายณัฐวุฒิได้ </p><p>(ข) นายโจเซฟ เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต่อมา นายโจเซฟได้กลับไปยังประเทศดั้งเดิมของตน เป็นเวลา 10 ปี โดยไม่ได้กลับมาที่ประเทศไทยเลย กรณีนี้ หากนายโจเซฟจะเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง ทางการไทยก็ไม่สามารถห้ามได้ นายโจเซฟสามารถเดินทางกลับเข้าประเทศไทยได้ตามปกติ แต่ทางการไทย สามารถถอนสัญชาติไทยของนายโจเซฟได้ </p><p>(ค) นายเดวิดเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ นายเดวิดย่อมมีสิทธิที่จะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์รายวันในประเทศไทยได้ </p><p>(ง) นายศักดิ์สิทธิ์เป็นคนชรา มีอายุ 70 ปี และมีโรคประจำตัว สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงนัก ย่อมมีสิทธิ ได้รับบริการทางการแพทย์ของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย </p><p>(จ) ทุกข้อกล่าวได้อย่างถูกต้อง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. เนื่องจากรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 47 วรรคสอง กำหนดไว้ว่า บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามที่กฎหมายบัญญัติซึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฯ กำหนดสิทธิไว้ให้เฉพาะสำหรับ “ผู้ยากไร้” เท่านั้น ที่จะมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงผู้สูงอายุทั่ว ๆ ไปด้วย</p><p>ดังนั้น ข้อ ง. จึงกล่าวไม่ถูกต้อง นายศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ (ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 47 วรรคหนึ่ง) แต่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยเพียงใดก็ต้องว่ากันเป็นรายกรณีไป</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ 5/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : ใครคือผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : (1) คณะรัฐมนตรีโดยข้อเสนอแนะของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง (2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10  ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร</p></li></ul><p><br/></p><p>บิว 4/weeks 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประกอบด้วยข้อห้ามใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปลญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการไม่ได้ (2) สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือคณะกรรมาธิการ จะเสนอแปลญัตติหรือกระทำการเพื่อให้มีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมไม่ได้</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-01 03:13:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2976171267</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรป.สผผ.</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2976174353</link>
         <description><![CDATA[<p>TU 1/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หลักการสำคัญของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ 2560 มีจำนวนกี่เรื่อง และเรื่องใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จำนวน 11 เรื่อง ประกอบด้วย</p><p>(1) จำนวนคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ตรวจการแผ่นดิน</p><p>(2) องค์ประกอบหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา</p><p>(3) การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน</p><p>(4) การให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือกับองค์กรอิสระอื่น</p><p>(5) การให้ประชาชนแจ้งหรือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน</p><p>(6) การดำเนินการตามหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน</p><p>(7) การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน</p><p>(8) เรื่องที่ห้ามมิให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรับไว้พิจารณา หรือให้สั่งยุติเรื่อง</p><p>(9) การตรวจสอบและรายงานผล</p><p>(10) เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน</p><p>(11) บทกำหนดโทษ</p></li></ul><p><br/></p><p>TU 2/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เรื่องที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรับไว้พิจารณา มีจำนวนกี่เรื่อง เรื่องใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จำนวน 8 เรื่อง ดังนี้</p><p>(1) เรื่องที่เป็นนโยบายของรัฐบาล</p><p>(2) เรื่องที่ฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือเรื่องที่ศาลมีคำพิพากษาคำสั่งหรือคำวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว</p><p>(3) เรื่องที่ไม่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน</p><p>(4) เรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจองค์กรอิสระอื่น</p><p>(5) เรื่องที่ผู้ร้องเรียนใช้สิทธิ์โดยไม่สุจริตและการพิจารณาไม่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม</p><p>(6) เรื่องที่ได้รับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมอย่างเหมาะสมแล้ว</p><p>(7) เรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเคยสรุปผลการพิจารณาแล้ว</p><p>(8) เรื่องอื่นตามมติผู้ตรวจการแผ่นดิน</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ 5/week3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหน้าที่โดยจะถามเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้</p><p>(2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ</p><p>(3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรจะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติก็ได้</p><p>(4) สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภามีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจง</p><p>ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ</p><p>(5) ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศสมควรที่จะปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร</p><p>จะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาก็ได้ และรัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปราย</p></blockquote><ul><li><p>ตอบ ข้อ 5. ผิด </p><p>เฉลย มาตรา 155 ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยหรือเศรษฐกิจของประเทศสมควรที่จะปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาก็ได้ ในกรณีนี้ ประธานรัฐสภาต้องดำเนินการให้มีการประชุมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการแจ้ง แต่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ การประชุมตามวรรคหนึ่งให้ประชุมลับและคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุมด้วย</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-01 03:17:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2976174353</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รธน. 2560 และที่แก้ไขฯ (5)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2978874171</link>
         <description><![CDATA[<p>BUMBOOM 3/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย</p><p>(ข) ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรี</p><p>(ค) ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรี</p><p>(ง) ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง</p><p>(จ) ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง ผิด อธิบายบทบัญญัติลักษณะนี้ ได้มีการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๔๙๒ (มาตรา 14) และบัญญัติทำนองเดียวกันในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ซึ่งเป็นบทบัญญัติเพื่อรองรับพระราชอำนาจในการเลือก การแต่งตั้งและการถอดถอนองคมนตรี การที่กำหนดให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งประธานองคมนตรีนั้น เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความยึดโยงกับตัวแทนประชาชน ซึ่งเป็นหลักที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้ว่าในการขึ้นทรงราชย์ได้กำหนดให้ประธานรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนเป็นผู้ประกาศให้ประชาชนรับทราบ ดังนั้น เมื่อจะแต่งตั้งประธานผู้ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาให้พระมหากษัตริย์ และเพื่อแสดงความยึดโยงดังกล่าวโดยมิให้ฝ่ายบริหารเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงกำหนดให้ประธานรัฐสภาเป็นลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งประธานองคมนตรี ส่วนการแต่งตั้งหรือถอดถอนองคมนตรีอื่น ๆ นั้น ถือว่าหลังจากนั้นเป็นกิจการภายในของพระองค์เมื่อได้มีการยึดโยงดังกล่าวในการแต่งตั้งประธานองคมนตรีแล้ว จึงได้กำหนดให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่น ๆ หรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง 3/ week  2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 71 รัฐพึงให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลกลุ่มใดให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ตลอดทั้งให้การบำบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 72 การวางผังเมืองทุกระดับ มีกี่ระดับ ระดับใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 3 ระดับ คือ ผังเมืองเฉพาะ   ผังเมืองจังหวัด และผังเมืองภาค</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 75 ปัจจุบันสหกรณ์ในประเทศไทยแบ่งเป็นกี่ประเภท ประเภทใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 7 ประเภท คือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ และสหกรณ์เครดิตยูเนียน</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 84 การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งถึงร้อยละเท่าใดของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว หากมีมีความจำเป็นจะต้องเรียกประชุมรัฐสภา ก็ให้ดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ร้อยละ 95</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 88 การเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กี่รายชื่อ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ไม่เกิน 3 รายชื่อ (พรรคการเมืองจะเสนอกี่รายชื่อก็ได้)</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 95 บุคคลผู้มีคุณสมบัติใด เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) มีสัญชาติไทย แต่ถ้าแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี</p><p>(2) อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง</p><p>(3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 96 บุคคลผู้มีลักษณะใด ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช </p><p>(2) อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ </p><p>(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย </p><p>(4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 97 บุคคลผู้มีคุณสมบัติใดเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) สัญชาติไทยโดยการเกิด</p><p>(2) อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง</p><p>(3) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองแต่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่กรณียุบสภาระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วัน</p><p>(4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ด้วย</p><p>- 4.1 มีชื่อในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง</p><p>- 4.2 เกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง</p><p>- 4.3 เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีการศึกษา</p><p>- 4.4 เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐและเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งแล้วแต่กรณีกรณีเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 98 บุคคลผู้มีลักษณะใดเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ติดยาเสพติดให้โทษ</p><p>(2) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต</p><p>(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดใด</p><p>(4) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 96 (1) (2) และ (4)</p><p>(5) อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง </p><p>(6) ต้องคำพิพากษาให้จำคุกหรือถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล</p><p>(7) เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ประมาทหรือลหุโทษ</p><p>(8) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในวงราชการ</p><p>(9) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเพราะกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต</p><p>(10) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฏหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับซับที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า การพนันในความผิดฐานฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก การค้ามนุษย์ การฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน</p><p>(11) เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง</p><p>(12) เป็นข้าราชการมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง</p><p>(13) เป็นสมาชิกสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น</p><p>(14) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกิน 2 ปี</p><p>(15) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจหรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ</p><p>(16) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ</p><p>(17) อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง</p><p>(18) เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามมาตรา 144 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ผู้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร  วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการการเสนอการแปลญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย และมาตรา 235 วรรค 3 ศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาแล้วแต่กรณีให้ผู้คำพิพากษานั้นพ้นจากตำแหน่งนับ แต่วันปฏิบัติหน้าที่และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นและจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วยหรือไม่ก็ได้</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด 2/week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยข้อใด ไม่มีข้อยกเว้น</strong></p><p>(ก) การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอื่น เพื่อลิดรอนเสรีภาพจะกระทำมิได้</p><p>(ข) การค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายจะกระทำมิได้</p><p>(ค) การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้</p><p>(ง) การให้ นำข่าวสาร หรือข้อความใดๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปมห้เจ้าหน้าที่ตรวจ ก่อนนำไปโฆษณา ในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใดๆ จะกระทำมิได้</p><p>(จ) บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการ ประกอบอาชีพ การจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. เนื่องจากข้ออื่นมียกเว้นทั้งหมด</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด 3/week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดผิด</strong></p><p>(ก) ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา</p><p>(ข) ในกรณีไม่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาได้ ให้ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภาแทน</p><p>(ค) ในระหว่างที่ประธานวุฒิสภาต้องทำหน้าที่ประธานรัฐสภา แต่ไม่มีประธานวุฒิสภาและเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในระหว่างไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ให้รองประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภา</p><p>(ง) ถ้าไม่มีรองประธานวุฒิสภา ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีอายุมากที่สุดในขณะนั้นทำหน้าที่ประธานรัฐสภา</p><p>(จ) และให้ดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภาโดยเร็ว</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข.</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด 4/week 2 </p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดผิด</strong></p><p>(ก) สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิก 500 คน</p><p>(ข) ในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการเลือกตั้งแล้ว ร้อยละ 95 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้ว หากมีความจำเป็นต้องเรียกประชุมรัฐสภาก็ให้ดำเนินการเรียกประชุมได้</p><p>(ค) สมาชิกสภาพผู้แทนราชการซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ </p><p>(ง) ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งได้คะแนนสูงสุด และมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง</p><p>(จ) หากเขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งนั้น ให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข.</p></li></ul><p><br></p><p>นิว 5 / week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการในพระองค์พ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามอะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-03 03:02:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2978874171</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รธน. 2560 และที่แก้ไขฯ (6)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2978874563</link>
         <description><![CDATA[<p>BUMBOOM 4/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร </strong></p><p>A.นพนภาเป็นแม่ชีบวชอยู่วัดนารีนพนำพา</p><p>B.นายเต้อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา</p><p>C.ป้ารัตนาเป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ</p><p>D.นายปีใหม่เคยต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายพ้นโทษมา 1 วัน</p><p>E.นางสาวไอรรินเป็นคนหูหนวกและเป็นใบ้ซึ่งไม่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้</p><p>(ก) A B C</p><p>(ข) B D E</p><p>(ค) B D</p><p>(ง) D E</p><p>(จ) เฉพาะข้อ E</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ง. ตาม D E </p><p>มาตรา 96 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง</p><p>(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช</p><p>(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่</p><p>(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย</p><p>(4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ นายปีใหม่เคยต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายพ้นโทษมา 1 วัน ไม่ใช่บุคคลต้องห้ามตาม มาตรา 96 (3) เพราะไม่ได้ถูกคุมขังในวันเลือกตั้ง ส่วนนางสาวไอรรินไม่มีลักษณะเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 96</p></li></ul><p><br></p><p>BUMBOOM 2/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 3 วรรคแรก อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มีความมุ่งหมายอย่างไร ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p><p>A. เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยว</p><p>B. เพื่อยืนยันว่าพระมหากษัตริย์คือผู้ทรงมีอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง</p><p>C. เพื่อยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยยังคงเป็นของประชาชน มีพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางองค์กรทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด</p><p>D. เพื่อกำหนดหลักการสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p><p>(ก) ข้อ A B และ C</p><p>(ข) ข้อ B C และ D</p><p>(ค) ข้อ  A และ D</p><p>(ง) ข้อ C และ D</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ข้อ C และ D มาตรา 3 วรรคแรก อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มีความมุ่งหมายเพื่อกำหนดหลักการสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยยังคงเป็นของประชาชน มีพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นผ่านทางองค์กรทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด</p></li></ul><p><br></p><p>BUMBOOM 5/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลใดไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ตามรัฐธรรมนูญ 2560 </strong></p><p>(a) นายธาดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีบิดาสัญชาติไทย และมารดาเป็นชาวอินเดีย เกิดในราชอาณาจักรไทย ต่อมาพ่อแม่แยกทางกันจึงไปอาศัยอยู่ต่างประเทศจนอายุ 33 ปี ได้ย้ายมาอยู่ประเทศไทย และขอใช้สัญชาติไทยภายหลัง จนปัจจุบันอายุ 35 ปี</p><p>(b)นายประวิทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารแต่ไม่ได้ศึกษาต่อ และเลือกอาชีพเป็นนักสำรวจรอยต่อของป่าทั่วประเทศ</p><p>(c) นายพิธา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถือหุ้นบริษัทเจริญรัตน์ไว้ร้อยละ 80 ซึ่งก่อนเข้ารับตำแหน่ง ได้แจ้ง ปปช. ทราบแล้ว และโอนหุ้นให้แก่น้องเมย์บุตรสาวยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งเกิดกับภรรยาที่หย่าขาดจากกันแล้วแต่ยังมีอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน (มาตรา 187)</p><p>(d) นายธรรมนวย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรละสหกรณ์ เคยถูกศาลต่างประเทศตัดสินจำคุก 10 ปี คดียาเสพติด และคดีถึงที่สุดแล้ว </p><p>1. A B C</p><p>2. B C D</p><p>3. A C</p><p>4. B C</p><p>5. ทุกคนไม่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  4. B C อธิบาย a. ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด (มาตรา 160(1) b. ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า (มาตรา 160 (3) c. ขัดมาตรา 187 ต้องไม่โอนหุ้นให้บุตร มาตรา 187 d. ขัดมาตรา 98 (10) แต่แนวทางศาลรัฐธรรมกล่าวว่าเป็นการตัดสินว่าเป็นคำพิพากษาศาลต่างประเทศไม่มีผลผูกพันในประเทศไทย เพราะขัดต่อหลักการ ต่างตอบแทน อันทำให้อำนาจอธิปไตยทางศาลของไทยถูกกระทบกระเทือนอย่างมีนัยสำคัญ (คำวินิจศาลรัฐธรรมนูญ 6/2564)</p></li></ul><p><br></p><p>บิว 5/weeks 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการประชุมรัฐสภา</strong></p><p>(ก) การประชุมรัฐสภาครั้งแรกให้ประชุมภายใน 30 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง</p><p>(ข) ปีหนึ่ง ให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา 3 สมัย สมัยหนึ่งมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 120 วัน</p><p>(ค) การประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2 ให้เป็นไปตามที่รัฐสภากำหนด</p><p>(ง) การปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีก่อนครบ 120 วัน ให้ทำได้โดยความเห็นชอบของรัฐสภา</p><p>(จ) การขยายระยะเวลาในการประชุมรัฐสภาเป็นอำนาจของรัฐสภา</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. การปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีก่อนครบ 120 วันให้ทำได้โดยความเห็นชอบของรัฐสภา ข้อ ก.ข.ค.และ จ.ผิด ที่ถูกต้องคือ</p><p>ก. การประชุมรัฐสภาครั้งแรกให้ประชุมภายใน “15 “วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง</p><p>ข. ปีหนึ่ง ให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา ”2 “สมัย สมัยหนึ่งมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 120 วัน</p><p>ค. การประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2 ให้เป็นไปตามที่ ”สภาผู้แทนราษฎร “กำหนด</p><p>จ. การขยายระยะเวลาในการประชุมรัฐสภาให้เป็นอำนาจของ "พระมหากษัตริย์"</p></li></ul><p><br></p><p>บิว 6/week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้กระทำความผิดที่จะต้องถูกพิจารณาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประกอบด้วยใครบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) นักการเมือง (2) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (3) ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (4) ผู้ ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (5) บุคคลธรรมดาที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ผู้ให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคลที่กล่าวมาข้างต้น (6) เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.</p></li></ul><p><br></p><p>บิว 7/week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามหมวด 10 ว่าด้วยศาล ประกอบด้วยศาลใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร</p><p>****ระวังโจทย์หลอก ศาลรัฐธรรมนูญ อยู่ในหมวดของศาลรัฐธรรมนูญ (ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการจำนวน 9 คน/พระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้ง)</p></li></ul><p><br></p><p>เจ 3/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 122 กำหนดว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภาทรงเปิดและทรงปิดประชุม” จากมาตราดังกล่าว “รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา” เริ่มครั้งแรกเมื่อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2476 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปีพุทธศักราช 2475</p></li></ul><p><br></p><p>เจ 4/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นขององคมนตรี ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิสภา ให้กำหนดโดยกฎหมายใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พระราชกฤษฎีกา (ตามมาตรา 183 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560)</p></li></ul><p><br></p><p>ต่อ 3 /week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเสนอร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่เป็นกฎหมายซึ่งรัฐสภาพิจารณาออกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จำนวน 10 ฉบับนั้น กฎหมายกำหนดให้ใครเสนอได้บ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) คณะรัฐมนตรี โดยข้อเสนอแนะของ ศาลฎีกา  ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง (2) สส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 (หรือ 10% )ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา สส.</p></li></ul><p><br></p><p>ปักเป้า 6/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในทางกลับกัน หากกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใด มีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หน่วยงานใดมีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหา และต้องให้ใครเป็นผู้ไต่สวนหาข้อเท็จจริง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา จํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งจํานวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหา กรรมการ ป.ป.ช. โดยยื่นต่อประธานรัฐสภาพร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทําตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภา เสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระจากผู้ซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมืองและ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อไต่สวนหาข้อเท็จจริง ทั้งนี้ เมื่อคณะผู้ไต่สวนอิสระดำเนินการไต่สวนแล้วเสร็จ อาจเลือกดำเนินการ ดังนี้</p><p>(1) ยุติเรื่อง</p><p>(2) เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง</p><p>(3) ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดําเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหา และมิใช่กรณีตามข้อ 2</p></li></ul><p><br></p><p>NOP 1 /week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะขอเปิดอภิปรายทั่วไปได้ในกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : <strong>มาตรา 151</strong> สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ <strong>มาตรา 152</strong> สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติก็ได้ <strong>มาตรา 153</strong> สมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภามีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ</p></li></ul><p><br></p><p>NOP 7/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หมายถึงเรื่องใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร (2) การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน (3) การกู้เงิน การค้ำประกัน การใช้เงิน หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรัฐ (4) เงินตรา</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-03 03:02:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2978874563</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รธน. 2560 และที่แก้ไขฯ (7)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2978921005</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ 4/week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อนี้ กล่าวผิดเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย</strong></p><p>(ก) รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ</p><p>(ข) ก่อนการตราพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด และพระราชกฤษฎีกา รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน</p><p>(ค) เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป </p><p>(ง) ข้อ ก. และข้อ ข. ผิด </p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. (ข้อ ก. และข้อ ข. ผิด)  มาตรา 77 รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพ โดยไม่ชักช้าเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดำเนินการให้ประชาชนเข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้ โดยสะดวกและสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่ายเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว รัฐพึงจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้สอดคล้องและเหมาะสมกับ บริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น พึงกำหนดหลักเกณฑ์ การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐและระยะเวลาในการดําเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ให้ชัดเจน และพึงกําหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP 3 /week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การตราพระราชกำหนด ทำได้ในกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><p>คำตอบ : (1) รักษาความปลอดภัยของประเทศ (2) รักษาความปลอดภัยสาธารณะ (3) รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ (4) ป้องกัดภัยพิบัติสาธารณะ</p><p><br/></p><p>NOP 4 /week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หนังสือสัญญาใดบ้างที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา (2) หนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ 5/Week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดว่า "บุคคลมีเสรีภาพในการเดินทางและถิ่นที่อยู่" การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำไม่ได้ ยกเว้นกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: จะกระทำได้โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อ (1) ความมั่นคงของรัฐ (2) ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน (3) การผังเมือง (4) รักษาสถานภาพของครอบครัว</p><p>(5) สวัสดิภาพของผู้เยาว์ ตามมาตรา 38</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดว่า "บุคคลมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพ" การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำไม่ได้ ยกเว้นกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จะกระทำได้โดยอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อ (1) เพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ (2) การแข่งขันอย่างเป็นธรรม (3) การป้องกันการกีดกันหรือการผูกขาด (4) การคุ้มครองผู้บริโภค ตามมาตรา 40</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP 5/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการทั่วไป ให้กระทำภายในกี่วัน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง พระมหากษัตริย์จะได้ทรงตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ</p><p>(2) พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยภายใน 5 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาใช้บังคับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP 6/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การประชุมสามัญของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 กล่าวไว้อย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก</p><p>(2) ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภา 2 สมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลา 120 วัน</p><p>(3) การปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีก่อนครบกำหนดเวลา 120 วัน จะกระทำได้ก็แต่โดยความเห็นชอบของรัฐสภา</p><p>(4) วันประชุมสภาครั้งแรกให้ถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ส่วนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2 ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด แต่ในกรณีที่การประชุมครั้งแรกมีเวลาจนถึงสิ้นปีปฏิทินไม่เพียงพอที่จะจัดให้มีการประชุมสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 2 จะไม่มีการประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2 สำหรับปีนั้นก็ได้</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า 7/week2</p><p>เกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ระดับอำเภอ ใครเป็นประธานกรรมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ และใครเป็นผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายอำเภอ เป็นประธานกรรมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือข้าราชการประจำอำเภอซึ่งผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดแต่งตั้ง เพื่อเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเลือกระดับอำเภอ เป็นผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ</p><p>ทั้งนี้ นายอำเภอจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอและผู้อำนวยการการเลือกระดับอำเภอ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ระดับจังหวัดใครเป็นประธานกรรมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด และใครเป็นผู้อำนวยการเลือกระดับจังหวัด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด และผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด เป็นผู้อำนวยการการเลือกระดับจังหวัด </p><p>ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด จะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด และผู้อำนวยการการเลือกระดับจังหวัด</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว 6 / week 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  พระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ 4 / Week2 </p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีประเด็นใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในประเด็น ดังนี้</p><p>(1) ตามมาตรา 57 (1) รัฐต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงาม จัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับการทำกิจกรรม โดยต้องส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วย</p><p>(2) ตามมาตรา 57 (2) รัฐต้องอนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยต้องให้ประชาชน และชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมดำเนินการและได้รับประโยชน์ด้วย</p><p>(3) ตามมาตรา 63 รัฐต้องจัดให้มีมาตรการเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งกลไกส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแสการทุจริต</p><p>(4) ตามมาตรา 65 ในกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน</p><p>(5) ตามมาตรา 68 รัฐต้องอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาและเผยแพร่หลักธรรม ต้องมีมาตรการป้องกันการบ่อนทำลาย และต้องส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมดำเนินการดังกล่าวด้วย</p><p>(6) ตามมาตรา 74 รัฐต้องจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ หรือ ระบบความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพลูกจ้างและนายจ้าง ที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม</p><p>(7) ตามมาตรา 78 รัฐต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ การจัดทำบริการสาธารณะ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการตัดสินใจทางการเมือง และการอื่นๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชน</p><p>(8) ตามมาตรา 178 รัฐต้องออกกฎหมายที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และได้รับการเยียวยาจากผลกระทบของการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ</p><p>(9) ตามมาตรา 252 ผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จะมาจาการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น หรือวิธีอื่นก็ได้แต่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วย</p><p>(10) ตามมาตรา 253 ในการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เปิดเผยข้อมูลและรายงานผลให้ประชาชนทราบ และมีกลไกให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วย</p><p>(11) ตามมาตรา 257(3) การปฏิรูปประเทศต้องทำเพื่อให้ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข</p><p>(12) ตามมาตรา 259 กฎหมายว่าด้วยขั้นตอนและแผนการปฏิรูปประเทศ ต้องระบุถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-03 03:44:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2978921005</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รธน. 2560 และที่แก้ไขฯ (8)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2980092573</link>
         <description><![CDATA[<p>ใหม่ 5/Week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในประเด็นใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อย่างน้อย 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ </p><p>(1) ตามมาตรา 58 การดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย ฯลฯ รัฐต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชน และชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการ</p><p>(2) ตามมาตรา 65 ในกฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน</p><p>(3) ตามมาตรา 77 ก่อนการออกกฎหมายทุกฉบับ รัฐต้องจัดรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย รวมทั้งเปิดเผยปลการรับฟังความคิดเห็นต่อประชาชน</p><p>(4) ตามมาตรา 178 รัฐต้องออกกฎหมายที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น และได้รับการเยียวยาจากผลกระทบของการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ 5/week2 </p><blockquote><p><strong>คำถาม : สิทธิของ สส. หรือ สว. ในคดีอาญา ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดไว้อย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทำความผิด</p><p>(2) ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทำความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และเพื่อประโยชน์ในการประชุมสภา ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับเพื่อให้มาประชุมสภาได้</p><p>(3) ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันทีถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ โดยศาลจะสั่งให้มีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้</p><p>(4) ในกรณีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ 6/Week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักการดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด</strong></p><p>(ก) เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ</p><p>(ข) เพื่อความผาสุกของประชาชนโดยรวม</p><p>(ค) ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย</p><p>(ง) หลักธรรมาภิบาล</p><p>(จ) หลักนิติธรรม</p></blockquote><ul><li><p>ตอบ ง ตาม มาตรา 3 วรรคสอง</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง 4/ week  2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 101 กรณีที่ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองเพราะมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นเป็นสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในภายในกี่วัน ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีคำสั่งยุบพรรคการเมือง</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 101 สมาชิกภาพของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงเมื่อต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษยกเว้นการกระทำความผิดในข้อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 141 งบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินให้ทำเป็นพระราชบัญญัติถ้าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณออกไม่ทันปีงบประมาณใหม่ให้ดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้ใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณปีก่อนนั้นไปพลางก่อน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 143 ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ภายใน 105 วันนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 143 ในการพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสภาจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายในภายในกี่วันนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ภายใน 20 วัน โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมใด ๆ มิได้</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 145 เมื่อร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้วให้นายกรัฐมนตรีรอไว้กี่วันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 5 วัน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 145 ถ้าไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันตามจำนวนที่กำหนด เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภาแล้วแต่กรณี เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือถ้าไม่มีกรณีกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นเองว่าสมควรส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจึงให้นำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในกี่วัน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ภายใน 20 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว (5 วัน ที่นายกฯ ต้องรอ)</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ 5/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามมาตรา 60 วรรคสามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้ “รัฐต้องจัดให้มีองค์กรที่มีความอิสระในปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม องค์กรดังกล่าวคือองค์กรใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.</p></li></ul><p>เจ 6/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีสมาชิกผู้แทนราษฎร พ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกตามมติของพรรคการเมืองด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารของพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคนั้น จะต้องเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นภายในระยะเวลาเท่าใด เพื่อไม่ให้สิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ โดยให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่พ้นสามสิบวันดังกล่าว</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ 7/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หน่วยงานใดเป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรมของ สส. สว. และ ครม.</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับองค์กรอิสระ แต่ไม่ห้ามให้ สส สว และ ครม. สามารถกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดกับประมวลจริยธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันจัดทำขึ้น</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ 7/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 112 กำหนดว่า “บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้วยังไม่เกิน 2 ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมิได้” ยกเว้นข้อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ยกเว้น การเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น</p><p>ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้สมาชิกวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่อยู่ใต้ฝ่ายบริหารหรือพรรคการเมือง โดยใช้ตำแหน่งทางการเมืองมาเป็นเครื่องจูงใจ</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ 6/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร ให้ใครเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกไม่เกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติเป็นกรรมการ (มาตรา 192)</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ 6/ Week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดที่แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยได้ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม แม้จะกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 7 พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ความหมายตามมาตรานี้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะ  และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ความความว่า ผู้อุปถัมภ์ศาสนาอื่นๆในทุกศาสนาที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย </p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง 5/ week  2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 187 ในกรณีที่รัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากการเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต้องดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้แจ้งประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง และให้โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ </p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 235 กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ถ้าเป็นกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้ดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย โดยให้การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาเป็นไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาซึ่งต้องกำหนดให้ใช้ระบบไต่สวนและให้ดำเนินการโดยรวดเร็ว</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 235 กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ถ้าเป็นกรณีอื่นนอกจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้ดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือดำเนินการอื่นตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนด</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-04 10:30:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2980092573</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รธน. 2560 และที่แก้ไขฯ (9)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2981770573</link>
         <description><![CDATA[<p>มิ้ว​ 6/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : การพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายของ</strong></p><p><strong>สภาผู้แทนราษฏร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : </p><p>(1) สภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมและร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 105 วันนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาถึงสภาผู้แทนราษฎร </p><p>(2) ถ้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว  นั้นไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาให้ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินั้นและให้เสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณา </p><p>(3) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการไม่ได้แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ (2) ดอกเบี้ยเงินกู้ (3) เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย</p><p>(4) ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการการเสนอการแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำไม่ได้</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ 7/week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : เงื่อนไขการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากต าแหน่งเนื่องด้วยเหตุที่อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป มีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : </p><p>(1) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่ก าหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี</p><p>(2)ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำหรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่หรือให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่ง หรือให้ผู้อื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทน เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน</p><p>(3) ไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน</p><p>(4) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระท าการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้งและไม่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์  7/ Week2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา ๒๖๕ วรรคสอง หากจะมีการยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ให้กระทำในรูปแบบใด </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ให้กระทำเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่ประกาศหรือคำสั่ง ที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางบริหาร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทำโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี (มาตรา 279 วรรคแรก (มาตราท้ายสุดของรัฐธรรมนูญฯ)</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-06 14:49:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2981770573</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กฎ ก.พ. ดำเนินการทางวินัย</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2987930341</link>
         <description><![CDATA[<p>เต้ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาของผู้นั้นมีหน้าที่รายงานตามลำดับชั้นให้ ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจบรรจุตาม ม.57 ทราบโดยเร็ว โดยทำเป็นหนังสือ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด</strong></p><p>(ก) ชื่อผู้กล่าวหาในกรณีมีการลงชื่อ</p><p>(ข) ชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา</p><p>(ค)  ข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์แห่งการกระทำที่กล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย</p><p>(ง) พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเท่าที่มี</p><p>(จ) ความคิดเห็นเบื้องต้นของผู้บังคับบัญชา</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ตามข้อ 2 กฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญในกรมเดียวกันถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมกันถ้าผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ของข้าราชการดังกล่าวต่างกันให้ผู้ใดเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุที่มีตำแหน่งเหนือกว่าเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญในสำนักงานรัฐมนตรี หรือส่วนราชการที่ไม่มีฐานะเป็นกลุ่มแต่มีหัวหน้าส่วนราชการเป็นอธิบดีหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเป็นอธิบดีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมกับข้าราชการพลเรือนสามัญในส่วนราชการอื่นให้ผู้ใดเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เว้นแต่เป็นกรณีที่มีผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารสูงถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมด้วย ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญในส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัดกระทรวงแต่อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีหรือในส่วนราชการที่มีหัวหน้าส่วนราชการรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีหรือต่อรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมกับข้าราชการพลเรือนสามัญในส่วนราชการอื่น ให้ผู้ใดเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา 57 ร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เว้นแต่เป็นกรณีที่มีผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารสูงถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมด้วย ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีที่ข้าราชการพลเรือนสามัญในราชการบริหารส่วนภูมิภาคจังหวัดเดียวกันแต่อยู่ต่างกรมหรือต่างกระทรวงกัน ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร่วมกัน ถ้าผู้ถูกกล่าวหาทุกคนดำรงตำแหน่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจ สั่งบรรจุตามมาตรา 57 (11) ให้ผู้ใดเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้ว่าราชการจังหวัด</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-10 08:49:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2987930341</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กฎ ก.พ. คุกคามทางเพศ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2987933513</link>
         <description><![CDATA[<p>ดอร์ด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดถือเป็นการคุกคามทางเพศตาม กฎ ก.พ. ว่าด้วยการกระทำการอันเป็นเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ พ.ศ. 2553</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) กระทำการด้วยการสัมผัสทางทางกายที่มีลักษณะสอบไปในทางเพศเช่น การจูบ การโอบกอด การจับอวัยวะเพศส่วนใดส่วนหนึ่ง เป็นต้น</p><p>(2) กระทำการด้วยวาจาที่ส่อไปในทางเพศ เช่น วิพากษ์วิจารณ์ร่างกาย พูดหยอกล้อ พูดหยาบคายเป็นต้น</p><p>(3) กระทำการด้วยอากับกิริยาที่ส่อไปในทางเพศ เช่น การใช้สายตาลวนลาม การทำสัญญาหรือสัญลักษณ์ใด</p><p>(4) การแสดงหรือสื่อสารด้วยวิธีการใดใด ที่สอบไปในทางเพศ เช่น แสดงรูปลามกอนาจาร ส่งจดหมายข้อความ หรือการสื่อสารรูปแบบอื่นๆ เป็นต้น</p><p>(5) การแสดงพฤติกรรมอันใดที่ส่อไปในทางเพศ ซึ่งซึ่งผู้ถูกกระทำไม่พึงประสงค์หรือเดือดร้อนรำคาญ</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-10 08:53:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2987933513</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.บริหารราชการ (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2987936314</link>
         <description><![CDATA[<p>ดอร์ด ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้าราชการพลเรือนสามัญถ้ามีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติหรือปฏิบัติต่อตนของผู้บังคับบัญชา (กล่าวคือผู้บังคับบัญชากับลูกน้องไม่ถูกกัน มีการกันแกล้งกันไม่เป็นธรรม) มีทางออกตามกฏหมายอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: มีสองแนวทางตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน และกฎ ก.พ. </p><p>(1) แสดงความประสงค์จะปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชา เพื่อสอบถามเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวเพื่อเป็นทางแห่งการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นต้น</p><p>(2) ถ้าไม่ประสงค์จะปรึกษาหารือ หรือปรึกษาหารือแล้วไม่ได้รับคำชี้แจง หรือได้รับคำชี้แจงแล้วไม่เป็นที่พอใจ ก็ให้ร้องทุกข์ตามกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์</p><p>(3) ให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยร้องทุกข์พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องทุกข์ แต่ถ้ามีความจำเป็นให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วัน</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้าราชการพลเรือนสามัญถ้ามีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติหรือปฏิบัติต่อตนของผู้บังคับบัญชา (กล่าวคือผู้บังคับบัญชากับลูกน้องไม่ถูกกัน มีการกันแกล้งกันไม่เป็นธรรม) มีทางออกตามกฏหมายอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: มีสองแนวทางตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน และกฎ ก.พ. </p><p>(1) แสดงความประสงค์จะปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชา เพื่อสอบถามเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวเพื่อเป็นทางแห่งการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นต้น</p><p>(2) ถ้าไม่ประสงค์จะปรึกษาหารือ หรือปรึกษาหารือแล้วไม่ได้รับคำชี้แจง หรือได้รับคำชี้แจงแล้วไม่เป็นที่พอใจ ก็ให้ร้องทุกข์ตามกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์</p><p>(3) ให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยร้องทุกข์พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องทุกข์ แต่ถ้ามีความจำเป็นให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วัน</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผวจ. สามารถมอบอำนาจให้ปลัดจังหวัดปฏิบัติราชการแทน ตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ในการพิจารณาทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 145 แห่ง ป.วิ.อาญา หรือตามกฎหมายอื่น ได้หรือไม่ อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : อำนาจในการบริหารงานยุติธรรมเกี่ยวกับการสั่งคดีของพนักงานอัยการที่มีคำสั่งไม่ฟ้องนั้น สำหรับในต่างจังหวัดผู้ที่จะทำความเห็นแย้งได้กฎหมายกำหนดไว้ว่าต้องเป็น ผวจ. เท่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลสำคัญที่มีอำนาจสูงสุดทางการบริหารของจังหวัดที่จะดูแลคำสั่งของพนักงานอัยการให้มีความถูกต้อง ผู้อื่นหรือตำแหน่งอื่นไม่ได้ให้อำนาจไว้ ประกอบกับระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานในการ พ.ศ. 2563 ข้อ 89 อำนาจการให้ความเห็นชอบหรือมีความเห็นแย้งกำหนดว่าการทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 145 และมาตรา 145/1 แห่ง ป.วิ.อาญา หรือตามกฎหมายอื่น เป็นอำนาจเฉพาะตำแหน่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทนได้ หากผู้ทำความเห็นแย้งเป็นผู้มีตำแหน่งอื่น ความเห็นแย้งนั้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้พนักงานอัยการที่เกี่ยวข้องส่งสำนวนคืนไปยังผู้มีอำนาจทำความเห็นแย้งเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป </p><p>ดังนั้น ผวจ. จึงไม่อาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการได้ แต่อย่างไรก็ตาม หาก ผวจ. ไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ว่าเพราะเหตุใดจะต้องมีผู้รักษาราชการแทน ผวจ. ตามมาตรา 56 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ผู้รักษาราชการแทนย่อมมีอำนาจทำงานในนามของ ผวจ. ซึ่งผู้รักษาราชการแทน ผวจ. จึงเป็นเสมือน ผวจ. สามารถสั่งสำนวนคดีอาญาแย้งความเห็นของพนักงานอัยการได้  โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการ “รักษาราชการแทน” ผวจ. เท่านั้น ไม่ใช่การ “ปฏิบัติราชการแทน”</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  ข้อใดเป็นการแบ่งส่วนราชการของอำเภอได้ถูกต้อง</strong></p><p><strong>(A) ตำบล หมู่บ้าน</strong></p><p><strong>(B) นายอำเภอ</strong></p><p><strong>(C) ปลัดอำเภอ</strong></p><p><strong>(D) สำนักงานอำเภอ</strong></p><p><strong>(E) กลุ่มงานบริหารงานปกครอง กลุ่มงานทะเบียนฯ กลุ่มงานความมั่นคง ฝ่ายการเงินและบัญชี</strong></p><p><strong>(F) ส่วนต่าง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ได้ตั้งขึ้นในอำเภอนั้น มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกระทรวง ทบวง กรมนั้น ๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอนั้น ๆ เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชารับผิดชอบ</strong></p><p>1. A B</p><p>2. B C</p><p>3. B D  </p><p>4. D F</p><p>5. ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 4. D F อธิบาย มาตรา 66 ให้แบ่งส่วนราชการของอำเภอดังนี้ (1) สำนักงานอำเภอ มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของอำเภอนั้น ๆ มีนายอำเภอเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบ (2) ส่วนต่าง ๆ ซึ่งกระทรวง ทบวง กรม ได้ตั้งขึ้นในอำเภอนั้น มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกระทรวงทบวง กรมนั้น ๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอนั้น ๆ เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชารับผิดชอบ</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  ข้อใดไม่ใช่อำนาจและหน้าที่ของนายอำเภอ</strong></p><p><strong>(A) บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถ้ากฎหมายใดมิได้บัญญัติว่าการปฏิบัติตามกฎหมายนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นด้วย </strong></p><p><strong>(B) ส่งเสริม สนับสนุน และจัดให้มีการบริการร่วมกันของหน่วยงานของรัฐในลักษณะศูนย์บริการร่วม</strong></p><p><strong>(C) ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินการให้มีแผนชุมชนเพื่อรองรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด และกระทรวง ทบวง กรม </strong></p><p><strong>(D) กำกับดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย </strong></p><p><strong>(E) ควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในอำเภอตามกฎหมาย </strong></p><p><strong>(F) จัดให้มีการบริการภาครัฐเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอหน้า รวดเร็วและมีคุณภาพ </strong></p><p>1. A B D E</p><p>2. B C D F</p><p>3. B E  </p><p>4. E F</p><p>5. ทุกข้อเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 2.  B C D F อธิบาย ข้อนี้เน้นเข้าใจเรื่องอำนาจ หน้าที่ ของการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ต้องมีความแม่นยำ เข้าใจ และสามารถแยกเรื่องอำนาจหน้าที่ของจังหวัด/ผู้ว่าราชการจังหวัด/อำเภอ/นายอำเภอ ได้</p><p>(A) บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถ้ากฎหมายใดมิได้บัญญัติว่า "การปฏิบัติตามกฎหมายนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ ให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอที่จะต้องรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นด้วย (อำนาจนายอำเภอ ม.65)"</p><p>(B) ส่งเสริม สนับสนุน และจัดให้มีการบริการร่วมกันของหน่วยงานของรัฐในลักษณะศูนย์บริการร่วม (อำนาจอำเภอ ม.61/1)</p><p>(C) ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อร่วมมือกับชุมชนในการดำเนินการให้มีแผนชุมชนเพื่อรองรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด และกระทรวง ทบวง กรม (อำนาจอำเภอ ม.61/1)</p><p>(D) กำกับดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย (อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ม.57)</p><p>(E) ควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในอำเภอตามกฎหมาย (อำนาจนายอำเภอ ม.65)</p><p>(F) จัดให้มีการบริการภาครัฐเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอหน้า รวดเร็วและมีคุณภาพ (อำนาจหน้าที่ของจังหวัด ม.52/1 และให้เป็นอำนาจหน้าที่ของอำเภอในเขตอำเภอโดยอนุโลม)</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใครจะเป็นประธานการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่งของอำเภอได้บ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายอำเภอ พนักงานอัยการประจำจังหวัด หรือปลัดอำเภอที่ได้รับมอบหมาย</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใครจะเป็นประธานการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญาของอำเภอได้บ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอที่นายอำเภอมอบหมาย</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง เกี่ยวกับหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ Service Delivery Unit (SDU) ตามมาตรา 40/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550</strong></p><p><strong>(1) จัดตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี</strong></p><p><strong>(2) ไม่มีฐานะเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ แต่อยู่ภายใต้การกำกับของกรม</strong></p><p><strong>(3) มีวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง เพื่อนำงานที่มีลักษณะเป็นงานบริการหรือมีการให้บริการเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วย แยกการบริหารออกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามมาตรา 3/1 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม</strong></p><p><strong>(4) มีหน้าที่ปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการที่อยู่ในกำกับเป็นหลัก และสนับสนุนภารกิจอื่นของส่วนราชที่ได้รับมอบหมาย และอาจให้บริการแก่ส่วนราชอื่น หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนได้ แต่ต้องไม่กระทบกระเทือนต่อภารกิจอันเป็นวัตถุประสงค์แห่งการจัดตั้ง</strong></p><p><strong>(5) หน่วยบริการรูปแบบพิเศษสามารถหารายได้ด้วยตัวเอง และรายได้ที่ได้เข้ามาไม่ต้องนำส่งคลังแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง</strong></p><p><strong>(6) สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็น SDU</strong></p><p><strong>(7) ถูกทุกข้อ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 7 ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 68 พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 กำหนดว่าการจัดการปกครองอำเภอนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนี้แล้วให้เป็นไปตามกฎหมายใด </strong></p><p><strong>(ก) เป็นไปตามประเพณีการปกครองของแต่ละท้องที่</strong></p><p><strong>(ข) เป็นไปตามกฎหมายสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล</strong></p><p><strong>(ค) เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด</strong></p><p><strong>(ง) เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการปกครองท้องที่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการปกครองท้องที่</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนเขตอำเภอ ให้ตราเป็นกฎหมายประเภทใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พระราชกฤษฎีกา มาตรา 61 ในจังหวัดหนึ่งให้มีหน่วยราชการบริหารรองจากจังหวัดเรียกว่าอำเภอ การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนเขตอำเภอ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-10 08:57:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2987936314</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ขรก.พลเรือน (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2988907825</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีถูกสั่งให้ออกใด ไม่มีมูลเหตุแห่งการอุทธรณ์</strong></p><p>ก. เจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการของตนได้โดยสม่ำเสมอ</p><p>ข. เมื่อทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตำแหน่งที่ข้าราชการพลเรือนสามัญปฏิบัติหน้าที่หรือดำรงอยู่</p><p>ค. เมื่อข้าราชการพลเรือนผู้ใดหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสม</p><p>ง. เมื่อข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดมีกรณีถูกสับสนว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และผลการสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดพอที่จะฟังลงโทษวินัยร้ายแรง แต่มีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ข.</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของ อ.ก.พ. จังหวัด</strong></p></blockquote><blockquote><p><strong>(A) พิจารณากำหนดนโยบายระบบและระเบียบวิธีบริหารทรัพยากรบุคคลในจังหวัด</strong></p><p><strong>(B) พิจารณากำหนดแนวทางและวิธีบริหารทรัพยากรบุคคล</strong></p><p><strong>(C) พิจารณาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยและการสั่งให้ออกจากราชการตาม พรบ.</strong></p><p><strong>(D) พิจารณาการเกลี่ยอัตรากำลังภายในจังหวัด</strong></p></blockquote><blockquote><p>ก. A และ B ไม่ใช่</p><p>ข. B และ C ไม่ใช่</p><p>ค. C และ D ไม่ใช่</p><p>ง. A และ C ไม่ใช่</p><p>จ. A และ D ไม่ใช่</p><p>ฉ. B และ D ไม่ใช่</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ.</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 5/week3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุได้สั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นให้ออกจากราชการเนื่องจากคนผู้นั้นต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษหรือต้องรับโทษจำคุกโดยคำสั่งของศาลซึ่งยังไม่ถึงกับจะต้องถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออก หากข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้นไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จะต้องอุทธรณ์ต่อใครหรือหน่วยงานใด และภายในระยะเวลาเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 110 114 และ 118 ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้นั้น มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งนั้น ทั้งนี้ การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุขัดข้องที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าวก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกซึ่งไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกิน 60 วันและให้บันทึกเหตุขัดข้องให้ปรากฏไว้ด้วย</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้าราชการพลเรือนสามัญระดับใดบ้าง ที่เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในสิ้นปีงบประมาณและทางราชการมีความจำเป็นที่จะให้รับราชการต่อไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในทางวิชาการหรือหน้าที่ที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว จะให้รับราชการต่อไปอีกไม่เกิน 10 ปีก็ได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ระดับเชี่ยวชาญ (2) ระดับทรงคุณวุฒิ (3) ระดับอาวุโส (4) ระดับทักษะพิเศษ</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คำว่ารัฐมนตรีเจ้าสังกัดในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 หมายถึงใครบ้าง</strong></p><p><strong>(ก) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง</strong></p><p><strong>(ข) รัฐมนตรีว่าการทบวง</strong></p><p><strong>(ค) นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักนายกรัฐมนตรี</strong></p><p><strong>(ง) นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัดกระทรวง</strong></p><p><strong>(จ) ถูกทุกข้อ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ จ. ถูกทุกข้อ มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ "รัฐมนตรีเจ้าสังกัด" หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีว่าการทวง และหมายความรวมถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมและไม่สังกัดกระทรวง</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพื่อเหตุใด</strong></p><p><strong>ก. ผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ</strong></p><p><strong>ข. ความมีประสิทธิภาพ</strong></p><p><strong>ค. ความคุ้มค่า</strong></p><p><strong>ง. ความโปร่งใสและตรวจสอบได้</strong></p><p><strong>จ. ถูก ข้อ ก. ข. ค.</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูก ข้อ ก. ข. ค. มาตรา 34 การจัดระเบียบข้าราชการพลเรือนต้องเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า โดยให้ข้าราชการปฏิบัติราชการอย่างมีคุณภาพ คุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดไม่ได้เป็นกรรมการข้าราชการพลเรือนโดยตำแหน่ง</strong></p><p><strong>(ก) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย</strong></p><p><strong>(ข) ปลัดกระทรวงการคลัง</strong></p><p><strong>(ค) ปลัดกระทรวงมหาดไทย</strong></p><p><strong>(ง) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ</strong></p><p><strong>(จ) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ปลัดกระทรวงมหาดไทย มาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า "ก.พ." ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง</p></li></ul><p><br/></p><p>ชั้ย ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กระบวนการอุทธรณ์ กรณีมีผู้ถูกสั่งลงโทษ หรือถูกสั่งให้ออกจาการราชการ ประสงค์จะอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. มีรายละเอียดอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําสั่ง</p><p>(2) การพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จ ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไมเ่กิน 60 วัน และบันทึกเหตขัดข้องไว้ด้วย</p><p>(3) ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุดำเนินการตามคําวินิจ ฉัย ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ ก.พ.ค. มีคำวินิจฉัย</p><p>(4) ผู้อุทธร์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบคําวินิจฉัยจาก ก.พ.ค.</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องรักษาจรรยาข้าราชการ ตามที่ส่วนราชการกําหนดไว้ โดยเฉพาะเรื่องใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องรักษาจรรยาข้าราชการ ตามที่ส่วนราชการกําหนดไว้ โดยมุ่งประสงค์ให้เป็นข้าราชการที่ดี มีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะในเรื่องดังต่อไปนี้</p><p>(1) การยึดมั่นและยืนหยัดทําในสิ่งที่ถูกต้อง </p><p>(2) ความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบ</p><p>(3) การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้</p><p>(4) การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม</p><p>(5) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การกระทำผิดวินัยในลักษณะใดเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต</p><p>(2) ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง</p><p>(3) ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ</p><p>(4) กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง</p><p>(5) ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหง หรือทำร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการอย่างร้ายแรง</p><p>(6) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหา ได้รับสํานวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วมีมติวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดที่เกี่ยวข้องกัน) ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน พิจารณาสั่งลงโทษผู้ถูกกล่าวหาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฯลฯ แต่หากผู้ถูกกล่าวหา มีพยานหลักฐานที่แสดงได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหา จะมีแนวทางในการให้ความเป็นธรรมต่อไปอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ในการพิจารณาลงโทษทางวินัยตามคําวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนมีพยานหลักฐานใหม่อันแสดงได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหาหรือกระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างจากที่ถูกกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน มีหนังสือพร้อมเอกสารและพยานหลักฐานถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมตินั้นได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. (มาตรา 99 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561)</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-11 15:50:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2988907825</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จรรยาข้าราชการกรมการปกครอง</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2988912429</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>ข้อใดไม่ใช่จรรยาข้าราชการกรมการปกครอง</strong></p><p><strong>(ก) ยึดมั่นในอุดมการณ์นักปกครองและยืดหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง</strong></p><p><strong>(ข) มีความซื่อสัตย์ สุจริต และความรับผิดชอบ </strong></p><p><strong>(ค) คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน</strong></p><p><strong>(ง) มุ่งมั่นในผลสัมฤทธิ์ของงาน</strong></p><p><strong>(จ) เสริมสร้างศักยภาพในการพัฒนาตนเอง องค์กร และสังคม</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. มีในประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน แต่ไม่ได้กล่าวในจรรยาข้าราชการ กรมการปกครอง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-11 16:01:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2988912429</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรฎ.บริหารบ้านเมืองที่ดี (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2988913191</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับแนวทางการบริหารราชการ</strong></p><p><strong>(A) การกำหนด ภารกิจ ของรัฐและส่วนราชการ ต้องเป็นไปเพื่อ เป้าหมายและวัตถุประสงค์ และสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ นโยบายแห่งรัฐ และนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา</strong></p><p><strong>(B) การปฏิบัติ ภารกิจ ของส่วนราชการ ต้องเป็นไปโดยซื่อสัตย์สุจริต สามารถตรวจสอบได้ และมุ่งให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น</strong></p><p><strong>(C) หน้าที่ของข้าราชการ ต้องคอยรับฟังความคิดเห็นและความพึงพอใจของสังคมโดยรวม และประชาชนผู้รับบริการ เพื่อปรับปรุงหรือเสนอแนะต่อผู้บังคับบัญชา เพื่อให้มีการปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการให้เหมาะสม</strong></p><p>ก. A และ B กล่าวผิด</p><p>ข. B และ C กล่าวผิด</p><p>ค. A และ C กล่าวผิด</p><p>ง. A B และ C กล่าวผิด</p><p>จ. กล่าวถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ก. เนื่องจาก A การกำหนดภารกิจไม่ได้ให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐและ B ไม่ได้กล่าวถึงภูมิภาค</p></li></ul><p><br></p><p>NOP ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการตาม พ.ร.ฎ. นี้อย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามแนวทาง พ.ร.ฎ. นี้ อย่างน้อยต้องมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ส่วนราชการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ไม่บังคับใช้ส่วนราชการตามข้อใด </strong></p><p><strong>ก. สำนักนายกรัฐมนตรี</strong></p><p><strong>ข. กระทรวง ทบวง กรม</strong></p><p><strong>ค. จังหวัด อำเภอ</strong></p><p><strong>ง. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</strong></p><p><strong>จ. หน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 4 ในพระราชกฤษฎีกานี้ "ส่วนราชการ" หมายความว่า ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุง กระทรวง ทบวม กรม และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p></li></ul><p><br></p><p>NOP ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การกำหนดให้ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์ และปรับเปลี่ยนทัศนะคติของข้าราชการ เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีข้อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ (มาตรา 11)</p></li></ul><p><br></p><p>NOP ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใน พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กล่าวถึงการสั่งราชการด้วยวาจาไว้อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การสั่งราชการโดยปกติให้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแต่ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชามีความจำเป็นที่ไม่อาจสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรได้ในขณะนั้น จะสั่งราชการด้วยวาจาก็ได้ แต่ให้ผู้รับคำสั่งนั้นบันทึกคำสั่งด้วยวาจาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและเมื่อได้ปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว ให้บันทึกรายงานให้ผู้สั่งราชการทราบ ในบันทึกให้อ้างอิงคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-11 16:02:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2988913191</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.บริหารราชการ (3)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2989160089</link>
         <description><![CDATA[<p>ป.ปุ๊ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยคดีอาญาของอำเภอ</strong></p><p><strong>(ก) เป็นความผิดอันยอมความได้</strong></p><p><strong>(ข) ไม่ใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ</strong></p><p><strong>(ค) ผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอม</strong></p><p><strong>(ง) นายอำเภอของอำเภอนั้นหรือปลัดอำเภอที่นายอำเภอ ดังกล่าวมอบหมายเป็นผู้ไกล่เกลี่ย </strong></p><p><strong>จ. ถูกทุกข้อ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทุกข้อ มาตรา 61/3 บรรดาความผิดที่มีโทษทางอาญาที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอใดหากเป็นความผิดอันยอมความได้ และไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับเพศ ถ้าผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอม หรือแสดงความจำนงให้นายอำเภอของอำเภอนั้นหรือปลัดอำเภอที่นายอำเภอดังกล่าวมอบหมายเป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามควรแก่กรณี และเมื่อผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอมเป็นหนังสือตามที่ไกล่เกลี่ยและปฏิบัติตามคำไกล่เกลี่ยดังกล่าวแล้ว ให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในกรณีที่ผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาไม่ยินยอมตามที่ไกล่เกลี่ย ให้จำหน่ายข้อพิพาทนั้น แต่เพื่อประโยชน์ในการที่ผู้เสียหายจะไปดำเนินคดีต่อไป อายุความการร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายอาญา ให้เริ่มนับแต่วันที่จำหน่ายข้อพิพาท หลักเกณฑ์และวิธีในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : SDU คืออะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit) มาตรา 40/1 ในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการภายในกรม ถ้าการปฏิบัติราชการใดของส่วนราชการนั้นมีลักษณะเป็นงานการให้บริการหรือมีการให้บริการเกี่ยวเนื่องอยู่ด้วยและหากแยกการบริหารออกเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษจะบรรลุเป้าหมายตามมาตรา 3/1 ยิ่งขึ้น ส่วนราชการดังกล่าวโดยความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรีจะแยกการปฏิบัติราชการในเรื่องนั้น ไปจัดตั้งเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ ซึ่งมิใช่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจแต่อยู่ในกำกับของส่วนราชการดังกล่าวก็ได้ </p><p>ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : อำเภอเวียงแหง ไม่มีผู้ดารงตำแหน่งนายอำเภอเนื่องจากนายอำเภอคนเดิม ย้ายไปดำรงตำแหน่งที่อำเภอสังขละบุรี กรณี เช่นนี้หากต้องการที่จะให้มีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนนายอำเภอจะต้องทำอย่างไร</strong></p><p><strong>(ก) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งปลัดอำเภอ หรือหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน</strong></p><p><strong>(ข) ให้ปลัดอำเภอหรือหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอผู้มีอาาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน</strong></p><p><strong>(ค) ให้นายอำเภอคนเดิมแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนก่อนที่จะเดินทางไปรับตำ แหน่งใหม่</strong></p><p><strong>(ง) ปลัดอำเภอ</strong>ผู้มีความอาวุโสเป็นผู้รักษาราชการแทน</p><p><strong>(จ) ไม่มีข้อถูก</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ก. มาตรา 64 ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งปลัดอำเภอ หรือหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ให้นายอำเภอแต่งตั้งปลัดอำเภอหรือหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมิได้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนไว้ตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้ปลัดอำเภอหรือหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอผู้มีอาวุโสตามระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นผู้รักษาราชการแทน</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-12 06:45:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2989160089</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ปฏิบัติราชการ ปค. (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2993762446</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ค่าปรับบังคับการ หมายความว่าอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค่าปรับบังคับการ หมายความว่า ค่าปรับที่เจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ ชำระเป็นรายวันไปจนกว่าจะยุติการฝ่าฝืนคำสั่งหรือได้มีการปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้หรือโดยกฎหมายอื่น</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p>คำถาม : คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ ถ้าผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการกำหนดให้มีการชำระค่าปรับบังคับการ ได้หรือไม่ อย่างไร</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ (2) : ในกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการกำหนดให้มีการชำระค่าปรับบังคับการได้ตามจำนวนที่สมควรแก่เหตุ แต่ต้องไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ก่อนใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามคำถามที่ (2) (ตามมาตรา 63/21) โดยมาตรา 63/22 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 บัญญัติให้เจ้าหน้าที่จะต้องมีคำเตือนเป็นหนังสือให้มีการกระทำหรือละเว้นกระทำตามคำสั่งทางปกครองภายในระยะเวลาที่กำหนดตามสมควรแก่กรณี โดยคำเตือนดังกล่าวจะต้องระบุรายละเอียดอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ (3) : คำเตือนนั้นจะต้องระบุรายละเอียด ดังต่อไปนี้</p><p>(1) มาตรการบังคับทางปกครองที่จะใช้ให้ชัดแจ้ง แต่จะกำหนดมากกว่าหนึ่งมาตรการในคราวเดียวกันไม่ได้</p><p>(2) ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มรายวันในการที่เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการด้วยตนเองหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นกระทำการแทน หรือจำนวนค่าปรับบังคับการ แล้วแต่กรณี</p><p>ทั้งนี้ การกำหนดค่าใช้จ่ายในคำเตือน ไม่เป็นการตัดสิทธิที่จะเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายจริงมากกว่าที่ได้กำหนดไว้</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 30 กรณีใดบ้าง เจ้าหน้าที่อาจไม่ต้องแจ้งสิทธิให้คู่กรณีทราบก็ได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) เมื่อมีความจำเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ</p><p>(2) เมื่อจะมีผลทำให้ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกำหนดไว้ในการทำคำสั่งทางปกครองต้องล่าช้าออกไป</p><p>(3) เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนั้นเองได้ให้ไว้ในคำขอ คำให้การและคำแถลง</p><p>(4) เมื่อโดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระทำได้</p><p>(5) เมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง</p><p>(6) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : กฎกระทรวงตามข้อ (6) ข้างต้น ได้แก่คำสั่งทางปกครองที่เกี่ยวกับเรื่องใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสั่งพักงาน หรือสั่งให้ออกจากงานไว้ก่อนหรือการให้พ้นจากตำแหน่ง</p><p>(2) การแจ้งผลการสอบหรือการวัดผลความรู้หรือความสามารถของบุคคล </p><p>(3) การออกหนังสือเดินทางสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ</p><p>(4) การไม่ตรวจลงตราหนังสือเดินทางของคนต่างด้าว</p><p>(5) การไม่ออกใบอนุญาตหรือการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว</p><p>(6) การสั่งให้เนรเทศ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 35 คำสั่งทางปกครองทำด้วยวาจา ถ้าผู้รับคำสั่งนั้นร้องขอและการร้องขอได้กระทำโดยมีเหตุอันสมควร ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้เจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งต้องยืนยันคำสั่งนั้นเป็นหนังสือภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำสั่งทางปกครองทำด้วยวาจาดังกล่าว</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 72 การแจ้งคำสั่งทางปกครองในกรณีที่มีผู้รับเกิน 50 คนให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้เจ้าหน้าที่ แจ้งให้ทราบตั้งแต่เริ่มดำเนินการในเรื่องนั้นว่าการแจ้งต่อบุคคลเหล่านั้นจะกระทำโดยวิธีปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการของเจ้าหน้าที่และที่ว่าการอำเภอที่ผู้รับมีภูมิลำเนาก็ได้ ในกรณีนี้ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรา 73 คำสั่งทางปกครองในกรณีที่ไม่รู้ตัวผู้รับหรือรู้ตัว แต่ไม่รู้ภูมิลำเนาหรือรู้ตัวและภูมิลำเนาแต่มีผู้รับเกิน 100 คน ให้ดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เป็นหนังสือจากกระทำโดยการประกาศในหนังสือพิมพ์ซึ่งแพร่หลายในท้องถิ่นนั้นก็ได้ ในกรณีนี้ให้ถือว่าได้รับแจ้งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 15 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งโดยวิธีดังกล่าว</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใครเป็นผู้มีความสามารถกระทำการในกระบวนการพิจารณาทางปกครองได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะ</p><p>(2) ผู้ซึ่งมีบทกฎหมายเฉพาะกำหนดให้มีความสามารถกระทำการในเรื่องที่กำหนดได้ แม้ผู้นั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือความสามารถถูกจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</p><p>(3) นิติบุคคลหรือคณะบุคคล โดยผู้แทนหรือตัวแทนแล้วแต่กรณี</p><p>(4) ผู้ซึ่งมีประกาศของนายกรัฐมนตรีหรือผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้มีความสามารถกระทำการในเรื่องที่กำหนดได้ แม้ผู้นั้นจะยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือความสามารถถูกจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินเป็นที่สุดในกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ไม่มีการอุทธรณ์คำสั่งต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองภายในระยะเวลาอุทธรณ์</p><p>(2) เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ และไม่มีการฟ้องคดีต่อศาลภายในระยะเวลาการฟ้องคดี</p><p>(3) ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษายกฟ้อง หรือเพิกถอนคำสั่งบางส่วน และคดีถึงที่สุดแล้ว</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐที่ออกคำสั่งให้ชำระเงินไม่มีเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการสืบหาทรัพย์สิน หน่วยงานของรัฐอาจมอบหมายให้เอกชนสืบหาทรัพย์สินแทนได้ หากจำนวนเงินที่ต้องชำระตามมาตรการบังคับทางปกครองนั้นมีมูลค่าเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ไฟจราจรเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เป็นคำสั่งทางปกครอง ส่วนป้ายหรือเส้นจราจรเป็นกฎ (1) สัญญาณไฟจราจรเป็นคำสั่งทางปกครอง ประเภทคำสั่งทางปกครองที่มีผลเฉพาะราย แต่มีกลุ่มผู้รับทราบหลายคน (2) ป้าย จราจร เส้นบนถนน เครื่องหมายป้ายห้ามหยุด ห้ามจอด เส้นขอบฟุตบาท เป็นกฎ</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คำสั่งทางปกครอง แจ้งอย่างไรได้บ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : แจ้งได้สามแนวทางคือ</p><p>(1) แจ้งเป็นวาจา แจ้งคำสั่งทางปกครองเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบอาจกระทำด้วยวาจาก็ได้ แต่ถ้าผู้นั้นประสงค์จะให้กระทำเป็นหนังสือก็ให้แจ้งเป็นหนังสือ</p><p>(2) หนังสือ โดยการแจ้งเป็นหนังสือจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 36 และมาตรา 37 คืออย่างน้อยต้องระบุวันเดือนปีที่ทำคำสั่ง ชื่อ ตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งพร้อมทั้งมีลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ที่ทำคำสั่งนั้น การแจ้งเป็นหนังสือให้ส่งหนังสือแจ้งต่อผู้นั้น หรือถ้าได้ส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้นั้นก็ให้ถือว่าได้รับแจ้งตั้งแต่ในขณะที่ไปถึง</p><p>(3) หรือวิธีอื่น แต่ต้องมี หรือความหมายชัดเจน เพียงพอที่จะเข้าใจได้  ความเข้าใจด้วยอาณัติสัญญาณ สัญญาณไฟ หรือการสื่อสารด้วยข้อความผ่านทางอีเมล ทาง LINE ซึ่งสามารถอ้างอิงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ อ 598 / 2557</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาเรื่องใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร (2) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฏหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (3) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เอกสารที่ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาทางปกครองมีทั้งหมดกี่แบบอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 26 เอกสารที่ยื่นให้กับ จนท. มีทั้งหมด 3 แบบ คือ (1) ให้จัดทำเป็นภาษาไทย (2) ถ้าเอกสารเป็นภาษาต่างประเทศ ให้คู่กรณีแปลเป็นภาษาไทย รับรองความถูกต้อง มาให้ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ถือว่ายื่นเอกสารวันที่ จนท. ได้รับคำแปล) และ (3) เว้นแต่ จนท. จะยอมรับเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ถือว่าวันที่ได้ยื่นเอกสารภาษาต่างประเทศ เป็นวันที่เจ้าหน้าที่ได้รับเอกสารดังกล่าว การรับรองความถูกต้องของคำแปลเป็นภาษาไทย และการยอมรับเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง</p></li></ul><p><br/></p><p>ชั้ย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การยกเว้นไม่ให้นำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาใช้บังคับแก่การดำเนินกิจการใดหรือกับหน่วยงานใด นอกจากที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ให้ตราเป็นกฎหมายประเภทใด โดยวิธีใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามข้อเสนอของ คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : สาเหตุใดบ้างที่ผู้รับคำสั่งทางปกครองจะอ้างความเชื่อโดยสุจริตไม่ได้</strong></p></blockquote><p>คำตอบ : (1) ผู้นั้นได้ให้ข้อความซึ่งไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนในสาระสำคัญ (2) ผู้นั้นได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งหรือข่มขู่ (3) ผู้นั้นได้รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองในขณะได้รับคำสั่งทางปกครอง</p><p><br/></p><p>ชั้ย ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คำสั่งทางปกครองที่สมบูรณ์ภายหลัง ได้แก่กรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การออกคำสั่งทางปกครองโดยยังไม่มีผู้ยื่นคำขอ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเองไม่ได้นอกจากจะมีผู้ยื่นคำขอ ถ้าต่อมาในภายหลังได้มีการยื่นคำขอเช่นนั้นแล้ว คำสั่งทางปกครองที่ต้องจัดให้มีเหตุผล ถ้าได้มีการจัดให้มีเหตุผลดังกล่าวในภายหลัง การรับฟังคู่กรณีที่จำเป็นต้องกระทำ ได้ดำเนินการมาโดยไม่สมบูรณ์ ถ้าได้มีการรับฟังให้สมบูรณ์ในภายหลัง คำสั่งทางปกครองที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อน ถ้าเจ้าหน้าที่นั้นได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-15 06:25:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2993762446</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ปฏิบัติราชการ ปค. (3)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2993781757</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การนับระยะเวลาและอายุความ ในการมีคำสั่งทางปกครอง หรือการบังคับทางปกครอง ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้มีการนับอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (มาตรา 65) การกำหนดเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือน หรือปีนั้น "มิให้นับวันแรก" แห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วย เว้นแต่จะได้เริ่มการในวันนั้นหรือมีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นโดยเจ้าหน้าที่ โดยในกรณีที่ "เจ้าหน้าที่" มีหน้าที่ต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้นับวันที่สิ้นสุดของระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยแม้ว่าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดทำการงานสำหรับเจ้าหน้าที่</p><p>แต่ในกรณี "บุคคลใด" ต้องทำการอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยกฎหมายหรือโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่ ถ้าวันสุดท้ายเป็นวันหยุดทำการงานสำหรับเจ้าหน้าที่หรือวันหยุดตามประเพณีของบุคคลผู้รับคำสั่ง ให้ถือว่าระยะเวลานั้นสิ้นสุด "ในวันทำงานที่ถัดจากวันหยุดนั้น" เว้นแต่กฎหมายหรือเจ้าหน้าที่ที่มีคำสั่งจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรม ก. มีประกาศเรื่องรายชื่อข้าราชการที่ได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยมีผู้ได้รับการคัดเลือกให้รับการฝึกอบรมตามประกาศดังกล่าว จำนวน 20 คน แดงเห็นว่าประกาศดังกล่าวในส่วนที่ไม่มีรายชื่อตนเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงหารือ เขียว ว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปอย่างไร ก่อนที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เขียวให้คำแนะนำว่าแดงต้องอุทธรณ์ต่ออธิบดี กรม ก. ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 44 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คู่กรณีในกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นตามขั้นตอนที่กำหนดในพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ต้องเป็นกรณีที่คำสั่งทางปกครองนั้นไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ การที่ กรม ก. มีประกาศ เรื่อง รายชื่อข้าราชการที่ได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยไม่มีชื่อ แดง เป็นผู้มีสิทธิได้รับการคัดเลือกให้รับการฝึกอบรมตามประกาศดังกล่าว เป็นกรณีที่ แดง ซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อตนของผู้บังคับบัญชา ทั้งไม่ใช่กรณีถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ ที่ แดง อาจอุทธรณ์ได้ ตามมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 แดง จึงชอบที่จะร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปตามลำดับตามที่บัญญัติในมาตรา 122 และมาตรา 123 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คำแนะนำของ เขียว ที่ให้ แดง อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงไม่ถูกต้อง</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารในกระบวนการจัดทำคำสั่งทางปกครองอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจง หรือป้องกันสิทธิของตนได้ แต่ถ้ายังไม่ได้ทำคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น คู่กรณีไม่มีสิทธิขอตรวจดูเอกสารอันเป็นต้นร่างคำวินิจฉัย</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามกฎกระทรวงกำหนดเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการ พ.ศ.2562 นั้น ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p><strong>(ก) ปลัดกระทรวงมีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อวัน</strong></p><p><strong>(ข) อธิบดีมีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อวัน</strong></p><p><strong>(ค) ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อวัน</strong></p><p><strong>(ง) ปลัดจังหวัดมีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อวัน</strong></p><p><strong>(จ) ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อวัน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: ก. ปลัดกระทรวงมีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อวัน (50,000 บาท เฉพาะรัฐมนตรี และ คณะกรรมการตามกฎหมายกำหนด)</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง</strong></p><p><strong>(ก) พิจารณาคดีทางการปกครอง</strong></p><p><strong>(ข) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกา และการออกกฎกระทรวงหรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้</strong></p><p><strong>(ค) สอดส่องดูแลและให้คำแนะนําเกี่ยวกับการดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้</strong></p><p><strong>(ง) จัดทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้เสนอนายกรัฐมนตรี</strong></p><p><strong>(จ) มีหนังสือเรียกให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นใดมาชี้แจงหรือแสดงความเห็นประกอบการพิจารณาได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. พิจารณาคดีทางการปกครอง มาตรา 11 คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ </p><p>(1) สอดส่องดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้ </p><p>(2) ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ตามที่บุคคลดังกล่าว ร้องขอ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองกำหนด </p><p>(3) มีหนังสือเรียกให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นใดมาชี้แจงหรือแสดงความเห็นประกอบ การพิจารณาได้ </p><p>(4) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกาและการออกกฎกระทรวงหรือประกาศ ตามพระราชบัญญัตินี้ </p><p>(5) จัดทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้เสนอคณะรัฐมนตรี เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมแต่อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการปฏิบัติ ราชการทางปกครองให้เป็นไปโดยมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น </p><p>(6) เรื่องอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดเป็นคําสั่งทางปกครอง</strong></p><p>(ก) อธิบดีใช้สิทธิเรียกเงินที่จ่ายเงินเดือนเกินจากข้าราชการในสังกัด </p><p>(ข) อธิบดีไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาการก่อสร้างให้กับผู้รับจ้าง </p><p>(ค) เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครติดตั้งสัญญาณไฟจราจรบริเวณสี่แยก </p><p>(ง) พนักงานอัยการมีคําสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา</p><p>(จ) อธิบดีแจ้งเวียนให้ข้าราชการในสังกัดแต่งกายชุดกากีในวันจันทร์ของสัปดาห์</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ข.ตามมาตรา 5 คำสั่งทางปกครอง (1) หมายความว่า การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์  การรับรอง การรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ โดยมาตรา 4 (4) พ.ร.บ. นี้ มิให้ใช้บังคับแก่ การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางหลักทรัพย์</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 6 </p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นการให้เงินหรือให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์ที่อาจแบ่งแยกได้ ผู้รับคำสั่งทางปกครองจะอ้างความเชื่อโดยสุจริตไม่ได้ ในกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ผู้นั้นได้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง หรือข่มขู่หรือชักจูงใจโดยการให้ทรัพย์สินหรือให้ประโยชน์อื่นใดที่มิชอบด้วยกฎหมาย</p><p>(2) ผู้นั้นได้ให้ข้อความซึ่งไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนในสาระสำคัญ</p><p>(3) ผู้นั้นได้รู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองในขณะได้รับคำสั่งทางปกครองหรือการไม่รู้นั้นเป็นไปโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง</p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ ถ้าผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองอย่างใดได้บ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1)  เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการด้วยตนเองหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นกระทำการแทน โดยผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่นั้นสังกัด</p><p>(2) ให้มีการชำระค่าปรับบังคับการตามจำนวนที่สมควรแก่เหตุแต่ต้องไม่เกินห้าหมื่นบาทต่อวัน</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-15 06:43:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2993781757</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ศาลปกครอง</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2993781910</link>
         <description><![CDATA[<p>เต้ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้เป็นสัญญาทางปกครอง</strong></p><p><strong>(A) เทศบาลตำบลบ้านนา ทำสัญญาจ้าง บริษัทอิตาเลี่ยนไทยปรับปรุงสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง </strong></p><p><strong>(B) เทศบาลเมืองบางกรวย ทำสัญญาจ้าง บริษัทคลีนนิ่งเซอร์วิส ให้ตัดต้นไม้บริเวณสำนักงาน </strong></p><p><strong>(C) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าจ้างบริษัท ช.การช่าง ให้สร้างอาคารเรียนรวมหลังใหม่ </strong></p><p><strong>(D) องค์การคลังสินค้าให้ บริษัทค้าขายร่ำรวย ยืมเงิน เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อลำไยจากเกษตรกรตามโครงการแทรกแซงตลาดลำไยของรัฐบาล</strong></p><p><strong>(E) เทศบาลเมืองเพชรบุรี ทำสัญญาให้ นายบูม เช่าที่ราชพัสดุเพื่อตั้งตลาดชุมชนส่งเสริมการขายของท้องถิ่น</strong></p></blockquote><blockquote><p><strong>(1) A,B,C</strong></p><p><strong>(2) B,C,E</strong></p><p><strong>(3) A,C,D</strong></p><p><strong>(4) B,C,D,E</strong></p><p><strong>(5) A,B,C,D,E</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 3 </p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครังที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บริษัท รับซ่อมประปาทั่วราช จำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมระบบประปา แล้วว่าจ้างให้ติดตั้งอุปกรณ์ที่สั่งซื้อดังกล่าวเพื่อทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน ซึ่งถูกว่าจ้างโดย อบต.รวยรุ่ง แต่หลังจากซ่อมแซมติดตั้งเรียบร้อย อบต.รวยรุ่งไม่จ่ายเงินให้กับบริษัทฯ ทางบริษัทฯสามารถฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จึงต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า คดีนี้เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง มีอำนาจหน้าที่พัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และมีอำนาจในการจัดให้มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร รวมถึงการสาธารณูปโภคและการก่อสร้างอื่น การที่อบต.รวยรุ่งสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมระบบประปาจากบริษัท รับซ่อมประปาทั่วราช  แล้วว่าจ้างให้บริษัทฯติดตั้งอุปกรณ์ที่สั่งซื้อดังกล่าวเพื่อทำการซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อที่จำเลยจะได้นำน้ำประปาไปจำหน่ายให้แก่ประชาชนอุปโภค บริโภค ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อประชาชน อันเป็นการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคในการจัดทำบริการสาธารณะของ อบต.รวยรุ่ง จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ดังนั้น บริษัทฯจึงสามารถฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ อบต.รวยรุ่ง ชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยได้ (อ้างอิงคำวินิจฉัยชี้ขาดที่ 79/2558)</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.  2542</strong></p><p><strong>(ก) รัฐสภา</strong></p><p><strong>(ข) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong></p><p><strong>(ค) สมาคมสโมสรจังหวัดลำปาง</strong></p><p><strong>(ง) สหกรณ์การเกษตรบางปลาม้า จำกัด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาตรา 3 "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เอกเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และได้ลงทะเบียนเรียนในมหาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2564 ได้นำรถยนต์ไปจอดไว้ในมหาวิทยาลัย ในวันที่ 1 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ปรากฏว่าบริเวณที่จอดรถในมหาวิทยาลัยที่เคยจอดเป็นประจำมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการศึกษา เอกไม่สามารถนำรถเข้าจอดได้ จึงนำรถเข้าจอดด้านข้างของอาคารเรียนรวม และหลังจากที่ทำภารกิจเสร็จแล้ว เอกได้กลับมาที่รถปรากฏว่ารถของเอกได้ถูกล็อคล้อและรถที่จอดบริเวณใกล้เคียงได้ถูกล็อคล้อเป็นจำนวนมาก จึงได้สอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณนั้น และได้ทราบว่ามีระเบียบมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการนำรถผ่านเข้าออกบริเวณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2562 ประกาศลงวันที่ 9 มีนาคม 2562 ข้อ 20 กำหนดว่า ผู้ที่นำรถเข้ามาในบริเวณมหาวิทยาลัยซึ่งไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด จะถูกดำเนินการดังนี้ ข้อ 20.1 ตักเตือน หรือข้อ 20.2 ล็อคล้อและปรับ 500 บาท ต่อคันต่อวัน เอกเห็นว่าระเบียบดังกล่าวออกโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอกจึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าว ศาลปกครองจะรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่เพราะเหตุใด </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ศาลปกครองมีอำนาจรับคำฟ้องคดีของเอกไว้พิจารณาได้ เพราะมหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ออกระเบียบมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการนำรถผ่านเข้าออกบริเวณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2562 ประกาศลงวันที่ 9 มีนาคม 2562 โดยข้อ 20 กำหนดว่า ผู้ที่นำรถเข้ามาในบริเวณมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ปฏิบัติตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด จะถูกดำเนินการดังนี้ ข้อ 20.1 ตักเตือน หรือข้อ 20.2 ล็อคล้อและปรับ 500 บาท ต่อคันต่อวัน ถือเป็นกรณีที่หน่วยงานทางปกครองออกระเบียบกำหนดมาตรการการนำรถผ่านเข้าออกเพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไปกับบุคคลทุกคนที่ขับรถเข้าออกบริเวณมหาวิทยาลัย โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ และหากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษตามที่กำหนดไว้ อันเป็นมาตรการที่มีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคล ดังนั้นระเบียบดังกล่าวจึงมีสถานะเป็น "กฎ" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยกฎดังกล่าวออกโดยมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองชั้นต้น เมื่ออีกฟ้องว่าการออกกฎไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) เมื่อเอกซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพิ่งได้ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2564 และต้องอยู่ภายใต้บังคับของระเบียบข้างต้น จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่มีสิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนระเบียบพิพาทนี้ได้ กรณีจึงถือว่ารู้หรือควรรู้ว่ามีการออกระเบียบพิพาท คือ วันที่เอกลงทะเบียนเรียนเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นวันที่เอกอยู่ภายใต้บังคับของกฎดังกล่าว ดังนั้น การที่เอกจะนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งตามข้อใด</strong></p><p><strong>(ก) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร</strong></p><p><strong>(ข) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง</strong></p><p><strong>(ค) คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรีหรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี</strong></p><p><strong>(ง) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. เนื่องจากเป็นอำนาจศาลปกครองสูงสุดเท่านั้น</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ทรงคุณวุฒิที่อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลปกครองสูงสุด หรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เว้นแต่สาขาใด</strong></p><p><strong>(ก) นิติศาสตร์</strong></p><p><strong>(ข) รัฐศาสตร์</strong></p><p><strong>(ค) สังคมศาสตร์</strong></p><p><strong>(ง) เศรษฐศาสตร์</strong></p><p><strong>(จ) รัฐประศาสนศาสตร์</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. เศรษฐศาสตร์ มีเฉพาะในศาลปกครอง</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง </strong></p><p>(A) การฟ้องคดีปกครองจะต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี</p><p>(B) หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครอง</p><p>(C) คำสั่งใดที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้ให้ผู้ออกคำสั่งระบุวิธีการยื่นคำฟ้องและระยะเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องไว้ในคำสั่งดังกล่าวด้วย</p></blockquote><blockquote><p><strong>(ก) ข้อ A และ B</strong></p><p><strong>(ข) ข้อ B และ C</strong></p><p><strong>(ค) ข้อ C และ A</strong></p><p><strong>(ง) ถูกทุกข้อ</strong></p></blockquote><blockquote><p><strong>(จ) ผิดทุกข้อ</strong></p></blockquote><p>คำตอบ : ง. ถูกทุกข้อ</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-15 06:43:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2993781910</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.รับผิดทางละเมิด (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2998774423</link>
         <description><![CDATA[<p>ป.ปุ๊ ครังที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้เสียหายได้ยื่นคำขอให้หน่วยงานรัฐพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหน่วยงานรัฐต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 180 วัน มาตรา 11 ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดตามมาตรา 5 ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้ ในการนี้หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักและพิจารณาคำขอนั้นโดยไม่ชักช้า เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ ก็ให้มีสิทธิ์ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หากเรื่องใดไม่อาจพิจารณาได้ทันในกำหนดนั้นจะต้องรายงานปัญหาและอุปสรรคให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือกำกับหรือควบคุมดูแลหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นทราบ และขออนุมัติขยายระยะเวลาออกไปได้ แต่รัฐมนตรีดังกล่าวจะพิจารณาอนุมัติให้ขยายระยะเวลาให้อีกได้ไม่เกิน 180 วัน</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีที่เกิดละเมิดขึ้นแก่หน่วยงานของรัฐ โดยเจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อเอกชนโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้รับผิดชอบค่าสินไหมทดแทน คือใคร</strong></p><p>(ก) เจ้าหน้าที่รัฐ</p><p>(ข) หน่วยงานรัฐ</p><p>(ค) กระทรวงการคลัง</p><p>(ง) เจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐ</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดกล่าวถูกต้อง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. เจ้าหน้าที่รัฐ </p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หากหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย โดยเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบค่าสินไหม สิทธิของหน่วยงานรัฐที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนมีอายุความเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 9 ถ้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย สิทธิที่จะเรียกให้อีกฝ่ายหนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนให้มีกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นแก่ผู้เสียหาย</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) ในกรณีที่ผู้เสียหายเห็นว่า หน่วยงานของรัฐต้องรับผิด ผู้เสียหายจะยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนก็ได้</p><p>(ข) หน่วยงานของรัฐต้องออกใบรับคำขอให้ไว้เป็นหลักและพิจารณาคำขอนั้นโดยไม่ชักช้า</p><p>(ค) เมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ ก็ให้มีสิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา</p><p>(ง) สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งผลการวินิจฉัย</p><p>(จ) ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. น่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอที่ได้รับให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบ ได้ทำสัญญาจ้างบริษัทเอกชนให้ก่อสร้างท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพักคอ นก รีต เสริมเหล็กในพื้นผิวถนน ต่อมา ช่วงกลางดึกของคืนวันหนึ่ง ระหว่างที่มีการซ่อมแซมงานก่อสร้าง ที่ชำรุดบกพร่องตามสัญญา นางสาวเต้ขับขี่รถจักรยานยนต์ชนกระแทกกับฝาท่อระบายน้ำคอนกรีต ที่ผู้รับจ้างวางกีดขวางทางจราจร ทำให้นางสาวเต้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้ ในบริเวณจุดก่อสร้างไม่มีการติดตั้งไฟส่องสว่าง หรือป้ายเตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้ทราบว่าทางข้างหน้ามีการก่อสร้าง จึงทำให้นางสาวเต้ผู้เสียหายไม่ทันระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า นางสาวเต้เองก็ขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็วสูง อีกทั้งยังดื่มสุรามาก่อนที่จะขับขี่ด้วย เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ จึงไม่สามารถหลบสิ่งกีดขวางได้ทัน  หากกรณีนี้ นางสาวเต้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครอง ฟ้องให้ เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในฐานะผู้เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้าง ใครต้องเป็นผู้รับชอบในกรณีดังกล่าว เพราะเหตุใด </strong></p><p>(ก) บริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับจ้าง จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้นางสาวเต้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื่องจากกรณีนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างที่บริษัททำไว้กับ เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบ ในการบริหารจัดการโครงการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การที่ผู้รับจ้างไม่ติดตั้งป้ายเตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนทราบ และไม่มีการติดตั้งไฟส่องสว่างในเวลากลางคืน จึงถือเป็นความบกพร่องตามหน้าที่ในสัญญาจ้างของผู้รับจ้าง ที่ไม่ยอมดำเนินการในสิ่งที่ควรกระทำต่อผู้ว่าจ้าง (เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบ) ฉะนั้น ผู้รับจ้างจึงต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเองในกรณีดังกล่าว </p><p>(ข) เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบ จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ เนื่องจากกรณีนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของ อบต. ที่จะต้องควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของบริษัทเอกชนซึ่งเป็นผู้รับจ้าง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย การที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวขึ้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบ ได้ละเลยต่อหน้าที่ของตน จึงต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบในกรณีดังกล่าว </p><p>(ค) เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบ จะต้องได้รับโทษปรับจากการกระทำความผิดที่มีโทษทางอาญา เนื่องจากกรณีนี้ มีผู้เสียหายซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการกระทำโดยประมาท ซึ่งมีสาเหตุมาจากการดำเนินโครงการก่อสร้าง ที่มี อบต. เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบโครงการ และยังเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบความเรียบร้อยในพื้นที่เกิดเหตุ ในทางกฎหมายจึงต้องถือว่า เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของตน </p><p>(ง) กรณีนี้ ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย เนื่องจากนางสาวเต้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายกระทำผิดกฎหมาย ในฐานดื่มสุราก่อนที่จะขับขี่รถจักรยานยนต์ อีกทั้งยังขับขี่ด้วยความเร็วสูงในเวลากลางคืน แสดงให้เห็นว่า นางสาวเต้เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากใช้ความระมัดระวังในฐานะผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างเพียงพอแล้ว ก็อาจไม่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น </p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. เหตุผล : ในกรณีนี้ เอกชนผู้รับจ้างมีหน้าที่ซ่อมแซมฝาท่อระบายน้ำตามสัญญาจ้าง จึงต้องจัดหาและติดตั้ง สิ่งป้องกันอันตรายตามจุดต่าง ๆ ให้เพียงพอ การไม่ติดตั้งป้าย เครื่องหมาย หรือสัญญาณไฟเพื่อแจ้งเตือน ให้ผู้ใช้ทางทราบว่ามีการซ่อมแซมบริเวณพื้นผิวถนนดังกล่าว จึงถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามสัญญาจ้าง โดยประมาทเลินเล่อ อย่างไรก็ตาม เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบคือหน่วยงานเจ้าของโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเอกชนให้ก่อสร้างและซ่อมแซมฝาท่อระบายน้ำ จึงถือเป็นการมอบหมายให้เอกชนผู้รับจ้างดำเนินกิจการทางปกครองแทน แต่เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบก็ยังคงมีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้าง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามที่กำหนดในสัญญาจ้าง ฉะนั้น เมื่อเทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบมิได้สอดส่องดูแลอย่างเพียงพอให้ผู้รับจ้าง มีการปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนตามสัญญา ซึ่งก็รวมถึงการติดตั้งป้าย เครื่องหมาย หรือสัญญาณไฟ เพื่อเตือนให้ผู้ใช้ทางทราบและเพิ่มความระมัดระวัง เทศบาลปักเป้ายิ้งฉุบจึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ผู้รับจ้างกระทำต่อชาวบ้านผู้เสียหาย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดฯ มาตรา 5 ซึ่งกรณีดังกล่าว เทียบเคียงได้ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 304/2558  ดังนั้น ข้อ ข. จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง องค์การบริหารส่วนตำบลต้องชดใช้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ชาวบ้านผู้เสียหาย ตามที่ได้มีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง อย่างไรก็ตาม ตามข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งของอุบัติเหตุครั้งนี้ คือ ผู้เสียหายเองก็ขับขี่รถจักยานยนต์ มาด้วยความเร็วสูง อีกทั้งมีการดื่มสุรามาก่อนที่จะขับขี่ยานพาหนะ จึงต้องถือว่าเป็นความประมาท ของผู้เสียหายเองรวมอยู่ด้วย ฉะนั้น ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายจะได้รับในครั้งนี้ จึงต้องหักส่วน แห่งความประมาทของผู้เสียหายออกด้วยส่วนหนึ่ง โดยแนวทางดังกล่าว อ้างอิงตามคำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1499/2558 </p><p>ข้อ ก. ค. และ ง. ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : อธิบดีกรมการปกครองได้มีคำสั่งเรียกให้นางสาวนิว (เสมียนตราอำเภอ) ชดใช้เงินจำนวนกว่าห้าแสนบาท เนื่องมาจากเมื่อครั้งนางสาวนิว ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ๕ ในฐานะเสมียนตราอำเภอ ณ อำเภอแห่งหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่จัดทำและลงลายมือชื่อในเอกสารการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนตำแหน่ง และเงินอื่น ๆ ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนันและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฯ โดยเชื่อได้ว่านางสาวนิวได้จัดทำเอกสารดังกล่าวอันเป็นเท็จ มีการเพิ่มเติมและลงลายมือชื่อของบุคคลที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงในเอกสารประกอบการเบิกจ่าย เพื่อขอเบิกจ่ายเงินส่วนเกินและนำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นการกระทำโดยอาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการจงใจกระทำละเมิด อันเป็นเหตุให้กรมการปกครองได้รับความเสียหาย เสมียนตราจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางราชการเป็นจำนวนเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ประเด็นนี้ ศาลท่านเห็นว่า การกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ ซึ่งในกรณีตามข้อพิพาทปรากฏว่า นางสาวนิวเป็นข้าราชการพลเรือน ปฏิบัติราชการในตำแหน่งเสมียนตราอำเภอ มีหน้าที่ในการจัดทำบัญชีถือจ่ายเงินงบประมาณและเอกสารการรับ -จ่ายเงินเพื่อเบิกจ่ายเป็นค่าตอบแทนตำแหน่งและเงินอื่น ๆ ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฯ โดยต้องปฏิบัติให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยความสุจริต แต่นางสาวนิวไม่ได้จัดทำบัญชีถือจ่ายการเบิกเงินงบประมาณให้ครบถ้วนตรงตามความเป็นจริงและเป็นปัจจุบัน และทำการปลอมแปลงเอกสาร ปลอมลายมือชื่อผู้เบิกเงิน - รับเงิน โดยนางสาวนิวได้เบิกเงินงบประมาณตามหลักฐานดังกล่าวเกินจำนวนที่เป็นจริงแล้วนำไปใช้เป็นประ โยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการกระทำทุจริต โดยอาศัยโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง ควรจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเต็มจำนวนตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดังนั้น คำสั่งของอธิบดีฯ ที่เรียกให้นางสาวนิวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางราชการจำนวนกว่าห้าแสนบาท จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1203/2565)</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-19 12:38:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2998774423</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.รับผิดทางละเมิด (3)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2998790279</link>
         <description><![CDATA[<p>เจ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีการกระทำละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน เจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างไร</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) รับผิดร่วมกันแบบลูกหนี้ร่วม</p><p>(ข) รับผิดร่วมกันตามลำดับการบังคับบัญชา</p><p>(ค) รับผิดร่วมกันตามการกระทำ</p><p>(ง) รับผิดเฉพาะส่วนของตน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ง. ตามมาตรา 8 วรรคสี่ ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีหัวหน้าหน่วยงานของรัฐทำละเมิด ผู้ใดจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จ ที่ 1222/2559 </p><p>👉กรณีหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่กระทำให้เกิดความเสียหายนั้นยังดำรงตำแหน่งอยู่ ผู้ที่มีอำนาจแต่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด คือ ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ</p><p>👉 แต่ถ้าเป็นกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หัวหน้าหน่วยงานของรัฐคนใหม่ในขณะที่มีการแต่งตั้งหรือผู้รักษาการในตำแหน่ง จึงเป็นผู้ที่มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด </p><p>ทั้งนี้ ผู้แต่งตั้งจะต้องมิได้มีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องที่จะสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดด้วย</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อข้าราชการ/พนักงานหรือลูกจ้างกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง</strong></p><p>(ก) หน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียหายทุกกรณี </p><p>(ข) หน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดชอบต่อผู้เสียหายเฉพาะในกรณีที่เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ </p><p>(ค) ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ให้ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง </p><p>(ง) ถ้าการกระทำนั้นไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ผู้เสียหายจะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้</p><p>(จ) ถ้าการกระทำนั้นไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการผู้นั้นต้องรับผิดชอบเอง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. </p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องร้องเมื่อถูกละเมิดกรณีที่มิได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ต่อหน่วยงานใด </strong></p><p>(ก) ศาลยุติธรรม</p><p>(ข) ศาลปกครอง</p><p>(ค) กระทรวงการคลัง</p><p>(ง) หน่วยงานรัฐ</p><p>(จ) กระทรวงมหาดไทย</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก.กรณีคดีพิพาทที่ต้องฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม</p><p>(1) เป็นกรณีการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งมิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ หรือที่ถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดในทางส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นเอง ซึ่งก็คือ กรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว หน่วยงานของรัฐไม่ต้องรับผิดเพื่อละเมิดที่เกิดขึ้นนั้น</p><p>(2) เป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายปกครอง กล่าวคือ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยปกติทั่วไป มิได้เป็นการใช้อำนาจเหนือของฝ่ายปกครองหรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมิได้เกิดจากการออกกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือ คำสั่งอื่น หรือ การละเมิดนั้น มิได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ล่าช้าเกินสมควร การฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันกระทำละเมิด</p></li></ul><p><br/></p><p>นาจ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หากเจ้าหน้าที่ไม่ระบุระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์ ไว้ในคำสั่งทางปกครอง (ในกรณีที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งได้) ส่งผลต่อเงื่อนเวลาการอุทธรณ์คำสั่งอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ มาตรา 40 วรรคสอง กำหนดว่า</p><p>(1) ให้ระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์ หรือการโต้แย้งเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งหลักเกณฑ์ดังกล่าว</p><p>(2) ถ้าไม่มีการแจ้งใหม่ตามข้อ 1 และระยะเวลาดังกล่าวมีระยะเวลาสั้นกว่า 1 ปี ให้ขยายเป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง</p></li></ul><p><br/></p><p>นาจ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีนาย สมิง พนักงานขับรถยนต์เก็บขยะของเทศบาลเมืองบึงกาฬ ระหว่างเดินทางเก็บขยะได้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อชนท้ายรถรับจ้างสาธารณะของผู้เสียหายทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) ต้องฟ้องให้นายสมิง รับผิด แต่ฟ้องเทศบาลเมืองบึงกาฬไม่ได้</p><p>(ข) ต้องฟ้องให้เทศบาลเมืองบึงกาฬ รับผิด แต่ฟ้องนายสมิงไม่ได้</p><p>(ค) ต้องยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรม</p><p>(ง) ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง</p><p>(จ) ถูกทั้ง ข้อ ข. และ ค.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทั้ง ข้อ ข. และ ค. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 278-2559 ลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยขับรถเก็บขยะมูลฝอยด้วยความประมาทชนท้ายรถรับจ้างสาธารณะของผู้เสียหายทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เสียหายในการปฏิบัติหน้าที่ แต่เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่เก็บขยะมูลฝอยเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมทั่วไปมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองแต่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 278/2549)</p></li></ul><p><br/></p><p>นาจ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกคำสั่งปิดกั้นการจราจรบริเวณจุดเกิดเหตุเพื่อให้ขบวนของมกุฎราชกุมารแห่งประเทศบรูไนเสด็จผ่านไปก่อนแต่เมื่อขบวนเสด็จได้ผ่านจุดเกิดเหตุไปเพียงบางส่วน ร.ต.อ.สมิง ตำรวจจราจร ได้ให้สัญญาณนกหวีดและสัญลักษณ์อันเป็นสัญญารจราจร ผิดพลาดทำให้รถ นาย ก. กับ นาย ข. ชนกันได้รับความเสียหาย </strong></p><p><strong>ข้อใด้ถูก</strong></p><p>(ก) ต้องฟ้องให้ ร.ต.อ.สมิง รับผิด แต่ฟ้อง สตช. ไม่ได้</p><p>(ข) ต้องฟ้องให้ สตช. รับผิด แต่ฟ้อง ร.ต.อ.สมิง ไม่ได้</p><p>(ค) ต้องยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรม</p><p>(ง) ต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง</p><p>(จ) ถูกทั้ง ข้อ ข. และ ง.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทั้ง ข้อ ข. และ ง. ร.ต.อ.สมิง ได้ให้สัญญาณนกหวีดและสัญลักษณ์อันเป็นสัญญารจราจรตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อสื่อความหมายให้ผู้ขับขี่ปฏิบัติตามและมีผลทำให้ผู้ขับขี่ที่ได้รับสัญญาณในบริเวณดังกล่าวมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองทำให้เกิดเหตุรถชนขึ้น เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง (คำวินิจฉัยชี้ขาดที่ 56/2555)</p></li></ul><p><br/></p><p>นาจ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) มุ่งหมายที่จะไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เกิดขึ้นโดยความไม่ตั้งใจ หรือความผิดพลาด เพียงเล็กน้อยในการปฏิบัติหน้าที่</p><p>(2) ไม่ต้องการให้นำหลักในเรื่องลูกหนี้ร่วมในกฎหมายแพ่งมาใช้บังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้อื่นโดยมุ่งหมายแต่เพียงจะให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนครบ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเป็นธรรมที่จะมีต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่และบั่นทอนขวัญและกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่จนเป็นปัญหาในการบริหารราชการ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 10/2552)</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-19 13:08:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/2998790279</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ป.วิ.อาญา (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007125838</link>
         <description><![CDATA[<p>พี่นาจ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการจับกุมบุคคลใด โดยราษฎรทั่วไป </strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) ราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด </p><p>(ข) ราษฎรจะจับบุคคลใดได้ กรณีเจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับ จะขอความช่วยเหลือเพื่อจัดการตามหมายนั้น </p><p>(ค) ราษฎรจะจับบุคคลใดได้ กรณีผู้นั้นกระทาความผิดซึ่งหน้าและความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ </p><p>(ง) ถูกเฉพาะข้อ ข. และ ค. </p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ถูกเฉพาะข้อ ข. และ ค. : ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 79 ราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่จะเข้าอยู่ในเกณฑ์แห่งมาตรา 82 หรือเมื่อผู้นั้นกระทาความผิดซึ่งหน้า และความผิดนั้นได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้ด้วย</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คดีอาญาที่เกิดขึ้นในปี 2567 สำนวนคดีใดดังต่อไปนี้ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ</strong></p><p><strong>(ก) พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องนายดำ ข้อหา ปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</strong></p><p><strong>(ข) พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องนายขาว ข้อหา มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 72 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท </strong></p><p><strong>(ค) พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องนายส้ม (บุคคลต่างด้าว) ข้อหา ยื่นคำขอมีบัตรด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 มาตรา 14 (1) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน</strong></p><p><strong>(ง) ถูกเฉพาะข้อ ก. และข้อ ค.</strong></p><p><strong>(จ) ถูกทุกข้อ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ง คำอธิบาย : ข้อ ก. เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง (คดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษ อย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) เมื่อพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง จึงเป็นคดีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการทำความเห็นแย้ง ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 12</p><p>ข้อ ข. เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัด (อัตราโทษสูงกว่าคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง) เมื่อไม่ปรากฏว่า พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองเป็นผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการพิจารณาทำความเห็นแย้ง ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1</p><p>ข้อ ค. แม้ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัด แต่เมื่อปรากฏว่ามีพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง เป็นผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวนคดีนี้ ดังนั้น หากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง จึงยังคงเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการพิจารณาทำความเห็นแย้งคดีนี้ได้ ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145</p><p>โดยสรุป สำนวนคดีอาญาในกรณีตาม ข้อ ก. และ ข้อ ค. ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีอำนาจทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการได้</p></li></ul><p><br></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายเต้กับนายต่ายเดินเล่นในตลาด นายเต้ได้เหลือบไปเห็น นางตุ่นทำธนบัตรใบละ 1,000 บาทหล่นลงที่พื้น นายเต้จึงเดินเข้าไปแล้วเอาเท้าเหยียบไว้ เมื่อนางตุ่นเดินพันไปแล้ว นายเต้จึงได้สะกิดให้นายต่ายหยิบธนบัตรที่คนเหยียบไว้ขึ้นมา นายต่ายนำเงินไปแลกเป็นใบย่อยแล้วแบ่งกับนายเต้คนละครึ่ง ข้อใดถูกต้อง</strong></p><p>(1) นายเต้ และนายต่าย มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ตาม ม.334</p><p>(2) นายต่าย เอาทรัพย์ไปเป็นการเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่นไป จึงเป็นความผิดฐานยักยอก ตาม ม.352 ว.1</p><p>(3) นายต่าย รับทรัพย์โดยรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดด้วยว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด จึงมีความผิดฐานรับของโจร มาตรา 357</p><p>(4) ถูกเพียงข้อ 2 – 3</p><p>(5) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 3. องค์ประกอบภายนอก <strong>ตามแนวฎีกา</strong> – การเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องทำให้ทรัพย์เคลื่อนที่ กรณีนี้ผู้กระทำมิได้เอาทรัพย์เคลื่อนที่จนกระทั่งพ้นรัศมีการครอบครองของเจ้าของไปแล้ว การครอบครองจึงตกอยู่ที่นายเต้  นายเต้เอาทรัพย์ไปเป็นการเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่นไป จึงเป็นความผิดฐานยักยอก ตาม ม.352 ว.1 องค์ประกอบภายนอก <strong>ตามแนวตำรา</strong> – ได้มีการเข้าครอบครองทรัพย์นี้โดยเด็ดขาด เพราะ นายเต้มีอำนาจเหนือทรัพย์นั้นอย่างแท้จริงและมีเจตจำนงที่จะครอบครองเหนือทรัพย์นั้น ตลอดจนเจ้าของทรัพย์นั้นเองก็ห่างจากตัวทรัพย์จนไม่มีการครอบครองได้อีกต่อไป (แย่งการครอบครอง จนกระทั่งขาดการครอบครองตามข้อเท็จจริง) ดังนั้น ไม่ว่านายเต้จะหยิบนั้นขึ้นมาในภายหลังหรือไม่ ก็เป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว ตั้งแต่ได้การครอบครองนั้นโดยแท้จริง) จึงเป็นลักทรัพย์สำเร็จ นายต่าย – รับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดลักทรัพย์/ยักยอก โดยเจตนา รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดด้วยว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด จึงมีความผิดฐานรับของโจร มาตรา 357</p><p><strong>สรุป</strong> นายเต้มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามม.334 (แนวตำรา) หรือยักยอกทรัพย์ม.352 ว.1 (แนวฎีกา) นายต่ายมีความผิดฐานรับของโจรตามม.357</p></li></ul><p><br></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นางสาวโปรดปราน อายุ 18 ปี มีอาชีพเป็นหญิงบริการและเนื่องจากเป็นคนหน้าเด็ก จึงมีลูกค้าจำนวนมาก รวมทั้งนายปลามีหนาม จึงชื่นชอบเพราะคิดว่า นางสาวโปรดปรานมีอายุแค่ 14 ปี นายปลามีหนาม ร่วมประเวณีกับนางสาวโปรดปรานบ่อยครั้ง จนนางสาวโปรดปรานเกิดตั้งครรภ์ขึ้นเพราะความพลั้งเผลอ ด้วยความผูกพันและอยากได้ลูก นายปลามีหนาม จึงเริ่มส่งเสียเงินให้นางสาวโปรดปราน เป็นประจำทุกเดือน อย่างไรก็ตาม ภายหลังตั้งครรภ์ได้แปดเดือน นายปลามีหนามถูก นางเต้ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายจับได้ จนต้องหยุดส่งเงินให้นางสาวโปรดปราน นางสาวโปรดปรานทราบเรื่อง ทำให้เสียใจมากจึงดื่มยาล้างห้องน้ำเพื่อฆ่าเด็กในครรภ์และฆ่าตัวตายไปพร้อมกัน แต่มีคนนำนางสาวโปรดปรานส่งโรงพยาบาลและแพทย์สามารถช่วยชีวิตทั้งนางสาวโปรดปราน และเด็กซึ่งคลอดออกมาก่อนกำหนดไว้ได้ทัน เหตุการณ์ดังกล่าวรู้ถึงหูนางเต้ คืนวันหนึ่งนางเต้จึงแอบลอบเอาลูกของนางสาวโปรดปรานออกจากโรงพยาบาล แล้วโทรศัพท์ขู่นางสาวโปรดปราน ว่าถ้าอยากได้ลูกคืนโดยปลอดภัย นางสาวโปรดปรานต้องเลิกลากับนายปลามีหนาม และนำเงินที่นายปลามีหนามเคยจ่ายให้มาคืนนางเต้ทั้งหมด ข้อใดถูกต้องที่สุด</strong></p><p>(1) นางสาวโปรดปรานมีความผิดฐานพยายามฆ่าเด็กในครรภ์และพยายามฆ่าตัวตาย</p><p>(2) ปลามีหนามมีความผิดฐานร่วมประเวณีกับเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม</p><p>(3) นางเต้มีความความผิดฐานลักพาตัวเด็กเพื่อเรียกค่าไถ่</p><p>(4) ข้อ 2,3 ถูก</p><p>(5) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 3 อธิบาย <strong>ความรับผิดของนางสาวโปรดปราน</strong> นางสาวโปรดปรานรู้ว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ แต่ก็เจตนากินยาล้างห้องน้ำเพื่อฆ่าเด็กในครรภ์ให้ตาย นางสาวโปรดปราน จึงมีความผิดฐานทำแท้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อแพทย์สามารถช่วยชีวิตเด็กไว้ได้ทัน การกระทำของนส.หนึ่ง จึงไม่บรรลุผล เป็นแค่เพียงพยายามทำให้ตนเองแท้งลูกตามมาตรา 80 ประกอบ 301 เท่านั้น จึงได้รับ "ยกเว้นโทษ" ตามนัยแห่งมาตรา 304 และการฆ่าตัวตาย หรือพยายามฆ่าตัวตายไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา <strong>ความรับผิดของนายปลามีหนาม </strong>แม้นายปลามีหนามร่วมประเวณีกับนส.หนึ่ง โดยเชื่อว่านส. หนึ่งมีอายุเพียง 14 ปี จนแสดงให้เห็นว่านายปลามีหนามมีเจตนาร่วมประเวณีกับเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 277 ได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นางสาวโปรดปรานมีอายุ 18 ปีแล้ว อีกทั้งนางสาวโปรดปรานยินยอมร่วมประเวณีกับนายปลามีหนามเช่นนี้ จึงย่อมไม่มีองค์ประกอบภายนอกใด ๆ ที่จะทำให้การกระทำของนายหนึ่งเป็นความผิดได้ ทั้งนี้ ทั้งตามมาตรา 277 หรือ 276 นอกจากนี้ การพยายามฆ่าตัวตายของนางสาวโปรดปรานซึ่ง มีอายุ 18 ปี ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำรุณโดยนายปลามีหนาม ทั้งนางสาวโปรดปรานมิได้ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการพึ่งพานายปลามีหนามเท่านั้น เช่นนี้ นายปลามีหนามจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 292 <strong>ความรับผิดของนางเต้ </strong>โดยปราศจากเหตุอันสมควร นางเต้ พรากเอาตัวเด็กทารกแรกเกิดไปจากความปกครองดูแลของ นางสาวโปรดปราน ผู้เป็นมารดาไป นางเต้จึงย่อมมีความผิดฐานพรากเด็กตามมาตรา 317 นอกจากนี้ นางเต้ยังกระทำการดังกล่าวโคยมีมูลเหตุจูงใจเพื่อให้นางสาวโปรดปรานยอมเลิกลากับสามีของตน ทั้งต้องยอมจ่ายเงินที่นางสาวโปรดปรานเคยได้รับอุปการะจากนายสองคืนแก่นางเต้ด้วย จำนวนเงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็น "ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เรียกเอา เพื่อแลกเปลี่ยนกับเสรีภาพของเด็ก" ตามนิยามของคำว่า "ค่าไถ่" มาตรา 1 (13) การกระทำของนางเต้จึงเป็นความผิดฐานลักพาตัวเด็กเพื่อเรียกค่าไถ่ ตามมาตรา 313 (1) ด้วยอีกบทหนึ่ง</p></li></ul><p><br></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ไม่เป็นความผิดซึ่งหน้า</strong></p><p>(ก) เกิดเหตุลักทรัพย์ของนาย ก ในวันที่ 9 กันยายน 2566 เวลา 09.00 น. วันรุ่งขึ้นวันที่ 10 กันยายน 2566 นาย ข เจ้าของทรัพย์ที่ถูกลักทรัพย์พบเจอ นาย ก โดยบังเอิญขณะเดินอยู่ในตลาดนาย ข จึงชี้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นจับ</p><p>(ข) นาย รวย มีไม้กระยาเลยแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตปริมาณเกิน ๐.๒๐ ลูกบาศก์เมตร วางกองไว้ติดกับฝาบ้านของนาย รวย</p><p>(ค) นาย ก ปลัดอำเภองานป้องกันอำเภอเมืองเชียงใหม่ ออกพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ พบเห็นนาย ข กำลังพกปืนที่ไม่มีใบอนุญาต</p><p>(ง) วัยรุ่นทะเลาะกันและเหตุการณ์ยุติไปแล้ว ๓ ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้รับแจ้งมาที่เกิดเหตุไม่พบเจอเด็กวัยรุ่นที่ทะเลาะกันเนื่องจากแยกย้ายกันหมดแล้วได้ตามไปจับที่บ้านของวัยรุ่นที่ทะเลาะกัน</p><p>(จ) ก ข และ ง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ จ. อธิบาย <strong>ข้อ ก</strong> ไม่ได้เห็นกำลังกระทำ ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า <strong>ข้อ ข</strong> มีไม้กระยาเลยไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มิใช่ความผิดซึ่งหน้า ต่างกับ การมียาบ้าไว้ในครอบครอง หรือ การมีปืนเถื่อนไว้ในครอบครอง หรือการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จะเป็นความผิดอยู่ตลอดและเป็นความผิดซึ่งหน้า <strong>ข้อ ค </strong>เป็นความผิดซึ่งหน้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับได้โดยไม่ต้องมีหมาย <strong>ข้อ ง</strong> เหตุการณ์เกิดขึ้นและยุติไปแล้วมิใช่ความผิดซึ่งหน้า แต่ให้ระวังหากเป็นกรณีได้กระทำผิดมาแล้วสดๆป็นความผิดซึ่งหน้า</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-25 13:57:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007125838</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ป.พ.พ. (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007131067</link>
         <description><![CDATA[<p>นุ้ย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลใดบ้างต้องถูกจำกัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ป.พ.พ. มาตรา 1606 </p><p>(1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดก หรือผู้มีสิทธิ์ได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย </p><p>(2) ผู้ที่ได้ฟ้องเจ้ามรดก หาว่าทำความผิดโทษประหารชีวิตและตนเองกลับต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดฐานฟ้องเท็จหรือทำพยานเท็จ </p><p>(3) ผู้ที่รู้อยู่แล้วว่า เจ้ามรดกถูกฆ่าโดยเจตนา แต่ไม่ได้นำข้อความนั้นขึ้นร้องเรียนเพื่อเป็นทางที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่ข้อนี้มีให้ใช้บังคับถ้าบุคคลนั้นมีอายุยังไม่ครบ 16 ปีบริบูรณ์ หรือเป็นคนวิกลจริตไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือถ้าพูดที่ฆ่านั้นเป็นสามีภริยา หรือผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของตนโดยตรง </p><p>(4) ผู้ที่ฉ้อฉลหรือข่มขู่ให้เจ้ามรดกทำ หรือเพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมดซึ่งเกี่ยวกับทรัพย์มรดก หรือไม่ให้กระทำการดังกล่าวนั้น </p><p>(5) ผู้ที่ปลอม ทำลาย หรือปิดบังพินัยกรรมแต่บางส่วนหรือทั้งหมด</p></li></ul><p><br></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การที่ทายาทซึ่งเป็นผู้เยาว์ บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลผู้ไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้ ในกรณีที่ (1) สละมรดก (2)รับมรดกอันมีค่าภาระติดพันหรือเงื่อนไข จะทำการไม่ได้ เว้นแต่ จะดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ป.พ.พ. มาตรา 1611 การที่ทายาทซึ่งเป็นผู้เยาว์ บุคคลวิกลจริต หรือบุคคลผู้ไม่สามารถจะจัดทำการงานของตนเองได้ ในกรณีที่ (1) สละมรดก (2) รับมรดกอันมีค่าภาระติดพันหรือเงื่อนไข ต้องได้รับความยินยอมของบิดามารดา ผู้ปกครอง ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ แล้วแต่กรณี และได้รับอนุมัติจากศาลแล้ว</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : วิธีการสละมรดก สามารถทำได้กี่วิธี มีวิธีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ป.พ.พ.มาตรา 1612 การสละมรดกต้อง</p><p>(1) แสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่ พนักงานเจ้าหน้าที่ </p><p>(2) แสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ</p><p>พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1612 หมายถึง กรมการอำเภอ (ตามกฎกระทรวงมหาดไทยออกตามความในมาตรา 1672 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ข้อ 14)</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อจำกัดของการสละมรดกคืออะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ป.พ.พ.มาตรา 1613 การสละมรดกจะทำแต่เพียงบางส่วน หรือทางโดยมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาไม่ได้ การสละมรดกนั้นจะถอนเสียไม่ได้</p></li></ul><p><br></p><p>TU ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นาย ก ทำสัญญาปลดหนี้ให้กับ นาย จ โดยมีเงื่อนไขให้นาย จ ต้องยกรถยนต์ให้น้องของตน คือ นาย ข เมื่อนาย ข ทราบเรื่องก็เลยส่งจดหมายไปหานาย จ เพื่อให้นายจ ยกรถให้ตน แต่นาย จ ไปต่างจังหวัดไม่อยู่บ้านระหว่างนั้น นาย ก และนาย ข มีเรื่องทะเลาะกัน ทำให้นาย ก ไม่พอใจจึงต้องการยกรถให้นาย ค แทน ถามว่านาย ข มีสิทธิ์ได้รับรถหรือไม่</strong></p><p>หลักกฎหมาย : </p><p><strong>มาตรา 374</strong> วางหลักไว้ว่า ถ้าคู่กรณีฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกบุคคลภายนอกมีสิทธิ์จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรง สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น</p><p><strong>มาตรา 375</strong> วางหลักไว้ว่า เมื่อสิทธิของบุคคลภายนอกได้เกิดขึ้นแล้ว คู่สัญญาจะระงับหรือเปลี่ยนแปลงสัญญานั้นภายหลังไม่ได้</p><p><strong>มาตรา 169 </strong>วางหลักไว้ว่า การแสดงเจตนาที่กระทำต่อบุคคลซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า ให้ถือว่ามีผลนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับการแสดงเจตนา...</p><p>ข้อเท็จจริง : </p><p>กรณีนี้นาย ก และนาย จ ตกลงทำสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก คือนาย ข ดังนั้น นาย ข จึงมีสิทธิในการเรียกให้นาย จ ชำระหนี้ คือยกรถยนต์ให้แก่ตน โดยนาย ข ได้แสดงเจตนาด้วยวิธีการส่งจดหมาย การแสดงเจตนาที่ส่งไปจะมีผลเมื่อการแสดงเจตนานั้นไปถึงผู้รับเจตนาอีกฝ่ายหนึ่ง คำว่าไปถึงนั้น หมายความว่า ได้ไปถึงที่ปลายทางคือไปถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง เช่นในการส่งไปรษณีย์ทางราชการ คือเพียงบุรุษไปรษณีย์ไปส่งที่ตู้จดหมายของบ้านนั้นๆ ก็ถือว่าได้ส่งแล้ว ไม่จำเป็นที่คู่กรณีหรือผู้รับเจตนาต้องอ่านหรือรู้ข้อความที่ได้ส่งไปเพราะฉะนั้นการแสดงเจตนาของนาย ข จึงถือว่าเป็นผลถึงแม้ว่านาย จ จะไปต่างจังหวัดก็ตาม เมื่อนาย ข แสดงเจตนาแล้ว สิทธิของนาย ข ได้เกิดขึ้นแล้ว นาย ก หรือนาย จ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาได้อีก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นาย ข จึงมีสิทธิเรียกให้นาย จ ยกรถยนต์ให้แก่ตนได้</p></li></ul><p><br></p><p>มิ้ว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลใดสามารถเป็นพยานในการทำพินัยกรรมได้</strong></p></blockquote><blockquote><p>(1) นายแดงอายุสิบหกปีบริบูรณ์ซึ่งศาลอนุญาตให้ทำการสมรสแล้ว</p><p>(2) นายดำเป็นใบ้</p><p>(3) นายขาวหูหนวก</p><p>(4) นายเหลืองเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ</p><p>(5) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายแดงอายุสิบหกปีบริบูรณ์ซึ่งศาลอนุญาตให้ทำการสมรสแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ </p><p><strong>มาตรา 1670 </strong>บุคคลต่อไปนี้จะเป็นพยานในการทำพินัยกรรมไม่ได้</p><p>(1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ</p><p>(2) บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ</p><p>(3) บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้าง</p><p><strong>มาตรา 19</strong> บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายยี่สิบปีบริบูรณ์</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง</strong></p><p>(ก) ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน</p><p>(ข) กรมการอำเภอต้องจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง</p><p>(ค) เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่า ข้อความที่กรมการอำเภอจดนั้นเป็นการถูกต้องตรงกันกับที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ</p><p>(ง) ข้อความที่กรมการอำเภอจดไว้นั้น ให้กรมการอำเภอลงลายมือชื่อและลงวัน เดือน ปี ทั้งจดลงไว้ด้วยตนเองเป็นสำคัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นถูกต้อง จากนั้นให้กรมการอำเภอพับเอกสารเก็บใส่ซองจดหมายปิดผนึกให้เรียบร้อย</p><p>(จ) การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และกรมการอำเภอจะได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ข้อความที่กรมการอำเภอจดไว้นั้น ให้กรมการอำเภอลงลายมือชื่อและลงวัน เดือน ปี ทั้งจดลงไว้ด้วยตนเองเป็นสำคัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติอนุมาตรา 1 ถึง 3 ข้างต้น "แล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ"</p><p><strong>มาตรา 1658</strong> พินัยกรรมจะทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองก็ได้ กล่าวคือ</p><p>(1) ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน</p><p>(2) กรมการอำเภอต้องจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง</p><p>(3) เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่า ข้อความที่กรมการอำเภอจดนั้นเป็นการถูกต้องตรงกันกับที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ</p><p>(4) ข้อความที่กรมการอำเภอจดไว้นั้น ให้กรมการอำเภอลงลายมือชื่อและลงวัน เดือน ปี ทั้งจดลงไว้ด้วยตนเองเป็นสำคัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติอนุมาตรา 1 ถึง 3 ข้างต้น แล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และกรมการอำเภอจะได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้</p><p><strong>มาตรา 1659</strong> การทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองนั้น จะทำนอกที่ว่าการอำเภอก็ได้ เมื่อมีการร้องขอเช่นนั้น</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คู่สมรสประสงค์จะจดทะเบียนตามกฎหมายไทย ในต่างประเทศ ระหว่างคนที่มีสัญชาติไทยด้วยกัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทย ให้ผู้ใดเป็นผู้รับจดทะเบียน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : <strong>มาตรา 1459</strong> พนักงานทูต หรือกงสุลไทย เป็นผู้จดทะเบียน</p></li></ul><p><br></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การสมรสจะเป็นโมฆียะในกรณีใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ผู้เยาว์ทำการสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมแต่ถ้าระหว่างนั้นชายหญิงมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือหญิงมีครรภ์ให้ถือว่าสมบูรณ์สมบูรณ์มาตั้งแต่เวลาสมรส</p><p>(2) สมรสโดยสำคัญผิดตัวคู่สมรสโดยขอให้เพิกถอนการสมรสได้ภายใน 90 วันนับแต่วันสมรส (3) สมรสโดยถูกกลฉ้อฉล (4) สมรสโดยถูกข่มขู่</p></li></ul><p><br></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษซึ่งไม่อาจทำการ จดทะเบียนสมรส ต่อนายทะเบียนได้เพราะชายหรือหญิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายตกอยู่ในอันตรายใกล้ความตาย สามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ให้ชายหรือหญิงนั้นได้แสดงเจตนาจะสมรสกันต่อหน้าบุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะที่อยู่ ณ ที่นั้น (2) ให้บุคคลที่เป็นพยานดังกล่าวจดแจ้งการแสดงเจตนาขอทำการสมรสชายและหญิงนั้นไว้เป็นหลักฐาน (3) และต่อมาชายหญิงได้จดทะเบียนสมรสกันภายใน 90 วันนับแต่วันวันที่อาจทำการจดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบียนได้ โดยแสดงหลักฐานต่อนายทะเบียนและให้นายทะเบียนจดแจ้งวัน เดือน ปี สถานที่ที่แสดงเจตนาขอทำการสมรส และพฤติการณ์พิเศษนั้นไว้ในทะเบียนสมรส (4) ให้ถือว่าวันแสดงเจตนาขอทำการสมรสต่อบุคคลดังกล่าวเป็นวันจดทะเบียนสมรสต่อทะเบียนแล้ว</p></li></ul><p><br></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การอุทิศที่ดินให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยผู้ที่ให้กระทำด้วยวาจามีผลสมบูรณ์หรือไม่และจะเอากลับคืนได้หรือไม่</strong></p></blockquote><p>คำตอบ : การอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมตกเป็นของแผ่นดินทันทีตั้งแต่แสดงเจตนาอุทิศให้ ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องแสดงแสดงเจตนารับก็ได้เมื่อแสดงเจตนาให้แล้วไม่ทำให้ที่ดินนั้นกลับคืนมาเป็นของผู้ยกให้อีก จึงกล่าวได้ว่าการอุทิศด้วยวาจาก็มีผลสมบูรณ์ตามกฏหมายแล้ว ซับใดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้วก็ต้องเป็นตลอดไปแม้ต่อมาพลเมืองจะเลิกใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้วก็ตาม</p><p><br></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ที่เป็นพยานในการทำพินัยกรรมไม่ได้คือ</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ (2) บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ (3) บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-25 14:09:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007131067</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กฎหมายอาญา (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007134822</link>
         <description><![CDATA[<p>สมิง ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เด็กหญิงลิซ่าอายุ 14 ปี พ่อแม่แยกทางกันไปมีครอบครัวใหม่ เด็กหญิงลิซ่าจึงพักอาศัยอาศัยอยู่กับยาย นายสมิงอายุ 19 ปี คบหาเป็นแฟนกับเด็กหญิงลิซ่า วันหนึ่งนายสมิงได้นัดแนะให้เด็กหญิงลิซ่าไปหาที่บ้านของตนหลังเลิกเรียน เด็กหญิงลิซ่าจึงเดินทางไปบ้านนายสมิงตามนัด เมื่อไปถึงบ้านนายสมิงได้พาเด็กหญิงลิซ่าขึ้นไปที่ห้องนอน แล้วมีเพศสัมพันธ์กันโดยเด็กหญิงลิซ่ายินยอมเนื่องจากเห็นว่าเป็นคนรักกัน ในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์กันนั้น นายสมิงได้แอบบันทึกคลิปวิดีโอขณะมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงลิซ่าไว้ หลังจากนั้นนายนายสมิงได้นำคลิปวิดีโอดังกล่าวส่งไปให้นายช้างเพื่อนสนิทของตนดู และส่งขายที่เว็บไซต์ </strong><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="http://www.somngi.com"><strong>www.somngi.com</strong></a><strong> ส่วนนายช้างเมื่อดูคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วได้เซฟไว้ในคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บไว้ดูอีกและนายช้างยังได้ส่งต่อไปให้นายกี้เพื่อนสนิทของตนดูด้วย นายกี้ได้เปิดคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วเซฟ เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวเพื่อดูเองให้วินิจฉัยว่า  นายสมิง นายช้าง และนายกี้มีมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานใดหรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เมื่อเด็กหญิงลิซ่าอายุ 14 ปีพักอาศัยอาศัยอยู่กับยาย เด็กหญิงลิซ่าจึงอยู่ในความปกครองของยาย การที่นายสมิงนัดแนะเด็กหญิงลิซ่าให้ไปหาที่บ้านหลังเลิกเรียนและมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงลิซ่า จึงเป็นการที่นายสมิงปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กหญิงลิซ่าไปเสียจากยายซึ่งเป็นผู้ปกครองหรือผู้ดูแลของเด็กหญิงลิซ่า และพาเด็กหญิงลิซ่าไปเพื่อการอนาจาร นายสมิงกับเด็กหญิงลิซ่าเป็นคนรักกันและมีเพศสัมพันธ์กันโดยเด็กหญิงลิซ่ายินยอม แต่เมื่อเด็กหญิงลิซ่าเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี นายสมิงจึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม ฐานพาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง และฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง คลิปวิดีโอภาพของนายสมิงขณะมีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงลิซ่า  ย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้รู้หรือเห็นถึงการกระทำทางเพศกับเด็กซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปีจึงเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1(17) การที่นายสมิงแอบถ่ายภาพของตนกับเด็กหญิงลิซ่าอายุ 14 ปี ขณะมีเพศสัมพันธ์กัน แล้วส่งให้นายช้างดูและยังนำไปขายที่เว็บไซต์ นายสมิงจึงมีความผิดฐานเพื่อความประสงค์แห่งการค้าหรือโดยการค้าเพื่อการแจกจ่ายหรือการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ๆ ซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กตามมาตรา 287/2 (1) การที่นายช้างได้ดูคลิปวิดีโอดังกล่าวแล้วได้เซฟไว้ในคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บไว้ดูอีก นายช้างจึงมีความผิดฐานครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางสำหรับตนเองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  287/1 วรรคหนึ่ง และการที่นายช้างได้ส่งต่อคลิปวิดีโอดังกล่าวให้นายกี้ดูด้วย นายช้างจึงมีความผิดฐานส่งต่อซึ่งสื่อลามกอนาจารเด็กแก่ผู้อื่นตามมาตรา 287/1 วรรคสอง การที่นายกี้เปิดดูคลิปวิดีโอซึ่งเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กที่ได้รับมาจากนายช้างและเซฟเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เพื่อดูเอง นายกี้ จึงมีความผิดฐานครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287/1 วรรคหนึ่ง</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับอำนาจสืบสวนและสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา</strong></p><p>(1) ในกรณีที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน </p><p>(2) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง พนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่จับผู้ต้องหาได้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน</p><p>(3) เมื่อการกระทำความผิดอาญาเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป และยังจับผู้ต้องหาไม่ได้ พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อน เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน</p><p>(4) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว พนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน</p><p>(5) ทุกข้อที่กล่าวมา</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (1) ในกรณีที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ "พนักงานสอบสวนในพื้นที่ที่จับผู้ต้องหาได้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน" ตามมาตรา 19</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายม้าได้ว่าจ้างนายลาให้ไปฆ่านายปลาซึ่งเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งเดียวกัน โดยมีนายปูซึ่งเป็นหัวคะแนนของนายม้าเป็นผู้จัดหาอาวุธปืนมาให้นายลาไปใช้ในการฆ่านายปลา ในขณะที่นายปลาผ่านมานั้น นายลาซึ่งได้ไปแอบดักซุ่มอยู่ข้างทางได้ชักปืนเพื่อที่จะยิงนายปลา เห็นว่านายปลาเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีผลงานดี ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสีย และทำเพื่อประโยชน์บ้ายเมือง นายลาจึงเกิดความสงสารและเปลี่ยนใจไม่ยิง ดังนี้นายลาจะมีความผิดอาญาฐานใดหรือไม่</strong></p><p><strong>(ก)  การกระทำของนายลายังอยู่ในขั้นตระเตรียมการ และได้รับประโยชน์จาก ม. 82 เพราะเป็นการ ยับยั้ง จึงไม่มีความผิดฐานพยายามฆ่า</strong></p><p><strong>(ข)  ไม่มีความผิด เพราะการกระทำของนายลายังอยู่ในขั้นตระเตรียมการ และได้รับประโยชน์จาก  ม.82 เพราะเป็นการยับยั้ง</strong></p><p><strong>(ค)  ผิดฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เป็นการกลับใจเสียเองตาม ม.82</strong></p><p><strong>(ง)  ผิดฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่เป็นการยับยั้งเสียเองตาม ม. 82</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ก. การที่นายลาได้ดักซุ่มยิงนายปลา เมื่อนายปลาผ่านมานายลาเพียงแต่ชักอาวุธปืนออกจากเอวเพื่อที่จะยิงเท่านั้น แต่ยังไม่ได้ยกปืนขึ้นเล็งไปที่นายปลา การกระทำของนายลาจึงอยู่ในขั้นตระเตรียมการไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิด การที่จะเป็นความผิดได้นายลาต้องยกปืนขึ้นเล็งแล้ว จึงถือว่าเป็นการพยายามกระทำความผิดซึ่งกระทำไปไม่ตลอด และการที่นายลาตัดสินใจไม่ยิง เพราะเห็นว่านายปลาเป็นอดีตสมาชิกผู้แทนราษฎรที่มีผลงานดี ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสีย และทำเพื่อประโยชน์บ้านเมือง จึงเกิดความสงสารและเปลี่ยนใจนั้น ไม่ถือเป็นการยับยั้งตาม มาตรา 82 เพราะการยับยั้งเสียเองจะมีได้เฉพาะเมื่อนายลาได้กระทำถึงขั้นที่เป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว กรณีนี้จึงเป็นการกระทำโดยไม่ตลอดเท่านั้น </p><p><strong>มาตรา 82</strong> ผู้ใดพยายามกระทำความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอดหรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น แต่ถ้าการที่ได้กระทำไปแล้วต้องตามบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้นๆ</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p><strong>(ก) ความผิดลหุโทษ คือ ความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</strong></p><p><strong>(ข) การกระทำความผิดลหุโทษ แม้กระทำโดยไม่มีเจตนาก็เป็นความผิด </strong></p><p><strong>(ค) ผู้ใดพยายามกระทำความผิดลหุโทษ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ</strong></p><p><strong>(ง) ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ</strong></p><p><strong>(จ) ความผิดลหุโทษเป็นความผิดอันยอมความได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ.ความผิดลหุโทษเป็นความผิดอันยอมความได้ ผิด เพราะความผิดลหุโทษเป็นความผิดอันยอมความไม่ได้พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนโดยไม่ต้องมีคำร้องทุกข์และพนักงานสอบสอนมีอำนาจเปรียบเทียบปรับความผิดลหุโทษได้โดยไม่ต้องส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๗</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่คดีลหุโทษ</strong></p><p><strong>(ก) ผู้ใดเมื่อเจ้าพนักงานถามชื่อหรือที่อยู่เพื่อปฏิบัติการตามกฎหมายไม่ยอมบอก หรือแกล้งบอกชื่อหรือที่อยู่อันเป็นเท็จ</strong></p><p><strong>(ข) ผู้ใดพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการการรื่นเริงหรือการอื่นใด</strong></p><p><strong>(ค) ผู้ใดชักอาวุธปืนยิงใส่กันในการวิวาทต่อสู้ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ</strong></p><p><strong>(ง) ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลโดยเปลือยหรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น</strong></p><p><strong>(จ) ผู้ใดกระทำการทารุณต่อสัตว์หรือฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ผิด ที่ถูกต้อง คือ   มาตรา ๓๗๙  ผู้ใดชักหรือแสดงอาวุธในการวิวาทต่อสู้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบวัน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ความผิดต่อเจ้าพนักงานใดมีอัตราโทษสูงสุด ?</strong></p><p><strong>(ก) ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทําการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทําการตามหน้าที่</strong></p><p><strong>(ข) ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทําให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย</strong></p><p><strong>(ค) ผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทําการ หรือไม่กระทําการในหน้าที่อันเป็นคุณ หรือเป็นโทษกับบุคคลใด</strong></p><p><strong>(ง) ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทําการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอํานาจกระทําการนั้น</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ระวางโทษสูงสุด ในหมวดความผิดต่อเจ้าพนักงาน ระวางโทษ จําคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p><p><strong>(A) ผู้ใดจําต้องกระทําการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทําพอสมควรแก่เหตุการกระทํานั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด</strong></p><p><strong>(B) ผู้ใดกระทําความผิดด้วยความจําเป็น (1) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อํานาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้หรือ (2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน ถ้าการกระทํานั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่มีความผิด</strong></p><p><strong>(C) ผู้ใดกระทําตามคําสั่งของเจ้าพนักงาน แม้คําสั่งนั้นจะมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าผู้กระทํามีหน้าที่หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ เว้นแต่จะรู้ว่าคําสั่งนั้นเป็นคําสั่งซึ่งมิชอบด้วยกฎหมาย</strong></p><p>(ก) A และ B ถูก</p><p>(ข) B และ C ถูก</p><p>(ค) C และ A ถูก</p><p>(ง) ถูกทุกข้อ</p><p>(จ) ไม่มีข้อถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. C และ A ถูก เนื่องจาก B การกระทำผิดเพราะความจำเป็น ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ไม่ใช่ ผู้นั้นไม่ต้องรับผิด</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-25 14:18:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007134822</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กฎหมายอาญา (3)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007185261</link>
         <description><![CDATA[<p>พี่นาจ ครั้งที่ ุ6</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  ข้อใดไม่ใช่เหตุยกเว้นความผิดประมวลกฎหมายอาญา (มีการกระทำแต่ไม่มีความผิด) </strong></p><p>(ก) ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของ ผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย</p><p>(ข) หญิงที่ทำให้ตนแท้ง หรือผู้ที่ทำให้หญิงแท้งโดยหญิงยินยอม จะไม่มีความผิด ถ้าเป็นการกระทำของนายแพทย์ และ (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ (2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดทางเพศ</p><p>(ค) ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต</p><p>               (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม</p><p>               (2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่</p><p>               (3) ติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ</p><p>               (4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม</p><p>(ง) คู่ความ หรือทนายความของคู่ความ ซึ่งแสดงความคิดเห็น หรือข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพื่อประโยชน์แก่คดีของตน</p><p>(จ) ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น</p><p>      (1) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ</p><p>      (2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ จ. ไม่ใช่  มาตรา 67 ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น (1) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ (2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด ? </strong></p><p>(ก) ผู้ใดพยายามกระทําความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ส่วน</p><p>(ข) ผู้ใดพยายามกระทําความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทําการให้ตลอดหรือกลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทํานั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ</p><p>(ค) ถ้าความผิดมิได้กระทําลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทํา ยังไม่ได้กระทําหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียง 2 ใน 3 ส่วน</p><p>(ง) ผู้สนับสนุนการกระทําความผิด ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ส่วน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. กรณีผู้ใช้ ปกติรับผิดเหมือนตัวการ แต่ถ้าความผิดมิได้กระทําลงไม่ว่าจะเป็นเพราะผู้ถูกใช้ไม่ยอมกระทํา ยังไม่ได้กระทําหรือเหตุอื่นใด ผู้ใช้ต้องระวางโทษเพียง  1 ใน 3 ส่วน แต่ถ้าใช้คนอายุไม่ถึง 18 ปี ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ลูกจ้างหรือผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ใช้ ผู้ใช้ต้องรับโทษเพิ่มอีกกึ่งหนึ่ง</p></li></ul><p><br></p><p>NOP ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ขุนแผนตกงานจึงนำม้าไปจำนำไว้กับขุนช้าง ขุนช้างให้คนเลี้ยงม้าไว้ที่ทุ่งหญ้าข้างบ้านของตน ต่อมาขุนแผนคิดถึงม้า จึงไปขอคืนจากขุนช้าง ขุนช้างไม่ยอมคืนให้ บอกขุนแผนว่าต้องเอาเงินมาไถ่ ขุนแผนไม่มีเงินจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นขี่ม้าควบหนีไปต่อหน้าขุนช้าง แล้วนำไปซ่อนไว้ที่บ้านของนางศรีมารดาของตนในอีกอำเภอหนึ่ง ถามว่าขุนแผนมีความผิดอาญาฐานใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ขุนแผนไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ เพราะม้าเป็นของขุนแผน ไม่ใช่ทรัพย์ของผู้อื่น แต่การกระทำของขุนแผนเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์อันตนได้จำนำไว้แก่ผู้อื่น เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้</p></li></ul><p><br></p><p>ต่อ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  นางสาวสดเป็นคนมีชื่อเสียงได้ว่าจ้างนางหวานซึ่งเป็นผดุงครรภ์เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ให้มาทําแท้งที่ห้องนอนในบริเวณบ้านของตน จากการทําแท้งปรากฏว่าเด็กคลอดออกมาแล้วส่งเสียงร้องขณะนั้นนางสาวสดมีอาการเคลิ้ม ๆ จึงไม่ได้ยินเพราะนางหวานให้ทานยาบางชนิดเข้าไปก่อนทําแท้ง นางหวานจึงอาศัยโอกาสนี้ใช้มือบีบจมูกเด็กจนถึงแก่ความตายเพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับค่าจ้างตามที่ตกลงกันเมื่อนางหวานได้รับเงินค่าจ้างแล้ว ขณะที่กําลังออกจากบ้านของนางสาวสด นางหวานได้พบกับนางแต๋วคนรับใช้ของนางสาวสดซึ่งรู้จักกันมาก่อนนางแต๋วถามนางหวานว่า “พี่มาทําอะไร” นางหวานตอบว่า “แกอย่างบอกใครนะนายแกท้องหาพ่อเด็กไม่ได้เลยให้ฉันมาทําแท้งให้" ข้อใดผิด</strong></p><p>(1) นางหวานมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามม. 288</p><p>(2) นางหวานมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ม.326 เนื่องจาก เอาเรื่องของนางสาวสด ไปเล่าให้นางแต๋วฟัง ซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 ซึ่งจะทำให้นางสาวสดเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง </p><p>(3) นางสาวสดมีความผิด ฐาน พยายามยอมให้คนอื่นทำให้ตนแท้งลูก ตาม ป.อ. ม.301 ประกอบ ม. 80</p><p>(4) นางหวานไม่มีความผิดฐานฐานพยายามทำให้หญิงแท้งลูก โดยหญิงนั้นยินยอม ตาม ม.302 </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 4 นางหวานมีความผิดฐานพยายามทําให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอมตามมาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 ทั้งนางสาวสดและนางหวานไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 304 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดเพียงแต่พยายามกระทําความผิดตามมาตรา 301 หรือมาตรา 302 วรรคแรก ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 2</p><p>คำถาม : นายดำเป็นเจ้าของสวนแตงโม ได้ล้อมรั้วลวดหนามและปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้รอบสวนของตน ในคืนหนึ่งเด็กชายแดงได้แอบเข้าไปในสวนเพื่อลักแตงโมไปขาย และได้สัมผัสถูกลวดหนามเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย การกระทำของนายดำเป็นความผิดฐานใดหรือไม่</p><p>(ก) ไม่มีความผิดเพราะไม่มีเจตนา</p><p>(ข) ผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยไม่เจตนาแต่เป็นการกระทำจำเป็นที่เกินสมควรแก่เหตุ</p><p>(ค) ผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยไม่เจตนาแต่เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ</p><p>(ง) ผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยไม่เจตนาแต่เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ</p><ul><li><p>คำตอบ : ค. ผิดฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยไม่เจตนาแต่เป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ฎ. 6490/2548 แม้ขณะเกิดเหตุผู้ตายจะเข้าไปในบริเวณบ่อปลากัดของจำเลยเพื่อลักปลากัด ซึ่งถ้าจำเลยพบเห็นจำเลยย่อมมีสิทธิทำร้ายผู้ตายพอสมควรแก่เหตุเพื่อป้องกันทรัพย์สินของตนได้ แต่กระแสไฟฟ้าที่จำเลยปล่อยผ่านเส้นลวดที่ล้อมรอบบ่อปลากัดย่อมเป็นอันตรายร้ายแรงโดยสภาพซึ่งสามารถทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ ส่วนทรัพย์สินของจำเลยย่อมไม่เป็นสัดส่วนกันเมื่อผู้ตายถูกกระแสไฟฟ้าที่จำเลยปล่อยผ่านเส้นลวดดังกล่าวดูดถึงแก่ความตายการกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันสิทธิของตนเกินสมควรกว่าเหตุตามมาตรา 69</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายเอต้องการฆ่านายบี จึงยกปืนจ้องเล็งไปยังนายบี ซึ่งนายเอไม่ทราบว่าปืนนั้นไม่มีลูกกระสุนบรรจุอยู่ แต่ก่อนที่จะลั่นไกยิงนายเอคิดได้ว่าหากถูกจับอาจได้รับโทษประหารชีวิต เนื่องจากนายบีเป็นเจ้าพนักงานอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่จึงเปลี่ยนใจไม่จริง ดังนี้ นายเอจะมีความผิดฐานใดหรือไม่</strong></p><p>(ก) ไม่ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นการยับยั้ง</p><p>(ข) ไม่ต้องรับผิดชอบเพราะอาวุธที่ใช้ไม่อาจกระทำความผิดได้</p><p>(ค) ผิดฐานพยายามฆ่าซึ่งไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ แต่ไม่ต้องรับโทษเพราะเป็นการยับยั้ง</p><p>(ง.) ผิดฐานพยายามฆ่าเพราะเป็นเหตุบังเอิญ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ผิดฐานพยายามฆ่าซึ่งไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ แต่ไม่ต้องรับโทษเพราะเป็นการยับยั้ง การที่ผู้กระทำความผิดไม่รู้ว่าปืนของตนไม่มีกระสุนจึงยกปืนขึ้นเล็งถือว่าเป็นการพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิด การที่เปลี่ยนใจไม่ยิงนั้นเป็นการยับยั้งโดยสมัครใจ ม.82 ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น แต่ผู้กระทำยังมีความผิดทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวซึ่งเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ตาม ม. 392 ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 3</p><p>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ</p><p>ก. นายดินแอบจูนเครื่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือของนายน้ำและใช้โทรออก โดยตนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการโทร</p><p>ข. นายฟ้าและพวกร่วมกันไล่ต้อนวัวของนายลมขึ้นไปบนรถของตนเพื่อนำไปขาย วัวกำลังขึ้นไปบนรถได้ครึ่งตัวแต่นายลมมาพบเสียก่อน</p><p>ค. นายนิลล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของนายขาวขณะยืนอยู่บนรถเมล์เพื่อขโมยเงิน นายขาวรู้สึกตัว เอามือไปจับกระเป๋าถูกมือนายนิลที่กุมธนบัตรอยู่ทำให้เงินร่วงลงพื้น</p><p>ง. นายเอ นายบี และนายซี ร่วมกันรักรถยนต์ของนายดี โดยนายเอกำลังต่อสายไฟฟ้าให้เครื่องยนต์ติด ส่วนนายบีและนายซีช่วยกันเข็นรถเพื่อให้เครื่องยนต์ติด รถเคลื่อนไป 1 เมตร แต่เครื่องยนต์ไม่ติดนายดีมาพบเสียก่อน</p><ul><li><p>คำตอบ : ก. นายดินแอบจูนคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือของนายน้ำและใช้โทรออกโดยตนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการโทร <strong>ฎ. 5354/2539 </strong>จำเลยนำโทรศัพท์มือถือมาปรับจูนและ copy คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายแล้วใช้รับส่งวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเพียงการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่มีสิทธิ มิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์<strong> ฎ 7053/2545</strong> สุกรตัวเกิดเหตุมีน้ำหนักเกือบ 200 กิโลกรัมไม่สามารถอุ้มหรือจับไปได้โดยง่ายทั้งวัดเจ้าของสุกรก็ไม่ได้กักขัง แต่ปล่อยให้มีอิสระไปไหนมาไหนได้ขนาดที่นายดาบตำรวจอ อ. เข้าจับกลุ่มจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 กำลังช่วยกันดึงและผลักดันสุกรให้เข้าไปในซองบรรจุสุกรยังไม่ได้เข้าไปในซองทั้งตัวการกระทำไม่ได้นำขึ้นรถ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ยังไม่อยู่ในฐานะที่สามารถจะนำสุกรไปได้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 จึงยังไม่บรรลุผลคงเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเท่านั้น <strong>ฎ 1682/2500</strong> จำเลยลักทรัพย์โดยวิธีล้วงกระเป๋าจำเลยแกะกระดุมเปิดฝากระเป๋ากางเกงเอาธนบัตรออกมานอกกระเป๋าแล้ว พอดีเจ้าสับหนูตัวใช้มือตบกระเป๋าบังเอิญไปถูกมือจำเลยซึ่งกำลังกุมธนบัตรอยู่ ธนบัตรร่วงหล่นจากมือจำเลยลงไปที่เท้าเจ้าทรัพย์ ดังนี้ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้วไม่เป็นความผิดฐานพยายาม<strong> ฎ. 1403/2510 </strong>คนร้าย 3 คนร่วมกันรักรถยนต์จิ๊บ โดยคนหนึ่งทำหน้าที่ขับรถกำลังต่อสายไฟให้เครื่องยนต์ติด อีก 2 คนช่วยกันเข็นรถเพื่อให้เครื่องยนต์ติด รถเคลื่อนไป 3 เมตร แต่เครื่องยนต์ไม่ติด และเจ้าพนักงานตำรวจพบการกระทำผิดเสียก่อนดังนี้ถือได้ว่าคนร้ายนำรถยนต์เคลื่อนที่ไปแล้วพ้นขั้นพยายาม ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-25 16:24:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007185261</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ป.พ.พ. (3)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007394013</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูก ?</strong></p><p><strong>(A) การขายทอดตลาดย่อมบริบูรณ์เมื่อทอดตลาดแสดงความตกลงด้วยเคาะไม้หรือด้วยกิริยาอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งตามจารีตประเพณีในการขายทอดตลาด</strong></p><p><strong>(B) ห้ามมิให้ผู้ทอดตลาดเข้าสู้ราคาหรือใช้ให้ผู้หนึ่ง ผู้ใดเข้าสู้ราคาในการทอดตลาดซึ่งตนเป็นผู้อำนวยการเอง</strong></p><p><strong>(C) เมื่อผู้ใดทอดตลาดเห็นว่าราคาซึ่งมีผู้สู้สูงสุดนั้นยังไม่เพียงพอผู้ทอดตลาดอาจถอนทรัพย์สินจากการทอดตลาดได้</strong></p><p>(ก) A และ B ถูก</p><p>(ข) B และ C ถูก</p><p>(ค) C และ A ถูก</p><p>(ง) ถูกทุกข้อ</p><p>(จ) ไม่มีข้อถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด ?</strong></p><p><strong>(A) การขอจดทะเบียนสมาคมนั้นให้ผู้จะเป็นสมาชิกของสมาคมจำนวนไม่น้อยกว่า 10 คนร่วมกันยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียน</strong></p><p><strong>(B) ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมจะตั้งขึ้น</strong></p><p><strong>(C) พร้อมแนบข้อบังคับสมาคม รายชื่อ ที่อยู่ ของผู้เป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 คน</strong></p><p>(ก) A และ B ผิด</p><p>(ข) B และ C ผิด</p><p>(ค) C และ A ผิด</p><p>(ง) ถูกทุกข้อ</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ผิดต้องเป็น A การขอจดทะเบียนสมาคมนั้นให้ผู้จะเป็นสมาชิกของสมาคมจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน และ C พร้อมแนบข้อบังคับสมาคม รายชื่อ ที่อยู่ และอาชีพของผู้เป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 คน</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p><strong>(A) ถ้าบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะแล้ว จะเลิกรับบุตรบุญธรรมโดยความตกลงกันระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมเมื่อใดก็ได้</strong></p><p><strong>(B) ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 2 ปี เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมได้</strong></p><p><strong>(C) ถ้าบุตรบุญธรรมมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใด</strong></p><p>(ก) A และ B</p><p>(ข) B และ C</p><p>(ค) A และ C</p><p>(ง) ถูกทุกข้อ</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ  ข. B และ C ผิด ที่ถูกคือ</p><p>(B) ฝ่ายหนึ่งต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเกิน 3 ปี เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาท อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมได้ (ป.พ.พ.มาตรา 1598/33)</p><p>(C) ถ้าบุตรบุญธรรมมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว บุตรบุญธรรมฟ้องเลิกการรับบุตรบุญธรรมโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใด (ป.พ.พ.มาตรา 1598/35)</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ที่ดิน น.ส. 3 ของนายบูม นายบอส และนายบอล. อยู่ติดกับลำน้ำสาธารณะ ส่วนด้านอื่น ๆ ทั้งหมดติดกับที่ดินน.ส. 3 ของนายเบ้า ยกเว้นที่ดินอีกด้านของนายบูม อยู่ด้านหน้าติดริมถนนสาธารณะด้วย ถัดไปจึงเป็นที่ดินของนายบอส และนายบอล ลึกเข้าไปตามลำดับ ในการสัญจรไปมานายบูม นายบอส และนายบอล ใช้เรือผ่านลำน้ำสาธารณะในการเข้าออกเป็นประจำ ส่วนนายบูม มีการใช้รถยนต์สัญจรด้านที่ติดกับถนนด้วย ต่อมาลำน้ำนี้เกิดการตื้นเขินไม่สามารถสัญจรทางเรือได้อย่างปกติ นายบูม นายบอส และ นายบอล จึงร่วมกันปักเสาเพื่อสร้างสะพานปูนกว้าง 6 เมตร บนที่ดินเหนือลำน้ำสาธารณะที่น้ำท่วมถึงอยู่ โดยสร้างขนานกับลำน้ำยาวไปจนสุดพื้นที่ของตนเองเพื่อใช้เดินข้าออกในพื้นที่ของตนแทนการใช้เรือ ข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่าเมื่อใช้งานสะพานปูนมาได้ 5 ปี พื้นที่ลำน้ำทั้งหมดรวมถึงที่ดินส่วนใต้สะพานปูนน้ำท่วมไม่ถึงอีกต่อไป. ซึ่งก็ได้ใช้สะพานปูนนี้ต่อมาอีก 8 ปี เทศบาลได้มีประกาศว่าจะมารื้อถอนสะพานปูนนี้ทิ้งเพราะก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด</strong></p><p>(1) เทศบาลไม่มีสิทธิรื้นถอนเพราะที่ดินใต้สะพานเป็นที่งอกริมตลิ่งตามมาตรา 1308 ของเอกชนทั้ง 3 ราย จึงมีสิทธิในการสร้างเพื่อประโยชน์ในการเข้าสู่ที่ดินของตน</p><p>(2) นายบูม นายบอส และนายบอล ไม่มีสิทธิที่จะดำเนินการใดๆในที่ดิน น.ส.3 เพราะเป็นเพียงสิทธิครอบครอง ดังนั้นการคัดค้านการรื้อสร้างสะพานจึงเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากการครอบครอง แต่ที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่สามารถเปิดทางจำเป็นได้ตามมาตรา 1349</p><p>(3) นายบูม นายบอส นายบอล สามารถยกการครอบครองปรปักษ์ขึ้นมาต่อสู้กับเทศบาลได้เนื่องจากมีการสร้างสะพานเป็นที่เปิดเผยชัดเจนและทุกคนรับรู้รวมทั้งสะพานที่ทั้ง 3 ร่วมกันสร้างมีอายุกว่า 13 ปี แล้ว</p><p>(4) สะพานปูนสร้างอยู่นั้นอยู่ในเขตลำน้ำสาธารณะซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ต่อมาไม่มีการใช้งานตามความเป็นจริงแต่ก็ไม่มีการเพิกถอนโดยกฎหมายจึงยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่</p><p>(5) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><p>-------------------------------------------------</p><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 4 อธิบายที่ดินทั้งหมดแม้เป็นที่ดินน.ส. 3 ที่มีได้แต่เพียงสิทธิครอบครองแต่ก็เป็นสิทธิที่ดีที่สุดที่จะมีได้บนที่ดินประเภทนี้ดังนั้นหลักกฎหมายในเรื่องของกรรมสิทธิ์จึงอาจนำมาใช้บังคับได้โดยอนุโลมด้วย ที่ดินของนายบอส และนายบอล เดิมมีทางออกสู่ทางสาธารณะ ได้คือใช้เรือผ่านลำน้ำสาธารณะจึงไม่สามารถขอทางจำเป็นได้ แต่ต่อมาเมื่อดำน้ำตื้นเขินทำให้ไม่สามารถใช้ลำน้ำสาธารณะนี้สัญจรไปมาได้อีกต่อไปย่อมเป็นกรณีที่เป็นที่ดินที่ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้จึงเข้าหลักเกณฑ์ที่สามารถเปิดทางจำเป็นได้ตามมาตรา 1349 นายบอลและนายบอสสามารถขอเปิดทางจำเป็นเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้เช่นกัน โดยอาจใช้ผ่านที่ดินของนายบูม หรือนายเบ้า ที่อาจเกิดความเสียหายน้อยที่สุดเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้ และนายบอสกับนายบอล ต้องมีการจ่ายค่าทดแทนความเสียหายที่มีทางจำเป็นพาดผ่านด้วย ทั้งนี้ นายบอสและนายบอล ไม่อาจขอใช้สะพานปูนเพื่อเข้าออกสู่ที่ดินของตนได้ เนื่องจากที่ดินที่สะพานปูนสร้างอยู่นั้นอยู่ในเขตลำน้ำสาธารณะซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 (2) แม้ต่อมาไม่มีการใช้งานตามความเป็นจริงแต่ก็ไม่มีการเพิกถอนโดยกฎหมายจึงยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่นอกจากนี้การที่ลำน้ำสาธารณะตื้นเขินขึ้นย่อมเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินตามมาตรา 1309 กรณีไม่ใช่เป็นที่งอกริมตลิ่งตามมาตรา 1308 ที่จะเป็นของเอกชนแต่ประการใด เพราะการตื้นเขินของลำน้ำเกิดขึ้นก่อนการที่น้ำจะท่วมไม่ถึงพื้นที่ด้านล่างของสะพานปูนอันติดอยู่กับที่ดินของเอกชนซึ่งอาจจะเป็นที่งอกริมตลิ่งได้ ดังนั้น ประเด็นในส่วนของภารจำยอมโดยอายุความในส่วนของสะพานปูนจึงย่อมไม่สามารถอ้างต่อรัฐได้ตามที่มาตรา 1309 ได้กำหนดไว้ว่าห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้ว่าจะมีการ ใช้งานมา 5 ปีในช่วงที่น้ำท่วมถึงอันเป็นที่ชายตสิ่งซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือการ โอนต่อมาแล้วใช้ต่ออีก 8 ปีซึ่งแม้ที่ดินในส่วนนั้นน้ำจะท่วมไม่ถึงแล้วก็ยังคงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามเดิม จึงห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดิน สรุป ไม่มีบุคคลใดสามารถคัดค้านการรื้อถอนสะพานปูนได้เพราะไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินได้ตามมาตรา 1306</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-26 06:55:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3007394013</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กฎหมายอาญา (4)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3011317015</link>
         <description><![CDATA[<p>ป.ปุ๊ ครังที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายเอก นายโท และนายตรี ได้ร่วมกันวางแผนที่จะหลอกเอาทรัพย์สินของนายจัตวาซึ่งเป็นบุคคลร่ำรวย ในวันเกิดเหตุนายหนึ่งได้ออกอุบายว่าวันนี้เป็นวันเกิดของตนจึงได้ชวนจัตวามากินเบียร์ที่บ้าน โดยให้นายจัตวาดื่มเบียร์ผสมยาสลบ เป็นเหตุให้นายจัตวาไม่รู้สึกตัว และทั้ง 3 ได้เอาทรัพย์ของนายจัตวาติดตัวมาไป ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของนายเอก นายโท และนายตรี เป็นความผิดฐานใด</strong></p><p>(ก) ผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย</p><p>(ข) ผิดฐานฉ้อโกง</p><p>(ค) ผิดฐานปล้นทรัพย์</p><p>(ง) ผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ผิดฐานปล้นทรัพย์ การที่ทั้ง 3 ให้นายจัตวาดื่มเบียร์ผสมยาสลบถือว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไปเมื่อร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ ฎ. 3562/2537 จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันใช้ยานอนหลับผสมลงไปในเครื่องดื่มเบียร์ให้ผู้เสียหายดื่มจนไม่รู้สึกตัวหลับไป แล้วปลดเอาเครื่องประดับของผู้เสียหายไป ดังนั้นจึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ </p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายดำ นายแดง และนายขาวได้ร่วมกันวางแผนจะไปลักทรัพย์ที่บ้านนายม่วง ในคืนเกิดเหตุขณะที่เข้าไปลักทรัพย์จนได้ทรัพย์ไป จนเป็นที่พอใจแล้ว และทั้ง 3 กำลังจะออกจากบ้านไปนั้น สุนัขของนายเหลืองได้เห่าขึ้นและจะวิ่งเข้ามากัดนายแดง นายขาวจึงใช้อาวุธปืนยิงสุนัขจนถึงแก่ความตายแล้ววิ่งหนีไป ดังนี้การกระทำของบุคคลทั้ง 3 เป็นความผิดฐานใด</strong></p><p>(ก) ผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน</p><p>(ข) ผิดฐานชิงทรัพย์</p><p>(ค) ผิดฐานปล้นทรัพย์</p><p>(ง) ผิดฐานวิ่งราวทรัพย์</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. ผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน การไปเอาทรัพย์นั้นไม่ได้หมายความว่าทั้ง 3 คนได้ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายแก่เจ้าของสุนัขจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่การที่ใช้อาวุธปืนยิงสุนัขตายนี้บุคคลทั้ง 3 ย่อมเป็นตัวการในความรับผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ </p></li></ul><p><br/></p><p>NOP ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : สุนัขของนายกบหายไป ค่ำวันหนึ่งนายกบไปเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ พบสุนับตัวหนึ่งของนายเขียดเดินอยู่ ก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นสุนัขของตนที่หายไป จึงเข้าไปอุ้มสุนัขแล้วรีบวิ่งกลับไปขึ้นรถเพื่อจะนำกลับบ้าน นายเขียดเห็นแล้วเข้าใจผิดว่านายกบลักสุนัขของตน จึงเข้าไปชกต่อยนายกบเพื่อไม่ให้เอาสุนัขไป เป็นเหตุให้นายกบได้รับอันตรายแก่กาย ถามว่า นายกบและนายเขียด มีความผิดอาญาฐานใดหรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายกบไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด นายเขียดไม่มีความผิด เพราะสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่ามีภยันตรายอันจำเป็นต้องป้องกัน จึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-29 06:41:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3011317015</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ป.วิ.อาญา (3)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3011320760</link>
         <description><![CDATA[<p>ป.ปุ๊ ครังที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หมายตามข้อใดต่อไปนี้ ไม่เป็นหมายอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา</strong></p><p>(ก) หมายปล่อย</p><p>(ข) หมายจำคุก</p><p>(ค) หมายกักขัง</p><p>(ง) หมายขัง </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. หมายกักขัง <strong>มาตรา 2 (9) </strong>หมายอาญา หมายความถึงหนังสือบงการที่ออกตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการจับ ขัง จำคุก หรือปล่อยผู้ต้องหา จำเลย หรือนักโทษ หรือให้ทำการค้น รวมทั้งสำเนาหมายจับหรือหมายค้นอันได้รับรองว่าถูกต้อง และคำบอกกล่าวทางโทรเลขว่าได้ออกหมายจับหรือหมายค้นแล้ว ตลอดจนสำเนาหมายจับหรือหมายค้นที่ได้ส่งทางตัวสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 77</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การค้นในที่รโหฐานกรณีใดสามารถกระทำได้ในเวลากลางคืน</strong></p><p>(ก) เมื่อลงมือค้นตั้งแต่เวลากลางวัน แต่ยังไม่เสร็จ</p><p>(ข) ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง</p><p>(ค) การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายสำคัญ</p><p>(ง) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ถูกทุกข้อ <strong>มาตรา 96</strong> การค้นในที่รโหฐานต้องกระทำระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและตกมีข้อยกเว้น ดังนี้</p><p>(1) เมื่อลงมือค้นแต่ในเวลากลางวัน ถ้ายังไม่เสร็จจะค้นต่อไปในเวลากลางคืนก็ได้</p><p>(2) ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง หรือซึ่งมีกฎหมายอื่นบัญญัติให้ค้นได้เป็นพิเศษ จะทำการค้นในเวลากลางคืนก็ได้</p><p>(3) การค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญจะทำในเวลากลางคืนก็ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตพิเศษจากศาลตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา</p></li></ul><p><br/></p><p>ชั้ย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการค้นในที่สาธารณสถาน</strong></p><p>(1) ต้องมีเหตุอันควรสงสัยว่า บุคคลน้ันมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทําความผิดหรือซึ่งได้มาโดยการกระทําความผิด หรือ ซึ่งมีไว้เป็นความผิด</p><p>(2) พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจเป็นผู้ค้นเท่านั้น ราษฎรไม่มีอํานาจค้น</p><p>(3) ต้องเป็นการค้นสถานที่ใดๆซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้</p><p>(4) ไม่มีข้อใดไม่ถูกต้อง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ข้อ 4  (ป.วิ.อ. มาตรา 93)</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใช้ตัวเลือกดังต่อไปนี้ เป็นคำตอบในข้อ 1 - 3</strong></p></blockquote><p>(A) มีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม แต่งทนายความแก้ต่าง ปรึกษาทนายความหรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว ตรวจดูสิ่งที่ยื่นเป็นพยานหลักฐาน และคัดสำเนาหรือถ่ายรูปสิ่งนั้น ๆ ตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวนหรือเอกสารประกอบคำให้การของตน</p><p>(B) มีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรกและให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิพบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร และได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย</p><p>(C) มีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้และถ้อยคำนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้และมีสิทธิที่จะพบและปรึกษาทนายความ หรือผู้ซึ่งจะเป็นทนายความ มีสิทธิแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจทราบถึงการจับกุมก็ได้</p><p>(D) มีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าให้การ ถ้อยคำที่ให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และมีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำของตนได้</p><blockquote><p>1<strong>. ข้อใดเป็นการแจ้งสิทธิในชั้นจับกุม</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) A</p><p>(ข) B</p><p>(ค) C</p><p>(ง) D</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค</p></li></ul><blockquote><p><strong>2. ข้อใดเป็นการแจ้งสิทธิในชั้นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหา</strong></p><p>(ก) A</p><p>(ข) B</p><p>(ค) C</p><p>(ง) D</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข</p></li></ul><blockquote><p><strong>3. ข้อใดเป็นการแจ้งสิทธิในชั้นพนักงานสอบสวน</strong></p><p>(ก) A</p><p>(ข) B</p><p>(ค) C</p><p>(ง) D</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 3 = ง.</p></li></ul><p><br/></p><p>ชั้ย ครั้งที่ 2</p><p>(loud volume)คำถาม : ข้อใดคือวัตถุประสงค์ของการออกหมายค้น</p><p>1. เพื่อพบและยึดอาวุธปืนที่ใช้ยิงคนตาย</p><p>2. เพื่อพบและช่วยเหลือเด็กที่ถูกขังไว้โดยมิชอบ</p><p>3. เพื่อพบบุคคลที่มีหมายจับ</p><p>4. ถูกทุกข้อ</p><ul><li><p>คำตอบ :  ข้อ 4  (ป.วิ.อ. มาตรา 69)</p></li></ul><p>พี่นาจ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีใดต่อไปนี้ คดีอาญาเลิกกันได้</strong></p><p>(ก) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียวเมื่อผู้กระทาผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูงสาหรับความผิดนั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่</p><p>(ข) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบ</p><p>(ค) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งเกิดในกรุงเทพมหานครเมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่นายตำรวจประจำท้องที่ตั้งแต่ตาแหน่งสารวัตรขึ้นไปหรือนายตารวจชั้นสัญญาบัตรผู้ทำการในตำแหน่งนั้นๆ ได้เปรียบเทียบ</p><p>(ง) ถูกเฉพาะข้อ ก. และ ค.</p><p>จ. ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทุกข้อ : ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๗ คดีอาญาเลิกกันได้ ดังต่อไปนี้</p><p>(๑) ในคดีมีโทษปรับสถานเดียวเมื่อผู้กระทาผิดยินยอมเสียค่าปรับในอัตราอย่างสูงสาหรับความผิดนั้นแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนศาลพิจารณา</p><p>(๒) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีอื่นที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือความผิดต่อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรซึ่งมีโทษปรับอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทเมื่อผู้ต้องหาชาระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว</p><p>(๓) ในคดีความผิดที่เป็นลหุโทษหรือความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ หรือคดีที่มีโทษปรับสถานเดียวอย่างสูงไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทซึ่งเกิดในกรุงเทพมหานครเมื่อผู้ต้องหาชาระค่าปรับตามที่นายตารวจประจาท้องที่ตั้งแต่ตาแหน่งสารวัตรขึ้นไป หรือนายตารวจชั้นสัญญาบัตรผู้ทาการในตาแหน่งนั้น ๆได้เปรียบเทียบแล้ว(๔) ในคดีซึ่งเปรียบเทียบได้ตามกฎหมายอื่นเมื่อผู้ต้องหาได้ชาระ</p><p><br/></p></li></ul><p>ชั้ย ครั้งที่ 3</p><blockquote><p>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้เป็นการค้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย</p></blockquote><blockquote><p>(1) นายนิด ผู้ต้องหาเดินอยู่บริเวณสาธารณะ มีท่าทางพิรุธเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ากระทําความผิด พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจทําการค้น ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 93</p><p>(2) นายหนู ขับรถจักรยานยนต์ไม่ติดป้ายทะเบียน จอดรถสุ่มบริเวณบ้านนายขาวมีท่าทางพิรุธ ตํารวจมีอํานาจค้นตัวนายแดงตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 93</p><p>(3) พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ ได้รับแจ้งจากสายลับว่านาย หน่อย หลบหนีหมายจับมาอยู่บ้านหลังหนึ่งจึงแสดงตน เข้าตรวจค้นโดยแสดงหมายจับและทําการจับกุมนายน้ำซึ่งเป็นผู้อาศัยในทะเบียนบ้านหลังนั้น</p><p>(4) พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ เข้าไปในร้านจําหน่ายรองเท้ากีฬา เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจค้นพบแผ่น รองเท้าละเมิด ลิขสิทธิ์ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ มีอํานาจค้นตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 93</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ข้อ 3  (ป.วิ.อาญา มาตรา 92(5) ผู้ถูกจับตามหมายต้องเป็นเจ้าบ้าน)</p></li></ul><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-05-29 06:43:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3011320760</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระเบียบ มท. ที่ดินสาธารณะ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3016671812</link>
         <description><![CDATA[<p>มิ้ว​  ครั้งที่​1​</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : การสิ้นสภาพที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน​โดยผลทางกฎหมาย​ ต้องตราเป็นกฎหมายใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : พรฎ.</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-03 15:42:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3016671812</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระเบียบ มท. ประเมิน ผญบ.</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3016672596</link>
         <description><![CDATA[<p>พี่นาจ ครั้งที่​ 1​</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน ประกอบด้วยใครบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 7 ให้นายอำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผล ประกอบด้วย นายอำเภอเป็นประธาน หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอ หรือกำนันในพื้นที่ หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ปฏิบัติงาน ในพื้นที่จำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ และปลัดอำเภอคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้เข้ารับการประเมินผลผู้ใดเห็นว่าตนอาจไม่ได้รับความเป็นธรรมอันเนื่องมาจากคณะกรรมการประเมินผลให้ร้องคัดค้านเพื่อขอเปลี่ยนกรรมการประเมินผลโดยยื่นคำร้องเป็นหนังสือพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อนายอำเภอภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง เหตุแห่งการคัดค้านเพื่อขอเปลี่ยนกรรมการประเมินผล ได้แก่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) เป็นบุคคลซึ่งอยู่ระหว่างเป็นคู่กรณีในศาล</p><p>(2) เป็นบุคคลซึ่งได้ร้องเรียนผู้เข้ารับการประเมินผลและผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ</p><p>(3) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของผู้เข้ารับการประเมินผล</p><p>(4) เป็นญาติของคู่กรณี คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็นพี่น้อง หรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น</p><p>(5) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือผู้แทนหรือตัวแทนของผู้เข้ารับการประเมินผล</p><p>(6) เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ของผู้เข้ารับการประเมินผล</p><p>(7) เหตุอื่นใด ซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การประเมินผลไม่เป็นกลาง</p><p>กรณีที่มีการร้องคัดค้านตามวรรคหนึ่ง ให้นายอำเภอตรวจสอบพิจารณาวินิจฉัยให้แล้วเสร็จ ภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องคัดค้านคำวินิจฉัยของนายอำเภอให้ถือเป็นที่สุด</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน 2559</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) ให้มีการประเมินผลผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้ง และดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี ส่วนการประเมินผลครั้งถัดไปให้ดำเนินการประเมินผลทุก 4 ปี นับแต่วันที่นายอำเภอประกาศให้ผ่านการประเมินผล</p><p>(ข) ให้นายอำเภอแต่งตั้ง คณะกรรมการประเมินผล ประกอบด้วย นายอำเภอเป็นประธาน หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ และปลัดอำเภอคนหนึ่ง เป็นกรรมการและเลขานุการ</p><p>(ค) ในการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของ ผญบ. ให้ นอ. ดำเนินการประกาศกำหนดให้มีการประเมินผล และปิดประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านที่เข้ารับการประเมินผล</p><p>(ง) การรับฟังความคิดเห็นของราษฎรในหมู่บ้านต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เข้ารับการประเมินผลอาจมอบหมายให้กรรมการประเมินผลคนหนึ่งคนใดไปรับฟัง ความคิดเห้นจากราษฎรในหมู่บ้านเพื่อประกอบการประเมินผล ตามจำนวนที่คณธกรรมการประเมินผลกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 20 คน โดยต้องทั่วถึงและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับพื้นที่</p><p>(จ) การคัดค้านคณะกรรมการประเมินผล ให้ผู้ใหญ๋บ้านที่ต้องได้รับการประเมินผลยื่นคำร้องเป็นหนังสือพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อนายอำเภอ ภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มีการประเมินผล</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. ที่ถูกคือ ข้อ 7 ให้นายอำเภอแต่งตั้ง คณะกรรมการประเมินผล ประกอบด้วย นายอำเภอเป็นประธาน หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ หรือกำนันในพื้นที่ หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ และปลัดอำเภอคนหนึ่ง เป็นกรรมการและเลขานุการ</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-03 15:43:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3016672596</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ปกครองท้องที่ (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3016687484</link>
         <description><![CDATA[<p>สมิง ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองได้ถูกต้อง</strong></p></blockquote><blockquote><p><strong>(ก) ช่วยเหลือผู้ใหญ่บ้านปฎิบัติกิจการตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านได้รับมอบหมายจากผู้ใหญ่บ้านให้กระทำ</strong></p><p><strong>(ข) เสนอข้อแนะนำและให้คำปรึกษาต่อผู้ใหญ่ผู้ใหญ่บ้านในกิจการที่ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่</strong></p><p><strong>(ค) ตรวจตรารักษาความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้านร่วมกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ</strong></p><p>(1) ถูกเฉพาะข้อ ก และ ข้อ ข</p><p>(2) ถูกเฉพาะข้อ ก และข้อ ค</p><p>(3) ถูกเฉพาะข้อ ข และ ข้อ ค</p><p>(4) ถูกทุกข้อ</p><p>(5) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 4) ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การออกจากตำแหน่งของกำนันด้วยเหตุใดจะต้องออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านด้วย</strong></p><p><strong>(ก) เมื่อต้องออกจากผู้ใหญ่บ้าน</strong></p><p><strong>(ข) ได้รับอนุญาตให้ลาออก</strong></p><p><strong>(ค) ยุบตำบลที่ปกครอง</strong></p><p><strong>(ง) เมื่อข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งให้ออกออกจากตำแหน่งเพราะพิจารณาเห็นว่าบกพร่องในทางความประพฤติหรือความสามารถไม่พอแก่ตำแหน่ง</strong></p><p><strong>(จ) ต้องถูกปลดหรือไล่ออกออกจากตำแหน่ง</strong></p><p>(1) ถูกเฉพาะข้อ ข ข้อ ค และ ข้อ ง</p><p>(2) ถูกเฉพาะ ข้อ ก และข้อ จ</p><p>(3) ถูกเฉพาะข้อ ก ข้อ ข และข้อ ค </p><p>(4) ถูกเฉพาะ ข้อ ง และข้อ จ</p><p>(5) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (2) ถูกเฉพาะ ข้อ ก และข้อ จ</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่ออำเภอมีการจัดประชุมเพื่อคัดเลือกกำนัน แล้วปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเป็นกำนันเลย อำเภอต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : อำเภอดำเนินการคัดเลือกกำนันต่อไป โดยให้ถือว่า ผู้ใหญ่บ้านทุกคนที่มาประชุมได้รับการเสนอชื่อและให้นายอําเภอจัดให้ลงคะแนนโดยวิธีลับ โดยให้ถือว่า ลําดับที่ของหมู่บ้านเป็นหมายเลขประจําตัวของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งนี้ ในกรณีผู้ใหญ่บ้านคนใดไม่ประสงค์จะได้รับการคัดเลือกเป็นกํานัน ให้แจ้งการสละสิทธิต่อนายอําเภอ และให้บันทึกเป็นหลักฐานไว้ในรายงานการประชุมตามแบบ กน. 2 เมื่อถึงเวลาลงคะแนนแล้วผู้ใหญ่บ้านคนใดไม่อยู่ในที่ประชุมนั้น ให้ถือว่าผู้ใหญ่บ้านนั้น สละสิทธิลงคะแนน</p></li></ul><p><br/></p><p>ต่อ ครั้งที่2</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย ให้ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ สามารถใช้อาวุธปืนของทางราชการ ได้หรือไม่ </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : สามารถใช้อาวุธปืนของทางราชการได้ ตามมาตรา 28 จัตวา และการเก็บรักษาและการใช้อาวุธปืนให้เป็นไปตามข้อบังคับของกระทรวงมหาดไทย</p></li></ul><p><br/></p><p>ต่อ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม: กำนัน สามารถเรียกผู้ใหญ่บ้านและแพทย์ประจำตำบลมาประชุมเพื่อปรึกษาหารือความเรียบร้อยภายในตำบล อย่างน้อยเดือนละกี่ครั้ง </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ตามมาตรา 51 กำนันสามารถเรียกประชุมได้ไม่น้อยกว่าเดือนละหนึ่งครั้งให้ผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านตามครั้งคราวที่เห็นสมควร หรือเมื่อกรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งร้องขอให้มีการประชุม แต่เมื่อรวมปีหนึ่งจะต้องมีการประชุมไม่น้อยกว่าหกครั้ง และกำนันสามารถเรียกประชุมคณะกรรมการตำบลไม่น้อยกว่าเดือนละหนึ่งครั้ง</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลใดเป็นผู้ช่วยและรับใช้สอยของกำนัน</strong></p><p>(ก) ผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้น</p><p>(ข) สารวัตรกำนัน</p><p>(ค) แพทย์ประจำตำบล</p><p>(ง) ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองในตำบลนั้น</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>ตอบ : ข. สารวัตรกำนัน พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 44 ในตำบล 1 ให้มี สารวัตสำหรับเป็นผู้ช่วยและรับใช้สอยของกำนัน 2 คน ผู้ที่จะเป็นสารวัตรนี้แล้วแต่กำนันจะขอร้องให้ผู้ใดเป็น แต่ต้องได้รับความเห็นชอบของผู้ว่าราชการเมืองด้วยจึงเป็นได้ และกำนันมีอำนาจเปลี่ยนสารวัตรได้</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การพักหน้าที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กระทำได้ในกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การสั่งให้พักหน้าที่ เมื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ถูกฟ้องในคดีอาญาเว้นแต่ความผิดในลักษณะฐานลหุโทษ หรือควาผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือมีกรณีที่ต้องหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถูกสอบสวนเพื่อไล่ออกหรือปลดออก นอ. จะสั่งให้ผู้นั้นพักหน้าที่เพื่อรอฟังผลแห่งคดีหรือผลการสอบสวนหรือพิจารณาได้ต่อเมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้</p><p>(1) ผู้นั้นถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่คดีความผิดในลักษณะฐานลหุโทษ หรือประมาท และนอ.เห็นว่าจะคงให้อยู่ในตำแหน่งจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ (ระบุเหตุผลว่าเสียหายแก่ราชการอย่างไรด้วย)</p><p>(2)ผู้นั้นมีกรณีที่ต้องหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถูกสอบสวนเพื่อไล่ออกหรือปลดออก และ นอ. นอ.เห็นว่าจะคงให้อยู่ในตำแหน่งจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ (ระบุเหตุผลว่าเสียหายแก่ราชการอย่างไรด้วย)</p><p>เมื่อ นอ. สั่งให้สั่งให้พักหน้าที่แล้ว ให้รายงาน ผวจ. ทราบ การสั่งให้กลับเข้ารับหน้าที่ตลอดถึงการวินิจฉัยว่าจะควรจ่ายเงินค่าตอบแทนระหว่างพักให้เพียงใดหรือไม่ ให้ ผวจ. เป็นผู้พิจารณาสั่ง</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การรักษาการแทน และการรักษาการผู้ใหญ่บ้าน มีหลักการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ถ้าผู้ใหญ่บ้านคนใดจะทำการในหน้าที่ไม่ได้ในครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง ให้มอบหมายให้แก่ผู้ช่วยผู้ใหญ๋บ้านฝ่ายปกครอง คนใดคนหนึ่งเป็น ผู้รักษาการแทนผู้ใหญ่บ้าน จนกว่าผู้ใหญ่บ้านนั้นจะทำหน้าที่ได้ และรายงานให้กำนันทราบ โดยการมอบหน้าที่นั้นเกินกว่า 15 วัน ก็ให้กำนันรายงานนายอำเภอทราบด้วย</p><p>(2) ถ้าผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านใดว่างลง และไม่อาจจัดให้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านภายในกำหนดในระหว่างที่ยังมิได้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านในตำบลนั้นคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนผู้ใหญ่บ้าน หรือจะแต่งตั้ง บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 เป็น ผู้รักษาการผู้ใหญ่บ้านจนกว่าจะมีการเลือกผู้ใหญ่บ้านก็ได้</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้าน</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) นายอำเภอเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งและให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านนับแต่วันที่ได้รับเลือก</p><p>(ข) ปลัดจังหวัดเป็นผู้ออกหนังสือสำคัญ</p><p>(ค) เมื่อตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านว่างลงให้นายอำเภอจัดให้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านโดยวิธีลับภายใน 30 วันนับแต่วันที่ผู้ใหญ่บ้านว่างลง</p><p>(ง) กรณีมีการคัดค้านผู้ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน และผลการสอบสวนเป็นไปตามการคัดค้าน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้พ้นจากตำแหน่งภายใน 90 วันนับแต่วันที่นายอำเภอมีคำสั่งแต่งตั้ง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. และ ง. ถูกต้อง</p><p>(ก) นายอำเภอเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งและให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านนับแต่วันที่ นอ.แต่งตั้ง</p><p>(ข) ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ออกหนังสือสำคัญ</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การร้องทุกข์ของ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล  เมื่อเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกลงโทษสามารถร้องทุกข์ได้ต่อใคร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ร้องทุกข์ต่อกระทรวงมหาดไทย (เฉพาะโทษปลดออก ไล่ออก)</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การพิจารณาอายุของผู้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้ถอดถอนผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 14 (6) แห่ง  พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 แก้ไขเพิ่มเติมฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ 2551 มีวิธีการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การพิจารณาอายุของผู้ที่ยื่นหนังสือเพื่อขอให้ถอดถอนผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่ง ผู้ที่ยื่นหนังสือจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการยื่นเพื่อขอให้ถอดถอน ❌️ไม่ใช่ของปีที่มีการเลือกผู้ใหญ่บ้าน ดังนั้น เมื่อราษฎรที่ยื่นหนังสือขอให้ถอดถอนผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่งเป็นผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ จึงเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 11 (1) แห่ง พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 แก้ไขเพิ่มเติมฯ (ฉบับที่ 11) พ.ศ 2551</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การนับวันที่ผู้มีสิทธิ์เข้าชื่อถอดถอนผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่ง ต้องมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ประจำ และมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า 3 เดือน จะต้องเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คุณสมบัติในเรื่องภูมิลำเนาของผู้มีสิทธิ์ถอดถอนก็จะต้องเริ่มนับวันที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ประจำ และมีชื่อในทะเบียนบ้านในหมู่บ้านนั้นติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนโดยให้นับถึงวันที่ผู้นั้นยื่นหนังสือขอให้ถอดถอนผู้ใหญ่บ้านออกจากตำแหน่ง ❌️ไม่ใช่นับถึงวันที่มีการเลือกผู้ใหญ่บ้าน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 25/2563)</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับคณะกรรมการตำบล (กต.)</strong></p><p><strong>(1) กรรมการตำบลโดยตำแหน่ง ได้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านในตำบล  แพทย์ประจำตำบล </strong></p><p><strong>(2) กรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ครูประชาบาลในตำบล 1 คน กรรมการหมู่บ้านตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิหมู่บ้านละ 1 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี</strong></p><p><strong>(3) นายอำเภอเป็นผู้คัดเลือกกรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิ และออกหนังสือสำคัญไว้ให้เป็นหลักฐาน และให้ถือว่าผู้นั้นเป็นกรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิตั้งแต่วันที่นายอำเภอออกหนังสือสำคัญ</strong></p><p><strong>(4) การคัดเลือกกรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้คัดเลือกภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่าง</strong></p><p>(ก) ข้อ 1 และ 2 </p><p>(ข) ข้อ 2 และ 3 </p><p>(ค) ข้อ 3 และ 4 </p><p>(ง) ข้อ 1 และ 4 </p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ข้อ 1 และ 4 ถูก ข้อ 2 และ 3 ผิด❌️</p><p>ที่ถูก คือ</p><p>(2) กรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ครูประชาบาลในตำบล 1 คน กรรมการหมู่บ้านตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิหมู่บ้านละ 1 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี</p><p>(3) นายอำเภอเป็นผู้คัดเลือกกรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วรายงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อออกหนังสือสำคัญให้ไว้เป็นหลักฐาน และให้ถือว่าผู้นั้นเป็นกรรมการตำบลผู้ทรงคุณวุฒิตั้งแต่วันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดออกหนังสือสำคัญ</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-03 16:00:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3016687484</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศดธ./ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019802192</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บทบาทของอำเภอในการทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของประชาชน ในเรื่องที่พิพาททางแพ่ง และในเรื่องที่มีโทษทางอาญา มีการกำหนดแนวทางดำเนินงานไว้แตกต่างกันอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : <strong>ในเรื่องที่พิพาททางแพ่ง </strong>กำหนดให้อำเภอหนึ่งต้องจัดให้มี “คณะบุคคล” ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของประชาชนที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอ ในเรื่องที่พิพาททางแพ่งเกี่ยวกับที่ดิน มรดก และข้อพิพาททางแพ่งอื่นที่มีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท หรือมากกว่านั้น ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา และเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้นและคู่พิพาทตกลงยินยอมให้ใช้วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ให้คู่พิพาทแต่ละฝ่ายเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อฝ่ายละ 1 คนและให้นายอำเภอ พนักงานอัยการประจำจังหวัด หรือปลัดอำเภอที่ได้รับมอบหมายคนหนึ่ง เป็นประธานเพื่อทำหน้าที่เป็นคณะบุคคลผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท โดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความย่อมทำให้ข้อเรียกร้องเดิมของคู่พิพาทได้ระงับสิ้นไป และทำให้คู่พิพาทได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ <strong>ในเรื่องที่มีโทษทางอาญา</strong> บรรดาความผิดที่มีโทษทางอาญาที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอใด หากเป็นความผิดอันยอมความได้ และมิใช่เป็นความผิดเกี่ยวกับเพศ ถ้าผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอม หรือแสดงความจำนงให้นายอำเภอของอำเภอนั้น หรือปลัดอำเภอที่นายอำเภอดังกล่าวมอบหมาย ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยตามควรแก่กรณี และเมื่อผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหายินยอมเป็นหนังสือตามที่ไกล่เกลี่ยและปฏิบัติตามคำไกล่เกลี่ยดังกล่าวแล้ว ให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับอัตราค่าตอบแทนของคณะผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท</strong></p><p>(ก) ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 1,250 บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 6,250 บาท ต่อหนึ่งข้อพิพาท </p><p>(ข) ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 1,200 บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 6,000 บาท ต่อหนึ่งข้อพิพาท</p><p>(ค) ผู้ไกล่เกลี่ยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 600 บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 3,000 บาท ต่อหนึ่งข้อพิพาท </p><p>(ง) ผู้ไกล่เกลี่ยมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาท ครั้งละ 300 บาท</p><p>(จ) ทุกข้อผิด</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก.ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 1,250 บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 6,250 บาท ต่อหนึ่งข้อพิพาทค่าตอบแทนของคณะผู้ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท</p><p>(1) ประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 1,250 บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 6,250 บาท ต่อหนึ่งข้อพิพาท </p><p>(2) ผู้ไกล่เกลี่ยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 1,000 บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 5,000 บาท ต่อหนึ่งข้อพิพาท </p><p>(3) ผู้ไกล่เกลี่ยมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาท ครั้งละ 200 บาท หรือตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินครั้งละ 500 บาท</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่งบุคคลใดคือประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย (ก) นายอำเภอ (ข) พนักงานอัยการประจำจังหวัด (ค) ปลัดอำเภอที่ได้รับมอบหมาย</strong></p><p>(1) ข้อ ก และ ข้อ ข ถูก</p><p>(2) ข้อ ก และ ข้อ ค ถูก</p><p>(3) ข้อ ข และข้อ ค ถูก</p><p>(4) ถูกทุกข้อ</p><p>(5) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (4) ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : การไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญาบุคคลใดเป็นผู้ไกล่เกลี่ย (ก) นายอำเภอ (ข) พนักงานอัยการประจำจังหวัด (ค) ปลัดอำเภอ</strong></p><p>(1) ข้อ ก และ ข้อ ข ถูก</p><p>(2) ข้อ ก และ ข้อ ค ถูก</p><p>(3) ข้อ ข และข้อ ค ถูก</p><p>(4) ถูกทุกข้อ</p><p>(5) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (2) ข้อ ก และ ข้อ ค ถูก</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่งที่มีนายอำเภอเป็นประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ย หากมีคู่พิพาท ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ร้องเรียน ว่าประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยประพฤติผิดจรรยาบรรณให้ผู้ใดปฏิบัติหน้าที่แทน </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : พนักงานอัยการประจำจังหวัด</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีที่คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p><p>(ก) ให้คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องต่อนายอำเภอที่ดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทนั้น</p><p>(ข) ให้คู่พิพาทอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการที่มีเขตอำนาจรับผิดชอบในท้องที่อำเภอที่ดำเนินการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทนั้น</p><p>(ค) ให้พนักงานอัยการดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้ออกคำบังคับให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว</p><p>(ง) โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับโดยอนุโลม</p><p>(จ) การยื่นคำร้องต่อศาลของพนักงานอัยการ ให้กระทำภายในกำหนดเวลา 1 ปีนับแต่วันที่อาจบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ข ข้อ ค และ ข้อ ง (ข้อ ก ผิดเต็มประตู ข้อ จ ให้กระทำภายในกำหนด 3 ปี)</p></li></ul><p><br/></p><p>นาจ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : “คุณสมบัติ” ของผู้สมัครเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ได้แก่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์ในวันสมัคร</p><p>(2) มีภูมิลำเนาตามหลักฐานทะเบียนราษฎรในเขตอำเภอที่สมัคร</p><p>(3) เป็นบุคลที่มีความรู้หรือมีประสบการณ์เหมาะสมกับการทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท</p><p>“ลักษณะต้องห้าม” ของผู้สมัครเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ได้แก่</p><p>(1) เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ</p><p>(2) เป็นบุคคลล้มละลาย คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ</p><p>(3) เป็นผู้เคยรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้ทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ</p><p>(4) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรค การเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ให้นายอำเภอรวบรวมรายชื่อผู้สมัครซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามพร้อมทั้งประวัติย่อของแต่ละบุคคลเสนอผู้ใดพิจารณาให้ความเห็นชอบ และต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : คณะกรมการจังหวัดพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อจากนายอำเภอ</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : สถานที่ใดต่อไปนี้ ที่สามารถใช้ดำเนินการไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทได้</strong></p><p>(ก) ศาลาประชาคมประจำหมู่บ้าน ที่ใช้จัดประชุมประชาคมและทำกิจกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้านที่คู่พิพาทอาศัยอยู่</p><p>(ข) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งมีห้องประชุมภายในอาคาร และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่คู่พิพาทอาศัยอยู่</p><p>(ค) ที่ทำการกำนัน ซึ่งเป็นที่อยู่และที่ปฏิบัติงานของกำนัน ในตำบลที่คู่พิพาทอาศัยอยู่</p><p>(ง) ศูนย์การค้าที่มีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ของทางราชการ เปิดให้บริการอยู่</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย ข. เหตุผล : กฎกระทรวง ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ 13 และกฎกระทรวง ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. 2553 ข้อ 9 ล้วนกำหนดไว้ตรงกันว่า การดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยปกติให้กระทำ ณ ที่ว่าการอำเภอ แต่ในกรณีจำเป็น จะกระทำ ณ สถานที่ราชการอื่น ตามที่นายอำเภอหรือประธานคณะผู้ไกล่เกลี่ยกำหนดก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้ผู้เสียหาย และผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายทราบล่วงหน้าตามสมควร ดังนั้น ข้อ ข. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ถือเป็นสถานที่ราชการซึ่งอยู่ในสังกัด ของกระทรวงสาธารณสุข จึงสามารถใช้เป็นสถานที่ดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ ในกรณีที่จำเป็น</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-06 03:18:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019802192</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชันสูตรศพของปค.</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019802419</link>
         <description><![CDATA[<p>นิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  พนักงานฝ่ายปกครอง ในระดับจังหวัด ที่สามารถเข้าร่วมชันสูตรพลิกศพคือผู้ใด</strong></p><p>(ก) จ่าจังหวัด ป้องกันจังหวัด ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด</p><p>(ข) เจ้าพนักงานปกครอง สังกัดกลุ่มงานอำนวยความเป็นธรรม</p><p>(ค) เจ้าพนักงานปกครอง จ่าจังหวัดป้องกันจังหวัด</p><p>(ง) จ๋าจังหวัด ป้องกันจังหวัด ปลัดจังหวัด</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. จ่าจังหวัด ป้องกันจังหวัด ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด</p></li></ul><p><br/></p><p>นาจ ครั้งที่ 1 </p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อได้รับแจ้งการตายจากพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่พนักงานฝ่ายปกครองผู้มีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ บันทึกรายการที่ได้รับแจ้งในแบบรายงานประจำวันรับแจ้งแบบ ช.ศ.1 แล้วรายงานเบื้องต้นให้ผู้บังคับบัญชาจนถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยทราบตามแบบ ช.ศ.2 และบันทึกการออกไปชันสูตรพลิกศพแบบ ช.ศ.3</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : พนักงานฝ่ายปกครองผู้มีหน้าที่ชันสูตรพลิกศพมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุ  ข้อใดไม่ใช่</strong></p><p>(ก) ตรวจสอบว่าผู้ร่วมชันสูตรพลิกศพมีครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่</p><p>(ข) บันทึกภาพผู้ตายตามสภาพที่พบครั้งแรกพร้อมสิ่งของ และสถานที่บริเวณข้างเคียง หรือร่องรอยปรากฏต่างๆ</p><p>(ค) ตรวจสถานที่เกิดเหตุหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพพร้อมสภาพศพและวัตุถุสิ่งของต่าง ๆ</p><p>(ง) ทำแผนที่เกิดเหตุ</p><p>(จ) แจ้งญาติผู้เสียชีวิตให้เข้าร่วมสังเกตการขณะทำการชันสูตรพลิกศพ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ผิด ไม่ใช่หน้าที่พนักงานฝ่ายปกครอง ข้อ 9 (2)</p></li></ul><p><br/></p><p>ต่อ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  กรณีที่มีเหตุจำ ในจังหวัดอื่น ถ้าผู้ชันสูตรพลิกศพตามข้อ 5 (1) ไม่สามารถจะทำการชันสูตรพลิกศพให้เสร็จโดยเร็วได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจมอบหมายใครบ้าง เป็นผู้เข้าร่วมชันสูตรพลิกศพกับพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวนและแพทย์ได้ โดยให้พนักงานฝ่ายปกครองแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่เป็นผู้ลงชื่อในรายงานการชันสูตรพลิกศพของพนักงานสอบสวน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้ป้องกันจังหวัด จ่าจังหวัด ปลัดจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าร่วมชันสูตรพลิกศพ</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ ที่ไม่ใช่แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองผู้ร่วมชันสูตรพลิกศพ เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยระเบียบการปฏิบัติหน้าที่ชันสูตรพลิกศพของพนักงานฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2543 </strong></p><p>(ก) บันทึกภาพผู้ตาย อาวุธ ยานพาหนะ วัตถุที่ปรากฏอยู่ และสถานที่บริเวณข้างเคียงให้ครบถ้วน </p><p>(ข) ทำแผนที่ที่เกิดเหตุอย่างละเอียด บ่งบอกรายละเอียดต่าง ๆ โดยรอบบริเวณได้อย่างชัดเจน </p><p>(ค) เคลื่อนย้ายอาวุธหรือวัตถุชิ้นสำคัญ ๆ ที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ให้พ้นจากบริเวณที่ประชาชนทั่วไป มาดูการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง มาสร้างความเสียหายแก่หลักฐาน </p><p>(ง) ตรวจและวิเคราะห์อาวุธ สิ่งของ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุอย่างละเอียด นอกเหนือจากการชันสูตรพลิกศพ เพื่อให้แน่ใจว่าเก็บรายละเอียดของหลักฐานต่าง ๆ อย่างครบถ้วนแล้ว </p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย ค. เหตุผล : ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยระเบียบการปฏิบัติหน้าที่ชันสูตรพลิกศพของพนักงานฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ 9 (2) ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองผู้ร่วมชันสูตรพลิกศพ เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุไว้ ดังนี้</p><p>(1) ให้ตรวจสอบก่อนว่า ผู้ร่วมชันสูตรพลิกศพมีครบถ้วนและถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ (ต้องประกอบด้วยพนักงานฝ่ายปกครอง พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน และแพทย์) ถ้าไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ให้ร่วมปรึกษาหารือข้อยุติร่วมกันก่อน</p><p>(2) บันทึกภาพผู้ตายตามสภาพที่พบครั้งแรก พร้อมสิ่งของ และสถานที่บริเวณข้างเคียง หรือร่องรอยที่ปรากฏต่าง ๆ</p><p>(3) ตรวจสถานที่เกิดเหตุหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพ พร้อมสภาพศพและวัตถุสิ่งของต่างๆ โดยละเอียด</p><p>(4) ทำแผนที่ที่เกิดเหตุ ลงในแบบแผนที่ที่เกิดเหตุ</p><p>(5) ร่วมพิจารณาการทำแผนที่ที่เกิดเหตุกับผู้ชันสูตรพลิกศพอื่น</p><p>(6) ร่วมตรวจสิ่งของ อาวุธ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นๆ ของคนตายหรือที่พบศพ ในสถานที่เกิดเหตุ</p><p>(7) ร่วมทำบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพกับผู้ชันสูตรพลิกศพอื่น ๆ เพื่อแสดงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้าย เท่าที่จะทราบได้</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับการใช้แบบพิมพ์ ชศ. ในการปฏิบัติหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ</strong></p><p>(ก) ปลัดอำเภอ A ใช้แบบพิมพ์ ชศ. 1 ในการบันทึกรายละเอียด รายงานประจำวันการรับแจ้งเหตุการชันสูตรพลิกศพจากพนักงานสอบสวน</p><p>(ข) ปลัดอำเภอ B ใช้แบบพิมพ์ ชศ. 3 ในการบันทึกรายละเอียดก่อนการออกไปชันสูตรพลิกศพ และภายหลังกลับจากการชันสูตรพลิกศพ</p><p>(ค) ปลัดอำเภอ C ใช้แบบพิมพ์ ชศ. 4 ในการบันทึกการตรวจที่เกิดเหตุ สภาพของศพที่เห็นครั้งแรก บุคคลที่พบศพ เฝ้าศพ และอาวุธที่พบในที่เกิดเหตุ เป็นต้น</p><p>(ง) ปลัดอำเภอ D ใช้แบบพิมพ์ ชศ. 5 ในการทำแผนที่เกิดเหตุ</p><p>(จ) ปลัดอำเภอ E ใช้แบบพิมพ์ ชศ. 6 ในการแจ้งความเห็นแย้งรายงานชันสูตรพลิกศพของพนักงานสอบสวน เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานและมอบให้พนักงานสอบสวนประกอบรายงานการชันสูตรพลิกศพ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ. ที่ถูกต้อง ต้องใช้แบบพิมพ์ ชศ. 7</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการแก่เจ้าหน้าที่ผู้ได้ทำการชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุในแต่ละครั้งได้จำนวนเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ไม่เกิน 1,200 บาทต่อคน ตามข้อ 4 ในระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทน หรือค่าป่วยการค่าพาหนะเดินทาง และค่าเช่าที่พักของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากแพทย์ให้ไปชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ 2542 มาตรา 7 (ฉบับที่ 2) พ.ศ 2561</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ โดยความตายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจหรือความสะเทือนขวัญของประชาชนหรืออาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมกำหนดให้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด“ ต้องดำเนินการในเรื่องการเข้าร่วมชันสูตรพลิกศพ กับพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน และแพทย์ อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจเข้าไปร่วมให้คำปรึกษาหรือให้คำแนะนำแก่พนักงานฝ่ายปกครองผู้ทำหน้าที่ร่วมชันสูตรพลิกศพ หรือจะมอบหมายให้ป้องกันจังหวัด จ่าจังหวัด ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด คนใดคนหนึ่ง หรือหลายคน ปฎิบัติหน้าที่ให้คำแนะนำแทนตนได้ แต่การลงชื่อในรายงานการชันสูตรพลิกศพให้เป็นหน้าที่ของพนักงานฝ่ายปกครองผู้ทำหน้าที่ร่วมชันสูตรพลิกศพเช่นเดิม เว้นแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดประสงค์จะเข้าร่วมชันสูตรพลิกศพด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติหน้าที่แทน ให้แจ้งให้นายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ หรือพนักงานฝ่ายปกครองผู้ทำหน้าที่ร่วมชันสูตรพลิกศพนั้นทราบโดยพลัน กรณีเช่นนี้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงชื่อร่วมในรายงานการชันสูตรพลิกศพของพนักงานสอบสวน</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-06 03:18:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019802419</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ทวงถามหนี้ (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019802509</link>
         <description><![CDATA[<p>TU ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  ข้อห้ามใดในการทวงถามหนี้ กล่าวไม่ถูกต้อง</strong></p><p>(ก) การติดต่อกับลูกหนี้ ต้องติดต่อตามสถานที่ที่แจ้งไว้ ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ติดต่อได้ในเวลา 08.00 น. ถึง 20.00 น.</p><p>(ข) การติดต่อกับลูกหนี้ ต้องติดต่อตามสถานที่ที่แจ้งไว้ ในวันหยุดราชการ ติดต่อได้ในเวลา 08.00 น. ถึง 21.00 น.</p><p>(ค) การติดต่อกับบุคคลอื่น ทำได้เพื่อสอบถามสถานที่ติดต่อลูกหนี้เท่านั้น โดยผู้ทวงถามหนี้ต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล ไม่ใช้ภาษาสัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจบนซองจดหมายหรือในหนังสือหรือในสื่ออื่นใดที่ทำให้เข้าใจว่าติดต่อมาเพื่อโทรถามหนี้</p><p>(ง) ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้รวมถึงห้ามทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ เว้นแต่ เป็นการทวงถามหนี้ของตน สามี ภรรยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. กล่าวไม่ถูกต้อง การติดต่อกับลูกหนี้ ต้องติดต่อตามสถานที่ที่แจ้งไว้ ในวันหยุดราชการ ติดต่อได้ในเวลา 08.00 น. ถึง 18.00 น.</p></li></ul><p><br></p><p>TU ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  โทษทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p><p>(ก) การติดต่อกับบุคคลอื่นหรือติดต่อกับลูกหนี้โดยไม่แสดงตน ติดต่อนอกเวลาที่กำหนด เรียกค่าธรรมเนียมเกินอัตรา ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 25,000 บาท</p><p>(ข) การติดต่อกับบุคคลอื่นหรือติดต่อกับลูกหนี้โดยไม่แสดงตน ติดต่อนอกเวลาที่กำหนด เรียกค่าธรรมเนียมเกินอัตรา ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 50,000 บาท</p><p>(ค) การติดต่อกับบุคคลอื่นหรือติดต่อกับลูกหนี้โดยไม่แสดงตน ติดต่อนอกเวลาที่กำหนด เรียกค่าธรรมเนียมเกินอัตรา ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 75,000 บาท</p><p>ง. การติดต่อกับบุคคลอื่นหรือติดต่อกับลูกหนี้โดยไม่แสดงตน ติดต่อนอกเวลาที่กำหนด เรียกค่าธรรมเนียมเกินอัตรา ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 100,000 บาท</p><p>จ. ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. การติดต่อกับบุคคลอื่นหรือติดต่อกับลูกหนี้โดยไม่แสดงตน ติดต่อนอกเวลาที่กำหนด เรียกค่าธรรมเนียมเกินอัตรา ผู้ที่ฝ่าฝืนจะมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 100,000 บาท</p></li></ul><p><br></p><p>TU ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 สามารถร้องเรียนได้ที่ใดบ้าง</strong></p><p>(ก) กรมการปกครอง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ทำการปกครองจังหวัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจทั่วประเทศ</p><p>(ข) กรมการปกครอง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ทำการปกครองจังหวัด กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค กองบัญชาการตำรวจภูธรจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจทั่วประเทศ</p><p>(ค) กรมการปกครอง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ทำการปกครองจังหวัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจทั่วประเทศ</p><p>(ง) กรมการปกครอง สำนักงานอัยการ ที่ทำการปกครองจังหวัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจทั่วประเทศ</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. กรมการปกครอง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ที่ทำการปกครองจังหวัด กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ว่าการอำเภอ และสถานีตำรวจทั่วประเทศ</p></li></ul><p><br></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนของผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : <strong>ในเขตจังหวัดคือ</strong> “คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัด” ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ และมีปลัดจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ <strong>ในเขตกรุงเทพมหานคร </strong>คือ “คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำกรุงเทพมหานคร” ซึ่งมีผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นประธานกรรมการ และผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นกรรมการและเลขานุการ <strong>ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้เป็นทนายความหรือสำนักงานทนายความ </strong>ให้ “คณะกรรมการสภาทนายความตามกฏหมายว่าด้วยทนายความ” มีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนต่อผู้ใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : <strong>ในกรณีผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ทั่วไป </strong>ให้อุทธรณ์ต่อ “คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้” ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง  และคณะกรรมการต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันได้รับอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด <strong>ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้เป็นทนายความหรือสำนักงานทนายความ</strong> ให้ “สภานายกพิเศษตามกฏหมายว่าด้วยทนายความ” มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนที่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ โดยต้องยื่นเรื่องภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง  และสภานายกพิเศษต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันได้รับอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของสภานายกพิเศษให้เป็นที่สุด</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีนายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ให้ผู้ยื่นขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับจดทะเบียนต่อผู้ใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : <strong>ในกรณีผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ทั่วไป</strong> ให้อุทธรณ์ต่อ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” โดยให้ยื่นเรื่องภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และให้รัฐมนตรีฯ วินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีฯให้เป็นที่สุด <strong>ในกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้เป็นทนายความหรือสำนักงานทนายความ</strong> ให้ “สภานายกพิเศษตามกฏหมายว่าด้วยทนายความ” มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับจดทะเบียนที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยต้องยื่นเรื่องภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง  และสภานายกพิเศษต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันได้รับอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของสภานายกพิเศษให้เป็นที่สุด</p></li></ul><p><br></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การติดตามทวงถามหนี้ค้างชำระของ "กองทุนผู้สูงอายุ" อยู่ภายใต้บังคับหรือต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กองทุนผู้สูงอายุจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้สูงอายุกู้ยืมเงิน เพื่อใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพโดยไม่คิดดอกเบี้ย และไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรเป็นตัวเงินที่เกิดจากการดำเนินงานแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการติดตามทวงถามหนี้ รวมทั้งดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ การให้กู้ยืมดังกล่าว จึงไม่มีลักษณะเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้สินเชื่อหรือเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติ  แต่...ถือว่าเป็นเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับและจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ด้วย</p></li></ul><p><br></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต่างรายกัน ยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ โดยใช้สถานที่ตั้งแห่งเดียวกันได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ✅️ทำได้ ตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มาตรา 5 ประกอบข้อ 3 (1) ของกฎกระทรวงการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้  คำว่า "แห่งเดียว" ตามข้อ 3 (1) ของกฎกระทรวงดังกล่าว หมายความว่า ให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ได้เพียงฉบับเดียว ไม่ว่าจะมีสำนักงานย่อยหรือสาขาอยู่ในหรือนอกเขตท้องที่จดทะเบียนหรือไม่ ❌️ไม่ได้หมายความถึงสถานที่ตั้งอันเป็นสถานประกอบธุรกิจทวงถามนี้แห่งเดียวกัน การที่ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต่างรายกันจะขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจทวงถามหนี้โดยใช้สถานที่ตั้งอันเดียวกัน จึง❌️ไม่เป็นการขัดแย้งกับกฎกระทรวงการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 อย่างไรก็ตาม แม้การที่ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้แต่ละราย ใช้สถานที่เดียวกันจะไม่ขัดแย้งต่อกฎหมาย แต่ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ในแต่ละรายมีหน้าที่จะต้องดำเนินการจัดตั้งสำนักงานประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ของตน ณ สถานที่เดียวกัน ให้มีความเป็นสัดส่วนที่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วนตามที่กำหนดประกาศ คกก. เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ อาทิ การจัดให้มีป้ายชื่อติดไว้ หน้าสถานที่ประกอบธุรกิจโดยเปิดเผยและมองเห็นง่าย ปิดประกาศอัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ในการทวงถามหนี้ไว้เปิดเผย ณสำนักงาน ซึ่งหากไม่ทำตามประกาศดังกล่าวจะมีโทษทางอาญาตามมาตรา 39 แห่ง พรบ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</p></li></ul><p><br></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในการร้องเรียนเกี่ยวกับทวงถามหนี้สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: ✅️การร้องเรียนจะกระทำด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นซึ่งบรรลุนิติภาวะร้องเรียนแทนก็ได้  ในกรณีที่มีการมอบอำนาจให้ร้องเรียนแทน จะต้องแนบหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจมาด้วย (ข้อ 5 ตามประกาศ คกก. กำกับการทวงถามหนี้ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เพื่ออำนวยความสะดวกในการร้องเรียนและการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงถามหนี้)</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีใดบ้าง ที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำท้องที่จะสั่งให้จำหน่ายเรื่องร้องเรียนก็ได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) เมื่อผู้ร้องเรียนขอถอนเรื่องร้องเรียน </p><p>(2) การเสนอเรื่องให้คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำท้องที่ พิจารณามิได้เป็นไปตามขั้นตอนในข้อบังคับนี้ </p><p>(3) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งคณะกรรมการกำกับทวงถามหนี้ประจำท้องที่เห็นว่า การพิจารณาไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไป (ข้อ 14 ในข้อบังคับคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนของคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัด และคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำกรุงเทพมหานครพ.ศ 2558)</p></li></ul><p><br></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่​1</p><blockquote><p><strong>คำถาม​: ฐานความผิดใดตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มีโทษอาญาหนักที่สุด</strong></p><p>(A)​ ความผิดฐานทวงถามหนี้ด้วยการแสดงที่ทำให้เชื่อว่าเป็นการกระทำโดยทนายความ ตามมาตรา 40</p><p>(B) ความผิดฐานทวงถามหนี้ด้วยการข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น /การแสดงที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 41</p><p>(C) ความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ตามมาตรา 42</p><p>(D) ข้อ Aและข้อ B</p><p>(E) ข้อ B และข้อ C</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : E. ข้อ B และข้อ C คำอธิบาย : ความผิดฐานทวงถามหนี้ด้วยการข่มขู่ใช้ความรุนแรง ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกายชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น /การแสดงที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 41 และความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ตามมาตรา 42 เป็นฐานความผิดที่มีโทษอาญาหนักที่สุด</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-06 03:19:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019802509</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ค้ามนุษย์</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019802648</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การกระทำของบุคคลในลักษณะใดที่ทำให้ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) สนับสนุนการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์</p><p>(2) อุปการะโดยให้ทรัพย์สิน จัดหาที่ประชุม หรือที่พำนักให้แก่ผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์</p><p>(3) ช่วยเหลือด้วยประการใดเพื่อให้ผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์พ้นจากการถูกจับกุม</p><p>(4) เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ เพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ถูกลงโทษ</p><p>(5) ชักชวน ชี้แนะ หรือติดต่อบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิกขององค์กรอาชญากรรม เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์</p><p>ทั้งนี้ สำหรับบทลงโทษ ผู้ใดกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปีถึง 12 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000 บาทถึง 1.2 ล้านบาท และถ้าการกระทำความผิดได้กระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปีแต่ไม่ถึง 18 ปี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ปีถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000 บาทถึง 1.5 ล้านบาท และถ้าการกระทำความผิดได้กระทำแก่บุคคล อายุไม่เกิน 15 ปี หรือผู้มีกายพิการ หรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 8 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 800,000 บาทถึง 2 ล้านบาท</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ “องค์กรอาชญากรรม” </strong></p><p>(ก) คณะบุคคลซึ่งมีการจัดโครงสร้าง โดยสมคบกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง และไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดบทบาทของสมาชิกอย่างแน่นอน หรือมีความต่อเนื่อง ของสมาชิกภาพหรือไม่</p><p>(ข) คณะบุคคลซึ่งมีการจัดโครงสร้าง โดยสมคบกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง และไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดบทบาทของสมาชิกอย่างแน่นอน หรือมีความต่อเนื่อง ของสมาชิกภาพหรือไม่</p><p>(ค) คณะบุคคลซึ่งมีการจัดโครงสร้าง โดยสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง และไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดบทบาทของสมาชิกอย่างแน่นอน หรือมีความต่อเนื่อง ของสมาชิกภาพหรือไม่</p><p>(ง) คณะบุคคลซึ่งมีการจัดโครงสร้าง โดยสมคบกันตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง และไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดบทบาทของสมาชิกอย่างแน่นอน หรือมีความต่อเนื่อง ของสมาชิกภาพหรือไม่</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. คณะบุคคลซึ่งมีการจัดโครงสร้าง โดยสมคบกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง และไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดบทบาทของสมาชิกอย่างแน่นอน หรือมีความต่อเนื่อง ของสมาชิกภาพหรือไม่ อ้างอิง มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “องค์กรอาชญากรรม” หมายความว่า คณะบุคคลซึ่งมีการจัดโครงสร้าง โดยสมคบกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง และไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างที่ชัดเจน มีการกำหนดบทบาทของสมาชิกอย่างแน่นอน หรือมีความต่อเนื่อง ของสมาชิกภาพหรือไม่ ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่ง หรือหลายฐานที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไป หรือกระทำความผิดตามที่ กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด อันมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์</strong></p><p>(ก) นาย ก เป็นธุระจัดหา เด็กหญิง ข อายุ 14 ปี มาขายบริการทางเพศ ในสถานบริการแห่งหนึ่ง โดยนาย ก มิได้บังคับ ขู่เข็ญ เด็กหญิง ข แต่อย่างใด แต่นาย ก ได้รับส่วนแบ่งจากการค้าประเวณีครั้งละ 25 % จากเด็กหญิง ข</p><p>(ข) นาย A บังคับหลอกลวงนางสาว B อายุ 25 ปี มาอยู่อาศัยและทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านคาราโอเกะ โดยนาย A จะให้นางสาว B ซึ่งหน้าตาดี เป็นที่สนใจของลูกค้า แต่งกายนุ่งน้อยห่มน้อย คอยนั่งปรนนิบัติลูกค้า แต่ไม่เคยบังคับให้นางสาว B ขายบริการทางเพศ</p><p>(ค) นายไหล เป็นคนต่างด้าว อายุ 40 ปี เป็นหนี้นายมะนาว 100,000 บาท โดยนายมะนาวคิดดอกเบี้ยร้อยละ 300 ต่อปี และยึดหนังสือเดินทางของนายไหลไว้ นายไหลไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศของตน นายมะนาวจึงบังคับให้นายไหลทำงานใช้หนี้ จนกว่าจะหมด</p><p>(ง) ข้อ ก. และข้อ ข.</p><p>(จ) ข้อ ข. และข้อ ค.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ง. โดยข้อ ก. และข้อ ข. เข้าข่ายเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ตามมาตรา 6 แล้ว แต่ข้อ ค. เป็นลักษณะของการกระทำที่เข้าข่ายความผิดฐานบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ตามมาตรา 6/1</p></li></ul><p><br/></p><p>นาจ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ทำงานหรือให้บริการโดยวิธีการ</strong></p><p><strong>อย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ข้อใดไม่ใช่ (เคยออกข้อสอบ ชพ.)</strong></p><p>(1) ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง</p><p>หรือทรัพย์สินของบุคคลนั้นเองหรือของผู้อื่น</p><p>(2) ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ</p><p>(3) ใช้กำลังประทุษร้าย</p><p>(4) ยึดเอกสารสำคัญประจำตัวของบุคคลนั้นไว้</p><p>(5) ใช้งานหรือบริการซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร สำหรับงานในหน้าที่ราชการโดยเฉพาะ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (5) ใช้งานหรือบริการซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร สำหรับงานในหน้าที่ราชการโดยเฉพาะ ไม่ใช้บังคับมาตรา 6/16 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ทำงานหรือให้บริการโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้</p><p>(1) ทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของบุคคลนั้นเองหรือของผู้อื่น</p><p>(2) ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ</p><p>(3) ใช้กำลังประทุษร้าย</p><p>(4) ยึดเอกสารสำคัญประจำตัวของบุคคลนั้นไว้</p><p>(5) นำภาระหนี้ของบุคคลนั้นหรือของผู้อื่นมาเป็นสิ่งผูกมัดโดยมิชอบ</p><p>(6) ทำด้วยประการอื่นใดอันมีลักษณะคล้ายคลึงกับการกระทำ ดังกล่าวข้างต้น ถ้าได้กระทำให้ผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานบังคับใช้แรงงานหรือบริการ</p><p>มาตรา ๖/๒๗ บทบัญญัติในมาตรา ๖/๑ ไม่ใช้บังคับกับ</p><p>(1) งานหรือบริการซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารสำหรับงานในหน้าที่ราชการโดยเฉพาะ</p><p>(2) งานหรือบริการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่พลเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญหรือตามกฎหมาย</p><p>(3) งานหรือบริการอันเป็นผลมาจากคำพิพากษาของศาลหรือที่ต้องทำในระหว่างการต้องโทษตามคำพิพากษาของศาล</p><p>(4) งานหรือบริการเพื่อประโยชน์ในการป้องกันภัยพิบัติสาธารณะหรือในกรณีที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือในขณะที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : องค์กรอาชญากรรม ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์หมายถึงอะไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  คณะบุคคลซึ่งมีการจัดโครงสร้างโดยสมทบกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วระยะเวลาหนึ่งและไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างที่ชัดเจนมีการกำหนดบทบาทของสมาชิกอย่างแน่นอนหรือมีความต่อเนื่องของสมาชิกภาพหรือไม่ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือหลายฐานที่มีอัตราโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปหรือกระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันมิชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดตระเตรียมเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ต้องระวังโทษเท่าใดของโทษที่กำหนดไว้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  1 ใน 3 ของโทษที่กำหนดไว้ </p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  ผู้ใดไม่ใช่ผู้รักษาการตาม พรบ.ค้ามนุษย์</strong></p><p>(ก) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</p><p>(ข) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์</p><p>(ค) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน</p><p>(ง) ประธานศาลฎีกา</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รักษาการ</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดกระทำการใด ไม่ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์</strong></p><p>(ก) สนับสนุนการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์</p><p>(ข) อุปการะโดยให้ทรัพย์สิน จัดหาที่ประชุมหรือที่พำนักให้แก่</p><p>ผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์</p><p>(ค) ช่วยเหลือด้วยประการใดเพื่อให้ผู้กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์</p><p>พ้นจากการถูกจับกุม</p><p>(ง) สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป</p><p>เพื่อกระทำความผิด</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ง. ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 6 ต้องระวางโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 4 </p><blockquote><p><strong>คำถาม : กฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2552 มีคุณสมบัติอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์พ.ศ. 2551 ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้</p><p>(1) เป็นข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ</p><p>(2) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า</p><p>(3) เคยปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์มาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี</p><p>(4) เป็นผู้มีความประพฤติเหมาะสมในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์</p><p>(5) ผ่านการอบรมเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ตามหลักสูตรที่ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำหนด และผ่านการประเมินจากคณะกรรมการประเมินที่ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แต่งตั้ง สำหรับผู้มีประสบการณ์ทำงานเป็นที่ประจักษ์ไม่ต้องผ่านการอบรม แต่ต้องผ่านการประเมินตามระเบียบที่ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำหนด</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเพิ่มโทษในคดีค้ามนุษย์มีกำหนดไว้อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 12,13</p><p>(1) ผู้ใดกระทำความผิด โดยแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่กระทำการนั้น ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น</p><p>(2) ผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กรรมการหรือผู้บริหารหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าพนักงาน หรือกรรมการองค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น</p><p>(3) กรรมการ กรรมการ กปค. อนุกรรมการ  สมาชิกของคณะทำงาน  และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ใดกระทำความผิดใดตามพระราชบัญญัตินี้เสียเอง ต้องระวังโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-06 03:19:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019802648</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.คุ้มครองพยาน</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019803010</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับวิธีการขอให้คุ้มครองความปลอดภัยของพยาน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2551</strong></p><p>(ก) ในกรณีที่พยาน สามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของพยาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยาน ไม่ได้รับความปลอดภัยหรือถูกข่มขู่คุกคาม อันเป็นผลจากการที่จะมาหรือได้มาเป็นพยานต่อพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา หรือศาล แล้วแต่กรณี ให้พยานมีสิทธิร้องขอคุ้มครองความปลอดภัยได้โดยยื่นต่อหน่วยงานคุ้มครองพยานของกระทรวงมหาดไทย ดังต่อไปนี้</p><p>          (1) ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นคำร้องขอที่สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เพื่อเสนออธิบดีกรมการปกครองพิจารณาสั่งการ กรณีมีคำสั่งให้คุ้มครองพยานตามที่ร้องขอ ให้แจ้งผู้ร้องขอทราบ และจัดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการคุ้มครองพยาน กรณีมีคำสั่งไม่เห็นชอบให้คุ้มครองพยานให้แจ้งผู้ร้องขอทราบ</p><p>          (2) ในจังหวัดอื่น ให้ยื่นคำร้องขอที่ที่ทำการปกครองจังหวัดหรือที่ทำการปกครองอำเภอหรือที่ทำการปกครองกิ่งอำเภอ แล้วแต่กรณี เพื่อเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการ กรณีมีคำสั่งให้คุ้มครองพยานตามที่ร้องขอ ให้แจ้งให้ผู้ร้องทราบและจัดพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการคุ้มครองพยาน กรณีมีคำสั่งไม่เห็นชอบให้คุ้มครองพยาน ให้แจ้งให้ผู้ร้องขอทราบ</p><p>(ข) นอกจากพยานหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากพยาน บุคคลอื่นซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องกับพยาน มีสิทธิร้องขอให้คุ้มครองพยาน</p><p>(ค) การคุ้มครองความปลอดภัยของพยานให้ดำเนินการ ดังนี้</p><p>          (1) จัดพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นชุดคุ้มครองความปลอดภัยให้กับพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานให้ได้รับความปลอดภัยฯ โดยให้กำหนดระยะเวลาให้ความคุ้มครองความปลอดภัยครั้งละไม่เกิน 120 วัน</p><p>          (2) จัดให้พยานอยู่ในสถานที่เหมาะสมอันเป็นที่อยู่อาศัยประจำของพยานหรือของบุคคลอื่นที่พยานไว้วางใจ หรือที่หัวหน้าหน่วยงานคุ้มครองพยานกำหนด โดยให้พยานได้รับความปลอดภัยมากที่สุด</p><p>          (3) ต้องปกปิด และรักษาความลับที่เกี่ยวกับชื่อตัว ชื่อสกุล ที่อยู่ ภาพ หรือข้อมูลอย่างอื่นที่สามารถระบุตัวพยานในการคุ้มครองความปลอดภัยพยาน</p><p>(ง) หากมีพฤติการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยของพยานเปลี่ยนแปลงไปและไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้การคุ้มครองพยานอีกต่อไป หรือพยานไม่ให้การเป็นพยานโดยไม่มีเหตุสมควร หรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานร้องขอ ย่อมเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้การคุ้มครองพยานจะสิ้นสุดลง</p><p>(จ) ข้อ ค. และข้อ ง. </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ข้อ จ. <strong>ตามระเบียบฯ ข้อ 8 (1) </strong>ให้ดำเนินการจัดพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นชุดคุ้มครองความปลอดภัยให้กับพยานหรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานให้ได้รับความปลอดภัยฯ โดยให้กำหนดระยะเวลาให้ความคุ้มครองความปลอดภัยครั้งละไม่เกิน 90 วัน <strong>ตามระเบียบฯ ข้อ 10 (2</strong>) บุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพยานจะร้องขอให้การคุ้มครองพยานสิ้นสุดลง ก็โดยความยินยอมของพยานด้วย</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่พยานมีความจำเป็นจะให้หน่วยงานคุ้มครองพยานของกระทรวงมหาดไทยคุ้มครองความปลอดภัย ให้พยานมีสิทธิร้องขอคุ้มครองความปลอดภัยได้ โดยให้ยื่นคำร้องขอเป็นหนังสือถึงหน่วยงานใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :<strong> ในกรุงเทพมหานคร</strong> ให้ยื่นคำร้องขอที่สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง เพื่อเสนออธิบดีกรมการปกครองพิจารณาสั่งการ <strong>ในจังหวัดอื่น ๆ</strong> ให้ยื่นคำร้องขอที่ที่ทำการปกครองจังหวัด หรือที่ทำการปกครองอำเภอ หรือที่ทำการปกครองกิ่งอำเภอ แล้วแต่กรณี เพื่อเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการท ทั้งนี้ ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานคุ้มครองพยาน (อธิบดีกรมการปกครองหรือผู้ว่าราชการจังหวัด) สั่งไม่รับคำร้องหรือไม่เห็นชอบให้คุ้มครองพยาน ให้ผู้ยื่นคำร้องขอมีสิทธิอุทธรณ์ คำสั่งนั้น โดยยื่นเป็นคำร้องต่อศาลยุติธรรมชั้นต้นซึ่งมิใช่ศาลแขวงและมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา หรือศาลทหารชั้นต้นที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นหรือที่บุคคลเหล่านั้นมีที่อยู่ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และให้ศาลพิจารณาและมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลได้รับอุทธรณ์ เว้นแต่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจขยายระยะเวลาออกไปได้ตามจำเป็นแก่กรณี แต่ต้องจดรายงานเหตุนั้นไว้ โดยคำสั่งของศาลให้ถือเป็นที่สุด</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลใดบ้างมีสิทธิร้องขอให้คุ้มครองพยานตามระเบียบนี้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) พยานหรือผู้ได้รับมอบอำนาจจากพยาน </p><p>(2) บุคคลอื่นซึ่งมีประโยชน์เกี่ยวข้องกับพยาน</p><p>(3) พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา พนักงานผู้มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาหรือพนักงานผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา </p><p>(4) ศาล</p><p>(5) สำนักงานคุ้มครองพยาน กระทรวงยุติธรรม</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กากระทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้กระทำยกเว้นที่ใด</strong></p><p>(ก) ที่ว่าการอำเภอ</p><p>(ข) ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน</p><p>(ค) โรงเรียน</p><p>(ง) พื้นที่ที่มีข้อพิพาท</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข และ ง. เพราะกฎหมายบอก ให้ทำที่ที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่ราชการอื่น แต่ ข และ ง ไม่ใช่สถานที่ราชการ </p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การบอกเลิกการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต้องทำอย่างไร</strong></p><p>(ก) ผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา แจ้งเป็นหนังสือต่อนายอำเภอ/ปลัดอำเภอ</p><p>(ข) ผู้เสียหายหรือผู้ถูกกล่าว แจ้งเป็นหนังสือต่อนายอำเภอ/ปลัดอำเภอ</p><p>(ค) ผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา แจ้งเป็นหนังสือหรือวาจาต่อนายอำเภอ/ปลัดอำเภอ</p><p>(ง) ผู้เสียหายหรือผู้ถูกกล่าวหา แจ้งเป็นหนังสือหรือวาจาต่อนายอำเภอ/ปลัดอำเภอ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ง. </p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อทุกฝ่ายตกลงยินยอมตามที่ไกลเกลี่ย นอ./ป. ทำอย่างไรต่อ</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) จัดทำหนังสือตกลงยินยอม</p><p>(ข) จัดทำหนังสือตกลงยินยอม และบันทึกในระบบ</p><p>(ค) จัดทำหนังสือตกลงยินยอม บันทึกในระบบ ถ้าร้องทุกข์หรือยื่นฟ้องไว้ให้แจ้ง พนง สส อัยการ ศาล</p><p>(ง) จัดทำหนังสือตกลงยินยอม บันทึกในระบบ ถ้าร้องทุกข์หรือยื่นฟ้องไว้ให้แจ้ง พนง สส อัยการ ศาล และจำหน่าย </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. จิงๆ ข.ก็ได้ แต่ ค. ครอบคลุมกว่า และ ง.ผิดตรงมีจำหน่าย จำหน่ายต้องไม่เป็นไปตามตกลง หรือบอกเลิก</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มาตรการพิเศษในการคุ้มครองพยานมีอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษมีดังต่อไปนี้ </p><p>(1) ย้ายที่อยู่หรือจัดหาที่พักอันเหมาะสม</p><p>(2) จ่ายค่าเลี้ยงชีพที่สมควรแก่พยานหรือบุคคลที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของพยานเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี เว้นแต่มีเหตุ จำเป็นอาจขอขยายระยะเวลาครั้งละไม่เกินสามเดือนแต่ไม่เกินสองปี</p><p>(3) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการชื่อตัว ชื่อสกุล และหลักฐานทางทะเบียนที่สามารถระบุตัวพยาน รวมทั้งการดำเนินการเพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามคำขอของพยานด้วย</p><p>(4) ดำเนินการเพื่อให้มีอาชีพหรือให้มีการอบรม หรือดำเนินการใดเพื่อให้พยานสามารถดำรงชีพอยู่ได้ตาม ที่เหมาะสม</p><p>(5) ช่วยเหลือในการเรียกร้องสิทธิ์ที่พยานพึงได้</p><p>(6) ดำเนินการให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยในระยะเวลาที่จำเป็น</p><p>(7) ดำเนินการอื่นใดให้พยานได้รับความช่วยเหลือหรือได้รับความคุ้มครองตามที่เห็นสมควร</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-06 03:19:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019803010</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.อุ้มหาย</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019803182</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับระยะเวลาการเก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงของผู้ถูกควบคุมตัว</strong></p><p>(ก) ศูนย์รับแจ้งฯ ของอำเภอที่ 1 ได้รับแจ้งการจับและควบคุมตัวนาย A โดยตรวจสอบแล้ว พบว่า ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำทรมาน ฯลฯ ศูนย์ฯ จึงจะต้องเก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงการจับและควบคุมตัวนาย A ไว้ 90 วัน นับแต่วันแจ้งการควบคุมตัว</p><p>(ข) ศูนย์รับแจ้งฯ ของอำเภอที่ 2 ได้รับแจ้งการจับและควบคุมตัวนาย B ซึ่งได้รับอันตรายสาหัส ศูนย์ฯ จึงจะต้องเก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงการจับและควบคุมตัวนาย B ไว้ 6 เดือน นับแต่วันแจ้งการควบคุมตัว</p><p>(ค) ศูนย์รับแจ้งฯ ของอำเภอที่ 3 ได้รับแจ้งการจับและควบคุมตัวนาย C ต่อมาในระหว่างการควบคุมตัว นาย C ถึงแก่ความตาย ศูนย์ฯ จึงจะต้องเก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงการจับและควบคุมตัวนาย B ไว้ 1 ปี นับแต่วันแจ้งการควบคุมตัว</p><p>(ง) ศูนย์รับแจ้งฯ ของอำเภอที่ 4 ได้รับแจ้งการจับและควบคุมตัวนาย D ต่อมาในระหว่างการสอบสวน นางดี ภริยาของนาย D ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองในอำเภอที่ 4 ให้ดำเนินคดีกับชุดจับกุม ว่า มีการบังคับให้นาย D รับสารภาพ ทั้งที่มิได้กระทำความผิด ศูนย์ฯ จึงจะต้องเก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงการจับและควบคุมตัวนาย D ไว้ 2 ปี นับแต่วันแจ้งการควบคุมตัว</p><p>(จ) กล่าวผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ. โดยตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการบันทึกภาพและเสียงในขณะจับและควบคุม การแจ้งการควบคุมตัว และการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว พ.ศ. 2566 ข้อ 6 กำหนดไว้ว่า </p><p>(1) ในกรณีที่ศูนย์รับแจ้งตรวจสอบการควบคุมตัวแล้ว ไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้เก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงตามมาตรา 22 ไว้อย่างน้อย 180 วัน นับแต่วันแจ้งการควบคุมตัว</p><p>(2) ในกรณีที่ ผู้ถูกจับและควบคุมได้รับอันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย ให้เก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงไว้ อย่างน้อย 2 ปี นับแต่วันแจ้งการควบคุมตัว</p><p>(3) ในกรณีที่มีการดำเนินการตามมาตรา 26 มาตรา 29 หรือมาตรา 31 ให้จัดเก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงไว้จนกว่าคดีนั้น จะถึงที่สุดหรือขาดอายุความ แล้วแต่กรณี</p><p>ดังนั้น ในกรณีตามข้อ ก. จะต้องเก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงไว้อย่างน้อย 180 วัน นับแต่วันแจ้งการควบคุมตัว และกรณีตามข้อ ข. และ ข้อ ค. จะต้องเก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงไว้อย่างน้อย 2 ปี นับแต่วันแจ้งการควบคุมตัว ในส่วนกรณีตามข้อ ง. เป็นกรณีที่จะมีการสอบสวนคดี ตามมาตรา 31 จึงต้องจัดเก็บรักษาสิ่งบันทึกภาพและเสียงไว้จนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดหรือขาดอายุความ แล้วแต่กรณี</p></li></ul><p><br/></p><p>ชั้ย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและ การกระทําให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565</strong></p><p><strong>(ก) หากเป็นกรณีการสอบสวนโดยหน่วยงานอื่น ทีไม่ใช่พนักงานอัยการ ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแจ้งเหตุแห่ง คดีให้พนักงานอัยการทราบเพื่อเข้าตรวจสอบหรือกํากับการสอบสวนทันที</strong></p><p><strong>(ข) หากผู้กระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็น เจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ปปช. ให้พนักงานสอบสวนผู้ร้บผิดชอบดําเนินคดีต่อไป ตามพระราชบัญญัตินี้และแจ้งให้คณะกรรมการปปช.ทราบ</strong></p><p><strong>(ค) ให้หน่วยงานที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนในคดีความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ รายงานให้ผู้เสียหายทราบ ถึงผลความคืบหน้าของคดีอย่างต่อเนื่อง</strong></p><p><strong>(ง) ให้พนักงานสอบสวน หรือ พนักงานอัยการแจ้งให้ผู้เสียหายทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย ในกรณีที่ผู้เสียหายมีสิทธิ และประสงค์ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน ให้พนักงานอัยการเรียกค่าสินไหมทดแทน แทนผู้เสียหายด้วย</strong></p><p>(1) ข้อ ก และ ข้อ ง</p><p>(2) ข้อ ข และ ข้อ ค</p><p>(3) ข้อ ก  ข้อ ข และ ข้อ ค</p><p>(4) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ข้อ 4 ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ประกอบด้วย </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ</p><p>(2) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ</p><p>(3) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายกสภาทนายความ และประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ</p><p>(4) กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวน 6 คน ดังต่อไปนี้ (ก) ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 คน ด้านกฎหมาย และด้านนิติวิทยาศาสตร์ ด้านละ 1 คน (ข) แพทย์ทางนิติเวชศาสตร์จำนวน 1 คน และแพทย์ทางจิตเวชศาสตร์จำนวน 1 คน ให้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแต่งตั้งข้าราชการของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจำนวนไม่เกิน 2 คนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย บุคคลใดในข้อดังต่อไปนี้ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาเพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำเช่นนั้นทันที</strong></p><p>(ก) นางสาว A เป็นผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับนาย B แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ต่อมาปรากฏเหตุว่า นาย B อาจถูกกระทำให้สูญหาย</p><p>(ข) นางคำ เป็นป้า ของนายดำ โดยปรากฏเหตุว่า นายดำ ซึ่งถูกควบคุมตัวอาจถูกกระทำทรมาน</p><p>(ค) นางสาว C ดำรงแหน่ง เจ้าพนักงานปกครองปฏิบัติการ ได้รับมอบหมายจาก ผอ.สน.สก. ด้วยปรากฏเหตุว่า นายเขียว ถูกกระทำการที่โหดร้าย</p><p>(ง) นาย D เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ด้วยปรากฏเหตุว่า นางสาวน้ำเงิน ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ. ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อนายอำเภอพบว่า ในการควบคุมตัวบุคคลใด มีการกระทำทรมาน การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการกระทำให้บุคคลนั้นสูญหาย นายอำเภอจะต้องดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายอำเภอมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดี เพื่อให้มีคำสั่งยุติการกระทำเช่นนั้นทันที เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้ว ให้ศาลไต่สวนฝ่ายเดียวโดยพลัน โดยให้ศาลมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารหรือวัตถุอื่นใดประกอบการไต่สวน หรือสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาศาลด้วยก็ได้ โดยศาลอาจมีคำสั่งดังต่อไปนี้</p><p>(1) ให้ยุติการทรมาน หรือการกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p><p>(2) ให้เปลี่ยนสถานที่ควบคุมตัว</p><p>(3) ให้ผู้ถูกควบคุมตัวได้พบญาติ ทนายความ หรือบุคคลอื่นซึ่งไว้วางใจเป็นการส่วนตัว</p><p>(4) ให้มีการรักษาพยาบาลและการประเมินโดยแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ และแพทย์ทางจิตเวชศาสตร์ที่รับรองโดยแพทยสภา รวมทั้งให้มีการจัดทำบันทึกทางการแพทย์ ตลอดจนการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ</p><p>(5) ให้เปิดเผยเอกสารบันทึกหรือข้อมูลอื่นใด</p><p>(6) กำหนดมาตรการอื่นใดที่เหมาะสมฯ กรณีที่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุจำเป็นในการควบคุมต่อไป ให้ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมในทันที คำสั่งศาลให้เป็นที่สุด</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดเป็นการกระทำความผิดฐาน “กระทำให้บุคคลสูญหาย”</strong></p><p>(ก) เจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัวบุคคลใดโดยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าวส่งผลให้บุคคลนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย</p><p>(ข) เจ้าหน้าที่ของรัฐทำร้ายร่างกายบุคคลใดโดยปกปิดสถานที่ปรากฏตัวของบุคคลนั้นส่งผลให้บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย</p><p>(ค) เจ้าหน้าที่ของรัฐทำร้ายจิตใจบุคคลใดอย่างร้ายแรงโดยปกปิดชะตากรรมของบุคคลนั้นส่งผลให้บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย</p><p>(ง) เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการให้บุคคลใดได้รับความอับอายอย่างร้ายแรงโดยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าวส่งผลให้บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย ก. เหตุผล  ข้อ ก. เจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัวบุคคลใดโดยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าวส่งผลให้บุคคลนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เนื่องจากมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พ.ศ.2565 กำหนดองค์ประกอบความผิดฐาน “กระทำให้บุคคลสูญหาย” คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัว หรือลักพาบุคคลใด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิเสธว่ามิได้กระทำการดังกล่าว หรือปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวของบุคคลนั้นซึ่งส่งผลให้บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-06 03:19:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019803182</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ป้องกันการกระทำผิดซ้ำ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019803507</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การกระทำความผิดในข้อใดต่อไปนี้ อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) นาย A หลอกนางสาว B ว่า ป้าของนางสาว B ป่วย และรับนางสาว B ไปกระทำอนาจาร </p><p>(ข) นายดำ ติดต่อและพานางสาวขาว ไปหานายเขียว เพื่อการอนาจาร </p><p>(ค) นายหนึ่ง มิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายนายสอง จนนายสองถึงแก่ความตาย</p><p>(ง) นายมะนาว กระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้นางสาลี่ ได้รับอันตรายสาหัส</p><p>(จ) ข้อ ก. และข้อ ค.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ. โดยข้อ ก. เป็นการกระทำความผิด ตาม ป.อาญา มาตรา 284 และ ข้อ ค. เป็นการกระทำความผิด ตาม ป.อาญา มาตรา 290 ในส่วนข้อ ข. เป็นการกระทำความผิด ตาม ป.อาญา มาตรา 282 และข้อ ง. เป็นการกระทำความผิด ตาม ป.อาญา มาตรา 300 ทั้งนี้ มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 บัญญัติว่า พ.ร.บ.นี้ให้ใช้บังคับแก่การกระทำความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 278 มาตรา 279 มาตรา 283 ทวิ มาตรา 284 มาตรา 288 มาตรา 289 มาตรา 290 มาตรา 297 มาตรา 298 และมาตรา 313 แห่ง ป.อาญา</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : พระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้วันที่เท่าไหร่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : วันที่ 23 มกราคม 2566</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ประธานคณะกรรมการทางกฎหมายคือใคร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ  : ตามมาตรา 8 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง</p><p>มาตรการยื่นคำร้องการคุมขังฉุกเฉิน (ฉุกเฉิน) เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกเฝ้าระวังจะกระทำผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือใช้ความรุนแรงและมีเหตุฉุกเฉินหากไม่มีมาตรการอื่นใดที่อาจป้องกันมิให้ผู้ถูกเฝ้าระวังกระทำความผิดดังกล่าวได้ พนักงานคุมประพฤติเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลในท้องที่ที่ถูกเฝ้าระวังมีที่อยู่หรือท้องที่ที่พบตัวผู้ถูกเฝ้าระวังขอให้ศาลมีคำสั่งคุมขังฉุกเฉิน ศาลมีอำนาจอาจสั่งคุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวังได้ไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 </strong></p><p>(ก) ผู้กระทำความผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี </p><p>(ข) ผู้กระทำความผิดขณะที่มีร่างกายหรือจิตใจไม่ปกติ </p><p>(ค) ผู้กระทำความผิดขณะเป็นหญิงมีครรภ์ </p><p>(ง) ผู้กระทำความผิดขณะไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. ผู้กระทำความผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี เนื่องจากมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำฯ พ.ศ.2565 กำหนดไว้ว่า พ.ร.บ.นี้ มิให้ใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดตามบทบัญญัติมาตราหนึ่งมาตราใดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 3 ในขณะที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง มีตำแหน่งใดในคณะกรรมการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ และมีองค์ประกอบอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครอง เป็นกรรมการ ตามมาตรา 8 คณะกรรมการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้บัญชาการต้ารวจแห่งชาติ เลขาธิการส้านักงานศาลยุติธรรม อัยการสูงสุด และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน ๕ คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ด้านกฎหมาย ด้านอาชญาวิทยา ด้านทัณฑวิทยา ด้านการบริหารงานยุติธรรม ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านจิตวิทยา ด้านจิตเวชศาสตร์ หรือด้านอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการกระท้าความผิดซ้ำ ให้อธิบดีกรมคุมประพฤติ เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้อธิบดีแต่งต้ังข้าราชการในกรมคุมประพฤติ จำนวน 1 คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ และให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แต่งต้ำข้าราชการในกรมราชทัณฑ์ จำนวน 1 คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 6</p><blockquote><p>คำถาม : (1) สาเหตุในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คืออะไร (2) พนักงานฝ่ายปกครองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการคุมขังฉุกเฉินอย่างไร</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) เนื่องจากผู้กระทำความผิดอาญาบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง เช่น การข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำผิดความผิดทางเพศกับเด็ก การฆาตกรรม การทำร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้จนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส การนำตัวบุคคลไปเรียกค่าไถ่ โดยเมื่อผู้กระทำความผิดดังกล่าวถูกจำคุกจนพ้นโทษ และได้รับการปล่อยตัวสู่สังคมแล้ว ถึงแม้จะมีการติดตามจาก “เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ”บ้าง แต่ไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหมายและไม่มีประสิทธิผลในการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ ผู้กระทำความผิดเหล่านี้ส่วนหนึ่งยังมีแนวโน้มที่จะกระทำความผิดในรูปแบบเดียวกันหรือรูปแบบใกล้เคียงกันซ้ำอีก</p><p>(2) ในกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ถูกเฝ้าระวังจะกระทำความผิดที่กำหนด (ความผิดอาญาบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรงข้างต้น) และปรากฏเหตุฉุกเฉิน โดยไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะป้องกันไม่ให้ไปกระทำผิดซ้ำ ให้พนักงานคุมประพฤติเจ้าของสำนวนหรือพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่เป็นที่พักอาศัยของผู้ถูกเฝ้าระวัง (คดีประเด็น) หรือพนักงานคุมประพฤติในท้องที่ที่พบตัวผู้ถูกเฝ้าระวังแล้วแต่กรณี ประสาน “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” ในพื้นที่ เพื่อให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจทำการจับกุม (อาจมีกรณีพนักงานอัยการขอคำสั่งศาลก่อนให้ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจับตัวก็ได้) ทั้งนี้ ให้ “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ”  สามารถควบคุมตัวผู้ถูกเฝ้าระวังได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับกุมมาถึงที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ศาลจะมีคำสั่งคุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวังก็ต่อเมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจต้องจับผู้เฝ้าระวังและควบคุมตัวไว้แล้ว และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวังแล้ว ให้กรมราชทัณฑ์นำตัวผู้ถูกเฝ้าระวังไปคุมขังฉุกเฉินตามคำสั่งศาลต่อไป ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งคุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวังได้ไม่เกิน 7 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-06 03:20:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019803507</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.กำหนดเวลาในยธ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019803817</link>
         <description><![CDATA[<p>ใหม่ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมปรับปรุงระบบปฏิบัติราชการของหน่วยงานให้มีความเหมาะสมรวดเร็วซึ่งต้องดำเนินงานในทุกกี่ปี</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ตามมาตรา 11 ให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตราห้าตรวจสอบขั้นตอนและระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมรวมทั้งรวมทั้งกำหนดระยะเวลาตามมาตราหกว่าเป็นขั้นตอนและระยะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ หากเห็นว่าไม่เหมาะสม ให้มีมาตรการเพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงหน่วยงานหรือระบบการปฏิบัติราชการของหน่วยงานโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า ซึ่งอย่างน้อยต้องดำเนินการทุก 3 ปี</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-06 03:20:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019803817</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ทวงถามหนี้ (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019839844</link>
         <description><![CDATA[<p>นิว ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การกำหนดเงินค่าปรับที่ผู้ต้องหา หรือผู้ถูกร้องเรียนต้องชำระให้คณะกรรมการเปรียบเทียบคำนึงถึงพฤติกรรมและข้อเท็จจริงอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ความผิดเกิดขึ้นโดยความจงใจหรือความประมาทเลินเล่อ </p><p>(2) เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ กฎกระทรวง ประกาศ หรือคําสั่งอันเป็นสาระสําคัญ </p><p>(3) ระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น </p><p>(4) ความถี่ของการกระทําความผิด </p><p>(5) ประวัติการถูกลงโทษปรับทางปกครอง โทษทางอาญาของผู้กระทําผิด ตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</p><p><strong>ประกาศคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบและระยะเวลาการชําระค่าปรับตามคําเปรียบเทียบตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong></p><p>"ข้อ 11 ในการเปรียบเทียบให้กําหนดเงินค่าปรับที่ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกร้องเรียน แล้วแต่กรณีจะพึงชําระโดยคํานึงถึงความร้ายแรงแห่งพฤติกรรมที่กระทําผิดและข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้ </p><p>(1) ความผิดเกิดขึ้นโดยความจงใจหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่อ </p><p>(2) พฤติการณ์แห่งความผิดเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วย การทวงถามหนี้ กฎกระทรวง ประกาศ หรือคําสั่งอันเป็นสาระสําคัญ </p><p>(3) ระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทํานั้น </p><p>(4) ความถี่ของการกระทําความผิด </p><p>(5) ประวัติการถูกลงโทษปรับทางปกครอง โทษทางอาญาของผู้กระทําผิด ตามพระราชบัญญัติ การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558"</p></li></ul><p><br></p><p>NOP ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : พนักงานได้ทวงถามหนี้ทางโทรศัพท์แล้ว และได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ภาคสนามลงไปทวงถามหนี้อีก สามารถกระทำได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : หากพนักงานได้ทวงถามหนี้แล้ว ส่งเจ้าหน้าที่ภาคสนามลงไปทวงถามหนี้อีก หรือทวงถามหนี้ด้วยวิธีการอื่นในวันเดียวกันอีก ย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะจะถือว่าเป็นการทวงถามหนี้เกินกว่า 1 ครั้ง ต่อวัน อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ ิ แต่หากพนักงานได้ทวงถามแล้ว วันอื่นหรือวันถัดไปได้ส่งเจ้าหน้าที่ภาคสนามลงไปทวงถามหนี้ด้วยวิธีการอื่นใดอีก หากไม่ได้ทวงถามหนี้เกินกว่า 1 ครั้งต่อวัน ย่อมสามารถดำเนินการได้</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 5</p><p>คำถาม : หน่วยงานใดรับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ ข้อใดกล่าวผิด (ข้อสอบปลัดอำเภอ67)</p><p>(ก) กรมการปกครองบผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้</p><p>(ข) ให้ที่ทําการปกครองจังหวัด รับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประจําจังหวัดค. กองบัญชาการตํารวจนครบาลรับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประจํากรุงเทพมหานคร</p><p>(ง) สํานักงานเศรษฐกิจการคลังรับผิดชอบในงานธุรการของคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดผิด</p><ul><li><p>คำตอบ จ.ไม่มีข้อใดผิด มาตรา 25 ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้กรมการปกครองรับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการและปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการได้มอบหมาย มาตรา 29 ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้ที่ทําการปกครองจังหวัดและกองบัญชาการตํารวจนครบาลรับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประจําจังหวัดและคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประจํากรุงเทพมหานครตามลําดับ มาตรา 26 ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ให้สํานักงานเศรษฐกิจการคลังรับผิดชอบในงานธุรการของคณะอนุกรรมการตามมาตรา 22</p></li></ul><p><br></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดผิด</strong></p><p><strong>(ก) ลูกหนี้ หมายถึง ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และให้หมายความรวมถึง ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็น</strong></p><p><strong>บุคคลธรรมดาด้วย</strong></p><p><strong>(ข) “ผู้ทวงถามหนี้” หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติ หรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ หนี้ดังกล่าวต้องชอบด้วยกฎหมายด้วย</strong></p><p><strong>(ค) คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ มีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ และอธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการและเลขานุการ</strong></p><p><strong>(ง) ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ หรือทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ของสามีภริยา บุพกรี หรือผู้สืบสันดานของตน </strong></p><p>(1) ก.  ค.</p><p>(2) ก.  ง.</p><p>(3) ก. ข. ค.  </p><p>(4) ข. ค. ง.</p><p>(5) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  5. ผิดทุกข้อ</p><p>(ก) ไม่รวมนิติบุคคล</p><p>(ข) หนี้ให้รวมถึงหนี้ที่ชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย</p><p>(ค) คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ</p><p>(ง) ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ หรือทวงถามหนี้หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ซึ่งมิใช่ของตน เว้นแต่ในกรณีที่เป็นหนี้ของสามีภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย</p><p><br></p></li></ul><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่ความหมาย "ลูกหนี้" ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong></p><p>(ก) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา</p><p>(ข) ลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล</p><p>(ค) ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา</p><p>(ง) ผิดทุกข้อ</p><p>(จ) ถูกทั้งข้อ ก. ข้อ ค.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. ลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคล มาตรา 3 "ลูกหนี้" หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึง ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong></p><p>(ก) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</p><p>(ข) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง</p><p>(ค) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์</p><p>(ง) ถูกทั้งข้อ ก. ข้อ ข. </p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ถูกทั้งข้อ ก. ข้อ ข. มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของตน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : "ผู้ทวงถามหนี้" ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 หมายความถึงข้อใด</strong></p><p>(ก) เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ</p><p>(ข) ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค</p><p>(ค) ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน</p><p>(ง) เจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติหรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทุกข้อ มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ "ผู้ทวงถามหนี้" หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำที่เป็นทางการค้าปกติ หรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ ทั้งนี้ ไม่ว่านี่ดังกล่าวจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และให้หมายความรวมถึง ผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ดังกล่าว ผู้รับมอบอำนาจช่วงในการทวงถามหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 4</p><p>คำถาม : ผู้ทวงถามหนี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งให้ชำระค่าปรับทางปกครอง หรืออุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน ต่อคณะกรรมการได้ภายในกี่วัน</p><p>(ก) ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง</p><p>(ข) ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง</p><p>(ค) ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง</p><p>(ง) ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง</p><p>(จ) ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง</p><ul><li><p>คำตอบ : ค. ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งมาตรา 38 ผู้ทวงถามนี่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งให้ชำระค่าปรับทางปกครองตามมาตรา 34 วรรคสอง หรือผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา 37 ต่อคณะกรรมการได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง </p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดไม่ใช่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัด </strong></p><p>(ก) อัยการจังหวัด</p><p>(ข) คลังจังหวัด</p><p>(ค) เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด</p><p>(ง) ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกในพื้นที่</p><p>(จ) ประธานสภาทนายความจังหวัด</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. จะไปงานที่ดินจังหวัด มาตรา 27 ในจังหวัดหนึ่ง ให้มีคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัดประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานกรรมการ อัยการจังหวัด ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกในพื้นที่ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด คลังจังหวัด ประธานสภาทนายความจังหวัด เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้แทนองค์กรพัฒนาภาคเอกชนในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง เป็นกรรมการ ให้ปลัดจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัดแต่งตั้งข้าราชการของที่ทำการปกครองจังหวัดสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 6</p><p>คำถาม : หน่วยงานใดรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัด และคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำกรุงเทพมหานคร</p><p>(ก) ที่ทำการปกครองจังหวัด</p><p>(ข) กองบัญชาการตำรวจนครบาล</p><p>(ค) กรุงเทพมหานคร</p><p>(ง) ถูกทั้งข้อ ก. ข้อ ข. </p><p>(จ) ถูกทั้งข้อ ก. ข้อ ค. </p><ul><li><p>คำตอบ : ง. ถูกทั้งข้อ ก. ข้อ ข. มาตรา 29 ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ที่ทำการปกครองจังหวัด และกองบัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัด และคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำกรุงเทพมหานครตามลำดับ</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-06 04:22:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3019839844</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.สถานบริการ (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384245</link>
         <description><![CDATA[<p>นิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ความผิดดังต่อไปนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต ครั้งละไม่เกิน 30 วัน ยกเว้นกรณีข้อใด</strong></p><p>(ก) ไม่จัดทำบัตรประวัติของพนักงานก่อนเริ่มเข้าทำงานในสถานบริการ และแจ้งการเปลี่ยนแปลงบัตรประวัตินั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง </p><p>(ข) ไม่จัดทำบัตรประวัติใหม่เมื่อสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ </p><p>(ค) ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอาการมึนเมาจนประพฤติวุ่นวาย หรือครองสติ ไม่ได้เข้าไปหรืออยู่ในสถานบริการระหว่างเวลาทำการ</p><p>(ง) รับผู้มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการ</p><p>(จ) จำหน่ายสุราให้แก่ผู้มีอาการมึนเมาจนประพฤติวุ่นวายหรือครองสติไม่ได้</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. รับผู้มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการ (สั่งพักฯ ไม่เกิน 90 วัน) กำหนดหลักเกณฑ์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาตหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาต (มาตรา 21) </p><p><strong>สั่งพักได้ครั้งละไม่เกิน 30 วันในกรณีดังนี้ </strong></p><p>(1) ไม่จัดทำบัตรประวัติของพนักงานก่อนเริ่มเข้าทำงานในสถานบริการ และแจ้ง การเปลี่ยนแปลงบัตรประวัตินั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง </p><p>(2) ไม่จัดทำบัตรประวัติใหม่เมื่อสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ </p><p>(3) ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอาการมึนเมาจนประพฤติวุ่นวาย หรือครองสติ ไม่ได้เข้าไปหรืออยู่ในสถานบริการระหว่างเวลาทำการ </p><p>(4) จำหน่ายสุราให้แก่ผู้มีอาการมึนเมาจนประพฤติวุ่นวายหรือครองสติไม่ได้ </p><p>(5) ฝ่าฝืนกฎกระทรวงเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกำหนดวันเวลาเปิดปิดสถานบริการ </p><p><strong>สั่งพักได้ครั้งละไม่เกิน 90 วันในกรณีดังนี้ </strong></p><p>(1) ย้าย แก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือต่อเติมสถานบริการ โดยได้รับอนุญาต </p><p>(2) รับผู้มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์เข้าทำงานในสถานบริการ </p><p>(3) ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้ซึ่งไม่มีหน้าที่เฝ้าดูแลสถานบริการนั้นพักอาศัย หลับนอนในสถานบริการ (4) ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานบริการ </p><p>(5) ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้มีการนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการ เว้นแต่ เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในเครื่องแบบนำเข้าไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย </p><p>(6) ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ซึ่งมิได้ทำงานใน สถานบริการนั้นเข้าไปในสถานบริการระหว่างเวลาทำการ </p><p>(7) ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้มีการนำอาวุธเข้าไปในสถานบริการ </p><p>(8) จัดให้มีการการแสดงทางลามกหรืออนาจาร หรือมีสัตว์ร้ายเข้าร่วมการแสดง </p><p>(10) เปิดเกินเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง ครั้งที่ 1ร </p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดคือสถานบริการ</strong></p><p>(ก) “ร้านลำดวนคาราโอเกะ” ซึ่งมีการจำหน่ายเครื่องดื่ม สุรา และอาหาร รวมทั้งมีผู้หญิงคอยให้บริการป้อนอาหารให้กับลูกค้า</p><p>(ข) “ร้านสมิงน้อย ณ ริมโขง” มีการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีการแสดงตลกทุกค่ำคืน มีพนักงานร้านสาวสวยนั่งคุยกับลูกค้าแก้เหงา ปิดทำการ 23.00 น. </p><p>(ค) “สมงิ นวดจริง ๆ” ซึ่งมีพนักงานสาวสวยไว้บริการนวดตัวให้กับลูกค้า</p><p>(ง) “ร้าน Zum coyoty” มีบริการอาหาร เครื่องดื่ม สุรา และมีการแสดงการเต้นของพนักงานผู้หญิงบนเวทีเป็นประจำทุกค่ำคืน</p><p>(จ) “ร้าน goodboy” มีบริการอาหาร เครื่องดื่ม การแสดงดนตรีสดทุกค่ำคืน ซึ่งปิดทำการในเวลา 24.00 น.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ก ข้อ ข ข้อ ค ข้อ ง ถูกต้อง ข้อ จ ผิด เนื่องจากปิดทำการในเวลา 24.00 น. หากจะเข้าเป็นสถานบริการ ต้องปิดทำการหลัง 24.00 น.</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ</strong></p><p>(ก) สถานบริการ A มีการจำหน่ายอาหาร สุรา และลูกค้าที่มาใช้บริการสามารถเต้นได้ ตั้งอยู่ในโรงแรม B สามารถเปิดได้ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น</p><p>(ข) สถานบริการ B มีการจำหน่ายอาหาร สุรา และแสดงดนตรีเพื่อการบันเทิง ตั้งอยู่ที่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี สามารถเปิดได้ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น</p><p>(ค) สถานบริการ C มีการจำหน่ายอาหาร สุรา และแสดงดนตรีเพื่อการบันเทิง ตั้งอยู่ที่ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ โดยหากในวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 1 มกราคม สามารถเปิดได้ถึงเวลา 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น</p><p>(ง) สถานบริการ D ตั้งอยู่ในเขต Zoning และอยู่ในเขตสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา จ.ระยอง สามารถเปิดทำการได้ตลอด 24 ชม.</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ   </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ข. ผิด เพราะ ตามกฎกระทรวงกำหนดวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ข้อ 2 ซึ่งให้เพิ่มข้อ 6/3 ในกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดให้ สถานบริการที่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่ กทม. จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ภูเก็ต และ ***อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นสถานบริการตามมาตรา 3 (1) (3) (4) และ (5) สามารถเปิดได้ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง ครั้งที่ 1</p><p>คำถาม : ข้อใดคือสถานบริการ</p><p>(ก) “ร้านลำดวนคาราโอเกะ” ซึ่งมีการจำหน่ายเครื่องดื่ม สุรา และอาหาร รวมทั้งมีผู้หญิงคอยให้บริการป้อนอาหารให้กับลูกค้า</p><p>(ข) “ร้านสมิงน้อย ณ ริมโขง” มีการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีการแสดงตลกทุกค่ำคืน มีพนักงานร้านสาวสวยนั่งคุยกับลูกค้าแก้เหงา ปิดทำการ 23.00 น. </p><p>(ค) “สมงิ นวดจริง ๆ” ซึ่งมีพนักงานสาวสวยไว้บริการนวดตัวให้กับลูกค้า</p><p>(ง) “ร้าน Zum coyoty” มีบริการอาหาร เครื่องดื่ม สุรา และมีการแสดงการเต้นของพนักงานผู้หญิงบนเวทีเป็นประจำทุกค่ำคืน</p><p>(จ) “ร้าน goodboy" มีบริการอาหาร เครื่องดื่ม การแสดงดนตรีสดทุกค่ำคืน ซึ่งปิดทำการในเวลา 24.00 น.</p><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ก ข้อ ข ข้อ ค ข้อ ง ถูกต้อง ข้อ จ ผิด เนื่องจากปิดทำการในเวลา 24.00 น. หากจะเข้าเป็นสถานบริการ ต้องปิดทำการหลัง 24.00 น.</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ</strong></p><p>(ก) สถานบริการ A มีการจำหน่ายอาหาร สุรา และลูกค้าที่มาใช้บริการสามารถเต้นได้ ตั้งอยู่ในโรงแรม B สามารถเปิดได้ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น</p><p>(ข) สถานบริการ B มีการจำหน่ายอาหาร สุรา และแสดงดนตรีเพื่อการบันเทิง ตั้งอยู่ที่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี สามารถเปิดได้ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น</p><p>(ค) สถานบริการ C มีการจำหน่ายอาหาร สุรา และแสดงดนตรีเพื่อการบันเทิง ตั้งอยู่ที่ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ โดยหากในวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 1 มกราคม สามารถเปิดได้ถึงเวลา 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น</p><p>(ง) สถานบริการ D ตั้งอยู่ในเขต Zoning และอยู่ในเขตสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา จ.ระยอง สามารถเปิดทำการได้ตลอด 24 ชม.</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ   </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ข. ผิด เพราะ ตามกฎกระทรวงกำหนดวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 ข้อ 2 ซึ่งให้เพิ่มข้อ 6/3 ในกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดให้ สถานบริการที่ตั้งอยู่ในเขตท้องที่ กทม. จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ภูเก็ต และ ***อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นสถานบริการตามมาตรา 3 (1) (3) (4) และ (5) สามารถเปิดได้ถึงเวลา 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) สถานบริการ หมายความว่า สถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการโดยหวังประโยชน์ในการค้า</p><p>(ข) เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเห็นสมควรจะกำหนดเขตอันมีปริมณฑลจำกัดในท้องที่ใดเพื่อการอนุญาตหรืองดอนุญาตให้ตั้งสถานบริการก็ให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา</p><p>(ค) การพิจารณาอนุญาตตั้งสถานบริการเป็นเรื่องเฉพาะตัว ยกเว้นกรณีผู้รับใบอนุญาตถึงแก่ความตาย ภรรยาสามารถเปลี่ยนชื่อเป็นผู้รับใบอนุญาตได้ เนื่องจาก ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการเป็นสินสมรสที่สามารถโอนให้แก่กันได้</p><p>(ง) ในกรณีใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการสูญหายหรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้รับใบอนุญาตตั้งสถานบริการยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ทราบว่าใบอนุญาตนั้นสูญหายหรือชำรุด</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ใบอนุญาตเฉพาะตัวไม่สามารถโอนให้กันได้ไม่ว่ากรณีใด โอนได้เฉพาะทรัพย์สินในสถานบริการเท่านั้น ทายาทที่จะดำเนินกิจการต่อต้องมาขออนุญาตใหม่</p></li></ul><p><br></p><p>TU ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : อาคารและสถานที่ที่ใช้ในการขออนุญาตตั้งสถานบริการข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) ไม่อยู่ใกล้โรงแรม</p><p>(ข) ไม่อยู่ใกล้โรงเรียน</p><p>(ค) ไม่อยู่ใกล้สถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน</p><p>(ง) ไม่อยู่ใกล้สโมสรเยาวชน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ก.ไม่อยู่ใกล้โรงแรม</p></li></ul><p><br></p><p>TU ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นาย ก. ฝ่าฝืนนำอาวุธปืน เข้าไปในสถานบริการ  ต้องได้รับโทษสถานใด</strong></p><p>(ก) ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ</p><p>(ข) ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ</p><p>(ค) ระวังโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ</p><p>(ง) ระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ข. ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นาย ก. กับ นาง ข. เป็นสามีภรรยากัน ในระหว่างสมรส สามีภรรยาได้ร่วมกันประกอบธุรกิจสถานบริการโดยใช้ชื่อ ภรรยาขอใบอนุญาตตั้งสถานบริการประเภท ๕ ชื่อ NASA PUB ต่อมาได้จะทะเบียนหย่าขาดจากกัน ข้อใดถูกต้อง</strong></p><p>(ก) ใบอนุญาตตั้งสถานบริการเป็นสินสมรส</p><p>(ข) สามารถโอนใบอนุญาตให้แก่สามีได้</p><p>(ค) ใบอนุญาตตั้งสถานบริการเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้รับอนุญาต ไม่มีบทบัญญัติอนุญาตให้มีการโอนใบอนุญาตแก่กันได้</p><p>(ง) สามารถโอนใบอนุญาตให้แก่ทายาทได้</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6729/2559)</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-10 15:22:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384245</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.โรงแรม</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384345</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยโรงแรมและสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ซึ่งบังคับใช้ในปัจจุบัน</strong></p><p>(ก) สถานที่พักที่มีจำนวนห้องพักในอาคารเดียวกัน หรือหลายอาคารรวมกันไม่เกิน 4 ห้อง และมีจำนวนผู้พักรวมกันทั้งหมดไม่เกิน 20 คน  ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการที่พักชั่วคราวสำหรับคนเดินทางหรือบุคคลอื่นใดโดยมีค่าตอบแทน  อันมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเพื่อหารายได้เสริม และได้แจ้งให้นายทะเบียนทราบตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด ไม่เป็นโรงแรมตาม (3) ของบทนิยามคำว่า “โรงแรม” ในมาตรา 4</p><p>(ข) โรงแรมประเภทที่ 2 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร</p><p>(ค) ผู้ใดประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p><p>(ง) ข้อ ก. และ ข้อ ค.</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ.</p><p><strong>ข้อ ก. ผิด </strong>เพราะตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ได้กำหนดให้สถานที่พักที่มีจำนวนห้องพักในอาคารเดียวกัน หรือหลายอาคารรวมกัน แล้วแต่กรณี โดยมีห้องพักรวมกันไม่เกิน 8 ห้อง และรองรับผู้พักรวมกันได้ไม่เกิน 30 คน ฯลฯ  ไม่เป็นโรงแรม</p><p><strong>ข้อ ข. ผิด</strong> เพราะตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ได้กำหนดให้ โรงแรมประเภทที่ 2 หมายความว่า โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพักเกิน 50 ห้องขึ้นไป หรือโรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหารหรือสถานที่สำหรับบริการอาหารหรือสถานที่สำหรับประกอบอาหาร</p><p><strong>ข้อ ค. ผิด</strong> เพราะผู้ใดประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอใบอนุญาต (ร.ร.1) จากผู้ประสงค์จะประกอบธุรกิจโรงแรม และเมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเอกสารหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการพิจารณาไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วน ให้นายทะเบียนดำเนินการอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายทะเบียนแจ้งผลการตรวจสอบให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบ ภายในห้าวันนับแต่วันยื่นคำขอ พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาให้ผู้ขอรับใบอนุญาตแก้ไข หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ให้นายทะเบียนคืนคําขอแก่ผู้ขอรับใบอนุญาต</p></li></ul><p><br></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมกำหนดขั้นตอนไว้อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p><strong>การขอต่ออายุใบอนุญาต</strong> “ให้ยื่นคำขอก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นสุด” เมื่อได้ยื่นคำขอแล้ว ให้ถือว่าผู้ยื่นคำขออยู่ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจนกว่าจะมีคำสั่งถึงที่สุดไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ทั้งนี้ ถ้าผลการตรวจสอบปรากฏว่า โรงแรมมีลักษณะถูกต้องตามที่กำหนดไว้ ให้นายทะเบียนต่ออายุใบอนุญาตให้</p><p>ถ้าผู้ยื่นคำขอต่อใบอนุญาตดำเนินการไม่ทันตามกำหนดเวลา แต่ถ้าประสงค์จะประกอบธุรกิจโรงแรมต่อไปและได้มายื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตภายใน 60 วันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นสุดสิ้นอายุ ให้ถือว่าได้ยื่นคำขอต่ออายุภายในระยะเวลาที่กำหนด และการประกอบธุรกิจโรงแรมในระหว่างนั้นให้ถือเสมือนว่า เป็นการดำเนินการของผู้รับใบอนุญาต แต่เมื่อได้รับอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ผู้นั้นจะต้องเสียค่าปรับเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาต ทั้งนี้ หากการขอต่ออายุใบอนุญาตพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นสุด ผู้ขอจะต้องดำเนินการเสมือนขออนุญาตใหม่</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดที่ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมดำเนินการเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน</strong></p><p>(ก) เปลี่ยนแปลงประเภทของโรงแรม</p><p>(ข) เพิ่มหรือลดจำนวนห้องพักในโรงแรมโรงแรม</p><p>(ค) เปลี่ยนชื่อโรงแรม</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ก และ ข้อ ค ถูกต้อง ข้อ ข ที่ถูกต้อง คือ “ เพิ่มหรือลดจำนวนห้องพักในโรงแรมอันมีผลกระทบถึงโครงสร้างของโรงแรม”</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและผู้จัดการมีหน้าที่ และความรับผิดชอบ ร่วมกันคือข้อใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) จัดให้มีป้ายชื่อโรงแรม ตามมาตรา 20 ติดไว้หน้าโรงแรม</p><p>(2) จัดให้มีการแสดงใบอนุญาตไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ในโรงแรม</p><p>(3) จัดให้มีเลขที่ประจำห้องพักติดไว้ที่หน้าห้องพักทุกห้อง</p><p>(4) จัดให้มีเอกสารแสดงอัตราค่าที่พักไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ในโรงแรม</p><p>(5) จัดให้มีแผนผังแสดงทางหนีไฟไว้ในแต่ละชั้นของโรงแรมและห้องพักทุกห้องและป้ายทางออกฉุกเฉินไว้ในแต่ละชั้นของโรงแรม</p><p>(6) จัดให้มีเอกสารแสดงข้อจำกัดความรับผิดตามที่มาตรา 675 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ในโรงแรมและห้องพักทุกห้อง</p><p>(7) ดูแลรักษาความสะอาดด้านสุขลักษณะและอนามัยของโรงแรมให้เป็นไปตามกฏหมาย ว่าด้วยการสาธารณสุขและคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือเจ้าพนักงานสาธารณสุข</p><p>(8) ดูแลรักษาสภาพของโรงแรมให้มีความมั่นคงแข็งแรงและระบบการป้องกันอัคคีภัยให้เป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารและคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น</p><p>(9) ดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามกฏหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ</p><p>(10) ดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับผู้พักในกรณีเกิดอัคคีภัย อุทกภัย หรือเกิดอันตรายใด ๆ ขึ้นในโรงแรม</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายโรงแรมและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง</strong></p><p>(ก) ในกรณีโรงแรมได้รับความเสียหายเนื่องจากไฟไหม้ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมหรือผู้จัดการแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เหตุสิ้นสุดลง</p><p>(ข) อาคารสำหรับใช้เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในท้องที่ที่มีกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารใช้บังคับ ต้องมีหลักฐานแสดงใบรับรองการดัดแปลงหรือใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคาร (อ.5)</p><p>(ค) อาคารที่ได้รับใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารมาประกอบธุรกิจโรงแรม ตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารประเภทอื่นที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2566 สามารถขอรับใบอนุญาตโรงแรมได้เฉพาะโรงแรมประเภท 1  เท่านั้น</p><p>(ง) กรณีอาคารเก่าที่ให้บริการห้องพักอยู่ก่อนแล้วต้องมีเลขที่ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป้นอันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข</p><p>(จ) อาคารสำหัรบใช้เป็นโรงแรมที่มีลักษณะเป็นแพ หรือสิ่งลอยน้ำได้หรือเรือต้องจัดให้มีถังเก็บเศษอาหารขนาดไม่น้อยกว่า 40 ลิตร</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ขอได้ประเภท 1 และ 2</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการขอต่ออายุใบอนุญาต</strong></p><p>(ก) การขอต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อได้ยื่นคำขอแล้วให้ถือว่าผู้ยื่นคำขออยู่ในฐานะผู้รับใบอนุญาตจนกว่าจะมีคำสั่งถึงที่สุดไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต</p><p>(ข) ถ้าผลการตรวจสอบปรากฏว่าโรงแรมมีลักษณะถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ให้นายทะเบียนต่ออายุใบอนุญาตให้ หากมีกรณีที่ไม่ถูกต้อง ให้นายทะเบียนสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อแก้ไขแล้วให้ต่ออายุใบอนุญาตได้ ถ้าหากไม่แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดให้มีคาสั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาต</p><p>(ค) ผู้ที่ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตไม่ทันกำหนดเวลา ถ้าประสงค์จะประกอบธุรกิจโรงแรมต่อไป และได้มายื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุให้ถือว่าได้ยื่นคำขอต่ออายุภายในระยะเวลาที่กำหนด และการประกอบธุรกิจโรงแรมในระหว่างนั้นให้ถือเสมือนว่าเป็นการดำเนินการของผู้รับใบอนุญาต แต่เมื่อได้รับอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต ผู้นั้นจะต้องเสียค่าปรับเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบของค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาต</p><p>หากพ้นกาหนดหกสิบวันต้องดำเนินการเสมือนขออนุญาตใหม่</p><p>(ง) การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกาหนด</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ.</p></li></ul><p><br></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  หลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับโรงแรมทุกประเภทในเรื่องสถานที่ตั้งของโรงแรมต้องมีลักษณะ อย่างไร </strong></p><p>(ก) ตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและอนามัยของผู้พักและมีการคมนาคมสะดวกและปลอดภัย </p><p>(ข) เส้นทางเข้าออกโรงแรมต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านการจราจร </p><p>(ค) ในกรณีที่ใช้พื้นที่ประกอบธุรกิจโรงแรมในอาคารเดียวกันกับการประกอบกิจการอื่นต้องแบ่งสถานที่ให้ชัดเจน และการประกอบกิจการอื่นต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจโรงแรม </p><p>(ง) ไม่ตั้งอยู่ในบริเวณหรือใกล้เคียงกับโบราณสถาน ศาสนสถานหรือสถาน อันเป็นที่เคารพในทางศาสนา หรือสถานที่อื่นใดอันจะทำให้เกิดทัศนียภาพที่ไม่เหมาะสม กระทบต่อความมั่นคงและการดำรงอยู่ของสถานที่ดังกล่าว หรือจะทำให้ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น </p><p>(จ) ถูกทุกข้อ </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย จ. (กฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2551 ข้อ 3)</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดเป็นเลขานุการของคณะกรรมการส่งเสริมและกำกับธุรกิจโรงแรม</strong></p><p>(ก) ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ</p><p>(ข) ผู้แทนสมาคมโรงแรมไทย</p><p>(ค) ผู้แทนกรมการปกครอง</p><p>(ง) ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ผู้แทนกรมการปกครอง มาตรา 6 วรรคสอง ให้ผู้แทนกรมการปกครองเป็นเลขานุการ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครังที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การโอนใบอนุญาตกรณีผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมถึงแก่ความตาย มีข้อปฏิบัติอย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของการเป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม (กรณีมีทายาทหลายคนให้ทายาทด้วยกันตกลงตั้งทายาท 1 คน) ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนเพื่อขอรับโอนใบอนุญาตภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตาย *ถ้าไม่ได้ยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าใบอนุญาตสิ้นอายุ</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-10 15:22:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384345</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.โรงรับจำนำ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384462</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การห้ามมิให้ผู้รับจำนำกระทำการ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง </strong></p><p><strong>(1) รับจำนำหรือให้ไถ่ทรัพย์จำนำในระหว่างเวลาตั้งแต่ 18:00 น. ถึง 06:00 น.</strong></p><p><strong>(2) รับจำนำสิ่งของจากภิกษุสามเณรหรือเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี</strong></p><p><strong>(3) รับจำนำสิ่งของที่เห็นได้ว่าเป็นของที่ใช้ในราชการหรือสิ่งของที่ได้รับแจ้งเรื่องของหายจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ</strong></p><p><strong>(4) นำทรัพย์จำนำออกนอกโรงรับจำนำ เว้นแต่ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต หรือเพื่อให้พ้นภยันตรายอันร้ายแรงที่ผู้รับจำนำจะป้องกันด้วยวิธีอื่นไม่ได้</strong></p><p><strong>(5) ประกอบธุรกิจซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำหรือการขายทรัพย์จำนำที่หลุดเป็นสิทธิแล้วในบริเวณนอกโรงรับจำนำ</strong></p><p>(ก) 1 และ 2</p><p>(ข) 2 และ 3</p><p>(ค) 1 และ 4</p><p>(ง) 4 และ 5</p><p>(จ) 1 และ 5 </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. 1 และ 5 ที่ถูกต้องคือ </p><p>(1) รับจำนำหรือให้ไถ่ทรัพย์จำนำในระหว่างเวลาตั้งแต่ 18:00 น. ถึง 08:00 น.</p><p>(5) ประกอบธุรกิจซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำหรือการขายทรัพย์จำนำที่หลุดเป็นสิทธิแล้วในบริเวณโรงรับจำนำ</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การห้ามมิให้ผู้รับจำนำกระทำการ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง </strong></p><p><strong>(1) รับจำนำหรือให้ไถ่ทรัพย์จำนำในระหว่างเวลาตั้งแต่ 18:00 น. ถึง 06:00 น.</strong></p><p><strong>(2) รับจำนำสิ่งของจากภิกษุสามเณรหรือเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี</strong></p><p><strong>(3) รับจำนำสิ่งของที่เห็นได้ว่าเป็นของที่ใช้ในราชการหรือสิ่งของที่ได้รับแจ้งเรื่องของหายจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ</strong></p><p><strong>(4) นำทรัพย์จำนำออกนอกโรงรับจำนำ เว้นแต่ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต หรือเพื่อให้พ้นภยันตรายอันร้ายแรงที่ผู้รับจำนำจะป้องกันด้วยวิธีอื่นไม่ได้</strong></p><p><strong>(5) ประกอบธุรกิจซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำหรือการขายทรัพย์จำนำที่หลุดเป็นสิทธิแล้วในบริเวณนอกโรงรับจำนำ</strong></p><p>(ก) 1 และ 2</p><p>(ข) 2 และ 3</p><p>(ค) 1 และ 4</p><p>(ง) 4 และ 5</p><p>(จ) 1 และ 5 </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. 1 และ 5 ที่ถูกต้องคือ </p><p>(1) รับจำนำหรือให้ไถ่ทรัพย์จำนำในระหว่างเวลาตั้งแต่ 18:00 น. ถึง 08:00 น.</p><p>(5) ประกอบธุรกิจซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการรับจำนำหรือการขายทรัพย์จำนำที่หลุดเป็นสิทธิแล้วในบริเวณโรงรับจำนำ</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การใช้ชื่อโรงรับจำนำ</strong></p><p>(ก) ต้องเป็นอักษรไทยที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่จะมีอักษรต่างประเทศกำกับไว้ท้าย หรือใต้ชื่ออักษรไทยด้วยก็ได้</p><p>(ข) ไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม</p><p>(ค) ไม่ซ้ำหรือพ้องกับชื่อโรงรับจำนำอื่นที่ได้รับอนุญาตไว้แล้ว เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงรับจำนำนั้น</p><p>(ง) ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ: ข้อ ข ผิด ที่ถูก คือ ข. ไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินีหรือองค์พระรัชทายาท (ตามประกาศมติคณะกรรมการควบคุมโรงรับจำนำ เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ชื่อโรงรับจำนำ ประกาศ ณ วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565)</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) ผู้ขออนุญาตั้งโรงรับจำนำต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี</p><p>(ข) การรับจำนำหรือให้ไถ่ถอนทรัพย์จำนำนั้น ห้ามกระทำการในระหว่างเวลาตั้งแต่ 18.00 น. ถึง 08.00 น. ของวันถัดไป</p><p>(ค) การอุทธรณ์การไม่อนุญาตให้ผู้ยื่นคำขออุธรณ์ต่อรัฐมนตรีโดยยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด</p><p>(ง) การอุทธรณ์การพักใช้ใบอนุญาตให้ผู้ยื่นคำขออุธรณ์ต่อรัฐมนตรีโดยยื่นอุทธรณ์ต่อเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด</p><p>(จ) ใบอนุญาตตั้งโรงรับจำนำให้ใช้ได้ถึงวันที่ 31 มกราคมของทุกปีที่ออกใบอนุญาต</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. 31 ธันวาคม</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ ครั้งที่2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดถูกต้อง เกี่ยวกับโรงรับจำนำ</strong></p><p>(ก) การว่าประมูลตั้งโรงรับจำนำ คณะกรรมการควบคุมโรงรับจำนำจะให้กระทำโดยวิธีลับหรือเปิดเผยก็ได้</p><p>(ข) ในท้องที่ใดที่คณะกรรมการควบคุมโรงรับจำนำได้กำหนดจำนวนโรงรับจำนำไว้มากกว่าหนึ่งโรง ให้ว่าประมูลคราวละหนึ่งโรง</p><p>(ค) ให้ผู้ว่าประมูลในจำนวนเงินสูงสุดเป็นผู้มีสิทธิได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงรับจำนำที่ว่าประมูลนั้น</p><p>(ง) เงินประกัน ให้คืนแก่ผู้ยื่นคำขออนุญาตตั้งโรงรับจำนำแต่ถ้าผู้ขออนุญาตตั้งโรงรับจำนำไม่ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตั้งโรงรับจำนำภายในกำหนดสองเดือนนับแต่วันที่เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตแจ้งให้ทราบ หรือไม่มายื่นคำขอว่าประมูลในกรณีที่มีการว่าประมูลตามกำหนดเวลาที่เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตได้แจ้งให้ทราบ ให้ริบเสีย</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ผิด</strong></p><p>(ก) ใบอนุญาตตั้งโรงรับจำนำให้ใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่ออกใบอนุญาต</p><p>(ข) ห้ามมีให้ผู้รับจำนำย้ายสถานที่ตั้งโรงรับจำนำ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมโรงรับจำนำ การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง</p><p>(ค) ในกรณีผู้รับจำนำเป็นนิติบุคคล เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้จัดการ ผู้รับจำนำต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตทราบภายในยี่สิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง</p><p>(ง) ในกรณีมีเหตุควรสงสัยว่าสิ่งของที่มีผู้นำมาจำนำเป็นสิ่งของที่มีผู้ได้มาโดยการกระทำความผิด ให้ผู้รับจำนำแจ้งต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจท้องที่ทันที</p><p>(จ) ให้ผู้รับจำนำทำบัญชีงบเดือนยื่นต่อเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาไม่เกินสิบห้าวันนัดแต่วันสิ้นเดือนปฏิทิน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. </p></li></ul><p>         มาตรา 15 ในกรณีผู้รับจำนำเป็นนิติบุคคล เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้จัดการ ผู้รับจำนำต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-10 15:22:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384462</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.อาวุธปืน</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384567</link>
         <description><![CDATA[<p>ปักเป้า ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใบอนุญาตสำหรับอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนในแต่ละประเภท มีกำหนดอายุอย่างไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ใบอนุญาตให้ทำ ให้ออกได้เฉพาะสำหรับทำดินปืนมีควันสำหรับใช้เองและเฉพาะผู้ที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนซึ่งใช้ดินปืนมีควัน “มีอายุตลอดเวลา” ที่ผู้นั้นมีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนนั้นอยู่</p><p>(2) ใบอนุญาตให้ซื้อ มีอายุ “6 เดือน” นับแต่วันออก</p><p>(3) ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน “มีอายุตลอดเวลา” ที่ผู้รับใบอนุญาตเป็นเจ้าของอาวุธปืนนั้น</p><p>(4) ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน “ชั่วคราว” มีอายุ “6 เดือน” นับแต่วันออก</p><p>(5) ใบอนุญาตให้สั่งหรือนำเข้า มีอายุ “1 ปี” นับแต่วันออก</p><p>(6) ใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนไว้เพื่อเก็บ “มีอายุตลอดเวลา” ที่ผู้รับใบอนุญาตมีอาวุธปืนนั้นไว้เพื่อเก็บ</p><p>(7) ใบอนุญาตให้ “มีอาวุธปืนติดตัว” มีอายุ “1 ปี” นับแต่วันออก</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาต</strong></p><p>(ก) ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนสูญหาย เป็นอันตรายหรือลบเลือนอ่านไม่ออกให้ผู้รับใบอนุญาตยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตต่อในทะเบียนท้องที่ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบเหตุ</p><p>(ข) ใบอนุญาตประกอบการอาชีพขายทอดตลาดหรือค้าของเก่าสูญหาย ให้ผู้รับใบอนุญาตไปขอรับใบแทนใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ภายใน 7 วันนับแต่วันสูญหาย</p><p>(ค) ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมสูญหายหรือถูกทำลายในสาระสำคัญ ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตจากนายทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบการสูญหายหรือถูกทำลาย</p><p>(ง) ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการสูญหายหรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาต ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้ทราบว่าใบอนุญาตสูญหายหรือชำรุด</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการไม่บังคับใช้กฎหมายตาม พรบ. อาวุธปืนกับหน่วยงานต่าง ๆ</strong></p><p>(ก) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนของหน่วยงานราชการทหาร</p><p>(ข) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่มีและใช้ในการป้องกันและรักษาทรัพย์สินอันสำคัญของรัฐ</p><p>(ค) อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนประจำเรือเดินทะเล</p><p>(ง) ดอกไม้เพลิงสัญญาณประจำรถไฟ</p><p>(จ) อาวุธปืนที่มีหน้าที่ป้องกันประเทศหรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนมอบให้ประชาชนมีและใช้ เพื่อช่วยเหลือราชการของทหารและตำรวจ หรือของหน่วยราชการ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ดอกไม้เพลิงสัญญาณ ประจำ เรือเดินทะเล อากาศยาน สนามบิน เท่านั้น ไม่มีรถไฟ (รถไฟจะมีอาวุธบินและเครื่องกระสุนปืน)</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจอนุมัติการออกหนังสืออนุญาตพิเศษให้ผู้อื่นมีและใช้อาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับรักษาทรัพย์สินของตนคือใคร</strong></p><p>(ก) อธิบดีกรมการปกครอง ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตจังหวัดอื่น</p><p>(ข) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตจังหวัดอื่น</p><p>(ค) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตจังหวัดอื่น</p><p>(ง) ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตจังหวัดอื่น</p><p>(จ) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตจังหวัดอื่น</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในเขตกรุงเทพฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตจังหวัดอื่น</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : อาวุธปืนที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติอาวุธปืน (อาวุธปืนที่ไม่ต้องขออนุญาตต่อนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน) คือข้อใด</strong></p><p>(ก) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ของราชการทหารและตำรวจที่มีหรือใช้ในราชการ</p><p>(ข) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ของราชการทหารและตำรวจที่มีหรือใช้ในราชการหน่วยราชการที่มีหรือใช้เพื่อป้องกันประเทศหรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน</p><p>(ค) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ของราชการทหารและตำรวจที่มีหรือใช้ในราชการหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มีและใช้ในการป้องกันและรักษาทรัพย์สินอันสำคัญของรัฐ</p><p>(ง) อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนประจำเรือเดินทะเล รถไฟและอากาศยานตามปกติ ซึ่งได้แสดงและให้พนักงานศุลกากรตรวจตามกฎหมายแล้ว</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย จ.</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p></blockquote><blockquote><p><strong>(A) เครื่อวกระสุนปืน หมายความรวมถึงกระสุนโดด กระสุนปราย กระสุนแตก ลูกระเบิด ตอร์ปิโด ทุ่นระเบิด และจรวจ ชนิดที่มีกรดแก๊ส เชื้อเพลิง เชื้อโรค ไอพิษ หมอกหรือควัน </strong></p><p><strong>(B) มี หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์และมีไวในครอบครอง แต่ไม่หมายรวมถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น</strong></p><p><strong>(C) สั่ง หมายความว่า ให้บุคคลใดส่งและนำเข้ามาจากภายนอกราชอาณาจักร</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) A และ B</p><p>(ข) B และ C </p><p>(ค) C และ A</p><p>(ง) A B และ C</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ  กล่าวผิดทุกข้อ</p><p>(A) ต้องทั้งชนิดที่มีและไม่มี **</p><p>(B) ต้อง มีกรรมสิทธิ์ หรือ มีไว้ในครองครอง </p><p>(C) ต้อง ส่ง หรือ นำเข้า</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่เป็นเครื่องกระสุนปืน</strong></p><p><strong>(A) ลูกระเบิดที่ไม่มีชนวนหัวท้ายที่จะนำมาประกอบกัน แต่ลูกระเบิดมีความสมบูรณ์</strong></p><p><strong>(B) ลูกระเบิดชนวนเสื่อมสภาพ ลูกระเบิดอยู่ในสภาพใช้การไม่ได้</strong></p><p><strong>(C) ลูกระเบิดซ้อมขว้างซึ่งอยู่ในสภาพทำการซ้อมขว้างไม่ได้</strong></p><p>(ก) A และ B</p><p>(ข) B และ C </p><p>(ค) C และ A</p><p>(ง) A B และ C</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ  ข. B และ C  ตามฎีกา 328/2531 และ ฎีกา 4206/2541 ส่วน A เป็นเครื่องกระสุนได้ ถ้านำชนวนหัวและชนวนท้ายมาประกอบกัน ก็ทำการยิงได้ เลยเป็น ตาม ฎีกา 2095/2536</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นาย ย.ยักษ์ ฝากปืนของตนไว้ที่บ้าน ของ นายวันดี ซึ่งเป็นเพื่อนชาย ชั่วคราว และลืมทิ้งไว้ที่บ้านนายวันดีประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่มารับคืน กรณีนี้ ถือว่านายวันดี "มี" อาวุธปืนหรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ไม่ เพราะตามฎีกา 711/2509  คำว่า มีอาวุธปืน ตาม พรบ หมายความว่า กรรมสิทธิ์ หรือ มีไว้ในครอบครอง คำว่า ครอบครองหาได้บัญญัติความหมายพิเศษอย่างใดไม่  ต้องถือว่ามีความหมายตามกฎหมายทั่วไป การถือปืนชั่วขณะและต้องส่งคืน เป็นการยึดถือปืนแต่ไม่มีเจตนายึดถือเพื่อตน หาเป็นการครองครองไม่ (ฎีกา 1824/2499 และ 1578/2495 และ 711/2509)</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูก</strong></p><p><strong>(A) ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ให้ออกให้แก่บุคคลสำหรับใช้ในการป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน หรือในการกีฬาหรือยิงสัตว์</strong></p><p><strong>(B) ใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนไว้เพื่อเก็บให้ออกได้สำหรับอาวุธปืนที่นายทะเบียนเห็นว่าชำรุดจนใช้ยิงไม่ได้หรือวุธปืนแบบพ้นสมัย หรืออาวุธปืนซึ่งได้รับเป็นรางวัลจากการแข่งขันยิงปืน</strong></p><p><strong>(C) อาวุธปืนซึ่งได้รับอนุญาตให้มีไว้เพื่อเก็บนั้น ห้ามมิให้ยิงและห้ามมิให้มีเครื่องกระสุนปืนสำหรับอาวุธปืนนั้น</strong></p><p>(ก) A และ B</p><p>(ข) B และ C </p><p>(ค) C และ A</p><p>(ง) A B และ C</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. C และ A เนื่องจากข้อ B ต้องเป็นรางวัลที่ได้จากการการแข่งขันยิงปืนของทางราชการ</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หากนางสาวชัชชุอร มีคุณสมบัติมีและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา  13 มาข้ออนุญาตให้มีและใช้อาุวธปืน นายทะเบียนท้องที่ต้องออกใบอนุญาตให้เสมอไปหรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ไม่จำเป็นต้องออกใบอนุญาตเสมอไป นายทะเบียนชอบที่จะใช้ดุลพินิจออกและไม่ออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน โดยอ้างอิงหลักการพิจารณาออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ตามแนบท้ายหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0501/ว886 เรื่อง หลักการพิจารณาออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2561</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-10 15:23:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384567</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ขายทอดตลาด</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384727</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับการขออนุญาต การประกอบอาชีพ และการตรวจการประกอบกิจการค้าของเก่า</strong></p><p>(ก) อปค. เป็นเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ใน กทม. และ ผวจ. เป็นเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ในจังหวัดอื่น โดย อปค. และข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัด ปค. เป็นนายตรวจใน กทม. ส่วนในจังหวัดอื่น ปจ. นอ. ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ และปลัดอำเภอแห่งท้องที่ เป็นนายตรวจ</p><p>(ข) การยื่นคำร้องขอใบอนุญาตค้าของเก่า หากไม่สามารถเดินทางมาด้วยตนเอง สามารถมอบให้ผู้อื่นกระทำการแทนได้ </p><p>(ค) ใบอนุญาตค้าของเก่า ให้ใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีถัดไปจากปีที่ขอใบอนุญาต และถ้าผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต ต้องยื่นคำขออนุญาตก่อนใบอนุญาตเดิมสิ้นอายุ 60 วัน</p><p>(ง) การย้ายสถานประกอบกิจการค้าของเก่า จากที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ผู้รับใบอนุญาตต้องแจ้งให้นายตรวจทราบและยื่นคำขออนุญาตย้ายสถานประกอบอาชีพล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 10 วัน</p><p>(จ) ข้อ ข. และข้อ ค.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ. โดย ข้อ ข. ตามระเบียบ มท. ว่าด้วยการควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 ข้อ 6 วรรคสอง กำหนดให้ การยื่นคำร้องขอใบอนุญาตค้าของเก่า ผู้ขอต้องยื่นคำขอใบอนุญาตด้วยตนเอง จะมอบให้ผู้ใดทำการแทนไม่ได้ และตามข้อ 14 ของระเบียบฉบับเดียวกันนี้ กำหนดให้ใบอนุญาตขายทอดตลาดและค้าของเก่า ให้ใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่ออกใบอนุญาต โดยผู้รับใบอนุญาตที่ประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต ต้องยื่นคำขออนุญาตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ 90 วัน</p></li></ul><p><br></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตประกอบอาชีพขายทอดตลาดและค้าของเก่าในแต่ละประเภทในปัจจุบันให้เรียกเก็บในอัตราเท่าใด</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) การขายทอดตลาด ปีละ 7,500 บาท</p><p>(2) การค้าของเก่า</p><p>(ก) ประเภทโบราณวัตถุหรือศิลปะวัตถุ ตามกฏหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุ และพิพิธภัณฑ์ฑสถานแห่งชาติ ปีละ 6,250 บาท</p><p>(ข) ประเภทเพชร พลอย ทอง นาก เงิน หรืออัญมณี ปีละ 5,000 บาท</p><p>(ค) ประเภทรถยนต์ตามกฏหมายว่าด้วยรถยนต์ปีละ 3,750 บาท</p><p>(ง) ประเภทอื่นๆ ปีละ 2,500 บาท</p><p>ทั้งนี้ การค้าของเก่าหลายประเภทให้เรียกเก็บค่าทำเนียมในประเภทที่สูงกว่าประเภทเดียว ใบอนุญาตขายทอดตลาดและค้าของเก่า ให้ใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่ออกใบอนุญาต ผู้รับใบอนุญาตที่ประสงค์จะต่อใบอนุญาตต้องยื่นคำขออนุญาตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ 90 วัน</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อปฏิบัติผู้ค้าของเก่า</strong></p><p>(ก) แสดงนามข้องตนและคำว่า "ผู้ค้าของเก่า" ไว้ ณ ที่ทำการค้าของตน พร้อมทั้งใบอนุญาตในที่อันเห็นได้ชัดแจ้ง</p><p>(ข) มีสมุดบัญชีสำหรับการค้าของตน และจดรายการข้อสำคัญทั้งปวงแห่งการค้าไว้ทุกราย สมุดบัญชีตามที่กล่าวนี้ต้องทำตามแบบและนำมาให้เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตลงนามและประทับตราก่อนทุกเล่ม</p><p>(ค) แจ้งแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือนายตรวจเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์ที่มีผู้เสนอหรือโอนให้ตนนั้นเป้นทรัพย์ที่ได้มาโดยทางทุจริต</p><p>(ง) ทำเลขลำดับเป็นเครื่องหมายปิดไว้ที่ของให้ตรงกับเลขลำดับในสมุดบัญชีเพื่อสะดวกในการสำรวจ</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ จ.</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใบอนุญาตประกอบการอาชีพขายทอดตลาดหรือค้าของเก่าสูญหายไปในกรณีใด ให้ผู้รับใบอนุญาตไปขอรับใบแทนใบอนุญาตภายในระยะเวลาเท่าใด</strong></p><p>(ก) เจ็ดวันนับแต่วันสูญหาย</p><p>(ข) สิบห้าวันนับแต่วันสูญหาย</p><p>(ค) สามสิบวันนับแต่วันสูญหาย</p><p>(ง) สี่สิบห้าวันนัดแต่วันสูญหาย</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. เจ็ดวันนับแต่วันสูญหาย มาตรา 6 ทวิ ใบอนุญาตประกอบการอาชีพขายทอดตลาดหรือค้าของเก่าหากสูญหายไปในกรณีใดก็ตาม ให้ผู้รับใบอนุญาตไปขอรับใบแทนใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตภายในระยะเวลาเจ็ดวันนับแต่วันสูญหาย</p></li></ul><p><br></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน นายทะเบียนจะออกให้แก่บุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ใด</strong></p><p>(ก) การกีฬา หรือล่าสัตว์</p><p>(ข) เพื่อเก็บ</p><p>(ค) ใช้ในการป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน</p><p>(ง) ถูกเฉพาะข้อ ก. ข้อ ข.</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ใช้ในการป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน มาตรา 9 ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน นายทะเบียนจะออกให้แก่บุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ใช้ในการป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน หรือในการกีฬา หรือยิงสัตว์</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-10 15:23:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384727</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.การพนัน (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384844</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า “นางสาว A เป็นยูทูบเบอร์ชื่อดัง มีอาชีพขายเสื้อผ้าและเครื่องสำอางประเภทต่าง ๆ ผ่านสื่อออนไลน์ ได้จัดกิจกรรมกล่องสุ่มเครื่องสำอาง มูลค่ากล่องละ 999 บาท โดยนางสาว A ยืนยันว่า ลูกค้าจะได้รับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 999 บาท และในกล่องสุ่มจะมีการแจกเงินหรือของรางวัลอย่างอื่น เพื่อสมนาคุณให้กับลูกค้าที่เข้ามาติดตามช่องของนางสาว A” จากข้อเท็จจริงข้างต้น ข้อใดกล่าวถูกต้องที่สุด</strong></p><p>(ก) การกระทำของนางสาว A ถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนัน </p><p>(ข) การกระทำของนางสาว A ถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานจัดให้มีการแถมพก </p><p>(ค) การกระทำของนางสาว A ถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันและการแถมพก</p><p>(ง) การกระทำของนางสาว A ไม่ถือว่าเป็นความผิดใด ๆ เพราะ ลูกค้าสมัครใจและไม่ได้เสียประโยชน์จากการซื้อเครื่องสำอางจากนางสาว A </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ข. เพราะ ลักษณะสำคัญของการพนัน คือ การเล่นนั้นต้องมีลักษณะเป็นการเสี่ยงโชคต่อการได้หรือเสียประโยชน์ ซึ่งการจัดกิจกรรมด้วยการให้ผู้ร่วมรายการซื้อผลิตภัณฑ์ของของนางสาว A คือ กล่องสุ่มเครื่องสำอางมูลค่า 999 บาท ซึ่งเป็นราคาตามปกติขั้นต่ำ โดยไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และผู้ซื้อได้สินค้าเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 999 บาท ดังนั้น จึงไม่มีลักษณะต่อการได้หรือเสียประโยชน์ อันเป็นลักษณะสำคัญของการพนัน จึงไม่ถือเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันตาม พ.ร.บ.การพนัน พุทธศักราช 2478 ส่วนการเล่นใดจะเป็นการจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัล ด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ที่จะต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงาน ตามความในมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.การพนัน พุทธศักราช 2478 จะต้องมีการเล่นที่ครบองค์ประกอบ คือ </p><p>(1) จัดให้มีการแถมพกหรือรางวัล </p><p>(2) ด้วยการเสี่ยงโชคด้วยวิธีใด ๆ </p><p>(3) ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ และ </p><p>(4) ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต</p><p>ดังนั้น การกระทำของนางสาว A ที่ให้ผู้ร่วมรายการซื้อกล่องสุ่มเครื่องสำอาง จึงเป็นการขาย อันกระทำไปในการประกอบอาชีพของนางสาว A อีกทั้งเมื่อผู้ซื้อสินค้าไม่ทราบว่าตนจะได้สินค้าหรือของแถมพกหรือรางวัลชนิดใด ประเภทใด หรือจะได้รับสินค้าที่มีมูลค่าเท่ากับหรือมากกว่าจำนวนเงินที่จ่ายไปหรือไม่ จึงถือเป็นการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ที่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การกระทำของนางสาว A จึงถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานจัดให้มีการแถมพก ตามมาตรา 8 ประกอบมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.การพนัน พุทธศักราช 2478</p></li></ul><p><br></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับแนวทางการควบคุมวันอนุมัติ อนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนัน</strong></p><p>(ก) วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันห้ามอนุมัติ อนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันทุกประเภท</p><p>(ข) ห้ามอนุมัติ อนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันชกมวย มวยปล้ำ ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาโดยเด็ดขาด เว้นแต่วันธรรมสวนะ</p><p>(ค) ให้อนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และกัดปลา เฉพาะวันเสาร์หรืออาทิตย์สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 วัน เดือนหนึ่งห้ามเกิน 4 วัน และจะต้องไม่ตรงกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา</p><p>(ง) ห้ามมิให้อนุญาตจัดให้มีการเล่นพนันแข่งม้า นัดพิเศษในโอกาสต่างๆ หากผู้ขออนุญาตและสนามม้ามีเจตนารมณ์ที่จะหารายได้เพื่อบริจาคในกิจการสาธารณกุศล อย่างแท้จริง ควรดำเนินการในการจัดแข่งม้านัดปกติประจำสัปดาห์</p><p>(จ) ให้อนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันชนโค ในจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลาและพัทลุง บ่อนหนึ่งเดือนละ 1 ครั้ง ส่วนจังหวัดอื่นบ่อนหนึ่งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เดือนหนึ่งไม่เกิน 4 ครั้ง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ค. ผิด ที่ถูก คือ ให้อนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่และกัดปลา เฉพาะวันเสาร์หรืออาทิตย์สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 วัน เดือนหนึ่งห้ามเกิน 3 วัน และจะต้องไม่ตรงกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (ตามหนังสือ มท.0307.10/ว 1443 ลว. 24 กพ.2566 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางการอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันประเภทให้สัตว์ต่อสู้กันหรือแข่งขันสัตว์)</p></li></ul><p><br></p><p>นิว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การอนุญาตให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค สามารถอนุญาตให้เล่นโดยวิธีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การออกใบอนุญาตให้มีการแถมพก ตาม มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. การพนันฯ กระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้เล่นเพียง 2 วิธี คือ </p><p>(1) ใช้วิธีการเล่นโดยส่งชิ้นส่วนของสินค้าหรือบัตรสมนาคุณหรือบัตรอื่น ๆ มาจับสลาก ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต </p><p>(2) ใช้วิธีการส่งข้อความ SMS หรือทางโทรศัพท์ผ่านระบบหมายเลขต่าง ๆ ในการทายผล ตอบปัญหา หรือแสดงความคิดเห็นเพื่อชิงรางวัล โดยการพิมพ์หมายเลขของผู้ส่งแล้วนำมาจับสลาก  ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต</p></li></ul><p><br></p><p>ต่อ ครั้งที่1 </p><blockquote><p><strong>คำถาม :การพนันชนิดใดบ้างให้จัดขึ้นโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) ไพ่บริดซ์ ซึ่งเล่นในสมาคมระหว่างสมาชิก หรือบุคคลที่สมาคมอนุญาตหรือเล่นในบ้านระหว่างญาติมิตร </p><p>(2) บิลเลียด ซึ่งเล่นในเคหสถานที่มีบริเวณกว้างขวาง และรั้วรอบมิดชิดจํานวนไม่เกินหนึ่งโต๊ะ หรือเล่นเพื่อการรื่นเริงในสมาคม จํานวนไม่เกินห้าโต๊ะ </p><p>(3) วิ่งวัวคน และชกมวย มวยปลํ้า ซึ่งกรมพลศึกษาหรือแผนกศึกษาธิการในส่วนภูมิภาคจัดให้มีขึ้นระหว่างนักเรียน</p></li></ul><p><br></p><p>เต้ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p><p>(ก) การพนันโยนห่วง ชี้รูป ตกเบ็ด หมากแกว ห้ามให้รางวัลเป็นเงิน</p><p>(ข) สนามม้าต้องจัดเจ้าหน้าที่ควบคุมไม่ให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ผ่านเข้าไปบริเวณที่ขายตั๋วม้าโดยเด็ดขาด</p><p>(ค) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อนุญาตในการเปิดสถานกาสิโนของรัฐ</p><p>(ง) ในกรุงเทพมหานครอธิบดีกรมการปกครองเป็นเจ้าพนักงานอนุญาตเล่นการพนันตามบัญชี ข. และจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใดๆ</p><p>(จ) ผู้ดูการเล่นในงานรื่นเริงสาธารณะหรืองานนักขัตฤกษ์ถือว่าอยู่ในวงเล่นการพนัน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. แก้ไข</p><p>(ข) สนามม้าต้องจัดเจ้าหน้าที่ควบคุมไม่ให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี ผ่านเข้าไปบริเวณที่ขายตั๋วม้าโดยเด็ดขาด </p><p>(ค) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้อนุญาตในการเปิดสถานกาสิโนของรัฐ</p><p>(ง) ในกรุงเทพมหานคร ผอ.สน.สก. เป็นเจ้าพนักงานอนุญาตเล่นการพนันตามบัญชี ข. และจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใดๆ</p><p>(จ) ผู้ดูการเล่นในงานรื่นเริงสาธารณะหรืองานนักขัตฤกษ์ไม่ถือว่าอยู่ในวงเล่นการพนัน</p></li></ul><p><br></p><p>พี่นาจ ครั้งที่3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การพนันตามบัญชี ข.ใด จัดเล่นได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) ไพ่บริดซ์ ซึ่งเล่นในสมาคมระหว่างสมาชิก หรือบุคคลที่สมาคมอนุญาต หรือเล่นในบ้านระหว่างญาติมิตรโดยสมาคมหรือเจ้าบ้านไม่ได้มีการเก็บหรือรับผลประโยชน์ในทางตรง หรือทางอ้อมจากการเล่นนั้น</p><p>(2) บิลเลียด ซึ่งเล่นในเคหะสถานไม่เกิน ๑ โต๊ะ โดยไม่ได้เรียกเก็บหรือรับผลประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อมจากการเล่นนั้น</p><p>(3) บิลเลียด ซึ่งเล่นเพื่อการรื่นเริงในสมาคม จำนวนไม่เกิน ๕ โต๊ะ โดยสมาคมเก็บค่าเกมส์ตามสมควร</p><p>(4) วิ่งวัวคน ซึ่งไม่ได้มีการเล่นโตแตไลเซอร์, สวีป หรือบุ๊กเมกิง รวมอยู่ด้วย</p></li></ul><p><br></p><p>คำถาม : การพนันใดที่เจ้าพนักงาน ผู้ออกใบอนุญาต (นายอำเภอ) ออกใบอนุญาตได้โดยไม่ต้องขออนุมัติต่อผู้ว่าราชการจังหวัด</p><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) แข่งม้า หรือแข่งสัตว์อื่น ซึ่งไม่มีการเล่นพนัน โตแตไลเซเตอร์, สวีฟ, หรือบุ๊กเมกิงรวมอยู่ด้วย</p><p>(2) วิ่งวัวคน ซึ่งไม่มีการเล่นโตแตไลเซเตอร์, สวีฟ, หรือบุ๊กเมกิง รวมอยู่ด้วย</p><p>(3) ไพ่นกกระจอก, ไพ่ต่อแต้ม หรือไพ่ต่าง ๆ ยกเว้นไพ่โปฺกเกอร์ และไพ่เพ</p><p>(4) ดวด, ข้องอ้อย, สะบ้าทอย, สะบ้าชุด, ชกมวย, มวยปล้ำ</p><p>(5) สำหรับในเขตกรุงเทพ ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ สามารถออกใบอนุญาตได้โดยไม่ต้องขออนุมัติต่ออธิบดีกรมการปกครอง</p></li></ul><p><br></p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การพนักใดที่เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต (นายอำเภอ) ต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนจึงจะออกใบอนุญาตได้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้สัตว์ต่อสู้กัน, ไพ่โป๊กเกอร์,ไพ่เผ, บิลเลียด, การจัดให้มีการแถมพก หรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้า หรืออาชีพ</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การพนันใดบ้างที่ให้จัดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การพนันตามบัญชี ข. ดังต่อไปนี้ ให้จัดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาต</p><p><strong><em>ไพบริดซ์</em></strong> ซึ่งเล่นในสมาคมระหว่างสมาชิกหรือบุคคลที่สมาคมอนุญาต หรือเล่นในบ้านระหว่างญาติมิตร โดยสมาคมผู้จัดให้มีการเล่นหรือเจ้าบ้าน แล้วแต่กรณี มิได้เรียกเก็บหรือรับผลประโยชน์ในทางตรงหรือทางอ้อมจากการเล่นนั้น</p><p><strong><em>บิลเลียด</em> </strong>ซึ่งเล่นในเคหสถานที่มีบริเวณกว้างขวางและรั้วรอบมิดชิดจำนวนไม่เกินหนึ่งโต๊ะโดยผู้จัดให้มีการเล่นหรือเจ้าบ้าน แล้วแต่กรณี มิได้เรียกเก็บหรือรับผลประโยชน์ในทางตรงหรือทางอ้อมจากการเล่นนั้น หรือซึ่งเล่นเพื่อการรื่นเริงในสมาคมที่ตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำนวนไม่เกิน 5 โต๊ะ โดยสมาคมเก็บค่าเกมตามสมควร และจัดให้มีการเล่นในวันปฏิบัติราชการตามปกติ ระหว่างเวลา 15.00 นาฬิกา ถึงเวลา 01.00 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น และวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 11.00 นาฬิกา ถึงเวลา 01.00 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น ตลอดจนปฏิบัติตามลักษณะข้อจำกัดและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในแบบใบอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นการพนันบิลเลียดโดยอนุโลม</p><p><strong><em>วิ่งวัวคน</em></strong> ซึ่งไม่มีการเล่นโตแตไลเชเตอร์ สวีป หรือบุ๊กเมกิง รวมอยู่ด้วย ชกมวย มวยปล้ำ ซึ่งกรมพลศึกษาหรือแผนกศึกษาธิการในส่วนภูมิภาคจัดให้มีขึ้นระหว่างนักเรียน</p></li></ul><p><br></p><p>สมิง ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ กล่าวผิด</strong></p><p>(ก) การเล่นการพนันในบัญชี ก. เป็นการเล่นที่กฎหมายห้ามเล่นโดยเด็ดขาด จะเล่นได้ต่อเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เล่นได้ ณ กาสิโนของรัฐบาลรัฐบาลซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจัดตั้งขึ้น</p><p>(ข) การเล่นการพนันในบัญชี ข. จะเล่นได้เมื่อได้รับอนุญาต โดยต้องขออนุญาตก่อน และมีใบอนุญาตแล้วจึงสามารถเล่นและเข้าพนันได้</p><p>(ค) การขออนุญาตเล่นการพนัน ในบัญชี ข. ให้ขออนุญาตอนุญาตต่อเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต (1) ผู้อำนวยการสำนักงานการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง สำหรับกรุงเทพมหานคร (2) นายอำเภอ หรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำอำเภอแห่งท้องที่ สำหรับจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพกรุงเทพมหานคร</p><p>(ง) ไพ่นกกระจอก ไพ่ต่อแต้ม หรือไพ่ต่าง ๆ เว้นแต่ ไพ่โปกเกอร์และไพ่เผ ให้เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตออกใบอนุญาตได้</p><p>(จ) การพนัน (ให้สัตว์ต่อสู้กัน /ไพ่โป๊กเกอร์หรือไพ่เผ/บิลเลี่ยด/การจัดให้มีการพกหรือรางวัลการเสี่ยงโชคโดยวิธีใด ๆ ในการประกอบกิจการค้าหรืออาชีพ)ให้ออกใบอนุญาตได้ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งอนุมัติแล้ว</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ก และ ข้อ จ ผิด ที่ถูกต้องคือ ข้อ ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจัดตั้งขึ้น ข้อ จ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งอนุมัติแล้ว</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-10 15:23:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384844</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ควบคุมเรี่ยไร</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384964</link>
         <description><![CDATA[<p>นิว ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเรี่ยไร</strong></p><p>(ก) พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไรใช้บังคับทั้งเอกชนและหน่วยงานของรัฐที่ทำการเรี่ยไร</p><p>(ข) ห้ามมิให้ทำการเรี่ยในวงศ์ญาติของจำเลย เพื่อรวบรวมทรัพย์สินมาชดใช้แก่จำเลยเพื่อใช้เป็นค่าปรับ</p><p>(ค) ห้ามทำการเรี่ยไรเพื่อจัดหายุทธภัณฑ์ให้ในประเทศ</p><p>(ง) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ไม่มีข้อใดถูก พ.ร.บ.ควมคุมการเรี่ยฯ ใช้บังคับกับเอกชน ส่วนหน่วยงานของรัฐขออนุญาตตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงำนของรัฐ พ.ศ.2566 มาตรา 5 ห้ามมิให้จัดให้มีการเรี่ยไรหรือทําการเรี่ยไร ดังต่อไปนี้ </p><p>(1) การเรี่ยไรเพื่อรวบรวมทรัพย์สินมาให้หรือชดใช้แก่จําเลย เพื่อใช้เป็นค่าปรับ เว้นแต่จะเป็นการเรี่ยไรในระหว่างวงศ์ญาติของจําเลย </p><p>(2) การเรี่ยไรโดยกําหนดเก็บเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นอัตราโดยคํานวณตามเกณฑ์ปริมาณสินค้า ผลประโยชน์หรือวัตถุอย่างอื่น </p><p>(3) การเรี่ยไรอันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมทรามแก่ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน </p><p>(4) การเรี่ยไรอันอาจเป็นเหตุกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงทางสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ </p><p>(5) การเรี่ยไรเพื่อจัดหายุทธภัณฑ์ให้แก่ต่างประเทศ</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตทำการเรียไร</strong></p><p>(ก) มีอายุ 16 บริบูรณ์ขึ้นไป</p><p>(ข) ไม่เป็นคนทุพลภาพ</p><p>(ค) ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษฐานความผิดโจรสลัด และพ้นโทษมาแล้วไม่ครบ 10 ปี</p><p>(ง) ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษฐานความผิดรีดทรัพย์ และพ้นโทษมาแล้วไม่ครบ 10 ปี</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ที่ถูกต้อง คือ</p><p>(ก) มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป</p><p>(ข) ไม่เป็นคนทุพลภาพ (ไม่มีข้อนี้) </p><p>(ค) ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษฐานความผิดโจรสลัด และพ้นโทษมาแล้วไม่ครบ 5 ปี</p><p>(ง) ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษฐานความผิดรีดทรัพย์ และพ้นโทษมาแล้วไม่ครบ 10 ปี (ไม่มีข้อนี้ ฐานรีดทรัพย์มีอยู่ในลักษณะต้องห้ามของการขออนุญาตค้าของเก่า)</p></li></ul><p><br/></p><p> ดอร์ด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรี่ยไรของหน่วยงานของรัฐพ.ศ. 2544  ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการเรี่ยไรหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรี่ยไร ดังต่อไปนี้</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :</p><p>(1) กำหนดประโยชน์ที่ผู้บริจาคหรือบุคคลจะได้รับซึ่งไม่ใช่ประโยชน์ที่หน่วยงานของรัฐได้ประกาศไว้</p><p>(2) กำหนดให้ผู้บริจาคต้องบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเป็นจำนวนหรือมูลค่าที่แน่นอน เว้นแต่ โดยสภาพมีความจำเป็นต้องกำหนดเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน เช่นการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแสดงหรือบัตรร่วมการแข่งขัน เป็นต้น</p><p>(3) กระทำการใดใดที่เป็นการบังคับให้บุคคลใดทำการหรืออะไรหรือบริจาคหรือกระทำในลักษณะที่ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมไม่สามารถปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ช่วยทำการเรี่ยไรหรือบริจาคไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม</p><p>(4) ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐออกทำการเรี่ยไร หรือใช้ สั่ง ขอร้อง หรือบังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือบุคคลอื่นออกทำการเรี่ยไร</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กฎหมายห้ามมิให้จัดให้มีการเรี่ยไรอะไรบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 5 ห้ามมิให้จัดให้มีการเรี่ยไรหรือทำการเรี่ยไรดังต่อไปนี้</p><p>(1) การเรี่ยไรเพื่อรวบรวมทรัพย์สินมาให้หรือชดใช้แก่จำเลยเพื่อใช้เป็นค่าปรับ เว้นแต่จะเป็นการเรี่ยไรในระหว่างวงศ์ญาติของจำเลย</p><p>(2) การเรี่ยไรโดยกำหนดเก็บเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นอัตราโดยคำนวณตามเกณฑ์ปริมาณสินค้าผลประโยชน์หรือวัตถุอย่างอื่น</p><p>(3) การเรี่ยไรอันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมทรามแก่ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p><p>(4) การเรี่ยไรอันอาจเป็นเหตุกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงทางสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ</p><p>(5) การเรี่ยไรเพื่อจัดหายุทธภัณฑ์ให้แก่ต่างประเทศ</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้สามารถทำการเรี่ยไรได้</strong></p><p>(ก) การเรี่ยไรเพื่อรวบรวมทรัพย์สินมาให้หรือชดใช้แก่จำเลยเพื่อชดใช้เป็นค่าปรับในระหว่างวงศ์ญาติของจำเลย</p><p>(ข) การเรี่ยไรโดยกำหนดเก็บเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นอัตราโดยคำนวณตามเกณฑ์ปริมาณสินค้า ผลประโยชน์หรือวัตถุอย่างอื่น</p><p>(ค) การเรี่ยไรอาจเป็นเหตุให้เสื่อมทรามแก่ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p><p>(ง) การเรี่ยไรอันอาจเป็นเหตุกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงทางสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ</p><p>(จ) การเรี่ยไรเพื่อจัดหายุทธภัณฑ์ให้แก่ต่างประเทศ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย ก. อธิบาย ห้ามมิให้จัดให้การมีเรี่ยไรหรือทำการเรี่ยไรดังต่อไปนี้</p><p>(1) การเรี่ยไรเพื่อรวบรวมทรัพย์สินมาให้หรือชดใช้แก่จำเลยเพื่อชดใช้เป็นค่าปรับ เว้นแต่จะเป็นการเรี่ยไรในระหว่างวงศ์ญาติของจำเลย</p><p>(2) การเรี่ยไรโดยกำหนดเก็บเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นอัตราโดยคำนวณตามเกณฑ์ปริมาณสินค้า ผลประโยชน์หรือวัตถุอย่างอื่น</p><p>(3) การเรี่ยไรอาจเป็นเหตุให้เสื่อมทรามแก่ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งไม่อนุญาตให้ผู้ยื่นคำขอให้ทำการเรี่ยไร ผู้ขออนุญาตมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายในกี่วัน</strong></p><p>(ก) ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันได้ทราบคำสั่งไม่อนุญาต</p><p>(ข) ภายในกำหนด 10 วัน นับแต่วันได้ทราบคำสั่งไม่อนุญาต</p><p>(ค) ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้ทราบคำสั่งไม่อนุญาต</p><p>(ง) ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้ทราบคำสั่งไม่อนุญาต</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้ทราบคำสั่งไม่อนุญาต มาตรา 10 วรรคสอง ในกรณีที่สั่งไม่อนุญาต ผู้ขออนุญาตมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันได้ทราบคำสั่งไม่อนุญาต การยื่นอุทธรณ์ในจังหวัดพระนครและธนบุรีให้ยื่นต่อคณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้น ในจังหวัดอื่นให้ยื่นต่อคณะกรมการจังหวัด คำชี้ขาดของคณะกรรมการหรือคณะกรมการจังหวัด แล้วแต่กรณี ให้เป็นที่สุด</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 7</p><p><strong>คำถาม : ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ห้ามมิให้จัดให้มีการเรี่ยไรหรือทำการเรี่ยไรในลักษณะใดบ้าง</strong></p><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 5 กำหนดว่า ห้ามมิให้จัดให้มีการเรี่ยไรหรือทำการเรี่ยไร ดังต่อไปนี้ </p><p>(1) การเรี่ยไรเพื่อรวบรวมทรัพย์สินมาให้หรือชดใช้แก่จำเลย เพื่อใช้เป็นค่าปรับ เว้นแต่จะเป็นการเรี่ยไรในระหว่างวงศ์ญาติของจำเลย</p><p>(2) การเรี่ยไรโดยกำหนดเก็บเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่น เป็นอัตราโดยคำนวณตามเกณฑ์ปริมาณสินค้า ผลประโยชน์ หรือวัตถุอย่างอื่น</p><p>(3) การเรี่ยไรอันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมทรามแก่ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</p><p>(4) การเรี่ยไรอันอาจเป็นเหตุกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงถึงทางสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ</p><p>(5) การเรี่ยไรเพื่อจัดหายุทธภัณฑ์ให้แก่ต่างประเทศ</p><p>ทั้งนี้ การเรี่ยไรซึ่งอ้างว่า เพื่อประโยชน์แก่ราชการ เทศบาล หรือสาธารณะประโยชน์จะจัดให้มีได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไรแล้ว อย่างไรก็ตาม ความดังกล่าวมิให้บังคับแก่การเรี่ยไรซึ่งกระทรวง ทบวง กรมเป็นผู้จัดให้มี</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร และพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งไม่อนุญาตหรือสั่งอนุญาต โดยกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตทำการเรี่ยไร โดยกำหนดเงื่อนไขใดได้บ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) จำนวนเงินหรือทรัพย์สินอื่นอย่างสูงที่เรี่ยไรได้</p><p>(2) เขตหรือสถานที่และเวลาที่อนุญาตให้ทำการเรี่ยไร</p><p>(3) วิธีการเก็บรักษาและทำบัญชีเงินหรือทรัพย์สินที่เรี่ยไรได้</p><p>(4) วิธีทำการเรี่ยไร</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-10 15:23:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023384964</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปพพ.สมาคม</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023385084</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอจดทะเบียน พร้อมด้วยข้อบังคับของสมาคมแล้ว จะต้องดำเนินการพิจารณาต่อไป อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : </p><p>(1) จะต้องพิจารณาว่า คำขอนั้นถูกต้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 81 คือ ผู้จะเป็นสมาชิกของสมาคมจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน ร่วมกันยื่นคำขอ เป็นหนังสือต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมจัดตั้งขึ้น พร้อมกับแนบข้อบังคับของสมาคม รายชื่อ ที่อยู่ และอาชีพของผู้จะเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 10 คน  และรายชื่อ ที่อยู่และอาชีพของผู้จะเป็นกรรมการของสมาคมมากับคำขอด้วย</p><p>(2) จะต้องพิจารณาว่า ข้อบังคับของสมาคมมีรายการครบถ้วน (อย่างน้อย 8 รายการ) ตามที่กำหนดใน ป.พ.พ. มาตรา 79 หรือไม่</p><p>(3) จะต้องพิจารณาว่า วัตถุประสงค์ของสมาคมว่าไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือไม่เป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ  และรายการซึ่งจดแจ้งในคำขอหรือข้อบังคับสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคม</p><p>(4) จะต้องพิจารณาว่า ผู้จะเป็นกรรมการของสมาคมนั้นมีฐานะและความประพฤติเหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสมาคม</p><p>หากเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเช่นนี้แล้ว ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนและออกไปสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่สมาคมนั้น และประกาศการจัดตั้งสมาคมในราชกิจจานุเบกษา (โดยสมาคมที่ได้จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล) ทั้งนี้ ถ้านายทะเบียนเห็นว่าคำขอหรือข้อบังคับนั้นไม่ถูกต้อง ตามระเบียบกฎหมาย ให้มีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง เมื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงถูกต้องแล้ว ให้รับจดทะเบียนและออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่สมาคมนั้น แต่ถ้านายทะเบียนเห็นว่า ไม่อาจรับจดทะเบียนได้ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของสมาคมขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี หรืออาจเป็นอันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ หรือผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนไม่แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่งของนายทะเบียน ให้นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนและแจ้งคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลที่ไม่รับจดทะเบียนไปยังผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนโดยไม่ชักช้า ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับจดทะเบียนนั้น ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่รับการจดทะเบียน ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยอุทธรณ์ และแจ้งคำวินิจฉัยให้ผู้อุทธรณ์ทราบภายใน 90 วัน นับแต่วันที่นายทะเบียนได้รับหนังสืออุทธรณ์ คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้เป็นที่สุด</p></li></ul><p><br></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่1</p><blockquote><p><strong>คำถาม​ : ข้อใดกล่าวถูก</strong></p></blockquote><blockquote><p>(A) ห้ามมิให้ผู้ใด ทำ ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ สั่ง นำเข้า มี หรือจำหน่าย ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้า เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่</p><p>(B) ใบอนุญาตให้ทำ ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ สั่ง นำเข้า มี หรือจำหน่ายอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้านั้น เมื่อได้รับอนุมัติ จากรัฐมนตรีแล้วจึงให้นายทะเบียนท้องที่ออกให้</p><p>(C) โดยอนุมัติของรัฐมนตรี นายทะเบียนท้องที่จะกำหนดเงื่อนไขลงในใบอนุญาตว่าด้วยกำหนดเวลาการจำหน่าย การเก็บรักษาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนก็ได้ตามสมควร</p><p>(D) ห้ามมิให้ออกใบอนุญาตสำหรับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้าแก่บุคคลต้องคำพิพากษาของศาล ให้ปรับตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป หรือจำคุกแม้แต่ครั้งเดียว ฐานกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปีน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดและดอกไม้เพลิง พุทธศักราช 2477 หรือพระราชบัญญัตินี้ และพ้นโทษครั้งสุดท้ายยังไม่เกินสิบปีแต่วันพันโทษถึงวันยื่นคำขอใบอนุญาต</p><p>(E) ใบอนุญาตสำหรับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนสำหรับกรค้ามีอายุหนึ่งปีนับแต่วันออก ผู้รับใบอนุญาตคนใดใบอนุญาตสิ้นอายุและไม่ได้ต่ออายุอีกต้องจัดการจำหน่ายอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนที่มีอยู่ หรือส่งออกนอกราชอาณาจักรให้หูมดภายในกำหนดหกเดือน นับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ ในระหว่างเวลานั้น ถ้านายทะเบียนท้องที่เห็นสมควรเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จะเรียกมาเก็บรักษาเสียเอง หรือเข้าควบคุมการเก็บรักษาก็ได้</p><p>แต่ต้องให้เจ้าของได้รับความสะดวกตามสมควรในอันที่จะจัดการจำหน่ายหรือส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนนั้น ทั้งนี้ เมื่อครบกำหนดทกเดือนแล้ว ถ้ายังจำหน่ายหรือส่งออกนอกราชอาณาจักรไม่หมดให้ผู้รับใบอนุญาตส่งมอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เหลืออยู่แก่อธิบดีกรมศุลกากรหรือเจ้าพนักงานซึ่งอธิบดีกรมศุลกากรมอบหมายภายในกำหนดเจ็ดวัน</p><p>(1)​ A.B.C</p><p>(2)​ A​ C.D</p><p>(3)​ B​ C.D</p><p>(4)​ B​ E</p><p>(5) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : 2. A C D คำอธิบาย : (ข้อ B และ E กล่าวผิด) มาตรา 24 ห้ามมิให้ผู้ใด ทำ ประกอบ ซ่อมแซมเปลี่ยนลักษณะ สั่ง น้ำเข้า มี หรือจำหน่าย ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้า เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ </p><p><strong>มาตรา 25</strong> ใบอนุญาตให้ทำ ประกอบ ซ่อมแซมเปลี่ยนลักษณะ มี หรือจำหน่ายอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนสำหรับการค้านั้น เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้วจึงให้นายทะเบียนท้องที่ออกให้ </p><p><strong>มาตรา 26 </strong>ห้ามมีให้ออกใบอนุญาตตามความในส่วนนี้แก่บุคคลต่อไปนี้</p><p>(2)​ บุคคลที่ต้องคำพิพากษาของศาล ให้ปรับตั้งแต่สองครั้งขึ้นไป หรือจำคุกแม้แต่ครั้งเดียว ฐานกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดและดอกไม้เพลิง พุทธศักราช 2477 หรือพระราชบัญญัตินี้ และพ้นโทษครั้งสุดท้ายยังไม่เกินสิบปีนับแต่วันพ้นโทษถึงวันยื่นคำขอใบอนุญาต</p><p><strong>มาตรา 37</strong> ผู้รับใบอนุญาตคนใดใบอนุญาตสิ้นอายุแบะไม่ได้ต่ออีกต้องจัดการจำหน่ายอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนที่มีอยู่ หรือส่งออกนอกราชอาณาจักรให้หมดภายในกำหนดหกเดือน นับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ ในระหว่างเวลานั้น ถ้านายทะเบียนท้องที่เห็นสมควรเพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จะเรียกมาเก็บรักษาเสียเอง หรือเข้าควบคุมการเก็บรักษาก็ได้ แต่ต้องให้เจ้าของได้รับความสะดวกตามสมควรในอันที่จะจัดการจำหน่าย หรือส่งออกนอกราชอาณาจักรซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนนั้นเมื่อครบกำหนดหกเดือนแล้ว ถ้ายังจำหน่ายหรือส่งออกนอกราชอาณาจักรไม่หมดให้ผู้รับใบอนุญาตส่งมอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เหลืออยู่แก่นายทะเบียนท้องที่ภายในกำหนดเจ็ดวัน</p></li></ul><p><br></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 4</p><p>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</p><p>(ก) ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนสมาคมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่รับจดทะเบียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่รับการจดทะเบียน</p><p>(ข) การแต่งตั้งกรรมการของสมาคมขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการ ให้กระทำตามข้อบังคับของสมาคม และจะต้องนำไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของสมาคม</p><p>(ค) สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดหรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คนหรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ จะทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการของสมาคมให้ประชุมใหญ่วิสามัญก็ได้</p><p>(ง) เมื่อนายทะเบียนมีคำสั่งให้ถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียน กรรมการคนใดคนหนึ่งหรือสมาชิกของสมาคมจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อนายทะเบียนภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง</p><p>(จ) เมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติให้เลิกสมาคมให้คณะกรรมการของสมาคมที่อยู่ในตำแหน่งขณะมีการเลิกสมาคม แจ้งการเลิกสมาคมต่อนายทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันที่มีการเลิกสมาคม</p><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ค. ผิด ที่ถูก คือ สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดหรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คนหรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ จะทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการของสมาคมให้ประชุมใหญ่วิสามัญก็ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 94)</p></li></ul><p><br></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายทะเบียนมีอำนาจสั่งถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียนได้ในกรณีใดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : นายทะเบียนมีอำนาจสั่งถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียนได้ในกรณีดังต่อไปนี้</p><p>(1) เมื่อปรากฏในภายหลังการจดทะเบียนว่า วัตถุประสงค์ของสมาคมขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และนายทะเบียนได้สั่งให้แก้ไขแล้วแต่สมาคมไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนด</p><p>(2) เมื่อปรากฏว่าการดำเนินกิจการของสมาคมขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ</p><p>(3) เมื่อสมาคมหยุดดำเนินกิจการติดต่อกันตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป</p><p>(4) เมื่อปรากฏว่าสมาคมให้หรือปล่อยให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการของสมาคมเป็นผู้ดำเนินกิจการของสมาคม</p><p>(5) เมื่อสมาคมมีสมาชิกเหลือน้อยกว่า 10 คน มาเป็นเวลาติดต่อกันกว่า 2 ปี</p></li></ul><p><br></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายทะเบียนสมาคม กทม. คือใคร </strong></p><p>(ก) อธิบดีกรมการปกครอง</p><p>(ข) ปลัดกระทรวงมหาดไทย</p><p>(ค) ปลัดกรุงเทพมหานคร</p><p>(ง) รองอธิบดีกรมการปกครอง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : อธิบดีกรมการปกครอง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-10 15:23:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023385084</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปพพ.มูลนิธิ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023385191</link>
         <description><![CDATA[<p>ใหม่ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานครคือใคร </strong></p><p>(ก) อธิบดีกรมการปกครอง</p><p>(ข) ปลัดกระทรวงมหาดไทย</p><p>(ค) ปลัดกรุงเทพมหานคร</p><p>(ง) รองอธิบดีกรมการปกครอง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ปลัดกระทรวงมหาดไทย</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 8</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่เอกสารประกอบที่มูลนิธิที่จะต้องยื่นประกอบแบบ ม.น.2 กรณีมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการมูลนิธิบางส่วน</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) สำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวอื่นที่ ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจออกให้ และสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้านของกรรมการมูลนิธิที่จะแต่งตั้งขึ้นใหม่ หรือหลักฐานอื่นที่สามารถแสดงสถานภาพ ของบุคคลและถิ่นที่อยู่ในทำนองเดียวกันในกรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ไม่มีหลักฐานตามที่กำหนด เช่น คนต่างด้าว หรือพระภิกษุ</p><p>(ข) สำเนารายงานการประชุมที่แสดงถึงมติของคณะกรรมการมูลนิธิให้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ</p><p>(ค) แผนที่โดยสังเขปแสดงที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิและหนังสืออนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้ใช้สถานที่ดังกล่าว</p><p>(ง) บัญชีรายชื่อคณะกรรมการมูลนิธิชุดเดิม และ รายชื่อ ที่อยู่ และอาชีพของผู้ที่จะเป็นกรรมการของมูลนิธิที่ขอแต่งตั้งขึ้นใหม่ทั้งชุด</p><p>หรือที่ขอเปลี่ยนแปลง</p><p>(จ) สำเนาข้อบังคับของมูลนิธิฉบับปัจจุบัน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. แผนที่ ใช้กรณีขอจดทะเบียนการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ</p></li></ul><p><br/></p><p>ใหม่ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อปรากฎเหตุดังต่อไปนี้ ใครจะเป็นผู้มีอำนาจยื่น เลิกมูลนิธิ</strong></p><p>(1) เมื่อปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมูลนิธิขัดต่อกฎหมาย</p><p>(2)เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิกระทำการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ</p><p>(3)เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่สองปีขึ้นไป</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  มาตรา 131 นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่ง คนใดอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิได้ในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้</p><p>(1) เมื่อปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมูลนิธิขัดต่อกฎหมาย</p><p>(2) เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิกระทำการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ</p><p>(3) เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่สองปีขึ้นไป</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : มูลนิธิย่อมเลิกด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดตามที่กำหนดในมาตรา 130 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อใดผิด</strong></p><p>(ก) เมื่อมีเหตุตามที่กำหนดในข้อบังคับ</p><p>(ข) ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นไว้เฉพาะระยะเวลาใด เมื่อสิ้นระยะเวลานั้น</p><p>(ค) ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใด และได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว หรือวัตถุประสงค์นั้นกลายเป็นพ้นวิสัย</p><p>(ง) เมื่อศาลมีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิตามมาตรา 131</p><p>(จ) เมื่อนายทะเบียนถอนชื่อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย จ. เหตุผล  เมื่อนายทะเบียนถอนชื่อเป็นกรณีของสมาคม หากเป็นมูลนิธิไม่มีบทบัญญัติให้นายทะเบียนถอนชื่อ แต่ต้องร้องขอต่อศาลให้เลิกมูลนิธิ มาตรา 130 มูลนิธิย่อมเลิกด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ดังต่อไปนี้</p><p>(1) เมื่อมีเหตุตามที่กำหนดในข้อบังคับ</p><p>(2) ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นไว้เฉพาะระยะเวลาใด เมื่อสิ้นระยะเวลานั้น</p><p>(3) ถ้ามูลนิธิตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใด และได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว หรือวัตถุประสงค์นั้นกลายเป็นพ้นวิสัย</p><p>(4) เมื่อมูลนิธินั้นล้มละลาย</p><p>(5) เมื่อศาลมีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิตามมาตรา 131</p><p>มาตรา 131 นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิได้ในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้</p><p>(1) เมื่อปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมูลนิธิขัดต่อกฎหมาย</p><p>(2) เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิกระทำการขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อค (3) เมื่อปรากฏว่ามูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่สองปีขึ้นไป</p><p>มาตรา 132 เมื่อมูลนิธิมีเหตุต้องเลิกตามมาตรา 130 (1) (2) หรือ (3) แล้ว ให้คณะกรรมการของมูลนิธิที่อยู่ในตำแหน่งขณะมีการเลิกมูลนิธิแจ้งการเลิกมูลนิธิต่อนายทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่มีการเลิกมูลนิธิ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้มูลนิธิล้มละลายตามมาตรา 130 (4) หรือมีคำสั่งถึงที่สุดให้เลิกมูลนิธิตามมาตรา 131 ให้ศาลแจ้งคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวให้นายทะเบียนทราบด้วย ให้นายทะเบียนประกาศการเลิกมูลนิธิในราชกิจจานุเบกษา กรณีสมาคมมาตรา 101 สมาคมย่อมเลิกด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ดังต่อไปนี้</p><p>(1) เมื่อมีเหตุตามที่กำหนดในข้อบังคับ</p><p>(2) ถ้าสมาคมตั้งขึ้นไว้เฉพาะระยะเวลาใด เมื่อสิ้นระยะเวลานั้น</p><p>(3) ถ้าสมาคมตั้งขึ้นเพื่อกระทำกิจการใด เมื่อกิจการนั้นสำเร็จแล้ว</p><p>(4) เมื่อที่ประชุมใหญ่มีมติให้เลิก</p><p>(5) เมื่อสมาคมล้มละลาย</p><p>(6) เมื่อนายทะเบียนถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียนตามมาตรา 102</p><p>(7) เมื่อศาลสั่งให้เลิกตามมาตรา 104</p><p>มาตรา 102 ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งถอนชื่อสมาคมออกจากทะเบียนได้ในกรณีดังต่อไปนี้</p><p>(1) เมื่อปรากฏในภายหลังการจดทะเบียนว่า วัตถุประสงค์ของสมาคมขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ และนายทะเบียนได้สั่งให้แก้ไขแล้วแต่สมาคมไม่ปฏิบัติตามภายในระยะเวลาที่นายทะเบียนกำหนด</p><p>(2) เมื่อปรากฏว่าการดำเนินกิจการของสมาคมขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจเป็นภยันตรายต่อความสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ</p><p>(3) เมื่อสมาคมหยุดดำเนินกิจการติดต่อกันตั้งแต่สองปีขึ้นไป</p><p>(4) เมื่อปรากฏว่าสมาคมให้หรือปล่อยให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการของสมาคมเป็นผู้ดำเนินกิจการของสมาคม</p><p>(5) เมื่อสมาคมมีสมาชิกเหลือน้อยกว่าสิบคนมาเป็นเวลาติดต่อกันกว่าสองปีวามสงบสุขของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดถูกต้อง </strong></p><p>(ก) สมาคมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล </p><p>(ข) การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของสมาคมจะกระทำได้ก็แต่โดยมติของที่ประชุมใหญ่ </p><p>(ค) สมาคมต้องนำข้อบังคับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ ที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้ลงมติและให้นำความในมาตรา 82 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อนายทะเบียนได้จดทะเบียนแล้วให้มีผลใช้บังคับได้ </p><p>(ง) ถูกทั้ง ก ข และ ค </p><p>(จ) ถูกเฉพาะข้อ ก และ ข </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย ง.  อธิบาย มาตรา 83 สมาคมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล  มาตรา 84 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของสมาคมจะกระทำได้ก็แต่โดยมติของที่ประชุมใหญ่ และสมาคมต้องนำข้อบังคับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ได้ลงมติและให้นำความในมาตรา 82 มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อนายทะเบียนได้จดทะเบียนแล้วให้มีผลใช้บังคับได้</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง</strong></p><p>(ก) ในกรณีที่มีข้อกำหนดพินัยกรรมให้ก่อตั้งมูลนิธิ แต่มีผู้คัดค้านต่อนายทะเบียนว่าพินัยกรรมนั้นไม่ได้กำหนดให้ก่อตั้งเป็นมูลนิธิ ให้นายทะเบียนแจ้งให้ผู้คัดค้านไปร้องต่อศาลภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน และให้นายทะเบียนรอการพิจารณาการจดทะเบียนไว้ก่อน</p><p>(ข) ในกรณีที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตายก่อนนายทะเบียนรับจดทะเบียนมูลนิธิ เมื่อได้จดทะเบียนมูลนิธิแล้ว ให้ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้ เพื่อการนั้นตกเป็นของมูลนิธิตั้งแต่เวลาที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธินั้นถึงแก่ความตาย</p><p>(ค) เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ไม่ว่าเพราะเหตุใดๆ หรือหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เลิกมูลนิธิได้</p><p>(ง) เมื่อมีเหตุให้ต้องเลิกมูลนิธิตามที่กำหนดในข้อบังคับ ให้คณะกรรมการของมูลนิธิที่อยู่ในตำแหน่งขณะมีการเลิกมูลนิธิแจ้งการเลิกมูลนิธิต่อนายทะเบียนภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีการเลิกมูลนิธิ</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ จ. ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลใดบ้างที่จะดำเนินการในฐานะเป็นผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิในกรณีที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตายก่อนนายทะเบียนรับจดทะเบียนมูลนิธิ ถ้าผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมยกเลิกการจัดตั้งมูลนิธิที่ขอจัดตั้งไว้  </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ให้(1)ทายาท หรือ(2)ผู้จัดการมรดก หรือ(3)ผู้ซึ่งผู้ตายมอบหมาย ดำเนินการในฐานะเป็นผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิต่อไป ถ้าบุคคลดังกล่าวไม่ดำเนินการภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิถึงแก่ความตาย บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะดำเนินการในฐานะเป็นผู้ขอจัดตั้งมูลนิธินั้นต่อไปก็ได้ (ตาม ป.พ.พ.มาตรา 117)</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-10 15:23:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3023385191</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศดธ./ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029083498</link>
         <description><![CDATA[<p>BUMBOOM ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : บุคคลใดต่อไปนี้ ที่สามารถสมัครเป็นผู้ไกล่เกลี่ยได้ ตามกฎกระทรวง ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ. 2553</strong></p><p>(ก) นายเต้ย้ายมาอาศัยและมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอที่จะสมัครเป็นผู้ไกล่เกลี่ยมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว แต่ไม่ได้ย้ายชื่อในทะเบียนบ้านจากอำเภอเดิมที่เคยอยู่ เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านในเขตอำเภอที่จะสมัครด้วย</p><p>(ข) นายเป้าเป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่มีความรู้ทางด้านวิชากฎหมายสูง เนื่องจากจบการศึกษาด้านนิติศาสตร์</p><p>(ค) นายนิวเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก</p><p>(ง) นายบอสเคยเป็นผู้ไกล่เกลี่ยมาก่อน แต่ได้ขอลาออก เนื่องจากต้องไปทำธุรกิจที่จังหวัดอื่นเป็นเวลานาน บัดนี้ เขาได้กลับมาอยู่ที่อำเภออีกครั้ง หลังจากทำธุรกิจเสร็จสิ้นแล้ว จึงจะสมัครเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกครั้งหนึ่ง</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เหตุผล : กฎกระทรวง ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ 4 ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเป็นผู้ไกล่เกลี่ยไว้ สรุปได้ดังนี้</p><p>(1) มีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์ ในวันสมัคร</p><p>(2) มีภูมิลำเนาตามหลักฐานทะเบียนราษฎรในเขตอำเภอที่สมัคร</p><p>(3) เป็นบุคคลที่มีความรู้หรือมีประสบการณ์เหมาะสมกับการทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท</p><p>(4) ต้องไม่เป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ</p><p>(5) ต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ </p><p>(6) ต้องไม่เป็นผู้เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ</p><p>(7) ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง</p><p>(8) ต้องไม่เป็นผู้เคยถูกถอดถอนให้พ้นจากบัญชีรายชื่อ</p><p>ดังนั้น ข้อ ง. นายบอสได้ลาออกจากการเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ไม่ใช่ถูกถอดถอนให้พ้นจากบัญชีรายชื่อผู้ไกล่เกลี่ย จึงไม่ถือว่ามีลักษณะต้องห้าม ตามข้อ (8) ฉะนั้น นางจึงสามารถที่จะสมัครเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอีกครั้งหนึ่งได้</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-16 13:17:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029083498</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไกล่เกลี่ยโทษอาญา</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029089635</link>
         <description><![CDATA[<p>ป.ปุ๊ ครังที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : หากผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายไม่สามารถตกลงยินยอมให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาอย่างมากที่สุดเท่าใด นายอำเภอหรือปลัดอำเภอจะจำหน่ายข้อพิพาทนั้นออกจากสารบบการไุึคีรตง</strong></p><p><strong>ก0เกลี่ยข้อพิพาทคดีอาญาได้ </strong></p><p>(ก) 15 วัน</p><p>(ข) 30 วัน</p><p>(ค) 1 เดือน</p><p>(ง) 3 เดือน</p><p>(จ) 6 เดือน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. 30 วัน กฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ. 2553 ข้อ 16 วรรคหนึ่ง ให้นายอำเภอหรือปลัดอำเภอทำการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับข้อพิพาทไว้ เว้นแต่มีความจำเป็นและผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายยินยอมให้นายอำเภอหรือปลัดอำเภอขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 15 วัน (หมายเหตุ รวมเวลา 15+15 = 30)</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การเปลี่ยนสถานที่ไกล่เกลี่ยเป็นอำนาจของของใครและต้องแจ้งให้ทุกฝ่ายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่ากี่วัน</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เป็นอำนาจของนายอำเภอ ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามสมควร กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าต้องภายในกี่วัน</p><p>ข้อ 9 การดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้กระทำ ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือในกรณีจำเป็นจะกระทำ ณ สถานที่ราชการอื่นตามที่นายอำเภอกำหนดก็ได้ แต่ต้องแจ้งให้ผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายทราบล่วงหน้าตามสมควรให้นายอำเภอหรือปลัดอำเภอส่งหนังสือนัดหมายการไกล่เกลี่ยไปยังผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายเว้นแต่ผู้นั้นได้รับแจ้งด้วยวาจาและลงลายมือชื่อรับรู้ไว้ให้ถือว่าเป็นการนัดหมายโดยชอบแล้ว</p></li></ul><p><br/></p><p>ดอร์ด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คดีที่มีการดำเนินการในชั้นของพนักงานอัยการไว้แล้ว อำเภอรับมาไกล่เกลี่ยได้หรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ได้ กฎกระทรวงข้อ 12 เมื่อผู้เสียหายและผู้กล่าวหาทุกฝ่ายได้ปฏิบัติตามความตกลงยินยอมตามข้อ 11 แล้ว ให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันและสิทธิ์การนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในกรณีที่มีการร้องทุกข์หรือยื่นฟ้องต่อศาลไว้ ให้นายอำเภอหรือปลัดอำเภอแจ้งต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลแล้วแต่กรณีกรณี ดังนั้นหมายความว่าข้อพิพาทจะอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล ก็สามารถนำมาไกล่เกลี่ยได้</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-16 13:32:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029089635</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ทวงถามหนี้ (3)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029095166</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครังที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของกรมการปกครอง ตาม พรบ. การทวงถามหนี้</strong></p><p>(ก) รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับทวงถามหนี้เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ</p><p>(ข) รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ของผู้ให้สินเชื้อซึ่่งเป็นนิติบุคคล</p><p>(ค) ติดตามสอดส่องพฤติกรรมของผู้ทวงถามหนี้หรือกำกับดูแลการปฏิบัติของผู้ประกอบธุรกิจททวงถามหนี้</p><p>(ง) ประสานกับหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลหรือตรวจสอบผู้ทวงถามหนี้หรือบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ข. เป็นหน้าที่ของ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง</p></li></ul><p><br></p><p>โปรด ครังที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดมีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนการทรวงถามหนี้ ถูกต้องที่สุด</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) อธิบดีกรมการปกครอง  ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นสัญญาบัตร ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่</p><p>(ข) ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นสัญญาบัตร ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่</p><p>(ค) ปลัดจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นสัญญาบัตร ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่</p><p>(ง) นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นสัญญาบัตร ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ.  ง.</p></li></ul><p><br></p><p>ชั้ย ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่สถานที่รับเรื่องร้องเรียน ตามพ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558</strong></p></blockquote><blockquote><p>1.สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง</p><p>2. สำนักบริหารหนี้สาธารณะ</p><p>3. กองบัญชาการตำรวจนครบาล</p><p>4. ที่ทำการปกครองจังหวัด</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ข้อ 2 สำนักบริหารหนี้สาธารณะ เนื่องจากสถานที่รับเรื่องร้องเรียน ตามพ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มีทั้งหมด ดังนี้ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง/สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง/กองบัญชาการตำรวจนครบาล/ที่ทำการปกครองจังหวัด/ที่ว่าการอำเภอ/สถานีตำรวจนครบาล/ สถานีตำรวจภูธร</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-16 13:44:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029095166</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.สถานบริการ (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029148242</link>
         <description><![CDATA[<p>BUMBOOM ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่คำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับสถานบริการ </strong></p><p>(ก) คำสั่งไม่ออกใบอนุญาต </p><p>(ข) คำสั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาต </p><p>(ค) คำสั่งพักใช้ใบอนุญาต </p><p>(ง) คำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต </p><p>(จ) ไม่มีข้อถูก </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย จ. อธิบาย ทุกข้อเป็นคำสั่งทางปกครอง 1. คำสั่งไม่ออกใบอนุญาต 2. คำสั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาต 3. คำสั่งพักใช้ใบอนุญาต 4. คำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ข้อสังเกต ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 50 ประกาศ ณ วันที่ 15 มกราคม 2502 โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ โดยข้อ 2 ของประกาศดังกล่าวกำหนดว่า หากปรากฏว่าสถานที่ใดมีการกระทำผิดกฎหมายหรือมีพฤติการณ์อันขัดกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นโดยอำนาจการอนุญาตของเจ้าหน้าที่ฝ่ายใดตามกฎหมายใดก็ตาม ให้อธิบดีกรมตำรวจหรือรองอธิบดีกรมตำรวจ สำหรับจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี มีอำนาจสั่งพิจารณาสั่งการปิดสถานที่ดังกล่าวโดยมีกำหนดระยะเวลาหรือไม่มีกำหนดระยะเวลาก็ได้ตามควรแก่กรณี จะเห็นได้ว่ากรณีที่มีการประกอบกิจการที่เข้าข่ายเป็นสถานที่บริการแต่ไม่ได้ขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการจะมีความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 4 และมีโทษตามมาตรา 26 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับอันเป็นโทษทางอาญา ซึ่ง พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ.2509 ไม่ได้ระบุโทษทางปกครองสำหรับสถานบริการที่ไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ ดังนั้น หากต้องการใช้มาตรการทางปกครองสำหรับสถานบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงต้องนำประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 50 มาใช้บังคับและการอุทธรณ์ก็ต้องนำ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 44 และมาตรา 55 มาใช้บังคับด้วย</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : คำขออนุญาตตั้งสถานบริการนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาสั่งว่าอนุญาตหรือไม่อนุญาตภายในกี่วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขออนุญาต</strong></p><p>(ก) 30 วัน</p><p>(ข) 45 วัน</p><p>(ค) 60 วัน</p><p>(ง) 90 วัน</p><p>(จ) 120 วัน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. 90 วัน มาตรา 9 เมื่อได้รับคำขออนุญาตตั้งสถานบริการให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาสั่งภายใน 90 วัน</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-16 16:04:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029148242</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.การพนัน (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029150063</link>
         <description><![CDATA[<p>BUMBOOM ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  กรณีใดต่อไปนี้ ที่ผู้มีอำนาจสั่งอนุมัติ มีอำนาจที่จะไม่อนุมัติให้เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ออกใบอนุญาตให้มีการเล่นการพนันชนไก่หรือกัดปลาในคราวต่อไปได้</strong></p><p>(ก) มีการจัดให้ไก่ชนที่ใช้แข่งขันเพื่อการพนัน กินยาสมุนไพรบำรุงกำลัง เพื่อให้ไก่ชนแข็งแรง และมีความพร้อม ในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น</p><p>(ข) บริเวณที่เล่นการพนันกัดปลา มีการจำหน่ายอาหารให้แก่ผู้ที่มาเล่นการพนัน</p><p>(ค) สถานที่เล่นการพนันชนไก่แห่งหนึ่ง มีผู้เข้าเล่นการพนันและผู้ชมเป็นจำนวนมาก และมีการส่งเสียงเชียร์ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังใจไก่ของตน ที่กำลังเข้าแข่งขันอยู่</p><p>(ง) ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่ มีปืนติดตัวอยู่ เพื่อดูแลความเรียบร้อยและระงับเหตุสุดวิสัย หากมีกรณี ผู้เสียการพนันรายใดเกิดความไม่พอใจ จนอาจนำไปสู่การทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรงขึ้นได้</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย จ. เหตุผล ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพนันชนไก่และกัดปลา พ.ศ. 2552 ข้อ 17 ได้กำหนดกรณีที่ผู้มีอำนาจสั่งอนุมัติ มีอำนาจที่จะไม่อนุมัติให้เจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ออกใบอนุญาตในคราวต่อไป เป็นครั้งคราวหรือตลอดไปก็ได้ แล้วแต่จะเห็นสมควร ถ้าหากพบว่าผู้รับใบอนุญาตให้มีการเล่นการพนันชนไก่หรือกัดปลา ได้กระทำการดังต่อไปนี้</p><p>(1) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อความ ลักษณะข้อจำกัด และเงื่อนไขที่กำหนดไว้หลังใบอนุญาต</p><p>(2) ไม่จัดสถานที่ให้มีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย และถูกสุขลักษณะอนามัย</p><p>(3) จัดให้มีการเล่นการพนันอย่างอื่น ภายในบริเวณสถานที่เล่นการพนันชนไก่หรือกัดปลา</p><p>(4) มีการก่อความไม่สงบเรียบร้อย หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นภายในสถานที่หรือบริเวณที่เล่นการพนันชนไก่หรือกัดปลา</p><p>(5) มีการขายสุรา หรือดื่มสุรา หรือยินยอมให้คนเมาสุราหรือพกพาอาวุธติดตัวเข้าไปในสถานที่ หรือบริเวณ ที่เล่นการพนันชนไก่หรือกัดปลา</p><p>(6) จัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่โดยมีการเสริม หรือแต่งเดือย หรือโดยวิธีอื่นใด ซึ่งมิได้เป็นไปตามธรรมชาติของไก่ชน จัดทำเพื่อสมทบทุนแก่โรงเรียนเชียงรายปัญญานุกูล 155 ดังนั้น ข้อ ง. การที่ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่ ได้พกปืนไว้ โดยอ้างว่าเพื่อดูแลความเรียบร้อย ก็ถือได้ว่าเป็นการพกพาอาวุธติดตัวเข้าไปภายในสถานที่เล่นการพนันชนไก่ อันเป็นข้อห้าม ตามข้อ (5) ทำให้อาจจะไม่ได้รับการออกใบอนุญาตให้มีการเล่นการพนันฯ ในคราวต่อไปได้</p><p>ทั้งนี้ ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่ย่อมไม่อาจที่จะอ้างเรื่องการดูแลความเรียบร้อยภายในสถานที่ เล่นการพนันชนไก่ได้ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้มีข้อยกเว้นให้แต่อย่างใด</p><p>ข้อ ก. การให้ไก่ชนกินยาสมุนไพรบำรุงกำลัง เป็นวิธีการชนไก่โดยทั่วไป ซึ่งยังไม่ใช่เป็นลักษณะการทรมานสัตว์ ดังเช่นการเสริม หรือแต่งเดือยไก่ชน หรือโดยวิธีอื่นใด อันเป็นข้อห้าม ตามข้อ (6) แต่อย่างใด</p><p>ข้อ ข. การจำหน่ายอาหารบริเวณที่เล่นการพนันกัดปลา สามารถกระทำได้ หากไม่มีการจำหน่ายสุรา หรือดื่มสุรา อันเป็นข้อห้าม ตามข้อ (5)</p><p>ข้อ ค. การส่งเสียงเชียร์เพื่อให้กำลังใจไก่ของตน ที่กำลังเข้าแข่งขันอยู่ สามารถกระทำได้ หากยังไม่ถึงขั้น เป็นการก่อความไม่สงบเรียบร้อย ภายในสถานที่หรือบริเวณที่เล่นการพนันชนไก่ อันเป็นข้อห้าม ตามข้อ (4)</p></li></ul><p><br/></p><p>ป.ปุ๊ ครังที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในวันใดสามารถอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนันจนไก่หรือกัดปลาได้</strong></p><p>(ก) วันพระ</p><p>(ข) วันอาสาฬหบูชา</p><p>(ค) วันเข้าพรรษา</p><p>(ง) วันออกพรรษา</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ไม่มีข้อใดถูก ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพนันชนไก่และกัดปลา พ.ศ. 2552 ข้อ 13 ห้ามจัดให้มีการเล่นการพนันชนไก่หรือกัดปลาต้องไม่ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา หรือวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งวันสำคัญทางศาสนาหมายรวมถึง วันพระหรือวันธรรมสวนะ ตามหนังสือ ที่ มท 0204/18660 ลงวันที่ 2 ธ.ค. 2526</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-16 16:11:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3029150063</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ทะเบียนราษฎร์ (1)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030138459</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) ทะเบียนบ้านกลาง หมายความว่า ทะเบียนบ้านซึ่งผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนดให้จัดทำขึ้นสำหรับลงรายการบุคคลที่ไม่อาจมีชื่อในทะเบียนบ้าน</p><p>(ข) เจ้าบ้าน หมายความว่า ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครองบ้านในฐานะเป็นเจ้าของบ้าน ผู้เช่า หรือในฐานะอื่นใดก็ตาม</p><p>(ค) ท้องถิ่น หมายความว่า กรุงเทพมหานคร เทศบาล เมืองพัทยา และหน่วยการปกครองท้องถิ่นอื่นที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนดให้เป็นท้องถิ่นตามพระราชบัญญัตินี้</p><p>(ง) นายทะเบียนผู้รับแจ้ง หมายความว่า นายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่น ซึ่งผู้อำนวยการทะเบียนกลางได้กำหนดให้มีหน้าที่</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ค. แก้ไข เป็นผู้อำนวยการทะเบียนกลางโดยอนุมติรัฐมนตรี</p></li></ul><p><br/></p><p>โปรด ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับชื่อสกุล</strong></p><p>(ก) ไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของราชินี หรือองค์รัชทายาท</p><p>(ข) ไม่พ้องหรือมุ่งให้คล้ายกับราชทินนาม เว้นแต่ราชทินนามของตน ของบุพการี หรือของผู้สืบสันดาน</p><p>(ค) ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ หรือชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว</p><p>(ง) มีพยัญชนะไม่เกินกว่าสิบพยัญชนะ เว้นแต่กรณีใช้ราชทินนามเป็นชื่อสกุล</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ก. ไม่มีองค์รัชทายาท (อันนั้นชื่อ โรงแรม)</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดถูกต้อง</strong></p><p>(ก) ผู้อำนวยการทะเบียนกลาง เป็นผู้มีอำนาจจัดตั้งสำนักทะเบียนเฉพาะกิจ และแต่งตั้งนายทะเบียนและผู้ช่วยนายทะเบียนประจำสำนักทะเบียน</p><p>(ข) นายทะเบียนจังหวัด เป็นผู้มีอำนาจจัดตั้งสำนักทะเบียนสาขา และแต่งตั้งนายทะเบียน และผู้ช่วยนายทะเบียนประจำสำนักทะเบียน</p><p>(ค) นายทะเบียนอำเภอ เป็นผู้แต่งตั้งนายทะเบียนและผู้ช่วยนายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนเฉพาะกิจในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ</p><p>(ง) ผู้อำนวยการทะเบียนกลาง เป็นผู้มีอำนาจจัดตั้งสำนักทะเบียนเฉพาะกิจและสำนักทะเบียนสาขา และให้นายอำเภอ ปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการเขต ปลัดเมืองพัทยา แล้วแต่กรณี แต่งตั้งนายทะเบียนและผู้ช่วยนายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนดังกล่าว ในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง.</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่ศาลออกหมายจับผู้ใดตามคำร้องขอของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือ ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ได้รับแจ้งจากศาลให้จับกุมผู้ใดตามหมายจับ ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาภายใน 180 วันนับแต่วันที่ศาลออกหมายจับ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ แจ้งให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางทราบและให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางดำเนินการอย่างไร</strong></p><p>(ก) ผู้อำนวยการทะเบียนกลาง จำหน่ายชื่อและรายการบุคคลผู้นั้นออกจากทะเบียนบ้าน</p><p>(ข) สั่งให้นายทะเบียนอำเภอติดตามตัวผู้นั้นตามที่อยู่ที่ขึ้นอยู่เป็นครั้งสุดท้าย</p><p>(ค) ให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งย้ายผู้นั้นออกจากทะเบียนบ้านและเพิ่มชื่อและรายการของผู้นั้นไว้ในทะเบียนบ้านกลาง</p><p>(ง)  ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. ให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งย้ายผู้นั้นออกจากทะเบียนบ้านและเพิ่มชื่อและรายการของผู้นั้นไว้ในทะเบียนบ้านกลาง มาตรา 33 วรรคสอง "ในกรณีที่ศาลออกหมายจับผู้ใดตามคําร้องขอของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ หรือในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจได้รับแจ้งจากศาลให้จับกุมผู้ใดตามหมายจับที่ศาลออกเอง ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ศาลออกหมายจับ ให้พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตํารวจแจ้งให้ผู้อํานวยการทะเบียนกลางทราบ และให้ผู้อํานวยการทะเบียนกลางดําเนินการให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งย้ายผู้นั้นออกจากทะเบียนบ้าน และเพิ่มชื่อและรายการของผู้นั้นไว้ในทะเบียนบ้านกลาง และให้หมายเหตุไว้ในรายการของบุคคลนั้นว่าอยู่ในระหว่างการติดตามตัวตามหมายจับด้วย การหมายเหตุ ดังกล่าวมิให้ถือว่าเป็นการจัดเก็บข้อมูลตามมาตรา 13(2)"</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ตามมาตรา 30 เมื่อผู้อยู่ในบ้านย้ายที่อยู่ออกจากบ้านเพื่อเปลี่ยนภูมิลำเนา ให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งภายใน 15 วันนับแต่วันที่บุคคลในทะเบียนบ้านย้ายที่อยู่ออกจากบ้าน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ย้ายที่อยู่ที่จะแจ้งย้ายออกต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งด้วยตนเอง โดยจะต้องแจ้งว่าจะย้ายเข้าไปอยู่บ้านใด หรือจะแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่ตนจะไปอยู่ใหม่ก็ได้ ในกรณีที่ยังไม่ทราบว่าจะย้ายไปอยู่บ้านใด หรือยังมิได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านใดภายใน 30 วันนับแต่วันที่แจ้งการย้ายที่อยู่ ให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งเพิ่มชื่อ และรายการของผู้นั้นไว้ในทะเบียนบ้านกลาง และเมื่อผู้ย้ายได้แจ้งการย้ายออกต่อนายทะเบียนแล้ว ให้หน้าที่ในการแจ้งย้ายบุคคลออกของเจ้าบ้านเป็นอันพับไป ผู้ย้ายที่อยู่ที่จะแจ้งย้ายด้วยตนเองดังกล่าวต้องเป็นผู้มีอายุครบสิบ 15 ปี แล้ว ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับผู้ใด</strong></p><p>(ก) ผู้ที่รับราชการทหาร</p><p>(ข) ผู้ไปรับราชการในต่างประเทศ</p><p>(ค) ผู้ที่อยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์</p><p>(ง) ผู้ไปอบรมสัมมนาในต่างประเทศ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. ผู้ไปรับราชการในต่างประเทศ ความในวรรคหนึ่ง "ไม่ใช้บังคับกับผู้ย้ายที่อยู่เพื่อไปศึกษาหรือไปรับราชการในต่างประเทศ หรือไปทำธุรกิจหรือปฏิบัติงานชั่วคราวในต่างประเทศ แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวที่จะแจ้งย้าย ออกจากทะเบียนบ้านเดิมเพื่อไปอยู่ที่อยู่ใหม่หรือไปอยู่ในทะเบียนบ้านกลางเป็นการชั่วคราว"</p></li></ul><p><br/></p><p>สมิง ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้อง ในกรณีบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน</strong></p><p><strong>(ก) บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน หมายถึง บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร แต่ไม่มีรายการในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนบ้านกลาง หรือเอกสารการทะเบียนราษฎร อื่นที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก</strong></p><p><strong>(ข) บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ประกอบด้วย เด็กที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง เด็กเร่ร่อน เด็กที่ไม่ปรากฏบุพการี ที่อยู่ในการอุปการะของหน่วยงานสงเคราะห์ของรัฐหรือเอกชน หรือบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่สามารถแจ้งการเกิดได้เนื่องจากขาดพยานหลักฐานยืนยันถิ่นกำเนิดหรือประวัติของบุคคล และบุคคลที่ไม่อาจขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่นายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นจะเชื่อได้ว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือเป็นคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่สามารถมีชื่อในทะเบียนบ้านได้</strong></p><p><strong>(ค) บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ประกอบด้วย คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยซึ่งเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่เข้ามามีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ได้ปฏิบัติตามกฏหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง</strong></p><p><strong>(ง) บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ประกอบด้วย คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่รัฐบาลมีนโยบายให้สำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติเพื่อการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ หรือเพื่อการอื่นใด</strong></p><p>(1) ถูกเฉพาะข้อ ก ข้อ ข และข้อ ค</p><p>(2) ถูกเฉพาะข้อ ก ข้อ ค และข้อ ง</p><p>(3) ถูกเฉพาะข้อ ข ข้อ ค และข้อ ง</p><p>(4) ถูกทุกข้อ</p><p>(5) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 4) ถูกทุกข้อ</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีบุคคลอายุไม่เกิน 7 ปี อ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทยขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน โดยไม่มีหลักฐานมาแสดง ให้ผู้ใดมีอำนาจอนุมัติ</strong></p><p>(ก) ผู้อำนวยการทะเบียนกลาง</p><p>(ข) นายทะเบียนอำเภอ</p><p>(ค) นายทะเบียนท้องถิ่น</p><p>(ง) นายอำเภอ</p><p>(จ) ข. และ ค. </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ.   ข. และ ค. ระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ข้อ 97 บุคคลอ้างว่าเป็นคนมีสัญชาติไทยขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ท.ร. 14) โดยไม่มีหลักฐานเอกสารมาแสดง ให้เจ้าบ้านหรือผู้ขอเพิ่มชื่อยื่นคําร้องตามแบบพิมพ์ที่กําหนดต่อ นายทะเบียนอําเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่ผู้ขอเพิ่มชื่อมีภูมิลําเนาในปัจจุบัน เมื่อนายทะเบียนได้รับคําร้องแล้วให้ดําเนินการ ดังนี้ </p><p>(1) สอบสวนเจ้าบ้าน ผู้ขอเพิ่มชื่อ บิดามารดาหรือญาติพี่น้องถ้ามี หรือบุคคลที่น่าเชื่อถือประกอบการพิจารณา </p><p>(2) ให้ตรวจสอบไปยังสํานักทะเบียนกลางว่าบุคคลที่ขอเพิ่มชื่อมีชื่อและรายการบุคคลอยู่ในทะเบียนบ้านแห่งอื่นใดหรือไม่ </p><p>(3) รวบรวมหลักฐานทั้งหมดพร้อมความเห็นเสนอไปยังนายอําเภอแห่งท้องที่ </p><p>(4) เมื่อนายอําเภอพิจารณาอนุมัติแล้ว ให้นายทะเบียนดําเนินการเพิ่มชื่อและ รายการบุคคลในทะเบียนบ้านและสําเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน พร้อมทั้งหมายเหตุในช่องย้ายเข้ามาจาก ว่า “คําร้องที่… ลงวันที่… หรือ หนังสือ… ลงวันที่…” แล้วแต่กรณีแล้วให้นายทะเบียนลง ลายมือชื่อและวันเดือนปีกํากับไว้</p><p>(5) กําหนดเลขประจําตัวประชาชนให้แก่ผู้ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ตามแบบพิมพ์ที่กําหนดในข้อ 134 (22) </p><p>(6) รายงานตามระเบียบที่กําหนดในข้อ 132 (5) การเพิ่มชื่อตามวรรคหนึ่ง ถ้าบุคคลที่จะขอเพิ่มชื่อเข้าในทะเบียนบ้านมีอายุต่ำกว่า 7 ปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นคําร้อง ให้นายทะเบียนอําเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาอนุญาต เว้นแต่จะมีเหตุอันควรสงสัยเรื่องสัญชาติของบุคคลที่จะขอเพิ่มชื่อ ให้นายทะเบียนรวบรวมหลักฐาน เสนอขอความเห็นชอบจากนายอําเภอท้องที่ก่อนพิจารณาอนุญาต</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ขอลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่</strong></p><p>(ก) เป็นชาวเขา 9 เผ่า ได้แก่ กะเหรี่ยง, ม้งหรือแม้ว, เมี่ยนหรือเย้า/อิ้วเมี่ยน, อาข่าหรืออีก้อ, ลาหู่หรือมูเซอ, ลีซูหรือลีซอ, ลัวะหรือละเวือะ/ละว้า/ถิ่น/มัล/ปรัย, ขมุ, และมลาบรีหรือ คนตองเหลือง </p><p>(ข) เป็นบุคคลบนพื้นที่สูงที่ได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ</p><p>(ค) มีสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ (บุคคลที่เกิดในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2456 จนถึงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 หรือบุตรของบุคคลดังกล่าว)</p><p>(ง) อาศัยอยู่ในเขตท้องที่ 20 จังหวัด  ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ราชบุรี เลย ลำปาง ลำพูน สุโขทัย สุพรรณบุรี และอุทัยธานี</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทุกข้อ (หนังสือสำนักทะเบียนกลาง มท 0309.8/ว 40 ลงวันที่ 31 มกราคม 2563)</p></li></ul><p><br/></p><p>มิ้ว​ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม ​: ในการแจ้งการตาย​ ถ้าในท้องที่ใดการคมนาคมไม่สะดวก​ ใครเป็นผู้อาจะขยายเวลาออกไปตามที่เห็นสมควร​ แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่เวลาตายหรือเวลาพบศพได้</strong></p><p>(ก) ​ผู้อำนวยการทะเบียนกลาง</p><p>(ข) นายทะเบียนประจำสำนักทะเบียนกลาง</p><p>(ค) นายทะเบียนผู้รับแจ้ง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ​ : ก.</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:26:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030138459</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.บัตรประชาชน</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030138842</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวไม่สมบูรณ์กี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้</strong></p><p>(ก) เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการขอมีบัตรตามมาตรา 6 ผู้ซึ่งต้องมีบัตรตามมาตรา 5 ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ไม่ขอยื่นมีบัตร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 100 บาท</p><p>(ข) ผู้ใดเข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำตามมาตรา 7/1 อันมิใช่ข้อมูลทั่วไปที่ปรากฎอยู่บนบัตรตามมาตรา 7 โดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200000 บาท</p><p>(ค) ผู้ถือบัตรซึ่งเสียสัญชาติไทย ผู้ใดไม่ส่งมอบบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับตามมาตรา 8 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100000 บาท</p><p>(ง) ผู้ถือบัตรซึ่งเสียสัญชาติไทย ผู้ใดใช้หรือแสดงบัตรหรือใบรับหรือใบแทนใบรับ ซึ่งตนหมดสิทธิใช้ตามมาตรา 9 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100000 บาท</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ก ข และ ง. ผิด</p><p>ก. จะสมบูรณ์ ต้อง หรือบุคคลซึ่งมีหน้าที่ยื่นคำขอมียัตรแทนตามาตรา 6 ฉ  (บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งรับดูแลผู้นั้นอยู่)</p><p>ข. 5/100000</p><p>ง. 10/200000</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เด็กอายุ 8 ปีสามารถยื่นคำขอมีรัฐประจำตัวประชาชนครั้งแรกได้ด้วยตนเองหรือไม่</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : มาตรา 6 ฉ กำหนดว่า การขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอายุไม่ถึง 15 ปี ให้เป็นหน้าที่ของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งรับดูแลผู้นั้นอยู่เป็นผู้ยื่นคำขอ “แต่ไม่เป็นการตัดสิทธิบุคคลนั้นที่จะยื่นคำขอด้วยตนเอง“</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การขยายกำหนดระยะเวลาในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใด กระทำได้โดย</strong></p><p>(ก) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศราชกิจจานุเบกษา</p><p>(ข) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติ</p><p>(ค) กฎกระทรวง</p><p>(ง) มติคณะรัฐมนตรี</p><p>(จ) ประกาศกระทรวง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก.</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2567 นาย A อายุ 40 ปี เป็นบุคคลต่างด้าว แจ้งเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ว่าตนเองคือนาย B เป็นบุคคลสัญชาติไทย ทำบัตรฯ หาย ประสงค์จะขอมีบัตรใหม่ พนักงานเจ้าหน้าที่หลงเชื่อ ได้บันทึกรับแจ้งบัตรหายในรายการนาย B ให้แก่นาย A โดยนาย A ลงลายมือชื่อเป็นนาย B ในบันทึกรับแจ้งบัตรหาย จนพนักงานเจ้าหน้าที่หลงเชื่อ อนุมัติให้นาย A ถ่ายบัตรฯ ในรายการของนาย B ต่อมาวันที่ 19 มิ.ย. 2567 นายA ได้แสดงบัตรที่ตนเองสวมนาย B ต่อนายทะเบียนอำเภอเมืองชัยนาท เพื่อขอแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทาง เมื่อนายทะเบียนรับแจ้งย้าย นาย A ได้ยื่นคำขอเปลี่ยนบัตรฯ โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานของอำเภอเมืองชัยนาท พร้อมแสดงบัตรว่าตนเองคือนาย B ขอทำบัตรกรณีเปลี่ยนที่อยู่ พนักงานเจ้าหน้าที่หลงเชื่อ จึงอนุมัติให้นาย A ถ่ายบัตรในรายการของนาย B จนนาย A ได้รับมอบบัตรไปจากข้อเท็จจริงข้างต้น ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) นาย A กระทำความผิดฐานขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม มาตรา 14 (1) แห่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 โดยมีการกระทำความผิดฐานดังกล่าว เกิดขึ้นทั้งในท้องที่ อ.สรรคบุรี และท้องที่ อ.เมืองชัยนาท</p><p>(ข) นาย A ใช้หรือแสดงบัตรที่เกิดจากการยื่นคำขอมีบัตรโดยแสดงหลักฐานเท็จ                 หรือปกปิดข้อความจริงตามมาตรา 14 (3) แห่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554</p><p>(ค) นาย A กระทำการเพื่อตนเองมีชื่อหรือรายการอย่างใดในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ        ตามมาตรา 50 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 2 แสนบาท โดยเป็นการกระทำความผิดในท้องที่ อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท</p><p>(ง) พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองทั้งในท้องที่ อ.สรรคบุรี และ อ.เมืองชัยนาท มีอำนาจสอบสวนความผิดที่เกิดในท้องที่ของตน และมีอำนาจสอบสวนความผิดที่เกิดในอีกท้องที่หนึ่งได้</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ข. ผิดเพราะ ต้องเป็นมาตรา 14 (4) ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองท้องที่ อ.สรรคบุรี และ อ.เมืองชัยนาท มีอำนาจสอบสวนความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่ของตนตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 18 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจสอบสวนความผิดที่เกิดขึ้นในอีกท้องที่หนึ่งได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4)</p></li></ul><p><br/></p><p>นุ้ย ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการเก็บรักษา การเบิกจ่าย การใช้วัสดุตัวบัตรและวัสดุที่ใช้ในการออกบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card)</strong></p></blockquote><blockquote><p>(1) กำหนดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการเบิกวัสดุตัวบัตรและวัสดุที่ใช้ในการออกบัตรจาก ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค สาขาจังหวัด จำนวนอย่างน้อย 1 คน โดยให้ระบุชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายไว้ในหนังสือขอเบิกให้ชัดเจน</p><p>(2) แต่งตั้งเจ้าหน้าที่เก็บรักษาและควบคุมการเบิกจ่ายวัสดุตัวบัตรและวัสดุที่ใช้ในการ ออกบัตรจำนวนอย่างน้อย 2 คน โดยอย่างน้อย 1 คน ต้องดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอที่รับผิดชอบงานบัตรประจำตัวประชาชนในกรณีของอำเภอ</p><p>(3) กรณีที่วัสดุตัวบัตรหรือวัสดุที่ใช้ในการออกบัตรสูญหาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกตามโปรแกรมการตรวจรับบัตรในหัวข้อการบันทึกการสูญหายทันที และให้อำเภอ แจ้งให้ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค สาขาจังหวัดทราบ แล้วดำเนินการแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้ เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ และแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง แล้วให้รายงานให้จังหวัดทราบโดยเร็ว เพื่อรายงานกรมการปกครองต่อไป</p></blockquote><blockquote><p>(ก) ข้อ 1</p><p>(ข) ข้อ 2</p><p>(ค) ข้อ 3</p><p>(ง ข้อ 1 และ 2</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดผิด</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. ข้อ 1 ผิด ที่ถูก คือ  1. กำหนดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการเบิกวัสดุตัวบัตรและวัสดุที่ใช้ในการออกบัตรจาก ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค สาขาจังหวัด จำนวนอย่างน้อย 2 คน โดยให้ระบุชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายไว้ในหนังสือขอเบิกให้ชัดเจน (หนังสือกรมการปกครอง มท 0309.2/ว4808 ลว. 24 กุมภาพันธ์ 2563)</p></li></ul><p><br/></p><p>ต่อ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีใดที่ผู้ถือบัตรต้องมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : <strong>ต้องมีบัตรใหม่</strong> คือ วันที่บัตรหายหรือถูกทำลาย <strong>เปลี่ยนบัตร</strong> ได้แก่ วันที่บัตรชำรุดในสาะสำคัญหรือวันที่แก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุล หรือชื่อตัวและชื่อสกุลในทะเบียนบ้านหรือผู้ถือบัตรผู้ใดย้านที่อยู่จะขอเปลี่บนบัตรก็ได้ (อ้างอิง มาตรา 6 จัตวา) </p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง</strong></p><p>(ก) ผู้ต้องขอมีบัตรประจำตัวประชาชนมีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ จนถึง 70 ปีบริบูรณ์</p><p>(ข) ผู้มีกายพิการ หรือเป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบเป็นบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน</p><p>(ค) นายกเทศมนตรีมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตรวจบัตรในเขตเทศบาลตาม พรบ. นี้</p><p>(ง) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจขยายกำหนดเวลาการยื่นขอมีบัตร ขอมีบัตรใหม่ หรือขอเปลี่ยนบัตร ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับท้องที่ใดหรือบุคคลใดก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา</p><p>(จ) ผู้ใดปลอมบัตรหรือใบรับ หรือใบแทนใบรับ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ถูกต้อง</p><p>(ก) ผู้ต้องขอมีบัตรประจำตัวประชาชนมีอายุตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ "แต้ไม่เกิน" 70 ปีบริบูรณ์</p><p>(ข) ผู้มีกายพิการ "เดินไม่ได้" หรือเป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบเป็นบุคคลที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน</p><p>(ค) นายกเทศมนตรีมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตรวจบัตรในเขตเทศบาลตาม พรบ. นี้ (ไม่ได้เป็น)</p><p>(จ) ผู้ใดปลอมบัตรหรือใบรับ หรือใบแทนใบรับ ต้องระวางโทษจำคุก "ตั้งแต่ 1ปีถึง 10 ปี" หรือปรับ"ตั้งแต่20,000-200,000 บาท" หรือทั้งจำทั้งปรับ</p></li></ul><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:26:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030138842</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ทะเบียนครอบครัว</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030139552</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดหรือไม่สมบูรณ์</strong></p><p>(ก) บุคคลที่จะเป็นพยานตามพระราชบัญญัตนี้ไม่ได้ คือบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสอข้าง</p><p>(ข) ห้ามมิให้นายทะเบียนจดทะเบียนสมรส เมื่อปรากฎต่อนายทะเบียนว่าการมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งมาตรา 1444 มาตรา 1445 และมาตรา 1446 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์</p><p>(ค) ถ้านายทะเบียนไม่ยอมรับจดทะเบียน ผู้มีส่วนได้เสียจะยื่นคำร้องต่อศาลก็ได้</p><p>(ง) เมื่อศาลได้พิพากษษให้เพิกถอนการสมรสหรือให้หย่าแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียจะขอให้นายทะเบียนบันทึกไว้ในทะเบียนก็ได้ แต่ต้องยื่นสำเนาคำพิพากษาถึงที่สุดต่อนายทะเบียน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ข และ ง ผิด (ข้อ ข. ต้อง ม. 1445 1446 และ 1447 ข้อ ง. ต้องยื่นสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดที่รับอรงว่าถูกต้อง)</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การรับรองบุตร</strong></p><p>(ก) การขอจดทะเบียน บิดายื่นคำร้องได้ฝ่ายเดียว มารดาไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง</p><p>(ข) กรณีที่เด็กและมารดาเด็กไม่ได้ให้ความยินยอมต่อนายทะเบียน ให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนของบิดาไปยังเด็กและมารดาเด็ก ถ้าเด็กหรือมารดาไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายใน 60 วันนับแต่การแจ้งนั้นถึงเด็กและมารดาเด็กให้สันนิษฐานว่าเด็กหรือมารดาเด็กได้ให้ความยินยอมแล้ว</p><p>(ค) ในกรณีที่เด็กหรือมารดา ไม่ให้ความยินยอม บิดาต้องมีคำพิพากษาของศาลมาแสดง</p><p>(ง) มารดาเด็กสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้ผู้เป็นบิดาดำเนินการขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรได้</p><p>(จ) ข. และ ง.</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ จ. ข้อ ข. ตามมาตรา 1548 วรรคสอง ต้องแก้ไขเป็น กรณีที่เด็กและมารดาเด็กไม่ได้มาให้ความยินยอมต่อหน้านายทะเบียน ให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนของบิดาไปยังเด็กและมารดาเด็ก ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กไม่คัดค้านหรือไม่ให้ความยินยอมภายใน 60 วันนับแต่การแจ้งนั้นถึงเด็กและมารดาเด็ก ให้สันนิษฐานว่า “เด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม” ข้อ ง. ตามมาตรา 1556 การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรในระหว่างที่เด็กเป็นผู้เยาว์ ถ้าเด็กมีอายุยังไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์ ผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเป็นผู้ฟ้องแทน ในกรณีที่เด็กไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือมีแต่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ญาติสนิทของเด็กหรืออัยการอาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเพื่อทำหน้าที่ฟ้องคดีแทนเด็กก็ได้ เมื่อเด็กมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เด็กต้องฟ้องเอง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม</p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อบิดายื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร แต่ปรากฏว่าเด็กอายุเพียง 2 เดือน นายทะเบียนจดทะเบียนให้โดยพิมพ์ลายนิ้วมือเด็กและให้มารดาลงลายมือชื่อให้ความยินยอมได้หรือไม่  หรือมีวิธีการอื่นใดที่จะจดทะเบียนรับรองบุตรได้</strong></p><p>(ก) ได้ เพราะถือว่ามารดาให้ความยินยอมแล้ว การพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นเพียงหลักฐาน</p><p>(ข) ได้  เพราะถือว่าเป็นคุณต่อผู้เยาว์ สามารถดำเนินการได้</p><p>(ค) ได้ หากบิดาต้องไปร้องศาลและนำคำพิพากษามาเพื่อให้ นายทะเบียนจดทะเบียนรับรองบุตร</p><p>(ง) ไม่ได้  เพราะถือว่าเด็กเป็นผู้เยาว์ ไม่อาจให้ความยินยอมได้โดยชอบ</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ไม่ได้  เพราะถือว่าเด็กเป็นผู้เยาว์ ไม่อาจให้ความยินยอมได้โดยชอบ : กรณีคำถามเป็นกรณีเด็กอายุเพียง 2 เดือน จึงตรงกับหลักกฎหมายที่ว่าไม่อาจให้ความยินยอมได้เช่นกันซึ่งบิดาต้องไปร้องศาล และนำคำพิพากษามาเพื่อให้นายทะเบียนจดทะเบียนรับรองบุตรให้ได้  ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา ตาม นส.นร. 0601/838 ลว.30 มิ.ย. 35</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ลุงดำ จดทะเบียนสมรสกับภรรยาคนแรก ชื่อ นาง A ต่อมาลุงดำได้ไปจดทะเบียนสมรสกับภรรยาคนที่สอง ชื่อ นาง B วันเวลาผ่านไปนาง A เสียชีวิต ลุงดำจึงได้ไปจดทะเบียนสมรสกับภรรยาคนที่สาม ชื่อ นาง C และวันเวลาผ่านไปนาง B ก็เสียชีวิต ข้อใดถูกต้อง</strong></p></blockquote><blockquote><p>(ก) เมื่อนาง A เสียชีวิต ย่อมทำให้นาง B เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของลุงดำ ส่วนนาง C ถือว่าเป็นการสมรสซ้อน</p><p>(ข) เมื่อนาง B เสียชีวิต ลุงดำ ย่อมมีสิทธิได้รับมรดกของนาง B ในฐานะทายาทโดยธรรม</p><p>(ค) เมื่อนาง A และนาง B เสียชีวิต แล้วเช่นนี้ นาง C ถือเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของลุงดำ</p><p>(ง) ข้อ ก. และข้อ ข. ถูกต้อง</p><p>(จ) ข้อ ข. และข้อ ค. ถูกต้อง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ ค. เพราะ การจดทะเบียนสมรสของลุงดำกับนาง B เป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน เป็นโมฆะตาม ป.ป.พ. มาตรา 1452 และมาตรา 1495 ดังนั้น แม้ว่านาง A จะเสียชีวิตไปแล้ว ก็ไม่ทำให้การจดทะเบียนสมรสที่เป็นโมฆะ กลับมามีผลสมบูรณ์ได้ อีกทั้งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1499 การสมรสที่เป็นโมฆะ ตามมาตรา 1452 ส่งผลให้คู่สมรสไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของคู่สมรสอีกฝ่าย จึงทำให้ลุงดำไม่มีสิทธิรับมรดกของนาง B ในฐานะทายาทโดยธรรม ดังนั้น เมื่อนาง A เสียชีวิตก่อน และการจดทะเบียนสมรสกับนาง B ถือเป็นโมฆะ การจดทะเบียนสมรสกับนาง C จึงชอบด้วยกฎหมาย</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดผิดเกี่ยวกับการสมรส </strong></p><p>(ก) การสมรสจะกระทำมิได้ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริตหรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ฝ่าฝืนผลเป็นโมฆียะ </p><p>(ข) ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาจะทำการสมรสกันไม่ได้ ความเป็นญาติดังกล่าวมานี้ให้ถือตามกฎหมายเป็นสำคัญ</p><p>(ค) ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้ ถ้าฝุาฝืนทำให้ความเป็นผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมสิ้นสุดลง ง. ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ คือ การสมรสซ้อนผลเป็นโมฆะ </p><p>(จ) ข้อ ก และ ข ผิด </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. มาตรา 1449, มาตรา 1450, มาตรา 1451 มาตรา 1452</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:27:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030139552</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทะเบียนพินัยกรรม</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030139798</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับแบบพินัยกรรม</strong></p><p>(ก) พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึน และผู้ทำพินัยกรรมต้องลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้องสองคน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ขณะนั้น</p><p>(ข) พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้</p><p>(ค) พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองก็ได้ กล่าวคือ ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่นายทะเบียนต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก และ ค ผิด (ข้อ ก. ลงลายมือชื่อต่อพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ค. แจ้งต่อ กรมการอำเภอ ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน)</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่5</p><blockquote><p><strong>คำถาม: ข้อใดผิด</strong></p><p>(ก) บุคคลต่อไปนี้จะเป็นพยานในการทำพินัยกรรมไม่ได้ ได้แก่ ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือ บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือ บุคคลที่หนูหนวก เป็นใบ้ หรือตาบอดทั้ง 2 ข้าง</p><p>(ข) พินัยกรรมแบบธรรมดาต้องทำเป็นหนังสือ ต้องลงวัน เดือน ปี ในขณะทำ ผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน และพยานต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมขณะนั้น</p><p>(ค) พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับต้องเขียนด้วยตนเองทั้งฉบับ ลงวันเดือนปีขณะทำ และลงลายมือชื่อของตนเองด้วยต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน</p><p>(ง) พินัยกรรมทำเป็นเอกสารฝ่ายเมือง ข้อความที่กรมการอำเภอจดไว้นั้น ให้กรมการอำเภอลงลายมือชื่อและลงวัน เดือน ปี และประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ</p><p>(จ) พินัยกรรมทำด้วยวาจา ความสมบูรณ์แห่งพินัยกรรมนี้ย่อมสิ้นไปเมื่อพ้นกำหนด 1 เดือนนับแต่ผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู่ฐานะที่จะทำพินัยกรรมแบบอื่นได้</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ไม่จำเป็นต้องมีพยาน</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ถูกต้อง</strong></p><p>(ก) ผู้ใดจะทำพินัยกรรมเป็นแบบเอกสารฝ่ายเมือง ให้ยื่นคำร้องแสดงความจำนง ณ ที่ว่าการอำเภอใดก็ได้</p><p>(ข) ในการทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องนำพยานมาเอง โดยไม่อาจร้องขอให้อำเภอช่วยจัดหาให้</p><p>(ค) กรณีผู้ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง หรือเอกสารลับ มีความประสงค์จะขอรับพินัยกรรมไปทันที ก็ให้มอบให้ไปได้ </p><p>(ง) หนังสือตัดหรือถอนการตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก หรือสละมรดก ให้เป็นหน้าที่ของกรมการอำเภอจัดการเก็บรักษาไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. ตามกฎกระทรวงฯ ข้อ 3 พยานในการทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง หรือเอกสารลับนั้น ผู้ทำพินัยกรรมต้องนำมาเอง ถ้าไม่สามารถจะหามาได้ จะขอให้กรมการอำเภอช่วยจัดหาให้ก็ได้ แต่จะต้องเสียค่าป่วยการให้แก่พยานตามที่กรมการอำเภอกำหนดตามอัตราในข้อ 19 แห่งกฎนี้ ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียม ข้อ 19 (7) ค่าป่วยการพยานและล่าม ให้ได้แก่พยานและล่ามเฉพาะที่ทางอำเภอจัดหา โดยพิจารณาจ่ายตามรายได้ และฐานะของพยานและล่าม ซึ่งควรได้รับค่าป่วยการเมื่อมาอำเภอ ไม่เกินวันละ 50 บาท</p></li></ul><p><br/></p><p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นาย A อายุมากแล้ว รักษาตัวอยู่ที่ รพ. แห่งหนึ่ง ประสงค์จะทำพินัยกรรมฝ่ายเมือง จึงได้มายื่นคำร้องไว้ ต่อมาขณะที่นาย B ซึ่งเป็นปลัดอาวุโสรักษาราชการแทนนายอำเภอ ออกตรวจพื้นที่ใกล้ รพ. ที่ นาย A รักษาตัวอยู่ จึงสั่งให้นาย C เตรียมพิมพ์ข้อความที่นาย A ประสงค์ไว้ เพราะไม่อยากต้องหอบหิ้วเครื่องพิมพ์และกระดาษไปที่ รพ. เมื่อไปถึง รพ. นาย B สอบถาม นาย A ว่าประสงค์จะทำพินัยกรรมตามที่นาย A บอกกล่าวในเบื้องต้นหรือไม่ นาย A ก็ยืนยันต่อหน้าพยานสองคนว่า เป็นความประสงค์ของนาย A จริง หลังจากนั้น นาย B ได้อ่านข้อความให้นาย A และพยานฟัง นาย A เห็นว่าถูกต้องก็ลงชื่อในพินัยกรรมโดยมีพยานสองคนลงลายมือชื่อ นาย B จึงบันทึกและลงชื่อรับรองว่าพินัยกรรมทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ ข้อใดต่อนี้กล่าวถูกต้อง</strong></p><p>(ก) การทำพินัยกรรมดังกล่าว เป็นการทำพินัยกรรมฝ่ายเมือง ที่ไม่สมบูรณ์ เพราะ ทำนอกที่ว่าการอำเภอ จึงมีผลเป็นโมฆียะ</p><p>(ข) การทำพินัยกรรมดังกล่าว เป็นการทำพินัยกรรมฝ่ายเมือง ที่ไม่สมบูรณ์ เพราะ นาย B ไม่ได้จดข้อความเองทั้งฉบับ แต่ให้นาย C เป็นผู้จดให้ จึงมีผลเป็นโมฆียะ</p><p>(ค) การทำพินัยกรรมดังกล่าว เป็นการทำพินัยกรรมฝ่ายเมือง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะทำนอกที่ว่าการอำเภอ และนาย B ไม่ได้จดข้อความเองทั้งฉบับ แต่ให้นาย C เป็นผู้จดให้ จึงมีผลเป็นโมฆะ</p><p>(ง) การทำพินัยกรรมดังกล่าว เป็นการทำพินัยกรรมฝ่ายเมือง ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ข้อ ง. เพราะ ป.พ.พ. มาตรา 1658 วางหลักไว้ว่า พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารฝ่ายเมืองก็ได้ กล่าวคือ</p><p>(1) ผู้ทำพินัยกรรมต้องไปแจ้งข้อความที่ตนประสงค์จะให้ใส่ไว้ในพินัยกรรมของตนแก่กรมการอำเภอต่อหน้าพยานอีกอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน</p><p>(2) กรมการอำเภอต้องจดข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งให้ทราบนั้นลงไว้ และอ่านข้อความนั้นให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานฟัง</p><p>(3) เมื่อผู้ทำพินัยกรรมและพยานทราบแน่ชัดว่าข้อความที่กรมการอำเภอจดนั้นเป็นการถูกต้องตรงกันกับที่ผู้ทำพินัยกรรมแจ้งไว้แล้ว ให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ</p><p>(4) ข้อความที่กรมการอำเภอจดไว้นั้น ให้กรมการอำเภอลงลายมือชื่อและลงวัน เดือน ปี ทั้งจดลงไว้ด้วยตนเองเป็นสำคัญว่า พินัยกรรมนั้นได้ทำขึ้นถูกต้องตามบทบัญญัติอนุมาตรา 1 ถึง 3 ข้างต้น แล้วประทับตราตำแหน่งไว้เป็นสำคัญ การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรม พยาน และกรมการอำเภอจะได้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ (ผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต้องเป็นกรมการอำเภออันหมายถึงนายอำเภอ และสามารถทำนอกที่ว่าการอำเภอได้ เมื่อมีการร้องขอ ฯลฯ เทียบเคียง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8189/2551)	</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:27:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030139798</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ชื่อบุคคล</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030139890</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) นาย A ได้ขออนุญาตจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลใหม่ โดยได้เปลี่ยนชื่อสกุลใหม่ให้กับนายดี บุตรของ A ภายหลังนาย A ถึงแก่ความตาย นางสาว B ซึ่งเป็นแฟนกับนายดี อยากจะร่วมใช้ชื่อสกุลของนายดี แต่ไม่อยากจดทะเบียนสมรส นายดี ก็สามารถอนุญาตให้นางสาว B ใช้ชื่อสกุลของตนได้ </p><p>(ข) นายดำ ได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาว C โดยนาง C ได้เปลี่ยนมาใช้ชื่อสกุลของนายดำ ภายนาง C และนายดำหย่าขาดจากกัน และทำบันทึกข้อตกลงการหย่า ขอใช้ชื่อสกุลของนายดำ นางสาว C มีสิทธิใช้ชื่อสกุลของนายดำต่อไปได้</p><p>(ค) นางสาว G แต่งงานและใช้ชื่อสกุลของนายขาว ภายหลังนายขาวถึงแก่ความตาย และนางสาว G ประสงค์จะสมรสใหม่ ก็ยังมีสิทธิที่จะใช้ชื่อสกุลของนายขาวต่อไปได้</p><p>(ง) ในขณะทำการสมรส นางสาว F ไม่ประสงค์จะใช้ชื่อสกุลของสามี หลังจากอยู่กินฉันสามีภรรยา 1 ปี นางสาว F ได้ทำการตกลงที่จะใช้ชื่อสกุลของสามี แต่เมื่ออยู่ด้วยกันถึงปีที่ 4 นางสาว F ต้องการแก้เคล็ด จึงขอทำการตกลงใหม่ กลับมาใช้นามสกุลเดิมของตน ทั้งที่ยังมิได้หย่าขาดจากสามี</p><p>(จ) ข้อ ข. และข้อ ค. ผิด</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ จ. </p><p>ข้อ ข. ผิด เพราะ ตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2548 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยการหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ให้ฝ่ายซึ่งใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน...” ดังนั้น เมื่อนายดำ กับนางสาว C หย่าขาดจากกันแล้ว แม้จะทำบันทึกข้อตกลงการหย่า ก็ไม่มีผลบังคับ เนื่องจากฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง นางสาว C ต้องกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน</p><p>ข้อ ค. ผิด เพราะ ตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2548 มาตรา 13 วรรคสอง บัญญัติว่า “เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย ให้ฝ่ายซึ่งยังมีชีวิตอยู่และใช้ชื่อสกุลของอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิใช้ชื่อสกุลนั้นต่อไป แต่เมื่อจะสมรสใหม่ ให้กลับไปใช้ชื่อสกุลเดิมของตน”ดังนั้น เมื่อนายขาวถึงแก่ความตาย และนางสาว G ประสงค์จะสมรสใหม่ นางสาว G ต้องกลับไปใช้ชื่อสกุลเดิม</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม  : ข้อใดมิใช่คุณสมบัติของผู้สืบสันดานที่มีสิทธิอนุญาตให้ร่วมใช้ชื่อสกุล กรณีเจ้าของชื่อสกุลตายหรือศาลมีคำสั่งถึงที่สุดว่าเป็นผู้สาบสูญ </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ (1) :</p><p>(1) เป็นผู้สืบสันดานในลำดับใกล้ชิดที่สุด</p><p>(2) เป็นผู้สืบสันดานที่เคยใช้ชื่อสกุลนั้น </p><p>(3) เป็นผู้สืบสันดานที่ชอบด้วยกฎหมาย </p><p>(4) เป็นผู้สืบสันดานที่ยังมีชีวิตอยู่</p><p>(5) เป็นผู้สืบสันดานที่ใช้ชื่อสกุลนั้นอยู่ในปัจจุบัน</p></li><li><p>คำตอบ (2) : ผู้มีสิทธิอนุญาตต้องเป็นผู้สืบสันดานที่ชอบด้วยกฎหมายในลำดับที่ใกล้ชิดที่สุดซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และใช้ชื่อสกุลนั้นอยู่ในปัจจุบัน</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่4</p><blockquote><p><strong>คำถาม: ข้อใดผิดเกี่ยวกับ พรบ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505</strong></p><p>(ก) นายทะเบียนกลาง คือ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง</p><p>(ข) การตั้งชื่อตัวต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี หรือ ราชทินนาม</p><p>(ค) การตั้งชื่อสกุลต้องมีพัญชนะไม่เกิน 10 พยัญชนะ เว้นแต่ กรณีใช้ราชทินนามเป็นชื่อสกุล</p><p>(ง) การขอร่วมใช้ชื่อสกุล ผู้อนุญาตให้คนอื่นร่วมใช้ชื่อสกุลได้ในกรณีที่ผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุลตายแล้ว คือ ผู้สืบสันดานของผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุลในลำดับที่ใกล้ชิดที่สุดซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และใช้ชื่อสกุลนั้น</p><p>(จ) การอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตัว ให้ยื่นคำอุทธรณ์เป็นหนังสือภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขต ที่ว่าการอำเภอ หรือที่ว่าการกิ่งอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยุ่ในทะเบียนบ้าน โดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอ้างอิงประกอบด้วย</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ก. นายทะเบียนกลาง คือ ผู้อำนวยการส่วนการทะเบียนทั่วไป สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง (เหมือนนายทะเบียนครอบครัว)</p></li></ul><p><br/></p><p>เจ ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การขอใช้ราชทินนามของบุพการีเป็นชื่อสกุล จะต้องทำอย่างไร</strong></p><p>(ก) ได้รับอนุมัติจากนายทะเบียนกลาง</p><p>(ข) ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ เมื่อตรวจสอบแล้วถูกต้อง</p><p>(ค) ปลัดกระทรวงมหาดไทยอนุมัติ</p><p>(ง) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุมัติและนำขึ้นทูลเกล้า</p><p>(จ) ได้รับพระบรมราชานุญาต</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ.</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:27:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030139890</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.คำนำหน้า ญ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030140004</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:28:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030140004</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.บุตรบุญธรรม</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030140307</link>
         <description><![CDATA[<p>ต่อ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : กรณีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม บุคคลใดบ้างที่ไม่ต้องทดลองเลี้ยงดู ตาม พรบ.การับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม </strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : กรณีที่ผู้ขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา พี่ร่วมบิดาหรือมารดา ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา หรือผู้ปกครองของผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมในข้อใดต่อไปนี้ ที่นายทะเบียนไม่อาจดำเนินการให้ได้ เมื่อพิจารณาตามเงื่อนไขของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง </strong></p><p>(ก) พระภิกษุขอจดทะเบียนรับฆราวาส (บุคคลทั่วไป) เป็นบุตรบุญธรรม </p><p>(ข) ฆราวาส (บุคคลทั่วไป) ขอจดทะเบียนรับพระภิกษุเป็นบุตรบุญธรรม </p><p>(ค) ชาวต่างชาติขอจดทะเบียนรับคนไทยเป็นบุตรบุญธรรม </p><p>(ง) คนไทยขอจดทะเบียนรับชาวต่างชาติเป็นบุตรบุญธรรม </p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก นายทะเบียนสามารถดำเนินการรับจดทะเบียนให้ได้ทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : เฉลย ก. เนื่องจากได้มีระเบียบคณะสงฆ์ เรื่องห้ามบรรพชิตรับบุตรบุญธรรม ประกาศ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2496 ห้ามไม่ให้พระภิกษุจดรับทะเบียนรับบุตรบุญธรรม เนื่องจากเป็นการขัดกับพระธรรมวินัย ดังนั้น ข้อ ก. การที่พระภิกษุจะจดทะเบียนรับฆราวาส (บุคคลทั่วไป) เป็นบุตรบุญธรรมนั้น จึงไม่สามารถดำเนินการได้ตามระเบียบคณะสงฆ์ฯ รวมถึงเคยมีหนังสือกรมมหาดไทย ที่ 16521/2496 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2496 แจ้งแนวทางปฏิบัติหลังจากได้หารือไปยังกรมการศาสนาในเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว ว่าไม่สามารถกระทำได้ <strong>ข้อ ข. </strong>ฆราวาส (บุคคลทั่วไป) สามารถขอจดทะเบียนรับพระภิกษุเป็นบุตรบุญธรรมได้ เนื่องจากไม่มีระเบียบกฎหมายห้ามไว้ อีกทั้งกระทรวงมหาดไทยได้เคยหารือกับกรมการศาสนาในประเด็นดังกล่าวแล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันว่า การที่ฆราวาสขอจดทะเบียนรับพระภิกษุเป็นบุตรบุญธรรม ไม่เป็นการขัดกับพระธรรมวินัยและจารีตประเพณีทางฝ่ายสงฆ์แต่อย่างใด อ้างตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ 11880/2503 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2503 <strong>ข้อ ค.</strong> และ<strong>ข้อ ง. </strong>ชาวต่างชาติสามารถขอจดทะเบียนรับคนไทยเป็นบุตรบุญธรรมได้ และคนไทยก็สามารถ ขอจดทะเบียนรับชาวต่างชาติเป็นบุตรบุญธรรมได้เช่นกัน โดยมีเงื่อนไขคือ ทั้งผู้ขอรับบุตรบุญธรรมและผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งประเด็นนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีความเห็นแล้วว่า เรื่องสัญชาติทั้งของผู้ขอรับบุตรบุญธรรมและผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ไม่ถือเป็นข้อจำกัดตามกฎหมายแต่อย่างใด</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:28:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030140307</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทะเบียนศาลเจ้า</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030140708</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวผิด</strong></p><p>(ก) กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. 2463 ใช้บังคับทั้งศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ในที่ดินซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของ และในที่ดินที่เอกชนมีกรรมสิทธิ์ เป็นเจ้าของด้วย</p><p>(ข) ผู้ใดมีความปรารถนาจะอุทิศที่ดินของตน ให้เป็นสมบัติสำหรับศาลเจ้า ให้สำแดงความปรารถนาต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ปกครองท้องที่ ที่ที่ดินตั้งอยู่</p><p>(ค) ผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้า มีอำนาจและหน้าที่จัดการทั่วไปในกิจการทั่วไป เพื่อประโยชน์แก่ศาลเจ้าโดยฐานะและกาละอันสมควร และมีอำนาจหน้าที่เข้าเป็นโจทก์ หรือจำเลยในอรรถคดีทั้งแพ่งและอาญา อันเกี่ยวด้วยเรื่องศาลเจ้าทุกประการ</p><p>(ง) ผู้ใดบังอาจบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์สำหรับศาลเจ้า ในเวลากลางคืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5,000 บาท</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ข้อ จ.</p><p><strong>ข้อ ก. ผิด</strong> เพราะ กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. 2463 ใช้เฉพาะแต่ศาลเจ้าตั้งอยู่ในที่ดินซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของ ในส่วนที่ดินที่เอกชนเป็นเจ้าของ ต้องมีการอุทิศที่ดินของตนให้เป็นสมบัติสำหรับศาลเจ้า ที่อยู่ในการปกครองรักษาของรัฐบาล</p><p><strong>ข้อ ข. ผิด</strong> เพราะ ผู้ใดมีความปรารถนาจะอุทิศที่ดินของตน ให้เป็นสมบัติสำหรับศาลเจ้า ให้สำแดงความปรารถนาต่อนายอำเภอ ผู้ปกครองท้องที่ ที่ที่ดินตั้งอยู่</p><p><strong>ข้อ ค. ผิด</strong> เพราะอำนาจหน้าที่ดังกล่าว เป็นอำนาจและหน้าที่ของ ผู้จัดการปกครองศาลเจ้า </p><p><strong>ข้อ ง. ผิด</strong> เพราะ กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ. 2463 ข้อ 22 กำหนดว่า ผู้ใดบังอาจบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์สำหรับศาลเจ้า หรือเข้าไปในสถานที่นั้น ๆ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเข้าไปซ่อนตัวอยู่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะเข้าไปหรือเมื่อมีผู้มีความชอบธรรมได้ว่ากล่าวขับไล่ให้ออกไปแล้วยังขืนอยู่อีก ผู้นั้นมีความผิด ให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งสองสถาน</p><p><strong>ถ้าการกระทำผิดเช่นว่ามาข้างบนนี้ </strong>ได้กระทำในเวลาค่ำคืนก็ดี กระทำโดยใช้อุบายใช้กำลังทำร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะทำร้ายเขาก็ดี หรือคุมสมัครพรรคพวกตั้งแต่ 3 คน หรือเกินกว่า 3 คนขึ้นไปบุกรุกก็ดี ผู้กระทำผิดเช่นว่านี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี และปรับไม่เกิน 500 บาท ด้วยอีกโสดหนึ่ง</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:29:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030140708</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทะเบียนสุสานและฌาปนสถาน</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030141167</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  การออกใบอนุญาตจัดตั้งสุสานและฌาปนสถานสาธารณะหรือสุสานและฌาปนสถานเอกชน  สำหรับเก็บหรือฝังศพเป็นการถาวร ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข อย่างไรบ้าง และการพิจารณาดังกล่าว แตกต่างจากการพิจารณาการออกใบอนุญาตฯ ***สำหรับสถานที่เผาศพ อย่างไร</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : การออกใบอนุญาตจัดตั้งสุสานและฌาปนสถานสาธารณะหรือสุสานและฌาปนสถานเอกชน ***สำหรับเก็บหรือฝังศพเป็นการถาวร ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังต่อไปนี้</p><p>(1) สถานที่ตั้งต้องมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1 ไร่</p><p>(2) สถานที่ตั้งต้องไม่เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร</p><p>(3) สถานที่ตั้งต้องไม่อยู่ในเขตพื้นที่อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือเขตพื้นที่อันจัดสรรเป็นพื้นที่เพื่อนันทนาการหรือเขตอนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ </p><p>(4) สถานที่ต้องไม่อยู่ในบริเวณที่เป็นเอกลักษณ์หรือสัญลักษณ์ของท้องถิ่นหรือมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี </p><p>(5) สถานที่ตั้งอยู่ห่างจากทางหลวงที่เป็นทางหรือถนนสำหรับประชาชนใช้ในการจราจรสาธารณะอย่างน้อย 50 เมตร ห่างจากทางน้ำซึ่งประชาชนใช้ในการจราจรสาธารณะ ห้วย แม่น้ำคลอง หรือแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์อื่นอย่างน้อย 400 เมตร เว้นแต่ในกรณีที่มีการป้องกันไม่ให้เกิดและสิ่งปฏิกูลรั่วไหล สถานที่ตั้งนั้นจะต้องอยู่ห่างจากทางน้ำไม่น้อยกว่า 100 เมตร </p><p>(6) สถานที่ตั้งของสุสานและฌาปนสถานเอกชนต้องไม่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยาหรือเทศบาล ในส่วนการพิจารณาการออกใบอนุญาตฯ สำหรับสถานที่เผาศพ ให้เจ้าพนักงานพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ตามข้อ (1) – (4)</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 8</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดผิดเกี่ยวกับ พรบ.สุสานและฌาปนสถาน 2528</strong></p><p>(ก) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตาม พรบ.นี้</p><p>(ข) สุสานและฌาปนสถานสาธารณะ หมายถึง สถานที่ที่จัดไว้สำหรับเก็บ ฝัง หรือเผาศพ สำหรับประชาชนทั่วไป แต่ไม่รวมถึงสถานที่ที่ใช้สำหรับเก็บศพชั่วคราวในสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล</p><p>(ค) สุสานและฌาปณสถานเอกชน หมายถึง สถานที่ที่จัดไว้สำหรับเก็บ ฝัง หรือเผาศพ สำหรับตระกูลหรือครอบครัว หรือมิตรของตระกูลหรือครอบครัว แต่ไม่รวมถงสถานที่ที่ใช้สำหรับเก็บศพชั่วคราวในเคหสถาน</p><p>(ง) ผู้ขอรับใบอนุญาต ต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในที่ดินที่จะใช้เป็นที่ตั้งสุสานและฌาปนสถาน และต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่าสองไร่</p><p>(จ) สถานที่ตั้งต้องอยู่ห่างจากทางหลวงที่เป็นทางหรือถนนสำหรับประชาชนใช้ในการจราจรสาธารณะอย่างน้อยห้าสิบเมตร </p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ผู้ขอรับใบอนุญาต ต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองในที่ดินที่จะใช้เป็นที่ตั้งสุสานและฌาปนสถาน และต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่าหนึ่งไร่</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:29:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030141167</guid>
      </item>
      <item>
         <title>DOPA Digital</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030141384</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ระบบบริการอะไรไม่สามารถยืนยันตัวตนด้วยแอพลิเคชัน ThaiD</strong></p><p>(ก) ยื่นภาษีออนไลน์</p><p>(ข) ระบบเข้าชื่อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ</p><p>(ค) ระบบจองหมายเลขทะเบียนรถยนต์ผ่านอินเตอร์เน็ต</p><p>(ง) ระบบ Admission มหาวิทยาลัยขอนแก่น</p><p>(จ) ระบบงานคดีปกครอง</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. แก้ไขเป็น ระบบเข้าชื่อเสนอกฎหมาย</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม :  ชื่อเต็มของแอปพลิเคชัน ThaID คืออะไร</strong></p><p>(1) Thai Digital Identity</p><p>(2) Thai National Identity</p><p>(3) Thai Digital Authenticator</p><p>(4) Thai National Authenticator</p><p>(5) Thai National Digital Identity</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : 1. Thai Digital Identity</p></li></ul><p><br/></p><blockquote><p><strong>คำถาม2 :  เอกสารคัดรับรองทางทะเบียนดิจิทัลสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผ่านทาง QR Code หรือเว็บไซต์ </strong><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="http://www.bora.dopa.go.th"><strong>www.bora.dopa.go.th</strong></a><strong> หรือแอปพลิเคชัน ThaID ภายในกี่วัน</strong></p></blockquote><blockquote><p>(1) 15 วัน</p><p>(2) 30 วัน</p><p>(3) 60 วัน</p><p>(4) 90 วัน</p><p>(5) 120 วัน</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (4) 90 วัน</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 7</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ระบบบริการที่สามารถยืนยันตัวตนด้วยแอปพลิเคชั่น ThaiD ได้ดังต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด</strong></p><p>(ก) ยื่นภาษีออนไลน์</p><p>(ข) ระบบจองหมายเลขทะเบียนรถยนต์ผ่านอินเตอร์เนต</p><p>(ค) แอปพลิเคชั่น Krungthai NEXT</p><p>(ง) แอปพลิเคชั่น My GPF</p><p>(จ) ระบบสารสนเทศในการให้บริการประชาชน (Local Service)</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค.</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:30:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030141384</guid>
      </item>
      <item>
         <title>DOPA Citizen</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030141700</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:30:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030141700</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.สัญชาติ</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030141872</link>
         <description><![CDATA[<p>โปรด ครั้งที่ 6</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ย่อมไม่ได้สัญชาติไทย ถ้าขณที่เกิดบิดาหรือมารดา เป็นกรณีดังต่อไปนี้ยกเว้นข้อใด</strong></p><p>(ก) หัวหน้าคณะผู้แทนทางทูตหรือเจ้าหน้าที่ในคณะผู้แทนทางทูต</p><p>(ข) หัวหน้าคณะผู้แทนกงสุลหรือเจ้าหน้าที่ในคณะผู้แทนกงสุล</p><p>(ค) พนักงานหรือผู็เชี่ยวชาญขององค์กรระหว่างประเทศ</p><p>(ง) คนในครอบครัวซึ่งเป็นญาติอยู่ในความอุปการะ ผู้ติดตามหรือคนใช้ซึ่งเดินทางจากต่างประเทศมาอยู่กับบุคคลใน 1 2 หรือ 3</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. ไม่มีผู้ติดตาม</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของคนต่างด้าวที่จะขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้</strong></p><p>(ก) บรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทย และกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ </p><p>(ข) มีความประพฤติดี </p><p>(ค) มีอาชีพเป็นหลักฐาน </p><p>(ง) มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย รวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี </p><p>(จ) ทุกข้อถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ง. มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย รวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี (ที่ถูกต้อง คือ ต้องมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี) มาตรา 10 คนต่างด้าวซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนดังต่อไปนี้ อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ </p><p>(1) บรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายไทย และกฎหมายที่บุคคลนั้นมีสัญชาติ </p><p>(2) มีความประพฤติดี </p><p>(3) มีอาชีพเป็นหลักฐาน </p><p>(4) มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี </p><p>(5) มีความรู้ภาษาไทยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง </p></li></ul><p><br/></p><p>พี่นาจ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้รับบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยอาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมาแล้วกี่ปี</strong></p><p>(ก) ไม่น้อยกว่า 3 ปี </p><p>(ข) ไม่น้อยกว่า 5 ปี</p><p>(ค) ไม่น้อยกว่า 7 ปี </p><p>(ง) ไม่น้อยกว่า 10 ปี</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. ไม่น้อยกว่าห้าปี : มาตรา 12/1 ในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา 12 นั้น บุคคลอื่นอาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่มีภูมิลำเนำอยู่ในประเทศไทยได้ในกรณี ดังต่อไปนี้ (3) ผู้รับบุตรบุญธรรมซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยอาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยให้แก่บุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งได้จดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีและมีหลักฐานแสดงให้เชื่อได้ว่าเป็นผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 10 (1) และ (3)</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : นายหน่อ (ไม่มีชื่อสกุล) เป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งได้รับการสำรวจและจัดทำทะเบียนตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 ตามหลักฐานหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 20/1) ออกให้โดยนายทะเบียนอำเภอปางมะผ้า ระบุ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2535 เกิดที่หมู่บ้านถ้ำลอด ตำบลถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน บิดาชื่อนายตี้ (ไม่มีชื่อสกุล) เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มบุคคลบนพื้นที่สูง (ไม่ใช่ชาวเขา 9 เผ่า) มารดาชื่อนางออน (ไม่มีชื่อสกุล) เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มบุคคลบนพื้นที่สูง (ไม่ใช่ชาวเขา 9 เผ่า) นายหน่อ (ไม่มีชื่อสกุล) มีความประสงค์ยื่นคำขอมีสัญชาติไทยต่อนายทะเบียนอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน หากท่านเป็นนายทะเบียนอำเภอปางมะผ้า ท่านจะดำเนินการรับคำขอมีสัญชาติไทยของนายหน่อ (ไม่มีชื่อสกุล) ในกรณีใด</strong></p></blockquote><blockquote><p>(1) รับคำร้องกรณีขอมีสัญชาติไทยตามมาตรา ๗ ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติพ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ประกอบกับประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การสั่งให้คนที่เกิดในราชอาณาจักรและไม่ได้รับสัญชาติไทยโดยมีบิดาและมารดา  เป็นคนต่างด้าว ได้สัญชาติไทยเป็นการทั่วไปและการให้สัญชาติไทยเป็นการเฉพาะราย ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560   </p><p>(2) รับคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551</p><p>(3) รับคำขอลงรายการในทะเบียนบ้านตามระเบียบสำนักทะเบียนกลาง ว่าด้วยการพิจารณาลงรายการสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2543</p><p>(4) ยื่นคำขอพิสูจน์และรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นตามมาตรา 9/5 แห่งพระราชบัญญัติ  สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555.         </p><p>(5) ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทยตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข้อ 2. รับคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551</p></li></ul><p><br/></p><p>เต้ ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดผิด</strong></p><p>(ก) คนต่างด้าว หมายความว่า ผู้ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทย</p><p>(ข) คนต่างด้าวที่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทยต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี อาจขอแปลงสัญชาติเป็นไทยได้ตามมาตรา 10 ของ พรบ.สัญชาติ พ.ศ.2504</p><p>(ค) คนไทยพลัดถิ่น หมายความว่า ผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่น โดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในอดีต และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิ๔ีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด</p><p>(ง) เมื่อคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นพิจารณาคำขอและหลักฐานประกอบคำขอแล้วมีมติว่าผู้ขอรายใดเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้อธิบดีกรมการปกครองออกหนังสือรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้กับผู้นั้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้มีการจัดทำและรับรองรายงานการประชุมของคณะกรรมการฯเสร็จเรียบร้อยแล้ว</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดผิด</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ค. คนไทยพลัดถิ่น หมายความว่า ผู้ซึ่งมี "เชื้อสาย" ไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่น โดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในอดีต และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิ๔ีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-17 15:30:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3030141872</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.อส.</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036348644</link>
         <description><![CDATA[<p>นิว ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ผู้ใดเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการอื่น เลขาธิการ และรองเลขาธิการ ของคณะกรรมการกลางกองอาสารักษาดินแดน</strong></p><p>(ก) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย</p><p>(ข) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี</p><p>(ค) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยอนุมัตินายกรัฐมนตรี</p><p>(ง) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนกรรมการ เลขาธิการ และรองเลขาธิการ โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี</p></li></ul><p><br/></p><p>นิว ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : เมื่อสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนต้องหาคดีอาญา ต้องรายงานข้อมูลใดต่อผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บังคับการจังหวัดบ้าง</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : ระเบียบที่ 7 การรายงานเมื่อสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนต้องหาคดีอาญา ต้องรายงานข้อมูลดังนี้</p><p>(1) ยศ ชั้น สังกัด กองร้อย อำเภอ จังหวัดของผู้ต้องหา</p><p>(2) ชื่อและอาชีพของผู้เสียหาย</p><p>(3) ข้อหาที่ผู้เสียหายกล่าวหา</p><p>(4) วัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุ </p><p>(5) ผู้ต้องหาถูกควบคุมหรือไม่ วัน เวลาใด</p><p>(6) รายงานคดีดำเนินการไปเพียงใดแล้ว</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-24 11:14:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036348644</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ยศ อส. และผบ.อส.</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036348918</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-24 11:14:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036348918</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.วินัย อส.</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036348984</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-24 11:15:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036348984</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ป.ยาเสพติด</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036349631</link>
         <description><![CDATA[<p>โรจธรณ์ ครั้งที่ 1</p><blockquote><p><strong>คำถาม : พนักงานฝ่ายปกครองผู้ดำรงตำแหน่งใดดังต่อไปนี้ มีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 115 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด</strong></p><p>(ก) นาย A ดำรงตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมการปกครอง ทำการสอบถามและตรวจสอบ พฤติการณ์ของนายดำ ซึ่งต้องสงสัยว่าเสพยาเสพติด</p><p>(ข) นาย B ดำรงตำแหน่ง เจ้าพนักงานปกครอง ในสังกัด สำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ทำการตรวจค้นนายดำ ซึ่งมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าเสพยาเสพติด</p><p>(ค) นาย C ดำรงตำแหน่ง จ่าจังหวัด ทำการยึดยาเสพติดจากนายดำ ผู้ครอบครองยาเสพติด และนาย C ได้ให้นาย D ดำรงตำแหน่ง นิติกร สังกัด ที่ทำการปกครองจังหวัด สั่งให้นายเทา ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าได้เสพยาเสพติด รับการตรวจ/ทดสอบสารเสพติดในร่างกาย</p><p>(ง) ข้อ ก. ข้อ ข. และข้อ ค. ถูกต้อง</p><p>(จ) ผิดทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ ข้อ ง. เป็นไปตามมาตรา 115 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ประกอบกฎกระทรวงการดำเนินการเพื่อบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2565 ข้อ 3 (2)</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-24 11:16:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036349631</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรบ.ทะเบียนราษฎร์ (2)</title>
         <author>anschk24</author>
         <link>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036355996</link>
         <description><![CDATA[<p>นุ้ย ครั้งที่ 3</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการตรวจสอบและปรับปรุงรายการของบุคคลที่เสียสัญชาติไทย หรือสละสัญชาติไทย</strong></p><p>(ก) เมื่อสำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่ผู้เสียสัญชาติไทยหรือสละสัญชาติไทยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ได้รับหนังสือแจ้งการเสียสัญชาติไทยหรือสละสัญชาติไทยของบุคคลใด ให้ทำหนังสือแจ้งเจ้าบ้านหรือเจ้าของรายการให้นำทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านมาแก้ไขรายการให้ถูกต้องภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง</p><p>(ข) ให้นายทะเบียนจำหน่ายเลขประจำตัวประชาชนเดิมและเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ท.ร. 13 เป็นบุคคลประเภท 6 เว้นแต่ผู้เสียสัญชาติไทยหรือสละสัญชาติไทยจะเป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ถาวร (มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่) หรือมีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ให้นายทะเบียนแก้ไขเฉพาะรายการสัญชาติในสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน และบันทึกหมายเหตุเลขที่ เล่มที่ตามราชกิจจานุเบกษาฉบับที่ประกาศการเสียสัญชาติไทยหรือสละสัญชาติไทยไว้ในสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านด้วย</p></blockquote><blockquote><p>(ค) กรณีเจ้าบ้านหรือเจ้าของรายการบุคคลที่เสียสัญชาติไทยหรือสละสัญชาติไทย ไม่มาดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดตามที่นายทะเบียนแจ้งเป็นหนังสือ ให้นายทะเบียนจำหน่ายชื่อและรายการบุคคลของผู้นั้นออกจากทะเบียนบ้าน ท.ร. 14  ด้วยโปรแกรม ท.ร. 97</p><p>(ง) พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายด้วยบัตรประจำตัวประชาชน แจ้งและติดตามผู้ที่เสียสัญชาติไทยหรือสละสัญชาติไทย ให้ส่งมอบบัตรประจำตัวประชาชนคืนภายใน 30 วันนับแต่วันที่เสียสัญชาติไทย</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : จ. ถูกทุกข้อ (หนังสือสำนักทะเบียนกลาง มท 0309.1/ว 158 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2563)</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 4</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดผิด  </strong></p><p>(ก) ถ้าข้อความใดในสัญญาก่อนสมรสขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือระบุให้ใช้กฎหมายประเทศอื่นบังคับเรื่องทรัพย์สินข้อความนั้นเป็นโมฆะ</p><p>(ข) สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะถ้ามิได้จดแจ้งข้อตกลงอันเป็นสัญญาก่อนสมรสนั้น ไว้ในทะเบียนสมรสพร้อมกับการจดทะเบียนสมรส</p><p>(ค) สัญญาก่อนสมรสเป็นโมฆะถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สมรสและพยาน อย่างน้อยสองคน แนบไว้ท้ายทะเบียนสมรสและได้จดไว้ในทะเบียนสมรส พร้อมกับการจดทะเบียนสมรสว่าได้มีสัญญานั้นแนบไว้</p><p>(ง) เมื่อสมรสแล้วจะเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสเมื่อใดก็ได้ เมื่อคู่สมรส ตกลงยินยอมให้แก้ไขเพิกถอนสัญญาก่อ</p><p>(จ) ถูกทุกข้อ</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  ง. เมื่อสมรสแล้วจะเปลี่ยนแปลงเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสเมื่อใดก็ได้ เมื่อคู่สมรส ตกลงยินยอม  ให้แก้ไขหรือเพิกถอนสัญญาก่อนสมรสนั้น</p></li></ul><p><br/></p><p>BUMBOOM ครั้งที่ 5</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ข้อใดต่อไปนี้ ถือเป็นแนวทางการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียนและบัตรที่ถูกต้อง</strong></p><p>(ก) การแจ้งการเกิดของคนเกิดนอกบ้าน สามารถแจ้งการเกิดที่สำนักทะเบียนที่บิดามารดาหรือผู้ปกครอง ของคนซึ่งเกิดนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ที่จะแจ้งการเกิด ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการเกิดของคนซึ่งจะแจ้งการเกิด ที่ออกให้โดยโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่คนนั้นเกิด และพยานบุคคล ไม่น้อยกว่าสองคนซึ่งสามารถยืนยันความเป็นบิดาหรือมารดาของคนดังกล่าวได้</p><p>(ข) การขอมีบัตรใหม่กรณีบัตรประจำตัวประชาชนเดิมสูญหาย ผู้ขอมีบัตรใหม่ต้องไปดำเนินการแจ้งความบัตรสูญหายไว้เป็นหลักฐาน ที่สถานีตำรวจท้องที่เสียก่อน จึงจะดำเนินการขอมีบัตรใหม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกัน กรณีมีผู้ไม่หวังดีนำบัตรเดิมที่สูญหายไปแอบอ้างทำธุรกรรมที่มีผลผูกพันตามกฎหมายต่อตัวเจ้าของบัตร</p><p>(ค) การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ผู้ร้องจะขอให้นายทะเบียนไปจดทะเบียนนอกสำนักทะเบียนก็ได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่ผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ และมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจมาจดทะเบียนที่สำนักทะเบียนได้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน</p><p>(ง) การขอเปลี่ยนชื่อตัว กรณีที่ยื่นคำขอในส่วนภูมิภาค จะต้องมายื่นคำขอที่สำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่ผู้ขอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเท่านั้น หากผู้ยื่นคำขอมีแค่ภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่ของสำนักทะเบียนเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ของสำนักทะเบียนนั้น ๆ นายทะเบียนย่อมไม่อาจดำเนินการให้ได้</p><p>(จ) ไม่มีข้อใดถูก</p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ :  จ. เนื่องจาก <strong>ข้อ ก.</strong> ตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งการเกิดหรือการตายต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่อื่น พ.ศ. 2551 ข้อ 1 กำหนดไว้ว่า กรณีที่ยังมิได้แจ้งการเกิด ไม่ว่าจะเป็นคนที่เกิดในบ้านหรือเกิดนอกบ้าน และคนซึ่งเกิดนั้นมีภูมิลำเนาปัจจุบันอยู่ต่างท้องที่สำนักทะเบียนที่เกิด กรณีนี้ บิดา มารดา ผู้ปกครอง โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าว จะแจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ณ สำนักทะเบียนที่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของคนซึ่งเกิดนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก็ได้ แต่กฎกระทรวงมิได้กำหนดให้สามารถแจ้งการเกิดที่สำนักทะเบียนที่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของคนที่เกิดนั้นมีภูมิลำเนาอยู่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านด้วยได้ ดังนั้น การแจ้งการเกิดที่สำนักทะเบียนอื่นนอกเหนือจากสำนักทะเบียนท้องที่ที่เด็กเกิด จะทำได้เฉพาะสำนักทะเบียนท้องที่ที่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของคนซึ่งเกิดนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเท่านั้น <strong>ข้อ ข. </strong>การขอมีบัตรใหม่ กรณีบัตรสูญหายหรือถูกทำลาย ได้มีหนังสือกรมการปกครอง ที่ มท 0309.2/ว 1160 ลงวันที่ 23 มกราคม 2561 กำหนดแนวทางดำเนินการไว้ว่า ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 เป็นผู้รับแจ้งบัตรหายพร้อมกับขอมีบัตรใหม่ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ออกบัตรใหม่ให้แล้ว บัตรเดิมที่สูญหายจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติทันที เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ผู้อื่นนำบัตรไปใช้และก่อให้เกิด ความเสียหายต่อเจ้าของบัตร ดังนั้น กรณีบัตรประจำตัวประชาชนสูญหาย ประชาชนสามารถมาติดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเขต สำนักงานเทศบาล ศาลาว่าการเมืองพัทยา หรือสถานที่ขอมีบัตร ณ ศูนย์การค้าบางแห่ง ได้ในทันที โดยที่ไม่ต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจท้องที่แต่อย่างใด <strong>ข้อ ค.</strong> ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2541 ข้อ 28 และข้อ 29 กำหนดให้การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม จะต้องยื่นคำขอที่สำนักทะเบียนอำเภอเท่านั้น ไม่มีการออกไป รับจดทะเบียนนอกสำนักทะเบียนไม่ว่าในกรณีใด ๆ <strong>ข้อ ง.</strong> ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการทะเบียนชื่อบุคคล พ.ศ. 2551 ข้อ 5 กำหนดให้การขอเปลี่ยนชื่อตัว จะต้องยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ ณ สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการกิ่งอำเภอ ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน (หากมีแค่ภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่เพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ก็ไม่อาจยื่นคำขอในท้องที่นั้นได้) ดังนั้น การขอเปลี่ยนชื่อตัว หากเป็นในส่วนภูมิภาค จะยื่นคำขอได้เฉพาะ ณ ที่ว่าการอำเภอเท่านั้น ไม่สามารถไปยื่นคำขอที่สำนักทะเบียนท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ (หากเป็นใน กทม. ให้ยื่นที่สำนักงานเขต) ดังนั้น จึงตอบ <strong>ข้อ จ. </strong>ทุกตัวเลือกเป็นแนวปฏิบัติที่ผิดจากที่กฎหมายกำหนดไว้</p></li></ul><p><br/></p><p>ปักเป้า ครั้งที่ 2</p><blockquote><p><strong>คำถาม : ในกรณีที่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้รับแจ้งจากศาลให้จับกุมผู้ใดตามหมายจับที่ศาลออกเอง ถ้ายังมิได้ตัวผู้นั้นมาภายใน 180 วันนับแต่วันที่ศาลออกหมายจับ ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจแจ้งให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางทราบ และเมื่อผู้อำนวยการทะเบียนกลางทราบแล้ว จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป</strong></p></blockquote><ul><li><p>คำตอบ : (มาตรา 33) ให้ผู้อำนวยการทะเบียนกลางดำเนินการให้นายทะเบียนผู้รับแจ้งย้ายผู้นั้นออกจากทะเบียนบ้าน และเพิ่มชื่อและรายการของผู้นั้นไว้ในทะเบียนบ้านกลาง และให้หมายเหตุไว้ในรายการของบุคคลนั้นว่า อยู่ในระหว่างการติดตามตัวตามหมายจับด้วย ทั้งนี้ การหมายเหตุดังกล่าวมิให้ถือว่าเป็นการจัดเก็บข้อมูลประวัติอาชญากรรมตามมาตรา 13 (2) </p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-06-24 11:25:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anschk24/ei8kvr3r3p0h95hr/wish/3036355996</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
