<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจและลิ้นหัวใจ by T.tiyarat mekchaidee</title>
      <link>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1</link>
      <description>ให้แต่ละกลุ่มนำเสนอโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหัวใจ / ลิ้นหัวใจ </description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2024-01-21 15:29:23 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-01-22 03:29:09 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f494.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>กลุ่มที่ 1 โรคลิ้นหัวใจรั่ว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856397824</link>
         <description><![CDATA[<p>สาเหตุ : มี 4 สาเหตุ ดังนี้</p><ol><li><p>มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด</p></li></ol><ol start="2"><li><p>ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ เนื่องจากเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหว และรับแรงจากเลือดตลอดเวลา ทำให้ลิ้นหัวใจหนาตัวขึ้น และเริ่มมีหินปูน (calcium) เข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อทำให้ปิดไม่สนิท</p></li><li><p>โรคหัวใจรูห์มาติค (rheumatic heart disease) เริ่มต้นจากการติดเชื้อ streptococcus ในคอ ต่อมาร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านหัวใจตนเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ ผลที่ตามมาคือลิ้นหัวใจหนาตัวขึ้นมาก เกิดลิ้นหัวใจตีบ และรั่ว</p></li></ol><ol start="4"><li><p>เกิดจากการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบเป็นรู เชื้อโรคอาจมาจากช่องปาก เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด (ในผู้ติดยาเสพติด) การเจาะตามร่างกาย</p></li></ol><p><br></p><p>การรักษา : การรักษามี 2 วิธี คือ </p><p><br></p><ol><li><p>การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (Valve Replacement)   มีการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจอยู่  2 ประเภท ได้แก่</p></li></ol><p><br></p><p>    1.1)ลิ้นหัวใจที่เป็นโลหะ อายุการใช้งานมีความทนทานดี แต่การเปลี่ยนลิ้นหัวใจชนิดนี้ต้องกินยาละลายลิ่มเลือด เพื่อป้องกันเลือดแข็งตัวไปตลอดชีวิต</p><p><br></p><p>    1.2)ลิ้นหัวใจที่ทำจากเยื่อหุ้มหัวใจหมูหรือวัว ทำให้เกิดลิ่มเลือดต่ำมาก เพราะไม่ใช่โลหะ ไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดไปตลอดชีวิต แต่เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อก็จะโดนภูมิต้านทานของร่างกายต่อต้านและทำลาย จนทำให้เกิดพังพืด มีหินปูนมาเกาะจนทำให้ลิ้นหัวใจแข็ง เปิด – ปิดได้ไม่ดี</p><p><br></p><ol start="2"><li><p>การซ่อมลิ้นหัวใจ (Valve Repair)</p></li></ol><p> ทำได้ 2 กรณี ดังนี้</p><p><br></p><p>    2.1)กรณีที่เป็นลิ้นหัวใจรูห์มาติก (Rheumatic) เกิดจากหินปูนไปเกาะตัวที่ลิ้นหัวใจ ทำให้เป็นพังพืด จะทำการซ่อมลิ้นหัวใจโดยการลอกหินปูนที่จับตัวออกและหาเนื้อเยื่ออื่นมาซ่อมแทนเพื่อให้ลิ้นหัวใจทำงานได้ใกล้เคียงปกติหรือเหมือนเดิม</p><p><br></p><p>     2.2)กรณีที่เป็นลิ้นหัวใจเสื่อมสภาพตามวัย (Degenerative) เช่น เอ็นยึดลิ้นหัวใจที่ยืดหรือขาด ลิ้นหัวใจเองย้วย การซ่อมสามารถทำโดยการซ่อมลิ้นหัวใจให้กระชับได้ใกล้เคียงปกติ</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-01-22 02:20:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856397824</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลุ่ม 2 โรค : หลอดเลือดหัวใจตีบตัน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856459520</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p>สาเหตุ : เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัว หรือมีไขมันไปเกาะผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย เป็นผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากหลอดเลือดแดงตีบแคบมากจนอุดตัน จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย</p><p>การรักษา : 1. หากหลอดเลือดตีบตันเพียงบางส่วน รักษาด้วยยา</p><p>2. หากหลอดเลือดตันมาก รักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจ</p><p>3. หากไม่สามารถทำบอลลูนหัวใจได้ รักษาด้วยการผ่าตัดทำบายพาสหัวใจ</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-01-22 03:23:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856459520</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลุ่ม 3 โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856460824</link>
         <description><![CDATA[<p>สาเหตุ : มี 2 สาเหตุ</p><p>1.หัวใจเต้นช้าผิดปกติ เกิดจากความเสื่อมของศูนย์ควบคุมการเต้นของหัวใจ (SA node) ที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมากระตุ้นหัวใจได้ไม่เพียงพอหรือเกิดจากความเสื่อมของสายไฟฟ้า (AV conducting system) ในหัวใจทำให้ไฟฟ้าที่ออกจาก SA node ไม่สามารถลงไปกระตุ้นหัวใจได้</p><p>2.หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ มักจะเกิดจากการที่มีจุดกำเนิดไฟฟ้าหรือวงจรไฟฟ้าอื่นนอกเหนือจาก SA node และ AV conducting system ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมามากเกินไปหรือเกิดการหมุนวนของกระแสไฟฟ้าหรือที่นิยมเรียกกันว่าไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้หัวใจเต้นเร็วเกินไป</p><p><strong>การรักษา</strong></p><p>1.การรักษาด้วยยา ยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ จะช่วยควบคุมหัวใจของผู้ป่วยให้เต้นตามปกติ การใช้ยาจะได้ผลดีกับภาวะหัวใจเต้นบางชนิด จะช่วยลดความถี่ของภาวะนี้ และลดความรุนแรงได้ แต่จะไม่ช่วยให้หายขาด</p><p>2.การช็อกหัวใจ (Cardioversion) หรือการใช้ไฟฟ้ากระตุกเพื่อปรับการเต้นของหัวใจ จะใช้เมื่อผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นเร็วเกินไป ซึ่งมีโอกาสเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยแพทย์จะใช้แผ่นแปะบริเวณหน้าอกของผู้ป่วย แล้วส่งกระแสไฟฟ้าจากเครื่องส่งเข้าไปยังหัวใจ เพื่อปรับจังหวะการเต้นหัวใจให้เป็นปกติ</p><p>3.การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) เป็นการฝังเครื่องมือตรวจจับจังหวะการเต้นของหัวใจ เป็นเครื่องมือที่มีขนาดเล็กฝังไว้ใต้ผิวหนัง ใต้กระดูกไหปลาร้า จากนั้นจึงสอดสายนำไฟฟ้าไปยังหัวใจ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุม และกระตุ้นหัวใจให้เต้นตามปกติ เมื่อตรวจพบว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ</p><p>4.การฝังเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Implantable Cardioverter Defibrillator : ICD) วิธีนี้จะช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นไปตามปกติ นิยมใช้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงเรื่องหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ โดยอุปกรณ์ชนิดนี้จะทำหน้าที่กระตุ้นหัวใจ หากหัวใจเต้นช้าเกินไป และปล่อยพลังงานไฟฟ้าหากหัวใจเต้นเร็ว เพื่อให้จังหวะการเต้นของหัวใจกลับมาเป็นปกติ</p><p>5.การใช้สายสวนเพื่อจี้กล้ามเนื้อหัวใจที่นำไฟฟ้าผิดปกติด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency Ablation Therapy) เป็นวิธีการรักษาต่อจากการตรวจระบบนำไฟฟ้าในหัวใจ โดยแพทย์จะสอดสายสวนเข้าไปยังจุดที่คาดว่าเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ แล้วปล่อยคลื่นวิทยุความถี่สูง เพื่อทำลายเนื้อเยื่อหัวใจตรงส่วนที่เป็นสาเหตุ โดยปล่อยเป็นจุดเล็กๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะให้หายขาดได้โดยไม่ต้องใช้ยา และยังมีภาวะแทรกซ้อนต่ำอีกด้วย</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-01-22 03:25:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856460824</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลุ่ม5 ไขมันอุดตันในเส้นเลือด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856460831</link>
         <description><![CDATA[<p>สาเหตุ</p><p>1. ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ทำให้ร่างกายเผาผลาญทำลายไขมันลดลง</p><p>&nbsp;2. การใช้ยาบางชนิด หรือโรคบางอย่าง เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิด โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ทำงานได้น้อย โรคไต เป็นต้น</p><p>3. การรับประทานอาหารที่ผิดหลักโภชนาการ</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; –&nbsp; การรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก เช่น กะทิ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันมาก อาหารทอดที่อมน้ำมัน</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; – รับประทานอาหารทีมีส่วนประกอบที่มีน้ำตาลมาก</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; – รับประทานอาหารเกินความจำเป็นของร่างกายใน 1 วัน</p><p>&nbsp;4. การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในปริมาณมากและเป็นประจำ</p><p><br/></p><p>วิธีการรักษา</p><p>1. เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร</p><p>2. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ</p><p>3. งดการสูบบุหรี่</p><p>4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</p><p>5. หลีกเลี่ยงภาวะเครียด</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-01-22 03:25:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856460831</guid>
      </item>
      <item>
         <title>(กลุ่มที่6)หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856461433</link>
         <description><![CDATA[<p>-สาเหตุ</p><p>ได้จากทั้งความเสื่อมตามวัยของผู้สูงอายุ หรือความผิดปกติอื่นๆ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่จัด หรือคนที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น กลุ่ม Marfan มีลักษณะรูปร่างสูงผอม แขนขายาว เพดานปากสูง สายตาผิดปกติ โดยจะทำให้เนื้อเยื่ออ่อนแอ จึงเป็นอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยงของโรคนี้</p><p>-การรักษา</p><p>หากพบการโป่งพองไม่เกิน 5 เซนติเมตร แพทย์จะให้รับประทานยาร่วมกับการติดตามผลการรักษาโดยการเอกซเรย์หรืออัลตราซาวนด์ปีละ 1 ครั้ง แต่หากโป่งพองมากกว่า 5 เซนติเมตร แพทย์จะให้ยารับประทานและติดตามผลถี่ขึ้น</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-01-22 03:26:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856461433</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลุ่มที่4 กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856461745</link>
         <description><![CDATA[<p>กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) เป็นภาวะที่มีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจจากสาเหตุต่างๆ ทำให้การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆลดลง</p><p>โดยอาการที่อาจพบได้มีดังนี้</p><p>เจ็บหน้าอก</p><p>หัวใจเต้นผิดจังหวะ</p><p>หายใจได้สั้นลง ทั้งขณะหยุดพักและขณะทำกิจกรรม</p><p>มีอาการบวมบริเวณขา เท้า และข้อเท้า</p><p>อ่อนแรง</p><p>มีอาการอื่น ๆ ที่แสดงถึงการติดเชื้อไวรัส เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อ มีไข้ เจ็บคอ หรือท้องเสีย เป็นต้น</p><p>กลุ่มที่4 โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ</p><p>มีสาเหตุ ดังนี้</p><p>* การติดเชื้อไวรัส เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เช่น อะดีโนไวรัส คอกซากีไวรัส พาร์โวไวรัส ไวรัสเอชไอวี</p><p>* การติดเชื้ออื่นๆ เช่น แบคทีเรีย ปรสิต เชื้อราบางชนิด</p><p>* การได้รับยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัด ยากันชักบางชนิด ยากลุ่มซัลโฟนาไมด์</p><p>* การใช้สารเสพติด เช่น โคเคน</p><p>* การได้รับสารเคมีบางชนิด เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์ สารตะกั่ว</p><p>* การได้รับรังสี</p><p>* โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคลูปัส โรคทาคายาสุ</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-01-22 03:27:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tiyarat_m/dudbwyxg4gy87bp1/wish/2856461745</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
