<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>สิ่งที่ประทับใจ by 226 วรรณจักร วงษ์ชาลี</title>
      <link>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f</link>
      <description>นายวรรณจักร วงษ์ชาลี 64040140226</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-07-12 07:34:46 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2022-07-12 08:56:59 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f685.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>ข้อมูลการท่องเที่ยวทั่วไปภูเก็ต</title>
         <author>64040140226</author>
         <link>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241709586</link>
         <description><![CDATA[<div>https://www.phuket.go.th/webpk/contents.php?str=travel</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.phuket.go.th/webpk/contents.php?str=travel" />
         <pubDate>2022-07-12 08:14:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241709586</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สาระคดี Stonehenge </title>
         <author>64040140226</author>
         <link>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241711962</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=RQR7zFh9P30" />
         <pubDate>2022-07-12 08:18:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241711962</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สามเหลี่ยมเบอร์บิวดา</title>
         <author>64040140226</author>
         <link>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241713525</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="http://wonderfulengineering.com/wp-content/uploads/2017/08/Bermuda-triangle-mystery-1.jpg" />
         <pubDate>2022-07-12 08:21:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241713525</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Detroit, MI, USA</title>
         <author>64040140226</author>
         <link>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241720507</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><em>ดีทรอยต์ จากเมืองแห่งยานยนต์ สู่เมืองแห่งล้มละลาย&nbsp;</em></strong></div><div>&nbsp;</div><div>Ford Motor, General Motors และ Chrysler 3 บริษัทนี้ ในอดีตเคยถูกขนานนามว่า Big 3 แห่งวงการรถยนต์ของสหรัฐอเมริกา<br>&nbsp;และรู้ไหมว่า ทั้ง 3 ชื่อนี้ มีจุดเริ่มต้นในเมืองเดียวกัน ที่ชื่อว่า “ดีทรอยต์”</div><div>ดีทรอยต์ เคยเจริญรุ่งเรือง เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของรถยนต์แบรนด์ดังมากมาย จนได้ฉายาว่า เมืองแห่งยานยนต์ (The Motor City) แต่ ดีทรอยต์ ในวันนี้ กลับถูกเรียกว่า เมืองแห่งการล้มละลาย<br>&nbsp;แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองแห่งนี้กันแน่?<br>&nbsp;<br>&nbsp;</div><div>ดีทรอยต์ เป็นเมืองที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในรัฐมิชิแกน ในสหรัฐอเมริกา ในปี 2019 ดีทรอยต์ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 670,031 คน หรือประมาณ 7% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในรัฐมิชิแกน</div><div>ถ้าพูดถึงเมืองดีทรอยต์ สิ่งแรกที่คนอเมริกันและคนทั่วโลกจะนึกถึง คือ อุตสาหกรรมยานยนต์</div><div>หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายบริษัท ก็เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานกันที่นี่ ในปี 1903 Henry Ford ก่อตั้งบริษัท Ford Motor หลังจากที่เขาสามารถพัฒนารถยนต์สี่ล้อคันแรกได้สำเร็จ</div><div>และ Ford Motor ยังเป็นบริษัทแรกที่ผลิตรถยนต์ได้แบบ Mass Production ซึ่งทำให้สามารถขายรถยนต์ได้ในราคาถูก จนทำให้คนในสหรัฐฯ และทั่วโลกเริ่มหันมาใช้รถยนต์เดินทางบนท้องถนนแทนการนั่งรถม้า&nbsp;</div><div>ในปี 1908 William Durant อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทขนส่งด้วยรถม้าก็ได้ก่อตั้งบริษัท General Motors หรือ GM เจ้าของรถยนต์แบรนด์ดัง เช่น Chevrolet</div><div>ในปี 1925 Walter Chrysler อดีตพนักงานด้านรางรถไฟ ก็ได้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ Chrysler ซึ่งปัจจุบัน Chrysler เป็นบริษัทลูกของ Fiat Chrysler Automobiles บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอิตาลี-อเมริกัน ที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก</div><div>ช่วงต้นทศวรรษที่ 20 เศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตอย่างรวดเร็ว ชนชั้นกลางเริ่มมีรายได้มากขึ้น ขณะที่รถยนต์ของบริษัทอเมริกันทั้ง 3 ที่ผลิตออกมาเริ่มมีราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า</div><div>อุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงก่อนปี 1950<br>&nbsp;ในขณะที่ Ford, GM และ Chrysler ก็มีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถูกขนานนามว่า Big 3 แห่งวงการรถยนต์ของสหรัฐอเมริกา</div><div>พอเป็นแบบนี้ เศรษฐกิจของเมืองดีทรอยต์ ที่เป็นที่ตั้งของทั้ง 3 บริษัท ก็ขยายตัวตามไปด้วย และเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดประชากรให้หลั่งไหลเข้ามาที่เมืองแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง</div><div>ปี 1900 ประชากรในเมืองดีทรอยต์เท่ากับ 285,704 คน<br>&nbsp;ปี 1950 ประชากรในเมืองดีทรอยต์เท่ากับ 1,849,568 คน</div><div>แต่ใครจะไปคิดว่า ดีทรอยต์ ที่กำลังรุ่งเรืองในตอนนั้น กำลังจะเจอกับพายุที่โหมเข้าใส่อย่างไม่หยุดยั้ง..</div><div>พายุลูกแรก คือ วิกฤติการณ์น้ำมันในปี 1973</div><div>เมื่อกลุ่ม OPEC ประกาศลดกำลังการผลิตน้ำมันลง<br>&nbsp;ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 4 เท่า จาก 3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลไปสู่ 12 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน</div><div>เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์อย่างมาก<br>&nbsp;เพราะราคาน้ำมันที่เพิ่มสูง ทำให้ต้นทุนในการจะขับรถยนต์ออกนอกบ้านแต่ละครั้งเพิ่มสูงขึ้นมาก จนส่งผลต่อยอดขายรถยนต์</div><div>และในแง่การผลิตรถยนต์ที่มีน้ำมันเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิต<br>&nbsp;พอราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นมากตามไปด้วย</div><div>พายุลูกที่สอง คือ การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์จากต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่น</div><div>ญี่ปุ่น เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตขึ้นมา หลังจากฟื้นตัวจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปี 1945 ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมเด่นของญี่ปุ่น ก็คืออุตสาหกรรมยานยนต์</div><div>ไม่นาน ประสิทธิภาพของรถยนต์ญี่ปุ่นก็พัฒนาขึ้นมาเทียบเท่ารถยนต์แบรนด์อเมริกัน<br>&nbsp;ที่สำคัญคือ ต้นทุนในการผลิตโดยเฉพาะค่าแรงในญี่ปุ่น ถูกกว่าในสหรัฐอเมริกามาก</div><div>เรื่องนี้จึงทำให้รถยนต์จากญี่ปุ่นมีราคาถูกกว่า และสามารถเข้ามาตีตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ</div><div>พายุสองลูกที่โหมเข้าใส่ ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของดีทรอยต์ ค่อยๆ ตกต่ำนับแต่นั้นเป็นต้นมา</div><div>ผลกระทบของเรื่องนี้ รุนแรงถึงขนาดทำให้บริษัท Chrysler หนึ่งใน 3 ยักษ์ใหญ่บริษัทรถยนต์ของสหรัฐอเมริกาเกือบล้มละลายในช่วงปลายทศวรรษ 1970</div><div>ส่วนบริษัท Ford Motor และบริษัท General Motors ก็มีสถานะการเงินที่สั่นคลอนในช่วงเวลาดังกล่าว</div><div>หลายบริษัทยานยนต์ทั้งเล็กและใหญ่เริ่มไล่พนักงานออกและปรับลดค่าแรง<br>&nbsp;บางรายย้ายฐานการผลิตออกจากดีทรอยต์ไปยังเมืองอื่นหรือประเทศอื่นที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า เพื่อให้สามารถแข่งขันภายในอุตสาหกรรมได้</div><div>แรงงานในเมืองดีทรอยต์จำนวนไม่น้อยต้องตกงาน ไม่มีรายได้ จนต้องย้ายออกไปหางานที่เมืองอื่น</div><div>ประชากรในเมืองดีทรอยต์ในปี 2019 เหลือเพียง 670,031 คน หรือหายไปเกือบ 3 เท่าจากจุดสูงสุดในปี 1950</div><div>ประชากรที่ลดลง เศรษฐกิจภายในเมืองที่ตกต่ำ และการที่หลายบริษัทย้ายฐานการผลิตออกไป เรื่องทั้งหมดนี้ตามมาด้วยปัญหาคือ รัฐบาลท้องถิ่นของดีทรอยต์เริ่มเก็บภาษีได้น้อยลง</div><div>เมื่อเก็บภาษีภายในรัฐได้น้อยลง รัฐบาลท้องถิ่นก็เริ่มขาดงบประมาณที่จะนำไปใช้บริหารงาน จ่ายสวัสดิการ และเงินเกษียณอายุให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ</div><div>ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ ยังทำให้จำนวนตำรวจในเมืองลดลงเพราะไม่มีงบประมาณจ่ายเงินเดือนให้ตำรวจ</div><div>จนเป็นสาเหตุให้อัตราการเกิดอาชญากรรมของเมืองดีทรอยต์เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นเมืองที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ</div><div>บทสรุปของเรื่องนี้ คือ ในปี 2013 รัฐบาลท้องถิ่นของดีทรอยต์ต้องยื่นเรื่องต่อศาล เพื่อขอความคุ้มครองการล้มละลาย หลังจากที่รัฐบาลท้องถิ่นของดีทรอยต์มีหนี้สินล้นพ้นตัวกว่า 600,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการล้มละลายของรัฐบาลท้องถิ่น ที่ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา</div><div>เรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดีว่า ช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของบางสิ่ง อาจไม่ได้คงอยู่ตลอดไป</div><div>ดังนั้น ถ้าวันนี้เรากำลังอยู่บนความสำเร็จ ก็อย่าได้ชะล่าใจ<br>&nbsp;เหมือนอย่างกรณีของ ดีทรอยต์<br>&nbsp;จากเมืองที่เคยรุ่งเรืองเป็นอาณาจักรแห่งรถยนต์<br>&nbsp;แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเมืองล้มละลาย ไปเสียแล้ว..</div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://content-static.detroitnews.com/images/detroit-news-zoom-backgrounds/downtown-detroit.jpg" />
         <pubDate>2022-07-12 08:32:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241720507</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Mount Everest</title>
         <author>64040140226</author>
         <link>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241726821</link>
         <description><![CDATA[<h1>ทำความรู้จัก เอเวอเรสต์ ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก</h1><div><strong><br></strong><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ยอดเขาเอเวอเรสต์อยู่ที่ไหน สูงแค่ไหน ทำไมใคร ๆ ก็อยากไปพิชิตสักครั้ง วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน</strong></div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก สำหรับภาพยนตร์เรื่อง <a href="https://movie.kapook.com/Everest">Everest</a> ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มนักปีนเขาที่ต้องการจะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่าง <a href="https://travel.kapook.com/view130486.html">เอเวอเรสต์</a> วันนี้กระปุกดอทคอมจึงจะขอพาไปเที่ยวและทำความรู้จักกับภูเขาลูกนี้กันบ้างค่ะ ไปค้นหากันว่าทำไมนักปีนเขาทั้งหลายถึงอยากไปพิชิตที่ยอดเขาแห่งนี้กันให้ได้สักครั้งในชีวิต</div><div><br><br><strong>เอเวอเรสต์อยู่ที่ไหน</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>เอเวอเรสต์</strong> เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแนวเทือกเขาหิมาลัย อยู่ระหว่างเขตแดนของประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเส้นทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว คือ เส้นทางจากทางฝั่งเมือง Lukla ของประเทศเนปาล โดยชาวเนปาลเรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า <strong>"สครมาตา" </strong>หมายถึงมารดาแห่งท้องสมุทร ส่วนชาวทิเบตเรียกว่า <strong>"โชโมลังมา"</strong> หมายถึงมารดาแห่งสวรรค์<br><br><strong>เอเวอเรสต์ สูงที่สุดในโลก</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเล ถือว่าเอเวอเรสต์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย มีความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 29,035 ฟุต หรือ 8,848 เมตร แต่ถ้าหากวัดจากฐานของภูเขาจนถึงยอดเขา ภูเขาไฟเมานา เคอา (Mauna Kea) ในหมู่เกาะฮาวาย ก็จะเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 33,500 ฟุต หรือ 10,210 เมตร ซึ่งเมื่อวัดจากระดับน้ำทะเลภูเขาลูกนี้ก็จะสูงเพียงแค่ 13,796 ฟุต หรือ 4,205 เมตร เท่านั้น<br><br></div><div><br><strong>การเกิดเอเวอเรสต์</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>เอเวอเรสต์ </strong>ได้เกิดขึ้นมายาวนานมากกว่า 60 ล้านปีแล้ว เป็นภูเขาหินดินดาน ผสมกับหินปูน และหินอ่อน เกิดจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลกอินเดียและแผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย ซึ่งเมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัว มันก็จะสูงขึ้นประมาณ 0.25 นิ้ว ในทุก ๆ ปี<br><br></div><div><br></div><div><br><strong>ชื่อเอเวอเรสต์</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ก่อนหน้าที่จะมาเป็นชื่อเอเวอเรสต์ ภูเขาแห่งนี้เคยได้ชื่อว่ายอดเขา XV (ยอดที่ 15) แต่ในเวลาต่อมา เซอร์แอนดรูว์ วอห์ (Andrew Waugh) ได้ตั้งชื่อภูเขาแห่งนี้ว่า เอเวอเรสต์ ตามนามสกุลของ เซอร์จอร์จ อีฟเรสต์ (George Everest) (คำว่า Everest คนส่วนมากอ่านออกเสียงเป็นเอเวอเรสต์ ขณะที่เซอร์จอร์จอ่านออกเสียงชื่อสกุลของตัวเองว่าอีฟเรสต์) ซึ่งเป็นทีมสำรวจทีมแรกที่เข้าไปสำรวจยังบริเวณยอดเขาเอเวอเรสต์ในปี ค.ศ. 1841<br><br><strong>เอเวอเรสต์ ยอดเขาที่อันตรายที่สุดในโลก<br></strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้วยความที่ยอดเขาเอเวอเรสต์มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมาก จึงทำให้มีความกดอากาศต่ำ มีอากาศหนาวเย็นจับใจในช่วงหน้าหนาว มีหิมะปกคลุมยอดเขาตลอดทั้งปี เส้นทางที่กว่าจะเข้าไปถึงบริเวณเบส แคมป์ (ประมาณ 5,364 เมตรจากระดับน้ำทะเล) ของทางฝั่งเนปาล ก็ยังต้องไต่เขาขึ้นไป ซึ่งไม่ได้มีความสะดวกสบาย และจากเบส แคมป์ ก็ยิ่งเป็นเส้นทางที่อันตรายมากยิ่งขึ้น เพราะยิ่งสูงความกดอากาศก็ยิ่งต่ำ มีออกซิเจนน้อย ลมพัดแรงมาก หากโชคไม่ดีก็อาจจะเจอกับพายุหิมะ ซึ่งนั่นหมายถึงการสูญเสียชีวิตเลยทีเดียว<br><br><br></div><div><br></div><div><br><a href="https://movie.kapook.com/view130254.html"><strong>ผู้พิชิตเอเวอเรสต์คนแรก</strong></a><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี ค.ศ. 1924 นักปีนเขา 2 ท่าน คือ จอร์จ มัลลอรี (George Mallory) และ แอนดรู เออร์ไวน์ (Andrew Irvine) ได้พากันเดินขึ้นไปยังยอดเขาเอเวอเรสต์จากทางฝั่งทิเบต แต่โชคไม่ดีที่ทั้งสองไม่สามารถพาตัวเองกลับลงมาได้อีก ซึ่งจากการค้นพบศพของ จอร์จ มัลลอรี (George Mallory) นั้นอยู่ใกล้กับยอดเขา จึงยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าทั้งสองท่านได้ขึ้นไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์หรือไม่ เวลาต่อมาในปี ค.ศ. 1953 เอดมันด์ ฮิลลารี (Edmund Hillary) นักปีนเขาชาวนิวซีแลนด์ และ เทียนซิง นอร์เก (Tenzing Norgay) ชาวเชอร์ปาร์ ได้เป็นนักปีนเขาคู่แรกที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ โดยมีหลักฐานชัดเจนเป็นภาพถ่ายของทั้งคู่บนยอดเขา<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับนักปีนเขาที่อายุมากที่สุดที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ คือ Miura Yiuchiro นักปีนเขาชาวญี่ปุ่น ด้วยอายุ 80 ปี ในวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 และนักปีนเขาที่มีอายุน้อยที่สุด คือ Jordan Romero ชาวอเมริกัน ด้วยอายุเพียง 13 ปี ในวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 2010<br> <br><strong>คนไทยคนแรกสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เวลา 08.00 น. เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ไทยต้องจารึกไปตลอดกาล เมื่อนายวิทิตนันท์ โรจนพานิช ได้นำธงชาติไทยขึ้นไปโบกสะบัดบนยอดเขาที่สูงที่สุดของโลกแห่งนี้ พร้อมกับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเขาได้ขึ้นไปพร้อมกับนักปีนเขาชาวเวียดนามอีก 3 คน ในฐานะหัวหน้าทีม การขึ้นไปพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ในครั้งนั้น ได้มีบันทึกเป็นรายการเรียลลิตี้โชว์ชื่อว่า&nbsp; <strong>Everest 2008 : Vietnam Spirit To The World</strong> ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ของประเทศเวียดนาม และวิทิตนันท์ยังเป็นผู้อำนวยการผลิตรายการโทรทัศน์ดังกล่าวนี้ด้วย<br><br></div><div><br></div><div><br><strong>ช่วงที่ดีที่สุดในการพิชิตเอเวอเรสต์</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ก่อนที่จะเดินทางไปยังยอดเขาเอเวอเรสต์ หรือแม้กระทั่งเบส แคมป์ นักปีนเขาจำเป็นต้องศึกษาสภาพอากาศอย่างถี่ถ้วน โดยในเดือนที่เหมาะสมต่อการปีนสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์จะอยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมและเดือนตุลาคม เพราะเป็นช่วงที่มีอากาศไม่หนาวเย็นมาก ไม่มีพายุหิมะ ท้องฟ้าจะเปิดโล่งสดใส มีอากาศเพียงพอต่อการหายใจ ทำให้การเดินทางนั้นง่ายขึ้นมาก<br><br></div><div><strong>การเดินทางสู่เอเวอเรสต์และค่าใช้จ่าย</strong></div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจะขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์นั้นมี 2 เส้นทาง คือ เบส แคมป์ ทางด้านเหนือจากฝั่งทิเบต (5,150 เมตร) และเบส แคมป์ ทางด้านใต้จากฝั่งเมือง Lukla (5,364 เมตร) ประเทศเนปาล โดยจากทางฝั่งด้านทิเบตนั้นมีเส้นทางรถยนต์และรถไฟเข้าถึง หากต้องการโดยสารรถไฟนักท่องเที่ยวสามารถมาขึ้นรถไฟได้ที่เมือง Lhasa ในทิเบต ไปสู่สถานี Shigatse ซึ่งเป็นบริเวณเบส แคมป์ ส่วนทางฝั่งประเทศเนปาลนักท่องเที่ยวสามารถนั่งเครื่องบินมาที่เมืองหลวง คือเมืองกาฐมาณฑุ แล้วต่อเครื่องบินไปลงที่เมือง Lukla จากนั้นเดินเท้าขึ้นสู่เบส แคมป์ ทางด้านใต้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสู่ยอดเขาแห่งนี้เริ่มต้นสูงถึงคนละ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,087,649 บาท *ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง) เลยทีเดียว และไม่ใช่ว่าจะมีเพียงเงินอย่างเดียวแล้วจะไปเยือนเอเวอเรสต์ได้ นักปีนเขาต้องมีร่างกายที่แข็งแรง สามารถทนต่อสภาวะอากาศที่หนาวเย็นได้อย่างดีอีกด้วย<br><br></div><div><br></div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หากว่า <strong>"เอเวอเรสต์"</strong> เป็นความใฝ่ฝันของคุณ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความฝันให้เป็นจริง เพราะเมื่อพร้อมทั้งทุนทรัพย์และร่างกายก็สามารถเป็นหนึ่งในผู้พิชิตเอเวอเรสต์ได้ แม้แต่การขึ้นไปถึงเอเวอเรสต์ เบส แคมป์ ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากสำหรับชีวิตคนหนึ่งคนแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก่อนเดินทางควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียด วางแผนการเดินทางอย่างรัดกุม และควรเตรียมแผนสำรองไว้ยามฉุกเฉินด้วย แค่การเตรียมตัวเท่านี้ไม่ว่าจะทริปไหน ๆ คุณก็จะประทับใจไม่รู้ลืม</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="http://4.bp.blogspot.com/-Q0IPRlykNiY/ToSm-0zFD7I/AAAAAAAACVc/P_WryZSqMRc/s1600/Everest-closeup.jpg" />
         <pubDate>2022-07-12 08:44:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241726821</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผู้จัดทำ</title>
         <author>64040140226</author>
         <link>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241731867</link>
         <description><![CDATA[<div>นายวรรณจักรวงษชาลี 64040140226</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1751375330/bef5577a04bc2198e9e57aa668af0560/20210830_190118.jpg" />
         <pubDate>2022-07-12 08:52:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/64040140226/cv9z2419p4wk591f/wish/2241731867</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
