<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ตอบคำถามในนี้ครับ by weerawit Glumjalreon</title>
      <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-01-18 03:29:04 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-11-19 00:37:55 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Ninja.png</url>
      </image>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290718</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:32:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290718</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ถิรวัฒน์ แจ่มจำรัส ม.3/13 No.10</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290721</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:32:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290721</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สรเดช เกิดสมบูรณ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290764</link>
         <description><![CDATA[<div>ม.3/13 เลขที่ 25<br>(1.)ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>&nbsp; 2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>(2.)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>(3.)วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>มี2ประเภท 1.วงจรเปิด 2.วงจรปิด<br>(4.)ตัวนำไฟฟ้า วัตถุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่าน<br>ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>(5.)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น มี 4 ประเภท<br>1.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>2.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน<br>3.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>4.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>(6.)สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร หรือควบคุมการไหลเวียนไฟฟ้ามี 3ประเภท<br>1.ฟิวส์<br>2.ทอกเกิลสวิตซ์<br>3.เบรกเกอร์<br>(7.)มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>มี 2 ประเภท<br>1.มอเตอร์กระแสตรง2.มอเตอร์กระแสสลับ<br>(8.)ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>&nbsp;มี2ประเภท 1.PNP 2.NPN<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:32:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290764</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ดนุพล หาดรื่น ม.3/13 เลขที่ 7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290770</link>
         <description><![CDATA[<div>(1)ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่<br>(2)อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า&nbsp;<br>การทำงาน:ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน<br>2ประเภท แอนะล็อกและดิจิทัล<br>(3)วงจรไฟฟ้า&nbsp; ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวงเพื่อให้กระแสไฟไหลไปตามตัวนำ<br>มี2ประเภท<br>1.วงจรปิด<br>2.วงจรเปิด<br>(4)ตัวนำไฟฟ้า วัตถุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่าน<br>ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>(5)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปแบบอื่น<br>มี 4 ประเภท<br>1.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>2.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน<br>3.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>4.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>(6)สวิตช์ อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้า&nbsp;<br>มี 3ประเภท<br>1.ฟิวส์<br>2.ทอกเกิลสวิตซ์<br>3.เบรกเกอร์<br>(7)มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>มี 2 ประเภท<br>มอเตอร์กระแสตรง,มอเตอร์กระแสสลับ<br>(8)ทรานซิสเตอร์ อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน&nbsp;<br>ใช้ในการขยายสัญญาณ เปิด/ปิดสัญญาณ<br>มี 2ประเภท PNP,NPN</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:32:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290770</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิสิษฐ์ รุ่งวิทยากรผดุง ม.3/13 เลขที่19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290833</link>
         <description><![CDATA[<div>ว่าไฟฟ้า คือ <br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ  <br>     1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) <br>     2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) <br>     3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ  ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่อง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/254486098/e5711615099d94c9c37d0b0cda3129b2/1516247642854.jpg" />
         <pubDate>2018-01-18 03:33:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290833</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ. พิชญา พุ่มไม้ ม.3/13 เลขที่ 38</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290909</link>
         <description><![CDATA[<div>1. <strong>ไฟฟ้า</strong>&nbsp;<br>-คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน<br>-มีการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div>-มีหลายประเภท ประเภทหลักๆจะมี 2 ประเภทคือ ๑)ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทำให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบาๆได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด<br>๒)ไฟฟ้ากระแส คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากอิเล็กตรอน ปรากฏเป็นอิสระอยู่บนวัตถุ และเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง<br>2.อิเล็กทรอนิกส์<br>-คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br>-มีการทำงานเกี่ยวกับควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ในรูปแบบหลายรูปแบบ<br>-มี 6 ประเภท</div><div>๑.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI</div><div>๒.WBI (Web-based Instruction)</div><div>๓.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning</div><div>๔.E-book</div><div>๕. E-Training</div><div>๖.Learning Object<br>3.วงจรไฟฟ้า<br>-คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div>-วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div>-การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ</div><div>๑. วงจรอนุกรม</div><div>๒. วงจรขนาน</div><div>๓. วงจรผสม</div><div>4.ตัวนำไฟฟ้า&nbsp;<br>-คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;</div><div>-มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้</div><div>-มี2ประเภท&nbsp;<br>๑.ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>๒.ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า&nbsp;<br>-คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน</div><div>-มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>๑.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด</div><div>๒. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น<br>๓.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน</div><div>๔. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film</div><div>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้</div><div>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;</div><div>๑.สายไฟฟ้า&nbsp;</div><div>๒.มิเตอร์ไฟฟ้า</div><div>๓. เมนสวิตช์&nbsp;</div><div>๔.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;</div><div>๕.ฟิวส์</div><div>๖. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;</div><div>๗.หลักดิน&nbsp;</div><div>๘. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;</div><div>๙.หลอดไฟฟ้า<br>6.สวิตซ์&nbsp;<br>-คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย</div><div>-การทำงานของสวิตช์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>-มี 6 ประเภท</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;</div><div>สวิตช์แบบกด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;<br>7.มอเตอร์&nbsp;<br>-คือ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล</div><div>-การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>-มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)</div><div>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>8.ทรานซิสเตอร์<br>-เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน</div><div>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ</div><div>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ</div><div>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น</div><div>-การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่</div><div>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน</div><div>-ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ</div><div>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN</div><div>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;</div><div>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;</div><div>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ</div><div>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div><div><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:33:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290909</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นฤตปรียา บุฐรักษา ม.3/13 เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290967</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div><br></div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div><br></div><div>มี 6 ประเภท</div><div><br></div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง</div><div>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ&nbsp;</div><div>&nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ</div><div>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><div>6 สวิตส์ คือ ที่เปิด ปิดวงจร</div><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน</div><div>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br>วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br><br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br><br>ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br><br>สวิตช์<br>คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.<br><br>มีการทำงานอย่างไร:&nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>มีกี่ประเภท:&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที&nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br>มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:34:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290967</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.เติมพงศ์ โสภณสุวภาพ 3/13 เลขที่9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290972</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคืออะไร <br>ตอบ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>2.อิเล็กทรอนิกส์มีการทำงานอย่างไร<br>ตอบ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า<br>มีการทำงายอย่างไร:สามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำไห้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆไห้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียง<br>3.วงจรไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร ตอบ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิด<br>ประเภท:<strong> 1วงจรอนุกรม</strong> 2.ขนาด 3.ผสม<br><strong>วงจรอนุกรม:</strong>เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่<br>วงจรขนาน:เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน<br><strong>วงจรผสม</strong> เป็นวงจรที่นำเอาวิธีการต่อแบบอนุกรม และวิธีการต่อแบบขนานมารวมให้เป็นวงจรเดียวกัน<br>4.ตำนำไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร ตอบ ตัวนำไฟฟ้า ตัวนำไฟฟ้าคือวัตถุที่มีความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าน้อยมากคุณสมบัติของวัตถุชนิดนี้จะนำกระแสไฟฟ้าได้ดีสารที่เป็นโลหะจะนำไฟฟ้าได้ดี<br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้ามีกี่ประเภทตอบ อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ  ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:34:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222290972</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุภาวดี ธรรมศิริพงษ์ ม.3/13 เลขที่46</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291009</link>
         <description><![CDATA[<div><br>&nbsp;ไฟฟ้า คือ เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้านอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:34:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291009</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มาลินี ประดิษฐขำ ม3/13 เลขที่40</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291016</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div><br></div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div><br></div><div>มี 6 ประเภท</div><div><br></div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br></div><div>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง</div><div>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ</div><div>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><div>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร</div><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน</div><div>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่</div><div>&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:34:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291016</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.อรรถพล พุฒทองนาค ม.3/13 เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291061</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:35:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291061</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี ม.3/13 เลขที่47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291063</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:35:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291063</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กมิล พิมลธวัช  ม.3/13 เลขที่ 1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291072</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ไฟฟ้า คือ เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้านอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>2. อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ  <br>     1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) <br>     2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) <br>     3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5. อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6. สวิตส์ คือ  ที่เปิด ปิดวงจร <br>มี 7 ประเภท<br>6.1 สวิตช์เลื่อน<br>6.2 สวิตช์กระจก<br>6.3 สวิตช์กด<br>6.4 สวิตช์ก้านยาว<br>6.5 สวิตช์แบบหมุน<br>6.6 สวิตช์แบบไมโคร<br>6.7 สวิตช์แบบดิฟ<br>7. มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>มี 2 ประเภท<br>7.1 กระแสตรง<br>7.2 กระสลับ<br>8. ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์ <br>มี 2 ประเภท<br>8.1 PNP<br>8.2 NPN<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/254485990/133bc48d648222aada225a5faf769c61/images.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-18 03:35:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291072</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วรุตม์พงศ์ ส่งแสงโปร่งมณี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291122</link>
         <description><![CDATA[<div>ม.3/13 No.23&nbsp;<br>ไฟฟ้าคืออะไร?<br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:35:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291122</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. อริสา ลิ่วเวหา ม.3/13 เลขที่ 48</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291129</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div>&nbsp;ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div><br></div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div><br></div><div>มี 6 ประเภท</div><div><br></div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไ</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:35:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291129</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ชาคริต โชคเฉลิมวงศ์ 3/13 เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291205</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน<br>2.<strong>อิเล็กทรอนิกส์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:36:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291205</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สหกิตติ์ ลายทองคำ ม.3/13 No.26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291345</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ <br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ  <br>     1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) <br>     2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) <br>     3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ  ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:37:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291345</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปุรเชษฐ์ โยธินไทย ม.3/13 เลขที่ 17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291351</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้านอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:37:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291351</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชนธิป ราชชนนี ม3/13 เลขทื่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291565</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:39:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291565</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิรภัสสร พูลสงค์ เลขที่43</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291678</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div><br></div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div><br></div><div>มี 6 ประเภท</div><div><br></div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้องมี6 ประเภท</div><div>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI</div><div>2.WBI (Web-based Instruction)</div><div>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning</div><div>4.E-book</div><div>5. E-Training</div><div>6.Learning Object</div><div><br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit<br>4 ตัวนำไฟฟ้า คือตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;</div><div>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้</div><div>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;</div><div>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div><br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><ul><li>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจรสวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br><br><br>มี 6 ประเภท<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;<br>สวิตช์แบบกด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;<br><br>ตัวอย่างการทำงานของสวิตช์ ในวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย<br><br><br></li></ul><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงานมอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)</div><div>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div><div><br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่</div><div>&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:40:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291678</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นพนันท์ ประดุจแก้ว3/13เลขที่15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291745</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><em>1)ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน</em></strong></div><div><strong><em>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา</em></strong></div><div><strong><em>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>(2)อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า <br>การทำงาน:ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน<br>2ประเภท แอนะล็อกและดิจิทัล<br>(3)วงจรไฟฟ้า&nbsp; ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวงเพื่อให้กระแสไฟไหลไปตามตัวนำ<br>มี2ประเภท<br>1.วงจรปิด<br>2.วงจรเปิด<br>(4)ตัวนำไฟฟ้า วัตถุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่าน<br>ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>(5)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปแบบอื่น<br>มี 4 ประเภท<br>1.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>2.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน<br>3.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>4.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>(6)สวิตช์ อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้า <br>มี 3ประเภท<br>1.ฟิวส์<br>2.ทอกเกิลสวิตซ์<br>3.เบรกเกอร์<br>(7)มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>มี 2 ประเภท<br>มอเตอร์กระแสตรง,มอเตอร์กระแสสลับ<br>(8)ทรานซิสเตอร์ อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน <br>ใช้ในการขยายสัญญาณ เปิด/ปิดสัญญาณ<br>มี 2ประเภท PNP,NPN<br></em></strong><strong><em><del>The&nbsp;End </del></em></strong><strong><em><br></em></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:41:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291745</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ธนบดี สระมณีอินทร์เลขที่ 12ม.3/13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291824</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br><br>มี 6 ประเภท<br><br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>&nbsp;2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br>มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:42:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291824</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี 3/13 47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291873</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br><br>มี 6 ประเภท<br><br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:42:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291873</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ฐิติวัฒน์ ใจซื่อตรง ม.3/13 เลขที่6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291875</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ไฟฟ้า </strong>คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) <br>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity <br><br>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ <br>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C ) <br>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )<br>ตัวอย่างเช่น แบตเตอร์รี่ สายฟ้า<br><br>อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br><br>วงจรไฟฟ้า คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์  เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษา<br> มีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม<br><br>ตัวนำไฟฟ้า คือ ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a>เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้า</div><div>ในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a>อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/245669989/903c9f248b026ad2876f6dfae8eaf03b/img_c08c889cca67f6301f6c5d970924ee1d.jpg" />
         <pubDate>2018-01-18 03:42:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291875</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี 3/13 47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291953</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br><br>มี 6 ประเภท<br><br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:43:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222291953</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี 3/13 47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292058</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br><br>มี 6 ประเภท<br><br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า  ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br> <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:44:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292058</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายโสภณ ก้อนทอง ม.3/13 เลขที่27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292236</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้าคือ<br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:46:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292236</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292259</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div><br></div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div><br></div><div>มี 6 ประเภท</div><div><br></div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:47:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292259</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292341</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:47:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292341</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อนการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวมี 6 ประเภทไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า  ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292430</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:48:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292430</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูวภัท อัครดำรงโชค  เลขที่22  3/13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292452</link>
         <description><![CDATA[<div>(1)ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>(2)อิเล็กทรอนิกส์  เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า <br>การทำงาน:ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน<br>2ประเภท แอนะล็อกและดิจิทัล<br>(3)วงจรไฟฟ้า  ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวงเพื่อให้กระแสไฟไหลไปตามตัวนำ<br>มี2ประเภท<br>1.วงจรปิด<br>2.วงจรเปิด<br>(4)ตัวนำไฟฟ้า วัตถุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่าน<br>ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>(5)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปแบบอื่น<br>มี 4 ประเภท<br>1.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>2.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน<br>3.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>4.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>(6)สวิตช์ อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้า <br><br>ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร <br>หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้ สวิตซ์ไฟฟ้ามีการ <br>ใช้งานกันหลายแบบ<br>มี 3ประเภท<br>1.ฟิวส์<br>2.ทอกเกิลสวิตซ์<br>3.เบรกเกอร์</div><pre><br></pre><div>(7)มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>มี 2 ประเภท<br>มอเตอร์กระแสตรง,มอเตอร์กระแสสลับ<br>(8)ทรานซิสเตอร์ อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน <br>ใช้ในการขยายสัญญาณ เปิด/ปิดสัญญาณ<br>มี 2ประเภท PNP,NPN</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/201312403/564e6b9ec50297504278696048395ece/download.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-18 03:48:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292452</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนภัทร ลุ่มสวย ม.3/13 เลขที่13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292533</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ <br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ  <br>     1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) <br>     2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) <br>     3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ  ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:49:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292533</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช .พศวัต น้อยจีน ม.3/13 เลขที่ 18 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292559</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br><br>มี 6 ประเภท<br><br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br><br>&nbsp;2. อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้องกัน<br>3.วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1) การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2) การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3) การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>4.ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/254486688/35038ca72278369cb72a2b01018bd9f0/images.jpg" />
         <pubDate>2018-01-18 03:49:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292559</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี 3/13 47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292596</link>
         <description><![CDATA[<div>อิเล็กทรอนิกส์ คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน การผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ <br>มีการทำงาน  เป็นวงจร<br>มี6 ประเภท<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>2.WBI (Web-based Instruction)<br>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br>4.E-book<br>5. E-Training<br>6.Learning Object<br>การสร้างวงจรไฟฟ้า<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:49:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292596</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายอรรถพล พุฒทองนาค ม.3/13 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292645</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;<mark>1)</mark>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br> มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br> มีกี่ประเภท:2ประเภท <br> 1.ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br> 2.ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br> 2.1กระแสตรง<br> 2.2กระแสสลับ<br> <strong><mark>2)</mark></strong>อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า <br> การทำงาน:ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน<br> 2ประเภท <br> 2.1แอนะล็อก<br> 2.2ดิจิทัล<br> <strong><mark>3)</mark></strong>วงจรไฟฟ้า&nbsp; ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวงเพื่อให้กระแสไฟไหลไปตามตัวนำ<br> มี2ประเภท<br> 1.วงจรปิด<br> 2.วงจรเปิด<br> <strong><mark>4)</mark></strong>ตัวนำไฟฟ้า วัตถุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่าน<br> <strong><mark>5)</mark></strong>อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปแบบอื่น<br> มี 4 ประเภท<br> 1.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br> 2.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน<br> 3.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br> 4.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br> <strong><mark>6)</mark></strong>สวิตช์ อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้า <br> มี 3ประเภท<br> 1.ฟิวส์<br> 2.ทอกเกิลสวิตซ์<br> 3.เบรกเกอร์<br> <strong><mark>7)</mark></strong>มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br> มี 2 ประเภท<br> 7.1มอเตอร์กระแสตรง<br> 7.2มอเตอร์กระแสสลับ<br>&nbsp;8)ทรานซิสเตอร์ อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน&nbsp;<br> ใช้ในการขยายสัญญาณ เปิด/ปิดสัญญาณ<br> มี 2ประเภท&nbsp;<br> 8.1PNP<br> 8.2NPN</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:50:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292645</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วันธชัย สุขมา ม.3/13 เลขที่ 24</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292655</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ </div><div>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน</div><div>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา</div><div>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี</div><div>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน</div><div>2.1กระแสตรง</div><div>2.2กระแสสลับ</div><div>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง</div><div>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ  </div><div>     1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) </div><div>     2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) </div><div>     3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)</div><div>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><div>6 สวิตส์ คือ  ที่เปิด ปิดวงจร</div><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน</div><div>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่อง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/201311952/977f3d00f75906dcbdc6a78bc34ab7f6/1F076E2F_2C6B_41C6_A3F7_7D2DCE42A434.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-18 03:50:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292655</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292784</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:51:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292784</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292795</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:51:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292795</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.กฤดากานต์ พิชชิตสิทธิโชค ม.3/13 เลขที่2</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292799</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>1.ไฟฟ้าคือ</strong>&nbsp; พลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน&nbsp; สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประจุเคลื่อนที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า ในหนึ่งหน่วยพื้นที่หน้าตัด ในหนึ่งหน่วยเวลา <br>ไฟฟ้ามี4ประเภทกังนี้<br>1. <strong>ไฟฟ้าสถิต</strong> (Statics Electricity) <br>2. <strong>ไฟฟ้ากระแส</strong> (Current Electricity) <br>3. <strong>ไฟฟ้ากระแสตรง</strong> (Direct Current) <br>4. ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternation Current) <br> <strong><mark>2)</mark></strong>อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า <br> การทำงาน:ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน<br> 2ประเภท <br> 2.1แอนะล็อก<br> 2.2ดิจิทัล<br> <strong><mark>3)</mark></strong>วงจรไฟฟ้า&nbsp; ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวงเพื่อให้กระแสไฟไหลไปตามตัวนำ<br> มี2ประเภท<br> 1.วงจรปิด<br> 2.วงจรเปิด<br> <strong><mark>4)</mark></strong>ตัวนำไฟฟ้า วัตถุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่าน<br> <strong><mark>5)</mark></strong>อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปแบบอื่น<br> มี 4 ประเภท<br> 1.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br> 2.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน<br> 3.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br> 4.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง <br>&nbsp; <strong><mark>6)</mark></strong>สวิตช์ อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้า <br> มี 3ประเภท<br> 1.ฟิวส์<br> 2.ทอกเกิลสวิตซ์<br> 3.เบรกเกอร์ <br>&nbsp; <strong><mark>7)</mark></strong>มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br> มี 2 ประเภท<br> 7.1มอเตอร์กระแสตรง<br> 7.2มอเตอร์กระแสสลับ&nbsp;<br>&nbsp; 8)ทรานซิสเตอร์ อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน&nbsp;<br> ใช้ในการขยายสัญญาณ เปิด/ปิดสัญญาณ<br> มี 2ประเภท&nbsp;<br> 8.1PNP<br> 8.2NPN&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:51:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292799</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี 3/13 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292859</link>
         <description><![CDATA[<div><br>3วงจรไฟฟ้าคืออะไร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด&nbsp;<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:51:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222292859</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชนธิป ราชชนนี ม3/13 เลขทื่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293046</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ไฟฟ้า คือ เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้านอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>2. อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5. อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6. สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร&nbsp;<br>มี 7 ประเภท<br>6.1 สวิตช์เลื่อน<br>6.2 สวิตช์กระจก<br>6.3 สวิตช์กด<br>6.4 สวิตช์ก้านยาว<br>6.5 สวิตช์แบบหมุน<br>6.6 สวิตช์แบบไมโคร<br>6.7 สวิตช์แบบดิฟ<br>7. มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>มี 2 ประเภท<br>7.1 กระแสตรง<br>7.2 กระสลับ<br>8. ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์&nbsp;<br>มี 2 ประเภท<br>8.1 PNP<br>8.2 NPN<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:53:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293046</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293268</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:54:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293268</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293306</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:54:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293306</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293307</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:54:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293307</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต ย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293309</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:54:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293309</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต น้อยจีน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293315</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:54:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293315</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต น้อยจีนม.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293321</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:54:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293321</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี 3/13 47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293323</link>
         <description><![CDATA[<div>มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:54:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293323</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต น้อยจีน </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293327</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:54:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293327</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต น้อยจีน ม.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293336</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:55:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293336</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต น้อยจีน ม.3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293337</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:55:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293337</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต น้อยจีน ม.3/13           18</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293345</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:55:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293345</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต น้อยจีน ม.3/13         </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293346</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:55:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293346</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พศวัต น้อยจีน ม.3/13    เลขที่    18</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293355</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:55:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293355</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293412</link>
         <description><![CDATA[<div>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:55:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293412</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จิรวัจน์ หอณรงค์ศิริ ม3/13 เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293431</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br><br>มี 6 ประเภท<br><br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>&nbsp;2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3. วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>4.ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท ดังนี้ .ววนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:56:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293431</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี 3/13 47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293561</link>
         <description><![CDATA[<div>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ    <br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ <br>1.สายไฟฟ้า <br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br> 3. เมนสวิตช์ <br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ <br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร <br>7.หลักดิน <br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย <br>9.หลอดไฟฟ้า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:57:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293561</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293573</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:57:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293573</guid>
      </item>
      <item>
         <title> ชื่อด.ญ.พิมลพร แจ้งกระจ่าง ชั้น ม.3/13 เลขที่39</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293576</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div><br></div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div><br></div><div>มี 6 ประเภท</div><div><br></div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div>_________________________________________________________<br>อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง</div><div>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ</div><div>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><div>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร</div><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน</div><div>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br>____________________________________________________________<br><br></div><div>&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div><br></div><div>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ</div><div>1. วงจรอนุกรม</div><div>2. วงจรขนาน</div><div>3. วงจรผสม</div><div>____________________________________________________________<br>ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;</div><div>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้</div><div>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;</div><div>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา</div><div>&nbsp;___________________________________________________________<br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน</div><div>มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด</div><div>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน</div><div>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film</div><div>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้</div><div>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;</div><div>1.สายไฟฟ้า&nbsp;</div><div>2.มิเตอร์ไฟฟ้า</div><div>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;</div><div>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;</div><div>5.ฟิวส์</div><div>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;</div><div>7.หลักดิน&nbsp;</div><div>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;</div><div>9.หลอดไฟฟ้า<br>___________________________________________________________<br>สวิตช์</div><div>คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.</div><div><br></div><div>มีการทำงานอย่างไร:&nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div><br></div><div>มีกี่ประเภท:&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที&nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์</div><div>สวิตช์แบบก้านยาว</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;</div><div>สวิตช์แบบหมุน</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;</div><div>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;</div><div>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;</div><div><br></div><div>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;</div><div><br></div><div>อธิบาย: ▪ สวิตช์ไฟ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการเปิดปิดสัญญาณไฟฟ้า</div><div>___________________________________________________________<br>มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล</div><div>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)</div><div>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>____________________________________________________________ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน</div><div>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ</div><div>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ</div><div>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น</div><div>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่</div><div>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน</div><div>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ</div><div>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN</div><div>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;</div><div>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;</div><div>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ</div><div>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>____________________________________________________________</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:57:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293576</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี 3/13 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293656</link>
         <description><![CDATA[<div>ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด <br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง <br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>             </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:58:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293656</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศุภักษร  ศรีนิล ม.3/13เลขที่ 44</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293663</link>
         <description><![CDATA[<div>(1) ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br>(2) อิเล็กทรอนิกส์ คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน การผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบมีการทำงาน เป็นวงจร<br>มี6 ประเภท<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>2.WBI (Web-based Instruction)<br>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br>4.E-book<br>5. E-Training<br>6.Learning Object<br>การสร้างวงจรไฟฟ้า<br>(3) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br>(4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>(5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br>(6) สวิตช์<br>คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.<br>มีการทำงานอย่างไร:&nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>มีกี่ประเภท:&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br>สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที&nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br>สวิตช์แบบก้านยาว<br>สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br>สวิตช์แบบหมุน<br>สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br>สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br>อธิบาย: ▪ สวิตช์ไฟ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการเปิดปิดสัญญาณไฟฟ้า<br>(7) มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>(8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานในด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:58:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293663</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293668</link>
         <description><![CDATA[5)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปแบบอื่น
 มี 4 ประเภท
 1.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง
 2.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน
 3.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล
 4.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:58:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293668</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.พัชรินทร์ นาคนิ่ม เลขที่37</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293691</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว มี 6 ประเภท ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น &nbsp;</div><div>อิเล็กทรอนิกส์ คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน การผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ มีการทำงาน เป็นวงจร มี6 ประเภท 1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI 2.WBI (Web-based Instruction) 3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning 4.E-book 5. E-Training 6.Learning Object การสร้างวงจรไฟฟ้า&nbsp;</div><div>วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ 1. วงจรอนุกรม 2. วงจรขนาน 3. วงจรผสม<br>ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp; มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้ มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง -ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;<br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp; &nbsp;1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด 2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน 4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้ สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ 1.สายไฟฟ้า 2.มิเตอร์ไฟฟ้า 3. เมนสวิตช์ 4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ 5.ฟิวส์ 6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร 7.หลักดิน 8. ตุ้มหรือลูกถ้วย 9.หลอดไฟฟ้า<br>สวิตช์ คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า. มีการทำงานอย่างไร:&nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า มีกี่ประเภท:&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที&nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์ สวิตช์แบบก้านยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp; สวิตช์แบบหมุน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp; สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp; สวิตช์แบบดิพ&nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์ &nbsp;<br>(Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp; อธิบาย: ▪ สวิตช์ไฟ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการเปิดปิดสัญญาณไฟฟ้า&nbsp;<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:58:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293691</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนากร หวานชะเอม ม.3/13 เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293793</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div><br></div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div><br></div><div>มี 6 ประเภท</div><div><br></div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:59:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293793</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อภิชญ์จิรา ชมภูศรี 3/13 47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293886</link>
         <description><![CDATA[<div>สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>การทำงานของสวิตช์<br>        ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br> <br>        วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br><br><br><br>      วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br><br><br>มี 6 ประเภท<br>          สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา  ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย <br>สวิตช์แบบกด<br>            สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป  การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์  กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>             สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์  <br>            สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม <br>            เป็นสวิตช์แบบไมโคร  (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง  แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>           สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ <br><br>ตัวอย่างการทำงานของสวิตช์ ในวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 03:59:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222293886</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294193</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ช.ชนพล แก้วสุวรรณ ม.3/13 เลขที่4<br>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br>3)&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ1.&nbsp;แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2.&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br>6) สวิตช์คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.<br>มีการทำงานอย่างไร: &nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>6)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>มี 6 ประเภท<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;<br>สวิตช์แบบกด<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;<br>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:02:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294193</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พีระพัฒน์ พ่วงทรัพย์สิน ชั้น ม.3/13 เลขที่20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294197</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ <br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ  <br>     1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) <br>     2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) <br>     3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ  ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:02:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294197</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุภาวดี ธรรมศิริพงษ์ ม.3/13 เลขที่46</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294224</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้านอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:02:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294224</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.นวพร วิมูลชาติ ม.3/13 เลขที่ 35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294251</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่<br>&nbsp;<br>&nbsp;2.มีการทำงาน คือ -<br>&nbsp;<br>&nbsp;3.ไฟฟ้ามี 2 ประเภท คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3.1 ไฟฟ้าสถิต<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3.2 ไฟฟ้ากระแส แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.2.1 ไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.2.2 ไฟฟ้กระแสสลับ<br>&nbsp;<br>&nbsp;4.ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>2.อิเล็กทรอนิกส์<br>&nbsp;1.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ<br>&nbsp;<br>&nbsp;2.-<br>&nbsp;<br>&nbsp;3. อิเล็กทรอนิกส์มี6 ประเภท<br>&nbsp;1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>&nbsp;2.WBI (Web-based Instruction)<br>&nbsp;3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br>&nbsp;4.E-book<br>&nbsp;5. E-Training<br>&nbsp;6.Learning Object<br><br>3) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>&nbsp;วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>&nbsp;การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ<br>&nbsp;1. วงจรอนุกรม<br>&nbsp;2. วงจรขนาน<br>&nbsp;3. วงจรผสม<br><br>4.ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอม<br>ให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>&nbsp;มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>&nbsp;มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>&nbsp;-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br><br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>&nbsp;มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>&nbsp;2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>&nbsp;4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>&nbsp;ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>&nbsp;สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>&nbsp;1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp;2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp; 3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>&nbsp;4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>&nbsp;5.ฟิวส์<br>&nbsp;6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>&nbsp;7.หลักดิน&nbsp;<br>&nbsp;8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>&nbsp;9.หลอดไฟฟ้า<br><br>6.สวิตช์<br>&nbsp;คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.<br>&nbsp;<br>&nbsp;มีการทำงานอย่างไร:&nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp;<br>&nbsp;มีกี่ประเภท:&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที&nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br>&nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br>&nbsp;สวิตช์แบบหมุน<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br>&nbsp;สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br>&nbsp;สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;อธิบาย: ▪ สวิตช์ไฟ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการเปิดปิดสัญญาณไฟฟ้า<br><br>7. มอเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;<br>&nbsp;1.มอเตอร์ไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>&nbsp;<br>&nbsp;2.การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า คือ การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>&nbsp;<br>&nbsp;3.มอเตอร์ไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ<br>&nbsp;มอเตอร์กระแสตรง และ มอเตอร์กระแสสลับ มอเตอร์กระแสตรงกำลังจะถูกแทนที่ด้วยมอเตอร์กระแสสลับ<br><br>8.ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>&nbsp;ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>&nbsp;กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>&nbsp;ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>&nbsp;การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>&nbsp;มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>&nbsp;ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>&nbsp;การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>&nbsp;การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>&nbsp;เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;<br>&nbsp;ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>&nbsp;การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>&nbsp;การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>&nbsp;เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ<br>&nbsp;เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:02:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294251</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ไพฑูล ลุ่มสวย ม3/17 เลขที่1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294427</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:04:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294427</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เด็กหญิงอิสสยาภรณ์ ไถ้บ้านกวย ชั้น ม.3/13 เลขที่ 49</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294694</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1)ไฟฟ้า</strong> คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br><strong>2)อิเล็กทรอนิกส์</strong> คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br><strong>3)&nbsp;วงจรไฟฟ้า</strong> คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ1.&nbsp;แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2.&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br><strong>4) ตัวนำไฟฟ้า</strong> คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง <br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br><strong>5) อุปกรณ์ไฟฟ้า</strong>หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ <br>1.สายไฟฟ้า <br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br> 3. เมนสวิตช์ <br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ <br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร <br>7.หลักดิน <br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย <br>9.หลอดไฟฟ้า&nbsp; <br><strong>6)สวิตซ์</strong> คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>มี 6 ประเภท<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;<br>สวิตช์แบบกด<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; <br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ <br><strong>7)มอเตอร์ (Motor) เ</strong>ป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br><strong>8)ทรานซิสเตอร์เ</strong>ป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:06:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294694</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ชาคริต โชคเฉลิมวงศ์ 3/13 เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294710</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ&nbsp;<br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:06:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294710</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เดชอุดม นามหล้า ม.3/13 เลขที่ 8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294727</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div><br></div><div>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง</div><div>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ</div><div>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><div>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร</div><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน</div><div>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่</div><div><br></div><div>3) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ</div><div>1. วงจรอนุกรม</div><div>2. วงจรขนาน</div><div>3. วงจรผสม</div><div>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;</div><div>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้</div><div>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;</div><div>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา</div><div>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน</div><div>มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด</div><div>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน</div><div>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film</div><div>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้</div><div>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;</div><div>1.สายไฟฟ้า&nbsp;</div><div>2.มิเตอร์ไฟฟ้า</div><div>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;</div><div>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;</div><div>5.ฟิวส์</div><div>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;</div><div>7.หลักดิน&nbsp;</div><div>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;</div><div>9.หลอดไฟฟ้า</div><div>6) สวิตช์คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.</div><div>มีการทำงานอย่างไร:&nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div>วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง</div><div>วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>6)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย</div><div>การทำงานของสวิตช์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;</div><div>สวิตช์แบบกด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;</div><div>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล</div><div>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)</div><div>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div><div>8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน</div><div>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ</div><div>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ</div><div>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น</div><div>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่</div><div>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน</div><div>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ</div><div>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN</div><div>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;</div><div>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;</div><div>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ</div><div>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:06:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294727</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นิธิศ จันทร์นิยม ม.3/13 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294747</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div><br></div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div><br></div><div>มี 6 ประเภท</div><div><br></div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:06:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294747</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลดา วัฒนะ 3/13 41</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294780</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br>3)&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ1.&nbsp;แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2.&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br>6) สวิตช์คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.<br>มีการทำงานอย่างไร: &nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>6)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>มี 6 ประเภท<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;<br>สวิตช์แบบกด<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;<br>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:07:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222294780</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.พัชรินทร์ นาคนิ่ม เลขที่37</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295149</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว มี 6 ประเภท ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น 2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง 3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ 1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) 2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) 3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ 5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น 6 สวิตส์ คือ ที่เปิด ปิดวงจร 7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน 8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ 3) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ 1. วงจรอนุกรม 2. วงจรขนาน 3. วงจรผสม 4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp; มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้ มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง -ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา 5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp; &nbsp;1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด 2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน 4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้ สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ 1.สายไฟฟ้า 2.มิเตอร์ไฟฟ้า 3. เมนสวิตช์ 4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ 5.ฟิวส์ 6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร 7.หลักดิน 8. ตุ้มหรือลูกถ้วย 9.หลอดไฟฟ้า 6) สวิตช์คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า. มีการทำงานอย่างไร:&nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้ วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า 6)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย การทำงานของสวิตช์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า มี 6 ประเภท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp; สวิตช์แบบกด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ 7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ 1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) 2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor) มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้ มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์ 8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่ มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp; การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp; เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp; ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:11:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295149</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ชนพล แก้วสุวรรณ ม.3/13 เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295159</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br>3)&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ1.&nbsp;แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2.&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br>6) สวิตช์คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.<br>มีการทำงานอย่างไร: &nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>6)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>มี 6 ประเภท<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;<br>สวิตช์แบบกด<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;<br>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:11:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295159</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ปิยากร อนุสนธิ์พรเพิ่ม ม.3/13 เลขที่36</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295185</link>
         <description><![CDATA[<div><br>&nbsp;ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>&nbsp;การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>&nbsp;มี 6 ประเภท<br>&nbsp;1. ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/6.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/6.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>อิเล็อทรอนิกส์ คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน การผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ <br> มีการทำงาน เป็นวงจร<br> มี6 ประเภท<br> 1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br> 2.WBI (Web-based Instruction)<br> 3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br> 4.E-book<br> 5. E-Training<br> 6.Learning Object<br> การสร้างวงจรไฟฟ้า<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/17.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/17.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br> วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br> การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ<br> 1. วงจรอนุกรม<br> 2. วงจรขนาน<br> 3. วงจรผสม<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/24.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/24.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>มอเตอร์(Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br> การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br> มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br> 1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br> 2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br> มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br> มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/32.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/32.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br> ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br> กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br> ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br> การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br> มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br> ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br> 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br> 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br> การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN <br> การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C&nbsp; <br> เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;<br> ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br> การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br> การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br> เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ<br> เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/50.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/50.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br> มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp; <br> 1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br> 2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br> 4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br> ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br> สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ <br> 1.สายไฟฟ้า <br> 2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br> 3. เมนสวิตช์ <br> 4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ <br> 5.ฟิวส์<br> 6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร <br> 7.หลักดิน <br> 8. ตุ้มหรือลูกถ้วย <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/66.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/66.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>9.หลอดไฟฟ้า<br> สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br> การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br> มี 6 ประเภท<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย <br> สวิตช์แบบกด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ <br> <br> ตัวอย่างการทำงานของสวิตช์ ในวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/83.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/83.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด <br> มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br> มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง <br> -ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/89.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0/clipdata_180118_111028_141/89.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:12:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295185</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกศณัชชา เนตนุช 3/13 เลขที่ 31</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295188</link>
         <description><![CDATA[<div>1.)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div><br></div><div>2.)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง</div><div>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ</div><div>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><div>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร</div><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน</div><div>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่</div><div><br></div><div>3.) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ</div><div>1. วงจรอนุกรม</div><div>2. วงจรขนาน</div><div>3. วงจรผสม</div><div>4.) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;</div><div>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้</div><div>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;</div><div>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา</div><div>5.) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน</div><div>มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด</div><div>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน</div><div>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film</div><div>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้</div><div>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;</div><div>1.สายไฟฟ้า&nbsp;</div><div>2.มิเตอร์ไฟฟ้า</div><div>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;</div><div>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;</div><div>5.ฟิวส์</div><div>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;</div><div>7.หลักดิน&nbsp;</div><div>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;</div><div>9.หลอดไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; 6.)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย</div><div>การทำงานของสวิตช์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;</div><div>สวิตช์แบบกด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;</div><div>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล</div><div>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>7.)มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)</div><div>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div><div>8.)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน</div><div>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ</div><div>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ</div><div>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น</div><div>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่</div><div>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน</div><div>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ</div><div>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN</div><div>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;</div><div>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;</div><div>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ</div><div>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:12:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295188</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นริสรา กสิกรรม ม.3/13เลขที่33</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295208</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้านอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:12:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295208</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ชนพล แก้วสุวรรณ ม.3/13 เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295277</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br>3)&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ1.&nbsp;แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2.&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>6)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>มี 6 ประเภท<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;<br>สวิตช์แบบกด<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;<br>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:13:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295277</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กัญญาวีร์ ชมพูสี  ม.3/13 เลขที่30</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295315</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้านอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:13:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295315</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ปิยากร อนุสนธิ์พรเพิ่ม ม.3/13เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295316</link>
         <description><![CDATA[<div><br> ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br> การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br> มี 6 ประเภท<br> 1. ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า  ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>อิเล็อทรอนิกส์ คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน การผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ <br> มีการทำงาน เป็นวงจร<br> มี6 ประเภท<br> 1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br> 2.WBI (Web-based Instruction)<br> 3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br> 4.E-book<br> 5. E-Training<br> 6.Learning Object<br> การสร้างวงจรไฟฟ้า<br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br> วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br> การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ<br> 1. วงจรอนุกรม<br> 2. วงจรขนาน<br> 3. วงจรผสม<br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>มอเตอร์(Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br> การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br> มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br> 1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br> 2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br> มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br> มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br> ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์  ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br> กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br> ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br> การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br> มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br> ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br> 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br> 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br> การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN <br> การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C  <br> เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น   <br> ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br> การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br> การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B  และจ่ายไฟลบ<br> เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N  ได้รับ Forward Bias คือ<br> เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น <br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br> มีหลักการทำงานคือ    <br> 1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br> 2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br> 4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br> ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br> สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ <br> 1.สายไฟฟ้า <br> 2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br> 3. เมนสวิตช์ <br> 4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ <br> 5.ฟิวส์<br> 6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร <br> 7.หลักดิน <br> 8. ตุ้มหรือลูกถ้วย <br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>9.หลอดไฟฟ้า<br> สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br> การทำงานของสวิตช์<br>         ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>         วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>       วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br> มี 6 ประเภท<br>           สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา  ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย <br> สวิตช์แบบกด<br>             สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป  การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์  กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>              สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์  <br>             สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม <br>             เป็นสวิตช์แบบไมโคร  (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง  แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>            สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ <br> <br> ตัวอย่างการทำงานของสวิตช์ ในวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย<br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด <br> มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br> มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง <br> -ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:14:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295316</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.โชติกา มีใจบุญ ม.3/13 เลขที่ 32</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295410</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.ไฟฟ้า</strong> คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br><br>มี 6 ประเภท<br><br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br><br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน การผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ <br>มีการทำงาน&nbsp; เป็นวงจร<br>มี6 ประเภท<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI<br>2.WBI(Web-based Instruction)<br>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Learning<br>4.E-book<br>5. E-Training<br>6.LearningObject<br>การสร้างวงจรไฟฟ้า<br><br>3.วงจรไฟฟ้าคือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ<br>1.แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่<br>2.ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br> ‎4.ตัวนำไฟฟ้าวัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง <br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br><br> 5.อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br> 1. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด&nbsp; แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ <br>1.สายไฟฟ้า<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>3.เมนสวิตช์ <br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร <br>7.หลักดิน<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย <br>9.หลอดไฟฟ้า<br><br>6.สวิตช์<br>คืออุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า<br><br>มีการทำงานอย่างไร &nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br>&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน <br><br>วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน <br><br>มีกี่ประเภท 6 ประเภท<br><br>สวิตช์เลื่อน&nbsp;เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์ &nbsp;<br><br>7.มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก <br><br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br><br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br><br>8.ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>1.ไฟฟ้า</strong> คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br><br>มี 6 ประเภท<br><br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br><br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน การผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ&nbsp;<br>มีการทำงาน&nbsp; เป็นวงจร<br>มี6 ประเภท<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI<br>2.WBI(Web-based Instruction)<br>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Learning<br>4.E-book<br>5. E-Training<br>6.LearningObject<br>การสร้างวงจรไฟฟ้า<br><br>3.วงจรไฟฟ้าคือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ<br>1.แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่<br>2.ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br> ‎4.ตัวนำไฟฟ้าวัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br><br> 5.อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br> 1. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด&nbsp; แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>3.เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br><br>6.สวิตช์<br>คืออุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า<br><br>มีการทำงานอย่างไร &nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br>&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน&nbsp;<br><br>วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน&nbsp;<br><br>มีกี่ประเภท 6 ประเภท<br><br>สวิตช์เลื่อน&nbsp;เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์ &nbsp;<br><br>7.มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก&nbsp;<br><br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br><br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br><br>8.ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:15:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295410</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกศณัชชา เนตรนุช 3/13 เลขที่ 31</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295414</link>
         <description><![CDATA[<div>1.)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div><br></div><div>2.)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง</div><div>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ</div><div>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><div>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร</div><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน</div><div>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่</div><div><br></div><div>3.) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ</div><div>1. วงจรอนุกรม</div><div>2. วงจรขนาน</div><div>3. วงจรผสม</div><div>4.) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;</div><div>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้</div><div>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;</div><div>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา</div><div>5.) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน</div><div>มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด</div><div>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน</div><div>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film</div><div>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้</div><div>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;</div><div>1.สายไฟฟ้า&nbsp;</div><div>2.มิเตอร์ไฟฟ้า</div><div>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;</div><div>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;</div><div>5.ฟิวส์</div><div>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;</div><div>7.หลักดิน&nbsp;</div><div>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;</div><div>9.หลอดไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; 6.)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย</div><div>การทำงานของสวิตช์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;</div><div>สวิตช์แบบกด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;</div><div>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล</div><div>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>7.)มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)</div><div>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div><div>8.)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน</div><div>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ</div><div>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ</div><div>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น</div><div>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่</div><div>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน</div><div>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ</div><div>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN</div><div>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;</div><div>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;</div><div>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ</div><div>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:15:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295414</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ชนพล แก้วสุวรรณ ม.3/13 เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295608</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br>3)&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ1.&nbsp;แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2.&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br>6) สวิตช์คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.<br>มีการทำงานอย่างไร: &nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:17:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295608</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. อริสา ลิ่วเวหา ม.3/13 เลขที่ 48 (ใช้อันนี้ส่งค่ะ)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295923</link>
         <description><![CDATA[<div>1.)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div><br></div><div>2.)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง</div><div>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ</div><div>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><div>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร</div><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน</div><div>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่</div><div><br></div><div>3.) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ</div><div>1. วงจรอนุกรม</div><div>2. วงจรขนาน</div><div>3. วงจรผสม</div><div>4.) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;</div><div>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้</div><div>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;</div><div>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา</div><div>5.) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน</div><div>มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด</div><div>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน</div><div>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film</div><div>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้</div><div>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;</div><div>1.สายไฟฟ้า&nbsp;</div><div>2.มิเตอร์ไฟฟ้า</div><div>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;</div><div>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;</div><div>5.ฟิวส์</div><div>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;</div><div>7.หลักดิน&nbsp;</div><div>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;</div><div>9.หลอดไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; 6.)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย</div><div>การทำงานของสวิตช์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;</div><div>สวิตช์แบบกด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;</div><div>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล</div><div>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>7.)มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)</div><div>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div><div>8.)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน</div><div>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ</div><div>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ</div><div>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น</div><div>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่</div><div>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน</div><div>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ</div><div>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN</div><div>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;</div><div>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;</div><div>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ</div><div>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:21:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222295923</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นิธิศ จันทร์นิยม ม.3/13 เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222296006</link>
         <description><![CDATA[<div>ว่าไฟฟ้า คือ&nbsp;<br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้าง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:21:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222296006</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ชนพล แก้วสุวรรณ ม.3/13 เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222296756</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br>3)&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ1.&nbsp;แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2.&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br>6) สวิตช์คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.<br>มีการทำงานอย่างไร: &nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:29:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222296756</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ชนพล แก้วสุวรรณ ม.3/13 เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222296982</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br>3)&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ1.&nbsp;แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2.&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br>6) สวิตช์คืออะไร : อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.<br>มีการทำงานอย่างไร: &nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>6)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>มี 6 ประเภท<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;<br>สวิตช์แบบกด<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;<br>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:31:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222296982</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. อริสา ลิ่วเวหา ม3/13 เลขที่48 (ใช้อันนี้ค่ะ)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222297275</link>
         <description><![CDATA[<div>1.)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน</div><div>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น</div><div><br></div><div>2.)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง</div><div>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ</div><div>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น</div><div>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร</div><div>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน</div><div>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่</div><div><br></div><div>3.) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ</div><div>1. วงจรอนุกรม</div><div>2. วงจรขนาน</div><div>3. วงจรผสม</div><div>4.) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;</div><div>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้</div><div>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;</div><div>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา</div><div>5.) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน</div><div>มีหลักการทำงานคือ&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด</div><div>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน</div><div>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film</div><div>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้</div><div>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;</div><div>1.สายไฟฟ้า&nbsp;</div><div>2.มิเตอร์ไฟฟ้า</div><div>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;</div><div>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;</div><div>5.ฟิวส์</div><div>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;</div><div>7.หลักดิน&nbsp;</div><div>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;</div><div>9.หลอดไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; 6.)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย</div><div>การทำงานของสวิตช์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>มี 6 ประเภท</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;</div><div>สวิตช์แบบกด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;</div><div>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล</div><div>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>7.)มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)</div><div>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div><div>8.)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน</div><div>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ</div><div>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ</div><div>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น</div><div>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่</div><div>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน</div><div>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ</div><div>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN</div><div>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;</div><div>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;</div><div>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น</div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ</div><div>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:33:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222297275</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.สุธีรา เลขะสุวรรณ ม.3/13 ดลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222297292</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือพลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัว<br>มี 6 ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp;&nbsp;ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br><br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit4 ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ ชิ้นส่วนที่ไว้ใช้ในการประการชิ้นงานขึ้น<br>6 สวิตส์ คือ&nbsp; ที่เปิด ปิดวงจร<br>7 มอเตอร์ไฟฟ้า คือ ที่สามารทำให้อุปกรณ์ทำงาน<br>8 ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่<br><br>3)&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ&nbsp;3&nbsp;ส่วน คือ1.&nbsp;แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2.&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3.&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้&nbsp;3&nbsp;แบบ คือ<br>1. วงจรอนุกรม<br>2. วงจรขนาน<br>3. วงจรผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด&nbsp;<br>มีการทำงานเป็นตัวนำกระเเสไฟฟ้าให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้<br>มี2ประเภท -ตัวนำไฟฟ้าที่ดี เช่น ทองคำ ทองเเดง&nbsp;<br>-ตัวนำไฟฟ้าที่เเย่ เช่น สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีหลักการทำงานคือ &nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>1.เมื่อมีกระแสไหลผ่านไส้หลอด ทังสเตนจะทำงานที่อุณหภูมิสูงประมาณ 3000 องศาเคลวิน ภายในหลอดแก้วควอทซ์ ที่มีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 470 องศาเคลวิน ทำให้อนุภาคของทังสเตนระเหิดออกจากไส้หลอด<br>2. ระหว่างที่อนุภาคของทังสเตนซึ่งร้อน เคลื่อนที่ห่างจากไส้หลอด ก็จะรวมตัวกับอนุภาคหรือโมเลกุลของสารฮาโลเจน เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ผนังแก้วควอทซ์มากขึ้น ก็จะรวมตัวกับอนุภาคของสารฮาโลเจนมากยิ่งขึ้น3.โมเลกุลที่เกิดจากการรวมกันของอนุภาคทังสเตนและสารฮาโลเจน เมื่ออุณหภูมิต่ำลงจะกลายเป็นโมเลกุลที่ไม่มีเสถียรภาพและวิ่งเข้าหาไส้หลอด ระหว่างที่วิ่งเข้าหาไส้หลอดอนุภาคของสารฮาโลเจนจะแยกตัวออกจากโมเลกุลใหญ่ เนื่องจากความร้อน<br>4. เมื่อเข้าใกล้หลอดมากขึ้น อนุภาคของสารฮาโลเจนก็จะแยกตัวออกไปจนหมดเหลือแต่อนุภาคของทังสเตน วิ่งไปจับที่ไส้หลอด อย่างไรก็ตามพบว่าการกลับมาเกาะที่ไส้หลอดของอนุภาคทังสเตนเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไส้หลอดมีขนาดไม่เท่ากัน ส่วนที่มีขนาดเล็กกว่าจะมีความต้านทานสูงกว่าส่วนอื่น อุณหภูมิ ณ จุดนั้นก็สูงกว่า การระเหิดจึงมากกว่า จนไส้หลอดขาดจากกัน ข้อดีของหลอดชนิดนี้คือ มีค่าดำรงลูเมนตลอดอายุการใช้งานสูงกว่าหลอด incandescent ทั่วไป โดยมีค่า LLD ประมาณ 0.98 ที่ 90% ของอายุการใช้งาน หรือประมาณ 0.94 - 0.95 ที่อายุการใช้งานที่กำหนด ปัจจุบันมีการใช้หลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำกันมากขึ้นเนื่องจากให้แสงที่ขาวนวล เน้นสินค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการเคลือบสารพิเศษเรียกว่า Dichroic Film<br>ที่จานสะท้อนแสง ทำให้ความร้อนส่วนใหญ่ ประมาณ 60% กระจายออกไปทางด้านหลังของหลอด ลำแสงที่ได้รับจึงเย็นลงกว่าเดิม เมื่อนำไปส่องสินค้าประเภทผักสด , เนื้อสด จึงไม่ทำให้<br>สินค้าเสียหายมากนัก ลักษณะของหลอดฮาโลเจนแรงดันต่ำที่มีการเคลือบ Dichroic Film แสดงดังขั้วหลอดฮาโลเจนหลอดฮาโลเจนจะมีขั้วหลอดแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งานที่หลากหลาย มี9ประเภท คือ&nbsp;<br>1.สายไฟฟ้า&nbsp;<br>2.มิเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp;3. เมนสวิตช์&nbsp;<br>4.สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ&nbsp;<br>5.ฟิวส์<br>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร&nbsp;<br>7.หลักดิน&nbsp;<br>8. ตุ้มหรือลูกถ้วย&nbsp;<br>9.หลอดไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>6)สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วงจรเปิด&nbsp;หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด&nbsp;หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>มี 6 ประเภท<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบเลื่อน (Slide Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องเลื่อนก้านสวิตช์ไปมา&nbsp; ก้านสวิตช์ยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์เล็กน้อย&nbsp;<br>สวิตช์แบบกด<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบกด (Push Button Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องกดปุ่มสวิตช์ลงไป&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ต้องกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF)<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ&nbsp;<br>7)มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>8)ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ&nbsp;ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์ &nbsp;ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด&nbsp;PNP<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น &nbsp;&nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น<br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B &nbsp;และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N &nbsp;ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 04:33:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa313/wish/222297292</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
