<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>รู้อะไรเกี่ยวกับตา by jeabjira spu</title>
      <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs</link>
      <description>ให้นักเรียนเขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับตา จากการดูVDO</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-07-29 02:53:26 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2018-08-01 17:21:56 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>อรพรร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271354319</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 03:57:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271354319</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271355838</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึกร่วมกับระบบประสาทและสมอง<br>ส่วนประกอบสำคัญของตา ประกอบด้วย<br>1.เลนส์ตา<br>2.จอตา<br>3.ม่านตา<br>4.รูม่านตา<br>5.กระจกตา<br>ที่เราสามารถมองเห็นได้เกิดจากการที่แสงเข้ารูม่านตาแล้วผ่านส่วนต่างๆไปถึงชั้นจอตา แสงจะผ่านชั้นเซลล์ประสาทไปสู่เซลล์รับแสงเมื่อเซลล์รับแสงได้รับแสงแล้วก็จะเกิดกระแสประสาทที่ไซแนปอยู่แล้วไปตามเส้นประสาท Optic ไปยังสมองส่วนที่รับผิดชอบการมองเห็น ก็จะทำให้เราเห็นภาพนั้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 05:19:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271355838</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271356010</link>
         <description><![CDATA[<div>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย</div><div>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น</div><div>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง</div><div>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม</div><div>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา</div><div>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา</div><div>         </div><div>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด</div><div> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน</div><div>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้</div><div>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 05:30:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271356010</guid>
      </item>
      <item>
         <title>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27   5/6                       * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด         1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง                                       2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้                                           #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271356254</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 05:44:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271356254</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271361137</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนประกอบของตาที่สำคัญ<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวตัถุแลว้ส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข็มของแสงไปตกลงบนเรตินาให้เหมาะสม<br>-รูม่านตา เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br><br>-การมองเห็นสีต่างๆ เป็นหน้าที่ของเรตินา เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ<br>-เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้ เซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้เเก่สีน้ำเงิน เขียวและแดง <br>-เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำ แต่จำแนกสีไม่ได้</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 09:02:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271361137</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เป็นผัวยาบ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271361149</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 09:03:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271361149</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โชค</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271361154</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นผัวยาย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 09:03:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271361154</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271361941</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 09:36:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271361941</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วินัดดา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271364154</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 11:10:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271364154</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271364201</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คืออวัยวะรับความรู้สึกโครงสร้างในตามนุษย์มี3ชั้น<br>1.ชั้นสเคลอรา 2. ชั้นคอรอยด์ 3.ชั้นเรตินา<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ใกล้ : เลนส์ตาจะมีรูปร่างกลม<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ไกล : เลนส์ตาจะมีรูปร่างเเบน<br>หู คือโครงสร้างหูมนุษย์เเบ่งเป็น 3 ส่วน<br>1. หูส่วนนอก 2. หูส่วนกลาง <br>3.หูส่วนใน ส่วนในหูเเบ่งเป็น 2 บริเวณ<br>3.1บริเวณต่อจากกระดูกกระโกลน<br>3.2บริเวณround window<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 11:12:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271364201</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271364259</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 11:15:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271364259</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4  เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา</title>
         <author>rasikatr</author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271365329</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 12:10:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271365329</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271365575</link>
         <description><![CDATA[<div> ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน    ตาบอดสี<br>ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้ </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 12:22:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271365575</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271366650</link>
         <description><![CDATA[<div>การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 13:03:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271366650</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367156</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 13:18:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367156</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367190</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 13:18:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367190</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367194</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาจะมี receptor ที่ทำหน้าที่รับแสงอยู่ 2 ชนิดคือ 1. Rod cell จะรับแสงสีขาวดำ จะทำงานได้ดีในที่มืด 2. Cone cell จะรับแสงสีต่างๆ ทำหน้าที่ได้ดีในที่สว่างๆ&nbsp; โดยเซลล์ 2 ตัวนี้จะอยู่ชั้นในสุดของตา ที่เรียกว่า เรตินา&nbsp;<br>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ 1. Sclera อยู่ชั้นนอกสุด&nbsp;<br>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่&nbsp;<br>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง<br>(สายตาสั้น - คือภาพจะเกิดก่อนเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์เว้า<br>สายตายาว - คือภาพจะเกิดหลังเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์นูน)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 13:19:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367194</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367206</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในกามองเห็น แบ่งเป็น 3ส่วน คือ<br>1.สเคลอรา เป็นชั้นนอกสุด มีกระจกตาเป็นส่วนประกอบสำคัญ<br>2.โครอยด์ ทำหน้าที่ รับภาพรับแสง มีม่านตาเเละรูม่านตา<br>3.เรตินา เป็นชั้นในสุด มีเซลล์ 2ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง กับเซลล์รูปกรวย</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 13:19:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367206</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367962</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 13:45:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271367962</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ศ. ลลิตา​ คงคา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271368134</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 13:51:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271368134</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271368187</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก<br>ส่วนประกอบของตา<br>ชั้นนอกสุดคือ​ Sclera ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า​คือ​corneaหรือกระจกตา​ ​ในสุดเข้ามาคือchoroid<br>การมองเห็นภาพ​ ส่วนที่มองเห็นชัดที่สุดคือfovea<br>การมองเห็นภาพระยะใกล้รูปร่างจะอ้วนและหนามีความยาวโฟกัสสั้น<br>การมองเห็นภาพระยะไกลรูปร่างจะเล็กผอมแบน<br>สายตาสั้น​ เลนส์ตากลม​กระบอกตายาวใช้เเว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาวเลนส์ตาแบน​กระบอกตาสั้นใช้แว่นเลนส์นูน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 13:53:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271368187</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271369581</link>
         <description><![CDATA[<div>นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตรผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ <strong>สเคลอรา </strong> (sclera) <strong>โครอยด์</strong> (choroid) และ<strong>เรตินา</strong> (retina)<br><br></div><div>         <strong>สเคลอรา</strong> เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า<strong>กระจกตา</strong>(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br></div><div>        <strong>โครอยด์ </strong> เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี <strong>ม่านตา</strong> (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก <strong>รูม่านตา</strong> (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา <strong>นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br></strong><br></div><div><strong>         เรตินา</strong> เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ <strong>เซลล์รูปแท่ง</strong> (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น <strong>เซลล์รูปกรวย </strong> (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ <strong>เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  </strong>ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 14:33:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271369581</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271369749</link>
         <description><![CDATA[<div>    นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ <strong>สเคลอรา </strong> (sclera) <strong>โครอยด์</strong> (choroid) และ<strong>เรตินา</strong> (retina)<br><br></div><div>         <strong>สเคลอรา</strong> เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า <strong>กระจกตา</strong>(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br></div><div>        <strong>โครอยด์ </strong> เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี <strong>ม่านตา</strong> (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก <strong>รูม่านตา</strong> (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา <strong>นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br></strong><br></div><div><strong>         เรตินา</strong> เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ <strong>เซลล์รูปแท่ง</strong> (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น <strong>เซลล์รูปกรวย </strong> (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ <strong>เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  </strong>ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 14:37:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271369749</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271370137</link>
         <description><![CDATA[<div>ตามี3ส่วน คือ สเคอรา โครอยด์ และเรตินา ซึ่งสเคอราเป็นชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอันตรายและรักษาลูกตาให้คงรูปร่างอยู่ได้ และมีกระจกตาอยู่ตอนหน้าสุดลักษณะโปร่งใส ทำหน้าที่รับแสงเข้า โครอยด์ มีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านหน้าของเลนส์ตามีม่านตาและม่านตาก็มีรูม่านตาซึ่งทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้า เรตินาประกอบด้วยเซลล์2ชนิดคือเซลล์รูปแท่งกับเซลล์รูปกรวย รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงและแยกความแตกต่างของสีได้&nbsp;แม้แสงน้อยรูปกรวย แยกความแตกต่างของสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสงสว่างมากจึงจะบอกสีได้ชัดเจน </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 14:53:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271370137</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271370216</link>
         <description><![CDATA[<div>นัยน์ตาประกอบดวยส ้ ่วนสาคํ ญตั ่าง ๆ ดงนั ้ี<br>1. กระจกตา (Corner) อยภายนอกเลนส ู่ ์ตา มีลกษณะเป ั ็นเยอเหน ื่ ียวใส และบาง<br>2. ม่านตา (Iris) เป็นเน้<br>ือเยอสื่ ่วนที่มีสีของนยนั ์ตา ซ่ึงอาจมีสีดาํ สีน้<br>าตาล ํ หรือสีฟ้าแลวแต ้ ่เช้<br>ือชาติ<br>ทาหน ํ าท้ ี่เป็นม่านเปิดรูรับแสงใหใหญ ้ ่หรือเลก็ เพื่อช่วยใหแสงผ ้ านไปย ่ งเลนส ั ์ตาไดพอเหมาะ ้ ถาแสงสว ้ างมากม ่ ่านตาจะเปิดช่องเป็นรูเลก็ ๆ<br>และถาแสงสว ้ างน ่ อย้ ม่านตาจะเปิดช่องเป็นรูกวาง้ เพื่อไม่ใหเป้ ็นอนตรายต ั ่อเรตินา<br>3. รูม่านตา (Pupil) มีลกษณะเป ั ็นช่องกลมเลกๆ็ อยกลางม ู่ ่านตา เป็นส่วนที่มีสีเขมกลางน ้ ยนั ์ตา ทาหน ํ าท้ ี่เป็นช่องใหแสงผ ้ านไป ่<br>สู่เลนส์ตาขนาดของรูม่านตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปิดปิดของม่านตา<br>4. เลนส์ตา (Lens) มีลกษณะเป ั ็นเลนส์นูน ทาหน ํ าท้ ี่รับแสงและ หักเหแสง [1]เลนส์ตาสามารถปรับความยาว<br>โฟกสได ั ้<br>5. กลามเน ้ ้<br>ือตาหรือกลามเน ้ ้<br>ือยดเลนส ึ ์ตา (Ciliary muscle) สามารถคลายต ้ วหร ั ือหดตวั เพื่อปรับความยาวโฟกสของเลนส ั ์ตา ให้<br>สามารถมองเห็นวตถั ุไดช้ ดเจนท ั ี่ระยะต่างๆ<br>6. เรตินา (Retina) เป็นเน้ือเยอชื่ ้<br>นในส ั ุดทาหน ํ าท้ ี่เป็นฉากรับภาพที่เกิดจากการหกเหของแสงผ ั านเลนส ่ ์ตาประกอบดวยเซลล ้ ์<br>ประสาท 2 ชนิด คือ<br>6.1 เซลลประสาทร ์ ูปแท่ง (Rod Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบความม ั ืดและความสวาง่ ทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวาง่<br>นอย้<br>6.2 เซลลประสาทร ์ ูปกรวย (Cone Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบสั ีทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวางมาก</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 14:56:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271370216</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271370289</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ผนังลูกตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือ<br>1. สเคอรา หรือเปลือกลูกตา (sclera)<br>เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุด<br>2. คอรอยด์ (choroid)<br>เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้(ciliary body)&nbsp;<br>3. จอตาหรือเรตินา (retina)<br>เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์ซึ่งไวต่อแสง<br>มีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ&nbsp;<br>-เซลล์รูปแท่ง (rod cell)ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่างแต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้&nbsp;<br>-เซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 14:58:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271370289</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271406284</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>นัยน์ตาของคน มีลักษณะกลมอยู่ในเบ้าตา มีส่วนประกอบดังนี้</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;1. <strong>กระจกตา (Comea)</strong> เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าไปสู่ภายใน<br>&nbsp; &nbsp;2. <strong>ม่านตา (Iris)</strong> เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า ตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะที่จะผ่านไปสู่เลนส์ตา ม่านตาสามารถเปิดกว้างมากน้อยตามความสว่างของแสง ถ้าแสงสว่างมากม่านตาจะเปิดน้อย แสงสว่างน้อยม่านตาจะเปิดกว้าง<br>&nbsp; &nbsp;3. <strong>พิวพิล (Pupil)</strong> เป็นสีดำอยู่ตรงกลางนัยน์ตา ซึ่งเรียกว่า รูม่านตา พิวพิล ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>&nbsp; &nbsp;4. <strong>เลนส์ตา (Lens)</strong> เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา เลนส์ตาทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>&nbsp; &nbsp;5. <strong>จอตา (Retina)</strong> เป็นเยื่อชั้นในสุด ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ จอตาประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง (Rod cell) กับเซลล์รูปกรวย (Cone cell)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การทำงานของเซลล์รูปแท่ง เซลล์รูปแท่งทำหน้าที่รับแสงทำให้มองเห็นรูปร่างของวัตถุต่างๆ ได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การทำงานของเซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยทำหน้าที่รับสีทำให้มองเห็นวัตถุมีสีต่างๆ เซลล์รูปกรวยจะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างมาก<br>&nbsp; &nbsp;6. <strong>โฟเวีย (Fovea) </strong>หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด จึงเป็นบริเวณที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>&nbsp; &nbsp;7. จุ<strong>ดบอดแสง (Blind spot)</strong> เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเลือดผ่านเข้าสู่นัยน์ตาไม่มี เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้นถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 02:27:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271406284</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวณัฏฐณิชา  ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271406989</link>
         <description><![CDATA[<div>  ตา หรือ ดวงตา(eye) เป็นอวัยวะมีหน้าที่รับรู้การมองเห็น เป็นอวัยวะคู่ ซ้ายขวา อยู่บนใบหน้า ส่วนที่มีหน้าที่ในการรับรู้การมองเห็นของตา เรียกว่า ลูกตา (eye ball) จะอยู่ในกระดูกกะโหลกส่วนที่เรียกว่า เบ้าตา (orbit) ลูกตา ได้รับการปกป้องจาก เบ้าตา และจากหนังตา และมีน้ำตาซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา เป็นตัวช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเนื้อเยื่อที่ปกคลุมส่วนนอกของลูกตา<br><strong>สเคลอรา</strong> เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา<br><strong>โครอยด์</strong> เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง<br><strong>เรตินา</strong> เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 02:32:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271406989</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กนกวรรณ ช่วยคง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271409113</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 02:52:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271409113</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271409189</link>
         <description><![CDATA[<div>ม.5/6 เลขที่ 34<br> ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br>&nbsp;1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>&nbsp; #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 02:53:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271409189</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271409662</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br>&nbsp;1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>&nbsp; #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 02:58:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271409662</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271420158</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>น.ส.วิชานาถ แซ่โค้ว ม.5/4 เลขที่ 23</strong><br>ตา ทำหน้าที่ในการมองเห็น แบ่งเป็น 3 ชั้น จากด้านนอกคือ<br><strong>สเคลอรา</strong> มีความเหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น มีกระจกตา ไม่มีหลอดเลือด ทำให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br><strong>โครอยด์</strong> มีสารสีป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านชั้นเรติน่า มีหลอดเลือดมาเลี้ยง <br><strong>เรติน่า</strong> มีเซลล์รับแสง <em>เซลล์รูปแท่ง</em> ไวต่อการรับแสงแม้ในที่สว่างน้อย<br><em>เซลล์รูปกรวย</em> แยกความแตกต่าของสี<br><em>จุดโฟเวีย</em>เป็นจุดที่มองเห็นภาพชัดที่สุด อยู่บริเวณตรงกลางเรตินา<br><em>จุดบอด</em>เป็นจุดที่มองไม่เห็นภาพ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 05:07:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271420158</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271420175</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ตา</strong> คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตาของ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A1">สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%81">สัตว์ปีก</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99">สัตว์เลื้อยคลาน</a> และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3">สัตว์น้ำ</a> โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/3_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4">3 มิติ</a><br>ประกอบไปด้วย&nbsp;<br><br></div><ul><li>กระจกตา (Cornea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าสุดของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภาย ใน ปัจจุบันถ้ากระจกตาเสีย สามารถสามารถเปลี่ยนกระจกตาได้ โดยนำกระจกตาของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วาเปลี่ยนทดแทนได้</li><li>ม่านตา (lris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้าตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมการขยายของรูม่านตาเพื่อให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปสู่เลนส์ตา อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อแสงสว่างมากม่านตาจะควบคุม ให้รูม่านตาเปิดน้อย และเมื่อแสงสว่างน้อยก็จะควบคุมให้รูม่านตาเปิดกว้าง</li><li>รูม่านตา (Pupil)เป็นสีดำอยู่ตรงกลางม่านตา ทำหน้าที่เป็นช่องทำให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา</li><li>เลนส์ตา (Lens)เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเลนส์ตา&nbsp; ทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<ul><li>โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตาเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด&nbsp; จึงเป็นบริเวณ ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด</li><li><strong>จุดบอดแสง (Blind spot)</strong> เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเส้นเลือดผ่านเข้าสู่ในตา ไม่มีเซลล์รูปแท่ง หรือ&nbsp; เซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้น ถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย</li><li><strong>เปลือกตา (Rid) </strong>เป็นส่วนที่ปิดเลนส์ในตา ป้องกันสิ่งสกปรกเศษผงต่างๆ เข้าตา</li><li><strong>กระบอกตา (Sclera)</strong> เป็นเยื่อชั้นนอกสุด หนาและเหนียว ทำให้ลูกตาคงรูป มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ส่วนตาขาวและ กระจกตา</li></ul></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 05:07:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271420175</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชลันดา  สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271424530</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ตา</strong> คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ&nbsp; retina&nbsp;<br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุดคือ สเกลา<br><br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>นายวโรดม เป็งเรือน 5/4<br><br>นิรนาม<br>3 นาที<br>นายวโรดม เป็งเรือน&nbsp; 5/4<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>น.ส.ชลันดา&nbsp; สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ เรติ&nbsp;<br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุด<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตาของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, สัตว์ปีก, สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ 3 มิติ<br>ประกอบไปด้วย&nbsp;<br><br>กระจกตา (Cornea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าสุดของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภาย ใน ปัจจุบันถ้ากระจกตาเสีย สามารถสามารถเปลี่ยนกระจกตาได้ โดยนำกระจกตาของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วาเปลี่ยนทดแทนได้<br>ม่านตา (lris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้าตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมการขยายของรูม่านตาเพื่อให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปสู่เลนส์ตา อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อแสงสว่างมากม่านตาจะควบคุม ให้รูม่านตาเปิดน้อย และเมื่อแสงสว่างน้อยก็จะควบคุมให้รูม่านตาเปิดกว้าง<br>รูม่านตา (Pupil)เป็นสีดำอยู่ตรงกลางม่านตา ทำหน้าที่เป็นช่องทำให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>เลนส์ตา (Lens)เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเลนส์ตา&nbsp; ทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตาเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด&nbsp; จึงเป็นบริเวณ ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเส้นเลือดผ่านเข้าสู่ในตา ไม่มีเซลล์รูปแท่ง หรือ&nbsp; เซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้น ถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br>เปลือกตา (Rid) เป็นส่วนที่ปิดเลนส์ในตา ป้องกันสิ่งสกปรกเศษผงต่างๆ เข้าตา<br>กระบอกตา (Sclera) เป็นเยื่อชั้นนอกสุด หนาและเหนียว ทำให้ลูกตาคงรูป มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ส่วนตาขาวและ กระจกตา<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.วิชานาถ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br> น.ส.วิชานาถ แซ่โค้ว ม.5/4 เลขที่ 23<br>ตา ทำหน้าที่ในการมองเห็น แบ่งเป็น 3 ชั้น จากด้านนอกคือ<br>สเคลอรา มีความเหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น มีกระจกตา ไม่มีหลอดเลือด ทำให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br>โครอยด์ มีสารสีป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านชั้นเรติน่า มีหลอดเลือดมาเลี้ยง&nbsp;<br>เรติน่า มีเซลล์รับแสง เซลล์รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงแม้ในที่สว่างน้อย<br>เซลล์รูปกรวย แยกความแตกต่าของสี<br>จุดโฟเวียเป็นจุดที่มองเห็นภาพชัดที่สุด อยู่บริเวณตรงกลางเรตินา<br>จุดบอดเป็นจุดที่มองไม่เห็นภาพ<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>&nbsp; #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br>ม.5/6 เลขที่ 34<br> ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>&nbsp; #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br>&nbsp;<br>more_vert<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br>&nbsp;<br>more_vert<br>นางสาวณัฏฐณิชา ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br>นางสาวณัฏฐณิชา&nbsp; ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br>&nbsp; ตา หรือ ดวงตา(eye) เป็นอวัยวะมีหน้าที่รับรู้การมองเห็น เป็นอวัยวะคู่ ซ้ายขวา อยู่บนใบหน้า ส่วนที่มีหน้าที่ในการรับรู้การมองเห็นของตา เรียกว่า ลูกตา (eye ball) จะอยู่ในกระดูกกะโหลกส่วนที่เรียกว่า เบ้าตา (orbit) ลูกตา ได้รับการปกป้องจาก เบ้าตา และจากหนังตา และมีน้ำตาซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา เป็นตัวช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเนื้อเยื่อที่ปกคลุมส่วนนอกของลูกตา<br>สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา<br>โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง<br>เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย&nbsp; (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br>&nbsp;<br>more_vert<br>นัยน์ตาของคน<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาของคน มีลักษณะกลมอยู่ในเบ้าตา มีส่วนประกอบดังนี้<br>&nbsp; &nbsp;1. กระจกตา (Comea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าไปสู่ภายใน<br>&nbsp; &nbsp;2. ม่านตา (Iris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า ตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะที่จะผ่านไปสู่เลนส์ตา ม่านตาสามารถเปิดกว้างมากน้อยตามความสว่างของแสง ถ้าแสงสว่างมากม่านตาจะเปิดน้อย แสงสว่างน้อยม่านตาจะเปิดกว้าง<br>&nbsp; &nbsp;3. พิวพิล (Pupil) เป็นสีดำอยู่ตรงกลางนัยน์ตา ซึ่งเรียกว่า รูม่านตา พิวพิล ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>&nbsp; &nbsp;4. เลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา เลนส์ตาทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>&nbsp; &nbsp;5. จอตา (Retina) เป็นเยื่อชั้นในสุด ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ จอตาประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง (Rod cell) กับเซลล์รูปกรวย (Cone cell)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การทำงานของเซลล์รูปแท่ง เซลล์รูปแท่งทำหน้าที่รับแสงทำให้มองเห็นรูปร่างของวัตถุต่างๆ ได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การทำงานของเซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยทำหน้าที่รับสีทำให้มองเห็นวัตถุมีสีต่างๆ เซลล์รูปกรวยจะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างมาก<br>&nbsp; &nbsp;6. โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด จึงเป็นบริเวณที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>&nbsp; &nbsp;7. จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเลือดผ่านเข้าสู่นัยน์ตาไม่มี เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้นถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br>&nbsp;<br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>ผนังลูกตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือ<br>1. สเคอรา หรือเปลือกลูกตา (sclera)<br>เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุด<br>2. คอรอยด์ (choroid)<br>เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้(ciliary body)&nbsp;<br>3. จอตาหรือเรตินา (retina)<br>เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์ซึ่งไวต่อแสง<br>มีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ&nbsp;<br>-เซลล์รูปแท่ง (rod cell)ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่างแต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้&nbsp;<br>-เซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br>&nbsp;<br>more_vert<br>นัยน์ตาประกอบดวยส ้<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาประกอบดวยส ้ ่วนสาคํ ญตั ่าง ๆ ดงนั ้ี<br>1. กระจกตา (Corner) อยภายนอกเลนส ู่ ์ตา มีลกษณะเป ั ็นเยอเหน ื่ ียวใส และบาง<br>2. ม่านตา (Iris) เป็นเน้<br>ือเยอสื่ ่วนที่มีสีของนยนั ์ตา ซ่ึงอาจมีสีดาํ สีน้<br>าตาล ํ หรือสีฟ้าแลวแต ้ ่เช้<br>ือชาติ<br>ทาหน ํ าท้ ี่เป็นม่านเปิดรูรับแสงใหใหญ ้ ่หรือเลก็ เพื่อช่วยใหแสงผ ้ านไปย ่ งเลนส ั ์ตาไดพอเหมาะ ้ ถาแสงสว ้ างมากม ่ ่านตาจะเปิดช่องเป็นรูเลก็ ๆ<br>และถาแสงสว ้ างน ่ อย้ ม่านตาจะเปิดช่องเป็นรูกวาง้ เพื่อไม่ใหเป้ ็นอนตรายต ั ่อเรตินา<br>3. รูม่านตา (Pupil) มีลกษณะเป ั ็นช่องกลมเลกๆ็ อยกลางม ู่ ่านตา เป็นส่วนที่มีสีเขมกลางน ้ ยนั ์ตา ทาหน ํ าท้ ี่เป็นช่องใหแสงผ ้ านไป ่<br>สู่เลนส์ตาขนาดของรูม่านตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปิดปิดของม่านตา<br>4. เลนส์ตา (Lens) มีลกษณะเป ั ็นเลนส์นูน ทาหน ํ าท้ ี่รับแสงและ หักเหแสง [1]เลนส์ตาสามารถปรับความยาว<br>โฟกสได ั ้<br>5. กลามเน ้ ้<br>ือตาหรือกลามเน ้ ้<br>ือยดเลนส ึ ์ตา (Ciliary muscle) สามารถคลายต ้ วหร ั ือหดตวั เพื่อปรับความยาวโฟกสของเลนส ั ์ตา ให้<br>สามารถมองเห็นวตถั ุไดช้ ดเจนท ั ี่ระยะต่างๆ<br>6. เรตินา (Retina) เป็นเน้ือเยอชื่ ้<br>นในส ั ุดทาหน ํ าท้ ี่เป็นฉากรับภาพที่เกิดจากการหกเหของแสงผ ั านเลนส ่ ์ตาประกอบดวยเซลล ้ ์<br>ประสาท 2 ชนิด คือ<br>6.1 เซลลประสาทร ์ ูปแท่ง (Rod Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบความม ั ืดและความสวาง่ ทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวาง่<br>นอย้<br>6.2 เซลลประสาทร ์ ูปกรวย (Cone Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบสั ีทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวางมาก<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br>ตามี3ส่วน คือ สเคอรา โครอยด์ และเรตินา ซึ่งสเคอราเป็นชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอันตรายและรักษาลูกตาให้คงรูปร่างอยู่ได้ และมีกระจกตาอยู่ตอนหน้าสุดลักษณะโปร่งใส ทำหน้าที่รับแสงเข้า โครอยด์ มีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านหน้าของเลนส์ตามีม่านตาและม่านตาก็มีรูม่านตาซึ่งทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้า เรตินาประกอบด้วยเซลล์2ชนิดคือเซลล์รูปแท่งกับเซลล์รูปกรวย รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงและแยกความแตกต่างของสีได้ แม้แสงน้อยรูปกรวย แยกความแตกต่างของสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสงสว่างมากจึงจะบอกสีได้ชัดเจน&nbsp;<br>&nbsp;<br>more_vert<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br>&nbsp; &nbsp; นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา&nbsp; (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครอยด์&nbsp; เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย&nbsp; (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2&nbsp; ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br>นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตรผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา&nbsp; (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่ากระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครอยด์&nbsp; เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย&nbsp; (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2&nbsp; ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br><br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก<br>ส่วนประกอบของตา<br>ชั้นนอกสุดคือ​ Sclera ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า​คือ​corneaหรือกระจกตา​ ​ในสุดเข้ามาคือchoroid<br>การมองเห็นภาพ​ ส่วนที่มองเห็นชัดที่สุดคือfovea<br>การมองเห็นภาพระยะใกล้รูปร่างจะอ้วนและหนามีความยาวโฟกัสสั้น<br>การมองเห็นภาพระยะไกลรูปร่างจะเล็กผอมแบน<br>สายตาสั้น​ เลนส์ตากลม​กระบอกตายาวใช้เเว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาวเลนส์ตาแบน​กระบอกตาสั้นใช้แว่นเลนส์นูน<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br>&nbsp;<br>more_vert<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในกามองเห็น แบ่งเป็น 3ส่วน คือ<br>1.สเคลอรา เป็นชั้นนอกสุด มีกระจกตาเป็นส่วนประกอบสำคัญ<br>2.โครอยด์ ทำหน้าที่ รับภาพรับแสง มีม่านตาเเละรูม่านตา<br>3.เรตินา เป็นชั้นในสุด มีเซลล์ 2ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง กับเซลล์รูปกรวย<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br>ตาจะมี receptor ที่ทำหน้าที่รับแสงอยู่ 2 ชนิดคือ 1. Rod cell จะรับแสงสีขาวดำ จะทำงานได้ดีในที่มืด 2. Cone cell จะรับแสงสีต่างๆ ทำหน้าที่ได้ดีในที่สว่างๆ&nbsp; โดยเซลล์ 2 ตัวนี้จะอยู่ชั้นในสุดของตา ที่เรียกว่า เรตินา&nbsp;<br>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ 1. Sclera อยู่ชั้นนอกสุด&nbsp;<br>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่&nbsp;<br>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง<br>(สายตาสั้น - คือภาพจะเกิดก่อนเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์เว้า<br>สายตายาว - คือภาพจะเกิดหลังเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์นูน)<br>&nbsp;<br>more_vert<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br>การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น<br>&nbsp;<br>more_vert<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br> ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน&nbsp; &nbsp; ตาบอดสี<br>ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้&nbsp;<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4 เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4&nbsp; เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br>ตา คืออวัยวะรับความรู้สึกโครงสร้างในตามนุษย์มี3ชั้น<br>1.ชั้นสเคลอรา 2. ชั้นคอรอยด์ 3.ชั้นเรตินา<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ใกล้ : เลนส์ตาจะมีรูปร่างกลม<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ไกล : เลนส์ตาจะมีรูปร่างเเบน<br>หู คือโครงสร้างหูมนุษย์เเบ่งเป็น 3 ส่วน<br>1. หูส่วนนอก 2. หูส่วนกลาง&nbsp;<br>3.หูส่วนใน ส่วนในหูเเบ่งเป็น 2 บริเวณ<br>3.1บริเวณต่อจากกระดูกกระโกลน<br>3.2บริเวณround window<br><br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br>&nbsp;<br>more_vert<br>วินัดดา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>วินัดดา<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น<br>&nbsp;<br>more_vert<br>โชค<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>โชค<br>เป็นผัวยาย<br><br>&nbsp;<br>more_vert<br>เป็นผัวยาบ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>เป็นผัวยาบ<br>&nbsp;<br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br>ส่วนประกอบของตาที่สำคัญ<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวตัถุแลว้ส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข็มของแสงไปตกลงบนเรตินาให้เหมาะสม<br>-รูม่านตา เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br><br>-การมองเห็นสีต่างๆ เป็นหน้าที่ของเรตินา เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ<br>-เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้ เซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้เเก่สีน้ำเงิน เขียวและแดง&nbsp;<br>-เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำ แต่จำแนกสีไม่ได้<br>&nbsp;<br>more_vert<br>&nbsp; &nbsp; น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27 5/6 * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด&nbsp; 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง 2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้ #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>&nbsp; &nbsp; น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27 &nbsp; 5/6&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;* ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;#เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br>&nbsp;<br>more_vert<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>&nbsp; #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br>&nbsp;<br>more_vert<br>อรพรร<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>อรพรร<br>&nbsp;<br>more_vert<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึกร่วมกับระบบประสาทและสมอง<br>ส่วนประกอบสำคัญของตา ประกอบด้วย<br>1.เลนส์ตา<br>2.จอตา<br>3.ม่านตา<br>4.รูม่านตา<br>5.กระจกตา<br>ที่เราสามารถมองเห็นได้เกิดจากการที่แสงเข้ารูม่านตาแล้วผ่านส่วนต่างๆไปถึงชั้นจอตา แสงจะผ่านชั้นเซลล์ประสาทไปสู่เซลล์รับแสงเมื่อเซลล์รับแสงได้รับแสงแล้วก็จะเกิดกระแสประสาทที่ไซแนปอยู่แล้วไปตามเส้นประสาท Optic ไปยังสมองส่วนที่รับผิดชอบการมองเห็น ก็จะทำให้เราเห็นภาพนั้น<br>&nbsp;<br>more_vert<br> เสร็จสิ้น<br>Bold<br>Italic<br>Strikethrough<br>Link<br>Highlight<br>Superscript<br>Subscript<br>Quote<br>Code<br>Math<br>Bullets<br>Numbers<br>Decrease Level<br>Increase Level<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br><br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ เรติ&nbsp;<br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุด<br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 06:23:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271424530</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายวโรดม เป็งเรือน  5/4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271424617</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 06:24:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271424617</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายวโรดม  เป็งเรือน ม.5/4 เลขที่ 5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271425321</link>
         <description><![CDATA[<div>กระจกตา(Cornea)   <br>เป็นส่วนของตาดำ บางคนเปรียบเปรยว่าเป็นหน้าต่างของดวงตา<br><br>ม่านตา(Iris)   <br>เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br><br>เลนส์แก้วตา(Lens)<br>หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้น<br><br>รูม่านตา(Pupil)<br>มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 06:31:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271425321</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271430360</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นประกอบด้วย<br>Sclera เป็นอวัยวะชั้นนอกสุดของตา ป้องกันอันตราย<br>Choroid </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 08:07:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271430360</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271430579</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นประกอบด้วย<br>Sclera เป็นอวัยวะชั้นนอกสุดของตา ป้องกันอันตราย<br>Choroid </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 08:10:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271430579</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271430612</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น<br>ชั้นนอกสุดคือ Sclera<br>ชั้นกลางคือ Choroid<br>ชั้นนอกสุดคือ Retina<br> <br><br>help_outline<br><br>more_horiz<br>รู้อะไรเกี่ยวกับตา<br>ให้นักเรียนเขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับตา จากการดูVDO<br>jeabjira spu<br> + 26<br>●<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br> ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นประกอบด้วย<br>Sclera เป็นอวัยวะชั้นนอกสุดของตา ป้องกันอันตราย<br>Choroid <br> <br>more_vert<br>ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งนาที<br>ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่17<br>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นประกอบด้วย<br>Sclera เป็นอวัยวะชั้นนอกสุดของตา ป้องกันอันตราย<br>Choroid <br> <br>more_vert<br>นายวโรดม เป็งเรือน ม.5/4 เลขที่ 5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 2 ชั่วโมง<br>นายวโรดม  เป็งเรือน ม.5/4 เลขที่ 5<br>กระจกตา(Cornea)   <br>เป็นส่วนของตาดำ บางคนเปรียบเปรยว่าเป็นหน้าต่างของดวงตา<br><br>ม่านตา(Iris)   <br>เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br><br>เลนส์แก้วตา(Lens)<br>หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้น<br><br>รูม่านตา(Pupil)<br>มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา<br><br> <br>more_vert<br>นายวโรดม เป็งเรือน 5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 2 ชั่วโมง<br>นายวโรดม เป็งเรือน  5/4<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 2 ชั่วโมง<br>น.ส.ชลันดา  สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ  retina <br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุดคือ สเกลา<br><br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>นายวโรดม เป็งเรือน 5/4<br><br>นิรนาม<br>3 นาที<br>นายวโรดม เป็งเรือน  5/4<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>น.ส.ชลันดา  สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ เรติ <br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุด<br> <br>more_vert<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตาของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, สัตว์ปีก, สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ 3 มิติ<br>ประกอบไปด้วย <br><br>กระจกตา (Cornea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าสุดของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภาย ใน ปัจจุบันถ้ากระจกตาเสีย สามารถสามารถเปลี่ยนกระจกตาได้ โดยนำกระจกตาของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วาเปลี่ยนทดแทนได้<br>ม่านตา (lris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้าตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมการขยายของรูม่านตาเพื่อให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปสู่เลนส์ตา อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อแสงสว่างมากม่านตาจะควบคุม ให้รูม่านตาเปิดน้อย และเมื่อแสงสว่างน้อยก็จะควบคุมให้รูม่านตาเปิดกว้าง<br>รูม่านตา (Pupil)เป็นสีดำอยู่ตรงกลางม่านตา ทำหน้าที่เป็นช่องทำให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>เลนส์ตา (Lens)เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเลนส์ตา  ทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตาเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด  จึงเป็นบริเวณ ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเส้นเลือดผ่านเข้าสู่ในตา ไม่มีเซลล์รูปแท่ง หรือ  เซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้น ถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br>เปลือกตา (Rid) เป็นส่วนที่ปิดเลนส์ในตา ป้องกันสิ่งสกปรกเศษผงต่างๆ เข้าตา<br>กระบอกตา (Sclera) เป็นเยื่อชั้นนอกสุด หนาและเหนียว ทำให้ลูกตาคงรูป มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ส่วนตาขาวและ กระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส.วิชานาถ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br> น.ส.วิชานาถ แซ่โค้ว ม.5/4 เลขที่ 23<br>ตา ทำหน้าที่ในการมองเห็น แบ่งเป็น 3 ชั้น จากด้านนอกคือ<br>สเคลอรา มีความเหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น มีกระจกตา ไม่มีหลอดเลือด ทำให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br>โครอยด์ มีสารสีป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านชั้นเรติน่า มีหลอดเลือดมาเลี้ยง <br>เรติน่า มีเซลล์รับแสง เซลล์รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงแม้ในที่สว่างน้อย<br>เซลล์รูปกรวย แยกความแตกต่าของสี<br>จุดโฟเวียเป็นจุดที่มองเห็นภาพชัดที่สุด อยู่บริเวณตรงกลางเรตินา<br>จุดบอดเป็นจุดที่มองไม่เห็นภาพ<br> <br>more_vert<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br>ม.5/6 เลขที่ 34<br> ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br> <br>more_vert<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br> <br>more_vert<br>นางสาวณัฏฐณิชา ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br>นางสาวณัฏฐณิชา  ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br>  ตา หรือ ดวงตา(eye) เป็นอวัยวะมีหน้าที่รับรู้การมองเห็น เป็นอวัยวะคู่ ซ้ายขวา อยู่บนใบหน้า ส่วนที่มีหน้าที่ในการรับรู้การมองเห็นของตา เรียกว่า ลูกตา (eye ball) จะอยู่ในกระดูกกะโหลกส่วนที่เรียกว่า เบ้าตา (orbit) ลูกตา ได้รับการปกป้องจาก เบ้าตา และจากหนังตา และมีน้ำตาซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา เป็นตัวช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเนื้อเยื่อที่ปกคลุมส่วนนอกของลูกตา<br>สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา<br>โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง<br>เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาของคน<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาของคน มีลักษณะกลมอยู่ในเบ้าตา มีส่วนประกอบดังนี้<br>   1. กระจกตา (Comea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าไปสู่ภายใน<br>   2. ม่านตา (Iris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า ตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะที่จะผ่านไปสู่เลนส์ตา ม่านตาสามารถเปิดกว้างมากน้อยตามความสว่างของแสง ถ้าแสงสว่างมากม่านตาจะเปิดน้อย แสงสว่างน้อยม่านตาจะเปิดกว้าง<br>   3. พิวพิล (Pupil) เป็นสีดำอยู่ตรงกลางนัยน์ตา ซึ่งเรียกว่า รูม่านตา พิวพิล ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>   4. เลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา เลนส์ตาทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>   5. จอตา (Retina) เป็นเยื่อชั้นในสุด ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ จอตาประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง (Rod cell) กับเซลล์รูปกรวย (Cone cell)<br>       การทำงานของเซลล์รูปแท่ง เซลล์รูปแท่งทำหน้าที่รับแสงทำให้มองเห็นรูปร่างของวัตถุต่างๆ ได้<br>       การทำงานของเซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยทำหน้าที่รับสีทำให้มองเห็นวัตถุมีสีต่างๆ เซลล์รูปกรวยจะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างมาก<br>   6. โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด จึงเป็นบริเวณที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>   7. จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเลือดผ่านเข้าสู่นัยน์ตาไม่มี เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้นถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>ผนังลูกตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือ<br>1. สเคอรา หรือเปลือกลูกตา (sclera)<br>เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุด<br>2. คอรอยด์ (choroid)<br>เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้(ciliary body) <br>3. จอตาหรือเรตินา (retina)<br>เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์ซึ่งไวต่อแสง<br>มีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ <br>-เซลล์รูปแท่ง (rod cell)ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่างแต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ <br>-เซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาประกอบดวยส ้<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาประกอบดวยส ้ ่วนสาคํ ญตั ่าง ๆ ดงนั ้ี<br>1. กระจกตา (Corner) อยภายนอกเลนส ู่ ์ตา มีลกษณะเป ั ็นเยอเหน ื่ ียวใส และบาง<br>2. ม่านตา (Iris) เป็นเน้<br>ือเยอสื่ ่วนที่มีสีของนยนั ์ตา ซ่ึงอาจมีสีดาํ สีน้<br>าตาล ํ หรือสีฟ้าแลวแต ้ ่เช้<br>ือชาติ<br>ทาหน ํ าท้ ี่เป็นม่านเปิดรูรับแสงใหใหญ ้ ่หรือเลก็ เพื่อช่วยใหแสงผ ้ านไปย ่ งเลนส ั ์ตาไดพอเหมาะ ้ ถาแสงสว ้ างมากม ่ ่านตาจะเปิดช่องเป็นรูเลก็ ๆ<br>และถาแสงสว ้ างน ่ อย้ ม่านตาจะเปิดช่องเป็นรูกวาง้ เพื่อไม่ใหเป้ ็นอนตรายต ั ่อเรตินา<br>3. รูม่านตา (Pupil) มีลกษณะเป ั ็นช่องกลมเลกๆ็ อยกลางม ู่ ่านตา เป็นส่วนที่มีสีเขมกลางน ้ ยนั ์ตา ทาหน ํ าท้ ี่เป็นช่องใหแสงผ ้ านไป ่<br>สู่เลนส์ตาขนาดของรูม่านตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปิดปิดของม่านตา<br>4. เลนส์ตา (Lens) มีลกษณะเป ั ็นเลนส์นูน ทาหน ํ าท้ ี่รับแสงและ หักเหแสง [1]เลนส์ตาสามารถปรับความยาว<br>โฟกสได ั ้<br>5. กลามเน ้ ้<br>ือตาหรือกลามเน ้ ้<br>ือยดเลนส ึ ์ตา (Ciliary muscle) สามารถคลายต ้ วหร ั ือหดตวั เพื่อปรับความยาวโฟกสของเลนส ั ์ตา ให้<br>สามารถมองเห็นวตถั ุไดช้ ดเจนท ั ี่ระยะต่างๆ<br>6. เรตินา (Retina) เป็นเน้ือเยอชื่ ้<br>นในส ั ุดทาหน ํ าท้ ี่เป็นฉากรับภาพที่เกิดจากการหกเหของแสงผ ั านเลนส ่ ์ตาประกอบดวยเซลล ้ ์<br>ประสาท 2 ชนิด คือ<br>6.1 เซลลประสาทร ์ ูปแท่ง (Rod Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบความม ั ืดและความสวาง่ ทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวาง่<br>นอย้<br>6.2 เซลลประสาทร ์ ูปกรวย (Cone Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบสั ีทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวางมาก<br> <br>more_vert<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br>ตามี3ส่วน คือ สเคอรา โครอยด์ และเรตินา ซึ่งสเคอราเป็นชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอันตรายและรักษาลูกตาให้คงรูปร่างอยู่ได้ และมีกระจกตาอยู่ตอนหน้าสุดลักษณะโปร่งใส ทำหน้าที่รับแสงเข้า โครอยด์ มีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านหน้าของเลนส์ตามีม่านตาและม่านตาก็มีรูม่านตาซึ่งทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้า เรตินาประกอบด้วยเซลล์2ชนิดคือเซลล์รูปแท่งกับเซลล์รูปกรวย รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงและแยกความแตกต่างของสีได้ แม้แสงน้อยรูปกรวย แยกความแตกต่างของสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสงสว่างมากจึงจะบอกสีได้ชัดเจน <br> <br>more_vert<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br>    นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br>นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตรผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่ากระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก<br>ส่วนประกอบของตา<br>ชั้นนอกสุดคือ​ Sclera ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า​คือ​corneaหรือกระจกตา​ ​ในสุดเข้ามาคือchoroid<br>การมองเห็นภาพ​ ส่วนที่มองเห็นชัดที่สุดคือfovea<br>การมองเห็นภาพระยะใกล้รูปร่างจะอ้วนและหนามีความยาวโฟกัสสั้น<br>การมองเห็นภาพระยะไกลรูปร่างจะเล็กผอมแบน<br>สายตาสั้น​ เลนส์ตากลม​กระบอกตายาวใช้เเว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาวเลนส์ตาแบน​กระบอกตาสั้นใช้แว่นเลนส์นูน<br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br> <br>more_vert<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในกามองเห็น แบ่งเป็น 3ส่วน คือ<br>1.สเคลอรา เป็นชั้นนอกสุด มีกระจกตาเป็นส่วนประกอบสำคัญ<br>2.โครอยด์ ทำหน้าที่ รับภาพรับแสง มีม่านตาเเละรูม่านตา<br>3.เรตินา เป็นชั้นในสุด มีเซลล์ 2ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง กับเซลล์รูปกรวย<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br> <br>more_vert<br>น.ส.<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.<br> <br>more_vert<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br>ตาจะมี receptor ที่ทำหน้าที่รับแสงอยู่ 2 ชนิดคือ 1. Rod cell จะรับแสงสีขาวดำ จะทำงานได้ดีในที่มืด 2. Cone cell จะรับแสงสีต่างๆ ทำหน้าที่ได้ดีในที่สว่างๆ  โดยเซลล์ 2 ตัวนี้จะอยู่ชั้นในสุดของตา ที่เรียกว่า เรตินา <br>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ 1. Sclera อยู่ชั้นนอกสุด <br>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่ <br>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง<br>(สายตาสั้น - คือภาพจะเกิดก่อนเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์เว้า<br>สายตายาว - คือภาพจะเกิดหลังเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์นูน)<br> <br>more_vert<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br>การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น<br> <br>more_vert<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br> ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน    ตาบอดสี<br>ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้ <br> <br>more_vert<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4 เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4  เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br>ตา คืออวัยวะรับความรู้สึกโครงสร้างในตามนุษย์มี3ชั้น<br>1.ชั้นสเคลอรา 2. ชั้นคอรอยด์ 3.ชั้นเรตินา<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ใกล้ : เลนส์ตาจะมีรูปร่างกลม<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ไกล : เลนส์ตาจะมีรูปร่างเเบน<br>หู คือโครงสร้างหูมนุษย์เเบ่งเป็น 3 ส่วน<br>1. หูส่วนนอก 2. หูส่วนกลาง <br>3.หูส่วนใน ส่วนในหูเเบ่งเป็น 2 บริเวณ<br>3.1บริเวณต่อจากกระดูกกระโกลน<br>3.2บริเวณround window<br><br> <br>more_vert<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br> <br>more_vert<br>วินัดดา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>วินัดดา<br> <br>more_vert<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น<br> <br>more_vert<br>โชค<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>โชค<br>เป็นผัวยาย<br><br> <br>more_vert<br>เป็นผัวยาบ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>เป็นผัวยาบ<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br>ส่วนประกอบของตาที่สำคัญ<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวตัถุแลว้ส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข็มของแสงไปตกลงบนเรตินาให้เหมาะสม<br>-รูม่านตา เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br><br>-การมองเห็นสีต่างๆ เป็นหน้าที่ของเรตินา เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ<br>-เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้ เซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้เเก่สีน้ำเงิน เขียวและแดง <br>-เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำ แต่จำแนกสีไม่ได้<br> <br>more_vert<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27 5/6 * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด  1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง 2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้ #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27   5/6                       * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด         1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง                                       2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้                                           #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>อรพรร<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>อรพรร<br> <br>more_vert<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึกร่วมกับระบบประสาทและสมอง<br>ส่วนประกอบสำคัญของตา ประกอบด้วย<br>1.เลนส์ตา<br>2.จอตา<br>3.ม่านตา<br>4.รูม่านตา<br>5.กระจกตา<br>ที่เราสามารถมองเห็นได้เกิดจากการที่แสงเข้ารูม่านตาแล้วผ่านส่วนต่างๆไปถึงชั้นจอตา แสงจะผ่านชั้นเซลล์ประสาทไปสู่เซลล์รับแสงเมื่อเซลล์รับแสงได้รับแสงแล้วก็จะเกิดกระแสประสาทที่ไซแนปอยู่แล้วไปตามเส้นประสาท Optic ไปยังสมองส่วนที่รับผิดชอบการมองเห็น ก็จะทำให้เราเห็นภาพนั้น<br> <br>more_vert<br> เสร็จสิ้น<br>Bold<br>Italic<br>Strikethrough<br>Link<br>Highlight<br>Superscript<br>Subscript<br>Quote<br>Code<br>Math<br>Bullets<br>Numbers<br>Decrease Level<br>Increase Level<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br><br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ เรติ <br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุด<br> <br><br> <br>more_vert<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตาของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, สัตว์ปีก, สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ 3 มิติ<br>ประกอบไปด้วย <br><br>กระจกตา (Cornea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าสุดของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภาย ใน ปัจจุบันถ้ากระจกตาเสีย สามารถสามารถเปลี่ยนกระจกตาได้ โดยนำกระจกตาของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วาเปลี่ยนทดแทนได้<br>ม่านตา (lris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้าตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมการขยายของรูม่านตาเพื่อให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปสู่เลนส์ตา อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อแสงสว่างมากม่านตาจะควบคุม ให้รูม่านตาเปิดน้อย และเมื่อแสงสว่างน้อยก็จะควบคุมให้รูม่านตาเปิดกว้าง<br>รูม่านตา (Pupil)เป็นสีดำอยู่ตรงกลางม่านตา ทำหน้าที่เป็นช่องทำให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>เลนส์ตา (Lens)เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเลนส์ตา  ทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตาเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด  จึงเป็นบริเวณ ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเส้นเลือดผ่านเข้าสู่ในตา ไม่มีเซลล์รูปแท่ง หรือ  เซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้น ถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br>เปลือกตา (Rid) เป็นส่วนที่ปิดเลนส์ในตา ป้องกันสิ่งสกปรกเศษผงต่างๆ เข้าตา<br>กระบอกตา (Sclera) เป็นเยื่อชั้นนอกสุด หนาและเหนียว ทำให้ลูกตาคงรูป มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ส่วนตาขาวและ กระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส.วิชานาถ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br> น.ส.วิชานาถ แซ่โค้ว ม.5/4 เลขที่ 23<br>ตา ทำหน้าที่ในการมองเห็น แบ่งเป็น 3 ชั้น จากด้านนอกคือ<br>สเคลอรา มีความเหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น มีกระจกตา ไม่มีหลอดเลือด ทำให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br>โครอยด์ มีสารสีป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านชั้นเรติน่า มีหลอดเลือดมาเลี้ยง <br>เรติน่า มีเซลล์รับแสง เซลล์รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงแม้ในที่สว่างน้อย<br>เซลล์รูปกรวย แยกความแตกต่าของสี<br>จุดโฟเวียเป็นจุดที่มองเห็นภาพชัดที่สุด อยู่บริเวณตรงกลางเรตินา<br>จุดบอดเป็นจุดที่มองไม่เห็นภาพ<br> <br>more_vert<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 5 ชั่วโมง<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 5 ชั่วโมง<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br>ม.5/6 เลขที่ 34<br> ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br> <br>more_vert<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 5 ชั่วโมง<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br> <br>more_vert<br>นางสาวณัฏฐณิชา ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 6 ชั่วโมง<br>นางสาวณัฏฐณิชา  ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br>  ตา หรือ ดวงตา(eye) เป็นอวัยวะมีหน้าที่รับรู้การมองเห็น เป็นอวัยวะคู่ ซ้ายขวา อยู่บนใบหน้า ส่วนที่มีหน้าที่ในการรับรู้การมองเห็นของตา เรียกว่า ลูกตา (eye ball) จะอยู่ในกระดูกกะโหลกส่วนที่เรียกว่า เบ้าตา (orbit) ลูกตา ได้รับการปกป้องจาก เบ้าตา และจากหนังตา และมีน้ำตาซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา เป็นตัวช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเนื้อเยื่อที่ปกคลุมส่วนนอกของลูกตา<br>สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา<br>โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง<br>เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาของคน<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 6 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาของคน มีลักษณะกลมอยู่ในเบ้าตา มีส่วนประกอบดังนี้<br>   1. กระจกตา (Comea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าไปสู่ภายใน<br>   2. ม่านตา (Iris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า ตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะที่จะผ่านไปสู่เลนส์ตา ม่านตาสามารถเปิดกว้างมากน้อยตามความสว่างของแสง ถ้าแสงสว่างมากม่านตาจะเปิดน้อย แสงสว่างน้อยม่านตาจะเปิดกว้าง<br>   3. พิวพิล (Pupil) เป็นสีดำอยู่ตรงกลางนัยน์ตา ซึ่งเรียกว่า รูม่านตา พิวพิล ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>   4. เลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา เลนส์ตาทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>   5. จอตา (Retina) เป็นเยื่อชั้นในสุด ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ จอตาประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง (Rod cell) กับเซลล์รูปกรวย (Cone cell)<br>       การทำงานของเซลล์รูปแท่ง เซลล์รูปแท่งทำหน้าที่รับแสงทำให้มองเห็นรูปร่างของวัตถุต่างๆ ได้<br>       การทำงานของเซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยทำหน้าที่รับสีทำให้มองเห็นวัตถุมีสีต่างๆ เซลล์รูปกรวยจะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างมาก<br>   6. โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด จึงเป็นบริเวณที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>   7. จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเลือดผ่านเข้าสู่นัยน์ตาไม่มี เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้นถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>ผนังลูกตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือ<br>1. สเคอรา หรือเปลือกลูกตา (sclera)<br>เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุด<br>2. คอรอยด์ (choroid)<br>เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้(ciliary body) <br>3. จอตาหรือเรตินา (retina)<br>เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์ซึ่งไวต่อแสง<br>มีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ <br>-เซลล์รูปแท่ง (rod cell)ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่างแต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ <br>-เซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาประกอบดวยส ้<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาประกอบดวยส ้ ่วนสาคํ ญตั ่าง ๆ ดงนั ้ี<br>1. กระจกตา (Corner) อยภายนอกเลนส ู่ ์ตา มีลกษณะเป ั ็นเยอเหน ื่ ียวใส และบาง<br>2. ม่านตา (Iris) เป็นเน้<br>ือเยอสื่ ่วนที่มีสีของนยนั ์ตา ซ่ึงอาจมีสีดาํ สีน้<br>าตาล ํ หรือสีฟ้าแลวแต ้ ่เช้<br>ือชาติ<br>ทาหน ํ าท้ ี่เป็นม่านเปิดรูรับแสงใหใหญ ้ ่หรือเลก็ เพื่อช่วยใหแสงผ ้ านไปย ่ งเลนส ั ์ตาไดพอเหมาะ ้ ถาแสงสว ้ างมากม ่ ่านตาจะเปิดช่องเป็นรูเลก็ ๆ<br>และถาแสงสว ้ างน ่ อย้ ม่านตาจะเปิดช่องเป็นรูกวาง้ เพื่อไม่ใหเป้ ็นอนตรายต ั ่อเรตินา<br>3. รูม่านตา (Pupil) มีลกษณะเป ั ็นช่องกลมเลกๆ็ อยกลางม ู่ ่านตา เป็นส่วนที่มีสีเขมกลางน ้ ยนั ์ตา ทาหน ํ าท้ ี่เป็นช่องใหแสงผ ้ านไป ่<br>สู่เลนส์ตาขนาดของรูม่านตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปิดปิดของม่านตา<br>4. เลนส์ตา (Lens) มีลกษณะเป ั ็นเลนส์นูน ทาหน ํ าท้ ี่รับแสงและ หักเหแสง [1]เลนส์ตาสามารถปรับความยาว<br>โฟกสได ั ้<br>5. กลามเน ้ ้<br>ือตาหรือกลามเน ้ ้<br>ือยดเลนส ึ ์ตา (Ciliary muscle) สามารถคลายต ้ วหร ั ือหดตวั เพื่อปรับความยาวโฟกสของเลนส ั ์ตา ให้<br>สามารถมองเห็นวตถั ุไดช้ ดเจนท ั ี่ระยะต่างๆ<br>6. เรตินา (Retina) เป็นเน้ือเยอชื่ ้<br>นในส ั ุดทาหน ํ าท้ ี่เป็นฉากรับภาพที่เกิดจากการหกเหของแสงผ ั านเลนส ่ ์ตาประกอบดวยเซลล ้ ์<br>ประสาท 2 ชนิด คือ<br>6.1 เซลลประสาทร ์ ูปแท่ง (Rod Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบความม ั ืดและความสวาง่ ทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวาง่<br>นอย้<br>6.2 เซลลประสาทร ์ ูปกรวย (Cone Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบสั ีทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวางมาก<br> <br>more_vert<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br>ตามี3ส่วน คือ สเคอรา โครอยด์ และเรตินา ซึ่งสเคอราเป็นชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอันตรายและรักษาลูกตาให้คงรูปร่างอยู่ได้ และมีกระจกตาอยู่ตอนหน้าสุดลักษณะโปร่งใส ทำหน้าที่รับแสงเข้า โครอยด์ มีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านหน้าของเลนส์ตามีม่านตาและม่านตาก็มีรูม่านตาซึ่งทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้า เรตินาประกอบด้วยเซลล์2ชนิดคือเซลล์รูปแท่งกับเซลล์รูปกรวย รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงและแยกความแตกต่างของสีได้ แม้แสงน้อยรูปกรวย แยกความแตกต่างของสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสงสว่างมากจึงจะบอกสีได้ชัดเจน <br> <br>more_vert<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br>    นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br>นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตรผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่ากระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก<br>ส่วนประกอบของตา<br>ชั้นนอกสุดคือ​ Sclera ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า​คือ​corneaหรือกระจกตา​ ​ในสุดเข้ามาคือchoroid<br>การมองเห็นภาพ​ ส่วนที่มองเห็นชัดที่สุดคือfovea<br>การมองเห็นภาพระยะใกล้รูปร่างจะอ้วนและหนามีความยาวโฟกัสสั้น<br>การมองเห็นภาพระยะไกลรูปร่างจะเล็กผอมแบน<br>สายตาสั้น​ เลนส์ตากลม​กระบอกตายาวใช้เเว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาวเลนส์ตาแบน​กระบอกตาสั้นใช้แว่นเลนส์นูน<br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br> <br>more_vert<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในกามองเห็น แบ่งเป็น 3ส่วน คือ<br>1.สเคลอรา เป็นชั้นนอกสุด มีกระจกตาเป็นส่วนประกอบสำคัญ<br>2.โครอยด์ ทำหน้าที่ รับภาพรับแสง มีม่านตาเเละรูม่านตา<br>3.เรตินา เป็นชั้นในสุด มีเซลล์ 2ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง กับเซลล์รูปกรวย<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br> <br>more_vert<br>น.ส.<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.<br> <br>more_vert<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br>ตาจะมี receptor ที่ทำหน้าที่รับแสงอยู่ 2 ชนิดคือ 1. Rod cell จะรับแสงสีขาวดำ จะทำงานได้ดีในที่มืด 2. Cone cell จะรับแสงสีต่างๆ ทำหน้าที่ได้ดีในที่สว่างๆ  โดยเซลล์ 2 ตัวนี้จะอยู่ชั้นในสุดของตา ที่เรียกว่า เรตินา <br>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ 1. Sclera อยู่ชั้นนอกสุด <br>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่ <br>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง<br>(สายตาสั้น - คือภาพจะเกิดก่อนเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์เว้า<br>สายตายาว - คือภาพจะเกิดหลังเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์นูน)<br> <br>more_vert<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br>การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น<br> <br>more_vert<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 20 ชั่วโมง<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br> ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน    ตาบอดสี<br>ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้ <br> <br>more_vert<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4 เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 20 ชั่วโมง<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4  เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br>ตา คืออวัยวะรับความรู้สึกโครงสร้างในตามนุษย์มี3ชั้น<br>1.ชั้นสเคลอรา 2. ชั้นคอรอยด์ 3.ชั้นเรตินา<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ใกล้ : เลนส์ตาจะมีรูปร่างกลม<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ไกล : เลนส์ตาจะมีรูปร่างเเบน<br>หู คือโครงสร้างหูมนุษย์เเบ่งเป็น 3 ส่วน<br>1. หูส่วนนอก 2. หูส่วนกลาง <br>3.หูส่วนใน ส่วนในหูเเบ่งเป็น 2 บริเวณ<br>3.1บริเวณต่อจากกระดูกกระโกลน<br>3.2บริเวณround window<br><br> <br>more_vert<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br> <br>more_vert<br>วินัดดา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>วินัดดา<br> <br>more_vert<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 23 ชั่วโมง<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น<br> <br>more_vert<br>โชค<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 23 ชั่วโมง<br>โชค<br>เป็นผัวยาย<br><br> <br>more_vert<br>เป็นผัวยาบ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 23 ชั่วโมง<br>เป็นผัวยาบ<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 23 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br>ส่วนประกอบของตาที่สำคัญ<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวตัถุแลว้ส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข็มของแสงไปตกลงบนเรตินาให้เหมาะสม<br>-รูม่านตา เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br><br>-การมองเห็นสีต่างๆ เป็นหน้าที่ของเรตินา เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ<br>-เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้ เซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้เเก่สีน้ำเงิน เขียวและแดง <br>-เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำ แต่จำแนกสีไม่ได้<br> <br>more_vert<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27 5/6 * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด  1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง 2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้ #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27   5/6                       * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด         1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง                                       2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้                                           #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>อรพรร<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>อรพรร<br> <br>more_vert<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึกร่วมกับระบบประสาทและสมอง<br>ส่วนประกอบสำคัญของตา ประกอบด้วย<br>1.เลนส์ตา<br>2.จอตา<br>3.ม่านตา<br>4.รูม่านตา<br>5.กระจกตา<br>ที่เราสามารถมองเห็นได้เกิดจากการที่แสงเข้ารูม่านตาแล้วผ่านส่วนต่างๆไปถึงชั้นจอตา แสงจะผ่านชั้นเซลล์ประสาทไปสู่เซลล์รับแสงเมื่อเซลล์รับแสงได้รับแสงแล้วก็จะเกิดกระแสประสาทที่ไซแนปอยู่แล้วไปตามเส้นประสาท Optic ไปยังสมองส่วนที่รับผิดชอบการมองเห็น ก็จะทำให้เราเห็นภาพนั้น<br> <br>more_vert<br> เสร็จสิ้น<br>Bold<br>Italic<br>Strikethrough<br>Link<br>Highlight<br>Superscript<br>Subscript<br>Quote<br>Code<br>Math<br>Bullets<br>Numbers<br>Decrease Level<br>Increase Level<br>ชั้นนอกสุดคือ Sclera<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br><br>ชั้นนอกสุดคือ Sclera<br>ชั้นในสุ<br> <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 08:10:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271430612</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วรรธนภร ขำขจร ม.5/6  เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433084</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็น<br>เเละการที่มองเห็นภาพได้เนื่องจากเรามีตาซึ่งเป็นอวัยวะรับความรู้สึก การที่แสงไปยังเซลล์รับแสงชั้น retina ภายในเซลล์มีมืiเมื่อถูกเเสง จะทำให้เยื่อเซลล์เกิดไฮเปอร์โพลาไรเซชัน เป็นผลทำให้สื่อประสาทที่ไซแนปส์ ส่งกระแสประสาทไปยังสมองเข้าสู่ซิลิบัม ทำให้เห็นภาพ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 09:04:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433084</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วรรธนภร ขำขจร ม5/6 เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433309</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญในการมองเห็น (การที่มองเห็นภาพได้เนื่องจากตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก การที่แสงไปยังเซลล์รับแสง ที่อยู่ในชั้น retina ภายในเซลล์มีopsinเมื่อถูกเเสง จะทำให้เยื่อเซลล์เกิดไฮเปอร์โพลาไรเซชัน ทำให้สารสื่อประสาทที่ไซแนปส์ ส่งกระแสประสาทไปยังสมองเข้าสู่ซิลิบัม ทำให้เห็นภาพ)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 09:10:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433309</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วราลี จิตจักร์ ม.5/4 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433357</link>
         <description><![CDATA[<div>องค์ประกอบของตามี<br>กระจกตา(Cornea) p_outline<br><br>more_horiz<br>รู้อะไรเกี่ยวกับตา<br>ให้นักเรียนเขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับตา จากการดูVDO<br>jeabjira spu<br> + 28<br>●<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>น.ส.วราลี จิตจักร์ ม.5/4 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>น.ส.วราลี จิตจักร์ ม.5/4 เลขที่<br>องค์ประกอบของตามี<br>กระจกตา(Cornea) <br> <br>more_vert<br>น.ส.วรรธนภร ขำขจร ม5/6 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>น.ส.วรรธนภร ขำขจร ม5/6 เลขที่<br> ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญในการมองเห็น (การที่มองเห็นภาพได้เนื่องจากตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก การที่แสงไปยังเซลล์รับแสง ที่อยู่ในชั้น retina ภายในเซลล์มีopsinเมื่อถูกเเสง จะทำให้เยื่อเซลล์เกิดไฮเปอร์โพลาไรเซชัน ทำให้สารสื่อประสาทที่ไซแนปส์ ส่งกระแสประสาทไปยังสมองเข้าสู่ซิลิบัม ทำให้เห็นภาพ)<br> <br>more_vert<br>น.ส.วรรธนภร ขำขจร ม.5/6 เลขที่29<br><br>นิรนาม<br>8 นาที<br>น.ส.วรรธนภร ขำขจร ม.5/6  เลขที่29<br>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็น<br>เเละการที่มองเห็นภาพได้เนื่องจากเรามีตาซึ่งเป็นอวัยวะรับความรู้สึก การที่แสงไปยังเซลล์รับแสงชั้น retina ภายในเซลล์มีpainเมื่อถูกเเสง จะทำให้เยื่อเซลล์เกิดไฮเปอร์โพลาไรเซชัน เป็นผลทำให้สื่อประสาทที่ไซแนปส์ ส่งกระแสประสาทไปยังสมองเข้าสู่ซิลิบัม ทำให้เห็นภาพ<br> <br>more_vert<br>น.ส.ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br>น.ส.ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น<br>ชั้นนอกสุดคือ Sclera<br>ชั้นกลางคือ Choroid<br>ชั้นนอกสุดคือ Retina<br> <br><br>help_outline<br><br>more_horiz<br>รู้อะไรเกี่ยวกับตา<br>ให้นักเรียนเขียนสิ่งที่รู้เกี่ยวกับตา จากการดูVDO<br>jeabjira spu<br> + 26<br>●<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br> ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นประกอบด้วย<br>Sclera เป็นอวัยวะชั้นนอกสุดของตา ป้องกันอันตราย<br>Choroid <br> <br>more_vert<br>ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งนาที<br>ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่17<br>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นประกอบด้วย<br>Sclera เป็นอวัยวะชั้นนอกสุดของตา ป้องกันอันตราย<br>Choroid <br> <br>more_vert<br>นายวโรดม เป็งเรือน ม.5/4 เลขที่ 5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 2 ชั่วโมง<br>นายวโรดม  เป็งเรือน ม.5/4 เลขที่ 5<br>กระจกตา(Cornea)   <br>เป็นส่วนของตาดำ บางคนเปรียบเปรยว่าเป็นหน้าต่างของดวงตา<br><br>ม่านตา(Iris)   <br>เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br><br>เลนส์แก้วตา(Lens)<br>หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้น<br><br>รูม่านตา(Pupil)<br>มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา<br><br> <br>more_vert<br>นายวโรดม เป็งเรือน 5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 2 ชั่วโมง<br>นายวโรดม เป็งเรือน  5/4<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 2 ชั่วโมง<br>น.ส.ชลันดา  สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ  retina <br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุดคือ สเกลา<br><br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>นายวโรดม เป็งเรือน 5/4<br><br>นิรนาม<br>3 นาที<br>นายวโรดม เป็งเรือน  5/4<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>น.ส.ชลันดา  สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ เรติ <br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุด<br> <br>more_vert<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตาของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, สัตว์ปีก, สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ 3 มิติ<br>ประกอบไปด้วย <br><br>กระจกตา (Cornea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าสุดของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภาย ใน ปัจจุบันถ้ากระจกตาเสีย สามารถสามารถเปลี่ยนกระจกตาได้ โดยนำกระจกตาของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วาเปลี่ยนทดแทนได้<br>ม่านตา (lris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้าตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมการขยายของรูม่านตาเพื่อให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปสู่เลนส์ตา อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อแสงสว่างมากม่านตาจะควบคุม ให้รูม่านตาเปิดน้อย และเมื่อแสงสว่างน้อยก็จะควบคุมให้รูม่านตาเปิดกว้าง<br>รูม่านตา (Pupil)เป็นสีดำอยู่ตรงกลางม่านตา ทำหน้าที่เป็นช่องทำให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>เลนส์ตา (Lens)เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเลนส์ตา  ทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตาเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด  จึงเป็นบริเวณ ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเส้นเลือดผ่านเข้าสู่ในตา ไม่มีเซลล์รูปแท่ง หรือ  เซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้น ถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br>เปลือกตา (Rid) เป็นส่วนที่ปิดเลนส์ในตา ป้องกันสิ่งสกปรกเศษผงต่างๆ เข้าตา<br>กระบอกตา (Sclera) เป็นเยื่อชั้นนอกสุด หนาและเหนียว ทำให้ลูกตาคงรูป มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ส่วนตาขาวและ กระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส.วิชานาถ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br> น.ส.วิชานาถ แซ่โค้ว ม.5/4 เลขที่ 23<br>ตา ทำหน้าที่ในการมองเห็น แบ่งเป็น 3 ชั้น จากด้านนอกคือ<br>สเคลอรา มีความเหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น มีกระจกตา ไม่มีหลอดเลือด ทำให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br>โครอยด์ มีสารสีป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านชั้นเรติน่า มีหลอดเลือดมาเลี้ยง <br>เรติน่า มีเซลล์รับแสง เซลล์รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงแม้ในที่สว่างน้อย<br>เซลล์รูปกรวย แยกความแตกต่าของสี<br>จุดโฟเวียเป็นจุดที่มองเห็นภาพชัดที่สุด อยู่บริเวณตรงกลางเรตินา<br>จุดบอดเป็นจุดที่มองไม่เห็นภาพ<br> <br>more_vert<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br>ม.5/6 เลขที่ 34<br> ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br> <br>more_vert<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br> <br>more_vert<br>นางสาวณัฏฐณิชา ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br>นางสาวณัฏฐณิชา  ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br>  ตา หรือ ดวงตา(eye) เป็นอวัยวะมีหน้าที่รับรู้การมองเห็น เป็นอวัยวะคู่ ซ้ายขวา อยู่บนใบหน้า ส่วนที่มีหน้าที่ในการรับรู้การมองเห็นของตา เรียกว่า ลูกตา (eye ball) จะอยู่ในกระดูกกะโหลกส่วนที่เรียกว่า เบ้าตา (orbit) ลูกตา ได้รับการปกป้องจาก เบ้าตา และจากหนังตา และมีน้ำตาซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา เป็นตัวช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเนื้อเยื่อที่ปกคลุมส่วนนอกของลูกตา<br>สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา<br>โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง<br>เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาของคน<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาของคน มีลักษณะกลมอยู่ในเบ้าตา มีส่วนประกอบดังนี้<br>   1. กระจกตา (Comea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าไปสู่ภายใน<br>   2. ม่านตา (Iris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า ตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะที่จะผ่านไปสู่เลนส์ตา ม่านตาสามารถเปิดกว้างมากน้อยตามความสว่างของแสง ถ้าแสงสว่างมากม่านตาจะเปิดน้อย แสงสว่างน้อยม่านตาจะเปิดกว้าง<br>   3. พิวพิล (Pupil) เป็นสีดำอยู่ตรงกลางนัยน์ตา ซึ่งเรียกว่า รูม่านตา พิวพิล ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>   4. เลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา เลนส์ตาทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>   5. จอตา (Retina) เป็นเยื่อชั้นในสุด ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ จอตาประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง (Rod cell) กับเซลล์รูปกรวย (Cone cell)<br>       การทำงานของเซลล์รูปแท่ง เซลล์รูปแท่งทำหน้าที่รับแสงทำให้มองเห็นรูปร่างของวัตถุต่างๆ ได้<br>       การทำงานของเซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยทำหน้าที่รับสีทำให้มองเห็นวัตถุมีสีต่างๆ เซลล์รูปกรวยจะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างมาก<br>   6. โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด จึงเป็นบริเวณที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>   7. จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเลือดผ่านเข้าสู่นัยน์ตาไม่มี เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้นถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>ผนังลูกตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือ<br>1. สเคอรา หรือเปลือกลูกตา (sclera)<br>เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุด<br>2. คอรอยด์ (choroid)<br>เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้(ciliary body) <br>3. จอตาหรือเรตินา (retina)<br>เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์ซึ่งไวต่อแสง<br>มีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ <br>-เซลล์รูปแท่ง (rod cell)ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่างแต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ <br>-เซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาประกอบดวยส ้<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาประกอบดวยส ้ ่วนสาคํ ญตั ่าง ๆ ดงนั ้ี<br>1. กระจกตา (Corner) อยภายนอกเลนส ู่ ์ตา มีลกษณะเป ั ็นเยอเหน ื่ ียวใส และบาง<br>2. ม่านตา (Iris) เป็นเน้<br>ือเยอสื่ ่วนที่มีสีของนยนั ์ตา ซ่ึงอาจมีสีดาํ สีน้<br>าตาล ํ หรือสีฟ้าแลวแต ้ ่เช้<br>ือชาติ<br>ทาหน ํ าท้ ี่เป็นม่านเปิดรูรับแสงใหใหญ ้ ่หรือเลก็ เพื่อช่วยใหแสงผ ้ านไปย ่ งเลนส ั ์ตาไดพอเหมาะ ้ ถาแสงสว ้ างมากม ่ ่านตาจะเปิดช่องเป็นรูเลก็ ๆ<br>และถาแสงสว ้ างน ่ อย้ ม่านตาจะเปิดช่องเป็นรูกวาง้ เพื่อไม่ใหเป้ ็นอนตรายต ั ่อเรตินา<br>3. รูม่านตา (Pupil) มีลกษณะเป ั ็นช่องกลมเลกๆ็ อยกลางม ู่ ่านตา เป็นส่วนที่มีสีเขมกลางน ้ ยนั ์ตา ทาหน ํ าท้ ี่เป็นช่องใหแสงผ ้ านไป ่<br>สู่เลนส์ตาขนาดของรูม่านตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปิดปิดของม่านตา<br>4. เลนส์ตา (Lens) มีลกษณะเป ั ็นเลนส์นูน ทาหน ํ าท้ ี่รับแสงและ หักเหแสง [1]เลนส์ตาสามารถปรับความยาว<br>โฟกสได ั ้<br>5. กลามเน ้ ้<br>ือตาหรือกลามเน ้ ้<br>ือยดเลนส ึ ์ตา (Ciliary muscle) สามารถคลายต ้ วหร ั ือหดตวั เพื่อปรับความยาวโฟกสของเลนส ั ์ตา ให้<br>สามารถมองเห็นวตถั ุไดช้ ดเจนท ั ี่ระยะต่างๆ<br>6. เรตินา (Retina) เป็นเน้ือเยอชื่ ้<br>นในส ั ุดทาหน ํ าท้ ี่เป็นฉากรับภาพที่เกิดจากการหกเหของแสงผ ั านเลนส ่ ์ตาประกอบดวยเซลล ้ ์<br>ประสาท 2 ชนิด คือ<br>6.1 เซลลประสาทร ์ ูปแท่ง (Rod Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบความม ั ืดและความสวาง่ ทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวาง่<br>นอย้<br>6.2 เซลลประสาทร ์ ูปกรวย (Cone Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบสั ีทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวางมาก<br> <br>more_vert<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br>ตามี3ส่วน คือ สเคอรา โครอยด์ และเรตินา ซึ่งสเคอราเป็นชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอันตรายและรักษาลูกตาให้คงรูปร่างอยู่ได้ และมีกระจกตาอยู่ตอนหน้าสุดลักษณะโปร่งใส ทำหน้าที่รับแสงเข้า โครอยด์ มีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านหน้าของเลนส์ตามีม่านตาและม่านตาก็มีรูม่านตาซึ่งทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้า เรตินาประกอบด้วยเซลล์2ชนิดคือเซลล์รูปแท่งกับเซลล์รูปกรวย รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงและแยกความแตกต่างของสีได้ แม้แสงน้อยรูปกรวย แยกความแตกต่างของสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสงสว่างมากจึงจะบอกสีได้ชัดเจน <br> <br>more_vert<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br>    นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br>นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตรผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่ากระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก<br>ส่วนประกอบของตา<br>ชั้นนอกสุดคือ​ Sclera ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า​คือ​corneaหรือกระจกตา​ ​ในสุดเข้ามาคือchoroid<br>การมองเห็นภาพ​ ส่วนที่มองเห็นชัดที่สุดคือfovea<br>การมองเห็นภาพระยะใกล้รูปร่างจะอ้วนและหนามีความยาวโฟกัสสั้น<br>การมองเห็นภาพระยะไกลรูปร่างจะเล็กผอมแบน<br>สายตาสั้น​ เลนส์ตากลม​กระบอกตายาวใช้เเว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาวเลนส์ตาแบน​กระบอกตาสั้นใช้แว่นเลนส์นูน<br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br> <br>more_vert<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในกามองเห็น แบ่งเป็น 3ส่วน คือ<br>1.สเคลอรา เป็นชั้นนอกสุด มีกระจกตาเป็นส่วนประกอบสำคัญ<br>2.โครอยด์ ทำหน้าที่ รับภาพรับแสง มีม่านตาเเละรูม่านตา<br>3.เรตินา เป็นชั้นในสุด มีเซลล์ 2ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง กับเซลล์รูปกรวย<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br> <br>more_vert<br>น.ส.<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.<br> <br>more_vert<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br>ตาจะมี receptor ที่ทำหน้าที่รับแสงอยู่ 2 ชนิดคือ 1. Rod cell จะรับแสงสีขาวดำ จะทำงานได้ดีในที่มืด 2. Cone cell จะรับแสงสีต่างๆ ทำหน้าที่ได้ดีในที่สว่างๆ  โดยเซลล์ 2 ตัวนี้จะอยู่ชั้นในสุดของตา ที่เรียกว่า เรตินา <br>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ 1. Sclera อยู่ชั้นนอกสุด <br>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่ <br>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง<br>(สายตาสั้น - คือภาพจะเกิดก่อนเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์เว้า<br>สายตายาว - คือภาพจะเกิดหลังเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์นูน)<br> <br>more_vert<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br>การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น<br> <br>more_vert<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br> ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน    ตาบอดสี<br>ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้ <br> <br>more_vert<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4 เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4  เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br>ตา คืออวัยวะรับความรู้สึกโครงสร้างในตามนุษย์มี3ชั้น<br>1.ชั้นสเคลอรา 2. ชั้นคอรอยด์ 3.ชั้นเรตินา<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ใกล้ : เลนส์ตาจะมีรูปร่างกลม<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ไกล : เลนส์ตาจะมีรูปร่างเเบน<br>หู คือโครงสร้างหูมนุษย์เเบ่งเป็น 3 ส่วน<br>1. หูส่วนนอก 2. หูส่วนกลาง <br>3.หูส่วนใน ส่วนในหูเเบ่งเป็น 2 บริเวณ<br>3.1บริเวณต่อจากกระดูกกระโกลน<br>3.2บริเวณround window<br><br> <br>more_vert<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br> <br>more_vert<br>วินัดดา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>วินัดดา<br> <br>more_vert<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น<br> <br>more_vert<br>โชค<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>โชค<br>เป็นผัวยาย<br><br> <br>more_vert<br>เป็นผัวยาบ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>เป็นผัวยาบ<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br>ส่วนประกอบของตาที่สำคัญ<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวตัถุแลว้ส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข็มของแสงไปตกลงบนเรตินาให้เหมาะสม<br>-รูม่านตา เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br><br>-การมองเห็นสีต่างๆ เป็นหน้าที่ของเรตินา เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ<br>-เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้ เซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้เเก่สีน้ำเงิน เขียวและแดง <br>-เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำ แต่จำแนกสีไม่ได้<br> <br>more_vert<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27 5/6 * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด  1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง 2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้ #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27   5/6                       * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด         1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง                                       2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้                                           #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>อรพรร<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>อรพรร<br> <br>more_vert<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึกร่วมกับระบบประสาทและสมอง<br>ส่วนประกอบสำคัญของตา ประกอบด้วย<br>1.เลนส์ตา<br>2.จอตา<br>3.ม่านตา<br>4.รูม่านตา<br>5.กระจกตา<br>ที่เราสามารถมองเห็นได้เกิดจากการที่แสงเข้ารูม่านตาแล้วผ่านส่วนต่างๆไปถึงชั้นจอตา แสงจะผ่านชั้นเซลล์ประสาทไปสู่เซลล์รับแสงเมื่อเซลล์รับแสงได้รับแสงแล้วก็จะเกิดกระแสประสาทที่ไซแนปอยู่แล้วไปตามเส้นประสาท Optic ไปยังสมองส่วนที่รับผิดชอบการมองเห็น ก็จะทำให้เราเห็นภาพนั้น<br> <br>more_vert<br> เสร็จสิ้น<br>Bold<br>Italic<br>Strikethrough<br>Link<br>Highlight<br>Superscript<br>Subscript<br>Quote<br>Code<br>Math<br>Bullets<br>Numbers<br>Decrease Level<br>Increase Level<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br><br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ เรติ <br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุด<br> <br><br> <br>more_vert<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตาของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, สัตว์ปีก, สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ 3 มิติ<br>ประกอบไปด้วย <br><br>กระจกตา (Cornea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าสุดของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภาย ใน ปัจจุบันถ้ากระจกตาเสีย สามารถสามารถเปลี่ยนกระจกตาได้ โดยนำกระจกตาของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วาเปลี่ยนทดแทนได้<br>ม่านตา (lris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้าตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมการขยายของรูม่านตาเพื่อให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปสู่เลนส์ตา อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อแสงสว่างมากม่านตาจะควบคุม ให้รูม่านตาเปิดน้อย และเมื่อแสงสว่างน้อยก็จะควบคุมให้รูม่านตาเปิดกว้าง<br>รูม่านตา (Pupil)เป็นสีดำอยู่ตรงกลางม่านตา ทำหน้าที่เป็นช่องทำให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>เลนส์ตา (Lens)เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเลนส์ตา  ทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตาเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด  จึงเป็นบริเวณ ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเส้นเลือดผ่านเข้าสู่ในตา ไม่มีเซลล์รูปแท่ง หรือ  เซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้น ถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br>เปลือกตา (Rid) เป็นส่วนที่ปิดเลนส์ในตา ป้องกันสิ่งสกปรกเศษผงต่างๆ เข้าตา<br>กระบอกตา (Sclera) เป็นเยื่อชั้นนอกสุด หนาและเหนียว ทำให้ลูกตาคงรูป มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ส่วนตาขาวและ กระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส.วิชานาถ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br> น.ส.วิชานาถ แซ่โค้ว ม.5/4 เลขที่ 23<br>ตา ทำหน้าที่ในการมองเห็น แบ่งเป็น 3 ชั้น จากด้านนอกคือ<br>สเคลอรา มีความเหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น มีกระจกตา ไม่มีหลอดเลือด ทำให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br>โครอยด์ มีสารสีป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านชั้นเรติน่า มีหลอดเลือดมาเลี้ยง <br>เรติน่า มีเซลล์รับแสง เซลล์รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงแม้ในที่สว่างน้อย<br>เซลล์รูปกรวย แยกความแตกต่าของสี<br>จุดโฟเวียเป็นจุดที่มองเห็นภาพชัดที่สุด อยู่บริเวณตรงกลางเรตินา<br>จุดบอดเป็นจุดที่มองไม่เห็นภาพ<br> <br>more_vert<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 5 ชั่วโมง<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 5 ชั่วโมง<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br>ม.5/6 เลขที่ 34<br> ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br> <br>more_vert<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 5 ชั่วโมง<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br> <br>more_vert<br>นางสาวณัฏฐณิชา ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 6 ชั่วโมง<br>นางสาวณัฏฐณิชา  ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br>  ตา หรือ ดวงตา(eye) เป็นอวัยวะมีหน้าที่รับรู้การมองเห็น เป็นอวัยวะคู่ ซ้ายขวา อยู่บนใบหน้า ส่วนที่มีหน้าที่ในการรับรู้การมองเห็นของตา เรียกว่า ลูกตา (eye ball) จะอยู่ในกระดูกกะโหลกส่วนที่เรียกว่า เบ้าตา (orbit) ลูกตา ได้รับการปกป้องจาก เบ้าตา และจากหนังตา และมีน้ำตาซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา เป็นตัวช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเนื้อเยื่อที่ปกคลุมส่วนนอกของลูกตา<br>สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา<br>โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง<br>เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาของคน<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 6 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาของคน มีลักษณะกลมอยู่ในเบ้าตา มีส่วนประกอบดังนี้<br>   1. กระจกตา (Comea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าไปสู่ภายใน<br>   2. ม่านตา (Iris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า ตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะที่จะผ่านไปสู่เลนส์ตา ม่านตาสามารถเปิดกว้างมากน้อยตามความสว่างของแสง ถ้าแสงสว่างมากม่านตาจะเปิดน้อย แสงสว่างน้อยม่านตาจะเปิดกว้าง<br>   3. พิวพิล (Pupil) เป็นสีดำอยู่ตรงกลางนัยน์ตา ซึ่งเรียกว่า รูม่านตา พิวพิล ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>   4. เลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา เลนส์ตาทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>   5. จอตา (Retina) เป็นเยื่อชั้นในสุด ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ จอตาประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง (Rod cell) กับเซลล์รูปกรวย (Cone cell)<br>       การทำงานของเซลล์รูปแท่ง เซลล์รูปแท่งทำหน้าที่รับแสงทำให้มองเห็นรูปร่างของวัตถุต่างๆ ได้<br>       การทำงานของเซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยทำหน้าที่รับสีทำให้มองเห็นวัตถุมีสีต่างๆ เซลล์รูปกรวยจะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างมาก<br>   6. โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด จึงเป็นบริเวณที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>   7. จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเลือดผ่านเข้าสู่นัยน์ตาไม่มี เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้นถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>ผนังลูกตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือ<br>1. สเคอรา หรือเปลือกลูกตา (sclera)<br>เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุด<br>2. คอรอยด์ (choroid)<br>เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้(ciliary body) <br>3. จอตาหรือเรตินา (retina)<br>เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์ซึ่งไวต่อแสง<br>มีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ <br>-เซลล์รูปแท่ง (rod cell)ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่างแต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ <br>-เซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาประกอบดวยส ้<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาประกอบดวยส ้ ่วนสาคํ ญตั ่าง ๆ ดงนั ้ี<br>1. กระจกตา (Corner) อยภายนอกเลนส ู่ ์ตา มีลกษณะเป ั ็นเยอเหน ื่ ียวใส และบาง<br>2. ม่านตา (Iris) เป็นเน้<br>ือเยอสื่ ่วนที่มีสีของนยนั ์ตา ซ่ึงอาจมีสีดาํ สีน้<br>าตาล ํ หรือสีฟ้าแลวแต ้ ่เช้<br>ือชาติ<br>ทาหน ํ าท้ ี่เป็นม่านเปิดรูรับแสงใหใหญ ้ ่หรือเลก็ เพื่อช่วยใหแสงผ ้ านไปย ่ งเลนส ั ์ตาไดพอเหมาะ ้ ถาแสงสว ้ างมากม ่ ่านตาจะเปิดช่องเป็นรูเลก็ ๆ<br>และถาแสงสว ้ างน ่ อย้ ม่านตาจะเปิดช่องเป็นรูกวาง้ เพื่อไม่ใหเป้ ็นอนตรายต ั ่อเรตินา<br>3. รูม่านตา (Pupil) มีลกษณะเป ั ็นช่องกลมเลกๆ็ อยกลางม ู่ ่านตา เป็นส่วนที่มีสีเขมกลางน ้ ยนั ์ตา ทาหน ํ าท้ ี่เป็นช่องใหแสงผ ้ านไป ่<br>สู่เลนส์ตาขนาดของรูม่านตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปิดปิดของม่านตา<br>4. เลนส์ตา (Lens) มีลกษณะเป ั ็นเลนส์นูน ทาหน ํ าท้ ี่รับแสงและ หักเหแสง [1]เลนส์ตาสามารถปรับความยาว<br>โฟกสได ั ้<br>5. กลามเน ้ ้<br>ือตาหรือกลามเน ้ ้<br>ือยดเลนส ึ ์ตา (Ciliary muscle) สามารถคลายต ้ วหร ั ือหดตวั เพื่อปรับความยาวโฟกสของเลนส ั ์ตา ให้<br>สามารถมองเห็นวตถั ุไดช้ ดเจนท ั ี่ระยะต่างๆ<br>6. เรตินา (Retina) เป็นเน้ือเยอชื่ ้<br>นในส ั ุดทาหน ํ าท้ ี่เป็นฉากรับภาพที่เกิดจากการหกเหของแสงผ ั านเลนส ่ ์ตาประกอบดวยเซลล ้ ์<br>ประสาท 2 ชนิด คือ<br>6.1 เซลลประสาทร ์ ูปแท่ง (Rod Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบความม ั ืดและความสวาง่ ทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวาง่<br>นอย้<br>6.2 เซลลประสาทร ์ ูปกรวย (Cone Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบสั ีทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวางมาก<br> <br>more_vert<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br>ตามี3ส่วน คือ สเคอรา โครอยด์ และเรตินา ซึ่งสเคอราเป็นชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอันตรายและรักษาลูกตาให้คงรูปร่างอยู่ได้ และมีกระจกตาอยู่ตอนหน้าสุดลักษณะโปร่งใส ทำหน้าที่รับแสงเข้า โครอยด์ มีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านหน้าของเลนส์ตามีม่านตาและม่านตาก็มีรูม่านตาซึ่งทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้า เรตินาประกอบด้วยเซลล์2ชนิดคือเซลล์รูปแท่งกับเซลล์รูปกรวย รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงและแยกความแตกต่างของสีได้ แม้แสงน้อยรูปกรวย แยกความแตกต่างของสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสงสว่างมากจึงจะบอกสีได้ชัดเจน <br> <br>more_vert<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br>    นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br>นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตรผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่ากระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก<br>ส่วนประกอบของตา<br>ชั้นนอกสุดคือ​ Sclera ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า​คือ​corneaหรือกระจกตา​ ​ในสุดเข้ามาคือchoroid<br>การมองเห็นภาพ​ ส่วนที่มองเห็นชัดที่สุดคือfovea<br>การมองเห็นภาพระยะใกล้รูปร่างจะอ้วนและหนามีความยาวโฟกัสสั้น<br>การมองเห็นภาพระยะไกลรูปร่างจะเล็กผอมแบน<br>สายตาสั้น​ เลนส์ตากลม​กระบอกตายาวใช้เเว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาวเลนส์ตาแบน​กระบอกตาสั้นใช้แว่นเลนส์นูน<br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br> <br>more_vert<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในกามองเห็น แบ่งเป็น 3ส่วน คือ<br>1.สเคลอรา เป็นชั้นนอกสุด มีกระจกตาเป็นส่วนประกอบสำคัญ<br>2.โครอยด์ ทำหน้าที่ รับภาพรับแสง มีม่านตาเเละรูม่านตา<br>3.เรตินา เป็นชั้นในสุด มีเซลล์ 2ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง กับเซลล์รูปกรวย<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br> <br>more_vert<br>น.ส.<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.<br> <br>more_vert<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br>ตาจะมี receptor ที่ทำหน้าที่รับแสงอยู่ 2 ชนิดคือ 1. Rod cell จะรับแสงสีขาวดำ จะทำงานได้ดีในที่มืด 2. Cone cell จะรับแสงสีต่างๆ ทำหน้าที่ได้ดีในที่สว่างๆ  โดยเซลล์ 2 ตัวนี้จะอยู่ชั้นในสุดของตา ที่เรียกว่า เรตินา <br>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ 1. Sclera อยู่ชั้นนอกสุด <br>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่ <br>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง<br>(สายตาสั้น - คือภาพจะเกิดก่อนเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์เว้า<br>สายตายาว - คือภาพจะเกิดหลังเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์นูน)<br> <br>more_vert<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br>การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น<br> <br>more_vert<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 20 ชั่วโมง<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br> ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน    ตาบอดสี<br>ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้ <br> <br>more_vert<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4 เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 20 ชั่วโมง<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4  เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br>ตา คืออวัยวะรับความรู้สึกโครงสร้างในตามนุษย์มี3ชั้น<br>1.ชั้นสเคลอรา 2. ชั้นคอรอยด์ 3.ชั้นเรตินา<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ใกล้ : เลนส์ตาจะมีรูปร่างกลม<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ไกล : เลนส์ตาจะมีรูปร่างเเบน<br>หู คือโครงสร้างหูมนุษย์เเบ่งเป็น 3 ส่วน<br>1. หูส่วนนอก 2. หูส่วนกลาง <br>3.หูส่วนใน ส่วนในหูเเบ่งเป็น 2 บริเวณ<br>3.1บริเวณต่อจากกระดูกกระโกลน<br>3.2บริเวณround window<br><br> <br>more_vert<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br> <br>more_vert<br>วินัดดา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>วินัดดา<br> <br>more_vert<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 23 ชั่วโมง<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น<br> <br>more_vert<br>โชค<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 23 ชั่วโมง<br>โชค<br>เป็นผัวยาย<br><br> <br>more_vert<br>เป็นผัวยาบ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 23 ชั่วโมง<br>เป็นผัวยาบ<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 23 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br>ส่วนประกอบของตาที่สำคัญ<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวตัถุแลว้ส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข็มของแสงไปตกลงบนเรตินาให้เหมาะสม<br>-รูม่านตา เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br><br>-การมองเห็นสีต่างๆ เป็นหน้าที่ของเรตินา เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ<br>-เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้ เซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้เเก่สีน้ำเงิน เขียวและแดง <br>-เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำ แต่จำแนกสีไม่ได้<br> <br>more_vert<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27 5/6 * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด  1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง 2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้ #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27   5/6                       * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด         1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง                                       2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้                                           #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>อรพรร<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>อรพรร<br> <br>more_vert<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึกร่วมกับระบบประสาทและสมอง<br>ส่วนประกอบสำคัญของตา ประกอบด้วย<br>1.เลนส์ตา<br>2.จอตา<br>3.ม่านตา<br>4.รูม่านตา<br>5.กระจกตา<br>ที่เราสามารถมองเห็นได้เกิดจากการที่แสงเข้ารูม่านตาแล้วผ่านส่วนต่างๆไปถึงชั้นจอตา แสงจะผ่านชั้นเซลล์ประสาทไปสู่เซลล์รับแสงเมื่อเซลล์รับแสงได้รับแสงแล้วก็จะเกิดกระแสประสาทที่ไซแนปอยู่แล้วไปตามเส้นประสาท Optic ไปยังสมองส่วนที่รับผิดชอบการมองเห็น ก็จะทำให้เราเห็นภาพนั้น<br> <br>more_vert<br> เสร็จสิ้น<br>Bold<br>Italic<br>Strikethrough<br>Link<br>Highlight<br>Superscript<br>Subscript<br>Quote<br>Code<br>Math<br>Bullets<br>Numbers<br>Decrease Level<br>Increase Level<br>ชั้นนอกสุดคือ Sclera<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br><br>ชั้นนอกสุดคือ Sclera<br>ชั้นในสุ<br> <br><br> <br>more_vert<br>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br> ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นประกอบด้วย<br>Sclera เป็นอวัยวะชั้นนอกสุดของตา ป้องกันอันตราย<br>Choroid <br> <br>more_vert<br>ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br>ธนัชนันท์ แสงแก้ว ม.5/4 เลขที่17<br>ตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยในการมองเห็นประกอบด้วย<br>Sclera เป็นอวัยวะชั้นนอกสุดของตา ป้องกันอันตราย<br>Choroid <br> <br>more_vert<br>นายวโรดม เป็งเรือน ม.5/4 เลขที่ 5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>นายวโรดม  เป็งเรือน ม.5/4 เลขที่ 5<br>กระจกตา(Cornea)   <br>เป็นส่วนของตาดำ บางคนเปรียบเปรยว่าเป็นหน้าต่างของดวงตา<br><br>ม่านตา(Iris)   <br>เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br><br>เลนส์แก้วตา(Lens)<br>หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้น<br><br>รูม่านตา(Pupil)<br>มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา<br><br> <br>more_vert<br>นายวโรดม เป็งเรือน 5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>นายวโรดม เป็งเรือน  5/4<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.ชลันดา  สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ  retina <br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุดคือ สเกลา<br><br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>นายวโรดม เป็งเรือน 5/4<br><br>นิรนาม<br>3 นาที<br>นายวโรดม เป็งเรือน  5/4<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br>น.ส.ชลันดา  สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ เรติ <br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุด<br> <br>more_vert<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตาของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, สัตว์ปีก, สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ 3 มิติ<br>ประกอบไปด้วย <br><br>กระจกตา (Cornea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าสุดของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภาย ใน ปัจจุบันถ้ากระจกตาเสีย สามารถสามารถเปลี่ยนกระจกตาได้ โดยนำกระจกตาของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วาเปลี่ยนทดแทนได้<br>ม่านตา (lris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้าตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมการขยายของรูม่านตาเพื่อให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปสู่เลนส์ตา อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อแสงสว่างมากม่านตาจะควบคุม ให้รูม่านตาเปิดน้อย และเมื่อแสงสว่างน้อยก็จะควบคุมให้รูม่านตาเปิดกว้าง<br>รูม่านตา (Pupil)เป็นสีดำอยู่ตรงกลางม่านตา ทำหน้าที่เป็นช่องทำให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>เลนส์ตา (Lens)เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเลนส์ตา  ทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตาเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด  จึงเป็นบริเวณ ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเส้นเลือดผ่านเข้าสู่ในตา ไม่มีเซลล์รูปแท่ง หรือ  เซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้น ถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br>เปลือกตา (Rid) เป็นส่วนที่ปิดเลนส์ในตา ป้องกันสิ่งสกปรกเศษผงต่างๆ เข้าตา<br>กระบอกตา (Sclera) เป็นเยื่อชั้นนอกสุด หนาและเหนียว ทำให้ลูกตาคงรูป มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ส่วนตาขาวและ กระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส.วิชานาถ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณหนึ่งชั่วโมง<br> น.ส.วิชานาถ แซ่โค้ว ม.5/4 เลขที่ 23<br>ตา ทำหน้าที่ในการมองเห็น แบ่งเป็น 3 ชั้น จากด้านนอกคือ<br>สเคลอรา มีความเหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น มีกระจกตา ไม่มีหลอดเลือด ทำให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br>โครอยด์ มีสารสีป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านชั้นเรติน่า มีหลอดเลือดมาเลี้ยง <br>เรติน่า มีเซลล์รับแสง เซลล์รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงแม้ในที่สว่างน้อย<br>เซลล์รูปกรวย แยกความแตกต่าของสี<br>จุดโฟเวียเป็นจุดที่มองเห็นภาพชัดที่สุด อยู่บริเวณตรงกลางเรตินา<br>จุดบอดเป็นจุดที่มองไม่เห็นภาพ<br> <br>more_vert<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 3 ชั่วโมง<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br>ม.5/6 เลขที่ 34<br> ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br> <br>more_vert<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br> <br>more_vert<br>นางสาวณัฏฐณิชา ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br>นางสาวณัฏฐณิชา  ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br>  ตา หรือ ดวงตา(eye) เป็นอวัยวะมีหน้าที่รับรู้การมองเห็น เป็นอวัยวะคู่ ซ้ายขวา อยู่บนใบหน้า ส่วนที่มีหน้าที่ในการรับรู้การมองเห็นของตา เรียกว่า ลูกตา (eye ball) จะอยู่ในกระดูกกะโหลกส่วนที่เรียกว่า เบ้าตา (orbit) ลูกตา ได้รับการปกป้องจาก เบ้าตา และจากหนังตา และมีน้ำตาซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา เป็นตัวช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเนื้อเยื่อที่ปกคลุมส่วนนอกของลูกตา<br>สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา<br>โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง<br>เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาของคน<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาของคน มีลักษณะกลมอยู่ในเบ้าตา มีส่วนประกอบดังนี้<br>   1. กระจกตา (Comea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าไปสู่ภายใน<br>   2. ม่านตา (Iris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า ตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะที่จะผ่านไปสู่เลนส์ตา ม่านตาสามารถเปิดกว้างมากน้อยตามความสว่างของแสง ถ้าแสงสว่างมากม่านตาจะเปิดน้อย แสงสว่างน้อยม่านตาจะเปิดกว้าง<br>   3. พิวพิล (Pupil) เป็นสีดำอยู่ตรงกลางนัยน์ตา ซึ่งเรียกว่า รูม่านตา พิวพิล ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>   4. เลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา เลนส์ตาทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>   5. จอตา (Retina) เป็นเยื่อชั้นในสุด ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ จอตาประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง (Rod cell) กับเซลล์รูปกรวย (Cone cell)<br>       การทำงานของเซลล์รูปแท่ง เซลล์รูปแท่งทำหน้าที่รับแสงทำให้มองเห็นรูปร่างของวัตถุต่างๆ ได้<br>       การทำงานของเซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยทำหน้าที่รับสีทำให้มองเห็นวัตถุมีสีต่างๆ เซลล์รูปกรวยจะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างมาก<br>   6. โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด จึงเป็นบริเวณที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>   7. จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเลือดผ่านเข้าสู่นัยน์ตาไม่มี เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้นถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>ผนังลูกตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือ<br>1. สเคอรา หรือเปลือกลูกตา (sclera)<br>เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุด<br>2. คอรอยด์ (choroid)<br>เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้(ciliary body) <br>3. จอตาหรือเรตินา (retina)<br>เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์ซึ่งไวต่อแสง<br>มีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ <br>-เซลล์รูปแท่ง (rod cell)ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่างแต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ <br>-เซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาประกอบดวยส ้<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาประกอบดวยส ้ ่วนสาคํ ญตั ่าง ๆ ดงนั ้ี<br>1. กระจกตา (Corner) อยภายนอกเลนส ู่ ์ตา มีลกษณะเป ั ็นเยอเหน ื่ ียวใส และบาง<br>2. ม่านตา (Iris) เป็นเน้<br>ือเยอสื่ ่วนที่มีสีของนยนั ์ตา ซ่ึงอาจมีสีดาํ สีน้<br>าตาล ํ หรือสีฟ้าแลวแต ้ ่เช้<br>ือชาติ<br>ทาหน ํ าท้ ี่เป็นม่านเปิดรูรับแสงใหใหญ ้ ่หรือเลก็ เพื่อช่วยใหแสงผ ้ านไปย ่ งเลนส ั ์ตาไดพอเหมาะ ้ ถาแสงสว ้ างมากม ่ ่านตาจะเปิดช่องเป็นรูเลก็ ๆ<br>และถาแสงสว ้ างน ่ อย้ ม่านตาจะเปิดช่องเป็นรูกวาง้ เพื่อไม่ใหเป้ ็นอนตรายต ั ่อเรตินา<br>3. รูม่านตา (Pupil) มีลกษณะเป ั ็นช่องกลมเลกๆ็ อยกลางม ู่ ่านตา เป็นส่วนที่มีสีเขมกลางน ้ ยนั ์ตา ทาหน ํ าท้ ี่เป็นช่องใหแสงผ ้ านไป ่<br>สู่เลนส์ตาขนาดของรูม่านตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปิดปิดของม่านตา<br>4. เลนส์ตา (Lens) มีลกษณะเป ั ็นเลนส์นูน ทาหน ํ าท้ ี่รับแสงและ หักเหแสง [1]เลนส์ตาสามารถปรับความยาว<br>โฟกสได ั ้<br>5. กลามเน ้ ้<br>ือตาหรือกลามเน ้ ้<br>ือยดเลนส ึ ์ตา (Ciliary muscle) สามารถคลายต ้ วหร ั ือหดตวั เพื่อปรับความยาวโฟกสของเลนส ั ์ตา ให้<br>สามารถมองเห็นวตถั ุไดช้ ดเจนท ั ี่ระยะต่างๆ<br>6. เรตินา (Retina) เป็นเน้ือเยอชื่ ้<br>นในส ั ุดทาหน ํ าท้ ี่เป็นฉากรับภาพที่เกิดจากการหกเหของแสงผ ั านเลนส ่ ์ตาประกอบดวยเซลล ้ ์<br>ประสาท 2 ชนิด คือ<br>6.1 เซลลประสาทร ์ ูปแท่ง (Rod Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบความม ั ืดและความสวาง่ ทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวาง่<br>นอย้<br>6.2 เซลลประสาทร ์ ูปกรวย (Cone Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบสั ีทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวางมาก<br> <br>more_vert<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 15 ชั่วโมง<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br>ตามี3ส่วน คือ สเคอรา โครอยด์ และเรตินา ซึ่งสเคอราเป็นชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอันตรายและรักษาลูกตาให้คงรูปร่างอยู่ได้ และมีกระจกตาอยู่ตอนหน้าสุดลักษณะโปร่งใส ทำหน้าที่รับแสงเข้า โครอยด์ มีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านหน้าของเลนส์ตามีม่านตาและม่านตาก็มีรูม่านตาซึ่งทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้า เรตินาประกอบด้วยเซลล์2ชนิดคือเซลล์รูปแท่งกับเซลล์รูปกรวย รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงและแยกความแตกต่างของสีได้ แม้แสงน้อยรูปกรวย แยกความแตกต่างของสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสงสว่างมากจึงจะบอกสีได้ชัดเจน <br> <br>more_vert<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br>    นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br>นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตรผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่ากระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก<br>ส่วนประกอบของตา<br>ชั้นนอกสุดคือ​ Sclera ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า​คือ​corneaหรือกระจกตา​ ​ในสุดเข้ามาคือchoroid<br>การมองเห็นภาพ​ ส่วนที่มองเห็นชัดที่สุดคือfovea<br>การมองเห็นภาพระยะใกล้รูปร่างจะอ้วนและหนามีความยาวโฟกัสสั้น<br>การมองเห็นภาพระยะไกลรูปร่างจะเล็กผอมแบน<br>สายตาสั้น​ เลนส์ตากลม​กระบอกตายาวใช้เเว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาวเลนส์ตาแบน​กระบอกตาสั้นใช้แว่นเลนส์นูน<br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br> <br>more_vert<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในกามองเห็น แบ่งเป็น 3ส่วน คือ<br>1.สเคลอรา เป็นชั้นนอกสุด มีกระจกตาเป็นส่วนประกอบสำคัญ<br>2.โครอยด์ ทำหน้าที่ รับภาพรับแสง มีม่านตาเเละรูม่านตา<br>3.เรตินา เป็นชั้นในสุด มีเซลล์ 2ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง กับเซลล์รูปกรวย<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br> <br>more_vert<br>น.ส.<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส.<br> <br>more_vert<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br>ตาจะมี receptor ที่ทำหน้าที่รับแสงอยู่ 2 ชนิดคือ 1. Rod cell จะรับแสงสีขาวดำ จะทำงานได้ดีในที่มืด 2. Cone cell จะรับแสงสีต่างๆ ทำหน้าที่ได้ดีในที่สว่างๆ  โดยเซลล์ 2 ตัวนี้จะอยู่ชั้นในสุดของตา ที่เรียกว่า เรตินา <br>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ 1. Sclera อยู่ชั้นนอกสุด <br>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่ <br>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง<br>(สายตาสั้น - คือภาพจะเกิดก่อนเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์เว้า<br>สายตายาว - คือภาพจะเกิดหลังเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์นูน)<br> <br>more_vert<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 17 ชั่วโมง<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br>การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น<br> <br>more_vert<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br> ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน    ตาบอดสี<br>ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้ <br> <br>more_vert<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4 เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4  เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br>ตา คืออวัยวะรับความรู้สึกโครงสร้างในตามนุษย์มี3ชั้น<br>1.ชั้นสเคลอรา 2. ชั้นคอรอยด์ 3.ชั้นเรตินา<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ใกล้ : เลนส์ตาจะมีรูปร่างกลม<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ไกล : เลนส์ตาจะมีรูปร่างเเบน<br>หู คือโครงสร้างหูมนุษย์เเบ่งเป็น 3 ส่วน<br>1. หูส่วนนอก 2. หูส่วนกลาง <br>3.หูส่วนใน ส่วนในหูเเบ่งเป็น 2 บริเวณ<br>3.1บริเวณต่อจากกระดูกกระโกลน<br>3.2บริเวณround window<br><br> <br>more_vert<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br> <br>more_vert<br>วินัดดา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>วินัดดา<br> <br>more_vert<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น<br> <br>more_vert<br>โชค<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>โชค<br>เป็นผัวยาย<br><br> <br>more_vert<br>เป็นผัวยาบ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>เป็นผัวยาบ<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br>ส่วนประกอบของตาที่สำคัญ<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวตัถุแลว้ส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข็มของแสงไปตกลงบนเรตินาให้เหมาะสม<br>-รูม่านตา เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br><br>-การมองเห็นสีต่างๆ เป็นหน้าที่ของเรตินา เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ<br>-เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้ เซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้เเก่สีน้ำเงิน เขียวและแดง <br>-เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำ แต่จำแนกสีไม่ได้<br> <br>more_vert<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27 5/6 * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด  1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง 2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้ #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 16 ชั่วโมง<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27   5/6                       * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด         1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง                                       2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้                                           #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>อรพรร<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>อรพรร<br> <br>more_vert<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึกร่วมกับระบบประสาทและสมอง<br>ส่วนประกอบสำคัญของตา ประกอบด้วย<br>1.เลนส์ตา<br>2.จอตา<br>3.ม่านตา<br>4.รูม่านตา<br>5.กระจกตา<br>ที่เราสามารถมองเห็นได้เกิดจากการที่แสงเข้ารูม่านตาแล้วผ่านส่วนต่างๆไปถึงชั้นจอตา แสงจะผ่านชั้นเซลล์ประสาทไปสู่เซลล์รับแสงเมื่อเซลล์รับแสงได้รับแสงแล้วก็จะเกิดกระแสประสาทที่ไซแนปอยู่แล้วไปตามเส้นประสาท Optic ไปยังสมองส่วนที่รับผิดชอบการมองเห็น ก็จะทำให้เราเห็นภาพนั้น<br> <br>more_vert<br> เสร็จสิ้น<br>Bold<br>Italic<br>Strikethrough<br>Link<br>Highlight<br>Superscript<br>Subscript<br>Quote<br>Code<br>Math<br>Bullets<br>Numbers<br>Decrease Level<br>Increase Level<br>น.ส.ชลันดา สาลีผล ชั้นม.5/4 เลขที่36<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br><br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ<br>มี3ชั้น<br>1.ชั้นในสุดคือ เรติ <br>2.ชัันกลางคือ โคลอยด์<br>3.ชัันอกสุด<br> <br><br> <br>more_vert<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br>น.ส.กัลยกร เทียบศรไชย ม.5/4 เลขที่28<br>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตาของ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, สัตว์ปีก, สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์น้ำ โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ 3 มิติ<br>ประกอบไปด้วย <br><br>กระจกตา (Cornea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าสุดของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภาย ใน ปัจจุบันถ้ากระจกตาเสีย สามารถสามารถเปลี่ยนกระจกตาได้ โดยนำกระจกตาของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วาเปลี่ยนทดแทนได้<br>ม่านตา (lris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้าตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมการขยายของรูม่านตาเพื่อให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปสู่เลนส์ตา อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อแสงสว่างมากม่านตาจะควบคุม ให้รูม่านตาเปิดน้อย และเมื่อแสงสว่างน้อยก็จะควบคุมให้รูม่านตาเปิดกว้าง<br>รูม่านตา (Pupil)เป็นสีดำอยู่ตรงกลางม่านตา ทำหน้าที่เป็นช่องทำให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>เลนส์ตา (Lens)เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเลนส์ตา  ทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตาเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด  จึงเป็นบริเวณ ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเส้นเลือดผ่านเข้าสู่ในตา ไม่มีเซลล์รูปแท่ง หรือ  เซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้น ถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br>เปลือกตา (Rid) เป็นส่วนที่ปิดเลนส์ในตา ป้องกันสิ่งสกปรกเศษผงต่างๆ เข้าตา<br>กระบอกตา (Sclera) เป็นเยื่อชั้นนอกสุด หนาและเหนียว ทำให้ลูกตาคงรูป มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ส่วนตาขาวและ กระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส.วิชานาถ<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 4 ชั่วโมง<br> น.ส.วิชานาถ แซ่โค้ว ม.5/4 เลขที่ 23<br>ตา ทำหน้าที่ในการมองเห็น แบ่งเป็น 3 ชั้น จากด้านนอกคือ<br>สเคลอรา มีความเหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น มีกระจกตา ไม่มีหลอดเลือด ทำให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br>โครอยด์ มีสารสีป้องกันไม่ให้แสงทะลุผ่านชั้นเรติน่า มีหลอดเลือดมาเลี้ยง <br>เรติน่า มีเซลล์รับแสง เซลล์รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงแม้ในที่สว่างน้อย<br>เซลล์รูปกรวย แยกความแตกต่าของสี<br>จุดโฟเวียเป็นจุดที่มองเห็นภาพชัดที่สุด อยู่บริเวณตรงกลางเรตินา<br>จุดบอดเป็นจุดที่มองไม่เห็นภาพ<br> <br>more_vert<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 6 ชั่วโมง<br>น.ส.. กนกวรรณ ช่วยคง ม.5/6 เลขที่34<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 6 ชั่วโมง<br>น.ส.กนกวรรณ ช่วยคง<br>ม.5/6 เลขที่ 34<br> ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br> <br>more_vert<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 6 ชั่วโมง<br>กนกวรรณ ช่วยคง<br> <br>more_vert<br>นางสาวณัฏฐณิชา ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 7 ชั่วโมง<br>นางสาวณัฏฐณิชา  ทองคำ ม.5/4 เลขที่ 34<br>  ตา หรือ ดวงตา(eye) เป็นอวัยวะมีหน้าที่รับรู้การมองเห็น เป็นอวัยวะคู่ ซ้ายขวา อยู่บนใบหน้า ส่วนที่มีหน้าที่ในการรับรู้การมองเห็นของตา เรียกว่า ลูกตา (eye ball) จะอยู่ในกระดูกกะโหลกส่วนที่เรียกว่า เบ้าตา (orbit) ลูกตา ได้รับการปกป้องจาก เบ้าตา และจากหนังตา และมีน้ำตาซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา เป็นตัวช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเนื้อเยื่อที่ปกคลุมส่วนนอกของลูกตา<br>สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา<br>โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง<br>เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาของคน<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 7 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาของคน มีลักษณะกลมอยู่ในเบ้าตา มีส่วนประกอบดังนี้<br>   1. กระจกตา (Comea) เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าของนัยน์ตา กระจกตาทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าไปสู่ภายใน<br>   2. ม่านตา (Iris) เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า ตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงให้พอเหมาะที่จะผ่านไปสู่เลนส์ตา ม่านตาสามารถเปิดกว้างมากน้อยตามความสว่างของแสง ถ้าแสงสว่างมากม่านตาจะเปิดน้อย แสงสว่างน้อยม่านตาจะเปิดกว้าง<br>   3. พิวพิล (Pupil) เป็นสีดำอยู่ตรงกลางนัยน์ตา ซึ่งเรียกว่า รูม่านตา พิวพิล ทำหน้าที่เป็นช่องให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br>   4. เลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตา เลนส์ตาทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br>   5. จอตา (Retina) เป็นเยื่อชั้นในสุด ทำหน้าที่เป็นจอรับภาพ จอตาประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง (Rod cell) กับเซลล์รูปกรวย (Cone cell)<br>       การทำงานของเซลล์รูปแท่ง เซลล์รูปแท่งทำหน้าที่รับแสงทำให้มองเห็นรูปร่างของวัตถุต่างๆ ได้<br>       การทำงานของเซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยทำหน้าที่รับสีทำให้มองเห็นวัตถุมีสีต่างๆ เซลล์รูปกรวยจะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างมาก<br>   6. โฟเวีย (Fovea) หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด จึงเป็นบริเวณที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br>   7. จุดบอดแสง (Blind spot) เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเลือดผ่านเข้าสู่นัยน์ตาไม่มี เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้นถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>ผนังลูกตาประกอบด้วยชั้นต่างๆ 3 ชั้น คือ<br>1. สเคอรา หรือเปลือกลูกตา (sclera)<br>เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุด<br>2. คอรอยด์ (choroid)<br>เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมายส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้(ciliary body) <br>3. จอตาหรือเรตินา (retina)<br>เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์ซึ่งไวต่อแสง<br>มีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ <br>-เซลล์รูปแท่ง (rod cell)ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่างแต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ <br>-เซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br> <br>more_vert<br>นัยน์ตาประกอบดวยส ้<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br> นัยน์ตาประกอบดวยส ้ ่วนสาคํ ญตั ่าง ๆ ดงนั ้ี<br>1. กระจกตา (Corner) อยภายนอกเลนส ู่ ์ตา มีลกษณะเป ั ็นเยอเหน ื่ ียวใส และบาง<br>2. ม่านตา (Iris) เป็นเน้<br>ือเยอสื่ ่วนที่มีสีของนยนั ์ตา ซ่ึงอาจมีสีดาํ สีน้<br>าตาล ํ หรือสีฟ้าแลวแต ้ ่เช้<br>ือชาติ<br>ทาหน ํ าท้ ี่เป็นม่านเปิดรูรับแสงใหใหญ ้ ่หรือเลก็ เพื่อช่วยใหแสงผ ้ านไปย ่ งเลนส ั ์ตาไดพอเหมาะ ้ ถาแสงสว ้ างมากม ่ ่านตาจะเปิดช่องเป็นรูเลก็ ๆ<br>และถาแสงสว ้ างน ่ อย้ ม่านตาจะเปิดช่องเป็นรูกวาง้ เพื่อไม่ใหเป้ ็นอนตรายต ั ่อเรตินา<br>3. รูม่านตา (Pupil) มีลกษณะเป ั ็นช่องกลมเลกๆ็ อยกลางม ู่ ่านตา เป็นส่วนที่มีสีเขมกลางน ้ ยนั ์ตา ทาหน ํ าท้ ี่เป็นช่องใหแสงผ ้ านไป ่<br>สู่เลนส์ตาขนาดของรูม่านตาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปิดปิดของม่านตา<br>4. เลนส์ตา (Lens) มีลกษณะเป ั ็นเลนส์นูน ทาหน ํ าท้ ี่รับแสงและ หักเหแสง [1]เลนส์ตาสามารถปรับความยาว<br>โฟกสได ั ้<br>5. กลามเน ้ ้<br>ือตาหรือกลามเน ้ ้<br>ือยดเลนส ึ ์ตา (Ciliary muscle) สามารถคลายต ้ วหร ั ือหดตวั เพื่อปรับความยาวโฟกสของเลนส ั ์ตา ให้<br>สามารถมองเห็นวตถั ุไดช้ ดเจนท ั ี่ระยะต่างๆ<br>6. เรตินา (Retina) เป็นเน้ือเยอชื่ ้<br>นในส ั ุดทาหน ํ าท้ ี่เป็นฉากรับภาพที่เกิดจากการหกเหของแสงผ ั านเลนส ่ ์ตาประกอบดวยเซลล ้ ์<br>ประสาท 2 ชนิด คือ<br>6.1 เซลลประสาทร ์ ูปแท่ง (Rod Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบความม ั ืดและความสวาง่ ทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวาง่<br>นอย้<br>6.2 เซลลประสาทร ์ ูปกรวย (Cone Cell) ทาใหํ เก้ ิดความรู้สึกเกี่ยวกบสั ีทางานได ํ ด้ีในที่มีแสงสวางมาก<br> <br>more_vert<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 18 ชั่วโมง<br>น.ส.นันท์นภัส จงสมสุข 5/4 เลขที่33<br>ตามี3ส่วน คือ สเคอรา โครอยด์ และเรตินา ซึ่งสเคอราเป็นชั้นนอกสุด ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอันตรายและรักษาลูกตาให้คงรูปร่างอยู่ได้ และมีกระจกตาอยู่ตอนหน้าสุดลักษณะโปร่งใส ทำหน้าที่รับแสงเข้า โครอยด์ มีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้านหน้าของเลนส์ตามีม่านตาและม่านตาก็มีรูม่านตาซึ่งทำหน้าที่ให้แสงผ่านเข้า เรตินาประกอบด้วยเซลล์2ชนิดคือเซลล์รูปแท่งกับเซลล์รูปกรวย รูปแท่ง ไวต่อการรับแสงและแยกความแตกต่างของสีได้ แม้แสงน้อยรูปกรวย แยกความแตกต่างของสีได้ก็ต่อเมื่อมีแสงสว่างมากจึงจะบอกสีได้ชัดเจน <br> <br>more_vert<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่16<br>    นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ส. ชมพูนุช กิจสมัคร ม.5/5 เลขที่ 16<br>นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตรผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา  (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)<br><br>         สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่ากระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>        โครอยด์  เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา นักเรียนคิดว่าม่านตาเทียบได้กับส่วนใดของกล้องถ่ายรูปหรือกล้องจุลทรรศน์<br><br>         เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2  ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br><br><br><br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคาโชติ​ ม.5/4เลขที่21<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก<br>ส่วนประกอบของตา<br>ชั้นนอกสุดคือ​ Sclera ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า​คือ​corneaหรือกระจกตา​ ​ในสุดเข้ามาคือchoroid<br>การมองเห็นภาพ​ ส่วนที่มองเห็นชัดที่สุดคือfovea<br>การมองเห็นภาพระยะใกล้รูปร่างจะอ้วนและหนามีความยาวโฟกัสสั้น<br>การมองเห็นภาพระยะไกลรูปร่างจะเล็กผอมแบน<br>สายตาสั้น​ เลนส์ตากลม​กระบอกตายาวใช้เเว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาวเลนส์ตาแบน​กระบอกตาสั้นใช้แว่นเลนส์นูน<br> <br>more_vert<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>น.ศ. ลลิตา​ คงคา<br> <br>more_vert<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>ลลิตา​ ม.5/4 เลขที่​21<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 20 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอาด ม.5/4 เลขที่ 32<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในกามองเห็น แบ่งเป็น 3ส่วน คือ<br>1.สเคลอรา เป็นชั้นนอกสุด มีกระจกตาเป็นส่วนประกอบสำคัญ<br>2.โครอยด์ ทำหน้าที่ รับภาพรับแสง มีม่านตาเเละรูม่านตา<br>3.เรตินา เป็นชั้นในสุด มีเซลล์ 2ชนิด คือเซลล์รูปแท่ง กับเซลล์รูปกรวย<br> <br>more_vert<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 20 ชั่วโมง<br>น.ส.ชุติมณฑน์ สุดสอา<br> <br>more_vert<br>น.ส.<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 20 ชั่วโมง<br>น.ส.<br> <br>more_vert<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 20 ชั่วโมง<br>น.ส. นัฎฐกานต์ มณีธนู เลขที่ 18 ม.5/4<br>ตาจะมี receptor ที่ทำหน้าที่รับแสงอยู่ 2 ชนิดคือ 1. Rod cell จะรับแสงสีขาวดำ จะทำงานได้ดีในที่มืด 2. Cone cell จะรับแสงสีต่างๆ ทำหน้าที่ได้ดีในที่สว่างๆ  โดยเซลล์ 2 ตัวนี้จะอยู่ชั้นในสุดของตา ที่เรียกว่า เรตินา <br>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ 1. Sclera อยู่ชั้นนอกสุด <br>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่ <br>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง<br>(สายตาสั้น - คือภาพจะเกิดก่อนเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์เว้า<br>สายตายาว - คือภาพจะเกิดหลังเรตินา แก้โดยใส่แว่นที่เป็นเลนส์นูน)<br> <br>more_vert<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>ณิชากร กมลสิทธิสถิต ม.5/5 เลขที่ 17<br>การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น<br> <br>more_vert<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>นส.พีรยา กาญจนจงกล เลขที่17 ม.5/6<br> ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ สเคลอรา (sclera) โครอยด์ (choroid) และเรตินา (retina)การเกิดภาพ แสงจากวัตถุเข้าสู่กระจกตา โดยมีเลนส์ตาทำหน้าที่รวมแสง เลนส์ตา (lens) เป็นเลนส์นูนอยู่ค่อนมาทางด้านหน้าของนัยน์ตา ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย เลนส์ตามีลักษณะใส และกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน    ตาบอดสี<br>ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้ <br> <br>more_vert<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4 เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 21 ชั่วโมง<br>น.ส.รสิกา ไตรทิพย์วิทยากร ม.5/4  เลขที่13อวัยวะรับความรู้สึกชิดหนึ่ง มีองค์ประกอบ3ชั้น คือ สเคลอรา โครอยด์ เรตินา มีเลนส์ตาช่วยในการมองภาพระยะใกล์ไกลถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น มีม่านตาและรูม่านตาตอบสนองต่อแสงถ้าแสงมากรูม่านตาจะหดแสงน้อยรูม่านตาจะขยายคล้ายๆกับรูรับแสงในกล้อง มีเส้นประสาทสมองคู่ที่สองมาเชื่อม มีโฟเวียที่เป็นจุดที่เห็นภาพชัดสุด บริเวณเรตินามีเซลล์รูแท่งตอบสนองต่อแสงและเซลล์รูปกรวยตอบสนองต่อสี มีกระจกตา<br> <br>more_vert<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 22 ชั่วโมง<br>น.ส. พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่<br>ตา คืออวัยวะรับความรู้สึกโครงสร้างในตามนุษย์มี3ชั้น<br>1.ชั้นสเคลอรา 2. ชั้นคอรอยด์ 3.ชั้นเรตินา<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ใกล้ : เลนส์ตาจะมีรูปร่างกลม<br>เลนส์ตาเมื่อวัตถุอยู่ไกล : เลนส์ตาจะมีรูปร่างเเบน<br>หู คือโครงสร้างหูมนุษย์เเบ่งเป็น 3 ส่วน<br>1. หูส่วนนอก 2. หูส่วนกลาง <br>3.หูส่วนใน ส่วนในหูเเบ่งเป็น 2 บริเวณ<br>3.1บริเวณต่อจากกระดูกกระโกลน<br>3.2บริเวณround window<br><br> <br>more_vert<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 22 ชั่วโมง<br>น.ส พรรณพัชฌา เจริญมโนจรัสกุล ม.5/6 เลขที่ 32<br> <br>more_vert<br>วินัดดา<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 22 ชั่วโมง<br>วินัดดา<br> <br>more_vert<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 24 ชั่วโมง<br>น.ส.ภูริชยา เตชะสุคนธ์ 5/4 เลขที่20<br>ตาเป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น<br> <br>more_vert<br>โชค<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>โชค<br>เป็นผัวยาย<br><br> <br>more_vert<br>เป็นผัวยาบ<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>เป็นผัวยาบ<br> <br>more_vert<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 24 ชั่วโมง<br>นายสหฤทธิ์ บุรมศรี 5/4 เลขที่5<br>ส่วนประกอบของตาที่สำคัญ<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวตัถุแลว้ส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข็มของแสงไปตกลงบนเรตินาให้เหมาะสม<br>-รูม่านตา เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br><br>-การมองเห็นสีต่างๆ เป็นหน้าที่ของเรตินา เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ<br>-เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้ เซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้เเก่สีน้ำเงิน เขียวและแดง <br>-เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำ แต่จำแนกสีไม่ได้<br> <br>more_vert<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27 5/6 * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด  1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง 2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้ #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 19 ชั่วโมง<br>    น.ส.ศิรดา เชิดชูพงษ์ เลขที่ 27   5/6                       * ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มแสงไปตกลงบนเรติน่า-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างด้วยม่านตา-กระจกตา อยู่นอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา                การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด         1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง                                       2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีความเข้มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้                                           #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>นส.ศศิกานต์ อ่อนแก้ว เลขที่26<br>      ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญของคนประกอบด้วย<br>-เลนส์ตา เป็นเซลล์นูนรับแสงจากวัตถุที่ต้องการมองเห็น<br>-เรตินา เป็นเซลล์รับภาพของวัตถุ แล้วส่งผ่านปราสาทตาไปสมอง<br>-ม่านตา ทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงไปตกลงบนเรติน่าให้เหมาะสม<br>-พิวพิล เป็นช่องเปิดวงกลมที่สามารถปรับความกว้างได้ด้วยม่านตา<br>-กระจกตา อยู่ด้านนอกสุดทำหน้าที่เป็นส่วนป้องกันลูกตา<br>         <br>       การเห็นสี ตามีเรติน่าทำหน้าที่เป็นฉากรับภาพของวัตถุ ดังนั้นการที่ตามองเห็นสีต่างๆจึงเป็นหน้าที่ของเรติน่า เรตินาประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงท่ีมีความเข็มข้นสูงและสามารถจำแนกแสงสีได้โดยเซลล์นี้จะประกอบด้วยเซลล์สามชนิดที่ไวต่อแสงสีปฐมภูมิได้แก่ สีน้ำเงิน เขียว และแดง เซลล์ทั้งสามชนิดนั้นจะไวต่อแสงสีเหล่าน้ีต่างกัน<br>2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงที่มีตวามเข็มต่ำแต่ยำแนกสีไม่ได้<br>  #เหยี่ยวมีสายตาคมกว่ามนุษย์<br> <br>more_vert<br>อรพรร<br><br>นิรนาม<br>หนึ่งวัน<br>อรพรร<br> <br>more_vert<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br><br>นิรนาม<br>ประมาณ 22 ชั่วโมง<br>น.ส.อิงคณัฐ เลาหเสถียร เลขที่ 33<br>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึกร่วมกับระบบประสาทและสมอง<br>ส่วนประกอบสำคัญของตา ประกอบด้วย<br>1.เลนส์ตา<br>2.จอตา<br>3.ม่านตา<br>4.รูม่านตา<br>5.กระจกตา<br>ที่เราสามารถมองเห็นได้เกิดจากการที่แสงเข้ารูม่านตาแล้วผ่านส่วนต่างๆไปถึงชั้นจอตา แสงจะผ่านชั้นเซลล์ประสาทไปสู่เซลล์รับแสงเมื่อเซลล์รับแสงได้รับแสงแล้วก็จะเกิดกระแสประสาทที่ไซแนปอยู่แล้วไปตามเส้นประสาท Optic ไปยังสมองส่วนที่รับผิดชอบการมองเห็น ก็จะทำให้เราเห็นภาพนั้น<br> <br>more_vert<br> เสร็จสิ้น<br>Bold<br>Italic<br>Strikethrough<br>Link<br>Highlight<br>Superscript<br>Subscript<br>Quote<br>Code<br>Math<br>Bullets<br>Numbers<br>Decrease Level<br>Increase Level<br>น.ส.วราลี จิตจักร์ ม.5/4 เลขที่<br><br>นิรนาม<br>น้อยกว่าหนึ่งนาที<br><br>องค์ประกอบของตามี<br>กระจกตา(Cornea) <br> <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 09:11:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433357</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วราลี จิตจักร์ ม.5/4 เลขที่22</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433674</link>
         <description><![CDATA[<div>องค์ประกอบของตา<br>&nbsp;-กระจกตา<br>&nbsp;-ม่านตา<br>&nbsp;-เลนส์แก้วตา<br>&nbsp;-รูม่านตา<br>&nbsp;-น้ำวุ้นตา<br>&nbsp;-เส้นประสาทตา<br>&nbsp;-จอประสาทตา<br>&nbsp;-นัยตาขาว</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 09:19:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433674</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วราลี จิตจักร์ ม.5/4 เลขที่22</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433706</link>
         <description><![CDATA[<div>องค์ประกอบของตา<br>&nbsp;-กระจกตา<br>&nbsp;-ม่านตา<br>&nbsp;-เลนส์แก้วตา<br>&nbsp;-รูม่านตา<br>&nbsp;-น้ำวุ้นตา<br>&nbsp;-เส้นประสาทตา<br>&nbsp;-จอประสาทตา<br>&nbsp;-นัยตาขาว<br>....</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 09:20:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433706</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. วรรธนภร ขำขจร ม5/6 เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433956</link>
         <description><![CDATA[<div>การที่มองเห็นภาพได้เนื่องจากเรามีตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึก การทำให้แสงไปยังเซลล์รับแสง ที่อยู่ในชั้น retina ภายในเซลล์มีopsinเมื่อถูกเเสง จะทำให้เยื่อเซลล์เกิดไฮเปอร์โพลาไรเซชัน เป็นผลทำให้สื่อประสาทที่ไซแนปส์ ส่งกระแสประสาทไปยังสมองเข้าสู่ซีรีบรัม ทำให้เห็นภาพ<br><br>-สายตายาวคนที่มีเลนส์ตาแบนมีกระจกตาสั้นกว่าปกติ(เเก้ ใช้เลนส์นูน)<br>-สายตาสั้นคนที่มีเลนส์ตากลมและกระบอกตายาวกว่าปกติ(ใช้เลนส์เว้า)<br>-ตาบอดสีเกิดจากคนที่มีโคนสีไม่ครบ 3 สี<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 09:27:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271433956</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว พัชราณี   สุดาจันทร์ทิพย์  ม.5/4 เลขที่ 30</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271439945</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><h1>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นัยน์ตาของคนมีรูปร่างค่อนข้างกลม อยู่ภายในเบ้าตามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร ผนังลูกตาเรียงจากด้านนอกเข้าไปด้านในตามลำดับ คือ <strong>สเคลอรา </strong>&nbsp;(sclera) <strong>โครอยด์</strong> (choroid) และ<strong>เรตินา</strong> (retina)</h1><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สเคลอรา</strong> เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า<strong>กระจกตา</strong>(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>โครอยด์ </strong>&nbsp;เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ถ้านักเรียนดูภาพที่ 8-30ซึ่งแสดงรูปด้านข้างของนัยน์ตา จะเห็นว่าด้านหลังของเลนส์ตามี <strong>ม่านตา</strong> (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก<strong>รูม่านตา</strong> (pupil) ถ้านักเรียนส่องกระจกดูนัยน์ตาของตนเองหรือจ่องนัยน์ตาเพื่อนใกล้ๆ จะเห็นส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 11:50:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271439945</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.อภิชญา ติยานุชิต ม.5/4 เลขที่ 27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271444855</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น ประกอบด้วย<br>&nbsp;•<strong>สเคลอรา</strong> เหนียวไม่ยืดหยุ่น หน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมาเรียกว่า กระจกตา<br> • <strong>โครอยด์</strong> มีเลือดมาหล่อเลี้ยง มีสารสีกระจายอยู่รอบๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เเสงสว่างทะลุผ่านเรตินา<br> • <strong>ม่านตา </strong>ยื่นมาจากด้านบนเเละล่างของผนังโครอยด์ ควบคุมปริมาณของเเสงเข้าสู่นัยน์ตา<br>&nbsp;• <strong>รูม่านตา</strong> มีลักษณะเป็นสีดำอยู่ตรงตา<br> • <strong>เรตินา</strong> มีเซลล์รับเเสง แบ่งได้ 2 ชนิด คือ 1.)เซลล์รูปแท่ง ไวต่อการรับเเสง ไม่สามารถแยกความเเตกต่างของสีได้ <br>2.)เซลล์รูปกรวย แยกความเเตกตางของสีได้ แต่ต้องมีเเสงมากถึงจะบอกสีของวัตถุได้<br> • <strong>เลนส์ตา</strong> อยู่ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย มีลักษณะใสและกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน<br> • <strong>น้ำเลี้ยงลูกตา</strong> ทำให้ความดันของนัยน์ตาเป็นปกติ<br> • <strong>โฟเวีย</strong> แสงที่ตกบริเวณนี้เกิดภาพชัดเจน<br> • <strong>จุดบอด</strong> เเสงที่ตกบริเวณนี้ไม่เกิดภาพ<br> • สายตาสั้น ภาพตกก่อนถึงเรตินา ใช้เลนส์เว้า<br> • สายตายาว ภาพตกเลยเรตินา ใช้เลนส์นูน<br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 13:08:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271444855</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายชวัลวิทย์  จันทร์วิพัฒน์ 5/4 เลขที่ 3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271445002</link>
         <description><![CDATA[<div> </div><div>ตามี 3 ชั้น <br><br></div><div>1.ชั้นนอกสุด คือ Sclera <br><br></div><div>2.ชั้นกลาง คือ Choriod <br><br></div><div>3.ชั้นในสุด คือ Retina <br><br></div><div>กระจกตา (Cornea) มีลักษณะโปร่งแสงเพื่อให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้ <br><br></div><div>แก้วตาหรือเลนส์ตา (Lens) ทำหน้าที่ปรับแสงเข้าสู่ภายในลูกตา <br><br></div><div>ม่านตา (Iris)  ทำหน้าที่ช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา <br><br></div><div>รูม่านตา (Pupil) ทำหน้าที่ให้แสงผ่าน <br> </div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 13:10:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271445002</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.อภิชญา ติยานุชิต ม.5/4 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271445121</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็น ประกอบด้วย<br>&nbsp;• สเคลอรา เหนียวไม่ยืดหยุ่น หน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมาเรียกว่า กระจกตา<br>&nbsp;• โครอยด์ มีเลือดมาหล่อเลี้ยง มีสารสีกระจายอยู่รอบๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เเสงสว่างทะลุผ่านเรตินา<br>&nbsp;• ม่านตา ยื่นมาจากด้านบนเเละล่างของผนังโครอยด์ ควบคุมปริมาณของเเสงเข้าสู่นัยน์ตา<br>&nbsp;• รูม่านตา มีลักษณะเป็นสีดำอยู่ตรงตา<br>&nbsp;• เรตินา มีเซลล์รับเเสง แบ่งได้ 2 ชนิด คือ 1.เซลล์รูปแท่ง ไวต่อการรับเเสง ไม่สามารถแยกความเเตกต่างของสีได้<br>2.เซลล์รูปกรวย แยกความเเตกตางของสีได้ แต่ต้องมีเเสงมากถึงจะบอกสีของวัตถุได้<br>&nbsp;• เลนส์ตา อยู่ถัดจากกระจกตาเข้าไปเล็กน้อย มีลักษณะใสและกั้นนัยน์ตาเป็น 2 ส่วน<br>&nbsp;• น้ำเลี้ยงลูกตา ทำให้ความดันของนัยน์ตาเป็นปกติ<br>&nbsp;• โฟเวีย แสงที่ตกบริเวณนี้เกิดภาพชัดเจน<br>&nbsp;• จุดบอด เเสงที่ตกบริเวณนี้ไม่เกิดภาพ<br>&nbsp;• สายตาสั้น ภาพตกก่อนถึงเรตินา ใช้เลนส์เว้า<br>&nbsp;• สายตายาว ภาพตกเลยเรตินา ใช้เลนส์นูน<br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 13:12:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271445121</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวคำหล้า สมยง ม.5/4เลขที่15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271453380</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ตา</strong> คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นตาของ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A1">สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%81">สัตว์ปีก</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99">สัตว์เลื้อยคลาน</a> และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3">สัตว์น้ำ</a> โดยดวงตาของสัตว์ที่พัฒนาแล้ว มักจะมีเพียง 2 ดวง และ อยู่ด้านหน้าของใบหน้า เพื่อการมองเห็นแบบ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/3_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4">3 มิติ</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 14:38:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271453380</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวณัฐกานต์ ภานุวันตร์ ม.5/4 เลขที่ 11</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271548275</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>นัยน์ตากับการมองเห็น</strong><br><mark>สเคลอรา <br></mark>-เป็นชั้นเหนียวที่สุด<br>-ไม่ยืดหยุ่น<br>-ตอนหน้าโปร่งใส เรียกว่า <em>กระจกตา(cornea)</em><mark><br></mark>*กระจกตา สามารถรับบริจาคจากคนอื่นได้*<br><mark>โครอยด์</mark><br>-ด้านหน้าของเลนส์ มีม่านตา <em>iris</em><mark><br></mark>-ช่องให้แสงผ่าน มีลักษณะกลม เรียกว่า <em>pupil<br></em>-สีดำที่อยู่ตรงตา คือ<em> รูม่านตา(pupil)</em><mark><br>เรตินา (จอรับภาพ)</mark><br>-เป็นบริเวณที่เซลล์รับแสง มี 2 ชนิด<br>คือ <em>เซลล์รูปแท่ง (rod cell)</em>ไวต่อแสง แต่แยกสีไม่ได้<br>และ <em>เซลล์รูปกรวย(cone cell)</em>แยกสีได้ แต่ต้องมีแสงมาก<br>((ตา 1 ข้างมี rod cell ~ 125ล้าน แต่มี cone cell ~ 6ล้าน))<br>-บริเวณของเรตินา เรียกว่า <em>โฟเวีย(fovea)</em><br> จะมีเซลล์รูปกรวยหนากว่าที่อื่น ทำให้<strong>เห็นภาพได้ชัด<br></strong>-บริเวณที่ไม่มี rod cell&amp;cone cell จะไม่เกิดภาพ/<strong>จุดบอด<br></strong><mark>เลนส์ตา</mark><br>-ถูกยึดด้วย <em>เอ็นยึดเลนส์</em><br>-และจะเอ็นอยู่ติดกับ <em>กล้ามเนื้อยึดเลนส์<br></em><strong><em><mark>วัตถุอยู่ใกล้</mark></em></strong><strong><em> <br></em></strong>-เลนส์ตานูนมาก<br>-กล้ามเนื้อหดตัว<br>-เอ็นคลายตัว<br><strong><em><mark>วัตถุอยู่ไกล</mark></em></strong><br>-เลนส์ตานูนน้อย<br>-กล้ามเนื้อคลายตัว<br>-เอ็นหดตัว<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 12:11:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271548275</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวอภิชญา แก้วจรัส ม.5/4 เลขที่ 14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271553095</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา : มีสิ่งเร้าคือ อนุภาคแสง ทำหน้าที่ในการมองเห็น<br><br>โครงสร้างของตา แบ่งเป็น 3ชั้นจากนอกเข้าไปข้างในดังนี้<br><br>1.Outer fibrous layer แบ่งเป้น 2 ส่วน<br><br>– ตาขาว แสงผ่านไม่ได้<br><br>– กระจกตา  เป็นส่วนที่ทำให้แสงเข้าไปในลูกตาได้ เยื่อคลุมใส<br><br>2.Middle vascular layer เป็นชั้นที่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงมีสารสีป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านไปได้ มีส่วน 3<br><br>– โครอย อยู่กึ่งกลางระหว่างตาขาวกับจอรับภาพ ช่วยป้องกันการสะท้อนของแสง<br><br>– Ciliary body อยู่ต่อจากส่วนโครอยมาทางด้านหน้า ช่วยปรับแสงให้ผ่านไปตกที่เรตินาได้พอดี<br><br>– ม่านตา อยู่หน้าเลนส์แต่อยู่หลังกระจกตา มีรูม่านตาเป็นช่องให้แสงผ่านเข้าเรตินา<br><br>3.Inner retinal layer ประกอบด้วย จอตา/เรตินา ทำหน้าที่รับภาพมี 2ชนิด<br><br>– เซลล์รูปแท่ง (Rod Cell) ทำงานที่แสงน้อยรับได้เฉพาะภาพขาวดำ ภายในมีสารรงควัตุ <br><br>-เซลล์รูปกรวย ทำงานได้ในที่มีแสงสว่างพอมี 3 ชนิด คือชนิดรับภาพที แดง เขียว น้ำเงิน การที่มองเห็นสีต่างๆมากมายเกิดจากการกระตุ้นของเซลล์รูปกรวยแต่ละสีพร้อมๆกันในความเข้าที่ต่างกัน หากเซลล์รูปกรวยสีใดสีหนึ่งเกิดพิการจะทำให้เกิดตาบอดสี และเป็นลักษณะทางพันธุ์กรรม<br><br>โดยปกติเรตินาจะมีเซลลรูปแท่งมากกว่าเซลล์รูปกรวยแต่มีจุดสำคัญ 2 จุด คือ<br><br>จุดโฟเวีย : เป็นจุดที่มองเห็นภาพชัดที่สุด อยู่บริเวณกลางเรตินา โดยมีเซลล์รูปกรวยมากกว่าเซลล์รูปแท่งเรียกจุดสีเหลือง<br>จุดบอด เป็นจุดที่มองไม่เห็นภาพ คือ เป็นขั้วประสาทตา ถ้าแสงสะท้อนตกลงจุดนี้จะไม่เห็นภาพ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:18:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271553095</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวฐิตาภรณ์  สันติสุข 5/6 เลขที่ 15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555166</link>
         <description><![CDATA[<div>องค์ประกอบของตา ได้แก่ กระจกตา(Cornea)เป็นส่วนของตาดำ บางคนเปรียบเปรยว่าเป็นหน้าต่างของดวงตา เพราะตามปกติกระจกตาจะมีความใส และทำให้เกิดการหักเหของแสงมากที่สุด กระจกตาประกอบด้วยเนื้อเยื่อทั้งหมด 5 ชั้น ชั้นบนที่สุดเรียกว่า epithelium เป็นปราการด่านแรกที่ ปกป้องดวงตาจากการได้รับอันตราย ซึ่งชั้น epithelium นี้เป็นชั้นที่มีเซลล์ที่มีความสามารถในการแบ่งตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถแบ่งตัวมาคลุมกระจกตาได้หมดภายใน 3 วัน ทำให้การหายของแผลเกิดได้อย่างรวดเร็วหลังการเกิดแผลที่กระจกตาขึ้น ในส่วนของเซลล์ชั้นกลางซึ่งเป็นชั้นที่หนาที่สุดของกระจกตาจะเสริมสร้างความแข็งแรงให้ดวงตา ซึ่งการทำเลสิกจะทำในชั้นนี้ ของกระจกตา<br>&nbsp;| ม่านตา(Iris)เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ บ้างเป็นสีเขียว บ้างเป็นสีฟ้า สีน้ำตาล หรือสีดำ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br>&nbsp;| เลนส์แก้วตา(Lens)เป็นส่วนที่ใสอยู่หลังม่านตา หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับการอ่านหรือการมองระยะใกล้ โดยการปรับรูปร่างของเลนส์ให้เหมาะสม ในคนที่มีอายุประมาณ 40-50 ปี ความสามารถในการปรับตัวส่วนนี้จะลดลง ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “สายตายาวตามอายุ” (Presbyopia) และในช่วงอายุประมาณ 60-70 ปีเลนส์แก้วตาจะมีลักษณะขุ่นและแข็งขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวะเคมีซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า “ต้อกระจก” ส่งผลให้แสงหักเหเข้าตาได้ยากขึ้น<br>&nbsp;| รูม่านตา(Pupil)เป็นรูกลม ๆ ที่เห็นในดวงตา มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า ม่านตาจะหดทำให้แสงเข้าตาได้น้อยลง ส่วนในที่มืดม่านตาจะขยายเพื่อให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น<br>&nbsp;| น้ำวุ้นตา(Vitreous)น้ำวุ้นตาลักษณะคล้ายเจลอยู่ด้านในช่องหลังลูกตา ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปลักษณะกลมตลอดเวลา ในผู้ที่มีสายตาสั้นมาก ๆ บางครั้งอาจสังเกตเห็นว่ามีจุดดำหรือใยสีดำลอยไปมาในน้ำวุ้นตา ซึ่งเกิดจากการที่น้ำวุ้นตาเสื่อมนั่นเอง<br>&nbsp;| เส้นประสาท(Optic Nerve)เป็นตัวส่งผ่านการกระตุ้นของการมองเห็นจากจอประสาทตามายังสมอง<br>&nbsp;| จอประสาทตา(Retina)จอประสาทตาประกอบด้วยเส้นประสาทตาที่มีความละเอียดสูงอยู่ในผนังชั้นในของลูกตา ทำหน้าที่คล้ายกับฟิล์มถ่ายรูปโดยจะส่งผ่านรูปไปยังสมอง ซึ่งในภาวะสายตาปกติ การหักเหของแสงจะลงมาตกกระทบที่จอประสาทตาพอดี<br>&nbsp; | นัยน์ตาขาว(Sclera)เป็นส่วนสีขาวของลูกตา ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่อลูกตา ช่วยให้เกิดความแข็งแรง&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:41:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555166</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กัญญาณี  สงวนไว้ 5/6  เลขที่  25</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555187</link>
         <description><![CDATA[<div>ผนังตามี 3 ชั้น คือ<br>1. Sclera  หรือเปลือกลูกตา<br>-เนื้อเยื่อเส้นใยนุ่มและไม่ยืดหยุ่ด ทำหน้าที่ปกกันอันตราย<br>2. Choroid  <br>-ประกอบด้วยหลอดเลือดฝอยจำนวนมาก  จึงเป็นสารอาหารไปยังเซลล์และนำของเสียออกจากเซลล์ต่างๆ<br>3. จอตาหรือเรตินา<br>-เนื้อเยื่อชั้นในประกอบด้วยเซลล์ประสาทและเซลล์รับแสงประกอบด้วย1.เซลล์รูปแท่ง-ไวต่อการรับแสงแต่ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ 2.เซลล์รูปกรวย-เซลล์ที่แยก<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:41:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555187</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว วินัดดา มั่งมี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555189</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สเคลอรา (sclera)</strong> ชั้นนี้เป็นชั้นเหนียวไม่ยืดหยุ่น คือ ส่วนตาขาวที่เรามองเห็นได้เวลาลืมตา ส่วนที่คลุมตาดำ (ตาดำ) ก็เป็นสเคลอราแต่มีลักษณะใส เรียกว่า กระจกตา (cornea) ซึ่งเป็นทางผ่านของแสงเข้าสู่ตาชั้นใน กระจกตามีเยื่อบางๆ ใสๆ คลุมอยู่ คือ เยื่อตา (conjunctiva) ซึ่งจะชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะมีน้ำตาและน้ำมันมาเคลือบอยู่ การเปลี่ยนดวงตาของแพทย์ คือ การเปลี่ยนกระจกตาถ้าหากมีบางสิ่งบางอย่างมาปิดกระจกตา ทำให้ขุ่นไม่ใส เรียกว่า เป็นต้อเนื้อหรือต้อกระจก<br><strong>โครอยด์ (choroids coat )</strong>ชั้นนี้เป็นเยื่อบาง ๆ เป็นที่อยู่ของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงลูกตา ซึ่งเข้ามาในลูกตาโดยทางเดียวกันกับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 ผนังชั้นโครอยด์มีรงควัตถุอยู่ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้แสงผ่านทะลุไปยังด้านหลังของนัยน์ตา โครอยด์แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ</div><div>-โครอยด์ (choroid) เป็นชั้นที่มีเลือดมาเลี้ยงลูกตาอยู่ถัดจากสเคลอราเข้ามา</div><div>-ซิลิแอรีบอดี (ciliary body) อยู่ถัดจากโครอยด์เข้ามา ประกอบด้วย</div><div>กล้ามเนื้อซิลิแอรี (ciliary muscle) เป็นกล้ามเนื้อเรียบช่วยบีบเลนส์ตาเพื่อปรับสายตาให้มองได้ชัดเจน</div><div>-ไอริส (iris) หรือม่านตาที่อยู่หน้าเลนส์เป็นสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า แล้วแต่</div><div>เชื้อชาติของเจ้าของดวงตา ไอริสหรือม่านตา ทำหน้าที่ในการปรับให้แสงเข้าสู่ตาทางรูเล็กๆ ซึ่งเรียกว่า พิวพิล (pupil) ที่อยู่ตรงกลางม่านตา ถ้าแสงมากรูพิวพิลจะมีขนาดเล็ก หากแสงน้อยรูพิวพิลก็จะขยายใหญ่ขึ้น เพื่อให้แสงเข้าลูกตามากขึ้น<br><strong>เรตินา (retina)</strong> เป็นชั้นอยู่ในสุดของลูกตา ประกอบด้วยเซลล์ 3 ชั้นคือ</div><div>-ชั้นนอกอยู่ติดกับโครอยด์ เป็นที่อยู่ของเซลล์รูปแท่ง (rod cell) และเซลล์</div><div>รูปกรวย (cone cell)</div><div>-ชั้นเซลล์ประสาท 2 ขั้ว ( bipolarneuron ) ทำหน้าที่รับประสาทจากเซลล์</div><div>รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย แล้วส่งกระแสประสาทชั้นต่อไป</div><div>ชั้นปมประสาท (ganglion cell)เป็นชั้นที่รับกระแสประสาทจากเซลล์</div><div>ประสาท 2 ขั้ว แล้วส่งกระแสประสาทมาทางแอกซอน รวมกันเป็นเส้นประสาทตา</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:41:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555189</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555320</link>
         <description><![CDATA[￼]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:42:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555320</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ศศิประภา  คำพุธ ม5/6เลขที่30</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555515</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา<br>-ส่วนสีขาวรอบนอกตามีความยืดหยุ่นน้อยทำให้ตาคงความกลมไว้ได้<br>-ส่วนใสคือกระจกตาถ้าส่วนนี้ชำรุดสามารถเปลี่ยนได้<br>การโฟกัส<br>-ถ้าเลนตามีลักษณะกลมจะใช้มองในระยะสั้น<br>-เลนตาเเบนมองในระยะยาว<br>การมองเห็นสี<br>-มีท่อรับคลื่นสีสามสีคือ แดง น้ำเงิน เขียว<br>-สีจะเกิดจากคลืนที่ผสมกัน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:44:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555515</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555568</link>
         <description><![CDATA[<div>อรจิรา พึ่งยวง เลขที่18 5/6<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:44:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555568</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555571</link>
         <description><![CDATA[<div>อรจิรา พึ่งยวง เลขที่18 </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:44:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555571</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาววินัดดา มั่งมีมณี เลขที่36</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555799</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คือ ส่วนรับแสงสะท้อน ทำให้มองเห้นประกอบด้วยผนังหุ้มตา 3 ชั้น<br><strong>สเคลอรา (sclera)</strong> ชั้นนี้เป็นชั้นเหนียวไม่ยืดหยุ่น คือ ส่วนตาขาวที่เรามองเห็นได้เวลาลืมตา ส่วนที่คลุมตาดำ (ตาดำ)<br><strong>โครอยด์ (choroids coat )</strong>ชั้นนี้เป็นเยื่อบาง ๆ เป็นที่อยู่ของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงลูกตา<br><strong>เรตินา (retina)</strong> เป็นชั้นอยู่ในสุดของลูกตา</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:46:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555799</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555812</link>
         <description><![CDATA[<div>อรจิรา พึ่งยวง ม.5/6 เลขที่18<br>ตาคือ ส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้มองเห็นและรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวเราได้</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:46:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555812</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ฐิตาภรณ์   สันติสุข 5/6  เลขที่ 15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555977</link>
         <description><![CDATA[<div> </div><div><strong>ตาขาว</strong> - ส่วนที่เป็นสีขาว คอยปกป้องลูกตาและคงสภาพให้เป็นทรงกลมอยู่</div><div><strong>รูม่านตา</strong> - รูสีดำตรงกลางตา ทำหน้าที่ให้แสงผ่าน</div><div><strong>ม่านตา</strong> - ส่วนที่มีสีสันของดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้าสู่รูม่านต</div><div><strong>กระจกตา</strong> - เป็นส่วนที่โค้งใส ทำหน้าที่ปกป้องม่านตาและรูม่านตา ทำงานเช่นเดียวกับเลนส์ทำหน้าที่เบี่ยงเบนแสงให้ตกที่บริเวณหลังสุดของลูกตา</div><div><strong>เลนส์ตา</strong> - แผ่นดิสก์ใส วางตัวอยู่หลังม่านตา</div><div><strong>จอตา</strong> - ส่วนหลังสุดของลูกตาประกอบด้วยเซลล์รับแสงจำนวนมากกว่าล้านตัว (ทำหน้าที่แปลงแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า) สัญญาณจะถูกส่งไปที่สมองผ่านระบบประสาทตา ซึ่งจะแปลผลเป็นภาพในที่สุด</div><div><strong>จอประสาทตา</strong> - จุดเล็กๆตรงกลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดที่เห้นชัดที่สุด</div><div><strong>น้ำวุ้นช่องลูกตาหลัง</strong> - เหมือนเจลลี่ อยู่กลางลูกตา เพื่อคงสภาพและรูปร่างของลูกตา</div><div><strong>ประสาทตา</strong> - เส้นประสาทที่อยู่หลังลูกตาทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากจอตาไปสู่สมอง</div><div><strong>เยื่อบุตา</strong> - ชั้นเยื่อบุบางๆที่คอยปกป้องและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา อยู่ใต้เปลือกตา บนสุดของลูกตา</div><div><strong>น้ำวุ้นช่องลูกตาหน้า</strong> - ของเหลวใส อยู่ในช่องว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา เพื่อคงสภาพความดันตาและทำให้ลูกตาด้านหน้ายังกลมอยู่</div><div><br><br> </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:48:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271555977</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชนาภา สงประชา ม.5/6เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556188</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:49:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556188</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวพลอยระรินท์ รัชตารมย์ ม.5/6 เลขที่1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556236</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป<br>&nbsp;<br>&nbsp;-กระจกตา(Cornea)<br>&nbsp;เป็นส่วนของตาดำ บางคนเปรียบว่าเป็นหน้าต่างของดวงตา เพราะตามปกติกระจกตาจะมีความใส และทำให้เกิดการหักเหของแสงมากที่สุด&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;-ม่านตา(Iris)<br>&nbsp;เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br>&nbsp;<br>&nbsp;-เลนส์แก้วตา(Lens)<br>&nbsp;เป็นส่วนที่ใสอยู่หลังม่านตา หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับการอ่านหรือการมองระยะใกล้&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;-รูม่านตา(Pupil)<br>&nbsp;เป็นรูกลม ๆ ที่เห็นในดวงตา มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า ม่านตาจะหดทำให้แสงเข้าตาได้น้อยลง ส่วนในที่มืดม่านตาจะขยายเพื่อให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น<br>&nbsp;<br>&nbsp;-น้ำวุ้นตา(Vitreous)<br>&nbsp;น้ำวุ้นตาลักษณะคล้ายเจลอยู่ด้านในช่องหลังลูกตา ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปลักษณะกลมตลอดเวลา&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;-เส้นประสาท(Optic Nerve)<br>&nbsp;เป็นตัวส่งผ่านการกระตุ้นของการมองเห็นจากจอประสาทตามายังสมอง<br>&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;-จอประสาทตา(Retina)<br>&nbsp;ทำหน้าที่คล้ายกับฟิล์มถ่ายรูปโดยจะส่งผ่านรูปไปยังสมอง&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;-นัยน์ตาขาว(Sclera)<br>&nbsp;เป็นส่วนสีขาวของลูกตา ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่อลูกตา ช่วยให้เกิดความแข็งแรง&nbsp;<br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:50:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556236</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556271</link>
         <description><![CDATA[<div>อรจิรา พึ่งยวง ม.5/6 เลขที่18<br>ตาคือ คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวเราได้<br>องค์ประกอบของตา&nbsp;<br>1.กระจกตา(Cornea) เป็นส่วนของตาดำ บางคนเปรียบเปรยว่าเป็นหน้าต่างของดวงตา เพราะตามปกติกระจกตาจะมีความใส และทำให้เกิดการหักเหของแสงมาก<br>2. ม่านตา(Iris)<br>เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br>3. เลนส์แก้วตา(Lens)</div><div>เป็นส่วนที่ใสอยู่หลังม่านตา หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับการอ่านหรือการมองระยะใกล้&nbsp;<br>4. รูม่านตา(Pupil)</div><div>เป็นรูกลม ๆ ที่เห็นในดวงตา มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า ม่านตาจะหดทำให้แสงเข้าตาได้น้อยลง ส่วนในที่มืดม่านตาจะขยายเพื่อให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น<br>5. น้ำวุ้นตา(Vitreous)</div><div>น้ำวุ้นตาลักษณะคล้ายเจลอยู่ด้านในช่องหลังลูกตา ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปลักษณะกลมตลอดเวลา ในผู้ที่มีสายตาสั้นมาก ๆ บางครั้งอาจสังเกตเห็นว่ามีจุดดำหรือใยสีดำลอยไปมาในน้ำวุ้นตา ซึ่งเกิดจากการที่น้ำวุ้นตาเสื่อมนั่นเอง<br>6. เส้นประสาท(Optic Nerve)</div><div>เป็นตัวส่งผ่านการกระตุ้นของการมองเห็นจากจอประสาทตามายังสมอง<br>7. จอประสาทตา(Retina)</div><div>จอประสาทตาประกอบด้วยเส้นประสาทตาที่มีความละเอียดสูงอยู่ในผนังชั้นในของลูกตา ทำหน้าที่คล้ายกับฟิล์มถ่ายรูปโดยจะส่งผ่านรูปไปยังสมอง ซึ่งในภาวะสายตาปกติ การหักเหของแสงจะลงมาตกกระทบที่จอประสาทตาพอดี<br>8. นัยน์ตาขาว(Sclera)</div><div>เป็นส่วนสีขาวของลูกตา ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่อลูกตา ช่วยให้เกิดความแข็งแรง&nbsp;<br><br></div><div>อาการสายตาสั้น ปัญหาเกี่ยวกับสายตาชนเกิดจากภาวะความผิดปกติของสายตาที่ไม่สามารถรับแสงหักเหจากวัตถุที่มาโฟกัสตรงจอตาได้อย่างพอดี&nbsp; (Refractive Errors) ส่งผลให้มองเห็นวัตถุดังกล่าวไม่ชัด โดยผู้ที่สายตาสั้นจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ระยะไกลไม่ชัด หรือมองเห็นมัวลง แต่จะมองเห็นสิ่งที่อยู่ใกล้ชัดเจน ปัญหาสายตาสั้นมักเริ่มเป็นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นหรือตอนที่อายุยังน้อย โดยสายตาจะค่อย ๆ สั้นลงจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งมีแนวโน้มได้รับการถ่ายทอดภาวะนี้ทางพันธุกรรม<br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:50:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556271</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ธนัญญา ธนาบูรณ์ ม5/6 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556354</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div>ตา มีหน้าที่ในการมองเห็นและรับรู้สิ่งต่างๆ&nbsp;<br><br></div><div>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ&nbsp;<br><br></div><div>1. Sclera ชั้นนอกสุด&nbsp;<br><br></div><div>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่&nbsp;<br><br></div><div>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง ประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสง จำแนกแสงสีได้&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงแต่จำแนกสีไม่ได้&nbsp;<br><br></div><div>ตาบอดสี&nbsp; เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:51:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556354</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชนิสรา  ผาเบ้า 5/6  no.21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556356</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะรับเเสง<br>เเบ่งเป็น 3 ชั้น<br>1.กระจกตา สามารถเปลี่ยนถ่ายได้<br>2.รูม่านตา มีหลอดเลือดมาหล่อเลีเยงและรงควัตถุป้องกันไม่ให้เเสงเข้ามากเกินไป<br>3.เรตินา<br>ความผิดปกติกของตา<br>สายตาสั้น : กระบอกตายาว ทำให้ภาพตกก่อนเรตินา ใส่เเว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาว : กระบอกตาสั้น ภาพตกหลังเรตินา ใส่เเว่นเลนส์นูน<br>สายตาเอียง : ผิวกระจกตาไม่สม่ำเสมอ<br>ต้อกระจก : กระจกตาเป็นฝ้า<br>ต้อหิน : ท่อของเหลวเเถวกระจกตาอุดตัน<br>ต้อเนื้อ : ตาดำ-ขาว ถูกกระทบกระเทือน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:51:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556356</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภคพร  โชวันดี. ม.5/6. เลขที่23</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556399</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สเคลอรา</strong> เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า <strong>กระจกตา</strong>(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>โครอยด์ </strong>&nbsp;เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง  ด้านหลังของเลนส์ตามี <strong>ม่านตา</strong> (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก <strong>รูม่านตา</strong> (pupil) ส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา <strong><br></strong><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เรตินา</strong> เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ <strong>เซลล์รูปแท่ง</strong> (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น <strong>เซลล์รูปกรวย </strong>&nbsp;(cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ <strong>เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2&nbsp; </strong>ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:52:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556399</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย พิภัช นวพรชัย </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556410</link>
         <description><![CDATA[<div>เปลือกนอกของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อหนาประมาณ 1 มม. แข็ง ส่วนหน้าจะใสเรียกว่า <strong>ตาดำหรือกระจกตา (CORNEA) </strong>ส่วนถัดไปข้างหลังเป็นเนื้อเยื่อขาวทึบ เรียกว่า <strong>ตาขาว (SCLERA) </strong>ส่วนของ SCLERA ด้านหน้าจะถูกคลุมด้วย <strong>เยื่อบุตาขาว (CONJUNCTIVA)</strong> ถัดจากกระตาขาเข้าไปข้างในจะเห็น <strong>ม่านตาเป็นสีน้ำตาลเข้ม (IRIS)</strong> ขึงอยู่และมีรูตรงกลางเป็นรูขนาดประมาณ 3 มม. เรียกว่า <strong>รูม่านตา (PUPIL) </strong>รูม่านตาจะมีขนาดเปลี่ยนแปลงไปตามแสงสว่างที่มากระทบตา</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:52:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556410</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย พิภัช นวพรชัย ม.5/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556561</link>
         <description><![CDATA[<div>เปลือกนอกของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อหนา แข็ง ส่วนหน้าจะใสเรียกว่า <strong>กระจกตา (CORNEA) </strong>ส่วนถัดไปข้างหลังเป็นเนื้อเยื่อขาเรียกว่า <strong>ตาขาว (SCLERA) </strong>ส่วนของ SCLERA ด้านหน้าจะถูกคลุมด้วย <strong>เยื่อบุตาขาว (CONJUNCTIVA)</strong> ถัดจากกระตาขาเข้าไปข้างในจะเห็น <strong>ม่านตาเป็นสีน้ำตาลเข้ม (IRIS)</strong> ขึงอยู่และมีรูตรงกลางเป็นรูขนาดประมาณ 3 มม. เรียกว่า <strong>รูม่านตา (PUPIL) </strong>รูม่านตาจะมีขนาดเปลี่ยนแปลงไปตามแสงสว่างที่มากระทบตา</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:53:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556561</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.อุษณียาภรณ์ ลุนกำพี้ ม.5/6 เลขที่ 28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556565</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนประกอบของตา<br>ลูกตาEyeball&nbsp;<br>ชั้นนอกสุด sclere ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า cornea กระจกตา<br>ชั้น choroid มีเส้นเลือดฝอยมาก มีเม็ดสี<br>-ciliary body<br>-suspensory ligament<br>-Aqueos humor<br>Lens ลูกตา ทำหน้าที่ปรับแสงภายในลูกตา<br>-Aqueous humor<br>-vitreous humor<br>-ส่วนหน้า lris ม่านตา สีตา<br>-pupil รูม่านตารับแสง<br>เมื่อแส่งจ้ารูม่านตาจะแคบ<br>แสงจางรูม่านตาจะเปิดมากขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:53:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556565</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายกันทรากร​ ลิขิตสุวณิชย์​ ม.5/6​ เลขที่​ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556596</link>
         <description><![CDATA[<div>ม่านตาใช่ในการควบคุมปริมาณแส​ และใช้ในการบอกสัญชาติ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:54:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556596</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.ธนัญญา ธนาบูรณ์ เลขที่22ม.5/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556651</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา มีหน้าที่ในการมองเห็นและรับรู้สิ่งต่างๆ<br>ตาประกอบด้วยผนัง 3 ชั้นคือ <br>1. Sclera ชั้นนอกสุด <br>2. Choriod มีเส้นเลือดมาก มีสารสีอยู่ <br>3. Retina บริเวณที่มีการรับแสง ประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2ชนิด<br> 1.) เซลล์รูปกรวย เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสง จำแนกแสงสีได้<br> 2.) เซลล์รูปแท่ง เป็นเซลล์ที่ไวต่อแสงแต่จำแนกสีไม่ได้<br>ตาบอดสี  เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจรแผ่นกรองแสงสี คือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:54:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556651</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชนาภา สงประชา ม.5/6เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556661</link>
         <description><![CDATA[<div>องค์ประกอบหลักๆสามารถแบ่งได้ดังนี้ Normal eye Anatomy รู้จักกับองค์ประกอบพื้นฐานของตวงตา (Normal Eye Anatomy)<br>1.กระจกตา2.เลนส์แก้วตา3.รูม่านตา4.น้ำวุ้นตา5.เส้นประสาท6.จอประสาทตา7.นัตย์ตาขาว</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:54:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556661</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรชนก พิริยะรังสรรค์ 5/6 เลขที่ 31</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556663</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ซึ่งล้อมรอบโครงสร้างทางกายวิภาคต่าง ๆ ชั้นนอกสุดเรียกว่า fibrous tunic ซึ่งประกอบด้วยกระจกตาและส่วนตาขาว (sclera) ชั้นกลางเรียกว่า vascular tunic หรือ uvea ซึ่งประกอบด้วยคอรอยด์ (choroid), ซิลิอารีบอดี (ciliary body), iris pigment epithelium, และม่านตา (iris) ชั้นในสุดคือจอตา ซึ่งได้ออกซิเจนจากหลอดเลือดของคอรอยด์ด้านหลังและจากเส้นเลือดจอตาด้านหน้า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:54:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556663</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภคพร โชวันดี   ม.5/6  เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556895</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครอยด์&nbsp; เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง&nbsp; ด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ และเซลล์รูปกรวย&nbsp; (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง  นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2&nbsp; ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด เมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:57:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271556895</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชนาภา สงประชา ม.5/6 เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557009</link>
         <description><![CDATA[<div>องค์ประกอบหลักๆสามารถแบ่งได้ดังนี้ Normal eye Anatomy รู้จักกับองค์ประกอบพื้นฐานของตวงตา (Normal Eye Anatomy)<br>1.กระจกตา2.เลนส์แก้วตา3.รูม่านตา4.น้ำวุ้นตา5.เส้นประสาท6.จอประสาทตา7.นัตย์ตาขาว</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:58:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557009</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557010</link>
         <description><![CDATA[<div>องค์ประกอบหลักๆสามารถแบ่งได้ดังนี้ Normal eye Anatomy รู้จักกับองค์ประกอบพื้นฐานของตวงตา (Normal Eye Anatomy)<br>1.กระจกตา2.เลนส์แก้วตา3.รูม่านตา4.น้ำวุ้นตา5.เส้นประสาท6.จอประสาทตา7.นัตย์ตาขาว</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 13:58:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557010</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ปิติภัทร ฉันทเตยานนท์ 5/6 19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557492</link>
         <description><![CDATA[<div>ดวงตาเปลี่ยนแสงให้กลายเป็นคลื่นไฟฟ้าและส่งไปที่สมอง ซึ่งจะแปลผลกลายเป็นภาพให้เรามองเห็น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:02:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557492</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. ปิติภัทร ฉันทเตยานนท์ 5/6 19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557684</link>
         <description><![CDATA[<div>ดวงตาเปลี่ยนแสงให้กลายเป็นคลื่นไฟฟ้าและส่งไปที่สมอง ซึ่งจะแปลผลกลายเป็นภาพให้เรามองเห็น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:04:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557684</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.อุษณียาภรณ์ ลุนกำพี้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557989</link>
         <description><![CDATA[<div>ลูกตา<br>ชั้นนอกสุด Sclere ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย<br>ด้านหน้า cornea กระจกตา<br>ชั้น Chorid มีเส้นเลือดฝอยเยอะมาก มีเม็ดสี<br>-ciliary body<br>-suspensory ligament<br>-Aqueous humor<br>lent ลูกตา ทำหน้าที่ปรับแสงในลูกตา<br>-Aqueous humor<br>-vitreous humor<br>ส่วนหน้า lris ม่านตา สีตา<br>pupil รูม่านตารับแสง<br>เมื่อแสงจ้ารูม่านตาแคบ<br>เมื่อแสงจางรูม่านตาเปิดกว้าง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:08:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271557989</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภคพร โชวันดี. ม.5/6  เลขที่23</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558084</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครอยด์&nbsp; เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง&nbsp; ด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย&nbsp; (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2&nbsp; ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:09:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558084</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. สรัญญา อินทรวงษ์ศรี ม.5/4 เลขที่ 25</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558097</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยในการมองเห็นสิ่งต่างๆ มีโครงสร้างเป็น 3 ชั้น ได้แก่<br>1.สเคลอรา หรือตาขาว เหนียว ไม่ยืดหยุ่น ทำหน้าที่รักษาลูกตาให้คงรูป ชั้นนี้จะมีกระจกตา<br>2.โครอยด์ ตาชั้นกลาง มีหลอดเลือดมาเลี้ยงที่ชั้นนี้ และมีสารสีกระจายจำนวนมากป้องกันไม่ให้แสงผ่านเข้า ชั้นนี้จะมีเลนส์ รูม่านตา และม่านตา<br>3.เรตินา ชั้นนี้จะมีเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย เซลล์รูปแท่งทำหน้าที่เปลี่ยนแสงเป็นกระแสประสาท ช่วยให้มองเห็นในที่มืด ส่วนเซลล์รูปกรวยมีหนาที่ เปลี่ยนสีให้เป็นกระแสประสาท มีตำแหน่งโฟเวียซึ่งอยู่กลางเรตินามองเห็นภาพชัดที่สุดเนื่องจากบริเวณนี้มีเซลล์รูปกรวยมากกว่าเซล์รูปแท่ง และมีจุดบอด บริเวณนี้ไม่มีทั้งเซลล์รุปกรวยและเซลล์รูปแท่ง ถ้าแสงตกกระทบบริเวณนี้จะไม่เห็นภพ มีเอ็นยึดเลนส์ ทำหน้าที่ยึดเลนส์ตา และมีกล้ามเนื้อเลนส์ ทำหน้าที่ปรับความโค้งของเลนส์แก้วตา</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:09:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558097</guid>
      </item>
      <item>
         <title>35  506</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558259</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>แบ่งเป็น3ชั้น</strong><br>1)Sclera เหนียว+แข็ง ยกเว้นcornea หลังมีช่องoptic nerve<br>2)choroid มีหลอดเลือดมาเลี้ยงและเมลานินกรองแสง มีเอ็นยึดเลนส์ ม่านตา และรูม่านตา<br>3)Retina มีเซลล์รับแสง2ชนิด<br>3.1)เซลล์รูปแท่ง<br>3.2)เซลล์รูปกรวย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:11:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558259</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กรรณ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558282</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:11:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558282</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กรรณิกา กันดี เลขที่24 ม.5/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558287</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การตอบสนองของนัยน์ตาต่อความเข้มของแสง</strong></div><div>เนื่องจากนัยน์ตาเป็นอวัยวะที่มีความไวต่อแสงมาก สามารถรับรู้ได้เมื่อมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเรตินาจะมีเซลล์รับแสง 2 ชนิด คือ</div><div>1.&nbsp; เซลล์รูปแท่ง (Rod Cell)&nbsp; ทำหน้าที่รับแสงสว่าง (สลัว) ที่ไวมาก สามารถมองเห็นภาพขาว-ดำ เซลล์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รูปแท่งจะไวเฉพาะต่อแสงที่มีความเข้มน้อย โดยจะไม่สามารถจำแนกสีของแสงนั้นได้</div><div>2.&nbsp; เซลล์รูปกรวย (Cone Cell) จะไวเฉพาะต่อแสงที่มีความเข้มสูงถัดจากความไวของเซลล์รูปแท่ง และสามารถจำแนกแสงแต่ละสีได้ด้วย เซลล์รูปกรวยมี 3 ชนิด แต่ละชนิดจะมีความไวต่อแสงสีปฐมภูมิต่างกัน ชนิดที่หนึ่งมีความไวสูงสุดต่อแสงสีน้ำเงิน ชนิดที่สองมีความไวสูงสุดต่อแสงสีเขียว และชนิดที่สามมีความไวสูงสุดต่อแสงสีแดง เมื่อมีแสงสีต่างๆ ผ่านเข้าตามากระทบเรตินา เซลล์รับแสงรูปกรวยจะถูกกระตุ้น และสัญญาณกระตุ้นนี้จะถูกส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง เพื่อแปรความหมายออกมาเป็นความรู้สึกเห็นเป็นสีของแสง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:11:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558287</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว วิรยา พนุมรัมย์ ม.5/6 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558463</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong>กระจกตา</strong><br>เป็นส่วนของตาดำ กระจกตาจะมีความใส และทำให้เกิดการหักเหของแสงมากที่สุด กระจกตาประกอบด้วยเนื้อเยื่อทั้งหมด 5 ชั้น <br><strong>ม่านตา</strong><br>เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ บ้างเป็นสีเขียว บ้างเป็นสีฟ้า สีน้ำตาล หรือสีดำ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br><strong>เลนส์แก้วตา </strong><br>เป็นส่วนที่ใสอยู่หลังม่านตา หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับการอ่านหรือการมองระยะใกล้ <br>&nbsp;<strong>รูม่านตา</strong> <br>เป็นรูกลม ๆ ที่เห็นในดวงตา มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า ม่านตาจะหดทำให้แสงเข้าตาได้น้อยลง ส่วนในที่มืดม่านตาจะขยายเพื่อให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น<br><strong>น้ำวุ้นตา </strong><br>น้ำวุ้นตาลักษณะคล้ายเจลอยู่ด้านในช่องหลังลูกตา ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปลักษณะกลมตลอดเวลา <br>&nbsp;<strong>เส้นประสาท</strong> <br>เป็นตัวส่งผ่านการกระตุ้นของการมองเห็นจากจอประสาทตามายังสมอง <br><strong>จอประสาทตา </strong><br>จอประสาทตาประกอบด้วยเส้นประสาทตาที่มีความละเอียดสูงอยู่ในผนังชั้นในของลูกตา ทำหน้าที่คล้ายกับฟิล์มถ่ายรูปโดยจะส่งผ่านรูปไปยังสมอง ซึ่งในภาวะสายตาปกติ การหักเหของแสงจะลงมาตกกระทบที่จอประสาทตาพอดี<br>&nbsp;<strong>นัยน์ตาขาว </strong><br>เป็นส่วนสีขาวของลูกตา ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่อลูกตา ช่วยให้เกิดความแข็งแรง&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:13:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558463</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภคพร โชวันดี  ม.5/6  เลขที่23</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558989</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา(cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครอยด์&nbsp; เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง&nbsp; ด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ส่วนที่เป็นสีดำอยู่ตรงตาส่วนนี้ คือ รูม่านตา ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็น เซลล์รูปกรวย&nbsp; (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง เรตินาในนัยน์ตาข้างหนึ่งจะมีเซลล์รูปแท่งประมาณ 125 ล้านเซลล์และเซลล์รูปกรวย 7 ล้านเซลล์ นอกจากนี้ชั้นเรตินาจะมีเซลล์ที่ไวต่อแสงแล้วยังมีเซลล์ประสาทอื่นอีกที่รับกระแสประสาท ส่งไปยังใยประสาทของ เส้นประสาทสมองคู่ที่ 2&nbsp; ซึ่งอยู่รวมกันเป็นมัด ดังนั้นเมื่อกระตุ้นเซลล์รับแสงจะเกิดกระแสประสาทและถ่ายทอดสัญญาณดังกล่าวไปยังเส้นประสาทคู่ที่ 2 แล้วยังส่งไปยังสมองส่วนเซรีบรัมเพื่อแปลเป็นภาพตามที่ตามองเห็น<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:17:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271558989</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนัชชา 35 506</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271559194</link>
         <description><![CDATA[<div>แบ่งเป้น3ชั้น<br>1)Sclera เหนียว+แข็ง ยกเว้นcornea หลังมีช่องoptic nerve<br>2)choroid มีหลอดเลือดมาเลี้ยงและเมลานินกรองแสง มีเอ็นยึดเลนส์ ม่านตา และรูม่านตา<br>3)Retina มีเซลล์รับแสง2ชนิด<br>3.1)เซลล์รูปแท่ง<br>3.2)เซลล์รูปกรวย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:19:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271559194</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภคพร โชวันดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271559287</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:19:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271559287</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนัชชา ม.5/6 เลขที่35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271560220</link>
         <description><![CDATA[<div>แบ่งเป้น3ชั้น<br>1)Sclera เหนียว+แข็ง ยกเว้นcornea หลังมีช่องoptic nerve<br>2)choroid มีหลอดเลือดมาเลี้ยงและเมลานินกรองแสง มีเอ็นยึดเลนส์ ม่านตา และรูม่านตา<br>3)Retina มีเซลล์รับแสง2ชนิด<br>3.1)เซลล์รูปแท่ง<br>3.2)เซลล์รูปกรวย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:26:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271560220</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว วิรยา พนุมรัมย์ เลขที่ 37 ม. 5/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271560415</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong>กระจกตา<br></strong>เป็นส่วนของตาดำ กระจกตาจะมีความใส และทำให้เกิดการหักเหของแสงมากที่สุด กระจกตาประกอบด้วยเนื้อเยื่อทั้งหมด 5 ชั้น ในส่วนของเซลล์ชั้นกลางซึ่งเป็นชั้นที่หนาที่สุดของกระจกตาจะเสริมสร้างความแข็งแรงให้ดวงตา ซึ่งการทำเลสิกจะทำในชั้นนี้ ของกระจกตา<br>&nbsp;<strong>ม่านตา<br></strong>เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ บ้างเป็นสีเขียว บ้างเป็นสีฟ้า สีน้ำตาล หรือสีดำ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br>&nbsp; <strong>เลนส์แก้วตา<br></strong>เป็นส่วนที่ใสอยู่หลังม่านตา หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับการอ่านหรือการมองระยะใกล้<br><strong>รูม่านตา<br></strong>เป็นรูกลม ๆ ที่เห็นในดวงตา มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า ม่านตาจะหดทำให้แสงเข้าตาได้น้อยลง ส่วนในที่มืดม่านตาจะขยายเพื่อให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น <br>&nbsp;<strong>น้ำวุ้นตา</strong><br>น้ำวุ้นตาลักษณะคล้ายเจลอยู่ด้านในช่องหลังลูกตา ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปลักษณะกลมตลอดเวลา ในผู้ที่มีสายตาสั้นมาก ๆ บางครั้งอาจสังเกตเห็นว่ามีจุดดำหรือใยสีดำลอยไปมาในน้ำวุ้นตา ซึ่งเกิดจากการที่น้ำวุ้นตาเสื่อม<br> <strong>เส้นประสาท</strong><br>เป็นตัวส่งผ่านการกระตุ้นของการมองเห็นจากจอประสาทตามายังสมอง <br> <strong>จอประสาทตา</strong><br>จอประสาทตาประกอบด้วยเส้นประสาทตาที่มีความละเอียดสูงอยู่ในผนังชั้นในของลูกตา ทำหน้าที่คล้ายกับฟิล์มถ่ายรูปโดยจะส่งผ่านรูปไปยังสมอง ซึ่งในภาวะสายตาปกติ การหักเหของแสงจะลงมาตกกระทบที่จอประสาทตาพอดี<br> <strong>นัยน์ตาขาว</strong><br>เป็นส่วนสีขาวของลูกตา ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่อลูกตา ช่วยให้เกิดความแข็งแรง&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:27:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271560415</guid>
      </item>
      <item>
         <title>35 506</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271560935</link>
         <description><![CDATA[<div>แบ่งเป้น3ชั้น<br>1)Sclera เหนียว+แข็ง ยกเว้นcornea หลังมีช่องoptic nerve<br>2)choroid มีหลอดเลือดมาเลี้ยงและเมลานินกรองแสง มีเอ็นยึดเลนส์ ม่านตา และรูม่านตา<br>3)Retina มีเซลล์รับแสง2ชนิด<br>3.1)เซลล์รูปแท่ง<br>3.2)เซลล์รูปกรวย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:32:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271560935</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271560940</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:32:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271560940</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561005</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:33:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561005</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.พรชนก กล่อมจิตร ม.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561015</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:33:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561015</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.พรชนก กล่อมจิตร ม.5/5 เลขที่23</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561029</link>
         <description><![CDATA[<div>ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความไวต่อแสงมาก สามารถรับรู้ได้เมื่อมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย เช่น แสงจากดวงดาวที่อยู่ไกลในคืนเดือนมืดจนถึงแสงสว่างที่มีปริมาณมาก ทั้งนี้เนื่องจากเรตินาจะมีเซลล์รับแสง 2 ชนิด คือ<strong>เซลล์รูปแท่ง(Rod Cell) </strong>ทำหน้าที่รับแสงสว่าง (สลัว) ที่ไวมาก สามารถมองเห็นภาพขาวดำ เซลล์ รูปแท่งจะไวเฉพาะต่อแสงที่มีความเข้มน้อย โดยจะไม่สามารถจำแนกสีของแสงนั้<strong>เซลล์รูปกรวย(Cone Cell)</strong> จะไวเฉพาะต่อแสงที่มีความเข้มสูงถัดจากความไวของเซลล์รูปแท่ง และสามารถจำแนกแสงแต่ละสีได้ด้วย เซลล์รูปกรวยมี 3 ชนิด แต่ละชนิดจะมีความไวต่อแสงสีปฐมภูมิต่างกัน ชนิดที่หนึ่งมีความไวสูงสุดต่อแสงสีน้ำเงิน ชนิดที่สองมีความไวสูงสุดต่อแสงสีเขียว และชนิดที่สามมีความไวสูงสุดต่อแสงสีแดง เมื่อมีแสงสีต่างๆ ผ่านเข้าตามากระทบเรตินา เซลล์รับแสงรูปกรวยจะถูกกระตุ้น และสัญญาณกระตุ้นนี้จะถูกส่งผ่านประสาทตาไปยังสมอง เพื่อแปรความหมายออกมาเป็นความรู้สึกเห็นเป็นสีของแสงนั้นๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:33:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561029</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วราภรณ์ พานโฮม ม.5/6 เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561257</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะที่ใช้ในการมองเห็น<br>มีเส้นประสาทที่ใช้รับความรุ้สึก<br>เป็นอวัยวะที่สำคัญมากในการใช้ชีวิต</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:35:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561257</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.อรนัว คชเส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561832</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:41:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271561832</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส. อรพรรณ ป่านทอง </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271562170</link>
         <description><![CDATA[<div>Aqueous humor เป็นของเหลวใส จะถูกดูดกลับเข้าสู่หลอดเลือด โดยอัตราการผลิตและอัตราการดูดกลับจะต้องสมดุลกัน ถ้าอัตราการดูดกลับน้อยกว่าอัตราการผลิต จะทำให้เกิดความดันในลูกตาสูงขึ้นและทำให้เกิดต้อหิน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:44:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271562170</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271562737</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:49:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271562737</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.อรนัส คชเสนีย์ ม.5/6 เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271562857</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนประกอบของตาได้แก่ ตาขาว รูม่านตา ม่านตา กระจกตา&nbsp; เลนส์ตา จอตา จอประสาทตา น้ำวุ้นช่องลูกตาหลัง ประสาทตา เยื่อบุตา น้ำวุ้นช่องลูกตาหน้า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 14:50:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271562857</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายศรัณยพงศ์ โกสลอินทรีย์ ม.5/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271564097</link>
         <description><![CDATA[<div>ได้รู้ส่วนประกอบต่างๆของตาและหน้าที่ของแต่ละส่วน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 15:03:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271564097</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธนภัทร เจียมเรืองจรัส ม.5/4 เลขที่ 9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271564758</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวได้ มี 3 ชั้น ได้แก่<br>1.สเคอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา (cornea) กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบต่อการมองเห็น<br><br>2.โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง ด้านหลังของเลนส์ตามี ม่านตา (iris) ยื่นลงมาจากด้านบนและด้านล่างของผนังโครอยด์คล้ายเป็นกับผนังกั้นบางส่วนของเลนส์ ส่วนช่องกลางที่เหลือให้แสงผ่านเข้านั้นมีลักษณะกลม เรียก รูม่านตา (pupil) ขนาดของรูม่านตาจะแคบหรือกว้างขึ้นอยู่กับม่านตา ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวตามรัศมี ม่านตาควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่นัยน์ตา <br><br>3.เรตินา เป็นบริเวณที่มีเซลล์รับแสง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามรูปร่างลักษณะของเซลล์ คือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell) ซึ่งไวต่อการรับแสงสว่าง แม้ในที่มีแสงสว่างน้อย เซลล์ชนิดนี้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของสีได้ ส่วนเซลล์อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย  (cone cell) เป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีต่างๆได้แต่ต้องการแสงสว่างมากจึงจะบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 15:11:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271564758</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271566021</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://imgglb.padletcdn.com/v13/image?t=c_thumb,dpr_1,g_auto,h_16,w_16&amp;url=https%3A%2F%2Fresources.padletcdn.com%2Favatars%2Falien1.png" />
         <pubDate>2018-07-31 15:25:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271566021</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส. ณัฐธีรา เเสงวะโท ม.5/4 เลขที่ 35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271566149</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ชั้นนอกสุด<br>สเคลอรา เป็นชั้นที่เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น ตอนหน้าสุดของเยื่อนี้จะโปร่งใสและนูนออกมา เรียกว่า กระจกตา (cornea)กระจกตามีความสำคัญมากเพราะถ้าเป็นอันตรายหรือพิการ เช่นเป็นฝ่าทึบจะมีผลกระทบติอการมองเห็น<br><br>2.ผนังตาชั้นกลาง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;โครอยด์ เป็นชั้นที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง และมีสารสีแผ่กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสว่างทะลุผ่านชั้นเรตินาไปยังด้านหลังของนัยน์ตาโดยตรง&nbsp;<br><br>3. Retina เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุดของลูกตา เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการรับภาพ (Receptor) ประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ ที่สำคัญในการรับแสง คือ rod cells และ cone cells<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Rod cells เป็นเซลล์รูปยาวทรงกระบอก มีความไวต่อแสงประกอบด้วยสีที่เรียกว่า rhodopsin เป็นตัวรับแสง ทำหน้าที่ในการรับแสงหรือภาพ ขาว-ดำ และจะทำงานมากเมื่อมองภาพในที่สลัวหรือที่มีแสงน้อย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Cone cells เป็นเซลล์รูปกระสวย มีหน้าที่ในการรับแสงสีต่าง จะทำงานได้ดีในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 15:27:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271566149</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.</title>
         <author>121907</author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271568372</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 15:53:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271568372</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ธนวรรณ อิทธิฤทธิ์ไพศาล 5/4 เลขที่ 29</title>
         <author>121907</author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271568422</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คือ ส่วนที่รับแสงสะท้อนของร่างกายทำให้สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ มี 3 ชั้น<br>1.สเคลอรา ชั้นนอกสุด มี กระจกตา<br>2.โคลอยด ชั้นกลาง มีม่านตา รูม่านตา<br>3.เรตินา ชั้นในสุด มีเซลล์รูปกรวย/แท่ง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 15:54:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271568422</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ธนวรรณ อิทธิฤทธิไพศาล 5/4 เลขที่ 29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271569171</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา เป้นส่วนที่รับแสงสะท้อนทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆได้<br>แบ่งเป้น 3 ชั้น<br>1.สเคลอรา ชั้นนอกสุด มีกระจกตา<br>2.โคลอยด์ ชั้นกลาง มีม่านตา รูม่านตา<br>3.เรตินา ชั้นในสุด มีเซลลรูปกรวย/แท่ง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 16:04:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271569171</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วิภานันท์ ล้อพาณิชเจริญ ม.5/4 เลขที่ 24</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271571368</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาเป็นอวัยวะรับความรู้สึกร่วมกับระบบประสาทและสมอง มีหน้าที่<br>ส่วนประกอบของตา<br>1 ลูกตา<br>&nbsp; &nbsp;เป็นชั้นที่ เหนียวแต่ไม่ยืดหยุ่น อยู่ชั้นนอกสุดเห็นเป็นสีขาว ส่วนที่อยู่ด้านหน้ามีลักษณะใส<br>และนูนออกมาเรียกว่ากระจกตา (cornea) ทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภายในกระจกตา<br>จะมีผลกระทบต่อการมองเห็น<br>2.คอรอยด์<br>&nbsp; &nbsp; เป็นชั้นที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากมาย ส่วนที่ยื่นออกไปด้านหน้าเรียกว่า ซีเลียรีบอดี้&nbsp;<br>(ciliary body) ทำหน้าที่สร้างของเหลวที่เรียวว่า เอเควียวฮิวเมอร์ (aqueous humor)&nbsp;<br>เข้าไปอยู่ในช่องว่างของลูกตาด้านหน้าเลนซ์<br>3.จอตา<br>&nbsp; เรตินาทำหน้าที่เป็นจอรับภาพเนื่องจากมีเซลล์รับแสง 2 ชนิดคือ เซลล์รูปแท่ง (rod cell)อีกประเภทหนึ่งเป็นเซลล์รูปกรวย (cone cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่แยกความแตกต่างของสีได้แต่<br>ต้องการแสงสว่างมากจึงบอกสีของวัตถุได้ถูกต้อง<br>&nbsp;&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-31 16:32:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271571368</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ดวงพร แซโง้ว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271605398</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คือ อวัยวะที่ทำหน้าที่รับแสง โดยสัตว์แต่ละชนิดจะมีอวัยวะรับแสงที่แตกต่างกัน<br>ตาต้องเห็นอาศัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB&amp;action=edit&amp;redlink=1">การหักเห</a> (refraction) ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87">แสง</a>ต่อจากนั้น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Photoreceptor_cell">เซลล์รับแสง</a> (photoreceptor cell) จะเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งมีการแปลผลโดยระเบียบการเชื่อมต่อกันของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ไซแนปส์</a>ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97">เซลล์ประสาท</a>ชนิดต่าง ๆ ใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2">เรตินา</a> เซลล์ประสาทหลัก 5 อย่างในเรตินาประกอบด้วย<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Photoreceptor_cell">เซลล์รับแสง</a> (photoreceptor cell) เปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Bipolar_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์สองขั้ว</a> (biopolar cell) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Retinal_ganglion_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Retinal_ganglion_cell">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a> (retinal ganglion cells) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA">ทาลามัส</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA">ไฮโปทาลามัส</a> และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87">สมองส่วนกลาง</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Retinal_horizontal_cell&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์แนวขวางในเรตินา</a> (retinal horizontal cell) เชื่อมต่อ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Bipolar_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์สองขั้ว</a>ภายในเรตินา ทำการประสานและควบคุมสัญญาณจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Photoreceptor_cell">เซลล์รับแสง</a>หลาย ๆ ตัว ยังให้ตาสามารถปรับตัวเพื่อให้เห็นได้ด้วยดีทั้งในที่สว่างและที่สลัว</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Retina_amacrine_cell&amp;action=edit&amp;redlink=1">retina amacrine cell</a> ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยัง <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Retinal_ganglion_cell">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a> และควบคุม<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Bipolar_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์สองขั้ว</a>ที่ส่งสัญญาณไปยัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Retinal_ganglion_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a></li></ul><div><br>วงจรประสาทพื้นฐานของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2">เรตินา</a>ประกอบด้วยเซลล์ประสาท 3 พวกต่อกันเป็นลูกโซ่ เซลล์เหล่านั้นคือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Photoreceptor_cell">เซลล์รับแสง</a> (จะเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%87">เซลล์รูปแท่ง</a> หรือว่า <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A2">เซลล์รูปกรวย</a> ก็ดี) <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Bipolar_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์สองขั้ว</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Retinal_ganglion_cell">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Retinal_ganglion_cell">เซลล์ปมประสาท</a>เป็นตัวสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99">ศักยะงาน</a>เพื่อส่งไปยัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87">ระบบประสาทกลาง</a> วงจรประสาทนี้เป็นทางสั้นที่สุด (คือตรงที่สุด) ในการส่งข้อมูลการเห็นไปยังสมอง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 00:10:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271605398</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ธนธร มหสธน ม.5/4 เลขที่ 8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271605842</link>
         <description><![CDATA[<div>ตาแบ่งออกได้ 3 ชั้น<br>1 sclera<br>2 choroid<br>3 retina มีเซลล์รับแสง 2 ประเภทคือเซลล์รุปแท่ง ไวแสง ไม่แยกสี เห็นภาพไม่ชัด เซลล์รูปกรวย แยกสีต้องการแสงมาก เห็นภาพชัด<br>เลนส์ตา<br>ช่วยหักเหแสง รวมแสง ปรับโฟกัส โดยมีเอ็นยึดเลนส์ กล้ามเนื้อเลนส์ทํางานร่วมกัน<br>วัตถุอยู่ใกล้ กล้ามเนื้อเลนส์จะหดตัว เอ็นยึดเลนส์จะหย่อน เลนส์ป่อง<br>วัตถุอยู่ไกล กล้ามเนื้อเลนส์จะคลายตัว เอ็นยึดเลนส์จะตึง เลนส์แฟบ<br>ความผิดปกติของตา<br>สายตาสั้น เลนส์โค้งมากไป ทําให้ภาพตกก่อนเรตินา ต้องใส่แว่นเลนส์เว้า<br>สายตายาว เลนส์โค้งน้อยไป ทัาให้ภาพตกหลังเรตินา ต้องใส่แว่นเลนส์น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 00:15:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271605842</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ปรีชาชัย สุระป้อง เลขที่ 1 ชั้น 5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271607971</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คือ อวัยวะที่สำคัญมาก ใช้ในการมองเห็นสิ่งต่างๆเเละตายังสามารถ สื่อออกมาในความรู้สึกได้เเละตานั้นจะเเบ่งออกเป็น 3 ชั้น 1sclera 2choroid 3retina มีเซลล์เเบ่งเป็น เซลล์รับเเสงรูปเเท่ง เซลล์รูปกรวย เเละตายังเเบ่งสีออกได้ในการเห็น เเละคนที่เป็นตาบอดสีจะเห้นสีที่ผิดปกติไปจากตาคนปกติ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 00:34:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271607971</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปิยมน วงศ์พันธ์งาม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271608303</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป<br><br>-กระจกตา(Cornea)<br>เป็นส่วนของตาดำ บางคนเปรียบว่าเป็นหน้าต่างของดวงตา เพราะตามปกติกระจกตาจะมีความใส และทำให้เกิดการหักเหของแสงมากที่สุด&nbsp;<br><br>-ม่านตา(Iris)<br>เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br><br>-เลนส์แก้วตา(Lens)<br>เป็นส่วนที่ใสอยู่หลังม่านตา หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับการอ่านหรือการมองระยะใกล้&nbsp;<br><br>-รูม่านตา(Pupil)<br>เป็นรูกลม ๆ ที่เห็นในดวงตา มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า ม่านตาจะหดทำให้แสงเข้าตาได้น้อยลง ส่วนในที่มืดม่านตาจะขยายเพื่อให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น<br><br>-น้ำวุ้นตา(Vitreous)<br>น้ำวุ้นตาลักษณะคล้ายเจลอยู่ด้านในช่องหลังลูกตา ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปลักษณะกลมตลอดเวลา&nbsp;<br><br>-เส้นประสาท(Optic Nerve)<br>เป็นตัวส่งผ่านการกระตุ้นของการมองเห็นจากจอประสาทตามายังสมอง<br><br><br>-จอประสาทตา(Retina)<br>ทำหน้าที่คล้ายกับฟิล์มถ่ายรูปโดยจะส่งผ่านรูปไปยังสมอง&nbsp;<br><br>-นัยน์ตาขาว(Sclera)<br>เป็นส่วนสีขาวของลูกตา ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่อลูกตา ช่วยให้เกิดความแข็งแรง&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 00:37:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271608303</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวปิยมน วงศ์พันธ์งาม ม.5/5 เลขที่13 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271608761</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คือส่วนรับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวได้ ตาของสัตว์ต่างๆ มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป<br><br>-กระจกตา(Cornea)<br>เป็นส่วนของตาดำ บางคนเปรียบว่าเป็นหน้าต่างของดวงตา เพราะตามปกติกระจกตาจะมีความใส และทำให้เกิดการหักเหของแสงมากที่สุด&nbsp;<br><br>-ม่านตา(Iris)<br>เป็นส่วนที่มีสีซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ หน้าที่ของม่านตาคือช่วยในการควบคุมขนาดของรูม่านตา โดยการหดตัวหรือขยายตัวของกล้ามเนื้อม่านตา<br><br>-เลนส์แก้วตา(Lens)<br>เป็นส่วนที่ใสอยู่หลังม่านตา หน้าที่ของเลนส์แก้วตาคือช่วยโฟกัสเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับการอ่านหรือการมองระยะใกล้&nbsp;<br><br>-รูม่านตา(Pupil)<br>เป็นรูกลม ๆ ที่เห็นในดวงตา มีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าสู่ลูกตา เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงจ้า ม่านตาจะหดทำให้แสงเข้าตาได้น้อยลง ส่วนในที่มืดม่านตาจะขยายเพื่อให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น<br><br>-น้ำวุ้นตา(Vitreous)<br>น้ำวุ้นตาลักษณะคล้ายเจลอยู่ด้านในช่องหลังลูกตา ทำหน้าที่ให้ลูกตาคงรูปลักษณะกลมตลอดเวลา&nbsp;<br><br>-เส้นประสาท(Optic Nerve)<br>เป็นตัวส่งผ่านการกระตุ้นของการมองเห็นจากจอประสาทตามายังสมอง<br><br><br>-จอประสาทตา(Retina)<br>ทำหน้าที่คล้ายกับฟิล์มถ่ายรูปโดยจะส่งผ่านรูปไปยังสมอง&nbsp;<br><br>-นัยน์ตาขาว(Sclera)<br>เป็นส่วนสีขาวของลูกตา ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายต่อลูกตา ช่วยให้เกิดความแข็งแรง&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 00:41:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271608761</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาววราภรณ์ เดินดงยิ่ง ม.5/5 เลขที่ 15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271608855</link>
         <description><![CDATA[<div>ตา คืออวัยวะที่สำคัญอย่างนึงของร่างกายเราทำหน้าที่รับแสงสะท้อนของร่างกาย ทำให้สามารถมองเห็น และรับรู้สิ่งต่างๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 00:42:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271608855</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ดวงพร แซ่โง้ว ม.5/5 เลขที่33</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610101</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ตาต้องเห็นอาศัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB&amp;action=edit&amp;redlink=1">การหักเห</a> (refraction) ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87">แสง</a>ต่อจากนั้น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Photoreceptor_cell">เซลล์รับแสง</a> (photoreceptor cell) จะเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งมีการแปลผลโดยระเบียบการเชื่อมต่อกันของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ไซแนปส์</a>ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97">เซลล์ประสาท</a>ชนิดต่าง ๆ ใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2">เรตินา</a> เซลล์ประสาทหลัก 5 อย่างในเรตินาประกอบด้วย<br><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Photoreceptor_cell">เซลล์รับแสง</a> (photoreceptor cell) เปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Bipolar_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์สองขั้ว</a> (biopolar cell) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Retinal_ganglion_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Retinal_ganglion_cell">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a> (retinal ganglion cells) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA">ทาลามัส</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA">ไฮโปทาลามัส</a> และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87">สมองส่วนกลาง</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Retinal_horizontal_cell&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์แนวขวางในเรตินา</a> (retinal horizontal cell) เชื่อมต่อ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Bipolar_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์สองขั้ว</a>ภายในเรตินา ทำการประสานและควบคุมสัญญาณจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Photoreceptor_cell">เซลล์รับแสง</a>หลาย ๆ ตัว ยังให้ตาสามารถปรับตัวเพื่อให้เห็นได้ด้วยดีทั้งในที่สว่างและที่สลัว<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Retina_amacrine_cell&amp;action=edit&amp;redlink=1">retina amacrine cell</a> ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยัง <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Retinal_ganglion_cell">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a> และควบคุม<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Bipolar_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์สองขั้ว</a>ที่ส่งสัญญาณไปยัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Retinal_ganglion_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a></div><div><br>วงจรประสาทพื้นฐานของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2">เรตินา</a>ประกอบด้วยเซลล์ประสาท 3 พวกต่อกันเป็นลูกโซ่ เซลล์เหล่านั้นคือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Photoreceptor_cell">เซลล์รับแสง</a> (จะเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%87">เซลล์รูปแท่ง</a> หรือว่า <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A2">เซลล์รูปกรวย</a> ก็ดี) <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Bipolar_cells&amp;action=edit&amp;redlink=1">เซลล์สองขั้ว</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Retinal_ganglion_cell">เซลล์ปมประสาทในเรตินา</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Retinal_ganglion_cell">เซลล์ปมประสาท</a>เป็นตัวสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99">ศักยะงาน</a>เพื่อส่งไปยัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87">ระบบประสาทกลาง</a> วงจรประสาทนี้เป็นทางสั้นที่สุด (คือตรงที่สุด) ในการส่งข้อมูลการเห็นไปยังสมอง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 00:54:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610101</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. อภิชญา  สีทา ม.5/5 เลขที่ 34</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610275</link>
         <description><![CDATA[<div>โครงสร้างของลูกตา&nbsp;</div><div>ผนังของลูกตาประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ</div><div>1.ชั้นนอกสุด ของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน fibrous coat แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ</div><div>1.1 ชั้น sclera หรือ ตาขาว เป็นผนังตาชั้นนอกซึ่งหนา มีสีขาวทึบ แสงผ่านไม่ได้ ส่วนใหญ่ของตาขาวอยู่ภายในเบ้าตา ประมาณ 5/6 ทางด้านหลัง และมี optic nerve ทะลุเข้ามา</div><div>1.2 ส่วน cornea หรือ กระจกตา เป็นส่วนเยื่อที่คลุม 1/6 ทางด้านหน้าของลูกตา มีลักษณะใส โปร่งแสง ไม่มีหลอดโลหิต ส่วนนี้มีประโยชน์ คือ สามารถให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้</div><div>2.ผนังตาชั้นกลาง vascular coat มีลักษณะบางสำหรับให้เส้นเลือดและเส้นประสาทที่ตาทอดผ่านไป ชั้นนี้ประกอบด้วย</div><div>2.1 Choroid เป็นผนังบางอยู่ถัดจาก sclera เข้ามา ในชั้นนี้มีเซลล์เม็ดสี (Pigment cells) และเซลล์อื่นๆ ประกอบเป็นร่างแห ทำให้มีสีเข้ม ทึบแสง ช่วยในการป้องกันการสะท้อนของแสง</div><div>2.2 Ciliary body อยู่ต่อจากส่วน Choroid มาทางด้านหน้า ประกอบด้วย cilary muscle และ ciliary process และที่ส่วนปลายของ ciliary process นี้มี suspensory ligament ไปยึดกับเลนส์ (Lens) เมื่อมีการหดตัวของ ciliary muscle ทำให้เกิดการดึง lens ซึ่งจะส่งผลให้ lens มีการปรับความหนา ช่วยในการปรับแสงให้ผ่านไปตกยังเรตินา ได้พอดี นอกจากนี้ Ciliary body ยังทำหน้าที่ผลิต Aqeous humor ด้วย</div><div>2.3 Iris หรือ ม่านตา อยู่หน้า lens แต่อยู่หลัง cornea ม่านตาถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อ 2 ชนิด คือ</div><div>– sphincter pupillae muscle ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณตรงกลางของ iris ควบคุมโดยระบบประสาท พาราซิมพาเธติก มีลักษณะการทอดตัวของใยกล้ามเนื้อเป็นวงกลม เมื่อมีการหดตัวของกล้ามเนื้อนี้ จะทำให้รูม่านตาหดเล็กลง (pupil constriction) เช่น ในกรณีที่มีแสงผ่านเข้าตามากเกินไป</div><div>– dilator pupillae จะอยู่บริเวณรอบนอกของ iris โดยเส้นใยกล้ามเนื้อจะเรียงตัวกันเป็นรัศมีออกจากจุดศูนย์กลาง ควบคุมโดย ระบบประสาทซิมพาเธติก การหดตัวของกล้ามเนื้อ dilator pupillae ทำให้ขนาดของรูม่านตาขยายใหญ่ขึ้น (Pupil dilatation) เช่น ในภาวะอยู่ในที่ที่มีแสงน้อย ซึ่งกลไกการการขยายหรือหดรูม่านตาต้องอาศัย reflex ที่เรียกว่า light reflex ร่วมกับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ</div><div>สีของตาขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดสี (Pigment) ในม่านตาด้วย ถ้ามีเม็ดสีน้อยตาจะมีสีฟ้า ถ้ามีเม็ดสีอยู่มาก ตาจะเป็นสีเทา สีน้ำตาล หรือ สีดำ</div><div>&nbsp;3. Retina เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุดของลูกตา เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการรับภาพ (Receptor) ประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ ที่สำคัญในการรับแสง คือ rod cells และ cone cells</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Rod cells เป็นเซลล์รูปยาวทรงกระบอก มีความไวต่อแสงประกอบด้วยสีที่เรียกว่า rhodopsin เป็นตัวรับแสง ทำหน้าที่ในการรับแสงหรือภาพ ขาว-ดำ และจะทำงานมากเมื่อมองภาพในที่สลัวหรือที่มีแสงน้อย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Cone cells เป็นเซลล์รูปกระสวย มีหน้าที่ในการรับแสงสีต่าง จะทำงานได้ดีในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ</div><div>เมื่อแสงผ่านเข้ามาในลูกตาและตกกระทบที่เรตินา เซลล์ทั้งสองชนิดนี้จะทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทผ่านเซลล์ประสาทชั้นต่างๆ ที่อยู่ในเรตินาไปยัง optic nerve ซึ่งทอดทะลุไปสู่เปลือกสมอง (Cerebral cortex) ส่วนที่ทำหน้าที่แปลเป็นสัญญาณภาพให้เราได้เห็นเป็น&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;กลไกการมองเห็น</div><div>เยื่อหุ้มเซลล์รูปแท่งจะมีสารสีม่วงแดงชื่อ โรดอปซิน (rhodopsin) ฝังตัวอยู่ สารชนิดนี้ประกอบด้วยโปรตีนออปซิน (opsin) รวมกับสาร&nbsp; เรตินอล (retinol) ซึ่งไวต่อแสงจะมีการเปลี่ยนแปลง&nbsp;</div><div>เมื่อแสงมากระตุ่นเซลล์รูปแท่ง โมเรกุลของเรตินอลจะเปลี่ยนแปลงไปจนเกาะกับโมเลกุลของออปซินไม่ได้ ขณะนี้เองจะเกิดกระแสประสาทเดินทางไปยังเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 เพื่อส่งไปยังสมองให้แปลเป็นภาพ ถ้าไม่มีแสงออปซินและเรตินอลจะรวมตัวเป็นโรดอปซินใหม่</div><div>สำหรับเรตินอลเป็นสารที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นได้จากวิตามินเอ ถ้าร่างกายขาดวิตามินเอจะทำให้เกิดโรคตาฟางในช่วงเวลาที่มีแสงสว่างน้อย เช่น ตอนพลบค่ำ</div><div>เซลล์รูปกรวยแบ่งตามความไวต่อช่วงความยาวคลื่นของแสงได้ 3 ชนิด คือ เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีน้ำเงิน เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดง และเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียว</div><div>การที่สมองสามารถแยกสีต่างๆ ได้ มากกว่า3 สี เพราะมีการกระตุ้นเซลล์รูปกรวยแต่ละชนิดพร้อมๆ กันด้วยความเข้มของแสงสีต่างกัน จึงเกิดการผสมของแสงสีต่างๆ ขึ้น เช่น ขณะมองวัตถุสีม่วงเกิดจากเซลล์รูปกรวยที่มีความไวต่อแสงสีแดงและแสงสีน้ำเงินถูกกระตุ้นพร้อมกัน ทำให้เห็นวัตถุนั้นเป็นสีม่วง เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 00:55:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610275</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เลขที่15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610386</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 00:56:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610386</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.รพีพร ชาวสวนงาม ม.5/5 เลขที่26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610834</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โครงสร้างของลูกตา </strong><br>ผนังของลูกตาประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ<br><strong>1.ชั้นนอกสุด</strong> ของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน fibrous coat แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ<br><br></div><div>1.1 ชั้น sclera หรือ ตาขาว เป็นผนังตาชั้นนอกซึ่งหนา มีสีขาวทึบ แสงผ่านไม่ได้ ส่วนใหญ่ของตาขาวอยู่ภายในเบ้าตา ประมาณ 5/6 ทางด้านหลัง และมี optic nerve ทะลุเข้ามา<br>1.2 ส่วน cornea หรือ กระจกตา เป็นส่วนเยื่อที่คลุม 1/6 ทางด้านหน้าของลูกตา มีลักษณะใส โปร่งแสง ไม่มีหลอดโลหิต ส่วนนี้มีประโยชน์ คือ สามารถให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br><br></div><div><strong>2.ผนังตาชั้นกลาง</strong> vascular coat มีลักษณะบางสำหรับให้เส้นเลือดและเส้นประสาทที่ตาทอดผ่านไป ชั้นนี้ประกอบด้วย<br><br></div><div>2.1 Choroid เป็นผนังบางอยู่ถัดจาก sclera เข้ามา ในชั้นนี้มีเซลล์เม็ดสี (Pigment cells) และเซลล์อื่นๆ ประกอบเป็นร่างแห ทำให้มีสีเข้ม ทึบแสง ช่วยในการป้องกันการสะท้อนของแสง<br>2.2 Ciliary body อยู่ต่อจากส่วน Choroid มาทางด้านหน้า ประกอบด้วย cilary muscle และ ciliary process และที่ส่วนปลายของ ciliary process นี้มี suspensory ligament ไปยึดกับเลนส์ (Lens) เมื่อมีการหดตัวของ ciliary muscle ทำให้เกิดการดึง lens ซึ่งจะส่งผลให้ lens มีการปรับความหนา ช่วยในการปรับแสงให้ผ่านไปตกยังเรตินา ได้พอดี นอกจากนี้ Ciliary body ยังทำหน้าที่ผลิต Aqeous humor ด้วย<br>2.3 Iris หรือ ม่านตา อยู่หน้า lens แต่อยู่หลัง cornea ม่านตาถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อ 2 ชนิด คือ<br><br></div><div>– sphincter pupillae muscle ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณตรงกลางของ iris ควบคุมโดยระบบประสาท พาราซิมพาเธติก มีลักษณะการทอดตัวของใยกล้ามเนื้อเป็นวงกลม เมื่อมีการหดตัวของกล้ามเนื้อนี้ จะทำให้รูม่านตาหดเล็กลง (pupil constriction) เช่น ในกรณีที่มีแสงผ่านเข้าตามากเกินไป<br>– dilator pupillae จะอยู่บริเวณรอบนอกของ iris โดยเส้นใยกล้ามเนื้อจะเรียงตัวกันเป็นรัศมีออกจากจุดศูนย์กลาง ควบคุมโดย ระบบประสาทซิมพาเธติก การหดตัวของกล้ามเนื้อ dilator pupillae ทำให้ขนาดของรูม่านตาขยายใหญ่ขึ้น (Pupil dilatation) เช่น ในภาวะอยู่ในที่ที่มีแสงน้อย ซึ่งกลไกการการขยายหรือหดรูม่านตาต้องอาศัย reflex ที่เรียกว่า light reflex ร่วมกับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ<br>สีของตาขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดสี (Pigment) ในม่านตาด้วย ถ้ามีเม็ดสีน้อยตาจะมีสีฟ้า ถ้ามีเม็ดสีอยู่มาก ตาจะเป็นสีเทา สีน้ำตาล หรือ สีดำ<br><br></div><div><strong> 3. Retina</strong> เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุดของลูกตา เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการรับภาพ (Receptor) ประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ ที่สำคัญในการรับแสง คือ rod cells และ cone cells<br><strong>       Rod cells</strong> เป็นเซลล์รูปยาวทรงกระบอก มีความไวต่อแสงประกอบด้วยสีที่เรียกว่า rhodopsin เป็นตัวรับแสง ทำหน้าที่ในการรับแสงหรือภาพ ขาว-ดำ และจะทำงานมากเมื่อมองภาพในที่สลัวหรือที่มีแสงน้อย<br><strong>       Cone cells</strong> เป็นเซลล์รูปกระสวย มีหน้าที่ในการรับแสงสีต่าง จะทำงานได้ดีในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ<br>เมื่อแสงผ่านเข้ามาในลูกตาและตกกระทบที่เรตินา เซลล์ทั้งสองชนิดนี้จะทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทผ่านเซลล์ประสาทชั้นต่างๆ ที่อยู่ในเรตินาไปยัง optic nerve ซึ่งทอดทะลุไปสู่เปลือกสมอง (Cerebral cortex) ส่วนที่ทำหน้าที่แปลเป็นสัญญาณภาพให้เราได้เห็นเป็นภาพ<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 01:00:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610834</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.รพีพร ชาวสวนงาม ม.5/5 เลขที่ 26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610944</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โครงสร้างของลูกตา </strong><br>ผนังของลูกตาประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือ<br><strong>1.ชั้นนอกสุด</strong> ของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน fibrous coat แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ<br><br></div><div>1.1 ชั้น sclera หรือ ตาขาว เป็นผนังตาชั้นนอกซึ่งหนา มีสีขาวทึบ แสงผ่านไม่ได้ ส่วนใหญ่ของตาขาวอยู่ภายในเบ้าตา ประมาณ 5/6 ทางด้านหลัง และมี optic nerve ทะลุเข้ามา<br>1.2 ส่วน cornea หรือ กระจกตา เป็นส่วนเยื่อที่คลุม 1/6 ทางด้านหน้าของลูกตา มีลักษณะใส โปร่งแสง ไม่มีหลอดโลหิต ส่วนนี้มีประโยชน์ คือ สามารถให้แสงผ่านเข้าไปในลูกตาได้<br><br></div><div><strong>2.ผนังตาชั้นกลาง</strong> vascular coat มีลักษณะบางสำหรับให้เส้นเลือดและเส้นประสาทที่ตาทอดผ่านไป ชั้นนี้ประกอบด้วย<br><br></div><div>2.1 Choroid เป็นผนังบางอยู่ถัดจาก sclera เข้ามา ในชั้นนี้มีเซลล์เม็ดสี (Pigment cells) และเซลล์อื่นๆ ประกอบเป็นร่างแห ทำให้มีสีเข้ม ทึบแสง ช่วยในการป้องกันการสะท้อนของแสง<br>2.2 Ciliary body อยู่ต่อจากส่วน Choroid มาทางด้านหน้า ประกอบด้วย cilary muscle และ ciliary process และที่ส่วนปลายของ ciliary process นี้มี suspensory ligament ไปยึดกับเลนส์ (Lens) เมื่อมีการหดตัวของ ciliary muscle ทำให้เกิดการดึง lens ซึ่งจะส่งผลให้ lens มีการปรับความหนา ช่วยในการปรับแสงให้ผ่านไปตกยังเรตินา ได้พอดี นอกจากนี้ Ciliary body ยังทำหน้าที่ผลิต Aqeous humor ด้วย<br>2.3 Iris หรือ ม่านตา อยู่หน้า lens แต่อยู่หลัง cornea ม่านตาถูกยึดด้วยกล้ามเนื้อ 2 ชนิด คือ<br><br></div><div>– sphincter pupillae muscle ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณตรงกลางของ iris ควบคุมโดยระบบประสาท พาราซิมพาเธติก มีลักษณะการทอดตัวของใยกล้ามเนื้อเป็นวงกลม เมื่อมีการหดตัวของกล้ามเนื้อนี้ จะทำให้รูม่านตาหดเล็กลง (pupil constriction) เช่น ในกรณีที่มีแสงผ่านเข้าตามากเกินไป<br>– dilator pupillae จะอยู่บริเวณรอบนอกของ iris โดยเส้นใยกล้ามเนื้อจะเรียงตัวกันเป็นรัศมีออกจากจุดศูนย์กลาง ควบคุมโดย ระบบประสาทซิมพาเธติก การหดตัวของกล้ามเนื้อ dilator pupillae ทำให้ขนาดของรูม่านตาขยายใหญ่ขึ้น (Pupil dilatation) เช่น ในภาวะอยู่ในที่ที่มีแสงน้อย ซึ่งกลไกการการขยายหรือหดรูม่านตาต้องอาศัย reflex ที่เรียกว่า light reflex ร่วมกับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ<br>สีของตาขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดสี (Pigment) ในม่านตาด้วย ถ้ามีเม็ดสีน้อยตาจะมีสีฟ้า ถ้ามีเม็ดสีอยู่มาก ตาจะเป็นสีเทา สีน้ำตาล หรือ สีดำ<br><br></div><div><strong>&nbsp;3. Retina</strong> เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุดของลูกตา เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการรับภาพ (Receptor) ประกอบด้วยเซลล์ต่างๆ ที่สำคัญในการรับแสง คือ rod cells และ cone cells<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Rod cells</strong> เป็นเซลล์รูปยาวทรงกระบอก มีความไวต่อแสงประกอบด้วยสีที่เรียกว่า rhodopsin เป็นตัวรับแสง ทำหน้าที่ในการรับแสงหรือภาพ ขาว-ดำ และจะทำงานมากเมื่อมองภาพในที่สลัวหรือที่มีแสงน้อย<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Cone cells</strong> เป็นเซลล์รูปกระสวย มีหน้าที่ในการรับแสงสีต่าง จะทำงานได้ดีในสถานที่ที่มีแสงเพียงพอ<br>เมื่อแสงผ่านเข้ามาในลูกตาและตกกระทบที่เรตินา เซลล์ทั้งสองชนิดนี้จะทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทผ่านเซลล์ประสาทชั้นต่างๆ ที่อยู่ในเรตินาไปยัง optic nerve ซึ่งทอดทะลุไปสู่เปลือกสมอง (Cerebral cortex) ส่วนที่ทำหน้าที่แปลเป็นสัญญาณภาพให้เราได้เห็นเป็นภาพ<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 01:01:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271610944</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ดวงพร แซ่โง้ว ม.5/5 เลขที่33</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271611147</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ตาต้องเห็นอาศัยการหักเห (refraction) ของแสงต่อจากนั้น เซลล์รับแสง (photoreceptor cell) จะเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งมีการแปลผลโดยระเบียบการเชื่อมต่อกันของไซแนปส์ของเซลล์ประสาทชนิดต่าง ๆ ในเรตินา เซลล์ประสาทหลัก 5 อย่างในเรตินาประกอบด้วย<br>เซลล์รับแสง (photoreceptor cell) เปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าเซลล์สองขั้ว (biopolar cell) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังเซลล์ปมประสาทในเรตินาเซลล์ปมประสาทในเรตินา (retinal ganglion cells) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังทาลามัส ไฮโปทาลามัส และสมองส่วนกลางเซลล์แนวขวางในเรตินา (retinal horizontal cell) เชื่อมต่อเซลล์สองขั้วภายในเรตินา ทำการประสานและควบคุมสัญญาณจากเซลล์รับแสงหลาย ๆ ตัว ยังให้ตาสามารถปรับตัวเพื่อให้เห็นได้ด้วยดีทั้งในที่สว่างและที่สลัวretina amacrine cell ทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยัง เซลล์ปมประสาทในเรตินา และควบคุมเซลล์สองขั้วที่ส่งสัญญาณไปยังเซลล์ปมประสาทในเรตินา<br><br>วงจรประสาทพื้นฐานของเรตินาประกอบด้วยเซลล์ประสาท 3 พวกต่อกันเป็นลูกโซ่ เซลล์เหล่านั้นคือ เซลล์รับแสง (จะเป็นเซลล์รูปแท่ง หรือว่า เซลล์รูปกรวย ก็ดี) เซลล์สองขั้วและเซลล์ปมประสาทในเรตินา เซลล์ปมประสาทเป็นตัวสร้างศักยะงานเพื่อส่งไปยังระบบประสาทกลาง วงจรประสาทนี้เป็นทางสั้นที่สุด (คือตรงที่สุด) ในการส่งข้อมูลการเห็นไปยังสมอง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 01:03:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271611147</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.รุจิรา กลิ่นเสือ ม.5/5 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271615863</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 01:47:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271615863</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.รุจิรา กลิ่นเสือ ม.5/5 เลขที่36</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271629658</link>
         <description><![CDATA[<div> เปลือกนอกของลูกตาเป็นเนื้อเยื่อหนาประมาณ 1 มม. แข็ง ส่วนหน้าจะใสเรียกว่า ตาดำหรือกระจกตา (CORNEA) ส่วนถัดไปข้างหลังเป็นเนื้อเยื่อขาวทึบ เรียกว่า ตาขาว (SCLERA) ส่วนของ SCLERA ด้านหน้าจะถูกคลุมด้วย เยื่อบุตาขาว (CONJUNCTIVA) ถัดจากกระตาขาเข้าไปข้างในจะเห็น ม่านตาเป็นสีน้ำตาลเข้ม (IRIS) ขึงอยู่และมีรูตรงกลางเป็นรูขนาดประมาณ 3 มม. เรียกว่า รูม่านตา (PUPIL) รูม่านตาจะมีขนาดเปลี่ยนแปลงไปตามแสงสว่างที่มากระทบตา จอรับภาพ (RETINA) จะส่งเป็นสัญญาณไปตามเส้นประสาทตา แล้วเส้นประสาทตาของตาทั้งสองจะมารวมกันแล้เกิดเป็นส่วนติดต่อ ไปสิ้นสุดที่ส่วนของสมองที่อยู่บริเวณท้ายทอย สมองส่วนนี้เรียกได้ว่า เป็นบริเวณที่มีหน้าที่ในการมองเห็น ซึ่งทำหน้าที่แปลสัญญาณต่าง ๆ ที่ได้รับมาเป็นภาพ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 03:47:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271629658</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชญานินทร์ สารถ้อย  ม.5/4 เลขที่37</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271639612</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคตา (Eye diseases) หมายถึงมีความผิดปกติในส่วนต่างๆของตาที่แสง จากภาพจะต้องผ่านก่อนที่จะไปตกลงบนจอรับภาพ โรคตาที่ทำให้เกิดความผิด ปกติของสายตานั้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 05:41:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271639612</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ณัฏฐธิดา หงษ์เวียงจันทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271640130</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:400,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/79-how-do-we-see.jpg&quot;,&quot;width&quot;:1104}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/79-how-do-we-see.jpg" width="1104" height="400"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br></div><ol><li>แสงสะท้อนจากวัตถุเข้าสู่ดวงตาเรา</li><li>แสงวิ่งทะลุผ่านกระจกตา สู่รูม่านตา และทะลุผ่านเลนส์ตา</li><li>กระจกตาและเลนส์ตาจะเบี่ยงเบนแสงให้ตกที่จอประสาทตา</li><li>เซลล์จอประสาทตาจะเปลี่ยนลำแสงให้เป็นคลื่นไฟฟ้า</li><li>คลื่นไฟฟ้าจะวิ่งผ่านระบบประสาทของตาไปสู่สมอง</li><li>สมองจะทำการแปลผลสัญญาณนี้ให้กลายเป็นภาพ</li></ol><div>&nbsp;</div><div><br>หน้าที่ของ<br>ดวงตา<br><br></div><div>ดวงตาทำหน้าที่เกือบทุกอย่างที่คุณทำ และนี่คือหน้าที่หลักๆของดวงตา</div><div><strong>การมองเห็น</strong> - ดวงตาเปลี่ยนแสงให้กลายเป็นคลื่นไฟฟ้าและส่งไปที่สมอง ซึ่งจะแปลผลกลายเป็นภาพให้เรามองเห็น</div><div><strong>การเคลื่อนไหว</strong> - กล้ามเนื้อตาทั้ง 6 มัดทำหน้าที่หมุนลูกตา 4 มัดหมุนขึ้น ลง ซ้าย ขวา อีก 2 มัดเพื่อปรับสมดุลจากการขยับศีรษะ</div><div><strong>การกระพริบตา</strong> - ทุกครั้งที่คุณกระพริบตา น้ำตาจะฉาบไปที่บริเวณผิวด้านนอกของดวงตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและทำความสะอาดดวงตา กล้ามเนื้อที่เปลือกตาบนจะทำหน้าที่เปิด-ปิดตา</div><div><strong>การร้องไห้</strong> - น้ำตา-ของเหลวที่มีความเค็มประกอบด้วยโปรตีน น้ำ เมือก และ น้ำมัน ถูกหลั่งออกมาจากต่อมน้ำตาที่ด้านบน ด้านนอกของดวงตา น้ำตาจะคอยปกป้องสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ควันและลม น้ำตาจากความรู้สึก ตอบสนองต่อความรู้สึก ยินดี หรือ เสียใจ เคยมีทฤษฎีกล่าวไว้ว่า "การร้องไห้ที่ดี" ช่วยขจัดสารพิษและของเสียออกจากร่างกายได้</div><div><strong>การปกป้อง</strong> - ลูกตาอยู่ภาพในกระดูกเบ้าตาเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิด ขนตาและเปลือกตา คอยป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรก คิ้วมีลักษณะโค้งเพื่อไล่เหงื่อให้ออกจากดวงตา</div><div><br></div><ul><li>image: https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-4_0.jpg</li><li><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:616,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-4_0.jpg&quot;,&quot;width&quot;:713}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-4_0.jpg" width="713" height="616"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></li><li>image: https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-1_0.jpg</li><li><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:616,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-1_0.jpg&quot;,&quot;width&quot;:713}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-1_0.jpg" width="713" height="616"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></li><li>image: https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-2_0.jpg</li><li><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:616,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-2_0.jpg&quot;,&quot;width&quot;:713}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-2_0.jpg" width="713" height="616"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></li><li>image: https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-3_0.jpg</li><li><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:616,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-3_0.jpg&quot;,&quot;width&quot;:713}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-3_0.jpg" width="713" height="616"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></li></ul><ol><li><a href="https://www.essilor.co.th/learn-about-vision/all-about-your-eyes/how-the-eye-works#">1</a></li><li><a href="https://www.essilor.co.th/learn-about-vision/all-about-your-eyes/how-the-eye-works#">2</a></li><li><a href="https://www.essilor.co.th/learn-about-vision/all-about-your-eyes/how-the-eye-works#">3</a></li><li><a href="https://www.essilor.co.th/learn-about-vision/all-about-your-eyes/how-the-eye-works#">4</a></li></ol><div>โครงสร้างของ<br>ดวงตา<br><br></div><div><br></div><div>เพื่อดูการทำงานของดวงตา ดังนั้นการรู้โครงสร้างและส่วนประกอบถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์</div><div><br></div><div><br>ส่วนประกอบ<br>ต่างๆ<br><br></div><div>ด้านล่างนี้คือองค์ประกอบของดวงตา และอธิบายถึงหน้าที่คร่าวๆที่ทำให้คุณมองเห็น</div><div><strong>ตาขาว</strong> - ส่วนที่เป็นสีขาว คอยปกป้องลูกตาและคงสภาพให้เป็นทรงกลมอยู่</div><div><strong>รูม่านตา</strong> - รูสีดำตรงกลางตา ทำหน้าที่ให้แสงผ่าน</div><div><strong>ม่านตา</strong> - ส่วนที่มีสีสันของดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้าสู่รูม่านต</div><div><strong>กระจกตา</strong> - เป็นส่วนที่โค้งใส ทำหน้าที่ปกป้องม่านตาและรูม่านตา ทำงานเช่นเดียวกับเลนส์ทำหน้าที่เบี่ยงเบนแสงให้ตกที่บริเวณหลังสุดของลูกตา</div><div><strong>เลนส์ตา</strong> - แผ่นดิสก์ใส วางตัวอยู่หลังม่านตา</div><div><strong>จอตา</strong> - ส่วนหลังสุดของลูกตาประกอบด้วยเซลล์รับแสงจำนวนมากกว่าล้านตัว (ทำหน้าที่แปลงแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า) สัญญาณจะถูกส่งไปที่สมองผ่านระบบประสาทตา ซึ่งจะแปลผลเป็นภาพในที่สุด</div><div><strong>จอประสาทตา</strong> - จุดเล็กๆตรงกลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดที่เห้นชัดที่สุด</div><div><strong>น้ำวุ้นช่องลูกตาหลัง</strong> - เหมือนเจลลี่ อยู่กลางลูกตา เพื่อคงสภาพและรูปร่างของลูกตา</div><div><strong>ประสาทตา</strong> - เส้นประสาทที่อยู่หลังลูกตาทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากจอตาไปสู่สมอง</div><div><strong>เยื่อบุตา</strong> - ชั้นเยื่อบุบางๆที่คอยปกป้องและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา อยู่ใต้เปลือกตา บนสุดของลูกตา</div><div><strong>น้ำวุ้นช่องลูกตาหน้า</strong> - ของเหลวใส อยู่ในช่องว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา เพื่อคงสภาพความดันตาและทำให้ลูกตาด้านหน้ายังกลมอยู่</div><div><br>Read more at https://www.essilor.co.th/learn-about-vision/all-about-your-eyes/how-the-eye-works#o9tg3PzmmBWZYhuj.99</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 05:50:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271640130</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ณัฏฐธิดา หงษ์เวียงจันทร์ เลขที่38 ม.5/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271640555</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:400,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/79-how-do-we-see.jpg&quot;,&quot;width&quot;:1104}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/79-how-do-we-see.jpg" width="1104" height="400"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br></div><ol><li>แสงสะท้อนจากวัตถุเข้าสู่ดวงตาเรา</li><li>แสงวิ่งทะลุผ่านกระจกตา สู่รูม่านตา และทะลุผ่านเลนส์ตา</li><li>กระจกตาและเลนส์ตาจะเบี่ยงเบนแสงให้ตกที่จอประสาทตา</li><li>เซลล์จอประสาทตาจะเปลี่ยนลำแสงให้เป็นคลื่นไฟฟ้า</li><li>คลื่นไฟฟ้าจะวิ่งผ่านระบบประสาทของตาไปสู่สมอง</li><li>สมองจะทำการแปลผลสัญญาณนี้ให้กลายเป็นภาพ</li></ol><div>&nbsp;</div><div><br>หน้าที่ของ<br>ดวงตา<br><br></div><div>ดวงตาทำหน้าที่เกือบทุกอย่างที่คุณทำ และนี่คือหน้าที่หลักๆของดวงตา</div><div><strong>การมองเห็น</strong> - ดวงตาเปลี่ยนแสงให้กลายเป็นคลื่นไฟฟ้าและส่งไปที่สมอง ซึ่งจะแปลผลกลายเป็นภาพให้เรามองเห็น</div><div><strong>การเคลื่อนไหว</strong> - กล้ามเนื้อตาทั้ง 6 มัดทำหน้าที่หมุนลูกตา 4 มัดหมุนขึ้น ลง ซ้าย ขวา อีก 2 มัดเพื่อปรับสมดุลจากการขยับศีรษะ</div><div><strong>การกระพริบตา</strong> - ทุกครั้งที่คุณกระพริบตา น้ำตาจะฉาบไปที่บริเวณผิวด้านนอกของดวงตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและทำความสะอาดดวงตา กล้ามเนื้อที่เปลือกตาบนจะทำหน้าที่เปิด-ปิดตา</div><div><strong>การร้องไห้</strong> - น้ำตา-ของเหลวที่มีความเค็มประกอบด้วยโปรตีน น้ำ เมือก และ น้ำมัน ถูกหลั่งออกมาจากต่อมน้ำตาที่ด้านบน ด้านนอกของดวงตา น้ำตาจะคอยปกป้องสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ควันและลม น้ำตาจากความรู้สึก ตอบสนองต่อความรู้สึก ยินดี หรือ เสียใจ เคยมีทฤษฎีกล่าวไว้ว่า "การร้องไห้ที่ดี" ช่วยขจัดสารพิษและของเสียออกจากร่างกายได้</div><div><strong>การปกป้อง</strong> - ลูกตาอยู่ภาพในกระดูกเบ้าตาเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิด ขนตาและเปลือกตา คอยป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรก คิ้วมีลักษณะโค้งเพื่อไล่เหงื่อให้ออกจากดวงตา</div><div><br></div><ul><li>image: https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-4_0.jpg</li><li><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:616,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-4_0.jpg&quot;,&quot;width&quot;:713}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-4_0.jpg" width="713" height="616"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></li><li>image: https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-1_0.jpg</li><li><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:616,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-1_0.jpg&quot;,&quot;width&quot;:713}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-1_0.jpg" width="713" height="616"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></li><li>image: https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-2_0.jpg</li><li><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:616,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-2_0.jpg&quot;,&quot;width&quot;:713}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-2_0.jpg" width="713" height="616"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></li><li>image: https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-3_0.jpg</li><li><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:616,&quot;url&quot;:&quot;https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-3_0.jpg&quot;,&quot;width&quot;:713}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.essilor.co.th/sites/default/files/slideshow/anatomy-of-the-eye-3_0.jpg" width="713" height="616"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></li></ul><ol><li><a href="https://www.essilor.co.th/learn-about-vision/all-about-your-eyes/how-the-eye-works#">1</a></li><li><a href="https://www.essilor.co.th/learn-about-vision/all-about-your-eyes/how-the-eye-works#">2</a></li><li><a href="https://www.essilor.co.th/learn-about-vision/all-about-your-eyes/how-the-eye-works#">3</a></li><li><a href="https://www.essilor.co.th/learn-about-vision/all-about-your-eyes/how-the-eye-works#">4</a></li></ol><div>โครงสร้างของ<br>ดวงตา<br><br></div><div><br></div><div>เพื่อดูการทำงานของดวงตา ดังนั้นการรู้โครงสร้างและส่วนประกอบถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์</div><div><br></div><div><br>ส่วนประกอบ<br>ต่างๆ<br><br></div><div>ด้านล่างนี้คือองค์ประกอบของดวงตา และอธิบายถึงหน้าที่คร่าวๆที่ทำให้คุณมองเห็น</div><div><strong>ตาขาว</strong> - ส่วนที่เป็นสีขาว คอยปกป้องลูกตาและคงสภาพให้เป็นทรงกลมอยู่</div><div><strong>รูม่านตา</strong> - รูสีดำตรงกลางตา ทำหน้าที่ให้แสงผ่าน</div><div><strong>ม่านตา</strong> - ส่วนที่มีสีสันของดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้าสู่รูม่านต</div><div><strong>กระจกตา</strong> - เป็นส่วนที่โค้งใส ทำหน้าที่ปกป้องม่านตาและรูม่านตา ทำงานเช่นเดียวกับเลนส์ทำหน้าที่เบี่ยงเบนแสงให้ตกที่บริเวณหลังสุดของลูกตา</div><div><strong>เลนส์ตา</strong> - แผ่นดิสก์ใส วางตัวอยู่หลังม่านตา</div><div><strong>จอตา</strong> - ส่วนหลังสุดของลูกตาประกอบด้วยเซลล์รับแสงจำนวนมากกว่าล้านตัว (ทำหน้าที่แปลงแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า) สัญญาณจะถูกส่งไปที่สมองผ่านระบบประสาทตา ซึ่งจะแปลผลเป็นภาพในที่สุด</div><div><strong>จอประสาทตา</strong> - จุดเล็กๆตรงกลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดที่เห้นชัดที่สุด</div><div><strong>น้ำวุ้นช่องลูกตาหลัง</strong> - เหมือนเจลลี่ อยู่กลางลูกตา เพื่อคงสภาพและรูปร่างของลูกตา</div><div><strong>ประสาทตา</strong> - เส้นประสาทที่อยู่หลังลูกตาทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากจอตาไปสู่สมอง</div><div><strong>เยื่อบุตา</strong> - ชั้นเยื่อบุบางๆที่คอยปกป้องและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา อยู่ใต้เปลือกตา บนสุดของลูกตา</div><div><strong>น้ำวุ้นช่องลูกตาหน้า</strong> - ของเหลวใส อยู่ในช่องว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา เพื่อคงสภาพความดันตาและทำให้ลูกตาด้านหน้ายังกลมอยู่</div><div><br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 05:58:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271640555</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.อะรีนา ติ้งหมาด ม.5/5เลขที่27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271646561</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนประกอบ<br>ต่างๆ</div><div>ด้านล่างนี้คือองค์ประกอบของดวงตา และอธิบายถึงหน้าที่คร่าวๆที่ทำให้คุณมองเห็น</div><div><strong>ตาขาว</strong> - ส่วนที่เป็นสีขาว คอยปกป้องลูกตาและคงสภาพให้เป็นทรงกลมอยู่</div><div><strong>รูม่านตา</strong> - รูสีดำตรงกลางตา ทำหน้าที่ให้แสงผ่าน</div><div><strong>ม่านตา</strong> - ส่วนที่มีสีสันของดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้าสู่รูม่านต</div><div><strong>กระจกตา</strong> - เป็นส่วนที่โค้งใส ทำหน้าที่ปกป้องม่านตาและรูม่านตา ทำงานเช่นเดียวกับเลนส์ทำหน้าที่เบี่ยงเบนแสงให้ตกที่บริเวณหลังสุดของลูกตา</div><div><strong>เลนส์ตา</strong> - แผ่นดิสก์ใส วางตัวอยู่หลังม่านตา</div><div><strong>จอตา</strong> - ส่วนหลังสุดของลูกตาประกอบด้วยเซลล์รับแสงจำนวนมากกว่าล้านตัว (ทำหน้าที่แปลงแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า) สัญญาณจะถูกส่งไปที่สมองผ่านระบบประสาทตา ซึ่งจะแปลผลเป็นภาพในที่สุด</div><div><strong>จอประสาทตา</strong> - จุดเล็กๆตรงกลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดที่เห้นชัดที่สุด</div><div><strong>น้ำวุ้นช่องลูกตาหลัง</strong> - เหมือนเจลลี่ อยู่กลางลูกตา เพื่อคงสภาพและรูปร่างของลูกตา</div><div><strong>ประสาทตา</strong> - เส้นประสาทที่อยู่หลังลูกตาทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากจอตาไปสู่สมอง</div><div><strong>เยื่อบุตา</strong> - ชั้นเยื่อบุบางๆที่คอยปกป้องและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา อยู่ใต้เปลือกตา บนสุดของลูกตา</div><div><strong>น้ำวุ้นช่องลูกตาหน้า</strong> - ของเหลวใส อยู่ในช่องว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา เพื่อคงสภาพความดันตาและทำให้ลูกตาด้านหน้ายังกลมอยู่</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 07:31:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271646561</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กัญญาณัฐ แก้วกิ่ง ม.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271646640</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 07:33:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271646640</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.เกศสุดา บุญแจ้ง เลขที่ 25 ม.5/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271646997</link>
         <description><![CDATA[<div>หน้าที่ของดวงตา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การมองเห็น - ดวงตาเปลี่ยนแสงให้กลายเป็นคลื่นไฟฟ้าและส่งไปที่สมอง ซึ่งจะแปลผลกลายเป็นภาพให้เรามองเห็น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเคลื่อนไหว - กล้ามเนื้อตาทั้ง 6 มัดทำหน้าที่หมุนลูกตา 4 มัดหมุนขึ้น ลง ซ้าย ขวา อีก 2 มัดเพื่อปรับสมดุลจากการขยับศีรษะ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การกระพริบตา - ทุกครั้งที่คุณกระพริบตา น้ำตาจะฉาบไปที่บริเวณผิวด้านนอกของดวงตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและทำความสะอาดดวงตา กล้ามเนื้อที่เปลือกตาบนจะทำหน้าที่เปิด-ปิดตา<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การร้องไห้ - น้ำตา-ของเหลวที่มีความเค็มประกอบด้วยโปรตีน น้ำ เมือก และ น้ำมัน ถูกหลั่งออกมาจากต่อมน้ำตาที่ด้านบน ด้านนอกของดวงตา น้ำตาจะคอยปกป้องสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่น ควันและลม น้ำตาจากความรู้สึก ตอบสนองต่อความรู้สึก ยินดี หรือ เสียใจ เคยมีทฤษฎีกล่าวไว้ว่า "การร้องไห้ที่ดี" ช่วยขจัดสารพิษและของเสียออกจากร่างกายได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปกป้อง - ลูกตาอยู่ภาพในกระดูกเบ้าตาเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิด ขนตาและเปลือกตา คอยป้องกันฝุ่นและสิ่งสกปรก คิ้วมีลักษณะโค้งเพื่อไล่เหงื่อให้ออกจากดวงตา<br><br><br>โครงสร้างของดวงตา<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อดูการทำงานของดวงตา ดังนั้นการรู้โครงสร้างและส่วนประกอบถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์<br><br>ส่วนประกอบต่างๆ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตาขาว - ส่วนที่เป็นสีขาว คอยปกป้องลูกตาและคงสภาพให้เป็นทรงกลมอยู่<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; รูม่านตา - รูสีดำตรงกลางตา ทำหน้าที่ให้แสงผ่าน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ม่านตา - ส่วนที่มีสีสันของดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้าสู่รูม่านต<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระจกตา - เป็นส่วนที่โค้งใส ทำหน้าที่ปกป้องม่านตาและรูม่านตา ทำงานเช่นเดียวกับเลนส์ทำหน้าที่เบี่ยงเบนแสงให้ตกที่บริเวณหลังสุดของลูกตา<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เลนส์ตา - แผ่นดิสก์ใส วางตัวอยู่หลังม่านตา<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จอตา - ส่วนหลังสุดของลูกตาประกอบด้วยเซลล์รับแสงจำนวนมากกว่าล้านตัว (ทำหน้าที่แปลงแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า) สัญญาณจะถูกส่งไปที่สมองผ่านระบบประสาทตา ซึ่งจะแปลผลเป็นภาพในที่สุด<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จอประสาทตา - จุดเล็กๆตรงกลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดที่เห้นชัดที่สุด<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; น้ำวุ้นช่องลูกตาหลัง - เหมือนเจลลี่ อยู่กลางลูกตา เพื่อคงสภาพและรูปร่างของลูกตา<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ประสาทตา - เส้นประสาทที่อยู่หลังลูกตาทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากจอตาไปสู่สมอง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เยื่อบุตา - ชั้นเยื่อบุบางๆที่คอยปกป้องและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา อยู่ใต้เปลือกตา บนสุดของลูกตา<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; น้ำวุ้นช่องลูกตาหน้า - ของเหลวใส อยู่ในช่องว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา เพื่อคงสภาพความดันตาและทำให้ลูกตาด้านหน้ายังกลมอยู่<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 07:37:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271646997</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กัญญาณัฐ แก้วกิ่ง เลขที่32 ม.5/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271647072</link>
         <description><![CDATA[<div>นัยน์ตา ประกอบด้วยผนังหุ้มตา 3 ชั้น คือ<br>&nbsp;1. ชั้นนอกหรือสเคลอรา ชั้นนี้เป็นชั้นเหนียวไม่ยืดหยุ่น คือ ส่วนตาขาวที่เรามองเห็นได้เวลาลืมตา ส่วนที่คลุมตาดำ (ตาดำ) ก็เป็นสเคลอราแต่มีลักษณะใส เรียกว่า กระจกตา&nbsp; ซึ่งเป็นทางผ่านของแสงเข้าสู่ตาชั้นใน กระจกตามีเยื่อบางๆ ใสๆ คลุมอยู่ คือ เยื่อตา&nbsp; ซึ่งจะชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะมีน้ำตาและน้ำมันมาเคลือบอยู่ การเปลี่ยนดวงตาของแพทย์ คือ การเปลี่ยนกระจกตาถ้าหากมีบางสิ่งบางอย่างมาปิดกระจกตา ทำให้ขุ่นไม่ใส เรียกว่า เป็นต้อเนื้อหรือต้อกระจก<br>&nbsp;<br>&nbsp;2. ชั้นกลางหรือโครอยด์ชั้นนี้เป็นเยื่อบาง ๆ เป็นที่อยู่ของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงลูกตา ซึ่งเข้ามาในลูกตาโดยทางเดียวกันกับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 2 ผนังชั้นโครอยด์มีรงควัตถุอยู่ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้แสงผ่านทะลุไปยังด้านหลังของนัยน์ตา โครอยด์แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ<br>&nbsp;<br>&nbsp;2.1 โครอยด์ (choroid) เป็นชั้นที่มีเลือดมาเลี้ยงลูกตาอยู่ถัดจากสเคลอราเข้ามา<br>&nbsp;<br>&nbsp;2.2 ซิลิแอรีบอดี (ciliary body) อยู่ถัดจากโครอยด์เข้ามา ประกอบด้วย<br>&nbsp;<br>&nbsp;กล้ามเนื้อซิลิแอรี (ciliary muscle) เป็นกล้ามเนื้อเรียบช่วยบีบเลนส์ตาเพื่อปรับสายตาให้มองได้ชัดเจน<br>&nbsp;<br>&nbsp;2.3 ไอริส หรือม่านตาที่อยู่หน้าเลนส์เป็นสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้า แล้วแต่เชื้อชาติของเจ้าของดวงตา ไอริสหรือม่านตา ทำหน้าที่ในการปรับให้แสงเข้าสู่ตาทางรูเล็กๆ ซึ่งเรียกว่า พิวพิล (pupil) ที่อยู่ตรงกลางม่านตา ถ้าแสงมากรูพิวพิลจะมีขนาดเล็ก หากแสงน้อยรูพิวพิลก็จะขยายใหญ่ขึ้น เพื่อให้แสงเข้าลูกตามากขึ้น<br>&nbsp;<br>&nbsp;3. ชั้นในหรือเรตินา&nbsp; เป็นชั้นอยู่ในสุดของลูกตา ประกอบด้วยเซลล์ 3 ชั้นคือ<br>&nbsp;<br>&nbsp;3.1 ชั้นนอกอยู่ติดกับโครอยด์ เป็นที่อยู่ของเซลล์รูปแท่ง (rod cell) และเซลล์รูปกรวย (cone cell)<br>&nbsp;<br>&nbsp;3.2 ชั้นเซลล์ประสาท 2 ขั้ว ( bipolarneuron ) ทำหน้าที่รับประสาทจากเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย แล้วส่งกระแสประสาทชั้นต่อไป<br>&nbsp;<br>&nbsp;3.3 ชั้นปมประสาท (ganglion cell)เป็นชั้นที่รับกระแสประสาทจากเซลล์ประสาท 2 ขั้ว แล้วส่งกระแสประสาทมาทางแอกซอน รวมกันเป็นเส้นประสาทตา</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 07:39:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271647072</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. ปพิชญา เพ็ชรนอก ม.5/5 เลขที่ 19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271647437</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนประกอบ</div><div>ต่างๆ</div><div>ด้านล่างนี้คือองค์ประกอบของดวงตา และอธิบายถึงหน้าที่คร่าวๆที่ทำให้คุณมองเห็น</div><div><br></div><div>ตาขาว - ส่วนที่เป็นสีขาว คอยปกป้องลูกตาและคงสภาพให้เป็นทรงกลมอยู่</div><div><br></div><div>รูม่านตา - รูสีดำตรงกลางตา ทำหน้าที่ให้แสงผ่าน</div><div><br></div><div>ม่านตา - ส่วนที่มีสีสันของดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้าสู่รูม่านต</div><div><br></div><div>กระจกตา - เป็นส่วนที่โค้งใส ทำหน้าที่ปกป้องม่านตาและรูม่านตา ทำงานเช่นเดียวกับเลนส์ทำหน้าที่เบี่ยงเบนแสงให้ตกที่บริเวณหลังสุดของลูกตา</div><div><br></div><div>เลนส์ตา - แผ่นดิสก์ใส วางตัวอยู่หลังม่านตา</div><div><br></div><div>จอตา - ส่วนหลังสุดของลูกตาประกอบด้วยเซลล์รับแสงจำนวนมากกว่าล้านตัว (ทำหน้าที่แปลงแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า) สัญญาณจะถูกส่งไปที่สมองผ่านระบบประสาทตา ซึ่งจะแปลผลเป็นภาพในที่สุด</div><div><br></div><div>จอประสาทตา - จุดเล็กๆตรงกลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดที่เห้นชัดที่สุด</div><div><br></div><div>น้ำวุ้นช่องลูกตาหลัง - เหมือนเจลลี่ อยู่กลางลูกตา เพื่อคงสภาพและรูปร่างของลูกตา</div><div><br></div><div>ประสาทตา - เส้นประสาทที่อยู่หลังลูกตาทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากจอตาไปสู่สมอง</div><div><br></div><div>เยื่อบุตา - ชั้นเยื่อบุบางๆที่คอยปกป้องและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา อยู่ใต้เปลือกตา บนสุดของลูกตา</div><div><br></div><div>น้ำวุ้นช่องลูกตาหน้า - ของเหลวใส อยู่ในช่องว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา เพื่อคงสภาพความดันตาและทำให้ลูกตาด้านหน้ายังกลมอยู่</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 07:46:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271647437</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. ปพิชญา เพ็ชรนอก ม.5/5 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271647573</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนประกอบ</div><div>ต่างๆ</div><div>ด้านล่างนี้คือองค์ประกอบของดวงตา และอธิบายถึงหน้าที่คร่าวๆที่ทำให้คุณมองเห็น</div><div><br></div><div>ตาขาว - ส่วนที่เป็นสีขาว คอยปกป้องลูกตาและคงสภาพให้เป็นทรงกลมอยู่</div><div><br></div><div>รูม่านตา - รูสีดำตรงกลางตา ทำหน้าที่ให้แสงผ่าน</div><div><br></div><div>ม่านตา - ส่วนที่มีสีสันของดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้าสู่รูม่านต</div><div><br></div><div>กระจกตา - เป็นส่วนที่โค้งใส ทำหน้าที่ปกป้องม่านตาและรูม่านตา ทำงานเช่นเดียวกับเลนส์ทำหน้าที่เบี่ยงเบนแสงให้ตกที่บริเวณหลังสุดของลูกตา</div><div><br></div><div>เลนส์ตา - แผ่นดิสก์ใส วางตัวอยู่หลังม่านตา</div><div><br></div><div>จอตา - ส่วนหลังสุดของลูกตาประกอบด้วยเซลล์รับแสงจำนวนมากกว่าล้านตัว (ทำหน้าที่แปลงแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า) สัญญาณจะถูกส่งไปที่สมองผ่านระบบประสาทตา ซึ่งจะแปลผลเป็นภาพในที่สุด</div><div><br></div><div>จอประสาทตา - จุดเล็กๆตรงกลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดที่เห้นชัดที่สุด</div><div><br></div><div>น้ำวุ้นช่องลูกตาหลัง - เหมือนเจลลี่ อยู่กลางลูกตา เพื่อคงสภาพและรูปร่างของลูกตา</div><div><br></div><div>ประสาทตา - เส้นประสาทที่อยู่หลังลูกตาทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากจอตาไปสู่สมอง</div><div><br></div><div>เยื่อบุตา - ชั้นเยื่อบุบางๆที่คอยปกป้องและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา อยู่ใต้เปลือกตา บนสุดของลูกตา</div><div><br></div><div>น้ำวุ้นช่องลูกตาหน้า - ของเหลวใส อยู่ในช่องว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา เพื่อคงสภาพความดันตาและทำให้ลูกตาด้านหน้ายังกลมอยู่</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 07:48:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271647573</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.พลอยไพลิน หนันอ้าย ม.5/5 เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271647605</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนประกอบ<br>ต่างๆ<br>ด้านล่างนี้คือองค์ประกอบของดวงตา และอธิบายถึงหน้าที่คร่าวๆที่ทำให้คุณมองเห็น<br><br>ตาขาว - ส่วนที่เป็นสีขาว คอยปกป้องลูกตาและคงสภาพให้เป็นทรงกลมอยู่<br><br>รูม่านตา - รูสีดำตรงกลางตา ทำหน้าที่ให้แสงผ่าน<br><br>ม่านตา - ส่วนที่มีสีสันของดวงตา ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่จะเข้าสู่รูม่านต<br><br>กระจกตา - เป็นส่วนที่โค้งใส ทำหน้าที่ปกป้องม่านตาและรูม่านตา ทำงานเช่นเดียวกับเลนส์ทำหน้าที่เบี่ยงเบนแสงให้ตกที่บริเวณหลังสุดของลูกตา<br><br>เลนส์ตา - แผ่นดิสก์ใส วางตัวอยู่หลังม่านตา<br><br>จอตา - ส่วนหลังสุดของลูกตาประกอบด้วยเซลล์รับแสงจำนวนมากกว่าล้านตัว (ทำหน้าที่แปลงแสงเป็นคลื่นไฟฟ้า) สัญญาณจะถูกส่งไปที่สมองผ่านระบบประสาทตา ซึ่งจะแปลผลเป็นภาพในที่สุด<br><br>จอประสาทตา - จุดเล็กๆตรงกลางของจอตา ซึ่งเป็นจุดที่เห้นชัดที่สุด<br><br>น้ำวุ้นช่องลูกตาหลัง - เหมือนเจลลี่ อยู่กลางลูกตา เพื่อคงสภาพและรูปร่างของลูกตา<br><br>ประสาทตา - เส้นประสาทที่อยู่หลังลูกตาทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากจอตาไปสู่สมอง<br><br>เยื่อบุตา - ชั้นเยื่อบุบางๆที่คอยปกป้องและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา อยู่ใต้เปลือกตา บนสุดของลูกตา<br><br>น้ำวุ้นช่องลูกตาหน้า - ของเหลวใส อยู่ในช่องว่างระหว่างม่านตาและกระจกตา เพื่อคงสภาพความดันตาและทำให้ลูกตาด้านหน้ายังกลมอยู่</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 07:48:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271647605</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายชนาธิป วิชัยเจิดจันทร์ ม.5/4 เลขที่ 1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271688215</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>นัยน์ตา</strong> หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า ตา เป็นอวัยวะที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ นัยน์ตาคน มีเซลล์ทำหน้าที่รับแสงสว่างโดยเฉพาะ <br><br><br><em>กระจกตา (Cornea)</em> เป็นเนื้อเยื่อโปร่งใสอยู่ด้านหน้าสุดของตา ทำหน้าที่รับและให้แสงผ่านเข้าสู่ภาย ใน ปัจจุบันถ้ากระจกตาเสีย สามารถสามารถเปลี่ยนกระจกตาได้ โดยนำกระจกตาของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วาเปลี่ยนทดแทนได้<br><br><em>ม่านตา (lris)</em> เป็นส่วนที่เป็นสีของนัยน์ตา ซึ่งอาจมีสีดำ สีน้ำตาลหรือสีฟ้าตามเชื้อชาติ ม่านตาทำหน้าที่ควบคุมการขยายของรูม่านตาเพื่อให้ปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปสู่เลนส์ตา อยู่ในระดับพอเหมาะ เมื่อแสงสว่างมากม่านตาจะควบคุม ให้รูม่านตาเปิดน้อย และเมื่อแสงสว่างน้อยก็จะควบคุมให้รูม่านตาเปิดกว้าง<br><br><em>รูม่านตา (Pupil)</em>เป็นสีดำอยู่ตรงกลางม่านตา ทำหน้าที่เป็นช่องทำให้แสงผ่านไปสู่เลนส์ตา<br><br><em>เลนส์ตา (Lens)</em>เป็นเลนส์นูนที่สามารถยืดหยุ่นได้เนื่องจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเลนส์ตา  ทำหน้าที่โฟกัสภาพให้ไปตกบนเรตินา<br><br><em>โฟเวีย (Fovea)</em> หรือจุดดวงเหลือง เป็นแอ่งเล็กๆ บริเวณจอตาเป็นบริเวณที่มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นที่สุด  จึงเป็นบริเวณ ที่เห็นภาพชัดเจนที่สุด<br><br></div><ul><li><em>จุดบอดแสง (Blind spot)</em> เป็นบริเวณที่เส้นประสาทและเส้นเส้นเลือดผ่านเข้าสู่ในตา ไม่มีเซลล์รูปแท่ง หรือ  เซลล์รูปกรวยเลย ดังนั้น ถ้าแสงตกบริเวณนี้เราจะมองไม่เห็นวัตถุนั้นเลย</li><li><em>เปลือกตา (Rid)</em><strong> </strong>เป็นส่วนที่ปิดเลนส์ในตา ป้องกันสิ่งสกปรกเศษผงต่างๆ เข้าตา</li><li><em>กระบอกตา (Sclera)</em> เป็นเยื่อชั้นนอกสุด หนาและเหนียว ทำให้ลูกตาคงรูป มีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ส่วนตาขาวและ กระจกตา</li></ul><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 17:09:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jeabjiraspu046/bndmihb8zs/wish/271688215</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
