<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ARC62-231 Building Construction2 (Assignment4) by สถาปัตย์ วลัยลักษณ์</title>
      <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2024-02-20 07:05:42 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-01-28 05:13:40 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ระบบจ่ายน้ำปะปาบ้าน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898719187</link>
         <description><![CDATA[<p>ระบบน้ำประปาบ้าน คือ ระบบประปาที่ใช้ในครัวเรือนโดยทั่วไประบบประปาบ้านมักมีแรงดันต่ำอาจมีการใช้ปั๊มน้ำเข้ามาช่วยเพิ่มแรงดันน้ำให้สูงขึ้น ระบบประปาในบ้านจะต้องมีการเดินท่อประปาไปยังบริเวณที่ต้องการใช้น้ำ โดยมีจุดเริ่มต้นคือการต่อท่อประปาจากมิเตอร์เข้ามาใช้ภายในบ้าน อย่างไรก็ตาม ห้ามต่อปั๊มน้ำเข้ามิเตอร์เพื่อดึงน้ำจากท่อประปาโดยตรงเพราะผิดกฎหมายและอาจทำให้น้ำไหลน้อย เสี่ยงทำให้ปั๊มน้ำได้รับความเสียหายได้อีกด้วย ข้อดีของการติดตั้ง ระบบประปาในบ้าน ช่วยให้ใช้น้ำประปาตามจุดต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำสามารถสำรองน้ำไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้ ทำให้ครัวเรือนมีน้ำประปาที่สะอาดปลอดภัยไว้ใช้อุปโภคบริโภค ป้องกันการเกิดคราบฝังลึกที่สุขภัณฑ์ซึ่งมีสาเหตุมาจากน้ำไม่สะอาด ระบบน้ำประปาบ้านเรามี 2 ชนิด Up-feed System เป็นระบบจ่ายน้ำขึ้น โดยทั่วไปใช้กับบ้านหรืออาคารที่มีความสูงไม่เกิน 4 ชั้น ปัจจุบันมีการติดตั้งปั๊มน้ำเพื่อเพิ่มแรงดันน้ำให้สูงขึ้นเพราะหากไม่มีปั๊มน้ำเวลาเปิดน้ำประปาใช้งานพร้อมกันอาจทำให้แรงดันตก ส่งผลให้น้ำประปาไหลไม่แรงได้ สำหรับระบบจ่ายน้ำขึ้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือถังเก็บน้ำ ถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ช่วยป้องกันการขาดแคลนน้ำหรือในกรณีที่น้ำประปาไม่ไหลสามารถใช้น้ำสำรองได้แบบต่อเนื่อง ข้อแนะนำสำหรับบ้านหรืออาคารที่มีระบบปั๊มน้ำควรมีระบบท่อ by pass สำรองด้วย ท่อบายพาสนี้ช่วยลำเลียงน้ำจากมิเตอร์เข้าบ้านได้โดยตรง Down-feed System เป็นระบบจ่ายน้ำลงนิยมใช้กับบ้านที่มีหลายชั้นหรืออาคารสูง ตึก คอนโด อาร์ทเม้นต์สูงแต่ไม่ควรสูงเกิน 14 ชั้น โดยตั้งถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ไว้ด้านบนของดาดฟ้าหรือหอคอย จากนั้นสูบน้ำขึ้นไปด้านบนและอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลกเพื่อจ่ายน้ำประปาลงมาด้านล่าง ระบบนี้ทำให้น้ำไหลเร็วโดยเฉพาะชั้นล่างจะมีแรงดันสูง แนะนำให้ติดตั้งวาล์วลดแรงดันน้ำเพื่อความปลอดภัย</p><p>65105975 พิชญ์สินี ศรีธามาศ เลขที่08</p><p>65118937 ภัทรพร พุทธรักษา เลขที่ 21</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2352365116/96b15fe95b6357af31e1e8e8eb60f0eb/_______.png" />
         <pubDate>2024-02-28 07:51:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898719187</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บันไดหนีไฟ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898892331</link>
         <description><![CDATA[<ol><li><p>เส้นทางหนีไฟ เป็นทางที่ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ ในทางเดิน จนกว่าจะออกจากตัวอาคาร หรือว่าอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากเพลิงไหม้ </p></li><li><p>อาคาร 4 ชั้น ที่มีความสูงไม่เกิน 23 เมตร หรืออาคาร 3 ชั้นรวมดาดฟ้า มีพื้นที่ไม่เกิน 16 ตารางเมตร จะต้องสร้างบันไดหนีไฟ 1 แห่ง โดยวัสดุจะต้องทนไฟ และไม่มีสิ่งกีดขวางที่ทางเดิน</p></li><li><p>อาคารที่มีความสูงมากกว่า 4 ชั้น ความชันของบันไดต้องไม่เกิน 60 องศา และต้องมีชานพักทุกชั้น แต่ถ้าหากว่าเป็นอาคารที่มีความสูงน้อยกว่า 4 ชั้น ความชันจะสามารถเกิน 60 องศาได้</p></li><li><p>บันไดหนีไฟที่อยู่ภายในอาคาร จะต้องมีความกว้างของทางเดินไม่ต่ำกว่า 80 เซนติเมตร และจะต้องใช้วัสดุกันไฟทั้งทางเดิน โดยแต่ละชั้นจะต้องทำช่องระบายอากาศมีพื้นที่ไม่เกิน 1.4 ตารางเมตร ระหว่างนอกอาคารกับทางหนีไฟ เพื่อให้มีอากาศที่ถ่ายเท และต้องมีไฟที่ทางเดินทั้งกลางวันกับกลางคืน</p></li><li><p>บันไดหนีไฟที่อยู่ภายนอกอาคาร จะต้องมีความกว้างของทางเดินไม่ต่ำกว่า 60 เซนติเมตร และผนังที่อยู่ด้านนอกติดกับบันได ก็จะต้องสร้างจากวัสดุที่ทนไฟ แต่ถ้าเกิดว่าทางเดินของบันไดลงไปไม่ถึงชั้นข้างล่างสุด ก็จะต้องมีบันไดโลหะแบบเลื่อน เพื่อให้หย่อนคนลงมาถึงชั้นล่างสุด</p></li><li><p>การติดตั้งประตูหนีไฟ จะต้องทนไฟ มีความกว้างมากกว่า 80 เซนติเมตร และมีความสูงไม่ต่ำกว่า 1.90 เมตร โดยบานเปิดประตูจะต้องผลักออกนอกอาคารได้อย่างสะดวก ไม่มีธรณีประตูกั้น และมีสลิงที่ช่วยประตูปิดอัตโนมัติ</p></li><li><p>อาคารที่มีความสูงต่ำกว่า 2 ชั้น เช่น บ้าน และตึกแถว การติดตั้งถังดับเพลิง จะต้องมีถังดับเพลิงขนาด 3 กิโลกรัม ต่อ 1 คูหา แต่ถ้าเป็นอาคารที่มีความสูงมากกว่า 2 ชั้น ขนาดของถังดับเพลิงต้องไม่ต่ำกว่า 4 กิโลกรัม</p></li><li><p>อาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่ เช่น หากมีพื้นที่น้อยกว่า 1,000 ตารางเมตร จะต้องติดตั้งถังดับเพลิงมากกว่า 1 เครื่อง ในทุกระยะ 45 เมตร และตัวถังต้องอยู่สูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 150 เมตร </p></li><li><p>อาคารที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน และตึกแถว จะต้องมีการติดตั้งระบบสัญญาณเตือนไฟไหม้ ถ้าเป็นอาคารที่มีความสูงต่ำกว่า 2 ชั้น ต้องติดตั้ง 1 เครื่อง แต่ถ้าเป็นอาคารที่มีความสูงมากกว่า 2 ชั้น ในทุกๆ ชั้นจะต้องมี 1 เครื่อง</p></li></ol><p>นางสาวธัญยานุช แก้วศรีนวล 65114944 No.13</p><p>นางสาวจุฑามณี ช่วยพัทลุง 65133555 No.47</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2350518087/6077ec49aa2340f6fd57808d45b79812/______con.png" />
         <pubDate>2024-02-28 10:24:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898892331</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กระบวนการบำบัดน้ำเสีย (Waste Water Treatment Process )</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898896812</link>
         <description><![CDATA[<p>การบําบัดน้ําเสีย (Wastewater Treatment) หมายถึง การปรับปรุงคุณภาพน้ําเสียให้ดีขึ้น ทําให้หมดอันตรายหรืออันตรายน้อยลง โดยใช้กระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการทางกายภาพ กระบวนกา ทางเคมี หรือกระบวนการทางชีวภาพ</p><p>ขั้นตอนมีดังนี้</p><p>1.น้ำเสียและสิ่งสกปรกจะถูกสูบจากใต้ดินไปยังสถานีสูบน้ำ<strong>(Lifting Station)</strong> ซึ่งจะมีการบำบัดทางเคมีก่อน และหลังจากนั้นจะส่งไปแยกยังกระบวนการต่อไป</p><p>2.<strong>กระบวนการแยก</strong> จะกรองของแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่า 13 มม.ออก หลังจากนั้นของเสียจะถูกส่งไปยังสถานที่กำจัดขยะ และฝังกลบไว้</p><p>3.<strong>ถังตกตะกอนหลัก(Primary settling basin)</strong> ช่วยให้วัตถุที่หนักกว่าจมและถูกขูดออกไป จากนั้นนำตะกอนที่เป็นของเสียมาหมักเป็นเวลา 30 วัน และใช้เป็นปุ๋ย</p><p>4.จากนั้นน้ำทิ้งจะถูกสูบไปยัง<strong>เครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ(ฺBio-Reactor)</strong> เป็นเวลา 9 ชั่วโมง แบคทีเรียจะสลายสารอันตรายและทำความสะอาดน้ำผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย</p><p>5.แรงโน้มถ่วงของ<strong>บ่อตกตะกอนรอง(Secondary Clarifiers</strong>) จะป้อนน้ำให้ผ่านไป และแบคทีเรียยังคงทำความสะอาดน้ำให้อยู่ในระดับที่สามารถดื่มได้</p><p>6.ในขั้นตอนสุดท้าย น้ำก็ได้รับการบำบัดทางเคมีด้วยคลอรีน(Cl) เพื่อให้แน่ใจว่าปราศจากแบคทีเรีย หลังจากนั้นน้ำก็ผ่านฝายลงสู่แหล่งน้ำ</p><p>จัดทำโดย </p><p>นายสฤษดิ์ ฤทธีอิทธิพัทธ์ 65108748</p><p>นายอนุสิกข์ จันทรักษ์ 65120008</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2351087526/aa6d220c0a76d9e0742ffd5e1b6fbd06/Workshop2_Site_Analysis___Site_Selection.png" />
         <pubDate>2024-02-28 10:28:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898896812</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบลิฟต์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898908289</link>
         <description><![CDATA[<p>ส่วนประกอบสำคัญต่างๆ ของลิฟท์มีดังต่อนี้</p><p>1. เครื่องจักรขับลิฟท์ (Traction Machine)</p><p>เป็นอุปกรณ์หลักของระบบลิฟท์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนลิฟท์ขึ้นลง</p><p>2. ชุดลูกถ่วง (Counterweight)</p><p>เป็นโครงเหล็กซึ่งบรรจุก้อนน้ำหนักที่ทำด้วยเหล็กหล่อ ทำหน้าที่ถ่วงดุลกับน้ำหนักของลิฟท์และจำนวนผู้โดยสารเพื่อให้มอเตอร์ลิฟท์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ</p><p>3. รางลิฟท์ (Guide Rail)</p><p>เป็นเหล็กรูปตัว T ทำหน้าที่นำร่องให้ลิฟท์วิ่งขึ้นลงในแนวที่กำหนดและรักษาตำแหน่งตัวลิฟท์ให้ทรงตัวและได้ศูนย์ตลอดเวลา รางลิฟท์มีหลายขนาดขึ้นอยู่กับขนาดของตัวลิฟท์ น้ำหนักบรรทุกและความเร็วลิฟท์ เป็นต้น โดยทั่วไประบบลิฟท์จะมีรางขนาดใหญ่สำหรับนำร่องตัวลิฟท์และรางขนาดเล็กกว่าสำหรับนำร่องชุดลูกถ่วง</p><p>4. ตู้โดยสาร (Lift Car)</p><p>เป็นห้องโดยสารที่ยึดกับโครงเหล็กกล้าที่แข็งแรง พร้อมอุปกรณ์นิรภัย (Safety Gear) ป้องกันไม่ให้ลิฟท์ตกเมื่อสลิงขาด ตู้โดยสารมีขนาดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทและน้ำหนักบรรทุกของลิฟท์</p><p>5. บัฟเฟอร์ (Buffer)</p><p>เป็นอุปกรณ์ป้องกันไม่ให้ตัวลิฟท์กระแทกกับพื้นบ่อลิฟท์ กรณีลิฟท์วิ่งเลยชั้นล่างสุดบัฟเฟอร์จะผ่อนแรงกระแทกเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้โดยสาร</p><p>6. ตู้คอนโทรล (Controller)</p><p>ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของลิฟท์ทั้งระบบ เช่น ควบคุมความเร็ว ควบคุมการเปิดปิดประตูจัดคิวการวิ่งรับส่งผู้โดยสาร เป็นต้น และชนิดของคอนโทรลดังกล่าวยังแตกย่อยออกตามประเภทระบบขับเคลื่อนด้วย เช่น VVVF , DC Drive เป็นต้น</p><p>7. ประตูหน้าชั้น (Landing Door)</p><p>ระบบลิฟท์ทั่วไปจะมีประตู 2 ส่วน คือประตูในลิฟท์ (Car Door) และประตูหน้าชั้นต่างๆ ตามจำนวนชั้นจอดของลิฟท์ ปกติประตูหน้าชั้นจะเปิด-ปิดได้ก็ต่อเมื่อตัวลิฟท์จะต้องจอดอยู่ที่ชั้นนั้นและประตูที่ชั้นอื่นจะเปิดไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้งานมีความปลอดภัยสูงสุด ประตูลิฟท์มีหลายแบบ ที่พบเห็นกันโดยทั่วไปจะมี</p><p>- เปิดจากกึ่งกลาง (Center Opening)</p><p>- เปิดจากด้านข้าง (Slide Opening)</p><p>8. สลิงลิฟท์ (Wire Rope)</p><p>ใช้สำหรับแขวนตัวลิฟท์และชุดลูกถ่วง ฉุดให้ลิฟท์ขึ้นลงด้วยแรงเสียดทานของลวดสลิงกับร่องของมู่เล่ย์</p><p>9. ปุ่มกด (Button)</p><p>ใช้สำหรับเรียกลิฟท์รับ-ส่งไปยังชั้นต่างๆ ที่ต้องการ แผงปุ่มกดมีอยู่ 2 ส่วนคือ</p><p>แผงปุ่มกดในลิฟท์ (Car Operating Panel) ประกอบด้วย</p><p>- ปุ่มเรียกไปตามชั้นต่างๆ</p><p>- ปุ่มปิด-เปิดประตู</p><p>- ปุ่มแจ้งเหตุ และอินเตอร์คอม</p><p>แผงปุ่มกดหน้าชั้น (Hall Button) ประกอบด้วย</p><p>- ปุ่มเรียกลิฟท์มารับขาขึ้นและขาลงอย่างละปุ่ม</p><p>10. สายเคเบิล (Travelling Cable)</p><p>เป็นสายไฟที่วิ่งขึ้นลงพร้อมกับตัวลิฟท์ ทำหน้าที่เชื่อมสัญญาณ เช่น ปุ่มกดและสวิทซ์ต่างๆ ที่ตู้ลิฟท์กับตู้คอนโทรลในห้องเครื่อง</p><p>65113276 สุทธิดา จินา</p><p>65119901 สิริพักตร์ ยวนแหล</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2352513998/1e6f5da30f2f6dde8709d97b4e0714f9/Grey_Modern_Real_Estate_Business_Poster.png" />
         <pubDate>2024-02-28 10:39:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898908289</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบปรับอากาศ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898931017</link>
         <description><![CDATA[<p>การทำงานของระบบปรับอากาศ</p><p>เริ่มจาก คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ทำหน้าที่ดูดและอัดสารทำความเย็น(น้ำยาแอร์) เพื่อเพิ่มอุณหภูมิและแรงดันให้สูงขึ้น และทำการส่งสารทำความเย็น ไหลผ่านไปยังคอนเดนเซอร์ (Condenser) หรือคอยล์ร้อน จากนั้นสารทำความเย็นจะไหลวนผ่านแผงคอยล์ร้อน โดยมีพัดลมช่วยระบายความร้อน จะส่งผลให้สารทำความเย็น ที่ไหนผ่านจากคอนเดนเซอร์ (Condenser) หรือคอยล์ร้อน มีอุณหภูมิลดลง แต่ความดันยังคงที่ตามเดิม และจะถูกส่งไปยังอุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็น (Expansion Valve) เมื่อสารทำความเย็น ไหลผ่านอุปกรณ์ควบคุมสารทำความเย็น (Expansion Valve) จะทำให้อุณหภูมิของสารทำความเย็น และความดันลดลง แล้วไหลเข้าไปสู่อีวาพอเรเตอร์ (Evaporator) หรือคอยล์เย็น โดยเมื่อสารทำความเย็น จะไหลผ่านอีวาพอเรเตอร์ (Evaporator) หรือคอยล์เย็น จะมีพัดลมค่อยเป่า เพื่อให้เกิดการดูดซับความร้อนภายในห้อง ส่งผลให้อุณหภูมิภายในห้องลดลง โดยสารทำความเย็นหรือน้ำที่ไหลผ่านไปนั้นจะนำพาความร้อนที่ดูดซับได้ออกไปในความดันคงที่ และไหลกลับเข้าไปสู่คอมเพรสเซอร์ เพื่อกระบวนการเดิมต่อไป</p><p><br></p><p>นาย ชานนท์ ทรงสกูล เลขที่ 3 65102105</p><p>นางสาว ธันยกร เฉลิมดิษฐ เลขที่ 6 65103889</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2352608973/f81e71eafed787585807fbe7fd626c4c/png.png" />
         <pubDate>2024-02-28 11:01:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898931017</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบโรงไฟฟ้าสู่อาคารบ้านเรือน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898945766</link>
         <description><![CDATA[<p>1. เริ่มต้นจากการเพิ่มระดับแรงดันไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้า 10 – 40 กิโลโวลต์ให้สูงขึ้นถึงระดับ 230 หรือ 500 กิโลโวลต์ เพื่อลดความสูญเสียในสายส่ง&nbsp;แล้วส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งแรงดันสูง (Transmission line) ที่เป็นตัวนำอลูมิเนียมเปลือยเสริมแกนเหล็กชนิด ACSR (Aluminium Conductor Steel Reinforced) ติดตั้งบนเสาสูงโครงสร้างโลหะ เดินทางข้ามจังหวัดเป็นระยะทางไกลจากโรงไฟฟ้ามาถึงเขตชุมชนเมือง</p><p>2.จากนั้นสถานีไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่จะแปลงแรงดันไฟฟ้าให้ต่ำลงเป็นไฟฟ้าแรงดันสูง 115 หรือ 69 กิโลโวลต์ แล้วส่งจ่ายไฟฟ้าต่อไปโดยใช้สายตัวนำอลูมิเนียมเปลือย AAC (All Aluminum Stranded Conductor) ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าคอนกรีต</p><p>3.เมื่อถึงสถานีไฟฟ้าย่อยจะแปลงไฟฟ้าแรงดันสูงเป็นแรงดันปานกลาง 22, 24 หรือ 33 กิโลโวลต์ (ขึ้นอยู่กับระบบการจ่ายไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่) แล้วส่งผ่านสายอลูมิเนียมหุ้มฉนวนและเปลือกชนิด SAC (Spaced Aerial Cable) ซึ่งติดตั้งบนเสาไฟฟ้าคอนกรีต</p><p>4.เมื่อใกล้ถึงผู้ใช้งานก็จะแปลงแรงดันไฟฟ้าลงอีกครั้งเป็นไฟฟ้าแรงดันต่ำแล้วจ่ายผ่านสายอลูมิเนียมหุ้มฉนวนชนิด WPC (Weather Proof Cable) ส่งมาที่อาคารบ้านเรือนของเรา</p><p>1.โรงไฟฟ้า</p><p>2.สถานีไฟฟ้าย่อย</p><p>3.หม้อแปลงไฟ</p><p>4. เสาไฟฟ้าส่งไฟฟ้าแรงสูง</p><p>5. หม้อแปลงย่อยจ่ายไฟสู่อาคารบ้านเรือน</p><p>6.อาคารบ้านเรือน</p><p>65122731 นาย อภิฉัตร พลายด้วง</p><p>65105918 นาย พันธน์วิทย์ ชยุตชัยกุล</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2350851612/ad7248e1b0c679ca1d031983fc1b9ccb/______________________________2_.png" />
         <pubDate>2024-02-28 11:16:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2898945766</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบจ่ายน้ำ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899044920</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ทำความรู้จักกับ “ระบบประปา”</strong></p><p>ระบบประปา หรือ Water Treatment System คือ ระบบบำบัดน้ำจะช่วยทำให้น้ำมีคุณภาพและมาตรฐานมากพอในการใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค โดยหลักการทำงานของระบบน้ำประปา จะเป็นการดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่าง น้ำดิบ, น้ำบาดาล, น้ำทะเล, น้ำผิวดิน และน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น ๆ ขึ้นมาเข้าสู่กระบวนการบำบัดและตกตะกอน</p><p>นอกจากระบบประปาจะช่วยบำบัดคุณภาพน้ำแล้ว ยังถือเป็นระบบสำคัญที่ทำให้การจ่ายน้ำอยู่ในปริมาณและแรงดันที่เหมาะสม ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน ดังนั้น ระบบประปาจึงเป็นระบบที่มีความสำคัญทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัยของประชาชนนั่นเอง</p><p><strong>ระบบประปามีความสำคัญอย่างไร?</strong></p><p>ระบบประปาเป็นระบบที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า น้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการใช้ชีวิต ระบบประปาที่คอยควบคุมคุณภาพของน้ำให้มีมาตรฐานมากพอจะนำมาใช้อุปโภค บริโภค หรือผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมการผลิต จึงถือเป็นระบบที่สำคัญอย่างยิ่ง หากไม่มีระบบประปาคอยช่วยปรับสภาพน้ำ สารพิษที่อยู่ในน้ำก็จะสะสมในร่างกายและเป็นอันตรายในระยะยาวได้</p><p>  <strong>ระบบจ่ายน้ำประปา (Water Supply System)</strong></p><ol><li><p><strong>ระบบจ่ายน้ำขึ้น (Up Feed System)</strong> เป็นระบบประปาแบบจ่ายน้ำขึ้น เหมาะกับการกระจายน้ำภายในครัวเรือน เช่น บ้านที่มีความสูงไม่เกิน 2 ชั้น เป็นต้น ระบบประปานี้ได้มาตรฐาน ที่สามารถต่อท่อกับระบบน้ำ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://uu.co.th/th/article/blog/village-water-system">ประปาหมู่บ้าน</a> หรือระบบประปาส่วนภูมิภาคได้ ระบบนี้จะเป็นการปั๊มน้ำผ่านถังเก็บน้ำในพื้นที่ของตัวเอง ติดตั้งได้ง่ายและสะดวกสบาย แต่มีข้อเสียในเรื่องของน้ำไหลช้าหากผู้อยู่อาศัยใช้น้ำพร้อมกัน</p></li><li><p><strong>ระบบจ่ายน้ำลง (Down Feed System)</strong> เป็นระบบประปาภายในครัวเรือนที่นิยมใช้กับอาคารที่มีความสูง 3 ชั้นขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 56 เมตรหรือ 12 ชั้น ระบบประปาประเภทนี้จะอาศัยหลักแรงโน้มถ่วง ทำให้ยิ่งอาคารสูงมากเท่าไหร่ น้ำชั้นล่างก็จะแรงขึ้นเท่านั้น ด้วยความที่ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้หลักการติดตั้งถังสำรองน้ำไว้ชั้นบนเพื่อเก็บน้ำเพิ่มแรงดันจากด้านบน จึงมีข้อดีในเรื่องของค่าใช้จ่าย&nbsp;</p></li><li><p><strong>ระบบจ่ายน้ำประปาผสม (Up and Down Feed Dustribution System)</strong> เป็นระบบประปาที่ผสมผสานระหว่างระบบจ่ายน้ำขึ้นและจ่ายน้ำลง ทำให้ระบบประปาประเภทนี้สามารถทำได้ทั้งการรับน้ำจากท่อประปาไปเก็บไว้ในถัง และสูบน้ำจากชั้นล่างโดยตรงนั่นเอง</p><p><br/></p><p>นาย เจนณรงค์ หมวดทอง เลขที่ 20 รหัสนักศึกษา 65118481</p></li></ol>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2352803574/9dda8dee95010058aaa1e3c021be648b/___________.pdf" />
         <pubDate>2024-02-28 12:47:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899044920</guid>
      </item>
      <item>
         <title>TYPES OF LIGHT BULB</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899047349</link>
         <description><![CDATA[<p>1) หลอดอินแคนเดสเซนต์ (Incandescent Lamp)</p><p>หลอดอินแคนเดสเซนต์ (Incandescent Lamp) หรือที่เรามักเรียกว่า หลอดไส้ ส่วนใหญ่ใช้ทังสเตนเป็นไส้หลอด มีหลักการทำงานคือเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอด จะเกิดความร้อนแล้วเปล่งแสงออกมา ข้อดีคือมีขนาดเล็ก ราคาถูก แต่ข้อเสียคืออายุการใช้งานสั้น ประมาณ 1,000 – 1,500 ชั่วโมง กินไฟมาก และสูญเสียพลังงานออกมาในรูปของความร้อนสูง ในอดีตมักใช้ตามอาคารบ้านเรือนทั่วไป แต่ความนิยมลดลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากมีหลอดไฟประเภทอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าให้เลือกใช้&nbsp;</p><p>2) หลอดแฮโลเจน (Halogen Lamp)</p><p>หลอดแฮโลเจน (Halogen Lamp) เป็นหลอดอินแคนเดสเซนต์ชนิดหนึ่ง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอด เกิดความร้อนแล้วเปล่งแสงออกมาเช่นกัน แต่ภายในหลอดมีการบรรจุสารตระกูลแฮโลเจน เช่น ไอโอดีน เพื่อช่วยลดการสึกกร่อนของไส้หลอดทังสเตน ทำให้ทนทานขึ้น มีอายุการใช้งานประมาณ 1,500 – 3,000 ชั่วโมง แต่ยังคงสูญเสียพลังงานออกมาในรูปของความร้อนสูง มักใช้กับงานประเภทส่องเน้น เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิด ตู้แสดงสินค้า มุมอับของบ้าน เป็นต้น</p><p>3) หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamp หรือ Fluorescent Tube)</p><p>หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamp หรือ Fluorescent Tube) เป็นหลอดลักษณะยาวที่พบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านพักอาศัยและอาคารสำนักงาน มีหลักการทำงานคือเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขั้วไฟฟ้าที่บริเวณปลายหลอด ทำให้ไอปรอทที่บรรจุภายในหลอดเกิดการเคลื่อนที่และคายพลังงานออกมาในรูปของรังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อรังสีนั้นไปกระทบกับสารเรืองแสงที่ฉาบไว้บริเวณผิวด้านในของหลอด จึงเปล่งแสงที่มองเห็นได้ออกมา ให้แสงสว่างมากกว่าหลอดไส้ประมาณ 5 เท่า โดยใช้พลังงานไฟฟ้าเท่ากัน เกิดความร้อนต่ำ มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 6,000 ถึง 20,000 ชั่วโมง</p><p>4) หลอดแอลอีดี (LED Lamp)</p><p>หลอดแอลอีดี (LED Lamp) ชื่อเต็มคือ Light-Emitting Diode หรือ ไดโอดเปล่งแสง ทำจากสารกึ่งตัวนำ ให้แสงสว่างได้เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านสารกึ่งตัวนำนั้นแล้วอิเล็กตรอนมีการคายพลังงานออกมาในรูปของแสง ประหยัดพลังงานมากกว่าหลอดไฟประเภทอื่น เกิดความร้อนน้อยมาก มีอายุการใช้งานประมาณ 15,000 – 50,000 ชั่วโมง หลอดแอลอีดีจึงถูกนำมาใช้งานหลากหลาย เช่น ระบบส่องสว่างในอาคารและนอกอาคาร ไฟส่องสว่างรถยนต์ ป้ายสัญญาณ ป้ายไฟ และจอแสดงภาพ</p><p><br></p><p>แก้วประภา โคจีจุล 65114738 เลขที่ 12</p><p>อรัชพร เปียกบุตร 65116717 เลขที่ 17</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2352783487/787ebbeaef99bad98fb6d3aa86fb30b3/3.png" />
         <pubDate>2024-02-28 12:49:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899047349</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบลิฟท์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899067787</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเภทของลิฟท์มี 2 ประเภท ได้แก่</p><p>1.ลิฟระบบไฮดรอลิค : นิยมใช้ยกของขนาใหญ่ มีน้ำหนักเยอะ ระบบไม่ซับซ้อน</p><p>2.ลิฟระบบสลิง : ใช้งานได้หลากหลายกว่าระบบไฮดรอลิก มีสายเคเบิ้ลในการขึ้น-ลง มีระบบเกียร์ในการควบคุม </p><p><br></p><p>ส่วนประกอบของลิฟท์  </p><p>มี 13 อย่าง ได้แก่</p><p>1.เครื่องจักรขับลิฟท์ (Traction Machine)</p><p>2.ชุดลูกถ่วง (Counterweight)</p><p>3.รางลิฟท์ (Guide Rail)</p><p>4.ตู้โดยสาร (Lift Car)</p><p>5.บัฟเฟอร์ (Buffer)</p><p>6.ตู้คอนโทรล (Controller)</p><p>7.ประตูหน้าชั้น (Landing door)</p><p>8.ประตูในลิฟท์ (Car door)</p><p>9.สลิงลิฟท์ (Wire rope)</p><p>10.ปุ่มกด (Button)</p><p>11.แผงปุ่มกดในลิฟท์ (Car operating panel)</p><p>12.แผงปุ่มกดหน้าชั้น (Hall button)</p><p>13.สายเคเบิล (Travelling Cable)</p><p><br></p><p>65115388 สิรามล ดวงแก้ว เลขที่ 15</p><p>65123887 ธนวรรณ พิทักษ์บุญ เลขที่ 33</p><p><br></p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1983714783/000228945770a31308f2a469e5e00296/EE9DB039_EF9A_4D15_B083_38E0BE7FBFA9.jpeg" />
         <pubDate>2024-02-28 13:07:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899067787</guid>
      </item>
      <item>
         <title>HEATER</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899126056</link>
         <description><![CDATA[<p>Heaters หรือ เครื่องทำความร้อน มักใช้ในหลายแอปพลิเคชัน เช่น ในบ้าน โรงงาน หรือ รถยนต์ เพื่อให้ความอบอุ่นในสภาพแวดล้อมที่ต้องการ หลักการทำงานของ heater อย่างละเอียดมีดังนี้:</p><p>หลักการทำงาน:</p><p>เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นความร้อน: ส่วนใหญ่ heater ใช้พลังงานไฟฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นความร้อน โดยทำได้ผ่านหลอดที่มีความต้านทานสูง เมื่อไฟกระเด็นผ่านหลอดความต้านทาน จะมีการสร้างความร้อนขึ้นตามกฎของ Joule Heating.</p><p>การสร้างความร้อน: เมื่อกระแสไฟกระเด็นผ่านหลอดความต้านทาน จะมีอิเล็กตรอน (electrons) ที่ไหลผ่านและชนกับอะตอมในวัสดุของหลอด การชนนี้ทำให้อิเล็กตรอนส่งพลังงานให้กับอะตอม ซึ่งเป็นความร้อน ทำให้วัสดุในหลอดมีการอุ่นขึ้น และเมื่อวัสดุนี้อุ่นขึ้นจะส่งความร้อนไปสู่สิ่งแวดล้อมรอบๆ เรา เช่น อากาศหรือสิ่งของอื่นๆ</p><p>วัสดุที่ใช้ใน Heater:</p><p>Wire Coil (สปีเชียลสตีล): ในหลอดความต้านทาน (resistor tube) ส่วนใหญ่จะใช้สปีเชียลสตีลเป็นสายไฟฟ้า มีความต้านทานสูง ทำให้มีการสร้างความร้อนได้มากขึ้น</p><p>Ceramic Core (เซรามิกคอร์): ส่วนในของ heater บางชนิดใช้เซรามิกเป็นฐาน มีความทนทานต่อความร้อนและความดันไฟฟ้าได้ดี</p><p>Metal Heating Elements (องค์ประกอบทำความร้อนโลหะ): บาง heater ใช้โลหะในการสร้างความร้อน เช่น Nichrome (โลหะที่มีความต้านทานสูง)</p><p>วงจรที่ใช้มีดังนี้:</p><p>1.ถังเก็บน้ำร้อน (DHW Storage System): ทำหน้าที่เก็บน้ำร้อนที่ได้จากแผงรับแสงอาทิตย์</p><p>2.แผงรับแสงอาทิตย์ (Collector) : ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์</p><p>3.เซ็นเซอร์อุณหภูมิภายนอก (External Sensor) : ทำหน้าที่วัดอุณหภูมิภายนอก เพื่อควบคุมการทำงานของระบบฮีตเตอร์</p><p>4.หม้อต้มแก๊ส (Natural Gas) : ทำหน้าที่ให้ความร้อนเพิ่มเติม เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ</p><p>5.Hydraulic Disjunctor :วาล์วกันย้อนไฮดรอลิก" เป็นอุปกรณ์ควบคุมการไหลของน้ำมันในระบบไฮดรอลิก ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำมันไหลย้อนกลับจากส่วนหนึ่งของระบบไปยังอีกส่วนหนึ่ง</p><p>6.Collector หรือ แผงรับแสงอาทิตย์: อุปกรณ์ที่ใช้ดูดซับพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์</p><p>7.ระบบทำความร้อน (Heating System):ระบบที่ใช้เพิ่มอุณหภูมิของอากาศหรือของเหลว เพื่อให้ความร้อนแก่สถานที่หรือวัตถุ</p><p>8.ปั๊มรอง (Secondary Pump) : ทำหน้าที่สูบน้ำจากถังเก็บน้ำร้อนรอง ไปยังระบบทำความร้อน</p><p>9.ปั๊มหลัก (Primary Pump) : ทำหน้าที่สูบน้ำจากถังเก็บน้ำร้อนหลัก ไปยังถังเก็บน้ำร้อนรอง</p><p>10.วาล์วสามทาง (3-way valve) : ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของน้ำร้อน โดยผสมน้ำร้อนจากแผงรับแสงอาทิตย์ กับน้ำร้อนจากหม้อต้มแก๊ส</p><p>การควบคุมความร้อน:</p><p>Thermostat (เทอร์โมสแตท): ใช้ในการควบคุมอุณหภูมิ โดยเมื่ออุณหภูมิสูงเกินกำหนด จะให้ heater หยุดทำงาน และเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่ากำหนด จะเปิดให้ heater เริ่มทำงาน.</p><p>Timer (ตั้งเวลา): ใช้ในการกำหนดเวลาที่ heater ทำงาน เพื่อป้องกันการทำงานโดนเป็นเวลานานเกินไป.</p><p>Safety Features (คุณสมบัติการรักษาความปลอดภัย): เช่น ป้องกันการร้อนเกิน, ความต้านทานสูง, หรือการตัดไฟอัตโนมัติเมื่อเครื่องเกิดความผิดปกติ.</p><p>การใช้งาน:</p><p>เมื่อต้องการใช้งาน heater ให้เชื่อมต่อกับแหล่งไฟฟ้า.</p><p>ปรับตัวควบคุม (เช่น thermostat) ตามอุณหภูมิที่ต้องการ.</p><p>เมื่อถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้, heater จะทำงานให้ความร้อนตามที่กำหนด.</p><p>เมื่อไม่ต้องการใช้งาน ปิดหรือตัดการเชื่อมต่อกับแหล่งไฟฟ้า.</p><p>การทำงานของ heater จะต่างกันไปตามประเภทและการใช้งาน แต่หลักการสร้างความร้อนโดยใช้ความต้านทานเป็นหลักยังเป็นที่นิยมในหลายแอปพลิเคชันโดยรวม โดยมีการควบคุมอุณหภูมิและความปลอดภัยเป็นส่วนสำคัญในการใช้งาน.</p><p>22 65119042 นายวิทวัส โตขาว </p><p>51 65133860 สินีนาถ  เทพสี</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2352856137/23472621714d3908e6a38fe8b759b152/__________________Collector________________________________________________1_.png" />
         <pubDate>2024-02-28 13:50:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899126056</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบปรับอากาศ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899170751</link>
         <description><![CDATA[<p>หลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศ</p><p>เริ่มต้นจากคอมเพรสเซอร์ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มความดันให้แก่น้ำยาซึ่งเป็นแก็ส ให้มีความ ดันและอุณหภูมิสูงขึ้น (สูงกว่าอากาศภายนอก) แล้วระบายทิ้งที่แผงท่อระบายความร้อน (คอยล์ร้อนหรือคอนเดนเซอร์) ซึ่งติดตั้งอยู่ภายนอกห้อง โดยมีพัดลมทำหน้าที่เป่าระบายความร้อนที่แผงระบายความร้อนนี้</p><p>น้ำยาภายหลังผ่านคอล์ยร้อนจะมีสถานะเป็นของเหลว มีความดันสูง จะไหลผ่านเข้า ชุดลดความดัน (Expansion Valve) ก่อนจะไหลเข้าไปยังแผงท่อทำความเย็น (คอยล์เย็นหรือแฟนคอยล์) ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในห้อง สารทำความเย็นจะดูดความร้อนจากอากาศบริเวณโดยรอบของแผงท่อทำความเย็น ทำให้อากาศที่ไหลผ่านมีอุณหภูมิต่ำลง และถูกส่งผ่านลมเย็นโดยพัดลมที่ติดตั้งอยู่ที่แผงทำความเย็นนี้ ไปสู่บริเวณห้องเพื่อให้ได้อุณหภูมิตามต้องการ สารทำความเย็นภายหลังผ่านทางแผงคอยล์ทำความเย็นแล้ว จะมีสถานะเป็นแก็สความดันต่ำ ก่อนจะไหลเข้าสู่เครื่องอัดไอน้ำยา โดยจะทำงานเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ</p><p><br></p><p>65130890 นางสาวกุลนันทน์ นิลประเสริฐ เลขที่43</p><p>65131518 นางสาวอิลฮาม คาลเคน เลขที่46</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1960125392/ccd4843b404ef5552de314dacd4c6f55/IMG_6515.png" />
         <pubDate>2024-02-28 14:20:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899170751</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบประตูโรงรถ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899213193</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ข้อดีของการมีประตูโรงรถอัตโนมัติ</strong></p><p><br/></p><p><strong>การใช้งานที่ง่ายดาย</strong></p><p>ข้อดีอย่างหนึ่งของประตูโรงรถอัตโนมัติคือความสะดวกสบาย เพียงกดปุ่มหรือแตะบนสมาร์ทโฟน คุณก็สามารถเปิดหรือปิดประตูโรงรถได้อย่างง่ายดาย วิธีนี้สะดวกอย่างยิ่งในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เนื่องจากคุณสามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝน หิมะ หรืออุณหภูมิที่ร้อนจัดได้</p><p><strong>เพิ่มความปลอดภัยให้รัดกุมขึ้นไปอีกขั้น</strong></p><p>ความปลอดภัยเป็นข้อกังวลสูงสุดสำหรับเจ้าของบ้าน และประตูโรงรถอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มการป้องกันอีกชั้นหนึ่ง มีการติดตั้งกลไกการล็อคขั้นสูง ทำให้ยากต่อการบุกรุกเข้า นอกจากนี้ เซ็นเซอร์ตรวจจับความพยายามใด ๆ ในการบุกรุกเข้า จะทำให้ส่งสัญญาณเตือนหรือป้องกันไม่ให้ประตูปิด</p><p><strong>ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิได้</strong></p><p>ประตูโรงรถอัตโนมัติมักมีฉนวนซึ่งช่วยในการควบคุมอุณหภูมิภายในโรงรถ ด้วยการลดการสูญเสียหรือรับความร้อนให้น้อยที่สุด สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยในการรักษาอุณหภูมิให้คงที่อยู่ตลอด และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำความร้อนหรือความเย็นสำหรับบ้านของคุณ</p><p><strong>เพิ่มความสวยงามให้กับบ้าน</strong></p><p>ประตูโรงรถเป็นจุดเด่นภายนอกของบ้าน และประตูโรงรถอัตโนมัติยังมีให้เลือกหลายสไตล์ วัสดุ และการออกแบบ ให้คุณเลือกประตูที่เข้ากับบ้านของคุณและเพิ่มความสวยงามโดยรวมได้เป็นอย่างดีครับ</p><p><strong>ประเภทต่าง ๆ ของประตูโรงรถ</strong></p><p><br/></p><p><strong>ประตูโรงรถแบบเลื่อนขึ้น ( SECTIONAL GARAGE DOORS )</strong></p><p>ประตูโรงรถแบบเลื่อนขึ้น ประกอบด้วยแผงแยกที่เลื่อนในแนวตั้งไปตามรางและเลื่อนขึ้นในแนวนอนเข้าไปในช่องเพดาน กลไกนี้ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ภายในโรงรถได้สูงสุด และเหมาะสำหรับโรงรถที่มีพื้นที่ว่างจำกัด</p><p><strong>ประตูโรงรถแบบม้วน ( ROLLER GARAGE DOORS )</strong></p><p>ประตูโรงรถแบบม้วนประกอบด้วยแผ่นเล็ก ๆ ที่ม้วนเป็นขดขนาดเล็กเมื่อเปิดออก การออกแบบนี้ช่วยประหยัดพื้นที่เป็นพิเศษและเหมาะสำหรับโรงจอดรถที่มีพื้นที่เพดานหรือผนังจำกัดเข้าไปอีกครับ</p><p><strong>ประตูโรงรถแบบเปิดทั้งบานเป็นแผ่นเดียว ( UP AND OVER GARAGE DOORS )&nbsp;</strong></p><p>ประตูโรงรถที่เปิดทั้งบานเป็นแผ่นเดียวจะเปิดไปด้านนอกแล้วแกว่งขึ้นตามราง ก่อตัวเป็นโครงสร้างคล้ายหลังคา ประตูโรงรถชนิดนี้เป็นตัวเลือกที่คลาสสิกและให้ความสวยงามแบบดั้งเดิมครับ</p><p><strong>ประตูโรงรถแบบบานคู่ ( SIDE HINGED GARAGE DOORS )</strong></p><p>ประตูโรงรถแบบบานพับด้านข้างทำงานคล้ายกับประตูแบบดั้งเดิม โดยเปิดแกว่งไปทางซ้ายหรือขวาแทนการเปิดขึ้นข้างบน เหมาะสำหรับโรงจอดรถที่ใช้เป็นเวิร์กช็อปหรือพื้นที่เก็บของ ช่วยให้คนเดินเท้าเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องเปิดประตูทั้งบาน</p><p><strong>ประตูโรงรถแบบเปิดออกทั้งสองบาน ( SWING OUT GARAGE DOORS )</strong></p><p>ประตูโรงรถแบบบานสวิงประกอบด้วยแผงบานพับสองบานที่เปิดออกด้านนอก เลียนแบบลักษณะของประตูโรงเก็บม้า มีรูปลักษณ์ที่มีเสน่ห์และโดดเด่นเหมาะสำหรับบ้านที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบชนบทหรือแบบดั้งเดิมนั่นเองครับ</p><p><br/></p><p>นาย นภัส เพชรคุ้ม เลขที่ 14 65114969</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2352612759/c9c370cdc7069503636d24beb7d89992/______________.png" />
         <pubDate>2024-02-28 14:46:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899213193</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบลิฟท์สลิง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899288448</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ลิ</strong><a rel="noopener noreferrer nofollow" class="OYPEnA text-decoration-none text-strikethrough-none" href="https://ele-mart.co.th/cabinlift/"><strong>ฟท์ระบบสลิง</strong></a><strong> เ</strong>ป็นระบบที่นิยมใช้ตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน สามารถพบเห็นได้ตามห้างสรรพสินค้า ตึกอาคารคอนโด ตึกสำนักงาน ฯลฯ</p><p>โดยสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้มาก และมีความเร็วสูง นอกจากจะใช้สำหรับส่งผู้โดยสารขึ้น-ลง ตามชั้น ยังสามารถใช้บรรทุกสิ่งของเพื่อความสะดวกสบายต่อผู้ใช้งานได้ แม้เทคโนโลยีในปัจจุบันที่มีการลดขนาดชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่ทำให้ลิฟท์ระบบสลิงสามารถติดตั้งในบ้านพักอาศัยได้ แต่มีข้อจำกัดที่ยังคงต้องการพื้นที่ติดตั้งที่มากอยู่</p><p><strong>อุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในลิฟท์</strong></p><p>1.อุปกรณ์ล็อกประตู</p><p>2.Speed governor ป้องกันความเร็วลิฟตต์เกินพิกัด</p><p>3.Safety Gear จับล็อคให้ตัวลิฟต์ติดกับรางเพื่อป้องกันไม่ให้ลิฟต์ตก</p><p>4.บัฟเฟอร์ (Buffer)สามารถลดกระแทกของตัวลิฟต์หากเกิดเหตุสุดวิสัยกับระบบทำให้ลิฟต์ตก</p><p><strong>ข้อดี</strong></p><p>-เป็นระบบเดียวกับลิฟต์โดยสารทั่วไป</p><p>-มีความปลอดภัยสูง</p><p>-ทำความเร็วสูงสุดถึง 60 เมตร/นาที</p><p>-สลิงมีอายุการใช้งานเฉลี่นานถึง 8 ปี</p><p>-เสียงเงียบ</p><p>ข้อเสีย</p><p>-ใช้พื้นที่มากกว่าระบบสกรูหรือระบบไฮดรอริก เนื่องจากมี</p><p>เหล็กลูกถ่วง</p><p><br/></p><p><strong>65101677 นางสาวจุฑามณี วงศ์เมือง เลขที่ 2</strong></p><p><strong>65133928 นาวสาวอานิสริน ยูนุ เลขที่ 52</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2353106606/fc629a5a2734a9db432604bf7f761774/C6C7AF8C_8A28_4850_9CD5_2AA1BA775F90.png" />
         <pubDate>2024-02-28 15:37:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899288448</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899302618</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ลักษณะของบันไดหนีไฟ ตามกฎหมายควบคุมอาคาร</strong></p><p>บันไดใด ๆ จะถือเป็น “บันไดหนีไฟ” ก็ต่อเมื่อมีลักษณะตามที่กฎหมายควบคุมอาคารได้กำหนดไว้ ดังนี้</p><p>1. บันไดหนีไฟต้องเป็นบันไดที่มีความลาดชันน้อยกว่า 60 องศา ยกเว้นแต่อาคารนั้นเป็นตึกแถวหรือบ้านแถวที่มีความสูงไม่เกินสี่ชั้น โดยต้องมีชานพักบันไดทุกชั้น <strong>(กฎ.55 ข้อ 28)</strong> สำหรับกรุงเทพมหานคร ห้ามสร้างบันไดหนีไฟเป็นบันไดเวียน <strong>(ขบ.44 ข้อ 41)</strong> และบ้านแถวหรือตึกแถวสูงไม่เกินสี่ชั้นหรือสูงไม่เกิน 15 เมตร จากระดับถนน กำหนดให้บันไดหนีไฟจะเป็นแนวดิ่งก็ได้ แต่ต้องมีชานพักทุกชั้น แต่ละขั้นบันไดต้องห่างไม่เกิน 40 เซนติเมตร โดยขั้นสุดท้ายต้องสูงจากพื้นดินไม่เกิน 3.50 เมตร <strong>(ขบ.44 ข้อ 43)</strong> สำหรับบันไดหนีไฟแนวดิ่ง เรามักเรียกกันว่าบันไดลิง นั่นเอง</p><p>2.&nbsp;บันไดหนีไฟ ที่ไม่ใช่บันไดแนวดิ่งสำหรับตึกแถวหรือบ้านแถว ต้องทำด้วยวัสดุทนไฟและไม่ผุกร่อน ลูกตั้งสูงไม่เกิน 20 เซนติเมตร ลูกนอนกว้างไม่น้อยกว่า 22 เซนติเมตร ความสูงราวบันได 90 เซนติเมตร <strong>(ขบ.44 ข้อ 41) </strong>บันไดหนีไฟของอาคารในต่างจังหวัดก็ต้องมีระยะลูกตั้งลูกนอนเช่นเดียวกันด้วย</p><p>3. บันไดหนีไฟ ถ้าอยู่ภายนอกอาคาร ต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร และผนังส่วนที่บันไดหนีไฟพาดผ่านต้องเป็นผนังทึบทนไฟ และถ้าลงไม่ถึงชั้นล่าง ต้องทำบันไดโลหะที่สามารถยืดหรือหย่อนลงจนถึงพื้นชั้นล่างได้ <strong>(กฎ.55 ข้อ 29)</strong> บันไดหนีไฟภายนอกถ้าเป็นอาคารประเภทห้องแถวหรือตึกแถว ซึ่งปกติจะต้องมีที่ว่างด้านหลังกว้างไม่น้อยกว่า 3 เมตร แต่กฎหมายผ่อนผันให้บันไดหนีไฟภายนอก ล้ำเข้าไปหรืออยู่ในส่วนพื้นที่ว่าง 3 เมตรนั้นได้ แต่จะต้องล้ำเข้าไปไม่เกิน 1.40 เมตร <strong>(กฎ.55 ข้อ 34 วรรคสอง)</strong></p><p>4. บันไดหนีไฟ ถ้าอยู่ภายในอาคาร ต้องความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร มีผนังทึบทนไฟกั้นโดยรอบ ในแต่ละชั้นของบันไดหนีไฟต้องมีช่องเปิดให้อากาศถ่ายเทจากภายนอกมีพื้นที่รวมกันไม่น้อยกว่า 1.4 ตารางเมตร โดยต้องมีแสงสว่างให้เพียงพอตลอดเวลา&nbsp; <strong>(กฎ.55 ข้อ 30) </strong>สำหรับอาคารใน กทม.<strong> </strong>มีเพิ่มเติมว่า หากเป็นบันไดหนีไฟอยู่ภายในอาคารต้องทำให้ลงถึงชั้นพื้นดิน <strong>(ขบ.44 ข้อ 44)</strong> และ<strong> </strong>กำหนดบันไดหนีไฟต้องกว้างไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร <strong>(ขบ.44 ข้อ 41)</strong>…อย่าลืมว่า การวัดความกว้างบันไดนั้น ในต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ กำหนดวิธีวัดความกว้างบันไดไม่เหมือนกัน</p><p>5. มีประตูหนีไฟ ที่ทำด้วยวัสดุทนไฟ ความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร สูงไม่น้อยกว่า 1.90 เมตร เป็นบานเปิดผลักออกสู่ภายนอกและติดอุปกรณ์ชนิดที่บังคับให้บานประตูปิดได้เอง ประตูหรือทางออกสู่บันไดหนีไฟต้องไม่มีธรณีหรือขอบกั้น <strong>(กฎ.55 ข้อ 31) </strong>อาคารในเขต กทม. มีการกำหนดการเปิดประตูของบันไดหนีไฟให้ชัดเจนขึ้น คือ ประตูหนีไฟต้องเป็นบานเปิดชนิดผลักเข้าสู่บันไดเท่านั้นสำหรับชั้นดาดฟ้า ชั้นล่างและชั้นที่ออกเพื่อหนีไฟสู่ภายนอกอาคารให้ประตูหนีไฟเปิดออกจากห้องบันไดหนีไฟ <strong>(ขบ.44 ข้อ 45)</strong></p><p>6. ชานพักบันไดต้องกว้างไม่น้อยกว่าความกว้างบันได <strong>(ขบ.44 ข้อ 41)</strong></p><p>7. พื้นหน้าบันไดหนีไฟต้องกว้างไม่น้อยกว่าความกว้างของบันไดและ “อีกด้านหนึ่ง” กว้างไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร <strong>(กฎ.55 ข้อ 32 และ ขบ.44 ข้อ 41) </strong>ความหมายของ “อีกด้านหนึ่ง” คือระยะที่วัดตั้งฉากกับลูกนอนบันได</p><p>8. ตำแหน่งบันไดหนีไฟ ต้องมีระยะห่างระหว่างประตูห้องสุดท้ายด้านทางเดินที่เป็นปลายตันไม่เกิน 10 เมตร หากมีบันไดหนีไฟตั้งแต่สองบันไดขึ้นไป ระยะห่างระหว่างบันไดหนีไฟตามทางเดินต้องไม่เกิน 60 เมตร <strong>(ขบ. 44 ข้อ 44)</strong> และต้องมีป้ายเรืองแสงหรือเครื่องหมายไฟแสงสว่างบอกทางหนีไฟ โดยมีข้อความหนีไฟเป็นตัวอักษรสูงไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร&nbsp; ติดตามทางเดินและทางออกจากบันไดหนีไฟให้ชัดเจน <strong>(ขบ. 44 ข้อ 46 และ กฎ.39 ข้อ 7) </strong>โดยในกฎกระทรวงฉบับที่ 39 พ.ศ. 2537 ข้อ 7 กำหนดความสูงตัวอักษรของป้ายไว้ 10 เซนติเมตร</p><p>65116584 วันชนะ อยู่ทอง เลขที่ 16</p><p>65122335 ปวริศ ฉ่ำไป๋ เลขที่ 30</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2353124289/c21066a4fcdda072ba6955b9e30cdc67/________________________________________.jpg" />
         <pubDate>2024-02-28 15:46:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899302618</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบป้องกันอัคคีภัย / บันไดหนีไฟ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899401062</link>
         <description><![CDATA[<p>ระบบป้องกันอัคคีภัย / บันไดหนีไฟ<br> •กฎกระทรวงฉบับ 33 อาคารสูงเเละอาคารขนาดใหญ่พิเศษ<br> - ข้อ 22<br> ต้องมีบันได้หนีไฟจากชั้นสูงสุดหรือดาดฟ้าสู่พื้นดิน อย่างน้อย 2 บันได เเละตั้งอยู่ในที่ๆ บุคคลทุกคนสามารถมาถึงบันไดหนีไฟได้สะดวก เเละเเต่ละบันไดหนีไฟจะต้องอยู่ห่างกันไม่เกิน 60.00 เมตร เมื่อวัดตามระยะทางเดิน<br> - ข้อ 24<br> บันไดหนีไฟเเละส่วนที่เป็นชานพักด้านนอกอาคารต้องมีผนังด้านที่เป็นผนังกันไฟซึ่งก่อด้วยอิฐธรรมดาที่หนาไม่น้อยกว่า 18.00 เซนติเมตร เเละมีช่องที่ให้ไฟหรือควันผ่านได้หรือจะเป็นผนังคอนกรีตเสริมเล็กที่มีความหนาไม่น้อยกว่า 12.00 เซนติเมตร <br> • ประตูต้องทนไฟไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง<br> • ประตูต้องเป็นระบบผลัก<br> • ราวบันไดต้องมีมาตรฐานตามกำหนด<br> • ต้องมีอุปกรณ์สื่อสารสำหรับพนักงานดับเพลิง<br> • ต้องมีป้ายบอกชั้นทุกชั้น<br> • ต้องมีระบบอัดอากาศ กรณีบันไดหนีไฟอยูภายในอาคาร<br> • ติดตั้งถังดับเพลิงสำรองอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เเละ หัวกระจายน้ำดับเพลิงต้องได้มาตรฐาน<br> • ต้องมีระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัย และระบบ ควบคุมควันไฟ<br> *ต้องทำ “ทางหนีไฟ”เเละต้องไม่วางสิ่งกีดขวางทางเดิน ที่ไปยังบันได โดยความลาดชั้นของบันไดต้องไม่เกิน 60 องศา เเละต้องมีชานพักบันไดทุกชั้น<br> **ยกเว้นตึกเเถวที่มีความสูงไม่เกิน 4 ชั้น  <br>65130486 นายกิตติศัพท์ ใจโต<br>65130783 นางสาวสุรณี สุขน้อย<br><br><br><br><br><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1827609367/b170185d246dfef6e9e782879eab6c5b/________________________________20240228_235325_0000.png" />
         <pubDate>2024-02-28 16:59:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899401062</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899401771</link>
         <description><![CDATA[<p>โดยส่วนประกอบต่างๆ ของลิฟต์ทั่วไป จะมีลักษณะประกอบที่ใกล้เคียงกัน คือ มีตู้โดยสารลิฟต์ และ น้ำหนักถ่วงแขวนยึดติดด้วยกัน โดยลวดสลิงที่ร้อยผ่านรอก โดยรอกตัวนี้จะมีมอเตอร์ทำให้ตู้ลิฟต์โดยสามารถเคลื่อนที่ไปยังชั้นต่างๆของอาคาร&nbsp;<br>ส่วนประกอบต่างๆที่สำคัญ&nbsp;</p><p>1. ส่วนประกอบห้องเครื่องลิฟต์&nbsp;- มอเตอร์-เครื่องควบคุมความเร็ว- ตู้ควบคุม แผง คอนโทรล&nbsp;</p><p>2. ส่วนประกอบในช่องลิฟต์ รางลิฟต์ เคเบิ้ล ลูกถ่วง Buffer&nbsp;</p><p>3. ส่วนประกอบของตู้ลิฟต์&nbsp;<br>4. ส่วนประกอบของประตูลิฟต์</p><p>สามารถแบ่งระบบลิฟต์ได้โดยการแยกประเภทของ Diving System แยกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้</p><p>1.Hydraulic Drive<br>&nbsp;2.Rope Drive Hydraulic Drive</p><p>ซึ่ง Rope Drive จะนิยมใช้กับอาคารที่สูงไม่เกิน 5-6 ชั้น เนื่องจากช้าและราคาแพง แต่ไม่ต้องมีปล่องลิฟต์ข้างบนใช้สำหรับอาคารที่ถูกจำกัดความสูง เช่น ริมทะเล และ อาคารที่ทำการปรับปรุง ส่วนRope Drive ใช้มากกว่า 90 % แต่มีห้องเครื่องอยู่ที่บนปล่องลิฟต์</p><p>แยกประเภทของลิฟต์ตามลักษณะเชิงกลของลิฟต์ แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้คือ</p><p>1.Geared Machine สำหรับความเร็วไม่เกิน 150 เมตร / นาที</p><p>2.Gearless Machine สำหรับความเร็วสูงเกิน 150 เมตร / นาที</p><p>65103426 ต่วนซาฟีอีน ปิ</p><p>65129769 กนกพร ชุมเกื้อ</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1983794426/6c803122810b5ba94184de8e27017c04/B42908E0_C7F7_4910_9122_C857F9460A3E.png" />
         <pubDate>2024-02-28 17:00:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899401771</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบการทำงานของเครื่องปรับอากาศ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899430855</link>
         <description><![CDATA[<p>หลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศมีดังนี้ </p><p>1. การดูดซับความร้อน คอยล์เย็น (Evaporator) ของเครื่องปรับอากาศจะดูดซับความร้อนจากภายในห้อง โดยอาศัยสารทำความเย็น (น้ำยาแอร์) ที่ไหลผ่านอยู่ภายในคอยล์เย็น สารทำความเย็นจะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นไอ ในระหว่างการเปลี่ยนสถานะ สารทำความเย็นจะดูดซับความร้อนจากอากาศภายในห้อง ทำให้อุณหภูมิภายในห้องลดลง </p><p>2. การระบายความร้อน คอมเพรสเซอร์ (Compressor) ของเครื่องปรับอากาศจะทำหน้าที่อัดสารทำความเย็นไอที่มีความดันและอุณหภูมิต่ำ ให้กลายเป็นสารทำความเย็นไอที่มีความดันและอุณหภูมิสูง สารทำความเย็นไอที่มีความดันและอุณหภูมิสูงจะไหลผ่านคอยล์ร้อน (Condenser) คอยล์ร้อนจะระบายความร้อนออกสู่ภายนอกห้อง โดยอาศัยพัดลมที่เป่าผ่านคอยล์ร้อน สารทำความเย็นจะเปลี่ยนสถานะจากไอเป็นของเหลว </p><p>3. วัฏจักรการทำความเย็น สารทำความเย็นที่เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวแล้ว จะไหลผ่านอุปกรณ์ลดความดัน (Expansion Device) อุปกรณ์ลดความดันจะลดความดันและอุณหภูมิของสารทำความเย็น สารทำความเย็นที่ความดันและอุณหภูมิต่ำ จะไหลกลับไปยังคอยล์เย็น วัฏจักรการทำความเย็นจะเริ่มต้นใหม่ </p><p>4. การควบคุมอุณหภูมิ เทอร์โมสตัท (Thermostat) ของเครื่องปรับอากาศทำหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิภายในห้อง เมื่ออุณหภูมิภายในห้องสูงกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้ เทอร์โมสตัทจะสั่งให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน เมื่ออุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้ เทอร์โมสตัทจะสั่งให้คอมเพรสเซอร์หยุดทำงาน</p><p> ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ขนาดของห้อง ฉนวนกันความร้อน อุณหภูมิภายนอกห้อง และการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ</p><p><br/></p><p><br>65117368 คณาธิป ทองมี เลขที่ 18</p><p>65133480 ฮาวารี หมัดอะด้ำ เลบที่ 48</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2353065844/c77818d0d987cfcebed32ef01b9905c4/energy.png" />
         <pubDate>2024-02-28 17:22:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899430855</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Electrical system </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899435600</link>
         <description><![CDATA[<p>ระบบไฟฟ้า หรือ electrical system เป็นงานระบบระบบไฟฟ้า โดยการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของบ้านกับการไฟฟ้า </p><p>     การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของบ้านกับการไฟฟ้า</p><p>สำหรับการเชื่อมไฟฟ้าต่างๆในระบบไฟฟ้า ต้องมีการลำเลียงกระแสไฟฟ้าผ่าน ”สายไฟ”  โดยสายไฟที่พบเห็นตามเสาไฟฟ้า จะถูกลำเลียงมาตาม สายไฟ 3 เส้น เรียกว่า สาย Line หรือ มีชื่อย่อว่า สาย L และสายไฟฟ้าอีกเส้นที่ไม่ได้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน สาย Neutral หรือชื่อย่อว่า สาย N โดยปริมาณไฟฟ้าที่ไหลผ่าน สาย Line หรือ สาย L นั้น จะเป็นไปตามปริมาณที่เจ้าของบ้านได้ขอไว้กับทางราชการ  เมื่อเจ้าของบ้านได้ทำการขอไฟฟ้ากับทางราชการแล้ว สำหรับบ้านพักอาศัยจะเรียกว่า ระบบไฟฟ้า 1 เฟส </p><p>    ระบบไฟฟ้า 1 เฟส </p><p>จะมีค่าแรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ 220 โวลท์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ โดยเป็นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ 2 สาย โดยจะมีสายไฟฟ้าเส้นหนึ่งมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ คือ สาย L หรือ สาย Line (บางที่เรียกว่า สายเคอร์เรนต์ Current line ) และ อีกสายไฟฟ้าที่ไม่มีไฟฟ้าไหลอยู่ เป็นสาย N หรือ สาย Neutral โดยระบบไฟฟ้า 1 เฟส นั้นเป็นระบบไฟฟ้าที่ใช้ในงานบ้านทั่วๆไป และเมื่อทำการวางระบบไฟฟ้าภายในบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น การนำสายไฟมาเชื่อมต่อเข้ากับ มิเตอร์ไฟฟ้า ของบ้าน หรือ อาคาร สิ่งถัดไปจากมิเตอร์ไฟฟ้า คือ ตู้เมนไฟฟ้า หรือเรียกว่า คอนซูมเมอร์ยูนิต (Consumer Unit) หรือ โหลดเซนเตอร์ (Load Center) ซึ่งตู้เมนจะมีหน้าที่ในการ จ่ายไฟฟ้าไปตามส่วนต่างๆที่เราได้กำหนดไว้ หรือ เรียกว่า เซอร์กิส (Circuit)</p><p>65123432 สิรวิชญ์ พาลโรง</p><p>65128878 กฤตยา สุขลิ้ม</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2350737589/607acd89fb98e2e10b621f1a654bb60d/IMG_9938.jpeg" />
         <pubDate>2024-02-28 17:26:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899435600</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบจ่ายนำ้ปะปา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899489449</link>
         <description><![CDATA[<p>ระบบจ่ายน้ำ</p><p>ระบบจ่ายน้ำประปา&nbsp; คือ ระบบจ่ายน้ำประปาที่สะอาดไม่ว่าจะเป็นระบบประปาบาดาล หรือระบบประปาผิวดิน น้ำที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพมาแล้วจะจ่ายไปยังจุดต่างๆ ในปริมาณและแรงดันที่เหมาะสม เพื่อให้อาคารบ้านพักครัวเรือน หรือโรงงานอุตสาหกรรมได้มีน้ำประปาที่สะอาดปลอดภัยเหมาะสำหรับการบริโภคและอุปโภค หรือนำไปใช้ในกระบวนการผลิตทำให้สินค้ามีคุณภาพและได้มาตรฐาน</p><p>ส่วนประกอบระบบประปาในอาคาร ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วน คือ</p><p>1) ถังเก็บน้ำประปา ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ - ถังเก็บน้ำบนดิน</p><p>- ถังเก็บน้ำบนหลังคาหรือถังสูง</p><p>2) เครื่องสูบน้ำ</p><p>3) ระบบท่อจ่ายน้ำ</p><p>4) วาล์วและอุปกรณ์ประกอบ</p><p>5) สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ใช้น้ำ</p><p>ระบบการจ่ายน้ำประปาในอาคาร</p><p>ระบบจ่ายน้ำประปาที่แบ่งตามลักษณะพื้นที่ของอาคาร จะแบ่งได้ทั้งหมด 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ ระบบจ่ายน้ำขึ้น ระบบจ่ายน้ำลงและระบบจ่ายน้ำประปาแบบผสม&nbsp;</p><p>1.ระบบจ่ายน้ำขึ้น</p><p>UP FEED SYSTEM หรือ ระบบจ่ายน้ำขึ้น&nbsp; ระบบนี้อาจต่อท่อประปาจากระบบประปาส่วนภูมิภาค &nbsp;หรือ ระบบน้ำประปาหมู่บ้าน โดยจ่ายน้ำตามท่อผ่านมาตรวัดน้ำมายังท่อน้ำในบ้าน เหมาะสำหรับระบบประปาภายในบ้านทั่วไปซึ่งเป็นบ้านไม่เกิน 2 ชั้น อย่างไรก็ตาม หากเปิดใช้น้ำพร้อมกันอาจทำให้บางจุดน้ำไหลอ่อนลงได้ ปัจจุบันจึงนิยมจ่ายน้ำประปาผ่านปั๊มน้ำ จำเป็นต้องมีถังเก็บน้ำร่วมด้วยอาจเลือกใช้เป็นถังบนดินหรือถังใต้ดินก็ได้ ขึ้นอยู่ที่ความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ต่อตรงจากท่อประปาเข้าสู่ปั๊มน้ำ โดยไม่ผ่านถังพักน้ำหรือถังเก็บน้ำเพาะอาจทำให้น้ำในเส้นท่อถูกดูดจากระบบสาธารณะเข้ามาโดยตรง มีผลต่อการใช้น้ำในส่วนรวมและผิดกฎหมายอีกด้วย</p><p>2.ระบบจ่ายน้ำลง</p><p>DOWNFEED SYSTEM หรือ ระบบจ่ายน้ำลง หลักการทำงานคือการสูบน้ำขึ้นไปพักไว้ที่ถังเก็บน้ำอยู่บนหลังคาหรืออยู่ด้านบนหอคอย จากนั้นจ่ายน้ำลงมาโดยอาศัยแรงโน้มถ่วง ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ปั๊มน้ำ แถมยังช่วยประหยัดพลังงานหรือประหยัดค่าไฟอีกด้วยนิยมใช้กับอาคารที่มีขนาด 3 ชั้นขึ้นไปหรืออาคารสูง ยิ่งสูงมากเท่าไหร่ น้ำจะแรงขึ้นมากเท่านั้น ชั้นล่างสุดน้ำจะแรงมากที่สุด จึงไม่แนะนำสำหรับอาคารที่มีความสูงเกิน 56 เมตรหรือสูงตั้งแต่ 12 ชั้นขึ้นไปเพราะอาจทำให้เกิดปัญหาแรงดันน้ำที่มีมากในบริเวณชั้นล่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาคารสูงจะไม่สามารถติดตั้งระบบจ่ายน้ำลงได้เพราะสามารถใช้วาล์วช่วยลดความดันที่บริเวณท่อแยกตามชั้นต่างๆ ได้นั่นเอง</p><p>3.ระบบจ่ายน้ำประปาผสม</p><p>Up and Down feed Distribution System หรือระบบจ่ายน้ำประปาแบบผสม ซึ่งระบบนี้จะมีการจ่ายน้ำประปาทั้งจ่ายขึ้นและจ่ายลง โดยจ่ายน้ำประปาแบบใดแบบหนึ่งก็ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้อยู่อาศัย ข้อดีของระบบประปาในบ้านแบบผสมระบบนี้สามารถรับน้ำประปาที่จ่ายจากท่อประปาหรือสูบน้ำขึ้นจากชั้นล่างได้โดยตรงและยังสามารถรับน้ำประปาที่จ่ายจากถังเก็บหลังคาได้</p><p><br/></p><p>11 65113441 จัยดาน่า เกยทอง</p><p>41 65130676 ปุณยาพร มีมะแม</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2353112149/105b199ca16fed41c8385ce07f9d39a1/E22D7C4E_7DFC_4019_8C05_B86DFD9E1B09.png" />
         <pubDate>2024-02-28 18:07:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899489449</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899546080</link>
         <description><![CDATA[<p>Economical Home</p><p>System</p><p>Natural ventilation</p><p>การจัดระเบียบโฑครงสร้างอาคาร</p><p>ให้ไม่โครงสร้างหรือสิ่งใดขวางทางรับลม</p><p>และต้องมีช่องทางระบายอากาส</p><p>Daylight Penetration</p><p>การออกแบบให้โครงสร้างอาคารมีทั้งช่องเปฺด</p><p>เพื่อรับแสง และอุปกรณ์บังแดด</p><p>เพื่อควบคุมปริมาณแสงแดดที่เข้ามา</p><p>Solur control</p><p>การออกแบบที่บังแดดเพื่อช่วยควบคุมปริมาณ</p><p>แสงแดด และเพิ่มความน่าสนใจให้แก่อาคาร</p><p>Atrium design and</p><p>ventilation</p><p>Abrium ครอบคลุมความสูงเต็มของบล็อกด้านล่าง</p><p>จึงช่วยเพิ่มการเคลื่อนตัวของกระจก</p><p>แสงสว่างในเวลากลางวัน</p><p>และการรักษาสิทธิ์ของแสงให้กับอาคารใกล้เคียง</p><p>จัดให้มีคอลัมน์อากาศร้อน 2</p><p>สู่การไหลเวียนระดับพื้นดินและช่องว่างระดับบน</p><p>Greenrood</p><p>การใช้พืชในการปูหลังคาแทนกระเบื้องหรือ</p><p>การปล่อยให้เป็นสแล็บ คสล.</p><p>เพื่อช่วยลดความร้อนที่สงมายังหลังคา</p><p>Rainwater</p><p>management</p><p>การจัดการน้ำให้ไหลผ่านอาคารอย่างเป็นระบบ</p><p>เพื่อประหยัดงบประมาณ</p><p>ในการทำทางระบายน้ำฝน</p><p>Outdoor comfort</p><p>พื้นที่พบปากทางสังคม ที่อยู่นอกอาคาร</p><p>Flexibility and</p><p>adaptability</p><p>ความเรียบง่ายในการออกแบบสถาปัตยกรรม</p><p>+ โครงสร้าง + MEP ของพื้นที่ทางวิชาการ</p><p>เพื่อให้ความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ในการปรับตัว</p><p>สำหรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของแผนก</p><p>ecodemic และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p><p>เทคโนโลยีและแนวโน้มของพื้นที่ทำงาน</p><p>65100950 นาย กีรติ จันทร์เกิด</p><p>65122012 นาย ชัยภัทร สภานุช</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2353428170/ae08dcd569a9dcdae0f90bdfed82fa6e/White_Minimalist_Values_and_Goals_A3_Poster__1_.png" />
         <pubDate>2024-02-28 18:51:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899546080</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเภทของลิฟท์ ( Type of Elevators )</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899570506</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ประเภทของลิฟท์ </strong></p><p>&nbsp;</p><p>    ลิฟท์ที่เราใช้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายนั้นมีหลายชนิดตามลักษณะ การใช้งาน อย่างที่ใช้ตามอาคารสำนักงานต่าง ๆ เป็นลักษณะลิฟท์โดยสารซึ่งขนาดความจุก็ตามแต่ความต้องการของเจ้าของอาคาร ต่าง ๆ สำหรับโรงพยาบาลที่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยความรวดเร็วต้องอาศัยลิฟท์บรรทุกเตียง เพราะขนาดของเตียงที่ผู้ป่วยนอนอยู่มีความยาวเกินกว่าที่ลิฟท์โดยสารจะ สามารถเข้าได้ นอกเหนือจากนั้นยังมีลิฟท์สำหรับบรรทุกรถยนต์ ซึ่งจะมีอยู่ตามอาคารสำหรับฝากรถยนต์ไว้โดยเฉพาะ</p><p>การแบ่งประเภทของลิฟท์ยังแบ่งได้อีกตามลักษณะของการทำงานของลิฟท์ ซึ่งแบ่งออกเป็นใน ระบบไฮดรอลิคและระบบสลิง โดยระบบสลิงจะได้รับความนิยมในการเลือกใช้งานมากกว่าเพราะสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายกว่าระบบไฮดรอลิค ระบบไฮดรอลิคนั้นจะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งที่สูงกว่า เพราะกระบอกที่บรรจุน้ำยาไฮดรอลิกนั้นจะต้องฝังให้ลึกเท่ากับความสูงของตึก แม้ระบบนี้จะมีการทำงานที่ง่ายกว่าแต่ด้วยจำนวนเงินที่ต้องจ่ายไปนั้นทำให้ไม่ได้รับความนิยม</p><p>ส่วนการทำงานในระบบสลิงที่ใช้เกือบทุกอาคารนั้น จะมีระบบการทำงานโดย ห้องโดยสารถูกยกขึ้นและลงโดยสายสลิงที่คล้องผ่านรอก (Sheave) เพลาของรอกต่อเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ถ้าต้องการทดรอบให้ความเร็วลดลง ต้องมีระบบเกียร์ทั้งหมดตั้งอยู่ในห้องควบคุม ระบบความปลอดภัยของลิฟท์นั้น อุปกรณ์ชิ้นแรกคือสลิงลิฟท์ สลิงนี้ทำจากโลหะดึงให้เป็นเส้นและถักเป็นสาย แค่เส้นเดียวสามารถรับน้ำหนักของลิฟท์และน้ำหนักถ่วงได้อย่างสบาย สายสลิงที่ยึดลิฟท์ไว้มีหลายเส้น แม้เส้นใดเส้นหนึ่งขาดไป เส้นที่เหลือสามารถรับน้ำหนักได้ ถึงแม้ว่าสลิงทุกเส้นขาด ยังมีระบบความปลอดภัยอีกอย่างหนึ่งคือระบบเซฟตี้เกียร์(Safety Gear) และ โกเวอร์เนอร์(Governer) โดยโกเวอร์เนอร์จะทำงานโดยกลไกแมคคานิกส์ที่จะคอยตรวจจับความเร็วของลิฟท์ว่าเร็วเกินกว่าที่กำหนดหรือไม่ และจะส่งสัญญาณไปที่เซฟตี้เกียร์ให้ทำการหยุดลิฟท์ไว้กับที่ สายสลิงที่ใช้งานกับโกเวอร์เนอรจะแยกออกจากสายสลิงที่ใช้แขวนลิฟท์ </p><p>  <strong>ข้อดีและข้อเสียของลิฟท์ที่ไม่มีห้องเครื่องและลิฟต์ที่มีห้องเครื่อง</strong></p><p><strong>ข้อดีของลิฟต์ MRL เปรียบเทียบกับลิฟต์กับห้องเครื่อง</strong></p><p>1. ประหยัดพื้นที่แพลตฟอร์มการบำรุงรักษาอาจตั้งอยู่ใต้เครื่องลาก</p><p>2. เนื่องจากไม่จำเป็นต้องใช้ห้องเครื่องโครงสร้างและต้นทุนอาคารมีประโยชน์มากขึ้นซึ่งทำให้สถาปนิกมีความยืดหยุ่นและความสะดวกสบายในการออกแบบมากขึ้นมีอิสระมากขึ้นสำหรับนักออกแบบและเนื่องจากการยกเลิกห้องเครื่อง สำหรับเจ้าของต้นทุนอาคารของลิฟต์ที่ไม่มีห้องเครื่องนั้นต่ำกว่าลิฟต์ที่มีห้องเครื่อง</p><p><strong>ข้อเสียของลิฟต์ที่ไม่มีห้องเครื่องเทียบกับลิฟต์กับห้องเครื่อง</strong></p><p>1. เสียงการสั่นสะเทือนและข้อ จำกัด การใช้งาน</p><p>มีการจัดวางเมนเฟรมสองประเภทที่ได้รับความนิยมสำหรับลิฟต์ที่ไม่มีห้องเครื่อง: แบบหนึ่งวางอยู่ด้านบนของรถและเชื่อมต่อผ่านล้อนำทางในบ่อ เสียงจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการใช้การเชื่อมต่อเหล็กและเสียงจะต้องถูกย่อยในบ่อน้ำและเสียงของล็อคเสียงของพัดลมจะขยายใหญ่ขึ้น ดังนั้นในเรื่องของเสียงห้องอนินทรีย์จึงใหญ่กว่าห้องเครื่อง</p><p>2. อิทธิพลของอุณหภูมิ</p><p>ความจุความร้อนของลิฟต์ค่อนข้างใหญ่ ในขณะเดียวกันความสามารถของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆที่ทนต่ออุณหภูมิสูงไม่ดีและลิฟท์ในห้องเครื่องและเครื่องลิฟท์ไม่มีห้องที่ใช้สำหรับแม่เหล็กถาวรแบบซิงโครนัสเกียร์ฟรีฉุดเครื่องและอุณหภูมิของมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร สูงเกินไปมิฉะนั้นปรากฏการณ์ของ" demagnetization" สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย</p><p>3. แก้ไขปัญหาและช่วยเหลือบุคลากร</p><p>การบำรุงรักษาและการจัดการลิฟต์ MRL ไม่สะดวกเท่ากับการมีลิฟต์ห้องเครื่อง การบำรุงรักษาและการแก้ไขข้อบกพร่องของลิฟต์ในห้องไม่มีปัญหาเพราะลิฟต์ที่ดีนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แต่ไม่มีลิฟต์ห้องเครื่องเพราะเครื่องยนต์หลักติดตั้งอยู่บนคานเครื่องยนต์หลักอยู่ในช่องทางที่ดี หากเครื่องยนต์หลัก (มอเตอร์) ปรากฏปัญหาลำบากมากดังนั้นมาตรฐานแห่งชาติได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าไม่สามารถเพิ่มหน้าต่างความปลอดภัยของลิฟต์ในห้องเครื่องได้ แต่ห้องเครื่องจะไม่ถูกเพิ่มเข้าไป ต้องเพิ่มเพื่อบันทึกและซ่อมแซมและซ่อมแซมความสะดวกและความปลอดภัยของเมนเฟรมดังนั้นจึงมีข้อได้เปรียบอย่างแน่นอนในการบำรุงรักษาห้องเครื่อง ถ้ามีห้องแนะนำให้มีห้องเครื่อง นอกจากนี้ในการช่วยเหลือของบุคลากรลิฟต์ห้องไม่มีเครื่องยังเป็นปัญหามากเมื่อไฟดับต้องติดตั้งไฟฉุกเฉินลิฟต์ฉุกเฉินทั่วไปต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้น </p><p><br></p><p><strong>65131948 นางสาวภัคจิรา จินประชา</strong></p><p><strong>65134363 นางสาวมณีรัตน์ ชมคุณ</strong></p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2352819251/58c7ce663f060057536f817b96fb5620/Type_of_elevators.png" />
         <pubDate>2024-02-28 19:11:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899570506</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบโซลาร์เซลล์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899608512</link>
         <description><![CDATA[<p>     โซล่าเซลล์ (Solar Cell) หรือ เซลล์แสงอาทิตย์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ถูกนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งทำจากสารกึ่งตัวนำชนิดพิเศษ ที่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า (Solar Cell) โดยพลังงานกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซล่าเซลล์เป็นไฟฟ้ากระแสตรง หรือ (DC) ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันที การทำงานของโซล่าเซลล์จะเป็นกระบวนการเปลี่ยนจากพลังงานแสงให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง โดยการใช้แสงซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และ มีพลังงานไปกระทบกับสารกึ่งตัวนำ จะทำให้เกิดการถ่ายทอดพลังงานระหว่างกัน โดยพลังงานจากแสงจะทำให้เกิดอิเลคตรอน หรือ การเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าขึ้นในสารกึ่งตัวนำ จึงทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าดังกล่าวที่สามารถนำไปใช้งานได้</p><p>ระบบโซล่าเซลล์ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบหลักๆ</p><p>    1.ระบบออนกริด On Grid</p><p>ระบบออนกริด On Grid : เป็นระบบโซล่าเซลล์ที่ใช้ทั้งไฟจากการไฟฟ้า และไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแผงโซล่าเซลล์ เหมาะสำหรับบ้านพักอาศัยใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันมาก โดยระบบนี้จะไม่มีแบตเตอรี่ไว้สำรองไฟ ผลิตไฟฟ้าได้แล้วใช้เลย ซึ่งก่อนติดตั้งโซล่าเซลล์ระบบนี้จะต้องขออนุญาตการไฟฟ้าก่อนในปัจจุบันระบบนี้นิยมติดมากที่สุด</p><p>   2.ระบบออฟกริด Off-Grid</p><p>ระบบออฟกริด Off-Grid : เป็นระบบโซล่าเซลล์ที่ไม่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้า โดยจะมีผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วใช้ได้เลยทันทีในตอนกลางวัน และที่เหลือจะมีการสำรองไว้ในแบตเตอรี่ไว้ใช้ในตอนกลางคืน (หรือเรียกว่าเป็นระบบ Stand Alone ) ไม่ต้องขออนุญาตจากการไฟฟ้า การติดตั้งด้วยระบบนี้เหมาะกับสถานที่ที่ไฟจากการไฟฟ้าไปไม่ถึง เช่น พื้นที่ห่างไกล บนดอยสูง</p><p>  3.ระบบไฮบริด Hybrid</p><p>ระบบไฮบริด Hybrid : เป็นการผสมระหว่างระบบ Off Grid และ On Grid คือ มีการเชื่อมต่อไฟจากการไฟฟ้า ร่วมกับการใช้ไฟที่ผลิตได้จากแผงโซล่าเซลล์ และไฟจากแบตเตอร์รี่ ในกรณีที่แผงโซลาร์ผลิตกระแสไฟฟ้ามากเกินกว่าการใช้งานกระแสไฟฟ้าจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่แบตเตอรี่ และสามารถดึงมาใช้ในช่วงเวลากลางคืน แต่ระบบไฮบริดจะไม่สามารถขายกระแสไฟให้กับภาครัฐได้ อีกทั้งยังมีราคาการติดตั้งที่สูงมากจึงทำให้ยังไม่ค่อยได้รับความนิยม</p><p>65134579 นางสาวหนึ่งฤทัย พลเดชเดชา เลขที่ 54</p><p>65133589 นางสาวชลธิชา เทพนะ เลขที่ 50</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2353156777/d8e415a2a23ad87f8ee717b9da39f18d/Fun_Illustration_Finance_Tips_Best_Ways_To_Save_Money_Poster___1.png" />
         <pubDate>2024-02-28 19:41:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2899608512</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง</title>
         <author>verawewat</author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2900359483</link>
         <description><![CDATA[<p>ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ประกอบด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความสว่างกับพื้นที่ใช้งานเช่น ส านักงาน , ทางเดิน , ถนน เป็นต้น ดังนั้น หลักการที่ส าคัญในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าแสงสว่าง คือการติดตั้งุปกรณ์ที่มี ประสิทธิภาพสูงและมีความสว่างเพียงพอกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยระบบไฟฟ้าแสงสว่างมี 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้ 1. หลอดไฟฟ้า (Lamp) เป็นอุปกรณ์หรือแหล่งก าเนิดแสงแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1.1 หลอดประเภทเผาใส้ (Incandescent Lamp) 1.2 หลอดประเภทปล่อยประจุ (Discharge Lamp) เช่นหลอด Fluorescent, หลอด Mercury และหลอด Metal Halide 2. บัลลาสต์ (Ballast) เป็นอุปกรณ์ ช่วยในการจุดติดหลอดไฟ ใช้ในหลอดไฟประเภทปล่อยประจุ 3. โคมไฟฟ้า (Luminaire) เป็นอุปกรณ์ที่ท าหน้าที่ควบคุมหรือกระจายแสงจากหลอดไฟให้ไปในทิศทางที่ ต้องการและมีลักษณะแตกต่างกันไปตามชนิดของหลอด You sent “แสงสว่าง” อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต ที่ไม่ใช่เพียงแค่ช่วยให้สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในการสร้าง Mood and Tone ให้กับสถานที่ นั่นจึงทำให้ ‘การออกแบบแสงสว่าง (Lighting Design)’ กลายเป็นขั้นตอนสำคัญต่อการติดตั้งระบบแสงทั้งภายในและภายนอกอาคาร ซึ่งนอกจากแสงสว่างที่ได้จะต้องเหมาะสมกับสไตล์ของสถานที่แล้ว ยังต้องตอบโจทย์ต่อการใช้อีกด้วย สำหรับใครที่ยังนึกไม่ออกว่าการออกแบบแสงสว่างเป็นอย่างไร คล้ายกับการออกแบบห้อง ออกแบบที่อยู่อาศัยหรือไม่ และจะต้องมีปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องคำนึงถึงก่อนออกแบบ บทความนี้มีคำตอบ “แสงสว่าง” ออกแบบได้ด้วยจริงหรือ? หลาย ๆ คนอาจยังไม่รู้ว่าการออกแบบแสงสว่าง (Lighting Design) คืออะไร ทำไมถึงมีความสำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ในการก่อสร้างอาคารหรือสถานที่ต่าง ๆ มักจะมีการออกแบบแสงเพื่อให้เหมาะสมต่อสถานที่นั้น ๆ โดยเน้นว่าแสงที่ออกแบบจะต้องเข้ากับสถาปัตยกรรมหรืออาคาร รวมถึงยังต้องเหมาะกับการใช้งานภายในพื้นที่ในแต่ละสัดส่วน สำหรับในการออกแบบแสงสว่างภายนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยจัดการด้านแสงสว่างให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่คุณต้องการ ทั้งในเรื่องของความสวยงามและการใช้ประโยชน์จากแสงไฟ การออกแบบแสงสว่าง (Lighting Design) คืออะไร กระบวนการออกแบบแสงสว่าง คือการคิดคำนวณ ตลอดจนการวางแผนเกี่ยวกับระบบแสงสว่าง เพื่อหาค่าความส่องสว่างให้เพียงพอต่อการใช้งาน รวมไปถึงมาตรฐานในแต่ละพื้นที่ในกรณีที่สถานที่นั้น ๆ มีการกำหนดแสงที่ต้องใช้เอาไว้อย่างชัดเจน โดยการออกแบบแสงจะต้องพิจารณาในหลาย ๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นขนาดของพื้นที่ที่ต้องออกแบบ การตกกระทบและการสะท้อนระหว่างพื้น ผนัง เพดาน ตลอดจนการจัดวางระบบแสงหลักและแสงรอง เพื่อให้เกิดความสว่างให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยการออกแบบแสงสว่างในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้หลัก ๆ ทั้งหมด 2 วิธี ดังนี้ วิธีออกแบบแสงสว่างแบบ IES (Illumination Engineering Society) เป็นวิธีการออกแบบแสงสว่างที่อยู่ภายใต้มาตรฐาน BS หรือ British Standards Exposure lndex โดยรายละเอียดของวิธีนี้ค่อนข้างที่จะซับซ้อน มีทั้งเรื่องของการหาค่าตัวเลขความส่องสว่าง และตัวอักษรที่หมายถึงองค์ประกอบของตำแหน่งการวางแสงสว่างที่ต่างกันอย่าง W = Working Plane, S = Switch และ F = Floor อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ต้องลงรายละเอียดค่อนข้างมาก ระยะเวลาที่ใช้ในการคำนวณจึงอาจนานนานตามไปด้วย วิธีออกแบบแสงสว่างแบบคำนวณอัตราส่วนของห้อง สำหรับการออกแบบแสงจากการคำนวณอัตราส่วนของห้อง เป็นขั้นตอนที่มีความรวบรัดกว่าการออกแบบแสงแบบ IES ซึ่งวิธีการนี้ถูกเสนอโดย CIE International Commission on Illumination ที่กำหนดให้หาจำนวนโคมที่ต้องใช้ภายในพื้นที่ รวมไปถึงระยะห่าง และการเขียนแผนผังการติดตั้งจากการคำนวณอัตราส่วนห้อง โดยจุดประสงค์หลักของการใช้วิธีการนี้ นอกจะเป็นวิธีที่รวบรัดแล้ว ยังประหยัดเวลา อีกทั้งยังช่วยให้สามารถกำหนดกำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ไม่ให้เกินค่าที่กฎหมายกำหนดได้ตรงตามมาตรฐาน จึงเหมาะสำหรับการออกแบบในพื้นที่สำนักงาน หรือสถานที่ราชการที่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับแสงสว่างเอาไว้ Imron Imron Yeedin ระบบการให้แสงหลัก (Primary Lighting System) สำหรับระบบการให้แสงสว่างหลัก เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบแสงสว่างเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการออกแบบระบบสำหรับการใช้งาน โดยแสงหลักเหล่านี้จะทำหน้าที่ให้ความส่องสว่าง จึงต้องมีการออกแบบให้เพียงพอต่อมาตรฐานการใช้งานในแต่ละพื้นที่ ซึ่งการออกแบบแสงหลักก็สามารถแบ่งเป็นระบบย่อย ๆ ได้ ดังนี้ แสงสว่างทั่วไป (General Lighting): การออกแบบให้แสงสามารถกระจายได้ทั่วบริเวณ เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ไม่ต้องการใช้แสงสว่างมากเกินไป หรือต้องการเน้นการประหยัดพลังงานเป็นหลัก แสงสว่างเฉพาะที่ (Localized Lighting): การออกแบบที่ให้แสงสว่างเฉพาะพื้นที่ หรือเป็นพื้นที่ที่ต้องการใช้งานเท่านั้น ในภาพรวมจึงไม่มีแสงสว่างที่สม่ำเสมอกันเหมือนแบบแรก แต่ก็ยังคงช่วยเรื่องการประหยัดพลังงานได้เช่นกัน แสงสว่างเฉพาะที่และทั่วไป (Local Lighting + General Lighting): การให้แสงสว่างแบบผสมผสานระหว่างแบบทั่วไป และเฉพาะที่ ซึ่งการให้แสงสว่างแบบนี้จะเหมาะกับงานที่ต้องการได้ความส่องสว่างสูง อย่างไรก็ตามจะต้องยอมรับถึงกำลังไฟฟ้าที่ใช้ และค่าไฟที่จะตามมาเช่นกัน ระบบการให้แสงรอง (Secondary Lighting System) ในส่วนของระบบการให้แสงรองก็เหมือนกับการใช้เป็นออฟชั่นเสริม ตอบสนองจุดประสงค์การออกแบบแสงเพื่อความสวยงาม ซึ่งระบบแสงรองจะช่วยให้แสงที่ได้ ดึงดูดสายตาและอารมณ์ สำหรับระบบการให้แสงรองสามารถแบ่งเป็นระบบย่อยได้ ดังนี้ แสงสว่างแบบส่องเน้น (Accent Lighting): เป็นการออกแบบแสงให้ส่องเน้นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง หรือใช้กับการส่องเน้นที่วัตถุ เพื่อดึงดูดสายตาให้เกิดความน่าสนใจ ส่วนมากจะใช้ไฟแบบสปอตไลท์ในการออกแบบแสงสว่างส่องเน้น แสงสว่างแบบเอฟเฟค (Effect Lighting): การออกแบบแสงสว่างให้เกิดบรรยากาศที่น่าสนใจ มักจะเจอได้ในรูปแบบของการส่องไฟไปที่กำแพง หรือพื้น เพื่อสร้างรูปแบบต่าง ๆ จากแสงให้เกิดความสวยงาม แสงสว่างตกแต่ง (Decorative Lighting): นับว่าเป็นการออกแบบแสงที่พบเห็นได้บ่อย ๆ โดยจะเน้นไปทางความสวยงามของหลอดหรือโคมไฟ และใช้สำหรับตกแต่งเพื่อให้เป็นที่สนใจ แสงสว่างงานสถาปัตย์ (Architectural Lighting): การออกแบบแสงให้สัมพันธ์กับงานสถาปัตยกรรม เกิดลูกเล่น ความสวยงาม สร้างอารมณ์จากแสงและเงา สิ่งที่ควรคำนึงระหว่างการออกแบบแสงสว่าง Lighting Design เป็นโซลูชันที่สามารถส่งผลต่อความพึงพอใจ ทัศนวิสัย และบรรยากาศของสถานที่ ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้มีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่ต้องคำนึงในการออกแบบแสงสว่าง เพื่อให้ได้แสงที่สมบูรณ์และเหมาะสมกับสถานที่มากที่สุด โดยสิ่งที่ควรจะต้องคำนึงหลัก ๆ จะมีอยู่ทั้งหมด 3 ข้อ ดังนี้ ความสวยงาม VS การประหยัดไฟ การออกแบบแสงสว่างมีจุดประสงค์หลัก ๆ คือการใช้งานที่เหมาะสม แต่เรื่องของความสวยงามและการประหยัดพลังงานก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ออกแบบให้ความสำคัญ ซึ่งเราอาจจะเห็นได้ว่าการออกแบบแสงสว่างในแต่ละพื้นที่มีความสวยงามและบรรยากาศที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเกิดจาการใช้กำลังไฟ และจำนวนแสงสว่างที่ไม่เท่ากัน หากใครต้องการความสวยงาม สามารถออกแบบโดยการเน้นใช้แสงไฟไปทั่วบริเวณ แต่อาจต้องยอมแลกกับค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น แต่หากคุณต้องการเน้นเรื่องประหยัดพลังงานเป็นหลัก จำนวนแสงสว่างที่ใช้อาจต้องลดลง และต้องยอมสละในเรื่องของความสวยงามทิ้งไป การเลือกแสงของหลอดไฟให้เหมาะกับสถานที่ เพราะแสงจากหลอดไฟมีความเหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องสีที่ให้ อุณหภูมิแสง ตลอดจนความสามารถในการให้แสงสว่าง ดังนั้น คุณจะต้องรู้ว่าการออกแบบแสงสว่างในครั้งนี้ คุณคาดหวังกับอะไร ต้องการเน้นการใช้งานแบบไหน หรือต้องการความสวยงามอย่างไร เพื่อให้คุณสามารถเลือกหลอดไฟที่จะใช้กับสถานที่ได้อย่างเหมาะสม รูปแบบของหลอดและโคมไฟ สิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในการออกแบบแสงสว่าง นั่นก็คือรูปแบบของหลอดและโคมไฟ ที่จะต้องคำนึงถึงอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลกับภาพรวมหลังจากการติดตั้งแสงสว่าง อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับการใช้งานในระยะยาว ว่าจะทนทานมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น จะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ทั้งในเรื่องของคุณภาพ ราคา และคุณสมบัติในการใช้งาน เพื่อให้ตอบสนองการใช้งานได้ที่ทนทาน และง่ายต่อการบำรุงรักษา</p><p><br></p><p>65124125 นายวีรวัฒน์ วาดด้วงมา</p><p>65131500 นายอิมรอน ยีดิน</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2347393307/217e10b0b2de8cd5ab59fdd9fa6a043c/Purple_and_White_Illustrative_SkincareTips_Poster_A3.png" />
         <pubDate>2024-02-29 09:52:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2900359483</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ระบบลิฟต์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2900740093</link>
         <description><![CDATA[<p>ลิฟท์ คือ?</p><p>ลิฟต์ (Elevation หรือ Lift) เครื่องทุนแรงชนิดหนึ่ง เป็นพาหนะเคลื่อนที่ขึ้น-ลง ในทางแนวดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า มีโครงสร้างเป็นแท่งเหล็ก หรือแผ่นเหล็ก ที่มีประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายผู้คน หรือสิ่งของขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมาก ทำให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และยังช่วยเบาแรงในการขนส่งได้เป็นอย่างดี</p><p><br></p><p>ส่วนประกอบของลิฟท์</p><p>* เครื่องจักรขับลิฟท์ (Traction Machine) เป็นอุปกรณ์หลักของระบบลิฟท์ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนลิฟท์ขึ้น-ลง</p><p>* ชุดลูกถ่วง (Counterweight) เป็นโครงเหล็ก ซึ่งบรรจุก้อนน้ำหนักที่ทำด้วยเหล็กหล่อ ทำหน้าที่ถ่วงดุลกับน้ำหนักของลิฟท์ และจำนวนผู้โดยสาร เพื่อให้มอเตอร์ลิฟท์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ</p><p>* รางลิฟท์ (Guide Rail) เป็นเหล็กรูปตัว T ทำหน้าที่นำร่องให้ลิฟท์วิ่งขึ้น-ลงในแนวที่กำหนด รักษาตำแหน่งตัวลิฟท์ให้ทรงตัว และได้ศูนย์ตลอดเวลา รางลิฟท์มีหลายขนาดขึ้นอยู่กับขนาดของตัวลิฟท์ น้ำหนักบรรทุก ความเร็วลิฟท์ เป็นต้น โดยทั่วไประบบลิฟท์ จะมีรางขนาดใหญ่สำหรับนำร่องตัวลิฟท์ และรางขนาดเล็กกว่า สำหรับนำร่องชุดลูกถ่วง</p><p>* ตู้โดยสาร (Lift Car) เป็นห้องโดยสาร ที่ยึดกับโครงเหล็กกล้าที่แข็งแรง พร้อมอุปกรณ์นิรภัย ป้องกันไม่ให้ลิฟท์ตกเมื่อสลิงขาด ตู้โดยสารมีขนาดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภท และน้ำหนักบรรทุกของลิฟท์</p><p>* บัฟเฟอร์ (Buffer) เป็นอุปกรณ์ป้องกันไม่ให้ตัวลิฟท์กระแทกกับพื้นบ่อลิฟท์ กรณีลิฟท์วิ่งเลยชั้นล่างสุด บัฟเฟอร์จะผ่อนแรงกระแทก เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้โดยสาร</p><p>* ตู้คอนโทรล (Controller) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของลิฟท์ทั้งระบบ เช่น ควบคุมความเร็ว ควบคุมการเปิดปิดประตู จัดคิวการวิ่งรับส่งผู้โดยสาร เป็นต้น และชนิดของคอนโทรล แยกย่อยออกตามประเภทระบบขับเคลื่อนด้วย เช่น VVVF, DC Drive เป็นต้น</p><p>* ประตูหน้าชั้น (Landing Door) ระบบลิฟท์ทั่วไปจะมีประตู 2 ส่วน คือ ประตูในลิฟท์ (Car Door) และประตูหน้าชั้นต่าง ๆ ตามจำนวนชั้นจอดของลิฟท์ ปกติประตูหน้าชั้นจะเปิด-ปิดได้ต่อเมื่อตัวลิฟท์จะต้องจอดอยู่ที่ชั้นนั้น และประตูที่ชั้นอื่นจะเปิดไม่ได้ เพื่อให้การใช้งานมีความปลอดภัยสูงสุด ประตูลิฟท์มีหลายแบบ โดยทั่วไปจะมี เปิดจากกึ่งกลาง (Center Opening) และ เปิดจากด้านข้าง (Slide Opening)</p><p>* สลิงลิฟท์ (Wire Rope) ใช้สำหรับแขวนตัวลิฟท์ และชุดลูกถ่วง ฉุดให้ลิฟท์ขึ้นลงด้วยแรงเสียดทานของลวดสลิงกับร่องของมู่เล่ย์</p><p>* ปุ่มกด (Button) ใช้สำหรับเรียกลิฟท์รับ-ส่งไปยังชั้นต่าง ๆ ที่ต้องการ แผงปุ่มกดมีอยู่ 2 ส่วน คือ</p><p>1. แผงปุ่มกดในลิฟท์ (Car Operating Panel) ประกอบด้วย ปุ่มเรียกไปตามชั้นต่าง ๆ, ปุ่มปิด-เปิดประตู, ปุ่มแจ้งเหตุ และอินเตอร์คอม</p><p>2. แผงปุ่มกดหน้าชั้น (Hall Button) ประกอบด้วย ปุ่มเรียกลิฟท์มารับ ขาขึ้น-ขาลง อย่างละปุ่ม</p><p>* สายเคเบิล (Travelling Cable) เป็นสายไฟที่วิ่งขึ้นลงพร้อมกับตัวลิฟท์ ทำหน้าที่เชื่อมสัญญาณ เช่น ปุ่มกดและสวิทซ์ต่าง ๆ ที่ตู้ลิฟท์กับตู้คอนโทรลในห้องเครื่อง</p><p><br></p><p>1. ลิฟท์ระบบไฮดรอลิค</p><p>เป็นลิฟท์ที่ส่วนใหญ่นิยมใช้ยกของที่มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมาก ภายในกระบอก จะบรรจุสารของเหลวอยู่ โดยมีมอเตอร์ใช้ในการควบคุมระบบในการเคลื่อนที่ขึ้น-ลง</p><p>2. ลิฟท์ระบบสลิง</p><p>เป็น ลิฟต์ ที่มีสายเคเบิ้ลในการเคลื่อนที่ขึ้น-ลง สามารถใช้งานได้หลากหลายกว่าลิฟท์ระบบไฮโดรลิก ห้องลิฟท์ จะมีการยกขึ้นโดยผ่านรอกไฟฟ้าต่อเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า จะมีระบบเกียร์ในการควบคุมความสมดุลในการเคลื่อนที่ สามารถช่วยให้ประหยัดพลังงาน</p><p><br></p><p>65121295 นาย ทศพล คงทอง เลขที่ 26 </p><p>65121436 นาย ปราโมทย์ จันทำ เลขที่ 27</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2354302653/19048cedcf60947e658a0ae1e6f649af/IMG_2418.jpeg" />
         <pubDate>2024-02-29 15:00:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2900740093</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วัสดุที่ใช้ในระบบโครงสร้าง(ข้อดี,ข้อเสีย)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2900788190</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>Steel vs Timber vs Concrete</strong></p><p>Structural engineering depends on the knowledge of construction materials and their corresponding properties for us to better predict the behavior of different materials when applied to the structure. Generally, the three (3) most commonly used materials in structural engineering are steel, concrete and wood/timber. Knowing the advantages and disadvantages of every material is important in ensuring a safe and cost-effective approach to designing structures. So let's take a look at the pros and cons of steel vs timber vs concrete</p><p>To better describe steel, concrete and wood. Let us summarize their major characteristics that would highlight each material.</p><p><strong>Steel</strong> is very strong in both tension and compression and therefore has high compressive and tensile strengths. Steel has an ultimate strength of about 400 to 500 MPa (58 – 72.5 ksi). It is also a ductile material that yields or deflects before failure. Steel stands out for its speed and efficiency in construction. Its relative light weight and ease of construction allows for a workforce about 10 to 20% smaller compared to a similar concrete-based structure being built. Steel structures also have excellent durability.</p><p><strong>Concrete</strong> is extremely strong in compression and therefore has high compressive strength of about 17MPa to 28MPa. With higher strengths up to or exceeding 70 MPa. Concrete makes it possible to design very robust and durable buildings, and taking advantage of its thermal mass by keeping it inside the building envelope can help regulate interior temperatures. There is also an increasing use of precast concrete in the building industry, which offers advantages in terms of environmental impact, cost and speed of construction.</p><p><strong>Wood</strong> is resistant to electrical currents, making it an optimal material for electrical insulation. Tensile strength is also one of the main reasons for choosing timber as a building material; its remarkably strong qualities make it the perfect choice for heavy-duty building materials such as structural beams. Wood is much lighter by volume than both concrete and steel, it is easy to work with and very adaptable on site. It is durable, results in less thermal bridging than its counterparts and easily incorporates prefabricated elements. Its structural performance is very high and its compressive strength is similar to that of concrete. Despite all these, timber is used more widely for residential and low-rise structures. It is rarely used as the main material for highrise structures.</p><p>These are the most common construction materials used for building. Each material has its own unique set of benefits and drawbacks. Eventually these may be superceded by materials that have very little to no limitations with the technological advancements in the future. Regardless, our current building materials will remain relevant for many decades to come.</p><p><strong>SOURCE : </strong><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://skyciv.com/technical/steel-vs-timber-vs-concrete/"><strong>https://skyciv.com/technical/steel-vs-timber-vs-concrete/</strong></a></p><p><strong>65118044 Peeti Wannathanom</strong></p><p><strong>65121626 Povamin Boonchovong</strong></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2354958885/020769b12f0578752c1d52d7a5d10b49/assignment3_65118044_65121626.pdf" />
         <pubDate>2024-02-29 15:32:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2900788190</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2900850091</link>
         <description><![CDATA[<p><strong><br>ระบบลิฟต์แบบไม่มีห้องเครื่อง (Machine Room Less Elevator)</strong></p><p><strong>ข้อดี:</strong></p><ul><li><p><strong>ประหยัดพื้นที่:</strong> ไม่จำเป็นต้องมีห้องเครื่องแยกต่างหาก เหมาะสำหรับอาคารที่มีพื้นที่จำกัด</p></li><li><p><strong>ติดตั้งง่าย:</strong> ใช้เวลาติดตั้งน้อยกว่าลิฟต์แบบมีห้องเครื่อง</p></li><li><p><strong>ประหยัดพลังงาน:</strong> มอเตอร์มีประสิทธิภาพสูง</p></li><li><p><strong>ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำ:</strong> ชิ้นส่วนน้อย ชิ้นส่วนอะไหล่มีราคาไม่แพง</p></li><li><p><strong>ปลอดภัย:</strong> มีระบบความปลอดภัยหลายชั้น</p></li></ul><p><strong>ข้อเสีย:</strong></p><ul><li><p><strong>ความเร็ว:</strong> ความเร็วสูงสุดจำกัดอยู่ที่ประมาณ 1.0 m/s</p></li><li><p><strong>ความจุ:</strong> รองรับจำนวนผู้โดยสารได้น้อยกว่าลิฟต์แบบมีห้องเครื่อง</p></li><li><p><strong>เสียง:</strong> เสียงมอเตอร์อาจดังกว่าลิฟต์แบบมีห้องเครื่อง</p></li><li><p><strong>ราคา:</strong> ราคาเริ่มต้นอาจสูงกว่าลิฟต์แบบมีห้องเครื่อง</p></li></ul><p><strong>ประเภทของระบบลิฟต์แบบไม่มีห้องเครื่อง:</strong></p><ul><li><p><strong>ระบบ Traction MRL:</strong> ใช้มอเตอร์แบบ Traction ขับเคลื่อน</p></li><li><p><strong>ระบบ Hydraulic MRL:</strong> ใช้ระบบไฮดรอลิกขับเคลื่อน</p></li><li><p><strong>ระบบ Screw MRL:</strong> ใช้ระบบเกลียวหมุนขับเคลื่อน</p></li></ul><p><strong>เหมาะสำหรับ:</strong></p><ul><li><p>อาคารที่มีพื้นที่จำกัด เช่น อาคารพักอาศัยขนาดเล็ก โรงแรม ร้านค้า</p></li><li><p>อาคารที่ต้องการประหยัดพลังงาน</p></li><li><p>อาคารที่ต้องการติดตั้งลิฟต์ quickly</p></li></ul><p><strong>ข้อควรพิจารณา:</strong></p><ul><li><p>ความสูงของอาคาร</p></li><li><p>จำนวนผู้โดยสาร</p></li><li><p>ความเร็วที่ต้องการ</p></li><li><p>งบประมาณ</p><p>นายภคพล หนูแสง 65127888</p><p>ณัฐพล รัตนกระจ่าง 65103053</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2354910762/4fb46a7c50108cf26f814ffc0d574e45/SKD__2_.png" />
         <pubDate>2024-02-29 16:17:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/4adwalailak/bdji01mv9n0jb3y3/wish/2900850091</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
