<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>นำเสนอโครงงาน กลุ่มที่ 2 by NungPonphimon</title>
      <link>https://padlet.com/boonsongpronphimon/av8g7d2qwuz1</link>
      <description>นำเสนอโครงงาน</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-06-12 03:15:33 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-01-03 06:52:02 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/boonsongpronphimon/av8g7d2qwuz1/wish/417043251</link>
         <description><![CDATA[<div>โครงงานวิทยาศาสตร์<br> เรื่อง โคมไฟถนอมสายตา<br> <br><br></div><div>จัดทำโดย</div><div>เด็กหญิงศศิวิมล  อันชู  เลขที่ 1</div><div>เด็กหญิงจุรีมาศ  กะทา เลขที่ 2</div><div>เด็กชายเกียรติศักดิ์  สินยอง เลขที่ 4</div><div>เด็กหญิงสุพัตรา  แก้วดี เลขที่ 14</div><div>เสนอ</div><div>ครู พรพิมล บุญส่ง</div><div>โรงเรียนบ้านลานไผ่</div><div>ต.ห้วยยั้ง อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร</div><div>เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต1</div><div> </div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>บทที่1</strong></div><div><strong>บทนำ</strong></div><div><strong>ที่มาและความสำคัญของโครงงาน</strong></div><div>           ที่มาและความสำคัญของโครงงานพบว่าในปัจจุบันมีการใช้โคมไฟกันเป็นจำนวนมากแต่ส่วนมากสีของโคมไฟจะเป็นสีขาว ซึ่งมีผลต่อสายตาพวกเราจึงคิดทำโคมไฟถนอนสายตาขึ้นเพื่อถนอนสายตาในเวลาอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน</div><div> </div><div><strong>จุดมุ่งหมายของโครงงาน</strong></div><div>1.       ศึกษาโคมไฟในการอ่านหนังสือที่ช่วยในการถนอมสายตา</div><div>2.       เพื่อประดิษฐ์โคมไฟที่ใช้ถนอมสายตา</div><div>3.       เป็นแนวทางให้ผู้อื่นสามารถศึกษาและนำไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ่นต่อไป<br><br></div><div><strong>สมุติฐาน</strong></div><div>ถ้าสีมีผลต่อการถนอมสายตาได้จริงแล้ว ดังนั้นเราจึงใช้สีในการทำให้ไฟถนอมสายตาได้</div><div> </div><div><strong>ขอบเขตการศึกษาและค้นคว้า</strong></div><div>โรงเรียนบ้านลานไผ่</div><div> </div><div><strong>ประโยชน์และคุณค่าของโครงงาน</strong></div><div>1.       เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถช่วยถนอนสายตาได้</div><div>2.       เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่นำสิ่งของเหลือใช้มาใช้ประโยชน์สูงที่สุด</div><div>3.       เป็นแนวความคิดให้ผู้อื่น ได้นำไปขยายความรู้ได้<br><br></div><div><strong>ระยะเวลาในการดำเนินการ</strong></div><div>16 พ.ค.-10 ต.ค. 62</div><div> </div><div><strong> </strong></div><div><strong>บทที่2</strong></div><div><strong>                                                                เอกสารที่เกี่ยวข้อง</strong></div><div><strong>                                                                              </strong></div><div><strong>แสงสว่างกับการมองเห็น</strong></div><div>อัตราการให้พลังงานแสงของแหล่งกำเนิดแสง</div><div>แสงเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดความสว่างบนพื้นผิว โดยแหล่งกำเนิดแสงจะเปล่งพลังงานแสงออกมาในหนึ่งหน่วยเวลา เรียกว่า ฟลักซ์ส่องสว่าง ( luminous Flux ) หรือ “อัตราการให้พลังงานแสง” มีหน่วยเป็น ลูเมน ( lumen; lm ) เขียนแทนด้วย ” F ” ตามบ้านเรือนเราใช้หลอดไฟเป็นแหล่งกำเนิดแสง</div><div><strong>ความสว่าง (illuminance )</strong></div><div>ความสว่างที่เกิดบนพื้นที่รองรับแสง เกิดจากฟลักซ์การส่องสว่าง หรืออัตราการให้พลังงานแสง ตกบนพื้นที่รองรับแสง หาได้จาก</div><div><br></div><div> </div><div>F เป็น อัตราพลังงานแสงที่ตกตั้งฉากบนพื้น มีหน่วยเป็นลูเมน (lumen : lm)</div><div>A เป็น พื้นที่รับแสง มีหน่วยเป็นตารางเมตร</div><div>E เป็น ความสว่าง มีหน่วยเป็นลักซ์ (lux ; lx)</div><div><br></div><div> </div><div>ตารางแสดงค่าฟลักซ์ของการส่องสว่าง</div><div> </div><div><br></div><div> </div><div>จากตารางหลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนต์ที่กินไฟ 14 วัตต์ มีอัตราการให้พลังงานแสง 800 ลูเมน เกือบเท่ากับหลอดแบบไส้ ซึ่งกินไฟถึง 75 วัตต์ แสดงว่าการเลือกใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์จะสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าหลอดแบบมีไส้ ทั้งที่ได้ความสว่างเท่าๆกัน</div><div><br></div><div> </div><div>รูปเครื่องวัดความสว่าง ( Lux meter )</div><div>ความสว่างที่เหมาะสมในสถานที่ต่างๆ มีความสำคัญมากต่อการทำงาน หรือการถนอมสายตา จึงมีการกำหนดความสว่างที่เหมาะสมไว้ ดังนี้</div><div><br></div><div> </div><div><strong>การถนอมสายตา</strong></div><div>ตาเป็นอวัยวะที่มีความไวต่อแสง การมองในบริเวณที่แสงมีความเข้มมากกับบริเวณที่มีความเข้มแสงน้อย อาจทำให้เกิดอันตรายต่อตา หรือทำให้สายตาเสียได้</div><div>การดูวัตถุที่มีความสว่างมากเช่นดวงอาทิตย์ แสงจากการเชื่อมโลหะ จะต้องไม่มองสิ่งเหล่านี้โดยตรงเพราะความเข้มแสงมากจนทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อตาได้ หรือมองวัตถุที่แสงสว่างไม่มากเกินไปแต่มองต่อเนื่องเป็นเวลานานก็สามารถเกิดอันตรายต่อสายตาได้เช่นกัน การป้องกันไม่ให้แสงที่มีความเข้มมากเข้าสู่ตาโดยตรงเป็นวิธีป้องกันดวงตาจากวัตถุที่สว่างมากๆ</div><div><br></div><div> </div><div>รูปการป้องกันดวงตาจากแสงที่สว่างมากๆ</div><div>การดูวัตถุที่มีความสว่างน้อยการดูวัตถุที่มีความสว่างน้อยก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อสายตาได้เนื่องจากจะต้องเพ่งสายตาเป็นเวลานาน เช่นการอ่านหนังสือในที่ที่มีแสงน้อยๆ จะทำกล้ามเนื้อตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ ดังนั้นจึงต้องอ่านหนังสือในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ เช่นมีการกำหนดความสว่างสำหรับห้องเรียนไว้ 300-700 Lux เป็นต้น</div><div>การอ่านหนังสือที่มีแสงสว่างน้อย จะทำให้สายตาเสีย</div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div><strong>ตาและการมองเห็นสี</strong></div><div>การมองเห็นวัตถุ เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบสิ่งต่างๆ แล้วเกิดการสะท้อนเข้าสู่ตาเรา และผ่านเข้ามาในลูกตา ไปทำให้เกิดภาพบนจอ (Retina) ที่อยู่ด้านหลังของลูก ข้อมูลของวัตถุที่มองเห็นจะส่งขึ้นไปสู่สมองตามเส้นประสาท (optic nerve) สมองจะแปลข้อมูลเป็นภาพของวัตถุนั้น</div><div><br></div><div><br></div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div>ตาคนและกล้องถ่ายรูปมีส่วนประกอบที่ทำหน้าที่คล้ายกันมาก ตาประกอบด้วยเลนส์ตา เป็นเลนส์รับแสง</div><div>เรตินาทำหน้าที่คล้ายฟิล์มถ่ายรูป ถัดจากเรตินาเป็นใยประสาทซึ่งติดต่อกับประสาทตา ผ่านไปยังสมอง เวลามีแสงจากวัตถุตกบนเลนส์ตาจะเกิดภาพชัดที่เรตินา ตาจะเห็นวัตถุในลักษณะเดียวกับภาพของวัตถุที่ตกบนฟิล์มถ่ายรูป นอกจากนี้ตายังมีม่านตาเพื่อทำหน้าที่ปรับความเข้มของแสงบนเรตินาให้เหมาะโดยเปลี่ยนขนาดของพิวพิล ม่านตาจึงทำหน้าที่คล้ายไดอะแฟรมของกล้องถ่ายรูป นอกจากนี้ตายังมีกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาทำหน้าที่บังคับเลนส์ตาให้นูนมากหรือน้อย เพื่อให้เกิดภาพชัดบนเรตินา ส่วนนี้แตกต่างจากกล้องถ่ายรูป เพราะกล้องถ่ายรูปใช้วิธีเลื่อนตำแหน่งเลนส์เพื่อให้เกิดภาพชัดบนฟิล์ม</div><div><br></div><div>ตาคนปกติถ้ามองดูวัตถุที่ระยะอนันต์ ภาพจริงของวัตถุจะเกิดที่จุดโฟกัสของเลนส์ตาซึ่งอยู่บนเรตินาพอดี โดยระยะใกล้สุดของวัตถุที่ตาคนปกติมองเห็นได้ชัดเจนเรียกว่า ระยะใกล้ตาหรือจุดใกล้สุด(Near Point)โดยระยะใกล้ตาของคนที่มีสายตาปกติ คือ ประมาณ 25 เซนติเมตร ระยะไกลสุดที่ตาคนปกติมองเห็นได้ชัดเจนเรียกว่าระยะไกลตาหรือจุดไกลสุด(Far Point)โดยระยะไกลตาของคนที่มีสายตาปกติ คือ ระยะอนันต์ และ ดังรูป</div><div><br></div><div>รูปแสดงจุดไกล และจุดใกล้ของคนสายตาปกติ</div><div> </div><div><strong>สายตาสั้น</strong></div><div>คนที่มีสายตาสั้นมองเห็นวัตถุได้ชัด ระยะใกล้ตาที่ระยะไม่ถึง 25 เซนติเมตร ระยะไกลตาไม่เห็นถึงระยะอนันต์ อาจแก้ไขได้โดยใช้เลนส์เว้าช่วยให้แสงไปตกที่เรตินาพอดี จะทำให้จุดไกลเห็นที่ระยะอนันต์ได้ สาเหตุเกิดจากเมื่อแสงมาจากระยะไกล เลนส์ตารวมแสงตกก่อนถึงเรตินา จึงทำให้ภาพมองไกลไม่ชัด</div><div><br></div><div>รูปเลนส์ตารวมแสงตกก่อนถึงเรตินา</div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div>วิธีแก้ไขปัญหาสายตาสั้น</div><div><br></div><div>ใช้แว่นตาที่ทำจากเลนส์เว้า ช่วยให้แสงกระจายกว้างมากขึ้นก่อน ทำให้เลนส์ตารวมแสงตกไกลมากขึ้นและไปตกที่เรตินาได้พอดี</div><div>ความยาวโฟกัสของเลนส์เว้าสำหรับสายตาสั้น f = ระยะชัดไกลที่สุดขณะยังไม่สวมแว่น</div><div>เช่น เด็กคนหนึ่งปกติมองชัดได้ไกลที่สุดไม่เกิน 120 เซนติเมตร จะต้องสวมแว่นที่ทำจากเลนส์เว้าที่มีความยาวโฟกัสเท่ากับ – 120 เซนติเมตร (ติดลบเพราะเป็นโฟกัสของเลนส์เว้า)</div><div> </div><div><strong>สายตายาว</strong></div><div>คนที่สายตายาว มองเห็นวัตถุที่อยูไกล(ระยะอนันต์) เหมื่อนคนสายตาปกติ แต่มองวัตถุที่อยู่ใกล้ๆไม่ชัดโดยจุดใกล้สุดที่มองชัด วัตถุต้องอยู่ไกลกว่าระยะ 25 เซนติเมตร เช่นคนหนึ่งมองชัดขณะที่วัตถุอยู่ห่างออกไปไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เกิดจากเลนส์ตารวมแสงไปตกเลยเรตินา</div><div><br></div><div>รูปเลนส์ตารวมแสงตกหลังเรตินา</div><div>วิธีแก้ไขปัญหาสายตายาว</div><div>ใช้แว่นตาที่ทำจากเลนส์นูน ช่วยให้แสงรวมแคบลงก่อน ทำให้เลนส์ตารวมแสงตกใกล้เข้ามาและไปตกที่เรตินาได้พอดี</div><div><br></div><div>รูปแสดงการใช้เลนส์นูนรวมแสง แก้ปัญหาสายตายาว</div><div>หาความยาวโฟกัสเลนส์นูนแก้ปัญหาสายตายาวจาก</div><div><br></div><div> </div><div> </div><div><strong>การมองเห็นสี</strong></div><div>เมื่อให้แสงสีขาวตกกระทบวัตถุต่าง ๆ เราจะเห็นวัตถุมีสีแตกต่างกัน การมองเห็นสีต่าง ๆ นอกจากจะขึ้นอยู่กับ เซลล์รูปกรวยในเรตินาของตาแล้ว ยังมีสิ่งอื่นอีกที่มีอิทธิพลต่อการเห็นสีของวัตถุ คือ การที่จากนั้นผ่านสีต่าง ๆ ของตัวกลาง ก่อนเข้าสู่ตาเรา เช่น แสงขาวของดวงอาทิตย์ เมื่อผ่านปริซึม จะมองเห็นแสงสีถึง 7 สี เป็นต้น หรือ แสงสีต่าง ๆ ผ่านแผ่นกรองแสงสี เพื่อต้องการให้ได้แสงสีที่ต้องการ</div><div>ในกรณีที่แสงขาวตกกระทบวัตถุทึบแสง วัตถุนั้นจะดูดกลืนแสงแต่ละสีที่ประกอบเป็นแสงขาวนั้นไว้ในปริมาณต่าง ๆ กัน แสงส่วนที่เหลือจากการดูดกลืนจะสะท้อนกลับเข้าตา ทำให้เราเห็นวัตถุเป็นสีเดียวกับแสงที่สะท้อนมาเข้าตามากที่สุด ตามปกติวัตถุมีสารที่เรียกว่า สารสีทำหน้าที่ดูดกลืนแสง วัตถุที่มีสีต่างกันจะมีสารสีต่างกัน การเห็นใบไม้เป็นสีเขียว เป็นเพราะใบไม้มีคลอโรฟิลเป็นสารดูดกลืนแสงสีม่วงและสีแดง แล้วปล่อยแสงสีเขียวและสีใกล้เคียงให้สะท้อนกลับเข้าตามากที่สุด ส่วนดอกไม้ที่มีสีแดงเพราะดอกมีสารสีแดงซึ่งดูดกลืนแสงสีม่วง สีน้ำเงิน และสีเขียวส่วนใหญ่ไว้ แล้วปล่อยให้แสงสีแดงปนสีส้มและสีเหลืองให้สะท้อนกลับมาเข้าตามากที่สุด ส่วนสารที่มีสีดำนั้นจะดูดกลืนแสงทุกสีที่ตกกระทบทำให้ไม่มีแสงสีใดสะท้อนกลับเข้าสู่ตาเลย เราจึงเห็นวัตถุเป็นสีดำ แต่สารสีขาวนั้นจะสะท้อนแสงทุกสีที่ตกกระทบ</div><div><br></div><div><br></div><div> </div><div>รูปที่ 4 วัตถุสะท้อนแสงสีเขียวเข้าสู่นัยน์ตา ทำให้มองเห็นวัตถุเป็นสีเขียว</div><div>การมองวัตถุสีหนึ่งที่มีความสว่างมากเป็นเวลานาน เช่นมองวัตถุสีเขียวนานๆ แล้วหันไปมองฉากสีขาวทันที จะมองเห็นฉากไม่เป็นสีขาวแต่จะเห็นเป็นสีม่วงแทน เพราะการมองสีเขียวนานจะทำให้เซลล์รูปกรวยที่ไวแสงสีเขียวล้า หยุดทำงานชั่วครู่ จึงทำให้เซลล์ไวแสงสีแดงกับน้ำเงินเท่านั้นที่ทำงาน จึงทำให้มองฉากขาวเป็นสีแดงม่วงแทนแผ่นกรองแสงสีคือแผ่นวัตถุสีซึ่งยอมให้แสงเพียงสีเดียวทะลุผ่านได้</div><div><br></div><div>เมื่อนำแผ่นกรองแสงสีมาห่อหุ้มโคมไฟ หรือใส่หน้าเลนส์กล้องถ่ายรูป จะเปลี่ยนสีของแสงที่ทะลุผ่าน โดยจะยอมให้เฉพาะแสงที่มีสีเดียวกับแผ่นกรองแสงสีนั้นผ่านเท่านั้น และดูดกลืนแสงความยาวคลื่นอื่นทั้งหมดที่อยู่ในแสงขาวไว้</div><div>ตาบอดสีตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เกิดขึ้นจากเซลล์ประสาทชนิดหนึ่ง ในม่านตาซึ่งมีความไวต่อสีต่าง ๆ มีความบกพร่องหรือพิการ ทำให้ดวงตาไม่สามารถที่จะมองเห็นสีบางสีได้ ตาบอดสี มีหลายชนิด ชนิดที่ทุกคนรู้จักโดยทั่วไปได้แก่ ตาบอดสีที่มองสีเขียว กับสีแดงไม่เห็น (Red – Green blindness) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียวจากสีอื่น ๆ ได้ ดังนั้นคนตาบอดสีชนิดนี้จะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกเป็นสีน้ำเงิน สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเทา และส่วนผสมของสีเหล่านั้นทั้งหมด คนที่ตาบอดสีจะมีปัญหาในการมองสีผิดเพี้ยนไปจากสีจริง เช่นสีของไฟจราจร เป็นต้น</div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>การผสมสารสี</strong></div><div><br></div><div>การพบโรคนี้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และมักเป็นกับแบบ แดง-เขียวแทบทั้งหมด เนื่องจากว่ายีน ที่ควบคุมการสร้างรงควัตถุรับสีชนิดสีแดง และสีเขียวนั้น (red-pigment gene, green-pigment gene) อยู่บนโครโมโซม X เมื่อยีนนี้ขาดตกบกพร่องไปในคนใดคนหนึ่ง ก็จะทำให้คนนั้นสามารถรับรู้ สีเหล่านั้นได้ลดลงกว่าคนปกติแน่นอนว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นน้อยกว่าเนื่องจากในผู้หญิงมีโครโมโซม X ถึงสองตัว ถ้าเพียงแต่ X ตัวใดตัวหนึ่งมียีนเหล่านี้อยู่ ก็สามารถรับรู้สีได้แล้ว ในขณะที่ผู้ชาย มีโครโมโซม X เพียงตัวเดียว อีกตัวเป็น Y ซึ่งไม่ได้มีแพคเกจบรรจุยีนนี้แถมมาด้วย;)ก็จะแสดง อาการได้เมื่อ X ตัวเดียวเท่าที่มีอยู่นั้นบกพร่องไป</div><div>สารสีมีคุณสมบัติในการดูดกลืนแสงสีเมื่อมีแสงขาวมากระทบ แล้วจะสะท้อนแสงสีที่เหลือมาเข้าตา เราจึงมองเห็นเป็นสีที่สะท้อนมาเข้าตา การที่เราเข้าใจการผสมสารสี จะทำให้เราเข้าใจการดูดกลืนและการสะท้อนแสงสีของวัตถุ</div><div><br></div><div>รูปการผสมสารสี</div><div>สารสีที่ไม่อาจจะสร้างขึ้นมาได้จากการผสมสารสีต่างๆได้ เรียกว่า สารสีปฐมภูมิ (primary colour)เมื่อมี แสงขาวตกกระทบสารสีแดงม่วง จะดูดกลืนแสงสีอื่นๆไว้ แต่ไม่ดูดกลื่นแสงสีแดงม่วง ,น้ำเงิน , แดงจึงสะท้อน 3 สีนี้ออกมา เมื่อแสงขาวตกกระทบสารสีเหลือง จะดูดกลืนแสงสีอื่นๆไว้แต่ไม่ดูดกลืนแสงสีเหลือง , แดง , เขียว เมื่อแสงขาวตกกระทบสารสีน้ำเงินเขียว จะดูดกลืนแสงสีอื่นๆไว้ แต่ไม่ดูดกลืนแสงสีน้ำเงินเขียว ,เขียว ,น้ำเงิน ถ้านำสารสีปฐมภูมิทั้ง 3 ผสมกันในปริมาณเท่ากันจะได้สารสีดำซึ่งจะดูดกลืนทุกแสงสี ไม่สะท้อนแสงสีใดเลย เรียกสารสีที่ได้จากการผสมสารสีปฐมภูมิ 2 สี ว่าสารสีทุติยภูมิ ได้แก่ สีเขียว , สีแดง , สีน้ำเงิน ตามรูป</div><div><strong>การผสมแสงสี</strong></div><div>แสงสีแดง , แสงสีเขียว , แสงสีน้ำเงิน เรียกว่า แสงสีปฐมภูมิ (primary colour light) เมื่อฉายแสงสีปฐมภูมิทั้ง 3 แสงสี ลงบนฉากสีขาว จะได้ผลของการผสมเป็น “แสงขาว” เมื่อนำแสงสีปฐมภูมิมาผสมกันบนฉากขาวที่ละคู่ ก็จะได้ผลของการผสมแสงสีตามรูป เช่น แสงสีแดง ผสมกับแสงสีเขียว จะได้แสงสีเหลือง ซึ่งเรียกผลที่ได้นี้ว่า “แสงสีทุติยภูมิ” ถ้าใช้ความเข้มของแสงสีนำมาผสมต่างๆกันไป แสงสีผสมที่เกิดขึ้นก็จะเกิดแสงสีที่มีความเข้มหลายระดับ</div><div><br></div><div>รูปการผสมแสงสี</div><div> </div><div>ที่มา: https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7277-2017-06-13-14-42-30</div><div> </div><div> </div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>บทที่3</strong></div><div><strong>อุปกรณ์และวิธีการดำเนินงาน</strong></div><div><strong>วัสดุ/อุปกรณ์</strong></div><div>1.       กะลา                                                          1                                       ใบ</div><div>2.       หลอดไฟ LED                                             1                                       หลอด</div><div>3.       กระดาษแก้ว(เหลือง,ส้ม,เขียวอ่อน)               2-3                                      แผ่น</div><div>4.       กระดาษทราย                                             1-2                                      แผ่น</div><div>5.       สายไฟ</div><div>6.       น็อต,ตะปู</div><div>7.       สว่าน</div><div>8.       ค้อน</div><div>9.       ปลั๊กไฟ</div><div>10.   ลูกหนู</div><div>11.   ไม้ลูกชิ้น<br><br></div><div><strong>วิธีการดำเนินงาน<br></strong><br></div><div>1.       ศึกษาการออกแบบโคมไฟถนอมสายตา</div><div>2.       วางแผนและออกแบบโคมไฟถนอมสายตา</div><div>3.       จัดเตรียมวัสดุ/อุปกรณ์</div><div>4.       ใช้กระดาษทรายขัดกะลาให้เรียบ</div><div>5.       ตัดกระดาษแก้วแต่ละสี</div><div>6.       นำหลอดไฟLEDมาประกอบกับกะลา</div><div>7.       นำขาโคมไฟกับโคมไฟมาประกอบกัน</div><div>8.       นำไปทดลองทีละสีเพื่อหาประสิทธิภาพ<br><br></div><div><strong> </strong></div><div> </div><div><strong>บทที่4</strong></div><div><strong>สรุปผลการดำเนินงาน</strong></div><div><strong><br></strong><br></div><div>ให้ความสว่างน้อยเกินไป                          ให้ความสว่างมากเกินไป                                ให้ความสว่างเพียงพอ</div><div><strong>                                                                                                                        </strong></div><div><strong>ตารางความพึงพอใจ</strong></div><div> | คนที่ | แสงสีส้ม | แสงสีเขียวอ่อน | แสงสีเหลือง | เหตุผล<br> | 1 | <strong> </strong> | <strong> </strong> |  | สว่าง ไม่แสบตา<br> | 2 | <strong> </strong> |  | <strong> </strong> | สวย<br> | 3 | <strong> </strong> | <strong> </strong> |  | สีสวยและไม่ทำให้แสบตา<br> | 4 | <strong> </strong> | <strong> </strong> |  | มองแล้วสบายตา<br> | 5 | <strong> </strong> | <strong> </strong> |  | ดูอบอุ่นและสบายตา<br> | 6 |  | <strong> </strong> | <strong> </strong> | สว่าง สวย<br> | 7 | <strong> </strong> | <strong> </strong> |  | สบายตา<br> | 8 | <strong> </strong> |  | <strong> </strong> | ดูอบอุ่น<br> | 9 | <strong> </strong> | <strong> </strong> |  | มองแล้วสบายตา<br> | 10 | <strong> </strong> | <strong> </strong> |  | สีสวย ไม่แสบตา</div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>บทที่5</strong></div><div><strong>อภิปรายผลการดำเนินงาน</strong></div><div><strong>อภิปรายผลการดำเนินงาน</strong></div><div>      ในการจัดทำแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจของโคมไฟถนอมสายตา จากประชากรอาสาสมัครจำนวน 10 คน พบว่าอาสาสมัครมีความพึงพอใจในแสงสีเหลือง ซึ่งแสงสีเหลืองสามารถช่วยถนอมสายตาได้จริง</div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div><strong>ข้อเสนอแนะ</strong></div><div>1.       ต่อวงจรให้ถูกต้องเพื่อป้องกันการลัดวงจรอาจทำให้อุปกรณ์เสียหายได้</div><div>2.       สามารถใช้สีอื่นๆในการถนอมสายตาได้<br><br></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>กิตติกรรมประกาศ</strong></div><div>      โครงงานวิทยาศาสตร์  เรื่องโคมไฟถนอมสายตา   จัดทำขึ้นเพื่อประดิษฐ์โคมไฟถนอมสายตาสายตาขึ้นเพื่อถนอนสายตาในเวลาอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันโดยได้รับการสนับสนุนจากท่านคุณครู พรพิมล บุญส่ง ครูที่ปรึษา และได้รับความอนุเคราะห์วัสดุอุปกรณ์และเอื้อเฟื้อสถานที่ในการทำโครงงานในครั้งนี้จากคุณครูพงษ์เชรฐ พลแก้ว  คณะครูโรงเรียนบ้านลานไผ่ที่ให้คำแนะนำและขอบคุณเพื่อนๆในชั้นเรียนที่ให้กำลังใจด้วยดีเสมอมา<br> <br>           คณะผู้จัดทำ  ขอขอบพระคุณทุกท่านดังที่ได้กล่าวถึงมาข้างหน้าและที่ไม่ได้กล่าวถึงไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างสูง</div><div>                                                                                                                           คณะผู้จัดทำ</div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div><strong>บทคัดย่อ</strong></div><div>โครงงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา นวัตรกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา โดยมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาและการถนอมสายตา เพื่อศึกษาการพัฒนางานฝีมือ เพื่อให้สามารถประดิษฐ์ชิ้นงาน เป็นการสร้างรายได้และการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของการถนอมสายตา ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อเรื่อง การทำโคมไฟถนอมสายตา ในการทำโครงงานเนื่องมาจากเป็นเรื่องที่ดี มีความสำคัญ เกี่ยวกับผู้ที่ต้องการอ่านหนังสือหรือทำการบ้านในเวลากลางคืน </div><div>              ผู้จัดทำได้ดำเนินการศึกษาโดยสืบหาข้อมูลทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ค้นคว้าจากห้องสมุดศึกษาวิธีการประดิษฐ์ จากบทความต่างๆ ทางสื่อสิ่งพิมพ์ ผู้จัดทำมีความสนใจในการประดิษฐ์โคมไฟถนอมสายตา</div><div>จากการศึกษาในเรื่องการทำโคมไฟถนอมสายตา ทำให้ผู้จัดทำได้มีความรู้ในเรื่องต่างๆได้เป็นอย่างมาก ได้ประสบการณ์จากการทำงาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงงานฉบับนี้จะมีประโยชน์แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก</div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>สารบัญ</strong></div><div>หน้า</div><div>บทที่1 บทนำ                                                            </div><div>1.1ที่มาและความสำคัญ                                                                                                                1                                                                      </div><div>1.2จุดมุ่งหมายของโครงงาน                                                                                                         1</div><div>1.3สมุติฐาน                                                                                                                               1</div><div>1.4ขอบเขตการศึกษาและค้นคว้า                                                                                                    1</div><div>1.5ประโยชน์และคุณค่าของโครงงาน                                                                                             1</div><div>บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง                           </div><div>2.1แสงสว่างและการมองเห็น                                                                                                        2-3</div><div>2.2การถนอมสายตา                                                                                                                     4</div><div>2.3ตาและการมองเห็นสี                                                                                                               5</div><div>2.4สายตาสั้น                                                                                                                              6</div><div>2.5สายตายาว                                                                                                                              7</div><div>2.6การมองเห็นสี                                                                                                                        8-10</div><div>2.7การผสมสารสี                                                                                                                        11-12</div><div>บทที่3 อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการ</div><div>3.1วัสดุอุปกรณ์                                                                                                                           13</div><div>3.2วิธีการดำเนินการ                                                                                                                    13</div><div>บทที่4 สรุปผลการดำเนินงาน</div><div>4.1ตารางความพึงพอใจ                                                                                                                14</div><div>บทที่5 อภิปรายผลการดำเนินงาน</div><div>5.1อภิปรายผลการดำเนินงาน                                                                                                        15</div><div>5.2ข้อเสนอแนะ                                                                                                                          15</div><div>บรรณาณุกรม</div><div>ภาคผนวก</div><div> </div><div>บรรณาณุกรม</div><div> </div><div> </div><div> <a href="https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7277-2017-06-13-14-42-30">https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7277-2017-06-13-14-42-30<br></a><br></div><div><a href="http://sbp2014.blogspot.com/">http://sbp2014.blogspot.com/<br></a><br></div><div> <br><br></div><div> <br><br></div><div> <br><br></div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>ภาคผนวก</strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2019-11-27 08:43:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/boonsongpronphimon/av8g7d2qwuz1/wish/417043251</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
