<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>อารยธรรมอียิปต์ 6/9 by </title>
      <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07</link>
      <description>สิ่งใดบ้างที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอียิปต์</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-08-29 03:27:10 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-10-22 19:42:46 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>เสาโอเบลิสก์ (Obelisk)  (คุณครูอุบลรัตน์ุ  ชำปฏิ)</title>
         <author>ubonrat_24</author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1702312361</link>
         <description><![CDATA[<div>“สิ่งนี้ได้ ‘เดินทาง’ ออกไปจากถิ่นกำเนิดของมัน และกลายเป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ซึ่งได้สร้างมันขึ้นมา” วารสารภาษาอิตาลีชื่ออาร์เชโอ กล่าว. ส่วนใหญ่ สิ่งนี้ได้ออกจากอียิปต์นานแล้วและถูกนำไปยังเมืองต่าง ๆ เช่น อิสตันบูล, ลอนดอน, ปารีส, โรม, และนิวยอร์ก&nbsp; &nbsp; โอเบลิสก์คือเสาหินสี่เหลี่ยมที่มีลักษณะเรียวขึ้น และมียอดแหลมทรงพีระมิด. เสาต้นที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุถึง 4,000 ปี. แม้แต่เสาต้นใหม่ที่สุดก็ยังมีอายุราว ๆ 2,000 ปีแล้ว.&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;โดยทั่วไป โอเบลิสก์ทำจากหินแกรนิตสีแดง ซึ่งชาวอียิปต์โบราณขุดออกมาเป็นแท่งหินใหญ่และนำไปตั้งไว้ที่หน้าสุสานและวิหารต่าง ๆ. โอเบลิสก์บางต้นมีขนาดมหึมา. ต้นที่ใหญ่ที่สุดซึ่งยังคงตั้งอยู่ในปัจจุบันอยู่ที่จัตุรัสแห่งหนึ่งในกรุงโรมมีความสูงถึง 32 เมตรและหนักประมาณ 455 ตัน. โอเบลิสก์ส่วนใหญ่มีอักษรภาพสลักอยู่โดยรอบ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; วัตถุประสงค์ของอนุสาวรีย์เหล่านี้คือเพื่อถวายเกียรติแด่สุริยเทพรา. มีการตั้งโอเบลิสก์ไว้เพื่อขอบคุณเทพเจ้าองค์นี้สำหรับการปกป้องและสำหรับชัยชนะที่ประทานให้แก่กษัตริย์อียิปต์รวมทั้งเพื่อทูลขอความโปรดปราน. เชื่อกันว่ารูปทรงของโอเบลิสก์ได้มาจากรูปทรงของพีระมิด. มันเป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาเพื่อให้ความอบอุ่นและแสงสว่างแก่แผ่นดินโลก<br>&nbsp; &nbsp; เสาโอเบลิสก์ของอียิปต์โบราณที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกทุกวันนี้ มีจำนวน 29 เสา&nbsp; เป็นเสาที่ตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์ปัจจุบันจำนวน 9 เสา ส่วนอีก 20 เสานั้น กระจายกันอยู่ในประเทศต่างๆ คือ ในประเทศอิตาลี 11 เสา (รวมนครรัฐวาติกัน)&nbsp; สหราชอาณาจักร 4 เสา&nbsp; ส่วนในประเทศฝรั่งเศส โปแลนด์ อิสราเอล ตุรกี และ สหรัฐอเมริกา&nbsp; มีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่ประเทศละ 1 เสา<br>&nbsp; &nbsp;ถึงแม้ว่าอาณาจักรอียิปต์จะเสื่อมอำนาจและล่มสลายลง&nbsp; แต่เสาโอบิลิสก์ก็เป็นเครื่องหมายยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอียิปต์โบราณที่ยังเหลือเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันนี้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1315102821/8bcd73046605ef8fe7e2bb8467005381/qdk1k26mpo1TIAENE2V_o.jpg" />
         <pubDate>2021-08-29 03:34:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1702312361</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วิหารลักซอร์ นายศิวัช นิลชาติ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703749405</link>
         <description><![CDATA[<div>วิหารลักซอร์ ตั้งอยู่ที่เมืองลักซอร์ ทางตอนกลางของอียิปต์ สร้างขึ้นโดย ฟาโรห์อเมโนฟิสที่ 3 เพื่อเป็นที่พักผ่อนของเทพเจ้าอะมอนรา (สุริยะเทพ) และครอบครัว คือ เทวีมัต และเทพคอนส์หรือคอนชู ค่ะ ปัจจุบันวิหารลักซอร์ มีอายุรวมประมาณ 3,400 ปีแล้ว และวิหารได้รับการปฏิสังขรณ์สานต่อจากฟาโรห์องค์ต่อมาหลายพระองค์ แต่ที่เด่นที่สุดจนวิหารแห่งนี้ดูสมบูรณ์แบบสวยงามนั้นเป็นฝีมือของฟาโรห์รามเสสที่ 2 นั่นเอง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313013464/07aad6345ca8ee13683fca90b18a92f5/___________________________jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 04:58:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703749405</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไอยคุปต์ (นางสาวธิดารัตน์ คงเจริญ เลขที่25 ม.6/9)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703754936</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>อียิปต์โบราณ</strong> หรือ <strong>ไอยคุปต์</strong> เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา มีพื้นที่ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงปากแม่น้ำไนล์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3150 ปีก่อนคริตศักราช โดยการรวมอำนาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและตอนใต้ ภายใต้ฟาโรห์องค์แรกแห่งอียิปต์ และมีการพัฒนาอารยธรรมเรื่อยมากว่า 5,000 ปี ประวัติของอียิปต์โบราณปรากฏขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือที่รู้จักกันว่า "ราชอาณาจักร" มีการแบ่งยุคสมัยของอียิปต์โบราณเป็นราชอาณาจักร ส่วนมากแบ่งตามราชวงศ์ที่ขึ้นมาปกครอง จนกระทั่งราชอาณาจักรสุดท้าย หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "ราชอาณาจักรกลาง" อารยธรรมอียิปต์อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาที่ยมาก และส่วนมากลดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่อียิปต์ชนพ่ายต่อการทำสงครามจากชาติอื่น ดังเช่นชาวอัสซีเรียและเปอร์เซีย จนกระทั่งเมื่อ 332 ปีก่อนคริสตศักราช ก็เป็นการสิ้นสุดอารยธรรมอียิปต์โบราณลง เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสามารถยึดครองอียิปต์ และจัดอียิปต์เป็นเพียงจังหวัดหนึ่งในจักรวรรดิมาซิโดเนีย<br><br></div><div>อารยธรรมอียิปต์พัฒนาการมาจากสภาพของลุ่มแม่น้ำไนล์ การควบคุมระบบชลประทาน, การควบคุมการผลิตพืชผลทางการเกษตร พร้อมกับพัฒนาอารยธรรมทางสังคม และวัฒนธรรม พื้นที่ของอียิปต์นั้นล้อมรอบด้วยทะเลทรายเสมือนปราการป้องกันการรุกรานจากศัตรูภายนอก นอกจากนี้ยังมีการทำเหมืองแร่ และอียิปต์ยังเป็นชนชาติแรกๆที่มีการพัฒนาการด้วยการเขียน ประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ ,การบริหารอียิปต์เน้นไปทางสิ่งปลูกสร้าง และการเกษตรกรรม พร้อมกันนั้นก็มีการพัฒนาการทางทหารของอียิปต์ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ราชอาณาจักร โดยประชาชนจะให้ความเคารพกษัตริย์หรือฟาโรห์เสมือนหนึ่งเทพเจ้า ฟาโรห์มีอำนาจและโหดร้ายมาก ทำให้การบริหารราชการบ้านเมืองและการควบคุมอำนาจนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br><br><br>นางสาวธิดารัตน์ คงเจริญ เลขที่25<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/951723148/13e6a9e988a99c79a8940c5fd53f4911/94270A30_B353_4631_88AB_2AAC8D9F11EE.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:00:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703754936</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มหาวิหารคาร์นัค (เลขที่ 2)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703755703</link>
         <description><![CDATA[<div>มหาวิหารคาร์นัค เป็นมหาวิหารที่ใหญ่แล้วสวยงามที่สุดในประเทศอียิปต์ เป็นวิหารที่บอกถึงเรื่องราวความเป็นมาและยังคงมีร่องรอยอารยธรรมของอียิปต์ทั้งทางด้านศิลปะโบราณและวัฒนธรรมของชาวอียิปต์ในยุคนั้นที่ได้บอกถึงเรื่องราวผ่านซากปรักหักพังของมหาวิหารแห่งนี้ มหาวิหารคาร์นัคนอกจากจะสวยงามแล้วยังมีความกว้างใหญ่ที่สุดในโลก ที่มหาวิหารแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองมาทางด้านทิศเหนือของวิหารลักซอร์ประมาณ 2.6 กิโลเมตร ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายเทพเจ้าอะมอนรา เช่นเดียวกับวิหารลักซอร์และเพื่อเป็นสถานที่จัดพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อของอียิปต์โบราณ มหาวิหารคาร์นัคสร้างโดยฟาโรห์เซซอสตริสที่ 1 ( SeSostris I ) กษัตริย์องค์ที่ 2แห่งราชวงศ์ที่ 12 ( 1991 B.C. )ซึ่งเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาวิหารของเทพอะมอนรา คือห้องบูชาเทพอะมอนรา และห้องแท่นบูชาเรือศักดิ์สิทธิ์ของเทพอะมอน ( Sacred Barque Sancutary และ Central Court of Amon ) อยู่ด้านหลังกำแพงชั้นที่ 6มีอายุมากที่สุด นับรวมอายุถึงปัจจุบันร่วม 4,000ปี มหาวิหารคาร์นัคประกอบไปด้วยกลุ่มวิหารอาคารต่างๆในพื้นที่ประมาณ 12 ตาราง กิโลเมตร เมื่อนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาทัวร์อียิปต์มาถึงยังมหาวิหารแห่งนี้คุณจะได้พบกับกำแพงหนาทึบสูงใหญ่มาก ประมาณ 1,000ฟุต มหาวิหารแห่งนี้ได้รับการปฏิสังขรณ์และต่อเติมจากฟาโรห์หลายราชวงศ์ตั้งแต่ยุคกลางจนถึงสมัย โรมัน นับเป็นเวลาติดต่อกันถึง 2,000กว่าปี เมื่อนักท่องเที่ยวที่มาทัวร์อียิปต์จะเห็นได้ว่าบริเวณทางเข้าสู่ด้านในของวิหารทำเป็นถนนสฟิงค์รูปแพะหมอบเรียงรายตลอดสองข้าทาง มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพสูงสุดประจำเมืองธีปส์ คือ เทพเจ้าอามอน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313015492/1ce0a030d923e19bcd0101568bfc546f/8f101f57_86ce_4213_a00c_1b8419fc1369.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:01:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703755703</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Bent Pyramid พีระมิดโค้งงอ  ......                                  นายนฤดล สารวุฒิ   เลขที่ 3    </title>
         <author>iceocp756</author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703756119</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%AD&amp;action=edit&amp;redlink=1"><br>พีระมิดหักงอ</a> (Bent Pyramid) หรือบางครั้งเรียกกันสั้นๆ ว่า พีระมิดเบี้ยว สร้างขึ้นโดย ฟาโรห์สนอฟรู (Snofru) หลังจากการก่อสร้างพีระมิดไมดุมประสบความล้มเหลว เดิมมีเป้าหมายจะสร้างให้มีรูปร่างเป็นแบบพีระมิดที่สมบูรณ์ แต่เกิดปัญหาในระหว่างการก่อสร้างเนื่องจากแต่ละด้านของพีระมิดทำมุมชันมากเกินไปคือชันถึง 54 องศาทำให้ต้องเปลี่ยนแบบการก่อสร้างกลางคัน กลายเป็นพีระมิดที่แต่ละด้านหักมุมเปลี่ยนความชันที่ประมาณระหว่างกลางความสูงของพีระมิดเหลือความชัน 43 องศา นับเป็นพีระมิดที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งเนื่องจากรูปร่างที่แปลกตาอย่างเห็นได้ชัดและแสดงถึงความสามารถของผู้สร้างที่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อสร้างที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 4,600 ปีมาแล้ว<br><br></div><div><br>ประสบการณ์จากพีระมิดหักมุมนี้เอง ทำให้การก่อสร้างพีระมิดแห่งต่อมาประสบความสำเร็จ และส่งผลให้มีการสร้าง มหาพีระมิดแห่งกิซ่า ที่กลายเป็นหนึ่งเดียวของ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81">เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก</a> ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/950162859/fae746caea5e76d6c9ea7850727f4458/1024px_Bent_Pyramid__I_love_Naples_.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:01:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703756119</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชาวอียิปต์ไม่ได้ขี่อูฐ แต่ขี่อูฐ!!!!!(รัตนพงศ์ อ่องลาปวรานนท์)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703756858</link>
         <description><![CDATA[<div>อูฐเริ่มเข้ามาในอียิปต์เมื่อประมาณ 900 ปีก่อนคริสตกาลในช่วงสมัยราชวงศ์ที่ 22 และเริ่มมีการใช้อูฐขนส่งสินค้า (เหมือนที่เราเห็นกันในหนัง) ในช่วงที่ชาวเปอร์เซีย และกรีก-โรมันเข้ามาปกครองไอยคุปต์เมื่อประมาณ 500 – 300 ปีก่อนคริสตกาล<br>มีการสันนิษฐานว่าก่อนหน้านั้นอียิปต์ไม่มีอูฐ เหตุผลแรกคือภาษาอียิปต์โบราณไม่มีคำว่า <strong>“อูฐ</strong>” และภาพวาดบนผนังสุสานและวิหารของชาวอียิปต์โบราณไม่มีภาพ “อูฐ”ปรากฎให้เห็น แต่กลับมีหลักฐานภาพวาดที่แสดงให้เห็นว่า<strong>ชาวอียิปต์โบราณในยุครุ่งเรืองของฟาโรห์ใช้ “ลา” ในการขนส่งสินค้า<br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313014796/a3e57eab500a7e083bd0e47aad2b9a20/08010832.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:01:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703756858</guid>
      </item>
      <item>
         <title>The great Pyramid of Giza โดยโยษิตา เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703758268</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>มหาพีระมิดกีซา</strong> หรือ <strong>The Great Pyramid of Giza</strong> อายุกว่า 5,000 ปี ในประเทศอียิปต์ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องความสูง ความใหญ่ การก่อสร้างที่ต้องอาศัยการคำนวนอย่างละเอียดยิบ และปริมาณของคนงานที่จะต้องค่อยๆ ประกอบหินแต่ละก้อนที่หนักเป็นตันๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นอย่างเดียวที่คนในยุคนี้ยังจินตนาการไม่ออกเลยว่า ถ้าได้ไปเห็นกับตาตัวเองตอนนั้นมันคงเป็นมหกรรมการสร้างที่น่าตื่นเต้นสุดๆ ไปเลย ด้วยความน่าทึ่งขนาดนี้จึงทำให้ที่นี่เป็น <a href="https://travel.trueid.net/detail/gy4WBxo6aNA"><strong>1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ</strong></a>ด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/950153390/d0d62cae1db0ddf34a9ad9fd0fd43a93/159FCCF7_F35F_4270_A0DF_5FDD64B3B919.png" />
         <pubDate>2021-08-30 05:02:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703758268</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไคโร (ณัฐวรา 11)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703758408</link>
         <description><![CDATA[<div>เมืองหลวงของอียิปต์ มีฉายา "A City of a Thousand Minarets" เนื่องจากเป็นเมืองที่มีสุเหร่า และหอมินาเรตการะจายตัวอยู่ทั่วทั้งเมือง ภาพโดมที่ปรากฏอยู่เหนืออาคารบ้านเรือน จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองนี้ กรุงไคโรครอบคลุมพื้นที่ทั้งสองฝั่งริมแม่น้ำไนล์ภูมิประเทศประกอบด้วยทะเลทราบ และภูเขาเกือบ 90% ด้วยประชากรที่หนาแน่น และขนาดของเมืองใหญ่ที่สุดในทวีปตะวันออกกลาง และแอฟริกา จึงทำให้ไคโรถูกขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงแห่งโลกอาหรับ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313013263/174a8ec74fd2fed28194c59e4964167b/460B7E54_82E5_4149_BAD3_9256C8030370.webp" />
         <pubDate>2021-08-30 05:02:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703758408</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สฟิง!!  เขมภค บุญช่วยเหลือ 6/9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703758984</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313016918/686512306bf1bb1dfef327445bea9464/640x390_637802_1425553462.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:02:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703758984</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การแพทย์ของอียิปต์ (นางสาววีรยา ฉ่ำฉิม ม.6/9 เลขที่ 17 )</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703759682</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เกิดการเก็บศพ&nbsp; </strong>ในสุสานขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “มัมมี่” หลายพันปีมาแล้ว ชาวอียิปต์โบราณได้คิดค้นวิธีที่จะรักษาสภาพศพให้สมบูรณ์ เพื่อรอคอยการเกิดใหม่ของดวงวิญญาณ การทำมัมมี่จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์นี้คำว่า "มัมมี่" (Mummy) เชื่อกันว่ามาจากคำว่า มัมมียะ (Mummiya) คำในภาษาเปอร์เชียซึ่งหมายถึงร่างของศพที่ถูกทำให้มีสีดำมัมมี่มีส่วนชี้ให้เห็นถึงความสวยงามทางการแพทย์ของอียิปต์โบราณซึ่งแอ็ดวินสมิธเป็นผู้พบข้อความทั้งหมดถูกบันทึกไว้เมื่อประมาณปี 1600 ระบุแสดงความสามารถของแพทย์อียิปต์โบราณด้านการผ่าตัดกระโหลก ผ่าตัดกระดูกสันหลัง การวิจัยและรักษาโรคต่างๆ<br><br></div><div><br></div><div><strong>มัมมี่อียิปต์<br></strong>การทำมัมมี่: มัมมี่ถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ที่4 และมีเรื่อยมาจนถึงค.ศ.641 ชาวอียิปต์เชื่อว่าหลังจากที่มนุษย์ ตายไปแล้วดวงวิญญาณจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมจึงต้องเก็บร่างเอาไว้เพื่อรอรับการเกิดใหม่ในยุค อาณาจักรเก่าเชื่อว่ามีเพียงฟาโรห์เท่านั้นที่จะกลับมาคืน ร่างเดิมแต่ในสมัยต่อมาการทำมัมมี่ได้แพร่หลายสู่ขุนนางและสามัญชนแม้กระทั่งสัตว์ที่เป็นสัญลักณ์ ของเทพเจ้าในการทำมัมมี่ชาวอียิปต์จะเริ่มจากการนำศพของผู้ตายมาทำความสะอาด ล้วงเอาอวัยวะภายในออกโดยการใช้ตะขอที่ทำด้วยสำริดเกี่ยวเอาสมองออกทางโพรงจมูก แล้วใช้มีดที่ทำจากหินเหล็กไฟซึ่งมีความคมมาก กรีดข้างลำตัว เพื่อล้วงเอาตับ ไต กระเพาะอาหาร ปอดและลำไส้ออกจากศพ โดยเหลือหัวใจไว้สาเหตุที่ไม่เอาหัวใจออกจากร่างด้วยเพราะเชื่อกันว่าหัวใจเป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณ อวัยวะภายในเหล่านี้จะถูกแทนที่ด้วยวัสดุประเภทขี้เลื่อย เศษผ้าลินิน โคลน และเครื่องหอม จากนั้นอวัยวะทั้งหมดจะถูกนำไปล้างด้วยไวน์ปาล์ม และนำไปผสมกับเครื่องหอมและทำให้แห้งด้วยสมุนไพรจากนั้น จึงนำไปดองในน้ำยานาตรอนประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนจะนำมาบรรจุลงในภาชนะสี่เหลี่ยม มีฝาปิด ที่รู้จักกันในชื่อของ " โถคาโนปิก(Canopic) " สี่ใบ<br>ส่วนศพจะนำไปชำระล้างใน แม่น้ำไนล์ จากนั้นจะนำไปแช่ในน้ำยานาตรอน(Natron)ซึ่งเป็นสารพวกsodium Carbonate โดยเปลี่ยนน้ำยาทุกสามวันและแช่ประมาณหกสิบวันจนศพแห้งสนิทแล้ว ก็จะถูกนำมาเคลือบด้วยน้ำมันสน จากนั้นจะมีการตกแต่งและพันศพด้วยผ้าลินินสีขาวชุบเรซิน มัมมี่ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วจะถูกนำบรรจุลงในหีบศพ พร้อมกับเครื่องรางของขลังต่างๆ และมัมมี่บางตัวยังมีหน้ากากที่จำลองในหน้าของผู้ตายวางไว้ในหีบศพของมัมมี่อีกด้วย<br>หีบศพและโถคาโนปิกจะถูกนำไปบรรจุในสุสานพร้อมข้าวของเครื่องใช้และสมบัติเพื่อรอการกลับมาของวิญญาณ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313013440/2d24b716267301575b0a183975e58e56/C5BFB808_F735_49D4_AD86_2E7DF3B22C81.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:03:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703759682</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความเจริญทางด้านอุตสาหกรรม (อภิสรา กล้าหาญ เลขที่ 23)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703760030</link>
         <description><![CDATA[<div>อุตสาหกรรม อียิปต์เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมตั้งแต่ประมาณ 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรมมของอียิปต์เติบโตคือ การมีช่างฝีมือและแรงงานจำนวนมาก มีเทคโนโลยีและวิทยาการที่ก้าวหน้า มีวัตถุดิบ และมีการติดต่อค้าขายกับดินแดนอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ดังนั้นอียิปต์จึงสามารถพัฒนาระบบอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก อุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การทำเหมืองแร่ การต่อเรือ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องแก้ว และการทอผ้าลินิน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313013055/79913b9072b351e00986c91bc2bb143f/p_223827.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:03:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703760030</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประติมากรรม เนเฟอร์ติติ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703760167</link>
         <description><![CDATA[<div>ธนิษฐา ภูนาค เลขที่20<br><br>เป็นราชินีของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C">ฟาโรห์</a><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%99">อาเมนโฮเทป ที่ 4</a> แห่ง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C">อียิปต์</a> (ภายหลังได้เปลี่ยนพระนามมาเป็น<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%99&amp;action=edit&amp;redlink=1">อาเคนาเทน</a>) และพระสัสสุของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99">ฟาโรห์ตุตันคามุน</a> กล่าวกันว่าเนเฟอร์ติติอาจเคยขึ้นครองบัลลังก์อียิปต์เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากพระสวามีสิ้นพระชนม์ และก่อนที่ฟาโรห์ตุตันคามุนจะเถลิงศิริราชสมบัติ แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ ชื่อของพระนางอาจแปลได้โดยสังเขปว่า <em>โฉมงามผู้มาสู่</em> และยังพ้องกับคำเรียกเครื่องประดับชนิดหนึ่งที่เป็นลูกปัดทองคำรูปยาวรี ดังที่เราเห็นรูปปั้นของเธอสวมใส่อยู่เสมอ ลูกปัดชนิดนี้เรียกว่า ลูกปัด "เนเฟอร์"<br><br></div><div><br>เนเฟอร์ติติโด่งดังจากรูปปั้นท่อนบน ที่ตอนนี้จัดแสดงอยู่ที่<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B5&amp;action=edit&amp;redlink=1">พิพิธภัณฑ์นอยเอส</a> ในนคร<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99">เบอร์ลิน</a> รูปปั้นดังกล่าวเป็นรูปที่ถูกทำเลียนแบบซ้ำมากที่สุดในบรรดาศิลปวัตถุของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C">ไอยคุปต์</a> สร้างขึ้นโดยประติมากร <a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Djhutmose&amp;action=edit&amp;redlink=1">Djhutmose</a> และถูกค้นพบในห้องทำงานศิลปะของเขา รูปปั้นท่อนบนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังเนื่องจากเป็นตัวอย่างของความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของชาวอียิปต์โบราณเกี่ยวสัดส่วนขององค์ประกอบบนใบหน้า<br><br></div><div><br>พระนางถูกเรียกขานมากมายหลายชื่อ ที่วิหารคาร์นัก มีศิลาจารึกที่ขานพระนางว่าเป็น 'ผู้สืบทอด' 'ที่สุดของผู้เป็นที่โปรดปราน' 'ผู้มีสเน่ห์' 'ผู้แผ่ความสุข' 'ชายาผู้อ่อนหวาน' 'ผู้เป็นที่รัก' 'ผู้ปลอบประโลมหัวใจขององค์ราชาในวัง' 'ผู้มีถ้อยคำอ่อนโยน' 'ชายาแห่งอียิปต์ตอนบนและอียิปต์ตอนล่าง' 'ชายาของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่' 'ผู้ที่กษัตริย์ทรงรัก' 'สตรีแห่งดินแดนทั้งสอง' 'เนเฟอร์ติติ'<br><br></div><div><strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313014359/f3b21c0e6706cee76cf5275ed1e24f70/A8868447_B653_43F1_8E56_68D8A5CBA1ED.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:03:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703760167</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โอเอซิสซีวา นายสถาพร พันธุ์พิริยะ เลขที่ 9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703761481</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div><br>โอเอซิสแห่งนี้อยู่กลางทะเลทรายลิเบีย เป็นชุมชนโอเอซิสขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวเป็นเอกเทศมีผู้คนอาศัยประมาณ 230,00 คน ส่วนใหญ่มีเชื้อสายเบอร์เบอร์ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าในทะเลทรายมาตั้งแต่ครั้งโบราณและมีความสำคัญมากเพราะเป็นแหล่งน้ำพุธรรมชาติ และร่มเงาจากต้นปาล์มสำหรับนักเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางกลางทะเลทราย<br>หลังจากสมัยอาณาจักรโรมันล่มลสายลง โอเอซิสแห่งนี้ก็เริ่มมีบทบาทน้อยลง เพราะระยะหลังๆธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มกลายเป็นรายได้หลักของอียิปต์ทำให้มีการสร้างโรงแรมสไตล์เฉพาะของท้องถิ่นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/950144907/bc828c46c64d91c279c936bd03a04eac/83F60726_A231_415E_895C_AF93199C7C4D.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:03:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703761481</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เที่ยวล่องเรือแม่น้ำไนล์ นางสาวปีวรา บุญประเสริฐ เลขที่13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703763047</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>แม่น้ำไนล์ </strong><br>• แม่น้ำไนล์ แม่น้ำสายหลักแห่งทวีปแอฟริกาและแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก มีความยาว 6,695 กิโลเมตร<br>• แม่น้ำไนล์เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำสายใหญ่ 2 สายคือ แม่น้ำบลูไนล์ (Blue Nile) จากประเทศเอธิโอเปีย และแม่น้ำไวท์ไนล์ (White Nile) จากบริเวณแอฟริกาตะวันออก มารวมตัวกันในประเทศซูดาน จากนั้นไหลผ่านประเทศอียิปต์ และไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316322336/6e2d258cb1c1b477425e9c1eec6036cb/7DF8A3E1_47E4_45DF_B425_77B4231FCFC7.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:04:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703763047</guid>
      </item>
      <item>
         <title> อักษรเฮียโรกลีฟิค(ภัณฑิรา จอมคำสิงห์ เลขที่22)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703765238</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฮโรกลิฟ (อังกฤษ: Hieroglyph) เป็นอักษรภาพอย่างหนึ่งของอียิปต์โบราณ เพิ่งมีการอ่านและแปลความหมายได้อย่างชัดเจนเป็นระบบเมื่อมีการค้นพบหินโรเซตตาในปีพ.ศ.2342 ที่จารึกโดยตัวอักษร 3 แบบ คือ กรีกโบราณดีโมติก และไฮโรกลิฟ การเปรียบเทียบชื่อราชวงศ์ต่าง ๆ โดยใช้ตัวอักษร 3 แบบ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณสามารถอ่านอักษรไฮโรกลิฟ ได้ใน 25 ปีต่อมา&nbsp;</div><div><br></div><div>จุดกำเนิด&nbsp;</div><div><br></div><div><strong>ชาวอียิปต์เชื่อว่าอักษรนี้ประดิษฐ์โดยเทพเจ้</strong>าโทห์ <strong>และเรียกชื่ออักษรว่า mdwt ntr (คำพูดของพระเจ้า) คำว่าไฮโรกลิฟฟิก มาจากภาษากรีก hieros (ศักดิ์สิทธิ์) + glypho (จารึก) คำนี้ใช้เป็นครั้งแรก โดยคลีเมนต์แห่งอเล็กซานเดรีย การเขียนในอียิปต์ที่เก่าที่สุด เริ่มเมื่อราว 2,867 ปีก่อนพุทธศักราช ส่วนอักษร ไฮโรกลิฟฟิกที่ใหม่ที่สุด เป็นประกาศที่กำแพงวิหารในฟิแล (philae) อายุราว พ.ศ. 939 อักษรนี้ใช้กับจารึกอย่างเป็นทางการ ตามกำแพงวิหารและหลุมฝังศพ บางแห่งมีการระบายสีด้วย การเขียนทั่วไป ในชีวิตประจำวันใช้อักษรเฮียราติกหลังจากจักรพรรดิทีออสซิอุสที่1สั่งปิดวิหารของพวกเพเกิน ทั่วจักรวรรดิโรมันในช่วงพ.ศ. 1000 ความรู้เกี่ยวกับอักษรนี้ได้สูญหายไป จนกระทั่งชอง-ฟรองซัว ชองโปเลียงชาวฝรั่งเศสถอดความอักษรนี้ได้&nbsp;</strong></div><div><br></div><div><br></div><div>ลักษณะ&nbsp;</div><div><br></div><div>อักษรไฮโรกลิฟฟิกอาจจะเก่ากว่าอักษรรูปลิ่มของชาวซูเมอร์ทิศทางการเขียนเป็นได้หลายแบบ ทั้งแนวนอน ซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย แนวตั้งจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย การบอกทิศทาง สังเกตจากการหันหน้าของรูปคนหรือสัตว์ ซึ่งจะหันหน้าเข้าหาจุดเริ่มต้นของเส้น อียิปต์ยุคต้นและยุคกลาง (ราว 1,457-1,057 ปีก่อนพุทธศักราช) ใช้สัญลักษณ์ 700 ตัว ในยุคกรีก-โรมัน ใช้สัญญลักษณ์มากกว่า 5,600 ตัว สัญลักษณ์แต่ละตัวบอกทั้งการออกเสียงและความหมาย เช่นสัญลักษณ์ของจระเข้ เป็นรูปจระเข้รวมกับสัญลักษณ์แทนเสียง “msh” เช่นเดียวกับคำว่าแมว “miw” จะใช้รูปแมว รวมกับสัญลักษณ์แทนอักษร m i และ w&nbsp;</div><div><br></div><div>อักษรที่มีลักษณะเช่นเดียวกับอักษรไฮโรกลิฟฟิกของอียิปต์จะเรียกอักษรไฮโรกลิฟฟิกด้วย เช่นอักษรไฮโรกลิฟฟิกของชาวลูเวียและชาวฮิตไตน์&nbsp;</div><div><br></div><div><br>ความเชื่อ&nbsp;</div><div><br></div><div>ชาวอียิปต์มีความชำนาญทางศิลปะหัตถรรม งานช่าง และการทำหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับชีวิตหลังความตายและอักษรภาพหรือภาษาตามความเชื่อที่มีอำนาจและอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตและพิธีกรรม&nbsp;</div><div><br></div><div>ชาวอียิปต์เชื่อว่าตัวอักษรของพวกเขาประดิษฐ์ขึ้นโดยเทพเจ้าธอธ (Thoth) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งภูมิปัญญา และจอความดีชั่วของผู้ตาย และเรียกชื่อตัวอักษรของพวกเขาว่าmdw nTr หรือคำพูดของเทพเจ้า</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313026701/02f73ca9c2deb80cd6d3493f09262e0d/279A5BD7_3BF9_4027_BB57_EDFA185E63D4.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:05:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703765238</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เทพเจ้าอานูบิส ภาณพ มุสิกประภาศรี เลขที่ 4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703766838</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เทพเจ้าอานูบิส (Anubis)</strong> เป็นลูกของ เทพีเนฟธิส (น้องสาวคนเล็กในกลุ่ม และเป็นชายาของเซธ) กับโอซิริส ซึ่งเธอหลงรักมาก่อน แผนเผด็จศึกโอซิริสของเธอคือ แปลงร่างไปเทพีไอซิส เข้าไปลอบมีสัมพันธ์ จนเกิดเป็นอานูบิส มีรูปร่างเป็นคน แต่ส่วนศีรษะเป็นหมาใน ซึ่งเป็นหมาที่หากินในตอนกลางคืน พบมากในแหล่งรวมของคนตาย เช่นสุสาน เป็นต้น มีหน้าที่นำดวงวิญญาณสู่ยมโลก ตามตำนานว่า มีหน้าที่ทำมัมมี่อีกด้วย เมื่อผู้ตายถึงยมโลก ต้องนำหัวใจขึ้นตาชั่ง เทียบกับขนนกของเทพีมาอัต (เทพีแห่งความซื่อตรง) ถ้าเบากว่าก็แสดงว่า คนนั้นเป็นคนดี เทพีไอซิสรักอานูบิสเหมือนลูกแท้ๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313014147/63eb0486ab717f721d2992cd0ddafdc5/anub.png" />
         <pubDate>2021-08-30 05:06:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703766838</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประติมากรรม​ เ​น​เฟอร์​ติติ (น.ส.ท​ร​รษ​นนท์​ วิจิตร​สมบัต​ิ เลขที่​19)​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703768428</link>
         <description><![CDATA[<div> เนเฟอร์ติติ (1370 - 1330 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชินีของฟาโรห์อาเมนโฮเทป ที่ 4 แห่งอียิปต์ (ภายหลังได้เปลี่ยนพระนามมาเป็นอาเคนาเทน) และพระสัสสุของฟาโรห์ตุตันคามุน กล่าวกันว่าเนเฟอร์ติติอาจเคยขึ้นครองบัลลังก์อียิปต์เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากพระสวามีสิ้นพระชนม์ และก่อนที่ฟาโรห์ตุตันคามุนจะเถลิงศิริราชสมบัติ แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ ชื่อของพระนางอาจแปลได้โดยสังเขปว่า โฉมงามผู้มาสู่ และยังพ้องกับคำเรียกเครื่องประดับชนิดหนึ่งที่เป็นลูกปัดทองคำรูปยาวรี ดังที่เราเห็นรูปปั้นของเธอสวมใส่อยู่เสมอ ลูกปัดชนิดนี้เรียกว่า ลูกปัด "เนเฟอร์"​</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/631078518/5dcb0026b327ce4bdff153e244ad18df/Screenshot_20210830_120645.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:07:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703768428</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Pyramid of Djoser(นางสาวภทรวรรณ ภาคสุภาพ )</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703770045</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">พีระมิดโจเซอร์</a> (Djoser's Pyramid) หรือ พีระมิดแห่งซักการา (The Pyramid of Saqqara) นับเป็นพีระมิดแห่งแรกของอียิปต์ ที่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ฟาโรห์โจเซอร์</a> (Djoser หรือ Zoser) แห่งราชวงศ์ที่ 3 เป็นผู้สร้างขึ้น โดยมี <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AE%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9B">อิมโฮเทป</a> (Imhotep) ที่ปรึกษาประจำองค์ฟาโรห์เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ ลักษณะที่สำคัญคือเป็น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">พีระมิดขั้นบันได</a> (Step Pyramid) ซ้อนกันรวม 6 ชั้น เปรียบเสมือนบันไดไปสู่สวรรค์ ส่วนพีระมิดรุ่นหลังที่เป็นแบบมหาพีระมิดที่แต่ละด้านของพีระมิดลาดเอียงลงประมาณ 51 องศามีความชันน้อยกว่าและไม่เป็นขั้นบันได ก็ถือว่าเป็นการลาดของลำแสงดวงอาทิตย์เช่นกัน ในขณะที่พีระมิดยุคต่อมาจะไม่มีลักษณะของขั้นบันไดให้เห็น ก่อนหน้านี้สุสานของฟาโรห์จะสร้างอยู่ใต้ดินโดยปิดทับด้วยสิ่งก่อสร้างที่ไม่สูงมากนักเรียกว่า มัสตาบา (Mastaba)</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313014438/f5661ad0947999d515f521515faa1d81/A4DC4260_26E3_44FC_8B43_688DAA22058C.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:08:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703770045</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความเชื่อเรื่องการบูชาสัตว์ (ณัฐนันท์ รัตนวาร เลขที่10 ม.6/9)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703771670</link>
         <description><![CDATA[<div>ชาวอียิปต์ยังถือว่าสัตว์บางชนิดเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าองค์ต่างๆ ด้วย จึงบูชาสัตว์เหล่านั้น เช่น</div><div>- แมลงสคารับ (scarab) หรือแมงกุดจี่ ถือว่าเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิต&nbsp;</div><div>- เทพอานูบิส (Anubis) มีศีรษะเป็นสุนัข เทพแห่งความตายผู้ช่วยนำทางวิญญาณของคนตายเดินทางไปยังแดนมรณะเพื่อให้เทพโอซิริสตัดสินและทำหน้าที่ปกป้องร่างกายไม่มห้เน่าเปื่อย&nbsp;</div><div>- เทพีเฮเธอร์ (Hathors) ธิดาของเทพเร เป็นเทพแห่งความรัก ความเป็นแม่ ศิลปะและดนตรี มีเขาวัวและดวงอาทิตย์แทรกอยู่ตรงกลางบนศีรษะ บางครั้งแสดงเป็นรูปวัวตัวเมีย รวมทั้งเป็นเทพีแห่งความสุข การเต้นรำ เมื่อมีทารกเกิดใหม่ เทพีเฮเธอร์ทั้งเจ็ดองค์จะปรากฏอยู่ที่ข้างเตียงและตัดสินชีวิตอนาคตให้แก่เด็ก&nbsp;</div><div>- เทพธอธ (Thoth) เป็นนกกระสาหรือลิงบาบูน เป็นเทพแห่งความฉลาด และเป็นเทพผู้ให้แสงสว่างหลังจากที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับพระจันทร์ด้วย</div><div>- เทพทาห์ (Ptah) เทพประจำเมืองเมมฟิส (Memphis) เป็นผู้อุปถัมภ์การช่าง ในนิยายโบราณกล่าวว่าเทพองค์นี้เป็นผู้ให้ชื่อสรรพสิ่งต่างๆ ในโลก และเป็นผู้ทำให้สิ่งนั้นๆ เกิดขึ้นด้วย</div><div>- เทพโซเบค (Sobek) เป็นจระเข้ ได้รับการนับถือตามเมืองที่มีแหล่งน้ำเช่นแถบโอเอซิส</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316324974/b336d85c520dbe84465bed0f12c507e3/DC40BCE0_2E89_4C22_A15D_2DEFFEAB6035.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:08:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703771670</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ของชาวอียิปต์ (ยสินทร ศิลาอาสน์ เลขที่ 8)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703775226</link>
         <description><![CDATA[<div>ป็นผู้วางรากฐานหลักวิชาเลขคณิตและเรขาคณิต รู้จักการบวก ลบ หาร แต่ยังไม่รู้จักวิธีคูณ โดยเฉพาะด้านเรขาคณิตอียิปต์โบราณเจริญมาก กล่าวคือ สามารถคำนวณหาพื้นที่ของสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมคางหมูและวงกลมได้ ตลอดจนชำนาญในการวัดที่ดิน ความสามารถในด้านคณิตศาสตร์มีส่วนช่วยอย่างมากในงานสถาปัตยกรรม รู้จักคำนวณหาปริมาตรของปิรามิด ค้นพบเลขระบบทศนิยม ค้นพบว่า ¶ ( Pie) มีค่าเท่ากับ 3.16 (ต่างจากปัจจุบันที่เป็น 3.14) </div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.gypzyworld.com/uploads/img_ckfinder/articleimages/3(55).gif" />
         <pubDate>2021-08-30 05:10:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703775226</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เรือโซล่าร์ (Solar Boat)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703780254</link>
         <description><![CDATA[<div>ธนิษฐา ภูนาค เลขที่20<br>อีกสิ่งหนึ่งที่น้อยคนนักจะนึกถึงและรู้จักเกี่ยวกับประวัติของอิยิปต์โบราณก็คือในเรื่องของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากมหาพีระมิดต่าง ๆ แล้ว ข้อมูลอันล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบกันนั้นก็คือ "เรือโซล่าร์" (Solar Boat) หรือเรือแห่งแสงอาทิตย์ที่เชื่อกันว่า จะเป็นพาหนะที่นำพาวิญญาณขององค์กษัตริย์ไปหาเทพเจ้าแห่งแสงอาทิตย์บนสวรรค์ได้ เรือโซล่าร์นี้สร้างขึ้นจากไม้มากกว่า 1,200 ชิ้น สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตกาล และอาจจะเป็นเพียงเครื่องบูชาพระศพในสุสาน ไม่ได้นำไปใช้ล่องในแม่น้ำจริง ๆ แต่อย่างใด<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313014359/307fa0bfa78b361df9360dcf8b74d6f3/9323D06C_C6DC_4076_81CC_D97437A2AB94.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:13:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703780254</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พีระมิดแห่งเมมฟิสและสุสาน (น.ส.ธัญรดา เชื้อประทุม เลขที่21)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703793113</link>
         <description><![CDATA[<div>พีระมิดแห่งเมมฟิสและสุสานโบราณ หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงอารยธรรมอียิปต์โบราณที่ชัดเจนที่สุด คือหนึ่งในแหล่งมรดกโลกของประเทศอียิปต์ ประกอบด้วย เมมฟิส เมืองหลวงเก่าของอียิปต์โบราณและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในบริเวณกีซา ซัคคารา และดาห์ชูร์ที่ส่วนมากสร้างในช่วงราชวงศ์ที่สามถึงหกของยุคราชอาณาจักรเก่า&nbsp;<br><br>มหาสุสานกิซา (อาหรับ: أهرامات الجيزة‎,"พีรามิดแห่งกิซา") เป็นโบราณสถานในเขตชานเมืองของกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ มหาสุสานโบราณที่ซับซ้อน ซึ่งรวมถึงพีระมิดขนาดเล็ก พีรามิดนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นที่ประติมากรรมยิ่งใหญ่ของชาวอียิปต์ สฟิงซ์ขนาดใหญ่ที่รู้จักกันว่าเป็นสุสานที่ยิ่งใหญ่ สุสานที่สร้างขึ้นจากคนงานโดยใช้กลวิธีที่ซับซ้อน มันตั้งอยู่ลึก 9 กิโลเมตร (5 ไมล์) เข้าไปในทะเลทรายจากเขตเมืองเก่าของกิซ่าบนแม่น้ำไนล์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองไคโรประมาณ 25 กิโลเมตร (15 ไมล์) พีรามิดนี้มีประวัติศาสตร์ปรากฏอยู่ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ของอียิปต์โบราณ ที่มี่ถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ มันคือของสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณแห่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้ที่นี่เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313019072/54cdacf469e8eac069a95c617d8cbfa0/300px_All_Gizah_Pyramids.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:19:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703793113</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มัมมี่ พิมพ์เพชร เลขที่๑๔</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703800572</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>มัมมี่</strong> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Mummy) คือศพที่ดองหรือแช่ในน้ำยาพิเศษใน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C">ประเทศอียิปต์</a>พันทั่วทั้งร่างกายด้วยผ้าลินินสีขาว เพื่อเป็นการรักษาสภาพของศพเพื่อรอการกลับคืนร่างของวิญญาณผู้ตาย ตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ คำว่า "มัมมี่" มาจากคำว่า "มัมมียะ" <em>(Mummiya)</em> ซึ่งเป็นคำในภาษา<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2">เปอร์เซีย</a> มีความหมายถึงร่างของซากศพที่ถูกดองจนกลายเป็นสีดำ โดยชาวอียิปต์โบราณจะทำมัมมี่ของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C">ฟาโรห์</a>และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ และนำไปฝังในลักษณะแนวนอนภายใต้พื้นแผ่นทรายของอียิปต์ อาศัยแรงลมที่พัดผ่านในแถบทะเลทรายอาระเบียและทะเลทรายในพื้นที่รอบบริเวณของอียิปต์ เพื่อป้องกันการเน่าเปื่อยของซากศพที่อาบด้วยน้ำยา<br><br></div><div><br>ในอียิปต์โบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตหลังความตาย เกี่ยวกับการหวนกลับคืนร่างของวิญญาณ โดยมีความเชื่อว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่างไปชั่วระยะเวลาหนึ่งจะหวนกลับคืนสู่ร่างเดิมของผู้เป็นเจ้าของ จึงต้องมีการถนอมและรักษาสภาพของร่างเดิม โดยการแช่และดองด้วยน้ำยาบีทูมิน ซึ่งจะช่วยรักษาและป้องกันไม่ให้ซากศพเน่าเปื่อยผุผังไปตามกาลเวล<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/586012915/c88bc96cf9988193ef8669c472b86157/503A1F26_45F5_4AF1_BDDE_8571EAC5B6B5.webp" />
         <pubDate>2021-08-30 05:22:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703800572</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูเขาซีนาย (ธนัฐดา 12)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703806091</link>
         <description><![CDATA[<div>ภูเขาซีนาย (Mount Sinai) หรือที่เรียกว่า ภูเขาแห่งโมเสส มีความสูง 2,285 เมตร หรือประมาณ 7,497 ฟุตภูเขาแห่งนี้มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับทางศาสนา&nbsp; เพราะมีการปรากฏชื่อภูเขาแห่งนี้ครั้งแรกในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่เดิมภูเขาแห่งนี้ชื่อว่า "โฮเรบ" สถานที่ที่พระผู้เป็นเจ้าปรากฏให้โมเสสเห็นเป็นครั้งแรกโดยมาให้เห็นในลักษณะไฟลุกบนต้นไม้แต่ว่าไม่ไหม้ และได้ตรัสกับโมเสสว่า ให้ปลดปล่อยชาวอิสราเอลที่เป็นทาสอยู่ในอียิปต์ ต่อมาเมื่อโมเสสสามารถปลดปล่อยชาวอิสราเอลได้แล้ว พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกให้ไปเข้าเฝ้าเป็นเวลาสี่สิบวันสี่สิบคืนด้วยกัน บนภูเขาซีนาย ได้ประทานบัญญัติ 10 ประการ หรือ คำสอนข้อปฏิบัติตามคัมภีร์ฮีบรู แก่โมเสสครั้งแรก ณ ภูเขาแห่งนี้&nbsp; ซึ่งมีความสำคัญกับชาวอิสราเอลมากๆ ทำให้ภูเขาแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่สำคัญทางศาสนาไปโดยปริยาย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316330149/571f111d9f720ff99bb5516486a28d46/9B2A34F1_F310_4EEF_808C_216FD59D315B.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:25:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703806091</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความเจริญทางด้านเกษตรกรรม   (ดลพรรธน์ เพ่งจินดา เลขที่24)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703835943</link>
         <description><![CDATA[<div>เกษตรกรรม เป็น รากฐานทางเศรษฐกิจของจักรวรรดิอียิปต์ ประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่อาศัยน้ำจากแม่น้ำไนล์ในการเพาะปลูก ทำให้มีการคิดค้นระบบชลประทน ทำคลองส่งน้ำจากแม่น้ำไนล์เข้าไปยังพื้นที่ที่ห่างจากฝั่ง ระบบชลประทานจึงเป็นเทคโนโลยีสำคัยที่ช่วยให้เกษตรกรอียิปต์ดำเนินการเพาะ ปลูกพืชสำหรับบริโภคภายในจักรวรรดิและพืชเศรษฐกิจอื่นๆได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานไปแสวงหาดินแดนที่อุดมสมบูรณ์มากกว่า อนึ่ง ผลิตผลทางเกษตรที่สำคัญของชาวอียิปต์ ได้แก่ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ผัก ผลไม้ ปอ และฝ้าย</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313012691/aa8533086309c2023810f19e370735fd/01A5125C_8634_40EA_AD7F_9AE048FDD144.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:41:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703835943</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ซับตี  นายภูมิพิชญ์  ยุทธศักดิ์ เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703978689</link>
         <description><![CDATA[<div>ซับตี ตุ๊กตารับใช้<br>&nbsp; ซับตีมีความหมายว่า ผู้ขานรับ เป็นหุ่นจำลองที่ทำจากดินเหนียว ขี้ผึ้ง ไม้แกะสลัก พันด้วยผ้าลินิน (สมัยอาณาจักรใหม่ทำจากโลหะหรือหิน) สูงไม่เกิน 30 เซนติเมตร มือทั้งสองข้างไขว้กันอยู่ที่หน้าอก และถืออุปกรณ์ทำงานในมือ ส่วนลำตัวแกะสลักคำสวดที่มีความหมายว่า หากนายเรียกใช้ ข้าพเจ้าจะขานรับบัญชา<br>&nbsp; สาเหตุที่ใส่ซับตีลงในโลงของผู้ตายก็เพื่อให้เป็นข้ารับใช้คอยทำงานให้ในโลกหน้า เพราะญาติพี่น้องไม่อยากให้ผู้ตายต้องไปตกระกำลำบากในโลกหลังความตาย ประกอบกับความเชื่อที่ว่า คนตายสามารถนำทุกอย่างติดตัวไปในโลกหน้าได้ด้วย<br>&nbsp; ประเพณีการใส่ซับตีลงในโลงเริ่มจากผู้เป็นกษัตริย์ก่อน เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่ทแพร่หลายไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งชนชั้นกลางและตํ่าก็มีซับตี</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316466948/35cff757d91a610c5599cdb3a795578f/USER_SCOPED_TEMP_DATA_orca_image_1630306805496_6838002355524532246.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 07:02:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1703978689</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกษตรกรรม (สุดารัตน์ เลขที่18)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1717584055</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>พาณิชยกรรม</strong> จักรวรรดิอียิปต์ติดต่อค้าขายกับดินแดนอื่นๆ ตั้งแต่ประมาณ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ดินแดนที่ติดต่อค้าขายเป็นประจำ ได้แก่ เกาะครีต (Crete) และ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดินแดนเมโสโปเตเมีย โดยเฉพาะฟีนิเชีย ปาเลสไตน์ และซีเรีย สินค้าส่งออกที่สำคัญของอียิปต์คือ ทองคำ ข้าวสาลี และผ้าลินิน ส่วนสินค้าที่นำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ แร่เงิน งาช้าง&nbsp; &nbsp; &nbsp;และไม้ซุง</div><div><strong>อุตสาหกรรม </strong>อียิปต์เริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมตั้งแต่ประมาณ 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมของอียิปต์เติบโตคือ การมีช่างฝีมือและแรงงาน&nbsp; จำนวนมาก มีเทคโนโลยีและวิทยาการที่ก้าวหน้า มีวัตถุดิบ และมีการติดต่อค้าขายกับดินแดนอื่นๆ อย่างกว้างขวาง ดังนั้นอียิปต์จึงสามารถพัฒนาระบบอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้า&nbsp; &nbsp; ได้จำนวนมาก อุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การทำเหมืองแร่ การต่อเรือ การทำเครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องแก้ว และการทอผ้าลินิน</div><div><strong>ความรุ่งเรืองมั่งคั่ง</strong> ทำให้จักรวรรดิอียิปต์สามารถสั่งสมและหล่อหลอมอารยธรรมของตนให้เจริญก้าว หน้าต่อเนื่องมายาวนาน ดินแดนอียิปต์จึงเป็นที่หมายปองของ&nbsp; ประเทศเพื่อนบ้านที่พยายามขยายอิทธิพล เข้าครอบครองดินแดนแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม แม้จักรวรรดิอียิปต์เสื่อมสลายไปในช่วงก่อนคริสต์ศักราชแล้ง แต่อารยธรรมอียิปต์มิได้&nbsp; &nbsp; &nbsp;เสื่อมสลายไปด้วย หากกลายเป็นมรดกตกทอดที่ชนรุ่นหลังนำมาพัฒนาเป็นอารยธรรมของมนุษยชาติในปัจจุบัน</div><div><strong><br><br><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/950174080/d129d185d8a6c7a51a7866f1ceab1c04/22B7D6C8_4E5A_41FF_ACA7_9AA8497539B0.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-05 16:01:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/aq524yiiw76f7e07/wish/1717584055</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
