<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>Group 2D by Kamonrat Nukhai</title>
      <link>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot</link>
      <description>สร้างขึ้นด้วยคนสวย</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-02-09 10:07:04 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2022-02-20 11:03:44 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>                                           WTO</title>
         <author>supanneekh</author>
         <link>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037575405</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>องค์การการค้าโลก (World Trade Organization</strong>: <strong>WTO)</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>กำเนิด WTO</strong><br> องค์การการค้าโลก เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีพัฒนาการมาจากการทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าหรือ แกตต์(General Agreement on Tariffs and Trade: GATT) เมื่อปี พ.ศ. 2490&nbsp; ซึ่งขณะนั้น ยังไม่มีสถานะเป็นสถาบันจนกระทั่งการเจรจาการค้ารอบอุรุกวัยสิ้นสุดลง และผลการเจรจาส่วนหนึ่งคือ การก่อตั้ง WTO ขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 มีสมาชิกเริ่มแรก 81 ประเทศ และมีที่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก WTO เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2538 เป็นสมาชิกลำดับที่ 59 มีสถานะเป็นสมาชิกก่อตั้ง ขณะนี้ มีประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก WTO ที่สำคัญ เช่น รัสเซีย ลาว มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก WTO ด้วยกันคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 90 ของการค้าโลก และการขยายตัวของจำนวนสมาชิกจะมีผลให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกขยายตัว เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบัน (เดือนสิหาคม 2550) WTO มีสมาชิกอย่างเป็นทางการทั้งสิ้น 151 ประเทศ สมาชิกล่าสุดประกอบด้วย เนปาล กัมพูชา ซาอุดิอารเบีย และตองกา ซึ่งภาคยานุวัติ การเข้าเป็นสมาชิก เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 และได้เป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>วัตถุประสงค์</strong><br> WTO มีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง<br>เพื่อเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป (progressive<br>liberalization) ตามความพร้อมของประเทศสมาชิกและระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก กฎกติกาต่างๆ ของ WTO ได้กำหนดให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา (Special and Differential Treatment: S&amp;D) เพื่อให้สามารถเข้าร่วมในระบบการค้าพหุภาคีได้<br>WTO จึงเป็นองค์กรที่ไม่หยุดนิ่งจะมีการเจรจาเพื่อพัฒนาและสร้างกฎกติกาใหม่ๆเพื่อให้สามารถรองรับกับวิวัฒนาการของการค้าระหว่างประเทศและรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง<br>&nbsp; &nbsp;   การเป็นสมาชิกของ WTO ทำให้ประเทศสมาชิกมีสิทธิและพันธกรณี (Rights and Obligations) ที่จะต้องปฏิบัติตามภายใต้ความตกลงต่างๆ ของ WTO กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศของWTO นอกจากช่วยส่งเสริมให้การแข่งขันทางการค้าเป็นธรรมแล้วยังสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้ง ผู้ค้าและผู้ลงทุนผู้ผลิตและส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>หน้าที่ของ WTO</strong><br> 1. บริหารความตกลงและบันทึกความเข้าใจที่เป็นผลจากการเจรจาในกรอบของ GATT/WTO รวม 28 ฉบับ โดยผ่านคณะมนตรี (Council) และคณะกรรมการ(Committee) ต่างๆ ตลอดจนดูแลให้มีการปฏิบัติตามพันธกรณี<br> 2. เป็นเวทีเพื่อเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสมาชิกทั้งในรูปของมาตรการภาษีศุลกากรและมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร<br> 3. เป็นเวทีสำหรับแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างสมาชิก และหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะมีการจัดตั้งคณะผู้พิจารณา(Panel) ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ข้อเสนอแนะรวมทั้งมีกลไกยุติข้อพิพาทด้วย<br> 4. ติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ<br>และจัดให้มีการทบทวนนโยบายการค้าของสมาชิกอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นการตรวจสอบให้เป็นไปในแนวทางการค้า เสรี<br> 5. ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านข้อมูลข้อแนะนำเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างเพียงพอตลอดจนทำการศึกษา<br>ประเด็นการค้าที่สำคัญๆ<br> 6. ประสานงานกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)และธนาคารโลกเพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจโลกสอดคล้องกันยิ่งขึ้น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1572277499/9d9505883f144ded7fb36e8c63fc80fa/featured.jpg" />
         <pubDate>2022-02-09 10:25:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037575405</guid>
      </item>
      <item>
         <title>UNCTAD</title>
         <author>supanneekh</author>
         <link>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037585313</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) The United Nations Conference on Trade and Development (UNCTAD) </strong>จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1964 (พ.ศ. 2507) เป็นองค์กรสังกัดองค์การสหประชาชาติ ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานขององค์การสหประชาชาติเพื่อสร้างความเจริญทางการค้าและการพัฒนา สนับสนุนการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในสาขาการลงทุน การเงิน เทคโนโลยี การพัฒนาองค์กรธุรกิจ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (sustainable development) <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;UNCTAD ส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนาร่วมกันสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ สามารถยกระดับความเจริญและการพัฒนาให้ทันกับภาวะเศรษฐกิจโลกในกระแสโลกาภิวัฒน์ UNCTAD มีการดำเนินงานที่ก้าวหน้าเป็นสถาบันวิชาการ (an authoritative knowledge-based institution) ให้บริการประสานการหารือเกี่ยวกับนโยบายและแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนา รวมทั้งเน้นการประสานให้นโยบายภายในประเทศ (domestic policies)กับการดำเนินงานระหว่างประเทศ (international action) สอดคล้องส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>UNCTAD ปฏิบัติงานตามแนวทางสำคัญ 3 ประการ (three key functions) คือ</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.&nbsp; ทำหน้าที่เป็นเวทีการหารือระหว่างรัฐบาลต่างๆ (forum for intergovernmental deliberations) ผ่านการหารือของผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเน้นการสร้างความเห็นชอบร่วมกัน(consensus building)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ดำเนินงานวิจัย วิเคราะห์นโยบาย และรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการหารือระหว่างผู้แทนหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. จัดให้มีความช่วยเหลือทางวิชาการ (technical assistance) ที่ได้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศกำลังพัฒนาแล้ว โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความต้องการของประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (the least developed countries: LDCs) และประเทศที่มีการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจ (economies in transition) ทั้งนี้ UNCTAD จะร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ และประเทศผู้บริจาคเพื่อให้ความช่วยเหลือทางวิชาการกับประเทศกำลังพัฒนาตามความเหมาะสม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>&nbsp; ภารกิจหลักของ UNCTAD</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.&nbsp; เป็นเวทีหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างประเทศสมาชิกอย่างอิสระ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ระหว่างประเทศและเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ผ่านความร่วมมือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การเจรจา การมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน และการสร้างฉันทามติ ในประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายการค้าและการพัฒนา</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.&nbsp; เป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและวิเคราะห์ระบบ/แนวนโยบายเศรษฐกิจในระดับมหภาคของโลกและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างประเทศสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา ในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้&nbsp; 2.1 การค้าระหว่างประเทศ 2.2 การลงทุน 2.3 โลกาภิวัตน์และการพัฒนา 2.4 โครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการประสิทธิภาพทางการค้าและการคมนาคมขนส่ง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 2.5 ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ประเทศที่ไม่ทางออกสู่ทะเลและประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. สนับสนุนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างประเทศสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเจรจาการค้า การเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจภาคบริการให้กับประเทศกำลังพัฒนา ช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ เสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศ และพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม&nbsp; &nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1572277499/cbd2f22fff7378f3716ec2d9171a9bbf/_UNCTAD_.jpg" />
         <pubDate>2022-02-09 10:31:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037585313</guid>
      </item>
      <item>
         <title>OECD</title>
         <author>sorawann</author>
         <link>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037596214</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ</strong> (Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) เป็นองค์กรระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และยอมรับระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจการค้าเสรีในการร่วมกันและพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปและโลก แต่เดิมองค์กรนี้ได้ถูกก่อตั้งขึ้นในนามองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจของยุโรป OEEC ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ.1948 (พ.ศ. 2491) ในช่วงสมัยสงครามเย็น วัตถุประสงค์คือเพื่อร่วมมือกันฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจของประเทศยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กลับคืนมาและคงไว้อย่างมั่นคงตามแนวทางเศรษฐกิจทุนนิยมโดยแผนการมาร์แชลล์ สัญญาในการก่อตั้งองค์การนี้ได้มีการลงนามกัน ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ.1948</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากจะเป็นการฟื้นฟูยุโรปแล้วยังเป็นการต่อต้านหยุดยั้งไม่ให้อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตมาเผยแพร่ที่ยุโรปตะวันตกและยังเป็นการโน้มน้าวให้ยุโรปตะวันออกที่เป็นประเทศบริวารให้เห็นด้วยและเข้าร่วม แต่ในขณะเดียวกัน สหภาพโซเวียตภายใต้การนำของโจเซฟ สตาลินได้หวาดระแวงแผนการมาร์แชลล์ โดยมองว่า เป็นแผนการร้ายของสหรัฐฯที่จะขยายอิทธิพลและเผยแพร่ลัทธิระบอบประชาธิปไตยและเศรษฐกิจทุนนิยมเข้าสู่ยุโรปตะวันออกจึงทำการบีบบังคับประเทศบริวารในยุโรปตะวันออกให้ปฏิเสธแผนการดังกล่าวและได้เสนอแผนการโมโลตอฟ (Molotov Plan)ในการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวทางเศรษฐกิจของคอมมิวนิสต์ขึ้นมาแทนเพื่อเป็นการโต้ตอบแผนการมาร์แชล พร้อมก่อตั้งสภาเพื่อความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางเศรษฐกิจหรือคอมิคอน (Council for Mutual Economic Assistance, Comecon) เพื่อเป็นการคานอำนาจจากองค์กรโออีอีซีเช่นเดียวกับสนธิสัญญาวอร์ซอต่อต้านองค์กรนาโต (แต่จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1991 คอมิคอนก็ได้ถูกยกเลิกไปพร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต)</div><div>ต่อมาในช่วงหลังสงครามเย็นก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อใหม่จากองค์กรโออีอีซีมาเป็นโออีซีดี และมีการลงนามกันใหม่อีกครั้ง ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1960 โดยมีอดีตประเทศสมาชิกจำนวน 18 ประเทศ(แคว้นอิสระของตรีเยสเตได้ล่มสลายไปเมื่อปีค.ศ.1975และรวมผนวกกับอิตาลี)และมีเพิ่มขึ้นมาอีก 2 ประเทศ เป็นผู้ลงนาม ได้แก่ แคนาดาและสเปนรวมเป็น 20 ประเทศ สัญญาดังกล่าวได้มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1961 และมีประเทศที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมองค์การคือประเทศ รัสเซีย ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ มีองค์การสำคัญในองค์การโออีซีดีคือคณะมนตรี ( Council ) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมดโดยมีคณะกรรมการบริหารรวมทั้งเลขาธิการ สำนักงานใหญ่ขององค์การตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส<br><br><strong>วัตถุประสงค์</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นเวทีการเจรจาเพื่อการพัฒนากลั่นกรองนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิก รวมทั้งประสานงานและช่วยเหลือประเทศสมาชิกและไม่ใช่สมาชิกในการจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ บนพื้นฐานของการศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบและเป็นกลาง เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปร่วมระดับนโยบายในลักษณะ guidelines for best practices และการปรับเปลี่ยนนโยบายภายในประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกับ guidelines เหล่านั้น<br><br><strong>ภารกิจหลัก</strong>&nbsp;<br>            การจัดทำนโยบายที่เน้นการช่วยเหลือรัฐสมาชิกให้บรรลุถึงการเจริญเติบโต การจ้างงาน และยกระดับความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ภายใต้เงื่อนไขของการคลังที่มีเสถียรภาพ ผ่านการค้าบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1572277499/575bafde5330546bae6672b7f49cd472/288.jpg" />
         <pubDate>2022-02-09 10:39:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037596214</guid>
      </item>
      <item>
         <title>BRICS</title>
         <author>sorawann</author>
         <link>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037642690</link>
         <description><![CDATA[<div>คําว่า BRIC เป็นอักษรย่อใช้เรียกกลุ่มประเทศกําลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว (Emerging Market) ประกอบด้วยประเทศ บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) และจีน (China) โดยคําศัพท์นี้ถูกบัญญัติขึ้นโดย นายจิม โอนีลล์ (Mr. Jim O’Neil) หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจโลกจากโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ซึ่งคําว่า BRIC ใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการย้ายอํานาจเศรษฐกิจโลกจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง G7 มาสู่กลุ่มประเทศกําลังพัฒนา โดยที่ประเทศทั้งสี่ข้างต้นมีพื้นที่รวมกันมากกว่าหนึ่งในสี่ของโลกและมีจํานวนประชากรรวมกันมากกว่าร้อยละ 43 ของประชากรโลก มีสัดส่วนใน GDP โลกประมาณหนึ่งในสี่ของทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 13.7 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมกันถึง 4.4 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ และในปี 2555 กลุ่มประเทศ BRICS มีสัดส่วนในการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (FDI) คิดร้อยละ 11 ของโลก และมีสัดส่วนในการค้าโลกถึงร้อยละ 17</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;แม้ว่ากลุ่ม BRICS ไม่ได้มีแนวทางที่ชัดเจนที่จะรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจหรือสมาคมการค้าอย่างเป็นทางการเหมือนสหภาพยุโรป (EU) แต่มีข้อบ่งชี้บางอย่างว่า กลุ่ม BRIC พยายามที่จะสร้างสมาคมหรือพันธมิตรทางการเมืองรวมถึงเปลี่ยนอํานาจทางเศรษฐกิจที่กําลังเติบโตให้เป็นอํานาจการเมืองระดับภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันประเทศแอฟริกาใต้ก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRIC อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553 โดยเปลี่ยนชื่อกลุ่มใหม่เป็น BRICS ซึ่งอักษรย่อ "S” ที่เพิ่มต่อท้ายเข้ามาหมายถึง South Africa หรือประเทศแอฟริกาใต้<br><br><strong>วัตถุประสงค์</strong><br>สำหรับการจัดตั้งธนาคารของกลุ่ม BRICS นั้น ก็เพื่อเป็นเงินทุนให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย รวมถึงประเทศสมาชิกได้กู้ยืมไปใช้ ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศ และยังนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้ กลุ่ม BRICS ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟว่า ให้สิทธิ์ประเทศกำลังพัฒนาน้อยจนเกินไป ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1572277499/057d768f6ed836cf3368223f609f5415/28.jpg" />
         <pubDate>2022-02-09 11:10:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037642690</guid>
      </item>
      <item>
         <title>G7</title>
         <author>kanittak</author>
         <link>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037688663</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>G7</strong> ขั้วมหาอำนาจโลก ที่กำลัง แลกหมัดกับจีน /โดย ลงทุนแมน</div><div>1,228 ล้านล้านบาท คือ GDP ในปีที่ผ่านมา ของ 7 ประเทศ ในกลุ่ม G7 รวมกัน</div><div>2,620 ล้านล้านบาท คือ GDP ในปีที่ผ่านมา ของทุกประเทศในโลกรวมกัน</div><div>เท่ากับว่าขนาดเศรษฐกิจของเพียงแค่ 7 ประเทศในกลุ่มนี้ คิดเป็น “เกือบครึ่ง” ของขนาดเศรษฐกิจโลกในปีที่ผ่านมาทั้ง ๆ ที่มีประชากรรวมกันแค่ประมาณ 773 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของประชากรโลกเท่านั้น</div><div><strong>กลุ่ม G7</strong> มีประเทศแคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา นี่คือรายชื่อ 7 ประเทศ ที่รวมตัวกันเป็น “Group of Seven” หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า กลุ่ม G7 ซึ่งถ้าเราลองไปเปิดดูตัวเลข GDP ของแต่ละประเทศ ทั้ง 7 รายชื่อนี้ จะอยู่ใน Top 10 ของประเทศที่ GDP มากสุดในโลก และถ้าเอา GDP ของ 7 ประเทศมาบวกรวมกันก็จะคิดเป็น 47% ของขนาเศรษฐกิจโลก นอกจากจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กันทุกประเทศแล้วรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรในประเทศเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่อยู่แนวหน้าของโลกทั้งสิ้น ก็คือสมาคมประเทศร่ำรวย อย่างแท้จริง..<br>จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่มนี้อย่างเป็นทางการ ต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 1973 ช่วงนั้นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น นั่นคือ วิกฤติการณ์น้ำมัน หรือ “Oil Shock”</div><div><strong>สรุปเหตุการณ์แบบคร่าว ๆ</strong> ก็คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ไปมีปัญหากับกลุ่ม OPEC ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ปัญหาที่ว่าก็คือ 4 ประเทศนี้ ไปสนับสนุนอิสราเอล ที่กำลังทำสงครามกับกลุ่มชาติอาหรับ ที่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC พอเรื่องเป็นแบบนี้ กลุ่ม OPEC จึงระงับการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล ทำให้ประเทศเหล่านี้เจอวิกฤติขาดแคลนน้ำมัน และราคาน้ำมันพุ่งสูงหลายเท่าตัวในช่วงเวลาไม่นาน ซึ่งทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศ ไปจนถึงระดับทวีป และระดับโลก เป็นปัญหาลูกโซ่ตามมา ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เริ่มลุกลามเป็นวงกว้างไปในระดับโลก ทำให้ 6 ประเทศมหาอำนาจในตอนนั้นซึ่งประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี (สมัยนั้นยังเป็น เยอรมนีตะวันตก), ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น และอิตาลี จัดการประชุมร่วมกันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในปี 1975</div><div>เพื่อหาทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปข้างหน้าและตกลงกันว่า “เราจะมาร่วมหารือกันแบบนี้ทุก ๆ ปีต่อจากนี้” อีกหนึ่งปีต่อมา มีอีกชาติมหาอำนาจเข้าร่วมกลุ่ม นั่นก็คือ แคนาดา เป็นอันสรุปว่า Group of Seven หรือ G7 ครบองค์ประชุมตั้งแต่ปี 1976&nbsp;</div><div>โดยสมาชิกในกลุ่มก็มีข้อตกลงร่วมกันในหลายเรื่อง อย่างเช่น</div><div>- ตกลงจะร่วมกันมอบวัคซีนอย่างน้อย 1,000 ล้านโดส ให้ประเทศรายได้ต่ำที่ต้องการวัคซีนเร่งด่วน</div><div>- เริ่มต้นผลักดันประเทศในกลุ่มและนอกกลุ่ม ให้มีการเก็บภาษีขั้นต่ำ 15% กับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เพื่อยุติปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีผ่านการนำบริษัทไปจดทะเบียนในประเทศที่เก็บภาษีอัตราต่ำ</div><div>แต่เรื่องที่เป็นไฮไลต์สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการเปิดตัวโครงการ “Build Back Better World” หรือ B3W โครงการที่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในกลุ่ม G7 ใช้เป็นคำประกาศกร้าวว่า จะไม่ยอมให้คู่แข่งคนสำคัญอย่าง “จีน” ก้าวขึ้นมามีอิทธิพล หรือก้าวมาเป็นอีกขั้วมหาอำนาจโลกได้ง่าย ๆก่อนหน้านี้เราได้ยินกันมาตลอด ว่าจีนมีโครงการ “Belt and Road Initiative” หรือ BRI ซึ่งเป็นเหมือนการขยายอิทธิพลและสร้างพันธมิตรผ่านการไปร่วมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศต่าง ๆ ตามเส้นทางสายไหมที่เคยรุ่งเรืองในอดีต จากตะวันออกของโลกคือจีน ไปสู่ฟากโลกตะวันตก ส่วนโครงการ B3W ของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร G7 ก็จะเน้นเข้าไปมีส่วนร่วมและสนับสนุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกลุ่มประเทศรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลาง ตั้งแต่ตะวันตก ลากยาวไปตะวันออก และ G7 เคลมว่า B3W ของพวกเขา พิเศษกว่า BRI ของจีน เพราะของที่สร้างโดยการสนับสนุนของ G7 จะมีคุณภาพกว่า มีกระบวนการสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่าไม่มีทุจริตคอร์รัปชัน สนับสนุนภาคเอกชนให้มีส่วนร่วม ไม่มีเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน สนับสนุนความเท่าเทียม และที่สำคัญคือสนับสนุนโดยกลุ่มนิยมประชาธิปไตย อย่าง G7 ขณะที่โฆษกสถานทูตจีนประจำกรุงลอนดอนก็โต้กลับมติประชุมของกลุ่ม G7 ทันทีว่าให้เลิกกล่าวอ้าง กล่าวหาจีนในเรื่องต่าง ๆ เสียที และยังโต้กลับในทำนองที่ว่า “มันหมดยุคที่โลกถูกนำโดยบางกลุ่มประเทศไปแล้ว”&nbsp;จะเห็นว่า 2 ขั้วอำนาจโลกในตอนนี้ กำลังปล่อยหมัดหนักแลกใส่กันไปมา อย่างไม่มีใครยอมใครเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายครองอำนาจโลกแต่เพียงผู้เดียวได้โดยง่าย ฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มมหาอำนาจโลกเดิมอย่าง G7 ที่ยังคงมีความสำคัญมากกับทั้งโลก ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และขนบธรรมเนียมโลกแบบเดิมที่ทั่วโลกคุ้นชินมาหลายทศวรรษ ส่วนอีกฝ่ายคือจีน ที่เป็นประเทศคู่ค้าของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศในกลุ่ม G7 เอง และขนาดเศรษฐกิจของจีนกำลังจะขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของโลกแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในเร็ว ๆ นี้</div><div>ในขณะเดียวกันจีนก็กำลังเดินหน้าท้าชิงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมและเดินหน้าสร้างพันธมิตร สร้างอิทธิพลตามแผนที่วางไว้ ในอดีต G7 เคยขยายเป็น G8 โดยอีกประเทศที่เพิ่มเข้ามาคือ รัสเซีย ที่เข้าร่วมตั้งแต่ปี 1997แต่หลังจากที่รัสเซียทำการผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ในปี 2014ก็ทำให้ประเทศสมาชิกที่เหลือไม่พอใจ และไม่เชิญรัสเซียเข้าร่วมการประชุมอีกเลย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1572277499/57b7488aef8f4c8434a812c6dac29c81/G7.png" />
         <pubDate>2022-02-09 11:41:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037688663</guid>
      </item>
      <item>
         <title>G8</title>
         <author>kanittak</author>
         <link>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037700987</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>G8</strong> หรือ Group of Eight เป็นชื่อที่ล้าสมัยเล็กน้อยสำหรับการประชุมประจำปีของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระดับโลก G8 ถูกสร้างขึ้นในปี 1973 เพื่อเป็นเวทีสำหรับผู้นำระดับโลกโดยส่วนใหญ่แล้ว G8 ถูกแทนที่ด้วยฟอรัม G20ตั้งแต่ประมาณปี 2008<br><br></div><div><strong>ประเทศสมาชิก G8</strong> ประกอบด้วย : สหรัฐ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี่ ญี่ปุ่น รัสเซีย ประเทศอังกฤษ</div><div>แต่ในปี 2013 สมาชิกคนอื่น ๆ ได้รับการโหวตเพื่อขับไล่รัสเซียจาก G8 ในการตอบสนองต่อการรุกรานของรัสเซียแหลมไครเมีย การประชุมสุดยอด G8 (เรียกอย่างถูกต้องมากขึ้นว่า G7 นับตั้งแต่การถอดถอนรัสเซีย) ไม่มีอำนาจทางกฎหมายหรือทางการเมือง แต่หัวข้อที่เลือกที่จะมุ่งเน้นอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ประธานของกลุ่มจะเปลี่ยนทุกปีและการประชุมจะจัดขึ้นในประเทศบ้านเกิดของผู้นำในปีนั้น<br><br></div><div><strong>ต้นกำเนิดของ G8</strong></div><div>เดิมทีกลุ่มนี้ประกอบด้วย 6 ประเทศดั้งเดิมโดยแคนาดาเพิ่มเข้ามาในปี 2519 และรัสเซียในปี 2540 การประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการครั้งแรกจัดขึ้นที่ฝรั่งเศสในปี 2518 แต่กลุ่มเล็กกว่าและไม่เป็นทางการพบกันในวอชิงตันดีซีเมื่อสองปีก่อน เรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า Library Group การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดย George Shultz รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯซึ่งเชิญรัฐมนตรีคลังจากเยอรมนีอังกฤษและฝรั่งเศสมาพบกันที่ทำเนียบขาวโดยวิกฤตการณ์น้ำมันในตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นเป็นหัวข้อที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นอกเหนือจากการประชุมของผู้นำประเทศต่างๆแล้วการประชุมสุดยอด G8 ยังรวมถึงการวางแผนและการอภิปรายก่อนการประชุมสุดยอดหลายชุดก่อนงานหลัก การประชุมระดับรัฐมนตรีเหล่านี้รวมถึงเลขานุการและรัฐมนตรีจากรัฐบาลของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศเพื่อหารือเกี่ยวกับหัวข้อที่มุ่งเน้นสำหรับการประชุมสุดยอด</div><div>นอกจากนี้ยังมีชุดการประชุมที่เกี่ยวข้องซึ่งเรียกว่า G8 +5 ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในระหว่างการประชุมสุดยอดปี 2548 ที่สกอตแลนด์ มันรวมที่เรียกว่ากลุ่มห้าประเทศ: บราซิล , จีน, อินเดีย, เม็กซิโกและแอฟริกาใต้การประชุมครั้งนี้เป็นพื้นฐานสำหรับสิ่งที่กลายเป็น G20 ในที่สุด รวมถึงชาติอื่น ๆ ใน G20 ในปี 2542 ด้วยความพยายามที่จะรวมประเทศกำลังพัฒนาและความกังวลทางเศรษฐกิจของพวกเขาในการสนทนาเกี่ยวกับปัญหาระดับโลก G20 จึงได้ก่อตั้งขึ้น นอกเหนือจากประเทศอุตสาหกรรมดั้งเดิมแปดประเทศของ G8 แล้ว G20 ยังเพิ่มอาร์เจนตินาออสเตรเลียบราซิลจีนอินเดียอินโดนีเซียเม็กซิโกซาอุดีอาระเบียแอฟริกาใต้เกาหลีใต้ตุรกีและสหภาพยุโรป&nbsp;</div><div>ข้อมูลเชิงลึกของประเทศกำลังพัฒนาพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ซึ่งผู้นำ G8 ส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมตัวไว้ ในการประชุม G20 ในปีนั้นบรรดาผู้นำชี้ให้เห็นว่าต้นตอของปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการที่สหรัฐฯไม่มีระเบียบ ตลาดการเงิน. สิ่งนี้บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของกำลังและการลดอิทธิพลของ G8 ที่เป็นไปได้<br><br></div><div><strong>ความเกี่ยวข้องในอนาคตของ G8</strong></div><div>ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีบางคนตั้งคำถามว่า G8 ยังคงมีประโยชน์หรือเกี่ยวข้องหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่การก่อตัวของ G20 แม้จะมีความเป็นจริงมันไม่มีอำนาจที่เกิดขึ้นจริงนักวิจารณ์เชื่อว่าสมาชิกที่มีประสิทธิภาพขององค์กร G8 จะทำขึ้นเพื่อปัญหาระดับโลกที่อยู่ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศโลกที่สาม<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1572277499/8850a0d5d8ff34522a77f84e90f8135f/G8.jpg" />
         <pubDate>2022-02-09 11:51:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037700987</guid>
      </item>
      <item>
         <title>G20</title>
         <author>rujirak</author>
         <link>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037708489</link>
         <description><![CDATA[<div>กลุ่ม 20 (อังกฤษ: Group of Twenty) ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 เป็นกลุ่มรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้บริหารธนาคารกลางจากประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ รวมกับสหภาพยุโรป</div><div>ประเทศทั้ง 19 ประเทศ ประกอบด้วยกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ (กลุ่ม 8) คือ อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมนี รัสเซีย และสหรัฐ และกลุ่มประเทศระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่อีก 11 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และตุรกี</div><div>ประเทศในกลุ่ม 20 มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันเท่ากับร้อยละ 90 ของเศรษฐกิจโลก และมีประชากรรวมกันประมาณ 2 ใน 3 ของโลก</div><div>ความเป็นมาของ G20<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; G20 เกิดขึ้นจากการประชุมสุดยอดของกลุ่ม G7 ที่นครโคโลญจ์ (Cologne) ประเทศเยอรมนี ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1999 มีการเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 15-16 ธันวาคม ค.ศ. 1999 ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี 										G20 ไม่ได้มีสำนักเลขาธิการที่มีพนักงานดำเนินการเป็นการถาวรเหมือนองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ( เช่น WTO , IMF , UN ) โดยประธานที่ประชุมจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกปีในระหว่างประเทศสมาชิกโดยจะมีการเลือกจากกลุ่มประเทศในแต่ละภูมิภาค ที่แตกต่างกันออกไป<br>สมาชิกของกลุ่ม G20 ประกอบด้วยผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีการคลัง 19 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินาญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เม็กซิโก บราซิล	รัสเซีย แคนาดา ซาอุดิอาราเบีย จีน แอฟริกาใต้ ฝรั่งเศส เกาหลี เยอรมนีตุรกี อินเดีย สหราชอาณาจักร อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา อิตาลี และสมาชิกประเทศที่ 20 คือ สหภาพยุโรป (EU)&nbsp; นอกจากนี้ ยังมีองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เข้าร่วมในการประชุม G20 นี้ด้วย ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก&nbsp; อันได้แก่&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>- กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)<br>&nbsp;- ธนาคารโลก (World Bank)<br>&nbsp;- คณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศ (International Monetary and Financial Committee)<br>&nbsp;- คณะกรรมการด้านการพัฒนา (Development Committee)&nbsp;<br>วัตถุประสงค์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นเวทีการประชุมเพื่อความร่วมมือและปรึกษาหารือในประเด็นที่เกี่ยวกับระบบการเงินระหว่างประเทศ นโยบายที่เกี่ยวกับปัญหาด้านเสถียรภาพทาง การเงินการคลัง และประเด็นต่างๆที่นอกเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบขององค์การระหว่าง ประเทศอื่นๆ<br><br>วัตถุประสงค์ของ G20 มีดังนี้<br>- ประสานความร่วมมือในระดับมหภาคที่ฟื้นฟูเศรษฐกิจของโลกกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ<br>- ปฏิรูปและปรับปรุงระบบการเงิน<br>- ปฏิรูปสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ได้แก่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลกและเวทีต่างๆ<br>การประชุมสุดยอดที่กรุงลอนดอน 2009<br>ผลการประชุมสุดยอดที่กรุงลอนดอนใน ค.ศ. 2009<br>มีสาระสำคัญ คือ ตกลงร่วมกันที่จะให้ความช่วยเหลือราว 1.1 ล้าน ดอลลาร์ ในลักษณะของกลุ่มมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น และ ความไว้ใจในระบบการเงินของโลกให้กลับคืนมา กลุ่มมาตรการเหล่านี้ ได้แก่	<br>- เพิ่มเงินให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศจำนวน 500 พันล้านดอลลาร์ ให้เป็นสิทธิพิเศษเพื่อการถอนเงิน (SDR)เพื่อให้สมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ กู้ยืมยามจำเป็นเพิ่มขึ้นอีก 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา<br>- เงินกู้ยืมเพื่อการค้ามูลค่า 250 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาในช่วง 2 ปี ข้างหน้าเพื่อเพิ่มการไหลเวียนทางการค้าของโลก<br>- เพิ่มเงินให้กู้แก่ธนาคารเพื่อการพัฒนาต่างๆ ของโลกอีกอย่างน้อย 100 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐอเมริกาได้ให้คำมั่นว่าประเทศสมาชิกทั้งหมดได้ตกลงกันในหลักการต่างๆ ว่าร่วมกันรักษาความเจริญเติบโต การจ้างงานและความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา<br>มาตรการเหล่านี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ<br>- แก้ไขระบบการเงินของโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้กู้ยืม<br>- สร้างความเข้มแข็งในกฎระเบียบทางการเงินเพื่อสร้างความไว้วางใจให้กลับคืนมา&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;- ให้เงินทุนและปฏิรูปสถาบันการเงินเพื่อให้สามารถอาชนะปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และเพื่อป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นใหม่ในภายหน้า<br>- ส่งเสริมการค้าและการลงทุนรวมถึงไม่ยอมรับการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ<br><br><br>บทวิเคราะห์ G20<br>- ขนาดเศรษฐกิจของทุกประเทศในกลุ่ม G20 รวมกัน แล้วมีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 85 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) ของโลกและมีประชากรในกลุ่มรวมกันเป็น 2 ใน 3 ของประชากรโลกทั้งหมด ผลการประชุมของกลุ่มจึงส่งผลกระทบต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคการค้าและการเงินของโลกได้อย่างมาก<br>- ผลการประชุมสุดยอดที่กรุงลอนดอนที่ผ่านมาได้ผลที่หลายฝ่ายพอใจ และตรงความคาดหมาย ดังเช่น การให้กู้ยืมเงินจำนวนมหาศาล ทั้งในภาคการค้า การพัฒนาและการเมือง การให้เงินแก่กองทุนระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศจึงเป็นที่คาดการณ์ว่า ด้วยมาตรการต่างๆ ของ G20 จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกฃค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2009</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.worldatlas.com/r/w1200-h701-c1200x701/upload/eb/27/07/shutterstock-1067520572.jpg" />
         <pubDate>2022-02-09 11:56:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037708489</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ASEAN</title>
         <author>rujirak</author>
         <link>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037746303</link>
         <description><![CDATA[<div>อาเซียน (ASEAN) เป็นการรวมตัวกันของ&nbsp; 10&nbsp; ประเทศ &nbsp; ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&nbsp; ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฎิญญาว่าด้วย&nbsp; ความร่วมมืออาเซียนเห็นชอบ ให้จัดตั้ง&nbsp; ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community)&nbsp; &nbsp; คือ &nbsp; เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ &nbsp; มีจุดเริ่มต้นโดยประเทศไทย &nbsp; มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ &nbsp; ได้ร่วมกันจัดตั้ง &nbsp; สมาคมอาสา (Association of South East Asia) เมื่อเดือน ก.ค.2504 &nbsp; เพื่อการร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจ&nbsp; สังคมและวัฒนธรรม&nbsp; แต่&nbsp; ดำเนินการ ไปได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลง&nbsp; เนื่องจากความผกผันทางการเมือง ระหว่างประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย จนเมื่อมีการฟื้นฟูสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างสองประเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จึงได้มีการแสวงหาหนทางความร่วมมือกันอีกครั้ง และสำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ในปีนั้นเองจะมีการเปิดกว้างให้ประชาชนในแต่ละประเทศสามารถเข้าไปทำงานในประเทศ&nbsp; อื่น ๆ ในประชาคมอาเซียนได้อย่างเสรี &nbsp; เสมือนดังเป็นประเทศเดียวกัน<br><br><strong>“อาเซียน” สู่การเป็นประชาคมอาเซียน&nbsp; ในปี 2558</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบัน&nbsp; บริบททางการเมือง&nbsp; เศรษฐกิจ&nbsp; และสังคม &nbsp; รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก&nbsp; &nbsp; &nbsp; ทำให้อาเซียนต้องเผชิญ สิ่งท้าทายใหม่ๆ&nbsp; &nbsp; อาทิ&nbsp; &nbsp; โรคระบาด&nbsp; &nbsp; การก่อการร้าย &nbsp; ยาเสพติด&nbsp; การค้ามนุษย์&nbsp; สิ่งแวดล้อม&nbsp; ภัยพิบัติ&nbsp; อีกทั้ง&nbsp; ยังมีความจำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและขีดความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง&nbsp; และในเวทีระหว่างประเทศ&nbsp; ผู้นำอาเซียนจึงเห็นพ้องกันว่า&nbsp; อาเซียนควรจะร่วมมือกันให้เหนียวแน่น&nbsp; เข้มแข็ง&nbsp; และมั่นคงยิ่งขึ้น&nbsp; จึงได้ประกาศ&nbsp; “ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือในอาเซียน&nbsp; ฉบับที่ 2”&nbsp; (Declaration&nbsp; of&nbsp; ASEAN&nbsp; Concord&nbsp; II)&nbsp; ซึ่งกำหนดให้มีการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประกอบไปด้วย&nbsp; 3&nbsp; เสาหลัก ได้แก่&nbsp; <br>       1.&nbsp; ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community - APSC) <br>       2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community - AEC) <br>       3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio - Cultural Community - ASCC) <br><br><strong>จุดประสงค์หลักของอาเซียน</strong><br>&nbsp; &nbsp;ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.&nbsp; ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการบริหาร&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.&nbsp; ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.&nbsp; เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.&nbsp; ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ&nbsp; และองค์การระหว่างประเทศ<br><br></div><div><strong>อัตลักษณ์อาเซียน<br></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อาเซียนจะต้องส่งเสริมอัตลักษณ์ร่วมกันของตนและความรู้สึกเป็นเจ้าของในหมู่ประชาชนของตน&nbsp; เพื่อให้บรรลุชะตา&nbsp; เป้าหมาย&nbsp; และคุณค่าร่วมกันของอาเซียน</div><div><br></div><div><strong>สัญลักษณ์อาเซียน</strong><br>&nbsp; &nbsp; คือ &nbsp; ดวงตราอาเซียนเป็นรูปมัดรวงข้าวสีเหลืองบนพื้นวงกลม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สีแดงล้อมรอบด้วยวงกลมสีขาว&nbsp; และสีน้ำเงิน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รวงข้าวสีเหลือง 10 ต้น หมายถึง ความใฝ่ฝันของบรรดาสมาชิกในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 10 ประเทศ&nbsp; ให้มีอาเซียนที่ผูกพันกันอย่างมีมิตรภาพและเป็นหนึ่งเดียว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงกลม&nbsp; เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงเอกภาพของอาเซียน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตัวอักษรคำว่า&nbsp; <strong>asean</strong>&nbsp; สีน้ำเงิน&nbsp; อยู่ใต้ภาพรวงข้าว&nbsp; แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อความมั่นคง&nbsp; สันติภพ&nbsp; เอกภาพ&nbsp; และความก้าวหน้าของประเทศสมาชิกอาเซียน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สีเหลือง&nbsp; &nbsp; : &nbsp; หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สีแดง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;:&nbsp; &nbsp; หมายถึง ความกล้าหาญและการมีพลวัติ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สีขาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;:&nbsp; &nbsp; หมายถึง ความบริสุทธิ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สีน้ำเงิน&nbsp; &nbsp; :&nbsp; &nbsp; หมายถึง สันติภาพและความมั่นคง<br><br></div><div><strong>ธงอาเซียน</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ธงอาเซียนเป็นธงพื้นสีน้ำเงิน&nbsp; มีดวงตราอาเซียนอยู่ตรงกลาง&nbsp; แสดงถึงเสถียรภาพ&nbsp; สันติภาพ&nbsp; ความสามัคคี&nbsp; และพลวัตของอาเซียน<br>สีของธงประกอบด้วย&nbsp; สีน้ำเงิน&nbsp; สีแดง&nbsp; สีขาว&nbsp; และสีเหลือง&nbsp; ซึ่งเป็นสีหลักในธงชาติของบรรดาประเทศสมาชิกของอาเซียนทั้งหมด<br><br>&nbsp; &nbsp; อนาคตข้างหน้า เออีซีมีแนวโน้มขยายเป็น อาเซียน +3 คือ เพิ่ม จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ก่อนที่จะเป็น อาเซียน +6 โดยเพิ่ม จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย<br> ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN&nbsp; Economic&nbsp; Community : AEC)&nbsp;<br>AEC หรือ ASEAN&nbsp; Economic&nbsp; Community ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นเป้าหมายการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับ คู่ค้า และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจระดับโลก รวมถึงมีการยกเว้นภาษีสินค้าบางชนิดให้กับประเทศสมาชิก ส่งเสริมให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง มั่นคง ประชาชนอยู่ดีกินดี&nbsp;<br>โดยในการประชุมสุดยอดอาเซียน&nbsp; ASEAN&nbsp; Summit ครั้งที่&nbsp; 8&nbsp; เมื่อ&nbsp; 4&nbsp; พฤศจิกายน&nbsp; พ.ศ. 2545&nbsp; ณ&nbsp; กรุงพนมเปญ&nbsp; ประเทศกัมพูชา ที่ได้เห็นชอบให้อาเซียนกำหนดทิศทาง ได้มีการดำเนินงานที่แน่ชัดเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจน&nbsp; ได้แก่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน&nbsp; โดยจะมีตลาดและฐานการ ผลิตร่วมกัน&nbsp; และจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้า&nbsp; บริการ&nbsp; การลงทุน&nbsp; เงินทุน&nbsp; และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรีสำหรับการตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้ กำหนดให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2558&nbsp; ( ค.ศ. 2015)<br> เป้าหมายสำคัญของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC&nbsp; มี&nbsp; 4&nbsp; ด้าน&nbsp; คือ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br> 	1. เป็นตลาดและฐานการผลิตร่วมกัน&nbsp; (Single Market and Production Base) เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้า&nbsp; บริการ&nbsp; ลงทุน&nbsp; แรงงานฝีมือ&nbsp; เงินทุนอย่างเสรี ส่วนนี้ จริงๆ เป็นการดำเนินตามพันธกรณีที่ได้ตกลงและดำเนินการมากันอยู่แล้ว ทั้ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; * AFTA (ASEAN Free Trade Area)&nbsp; เริ่มปี&nbsp; 2535 (1992)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; * AFAS (ASEAN Framework Agreement on&nbsp; Services) &nbsp; กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ ลงนามปี&nbsp; 2538&nbsp; (1995)&nbsp; ได้เจรจาเปิดเสรีเป็นรอบๆ&nbsp; เจรจาไปแล้ว&nbsp; 5&nbsp; รอบ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; * AIA&nbsp; (ASEAN Investment Area)&nbsp; กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ&nbsp; ลงนามและมีผลตั้งแต่ 2541&nbsp; (1998)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. สร้างขีดความสามามารถทางเศรษฐกิจ (High Competitive Economic Region) ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านนโยบาย ที่ช่วยการรวมกลุ่ม&nbsp; เช่น นโยบายการแข่งขัน นโยบายภาษี , ทรัพย์สินทางปัญญา, พัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานร่วมกันดำเนินการโดยแลกเปลี่ยนข้อมูล&nbsp; ฝึกอบรมบุคคลากรร่วมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. สร้างความเท่าเทียมในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Equitable Economic Development) สนับสนุนการพัฒนา SMESสร้างขีดความสามารถผ่านโครงการที่มีอยู่แล้ว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก (Fully&nbsp; Integrated&nbsp; into&nbsp; Global Economy) เน้นการปรับประสานนโยบายเศรษฐกิจอาเซียนกับนอกภูมิภาค เช่น&nbsp; ทำ&nbsp; FTA<br> กรอบความร่วมมือ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับ กรอบความร่วมมือ ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อวันที่ 21-22 กันยายน 2547 ที่กรุงเทพฯ สามารถหาข้อสรุปในสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรการร่วมที่จะใช้กับการรวมกลุ่ม สินค้าและบริการ&nbsp; ได้แก่ การเปิดเสรีการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การอำนวยความสะดวกด้านการค้า และการลงทุนและการส่งเสริมการค้าและการลงทุน และความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) การค้าสินค้า - จะเร่งลดภาษีสินค้าใน Priority Sectors (เกษตร/ประมง/ผลิตภัณฑ์ไม้/ผลิตภัณฑ์ยาง/สิ่งทอ/ยานยนต์ /อิเล็กทรอนิกส์/เทคโนโลยีสารสนเทศ/สาขาสุขภาพ) เป็น 0% เร็วขึ้นจากกรอบ AFTA เดิม 3 ปี คือ จาก 2010 เป็นปี 2007 สำหรับสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และ ปี 2015 เป็น 2012 สำหรับประเทศ CLMV โดยได้กำหนดเพดานสำหรับสินค้าทั้งหมดใน Priority Sectors ไม่ต้องการเร่งลดภาษี (Negative List) ไว้ที่ 15%<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (2) การค้าบริการ - จะเร่งเปิดเสรีสาขาบริการใน Priority Sectors (สาขาสุขภาพ, e-ASEAN, ท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ) ภายในปี ค.ศ. 2010 ทั้งนี้ ให้ใช้ ASEAN-X formula ได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (3) การลงทุน - จะเร่งเปิดการลงทุนในรายการสงวน (Sensitive List) ภายในปี 2010 สำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ปี ค.ศ. 2013 สำหรับเวียดนามและ 2015 สำหรับกัมพูชา ลาว และพม่า ทั้งนี้ ให้ใช้ ASEAN-X formula ได้ และส่งเสริมการผลิตในอาเซียนโดยการจัดตั้งเครือข่าย ASEAN free trade zones เพื่อส่งเสริมการซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในอาเซียน&nbsp; (outsourcing) และดำเนินมาตรการร่วมเพื่อดึงดูด FDI<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (4) การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน - ซึ่งประกอบด้วยเรื่องต่างๆ คือ กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร มาตรฐาน (standard and conformance) การอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง และ logistics service สำหรับการขนส่ง การอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวในอาเซียน และ การเคลื่อนย้ายของนักธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบวิชาชีพ และ แรงงานมีฝีมือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (5) การส่งเสริมการค้าและการลงทุน และความร่วมมือในด้านอื่น ๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พิธีสารว่าด้วยการรวมกลุ่มรายสาขาของอาเซียน 11 สาขากำหนดมาตรการร่วม ซึ่งคาบเกี่ยวกับทุกสาขาเช่นเดียวกับในกรอบความตกลงฯ และมาตรการเฉพาะสำหรับการรวมกลุ่มแต่ละสาขานั้นๆ โดยรวมอยู่ในแผนการรวมกลุ่ม (Road map) ซึ่งผนวกอยู่กับพิธีสารฯ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.india.com/wp-content/uploads/2014/08/asean-countries.jpg" />
         <pubDate>2022-02-09 12:22:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kamonrat150543/aaxju20dgtxdhkot/wish/2037746303</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
