<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>Timeline by me :) by </title>
      <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa</link>
      <description>Prangwaraporn Jumpatue No.2 M.6/8</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2025-01-31 19:25:54 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-02-04 16:25:27 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/8.0/png/1f697.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 4 -15  : สมัยกลางหรือยุคมืด</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311552278</link>
         <description><![CDATA[<p>หลังจากที่จักรวรรดิโรมันล่มสลาย ความเจริญหยุดลง ประชาชนในยุโรปต่างไม่มีที่พึ่ง เจ้าผู้ครองแต่ละเมืองตั้งตัวเป็นใหญ่ เกิดระบบศักดินาสวามิภักดิ์ ประชาชนให้ความสำคัญกับศาสนจักรคริสต์โรมันคาธอลิคอย่างมาก ในสมัยกลางนี้ ผู้ที่จะเป็นจักรพรรดิก็ต้องให้องค์สันตะปาปา (Pope) สวมมงกุฏให้ จักรวรรดิโรมันที่เจ้าเยอรมันรื้อฟื้นตั้งขึ้นใหม่ ก็มาเรียกโดยเติมคำว่า “holy” เข้าข้างหน้า เป็น the Holy Roman Empire </p><p><br></p><p><strong><mark>การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน</mark></strong></p><p>โรมในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน มีอาณาเขตกว้างขวางมาก จนมีการแบ่งการปกครองเป็นสองส่วน คือโรมันตะวันออกกับโรมันตะวันตก แต่แทนที่จะมีการปกครองที่ดีขึ้น ทั้งสองฝั่งกับทำสงครามกันเองเพื่อความเป็นใหญ่ หลังจากนั้นมาโรมันตะวันตกเริ่มอ่อนแอมากข้นเรื่อยๆ เนื่องจากถูกคุกคามจากชนเผ่าต่างๆ และในที่สุดก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกวิสิกอธ หรือชนเผ่าเยอรัน ค.ศ.476 เผ่าเยอรมันได้ปลดจักรพรรดิองค์สุดท้ายของโรมันตะวันตก(โรม) ถือเป็นการสิ้นสุดจักรวรรดิโรมัน ดินแดนยุโรปจึงแยกแยกออกเป็นอาณาจักรต่างๆ เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ชนเผ่าที่สำคัญในยุคนั้น</p><p><br></p><p><mark>โรมันตะวันออกกับโรมันตะวันตกทำสงครามกันเองเพื่อความเป็นใหญ่</mark></p><p>โรมในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน มีอาณาเขตกว้างขวางมาก จนมีการแบ่งการปกครองเป็นสองส่วน คือโรมันตะวันออกกับโรมันตะวันตก แต่แทนที่จะมีการปกครองที่ดีขึ้น จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เป็นจักรพรรดิทางด้านตะวันออก ที่ทำสงครามชนะ สามารถบุกเข้าโรม รวมอาณาจักรโรมันไว้เป็นหนึ่งเดียว แต่ครั้งนี้เมืองหลวงไม่ได้อยู่ที่โรมเสียแล้ว เนื่องจากว่าคอนสแตนตินเป็นจักรพรรดิด้านตะวันออกก็อยากจะอยู่ที่ด้านตะวันออก คือกรุงคอนสแตนติโนเปิล เมืองท่าปากทางเข้าทะเลดำซึ่งตั้งตามชื่อของเขาเอง หรืออาจเรียกว่า ไบแซนทิอุม หรือ ไบแซนไทน์ (Byzantium)ปัจจุบันคือ เมืองอิสตันบุล ในประเทศตุรกี</p><p><strong>จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง</strong> คือ</p><p>   1. โรมันตะวันตก มีเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงโรม-ประเทศอิตาลี</p><p>   2. โรมันตะวันออก หรือถูกเรียกอีกชื่อว่า จักรวรรดิไบแซนไทน์ มีเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงคอนสแตนติโนเปิล</p><p><br></p><p><strong><mark>ระบบฟิวดัล Feudalism</mark></strong></p><p>ยุโรปยุคกลาง เป็นการปกครองในระบบขุนนาง หรือที่เรียกว่า ระบบฟิวดัล หรืออาจเรียกอีกชื่อว่า ระบบศักดินาสวามิภักดิ์ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านาย lord กับ ข้า ในเรื่องเกี่ยวกับ การหาผลประโยชน์ของที่ดิน เริ่มจากกษัตริย์มอบที่ดินให้ขุนนาง เพื่อตอบแทนความดีความชอบ ขุนนางทำหน้าที่ปกครองผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่ดิน และมีพันธะต่อกษัตริย์โดยส่งคนไปช่วยรบ ลักษณะสำคัญ ของระบบนี้ คือ การจัดสรรที่ดินตามระดับชั้น เป็นทอด ๆ ส่งผลให้เกิดความจงรักภักดีระหว่าง นาย กับ ข้า โดยตรง กษัตริย์จึงไม่มีอำนาจในการควบคุมประชาชนจริง ๆ</p><p><br></p><p><strong><mark>คริสตศาสนา (ศาสนจักร)</mark></strong></p><p>หลัง สมัยพระเจ้าคอนสแตนติน ได้ประกาศให้ชาวโรมันนับถือศาสนาคริสต์ คริสตจักร จึงเป็นสถาบันที่พึ่งทางใจและเป็นสื่อกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ มีประสิทธิภาพ เป็นระบบระเบียบ และมีความเข้มแข็ง องค์สันตะปาปา เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด สามารถกำหนดนโยบายทุกอย่าง รวมถึงการเมืองใน ยุคแรก ๆ คริสตจักรร่วมมือกับจักรวรรดิ์ ในการเรื่องการเมืองการปกครอง ทำให้มีอิทธิพลสูงสุด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม นอกจากนี้ องค์สันตะปาปา ยังมีอำนาจกระทำ “บัพชนียกรรม” บุคคลใดก็ตามที่ต้องสงสัยว่ามีความเห็นขัดแย้ง กระทำการไม่เป็นไปตามคำสั่ง หรือนโยบายของคริสตจักร คือการขับไล่ให้ออกจากศาสนา ซึ่งถือเป็นโทษสูงสุด ทำให้ทุกคนเกรงกลัวการลงโทษ</p><p><br></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://grazietravel.com/travel-info/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94/"><strong><mark>สงครามครูเสด</mark></strong></a></p><p>สงครามครูเสด คือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึงสงครามระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายด้วยกันเอง หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่มักหมายถึงสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ในช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ในตอนเริ่มสงครามนั้นชาวมุสลิมปกครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อยู่ ดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญของสามศาสนาได้แก่ อิสลาม ยูได และ คริสต์ ในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้คือ ประเทศอิสราเอล หรือ ปาเลสไตน์</p><p><br></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www-history-com.translate.goog/topics/middle-ages/hundred-years-war?_x_tr_sl=en&amp;_x_tr_tl=th&amp;_x_tr_hl=th&amp;_x_tr_pto=tc&amp;_x_tr_hist=true"><strong><mark>สงครามร้อยปี</mark></strong></a></p><p>สงครามร้อยปี เป็นความขัดแย้งระหว่าง อังกฤษและฝรั่งเศส นาน 116 ปี นับแต่ ค.ศ. 1337 ถึง 1453</p><p>เริ่ม จากการอ้างสิทธิ์ของกษัตริย์อังกฤษ เหนือบัลลังก์ฝรั่งเศส คำที่นักประวัติศาสตร์ใช้นิยามสงครามความขัดแย้งแบ่งได้สามถึงสี่ช่วง คือ</p><ul><li><p>สงครามยุคเอ็ดเวิร์ด(Edwardian War 1337–1360)</p></li><li><p>สงครามยุคแครอไลน์ (Caroline War 1369–1389)</p></li><li><p>สงครามยุคแลงคาสเตอร์ (Lancastrian War 1415–1429)</p></li></ul><p>อังกฤษ กับฝรั่งเศส เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ชาวนอร์มังดีบุกไปชิงราชบังลังก์ที่เกาะอังกฤษเพราะยังอยากที่จะได้ดินแดน ของบรรพบุรุษกลับมาอีกครั้ง อังกฤษกับฝรั่งเศสจึงทำสงครามกันเรื่อยมา</p><p><br></p><p><strong><mark>การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิล (โรมันตะวันออก)</mark></strong></p><p>หลังจากการล่มสลายของกรุงโรม (โรมันตะวันตก) โรมันทางฝั่งตะวันออก (ไบแซนไทน์) ก็ค่อยๆ ลืมเลือนความยิ่งใหญ่ของตัวเองในฟากตะวันตกไปหมด จักรพรรดิองค์ต่อๆ มาก็ไม่ใช่คนจากอิตาลีอีกต่อไป แต่เป็นชาวกรีกดั้ง เดิมที่อยู่มาก่อนพวกโรมัน</p><p>พวกกรีกเมื่อไม่รู้สึกถึงคุณค่าของความเป็นโรมันก็ตั้งชื่ออาณาจักรใหม่เป็น “ไบแซนไทน์” (Byzantine) ตามชื่อเก่าของเมืองคอนสแตนติโนเบิล เมืองที่มั่งคั่งที่สุดในยุโรปยุคมืด</p><p><br></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.gotoknow.org/posts/697948"><strong><mark>ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ</mark></strong></a></p><p>ในปลายสมัยกลาง การศึกษาและการค้าเจริญก้าวหน้า ทำให้ผู้คนในสมัยนี้กระตือรือร้นแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ที่สามารถอธิบายเหตุการณ์และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ รวมทั้งเปิดโลกทัศน์เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความเจริญต่างๆ ซึ่งแต่เดิมถูกปิดกั้นด้วยความเชื่อทางศาสนาว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าบันดาลขึ้น พัฒนาการดังกล่าวเรียกว่า “ขบวนการมนุษย์นิยม (Humanism)” อนึ่ง การเรียนรู้ที่สำคัญในสมัยนี้คือการฟื้นฟูศิลปวิทยาการสมัยคลาสสิก ซึ่งเป็นความเจริญของกรีกและโรมันในอดีต</p><p><br></p><p><strong><mark>ความเจริญรุ่งเรืองในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ</mark></strong><br>ผลงานที่โดเด่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ได้แก่ วรรณกรรมและศิลปกรรม</p><p><strong>ด้านวรรณกรรม </strong>ผู้บุกเบิกแนวคิดด้านมนุษย์นิยมในแหลมอิตาลีคือ เพราช (Petrarch) ซึ่งรับรูปแบบจากวรรณกรรมโรมันและถ่ายทอดเป็นผลงานประเภทกวีนิพนธ์ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของนักมนุษย์นิยมรุ่นต่อมา ส่วนนักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการของแหลมอิตาลี คือ <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.silpa-mag.com/history/article_32766">มาคิอาเวลลี</a> (Machiavelli) ซึ่งเป็นทั้งนักรัฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ ผลงานที่สำคัญของเขาคือหนังสือเรื่องThe Prince หรือเจ้าชาย ซึ่งสะท้อนแนวคิดในการบริหารและการปกครอง ที่เน้นด้านปฏิบัติมากกว่าอุดมการณ์หรือจริยธรรมของผู้ปกครอง</p><p><strong>ด้านศิลปกรรม </strong>ศิลปกรรมที่โดดเด่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ได้แก่ ผลงานด้านจิตรกรรม ซึ่งเริ่มในแหลมอิตาลีก่อนแพร่หลายไปในดินแดนอื่น ลักษณะเด่นของงานจิตรกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ได้แก่ การสะท้อนลักษณะที่เหมือนจริงทั้งมนุษย์และธรรมชาติ จิตรกรอิตาลีที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ เช่น <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.thepeople.co/culture/art/53175">เลโอนาร์โด ดา วินชี</a> (Leonardo da Vinci) ซึ่งวาดภาพ “<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.thaipbs.or.th/now/content/1081">Mona Lisa</a>” และ “<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.google.co.th/url?sa=i&amp;url=https%3A%2F%2Fwww.singulart.com%2Fblog%2Fen%2F2019%2F08%2F14%2Fthe-last-supper-the-greatest-masterpiece-of-the-renaissance%2F&amp;psig=AOvVaw2PtwZooSzxgS-fX_1gsF3A&amp;ust=1738513775201000&amp;source=images&amp;cd=vfe&amp;opi=89978449&amp;ved=0CBQQjRxqFwoTCMj85tHyoosDFQAAAAAdAAAAABAI">The Last Supper</a>” หรือไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) ซึ่งมีชื่อเสียงในการสร้างงานประติมากรรมและจิตรกรรม ผลงานจิตรกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับการสร้างโลกบนเพดานของวิหารน้อยซิสตีน (Sistine Chapel) ในนครวาติกัน</p><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง | <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="http://hhistoryoftheworldd.blogspot.com/2014/09/blog-post_44.html">http://hhistoryoftheworldd.blogspot.com/2014/09/blog-post_44.html</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/92c30a6987a8a13e49b1c1d9f2ca4309/IMG_5287.jpg" />
         <pubDate>2025-01-31 19:38:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311552278</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 15 - 17 : การค้นพบและสำรวจทางทะเล</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311570341</link>
         <description><![CDATA[<p><strong><sup>คริสต์ศตวรรษที่ 15</sup></strong> การแข่งขันทางทะเลระหว่างโปรตุเกสกับสเปน</p><p><strong><em>ค.ศ.1400 - 1450 🇵🇹</em></strong></p><p>เจ้าชายเฮนรี่ ราชนาวิกตั้งโรงเรียนฝึกหัดการเดินเรือและเป็นผู้นำสำรวจทางทะเล</p><p><strong><em>ค.ศ.1488 🇵🇹</em></strong></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://exploration-marinersmuseum-org.translate.goog/subject/bartolomeu-dias/?_x_tr_sl=en&amp;_x_tr_tl=th&amp;_x_tr_hl=th&amp;_x_tr_pto=tc">บาร์โธโลเมว ไดแอส (</a>Bartolomeu Dias)แล่นเรือผ่านแหลมกู๊ดโฮปได้สำเร็จ</p><p><strong><em>ค.ศ.1492 🇪🇸</em></strong></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://artsandculture.google.com/entity/m01pwz?hl=th">คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส</a>พบหมู่เกาะเวสต์อินดีส ในอเมริกาใต้</p><p><strong><em>ค.ศ.1494 🇵🇹🇪🇸</em></strong></p><p>โปรตุเกสและสเปนทำ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.luehistory.com/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AA-%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%A1/">สนธิสัญญาทอร์เดซิยาส</a></p><p><strong><em>ค.ศ.1497 🇬🇧</em></strong></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.wikiwand.com/th/articles/%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%99_%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%95">จอห์น แคบอต</a>พบหมู่เกาะนิวฟันด์แลนด์ทวีปอเมริกาเหนือ</p><p><strong><em>ค.ศ.1498 🇵🇹</em></strong></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://ngthai.com/history/48410/vasco-da-gama/">วาสโก ดา กามา</a> เดินทางมาถึงเมืองกาลิกัตในอินเดีย</p><p><strong><em>ค.ศ.1500 🇵🇹</em></strong></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.gov-civ-guarda.pt/pedro-lvares-cabral">เปโดร อัลวาเรส กาบรา</a> สำรวจบราซิล</p><p><strong><em>ค.ศ.1511 🇵🇹</em></strong></p><p>โปรตุเกสได้เมืองมะละกาเป็นอาณานิคม</p><p><strong><em>ค.ศ.1519 - ค.ศ.1522 🇪🇸</em></strong></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www-bbc-co-uk.translate.goog/history/historic_figures/magellan_ferdinand.shtml?_x_tr_sl=en&amp;_x_tr_tl=th&amp;_x_tr_hl=th&amp;_x_tr_pto=tc">เฟอร์ดินานด์ แมกเจลลัน</a>พบหมู่เกาะฟิลิปปินส์ และได้เป็นอาณานิคม เมื่อ ค.ศ.1522 เรือของเฟอร์ดินานด์ แมกเจลลัน ก็สามารถเดินทางรอบโลกสำเร็จเป็นครั้งแรก</p><p><strong><em>ค.ศ.1534 - 1541 🇫🇷</em></strong></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www-britannica-com.translate.goog/biography/Jacques-Cartier">ฌัก การ์ติเยร์</a> สำรวจแม่น้ำเซนต์ ลอเรนซ์อเมริกาเหนือ</p><p><strong><em>ค.ศ.1547 🇫🇷</em></strong></p><p>ซามูเอล เดอ ชองแปลง สำรวจดินแดนทะเลสาบใหญ่ทั้ง 5 อเมริกาเหนือ</p><p><strong><em>ค.ศ.1580 🇵🇹🇪🇸🇬🇧</em></strong></p><p>โปรตุเกสและสเปน ยุติการแข่งขันทางทะเล</p><p>และ เซอร์ฟรานวิส เดรก เดินทางรอบโลกสำเร็จ</p><p><br></p><p><strong><sup>คริสต์ศตวรรษที่ 16-17</sup></strong> การแข่งขันทางทะเลระหว่างอังกฤษฮอลันดาและฝรั่งเศส</p><p><strong><em>ค.ศ.1581 🇳🇱</em></strong></p><p>ฮอลันดาแสวงหาเส้นทางทะเลเพื่อการค้าเครื่องเทศ และในปี ค.ศ.1598 ฮอลันดาจัดตั้งสถานีการค้าในเกาะชวา</p><p><strong><em>ค.ศ.1588 🇬🇧</em></strong></p><p>กองทัพเรืออังกฤษชนะสเปนได้ อังกฤษเป็นมหาอำนาจทางทะเล</p><p><strong><em>ค.ศ.1600 🇬🇧</em></strong></p><p>อังกฤษจัดตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ</p><p><strong><em>ค.ศ.1602 🇳🇱</em></strong></p><p>ฮอลันดาจัดตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ (V.O.C.)</p><p><strong><em>ค.ศ.1606 🇳🇱</em></strong></p><p>ฮอลันดาพบทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรก เรียกว่า New Holland</p><p><strong><em>ค.ศ.1611 🇬🇧</em></strong></p><p>อังกฤษตั้งสถานีการค้าตามเมืองท่าชายฝั่งของอินเดีย</p><p><strong><em>ค.ศ.1641 - 1663 🇳🇱</em></strong></p><p>ฮอลันดายึดมะละกาจากโปรตุเกส ยึดเกาะซีลอน (ศรีลังกา) และละบาร์ชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย</p><p><strong><em>ค.ศ.1682 🇳🇱</em></strong></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www-britannica-com.translate.goog/summary/Rene-Robert-Cavelier-sieur-de-La-Salle?_x_tr_sl=en&amp;_x_tr_tl=th&amp;_x_tr_hl=th&amp;_x_tr_pto=tc">โรเบิร์ต ลาซาล</a>สำรวจแม่น้ำโอไฮโออเมริกาเหนือ</p><p><strong><em>ค.ศ.1768 🇬🇧</em></strong></p><p>กับตันเจมส์ คุก พบออสเตรเลีย</p><p><br></p><p><strong><mark>สาเหตุของการค้นพบและการสำรวจทางทะเล</mark></strong></p><ul><li><p>มนุษย์เริ่มท้าทายแนวความคิดทางธรรมชาติและจักรวาลวิทยาของศาสนจักรที่ครอบงำการศึกษาในสมัยกลางตำนานเกี่ยวกับสัตว์ร้ายในดินแดนโพ้นทะเลที่คอยจ้องทำลายเรือที่แล่นผ่านไปมาหรือความเชื่อว่าโลกแบนและเรือที่แล่นไปในท้องทะเลที่เวิ้งว้างอาจตกขอบโลกได้นั้นกลายเป็นเรื่องราวที่เหลวไหลไร้สาระ</p></li><li><p>﻿﻿ต้นยุคฟั้นฟูศิลปะวิทยาการชาวยุโรปหันมาสนใจในด้านวัตถุธรรมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวอีกครั้งการติดต่อกับโลกตะวันออกวิชาความรู้ต่างๆโดยเฉพาะวิชาปรัชญาและวิทยาการของกรึกและมุสลิมที่หลั่งไหลมาสู่สังคมตะวันตกทำให้ปัญญาชนเริ่มทบทวนและตรวจสอบความรู้ของตนมากขึ้น</p></li></ul><p><br></p><p><strong><mark>สนธิสัญญาทอร์เดซิยาส</mark></strong></p><ul><li><p>﻿﻿สเปนมีสิทธิ์สำรวจและยึดครองดินแดนทางด้านตะวันตกของเส้นเมริเดียนและโปรตุเกสได้สิทธิด้านตะวันออก</p></li><li><p>﻿﻿จากการแบ่งเส้นสมมติดังกล่าวจึงนำไปสู่การครอบครองทวีปอเมริกาใต้ของสเปนยกเว้นบราซิลที่ตกเป็นของโปรตุเกสและการสร้างจักรวรรดิของทางทะเลของโปรตุเกสในเอเชียและเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งการค้นพบและการสำรวจทางทะเล</p></li></ul><p><br></p><p><strong><mark>ค้นพบออสเตรเลีย</mark></strong></p><ul><li><p>﻿﻿กัปตันเจมส์คุกได้ออกเดินทางจากอังกฤษในค.ศ. 1768 พร้อมลูกเรือ</p></li><li><p>﻿﻿ในค.ศ. 1769 ก็เดินทางถึงตาอิติจากนั้นจึงเดินทางต่อไปทางใต้ตามคำสั่งของ รัฐบาลจนถึงนิวซีแลนด์ในช่วงเดือนเมษายน 1770</p></li><li><p>﻿﻿คุกได้สำรวจและบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับออสเตรเลียแล้วก็ได้เดินทางสู่ชวาโดยผ่านทางแหลมกู๊ดโฮปและในค.ศ. 1771 คุกเดินเรือไปยังโดเวอร์</p></li></ul><p><br></p><p><strong><mark>ค้นพบทวีปอเมริกา</mark></strong></p><ul><li><p>﻿﻿ระยะก่อนหน้าที่โปรตุเกสจะค้นพบเส้นทางเดินเรือถึงอินเดียนั้นคริสโตเฟอร์โคลัมบัสชาวเจนัวได้เดินเรือโดยข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อเดินทางไปจีน ซึ่งเชื่อว่าตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทวีปยุโรป</p></li><li><p>﻿﻿แต่กับค้นพบทวีปอเมริกา ณ หมู่เกาะบาฮามาส ซึ่งนักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกถือเป็นปีสิ้นสุดของสมัยกลางเริ่มต้นสมัยประวัติศาสตร์สมัยใหม่</p></li></ul><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง | <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.facebook.com/100077453378565/posts/pfbid02q1pE7nKYrZN7HGLH6mxGXDaYsew18rZaJxYbmJtkcp2GxicPZxuKdzgXNgyoEgs8l/">https://www.facebook.com/100077453378565/posts/pfbid02q1pE7nKYrZN7HGLH6mxGXDaYsew18rZaJxYbmJtkcp2GxicPZxuKdzgXNgyoEgs8l/</a>?</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/bb487b5dc6cc8a49e0f0d2f672e42b3b/IMG_5288.jpg" />
         <pubDate>2025-01-31 20:00:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311570341</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 16 : การปฏิรูปศาสนา</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311842290</link>
         <description><![CDATA[<p>การปฏิรูปศาสนาโปรเตสแตนต์เป็นการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา การเมือง ปัญญา และวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 16 ที่ทำให้ชาวคาทอลิกแตกแยกในยุโรป และสร้างโครงสร้างและความเชื่อต่างๆ ที่จะกำหนดทวีปนี้ในยุคปัจจุบัน&nbsp;ในยุโรปตอนเหนือและตอนกลาง นักปฏิรูปศาสนา เช่น มาร์ติน ลูเทอร์ จอห์น คาลวิน และเฮนรีที่ 8 ท้าทายอำนาจของพระสันตปาปาและตั้งคำถามถึงความสามารถของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกในการกำหนดแนวทางปฏิบัติของคริสเตียน การปฏิรูปศาสนาที่เรียกว่า การตอบสนองของคริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกต่อพวกโปรเตสแตนต์ซึ่งล่าช้าแต่ทรงพลัง คริสตจักรนิกายโรมันคาธอลิกตอบสนองอย่างช้าๆ ต่อนวัตกรรมทางเทววิทยาและการประชาสัมพันธ์ของลูเทอร์และนักปฏิรูปคนอื่นๆ สภาสังคายนาแห่งเมืองเทรนต์ซึ่งประชุมเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1545 จนถึงปี ค.ศ. 1563 ได้กำหนดคำตอบของคริสตจักรต่อปัญหาที่จุดชนวนให้เกิดการปฏิรูปศาสนาและต่อนักปฏิรูปเอง</p><p><br></p><p><strong><mark>สาเหตุการปฏิรูปศาสนา</mark></strong></p><ol><li><p>ประชาชนไม่พอใจสันตะปาปาที่กรุงโรม พระและบาทหลวงที่มีความเป็นอยู่อย่าง ฟุ่มเฟือย หรูหรา ทั้งยังเรียกเก็บภาษีบำรุงศาสนาสูงขึ้น เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในคริสตจักรใน กรุงโรม รวมทั้งการซื้อขายตำแหน่งของพวกบาทหลวงและความเสื่อมเสียในจริยวัตรของ สันตะปาปาที่ครองอำนาจในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16</p></li><li><p>เจ้าผู้ครองแคว้นต่างๆ ในยุโรปต้องการเป็นอิสระจากคริสตจักรที่มีสันตะปาปาเป็น ผู้ปกครอง และจากจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากสันตะปาปาเข้าไปยุ่งเกี่ยว และใช้อำนาจทางการเมือง</p></li><li><p>การศึกษาในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ทำให้ชาวยุโรปเห็นว่ามนุษย์สามารถทำความ เข้าใจคัมภีร์ไบเบิลได้ด้วยตนเองมากกว่าที่จะผ่านพิธีกรรมของศาสนจักร</p></li><li><p>สันตะปาปาจูเลียสที่ 2 (JULIUS II) และสันตะปาปาลีโอที่ 1 ต้องการหาเงินในการ ก่อสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม จึงส่งคณะสมณทูตมาขาย “ใบไถ่บาป” ในดินแดน เยอรมนี เนื่องจากเป็นแนวคิดของชาวคริสต์ว่า พระเป็นเจ้าส่งพระเยซูคริสต์มาช่วยมนุษย์ให้พ้น จากบาป เรียกว่า การไถ่บาป (REDEMPTION) ด้วยการเสียสละพระชนม์ชีพ การไถ่บาปจะเป็นการ เปิดทางให้มนุษย์ได้รับการอภัยโทษ และกลับมามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ได้ อย่างถูกต้อง</p></li></ol><p><br></p><p><strong><mark>การปฏิรูปศาสนา: เยอรมนีและลัทธิลูเทอรัน</mark></strong></p><p>มาร์ติน ลูเทอร์ (1483-1546) เป็นพระสงฆ์ในนิกายออกัสตินและเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในเมืองวิตเทนเบิร์กเมื่อเขาแต่ง "95 วิทยานิพนธ์" ซึ่งเป็นการประท้วงการขายการผ่อนผันโทษบาปหรือการผ่อนผันโทษของพระสันตปาปา แม้ว่าเขาจะหวังที่จะกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟูภายในคริสตจักร แต่ในปี 1521 เขาก็ถูกเรียกตัวไปที่สภาวอร์มส์และถูกขับออกจากนิกาย&nbsp;ลูเทอร์ได้รับความช่วยเหลือจากฟรีดริช ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแห่งแซกโซนีในการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาเยอรมันและยังคงพิมพ์หนังสือคู่มือท้องถิ่นต่อไป เมื่อชาวนาชาวเยอรมันซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก "ฐานะปุโรหิตของผู้เชื่อทุกคน" ของลูเทอร์ก่อกบฏในปี ค.ศ. 1524 ลูเทอร์จึงเข้าข้างเจ้าชายของเยอรมนี เมื่อการปฏิรูปศาสนาสิ้นสุดลง ลัทธิลูเทอรันก็กลายเป็นศาสนาประจำชาติในเยอรมนีส่วนใหญ่ สแกนดิเนเวีย และบอลติก</p><p><br></p><p><strong><mark>การปฏิรูปศาสนา: สวิตเซอร์แลนด์และลัทธิคาลวิน</mark></strong></p><p>การปฏิรูปศาสนาของสวิสเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1519 ด้วยคำเทศนาของอุลริช ซวิงกลี ซึ่งคำสอนของเขามีความคล้ายคลึงกับคำสอนของลูเทอร์เป็นส่วนใหญ่ ในปี ค.ศ. 1541 จอห์น คาลวิน โปรเตสแตนต์ชาวฝรั่งเศสซึ่งใช้เวลาสิบปีก่อนหน้าในการลี้ภัยเขียน "สถาบันศาสนาคริสต์" ของเขา ได้รับเชิญให้ไปตั้งรกรากที่เจนีวาและนำหลักคำสอนปฏิรูปของเขาซึ่งเน้นย้ำถึงอำนาจของพระเจ้าและชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าของมนุษยชาติไปปฏิบัติ ผลที่ได้คือระบอบการปกครองแบบเทวธิปไตยที่บังคับใช้ศีลธรรมอย่างเคร่งครัด</p><p>เจนีวาของคาลวินกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ลี้ภัยโปรเตสแตนต์ และหลักคำสอนของเขาก็แพร่กระจายไปยังสกอตแลนด์ ฝรั่งเศส ทรานซิลเวเนีย และเนเธอร์แลนด์อย่างรวดเร็ว ซึ่งลัทธิคาลวินของเนเธอร์แลนด์ได้กลายมาเป็นพลังทางศาสนาและเศรษฐกิจในอีก 400 ปีต่อมา</p><p><br></p><p><strong><mark>มรดกแห่งการปฏิรูป</mark></strong></p><p>ควบคู่ไปกับผลกระทบทางศาสนาจากการปฏิรูปศาสนาและการปฏิรูปศาสนาแบบตอบโต้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ลึกซึ้งและยาวนานก็เกิดขึ้น เสรีภาพทางศาสนาและการเมืองใหม่ของยุโรปตอนเหนือต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงลิบ ด้วยการกบฏ สงคราม และการข่มเหงที่นองเลือดมาหลายทศวรรษ สงครามสามสิบปีเพียงสงครามเดียวอาจทำให้เยอรมนีสูญเสียประชากรไปร้อยละ 40</p><p>ผลดีของการปฏิรูปศาสนาสามารถเห็นได้จากความเจริญรุ่งเรืองทางปัญญาและวัฒนธรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแตกแยก ไม่ว่าจะเป็นในมหาวิทยาลัยในยุโรปที่เข้มแข็งขึ้น ดนตรีคริสตจักรลูเทอรันของ JS Bach แท่นบูชาแบบบาร็อคของ Pieter Paul Rubens และแม้แต่ทุนนิยมของพ่อค้าชาวดัตช์ที่เป็นคาลวินนิสต์</p><p><br></p><p><strong><mark>ผลจากการปฏิรูปศาสนา</mark></strong></p><p>1) คริสตจักรแตกแยกออกเป็น2นิกาย คือ นิกายโรมันคาทอลิก และ นิกายโปรเตสแตนต์</p><p>2) นิกายต่างๆ แข่งขันกันปรับปรุงข้อบกพร่องเพื่อเรียกศรัทธา</p><p>3) นิกายโปรแตสแตนต์สนับสนุนการประกอบอาชีพด้านการค้าและอุตสาหกรรม ทำให้ระบบทุนนิยมในยุโรปเจริญเติบโต</p><p>4) เกิดกระแสชาตินิยม เช่น มีการแปลคัมภีร์เป็นภาษาท้องถิ่น</p><p>5) ส่งเสริมอำนาจผู้ปกครองในการปกครองประเทศ</p><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง | <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www-history-com.translate.goog/topics/religion/reformation?_x_tr_sl=en&amp;_x_tr_tl=th&amp;_x_tr_hl=th&amp;_x_tr_pto=tc&amp;_x_tr_hist=true">https://www-history-com.translate.goog/topics/religion/reformation?</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/317c0795a782d5406d3ee066aff44446/IMG_5325.jpg" />
         <pubDate>2025-02-01 06:46:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311842290</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 17 : การปฏิวัติวิทยาศาสตร์</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311845897</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>การ</strong>พัฒนาความเจริญก้าวหน้าใน วิทยาการของโลกตะวันตก ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มี<strong>การ</strong>ค้นคว้าแสวงหา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ โลก และจักรวาล ทาให้ความรู้<strong>ทาง วิทยาศาสตร์</strong>เจริญรุ่งเรือง เป็นผลให้ชาติตะวันตกพัฒนาความ เจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว มีการค้นคว้าแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธรรมชาติโลกและจักรวาล ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ นักวิทยาศาสตร์ยังได้พัฒนาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ศึกษาและวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในช่วงเวลาดังกล่าว การพัฒนาดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสังคม โดยกระตุ้นให้ผู้ได้รับการศึกษาเชื่อมั่นในความสามารถของตนในการทำความเข้าใจและควบคุมโลกธรรมชาติ</p><p><br></p><p><strong><mark>ปัจจัยที่ทำให้เกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์</mark></strong></p><ol><li><p>การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ทำให้มนุษย์เชื่อมั่นในความสามารถของตน มีอิสระทางความคิด หลุดพ้นจากอิทธิพลการครอบงำของคริสต์จักร และมุ่งมั่นที่จะเอาชนะธรรมชาติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้น</p></li><li><p>การพัฒนาเทคโนโลยีในดินแดนเยอรมันตอนใต้ โดยเฉพาะการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์แบบใช้วิธีเรียงตัวอักษรของกูเตนเบิร์ก ในปี ค . ศ . 1448 ทำให้สามารถพิมพ์หนังสือเผยแพร่ความรู้ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง</p></li><li><p>การสำรวจทางทะเลและการติดต่อกับโลกตะวันออก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษ ที่ 16 เป็นต้นมาทำให้อารยธรรม</p><p>ความรู้ต่างๆจากจีน อินเดีย อาหรับ และเปอร์เชีย เผยแพร่เข้ามาในสังคมตะวันตกมากขึ้น</p></li></ol><p><br></p><p><strong><mark>ความสำคัญของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์</mark></strong></p><ul><li><p>ทำให้มนุษย์เชื่อมั่นในสติปัญญาและความสามารถของตน เชื่อมั่นในความมีเหตุผล และนำไปสู่การแสวงหาความรู้โดยไม่มีสิ้นสุด</p></li><li><p>&nbsp;ก่อให้เกิดความรู้และความเจริญก้าวหน้าในวิทยาการด้านต่าง ๆ และทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญ โดยเน้นศึกษาเรื่องราวของธรรมชาติ</p></li><li><p>ทำให้เกิดการค้นคว้าทดลองและแสวงหาความรู้ด้านต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นพื้นฐานของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในสมัยต่อมา</p></li><li><p>ทำให้ชาวตะวันตกมีทัศนคติเป็นนักคิด ชอบสังเกต ชอบซักถาม ชอบค้นคว้าทดลอง เพื่อหาคำตอบ และนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต</p></li><li><p>เกิดพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ นำไปสู่การคำนวณของวิชาฟิสิกส์ วิชาเคมี การแพทย์ รวมถึง เกิดแนวคิดพาณิชย์นิยม เสรีนิยม เป็นสาเหตุของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะที่ 1 และที่ 2</p></li></ul><p><br></p><p><mark>คำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ</mark></p><ol><li><p>การค้นพบทฤษฎีระบบสุริยะจักรวาลของนิโคลัส&nbsp;ชาวโปแลนด์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 สาระสำคัญ คือ ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีโลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ โคจรโดยรอบ ทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสขัดแย้งกับหลักความเชื่อของคริสต์จักรอย่างมากที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แม้จะถูกประณามอย่างรุนแรง แต่ถือว่าความคิดของโคเปอร์นิคัสเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ชาวตะวันตกให้ความสนในเรื่องราวลี้ลับของธรรมชาติ</p></li><li><p>การประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์&nbsp; ของกาลิเลโอ ชาวอิตาลีในปี ค.ศ.1609 ทำให้ความรู้เรื่องระบบสุริยจักรวาลชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ได้เห็นจุดดับในดวงอาทิตย์ได้สังเกตการเคลื่อนไหวของดวงดาว และได้เห็นพื้นขรุขระของดวงจันทร์</p></li><li><p>การค้นพบทฤษฎีการโคจรของดาวเคราะห์ ของโจฮันเนส เคปเลอร์ ชาวเยอรมัน ในช่างต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 สรุปได้ว่า เส้นทางโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์เป็นรูปไข่หรือรูปวงรี มิใช่เป็นวงกลมตามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส</p></li></ol><p><br></p><p><strong><mark>การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ</mark></strong></p><p>การจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นในประเทศต่าง ๆ หลายแห่ง ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17เพื่อสนับสนุนงานวิจัย&nbsp;การประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ และแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้า</p><p><br></p><p><strong><mark>การค้นพบกฎแห่งความโน้มถ่วงของนิวตัน</mark></strong></p><ul><li><p>การค้นพบความรู้หรือทฤษฎีใหม่ของ เซอร์ ไอแซค นิวตัน (&nbsp;Sir Isaac Newton ) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ&nbsp;ในตอนปลายคริสต์สตวรรษที่ 17 มี 2 ทฤษฏี คือ กฎแรงดึงดูดของจักรวาลและกฎแห่งความโน้มถ่วง</p></li><li><p>ผลจากการค้นพบทฤษฏีทั้งสองดังกล่าว ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดโลกและดาวเคราะห์จึงหมุนรอบดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จึงหมุนรอบโลกได้โดยไม่หลุดจากวงโคจร และสาเหตุที่ทำให้วัตถุต่าง ๆ ตกจากที่สูงลงสู่พื้นดินโดยไม่หลุดลอยไปในอวกาศ</p></li></ul><p><br></p><p><strong><mark>ผลจากการปฏิวัติวิทยาศาสตร์</mark></strong></p><ol><li><p>การปฏิวัติวิทยาศาสตร์เป็นสาเหตุผลักดันให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ทำให้ประเทศต่าง ๆ&nbsp;ในยุโรปพัฒนาความเจริญก้าวหน้าในด้านการผลิตจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก</p></li><li><p>การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ทำให้เกิด “ ยุคภูมิธรรม ” หรือ “ ยุคแห่งการรู้แจ้ง ” ทำให้ชาวตะวันตกเชื่อมั่นในเหตุผล ความสามารถ และภูมิปัญญาของตนเชื่อมั่นว่าโลกจะก้าวหน้าพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีความมั่นในว่าจะสามารถแสวงหาความรู้ต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด โดยอาศัยเหตุผลและสติปัญญาของตน</p></li></ol><p><br></p><p><strong><mark>นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ</mark></strong></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.ipst.ac.th/knowledge/knowledge-calendar/4621/galileo.html"><strong><em><sup>กาลิเลโอ กาลิเลอิ</sup></em></strong></a> (ค.ศ.&nbsp;1564 - 1642)</p><p>ชาวอิตาลีได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ เพื่อสังเกตการโคจรรอบ</p><p>ดวงดาว ทำให้นักดาราศาสตร์ได้รับความรู้เกี่ยวกับจักรวาลและการ เคลื่อนที่ในระบบสุริยจักรวาลตามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส ทฤษฎีของ กาลิเลโอขัดแย้งกับคริสต์ศาสนา ทำให้ถูกลงโทษจากคริสตจักร</p><p><br></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www-bbc-co-uk.translate.goog/history/historic_figures/bacon_francis.shtml?_x_tr_sl=en&amp;_x_tr_tl=th&amp;_x_tr_hl=th&amp;_x_tr_pto=tc"><strong><em><sup>เซอร์ ฟรานซิส เบคอน</sup></em></strong></a> (ค.ศ.&nbsp;1561 - 1626)</p><p>ชาวอังกฤษได้วางรากฐานการศึกษางานด้าน วิทยาศาสตร์ จนในที่สุดทำให้มีการจัดตั้งราชบัณฑิตยสมาคม ที่ เรียกว่า&nbsp;The Royal Society Of London For The Promotion Of&nbsp;Naturat Knowledge ขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์</p><p><br></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.stkc.go.th/scientist/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%81-%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99-sir-isaac-newton"><strong><em><sup>เซอร์ไอแซก นิวตัน</sup></em></strong></a><strong><em> </em></strong>(ค.ศ.&nbsp;1642 - 1727)</p><p>ชาวอังกฤษค้นพบกฎแรงดึงดูด (Law Of Universal Attraction) และกฎแห่งความโน้มถ่วง (Law Of Gravity) ซึ่งเป็นผลให้นักวิทยาศาสตร์อธิบายการโคจรของโลกและดาวเคราะห์ต่างๆ ที่หมุนรอบ ดวงอาทิตย์ได้</p><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง | <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.gotoknow.org/posts/698007">https://www.gotoknow.org/posts/698007</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/d9180bf073978964a64f50e1703a2cf7/IMG_5298.jpg" />
         <pubDate>2025-02-01 07:03:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311845897</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 18 : การปฏิวัติอุตสาหกรรม</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311888062</link>
         <description><![CDATA[<p>การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นการเปลี่ยนผ่านที่เริ่มต้นในศตวรรษที่ 18 จากเศรษฐกิจขนาดเล็กที่เน้นการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นอุตสาหกรรมมากขึ้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นในอังกฤษและขยายไปยังส่วนอื่นๆ ของยุโรป สหรัฐอเมริกา และไกลออกไป กระบวนการนี้ขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมาก ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพอย่างมาก แต่ยังส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</p><p><br></p><p><strong><em>การปฏิวัติครั้งที่ 1</em></strong> เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ปี 1784 จากเดิมที่ใช้แรงงานคนและสัตว์เป็นหลัก เปลี่ยนมาเป็นการใช้ เครื่องจักร&nbsp;เป็นตัวทุ่นแรง ตัวการสำคัญก็คือการเกิดขึ้นของเครื่องจักรไอน้ำโดยนักประดิษฐ์ชื่อดัง เจมส์ วัตต์ (James Watt) ที่พัฒนามาจากตัวต้นแบบของ โทมัส นิวโคเมน (Thomas Newcomen) นับเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมโรงงานที่เข้ามาแทนระบบเกษตรกรรมแบบเดิม โดยเฉพาะการบุกเบิกเครื่องทอผ้าในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้เกิดการขยายตัวครั้งมโหฬารของการผลิตด้วยเครื่องจักรในทุกอุตสาหกรรม</p><p><br></p><p><strong><em>การปฏิวัติครั้งที่ 2</em></strong> การปฏิวัติครั้งนี้เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 1870 เป็นการเปลี่ยนจากพลังงานถ่านหินมาสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมัน รวมไปถึงการเกิดขึ้นของ ระบบสายพาน&nbsp;จาก เฮนรี ฟอร์ด (Henry Ford) ที่เร่งประสิทธิภาพการผลิตรถยนต์ให้สูงขึ้น ทั้งรวดเร็วและลดต้นทุน จนทุก ๆ อุตสาหกรรมหันมาใช้ตาม เกิดเป็นยุคการผลิตที่สินค้าหน้าตาเหมือนกันจำนวนมากหรือ Mass Production อย่างที่เรารู้จัก</p><p><br></p><p><strong><em>การปฏิวัติครั้งที่ 3</em></strong> การเกิดขึ้นของไฟฟ้านำมาสู่การพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคนี้ก็คือ&nbsp;<strong>คอมพิวเตอร์&nbsp;</strong>คอมพิวเตอร์เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1946 และเริ่มนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเมื่อปี 1969 ทำให้เกิดการผลิตแบบอัตโนมัติ สามารถผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนได้ ส่งผลให้กระบวนการผลิตยิ่งมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานมากขึ้น</p><p><br></p><p><strong><em>การปฏิวัติครั้งที่ 4 </em>นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาผสมกับโลกการผลิต </strong>เชื่อมโยงเครื่องข่ายในรูปแบบอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things – IoT) รวมไปถึงการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และจักรกลเรียนรู้ (Machine Learning – ML) ทำให้เกิดการผลิตระบบอัติโนมัติที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เครื่องจักรสามารถวิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขปัญหาเองได้ โดยปราศจากการแทรกแซงจากมนุษย์ ความแตกต่างจากการปฏิวัติครั้งที่ 3 ก็คือ จากเดิมเป็นการผลิตแบบเดียวจำนวนมากในเวลาไม่นาน แต่ยุค 4.0 จะผลิตสินค้าได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคน ทำให้เกิดความพึงพอใจที่ต่างแตกกันไป</p><p><br></p><p><strong><mark>ปัจจัยทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม</mark></strong></p><p>ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 รัฐบาลอังกฤษได้ยกเลิกสิทธิ์การขายพิเศษของกิลด์หลายแห่ง ซึ่งถ้าไม่มีสิทธิ์นี้ ช่างฝีมือก็จะต้องดิ้นรนเพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่สร้างสรรค์สินค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้นในราคาที่ถูกกว่า เมื่อกิลด์ลดลง ผู้ผลิตกลุ่มใหม่นี้ก็เริ่มร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ โดยได้รับความช่วยเหลือจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอังกฤษ กฎหมายสิทธิบัตรฉบับใหม่กระตุ้นให้ผู้คนลงทุนในนวัตกรรมโดยมั่นใจว่าพวกเขาสามารถปกป้องและรับผลกำไรจากสิ่งประดิษฐ์ของตนได้ การปฏิรูประบบธนาคารทำให้การกู้ยืมเงินง่ายขึ้น ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้มากขึ้น และการขยายตัวของจักรวรรดิอังกฤษทำให้ธุรกิจมีลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพหลายล้านราย การพัฒนาเพิ่มเติมอีกสองอย่าง ได้แก่ นวัตกรรมด้านการผลิตและการเติบโตของระบบโรงงาน ทำให้กิลด์ล่มสลาย และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษในช่วงกลางศตวรรษที่ 18&nbsp;การประดิษฐ์เครื่องจักรใหม่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำส่วนต่างๆ ของกระบวนการผลิตมาใช้อัตโนมัติได้ ทำให้สามารถผลิตสินค้าได้เร็วและถูกกว่าที่เคย ผู้ประกอบการรายหนึ่งที่ประดิษฐ์เครื่องจักรดังกล่าวคือ Richard Arkwright ได้จดสิทธิบัตรโครงเครื่องทอผ้าด้วยน้ำในปี 1769 ซึ่งใช้พลังงานน้ำในการทอผ้าแทนที่จะใช้การปั่นด้วยมือ เมื่อ Arkwright แพ้สิทธิบัตรโครงเครื่องทอผ้าด้วยน้ำในศาลในปี 1785 ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงได้นำเครื่องบดฝ้ายพลังน้ำของเขามาผลิตซ้ำ ในทศวรรษต่อมา ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็พยายามปรับปรุงประสิทธิภาพในลักษณะเดียวกันนี้โดยการสร้างเครื่องมือใหม่ๆ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ มากมายเข้าสู่ตลาด รวมถึงเครื่องแยกเมล็ดฝ้าย เครื่องยนต์สันดาปภายใน และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า</p><p><br></p><p><strong><mark>นวัตกรรมที่โดดเด่นของการปฏิวัติอุตสาหกรรม</mark></strong></p><ul><li><p><strong><em>เครื่องปั่นด้ายแบบใช้น้ำ</em> </strong>ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อการผลิตสิ่งทอเฟื่องฟู นักประดิษฐ์ได้คิดค้นการปรับปรุงเครื่องปั่นด้ายหลาย ๆ อย่าง หนึ่งในนวัตกรรมดังกล่าวคือเครื่องปั่นด้ายแบบใช้น้ำ ซึ่งใช้น้ำที่ไหลผ่านเพื่อเร่งอัตราการผลิตสิ่งทอและผลิตเส้นด้ายฝ้ายที่ละเอียดและทนทานยิ่งขึ้นสำหรับการทอผ้า เซอร์ริชาร์ด อาร์กไรต์ได้จดสิทธิบัตรเครื่องจักรนี้ในปี 1769 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสิ่งทอของอังกฤษ</p></li><li><p><strong><em>เครื่องจักรไอน้ำวัตต์ </em> </strong>โทมัส นิวโคเมน ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำเครื่องแรกในปี ค.ศ. 1711 ห้าทศวรรษต่อมา เจมส์ วัตต์ได้พัฒนาต่อยอดจากสิ่งประดิษฐ์ของนิวโคเมน โดยคิดค้นเครื่องจักรใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำครองตลาดการผลิต เกษตรกรรม และขนส่ง ทำให้ผลผลิตและการเติบโตเพิ่มขึ้น</p></li><li><p><strong><em>เครื่องกำเนิดไฟฟ้า</em> </strong>ในปี ค.ศ. 1830 นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ไมเคิล ฟาราเดย์ ได้ประดิษฐ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องแรกขึ้น โดยเครื่องของเขาใช้แม่เหล็กในการสร้างกระแสไฟฟ้า ในปีต่อๆ มา นักประดิษฐ์หลายคน รวมถึงซามูเอล มอร์ส ได้ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของฟาราเดย์ในการสร้างอุปกรณ์สำคัญอีกชิ้นหนึ่ง นั่นก็คือ โทรเลข ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ส่งข้อความที่เก่าแก่ที่สุด</p></li></ul><p><br></p><p><strong><mark>ผลที่ตามมาของการปฏิวัติอุตสาหกรรม</mark></strong></p><p>ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม การทำฟาร์มถือเป็นอาชีพที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ก็เป็นงานที่ไม่มั่นคงด้วยเช่นกัน ปัจจัยที่ไม่สามารถคาดเดาได้หลายอย่าง เช่น ภัยแล้งเพียงครั้งเดียวหรือการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่แย่เพียงครั้งเดียว อาจนำไปสู่ความหายนะทางการเงินและไม่สามารถหาอาหารมาวางบนโต๊ะได้ แต่เมื่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อให้เกิดงานใหม่ขึ้นเริ่มจากในอังกฤษและในที่สุดก็ทั่วโลกผู้คนเริ่มออกจากฟาร์มเพื่อไปทำงานในโรงงาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดรายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอมากขึ้น และด้วยนวัตกรรมในการผลิตจำนวนมาก อาหารและของใช้ในครัวเรือนก็มีราคาถูกลงและหาได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เศรษฐกิจของอังกฤษเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ ถ่านหิน และเหล็กที่เจริญรุ่งเรืองของประเทศ และความสามารถในการผลิตสินค้าในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน</p><p><br></p><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง : <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://education-cfr-org.translate.goog/learn/reading/what-are-causes-and-consequences-industrialization?_x_tr_sl=en&amp;_x_tr_tl=th&amp;_x_tr_hl=th&amp;_x_tr_pto=tc">https://education-cfr-org</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/77d108cd4312a7c9740eb1d2e187f1eb/IMG_5301.jpg" />
         <pubDate>2025-02-01 09:23:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311888062</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 19 : แนวคิดเสรีนิยม</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311906846</link>
         <description><![CDATA[<p>เป็นปรัชญาการเมืองหรือมุมมองทางโลกซึ่งตั้งอยู่บนความคิดเสรีภาพและความเสมอภาค นักเสรีนิยมยอมรับมุมมองหลากหลายขึ้นอยู่กับความเข้าใจหลักการเหล่านั้น แต่โดยทั่วไปสนับสนุนความคิดอย่างเสรีภาพในการพูด เสรีภาพสื่อ เสรีภาพทางศาสนา ตลาดเสรี สิทธิพลเมือง รัฐบาลฆราวาส ความเสมอภาคทางเพศและการร่วมมือระหว่างประเทศ</p><p><br></p><p><strong><mark>ลักษณะพื้นฐานของเสรีนิยม</mark></strong></p><p>แอนดรูว์ เฮย์วูด เสนอว่า อุดมการณ์เสรีนิยมมีลักษณะพื้นฐาน 7 ประการ</p><ol><li><p><strong>ปัจเจกบุคคลนิยม</strong> (Individualism) แนวคิดนี้ถือว่า มนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคลมีความสำคัญที่สุด เป็นการมองที่ตัวเอง (Self center) ถือว่าตัวเองสำคัญที่สุด เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เพราะมองว่าถ้าไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเท่ากับไม่มีตัวตน </p></li><li><p><strong>เสรีภาพ</strong> (Liberty/Freedom)</p><p>หลักเสรีภาพอยู่คู่กับหลักปัจเจกชนนิยม เพราะเสรีภาพทำให้ความเป็นปัจเจกโดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง อย่างไรก็ตามเสรีภาพในความหมายของเสรีนิยมหมายถึง “เสรีภาพภายใต้กฎหมาย” (freedom under the law) เพื่อป้องกันไม่ให้การใช้เสรีภาพของบุคคลหนึ่งละเมิดเสรีภาพของอีกบุคคลหนึ่ง</p></li><li><p><strong>เหตุผล</strong> (Reason) นักเสรีนิยมเชื่อมั่นในความสามารถการใช้เหตุผลของมนุษย์ เชื่อว่าทุกคนสามารถคิด ตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง </p></li><li><p><strong>ความเสมอภาค</strong> (Equality) นักเสรีนิยมเชื่อว่ามนุษย์ “เกิดมาเท่าเทียมกัน” มีความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และมีความเสมอภาคทางการเมือง </p></li><li><p><strong>ขันติธรรม </strong>(Toleration)<strong> </strong>ขันติธรรมหรือความใจกว้างอดทนต่อความคิดต่าง การกระทำของผู้อื่นที่แตกต่างเป็นปัจจัยสำคัญที่จะประกันเสรีภาพส่วนบุคคล และเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งทางสติปัญญาแก่สังคมที่ส่งเสริมให้</p></li><li><p><strong>ฉันทานุมัติ </strong>(Consent) อุดมการณ์เสรีนิยมจะต้องตั้งอยู่บน “ฉันทานุมัติของผู้อยู่ใต้การปกครอง” หมายความว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคนในสังคมที่ปรากฏออกมาในรูปของกฎ กติกา ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมายที่รัฐใช้บังคับแก่ผู้คนทั้งหลายในสังคมต้องได้รับความเห็นชอบโดยสมาชิกของสังคม ลักษณะเช่นนี้ทำให้ลัทธิเสรีนิยมมีแนวโน้มเข้าได้ดีกับการปกครองแบบประชาธิปไตย (Democracy) การเลือกตัวแทนเข้าไปในระบบการเมือง กลุ่มเป็นตัวแทนช่วยให้การแสดงความคิดเห็นมีประสิทธิภาพ</p></li><li><p><strong>รัฐธรรมนูญนิยม </strong>(Constitutionalism) รัฐธรรมนูญคือกฎหมายระบุว่าจะอยู่ในการปกครองร่วมกันอย่างไร กติกาการอยู่ร่วมกันเป็นอย่างไร บทบาทหน้าที่ของรัฐบาลมีอะไรบ้าง หลักนโยบายรัฐบาลเป็นอย่างไร รวมทั้งหน้าที่พลเมือง กลไกควบคุมการปกครองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของลัทธิเสรีนิยม</p></li></ol><p><br></p><p><strong><em>หลักสำคัญของอุดมการณ์เสรีนิยม คือ การให้ความสำคัญกับการรักษา ส่งเสริม เสรีภาพของประชาชน ต่อต้านการจำกัดเสรีภาพการแสดงออก ต่อต้านการออกกฎหมายควบคุมความเชื่อหรือค่านิยมที่ปัจเจกชนยึดถือ</em></strong></p><p><br></p><p><strong><mark>เสรีนิยม 2 ประเภท</mark></strong></p><ol><li><p><em>เสรีนิยมคลาสสิค </em>เมื่อพูดถึงอุดมการณ์เสรีนิยม มักยกย่องว่าต้นกำเนิดอุดมการณ์นี้คือ <strong><em>จอห์น ล็อค</em></strong> นักปรัชญาชาวอังกฤษจากผลงาน Two Treaties of Government (1690) มีสาระสำคัญ การให้ความสำคัญต่อปัจเจกชนมากกว่ารัฐ เพราะปัจเจกชนเป็นผู้สร้างรัฐ และอำนาจของรัฐโดยฉันทานุมัติ รัฐไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากฉันทานุมัติของปัจเจกชนในสังคม ปัจเจกชนมีความสามารถในการดูแลตนเอง และตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร<strong>โดยไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น<em> อดัม สมิทธ</em> </strong>ขยายความคิดเสรีนิยมคลาสสิคต่อจากล็อค และแนวคิดทางการเมืองในกรอบแนวคิดทางเศรษฐกิจ ปรากฏในหนังสือของเขาชื่อ The Wealth of Nations เสนอว่า ความมั่งคั่งของชาติไม่ได้เกิดจากการสะสมทองคำหรือเงินตามแนวคิดพาณิชยนิยม (Mercantilism) เพราะทองคำควรเป็นเพียงสื่อกลางแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ความมั่งคั่งของชาติที่แท้มาจากการใช้ระบบเศรษฐกิจที่เปิดโอกาสให้ปัจเจกชนผลิตสินค้าและบริการ และสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่างเสรี (Laissez-faire</p></li><li><p><em>เสรีนิยมสมัยใหม่ </em>ในปลายช่วงศตวรรษที่ 19 ประเทศที่ใช้แนวทางเสรีนิยมของสมิทธพบว่าระบบเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามคำอธิบายของสมิทธ เกิดการผูกขาดจากธุรกิจเอกชนรายใหญ่ ราคาไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนเพิ่มขึ้น สังคมได้รับผลกระทบทางลบมากมาย โดยเฉพาะกรรมกร ผู้ใช้แรงงานระดับล่างได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด</p></li></ol><p><br></p><p><strong><mark>นักคิดเสรีนิยมที่สำคัญ</mark></strong></p><ol><li><p>จอห์น ล็อค (ค.ศ. 1632-1704)<strong> </strong>เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ เขาได้เขียนหนังสือเรื่องTwo Treatises of Government ซึ่งเสนอแนวคิดว่ารัฐบาลต้องจัดตั้งโดยความยินยอมของประชาชนและต้องรับผิดชอบความเป็นอยู่ของประชาชน เสรีภาพของปัจเจกบุคคล สิทธิในชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สิน และขันติธรรมทางศาสนา เขาได้รับการขนานนามว่า "บิดาแห่งระบอบประชาธิปไตย"</p></li><li><p>บารอน เดอ มองเตสกิเออ (ค.ศ. 1689-1755)<strong> </strong>นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เสนอแนวคิดในการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยเป็น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการมองเตสกิเออร์เป็นหนึ่งในบรรดาตัวแทนที่ทรง อิทธิพลและเป็นที่รู้จักในยุคภูมิธรรมในฝรั่งเศส ความสนใจ ในศาสตร์อันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย</p></li><li><p>ชอง-ชาคส์ รุสโซ (ค.ศ. 1712-1778)<strong> </strong>นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เขียนหนังสือเรื่อง สัญญาประชาคม (The Social Contract) ซึ่งถือว่าเป็นการวางรากฐานแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยไม่ต้องผ่านผู้แทน</p></li><li><p>อดัม สมิธ<strong> </strong>(ค.ศ. 1723-1790)<strong> </strong>เป็นนักปรัชญาชาวสก๊อต มีผลงานเขียนที่มีชื่อเสียงคือเรื่อง ความมั่งคั่งของชาติ (The Wealth of the Nations) ใน ค.ศ. 1776 ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวความคิดทางการเมือง และเศรษฐกิจของยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 ซึ่งกล่าวถึงทฤษฎีการค้าเสรี ที่รัฐไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการค้าของเอกชนแต่รัฐมีหน้าที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ จัดการศึกษาและบริการสาธา</p></li><li><p>เอฟ อาร์ ฟอน ฮาเย็ค (F. A. von Hayak) ผลงานของฮาเย็คที่นาเสนอปัญหาของข้อมูลในระเบียบวิธีของ ลุดวิค ฟอน ไมส์ (Ludwig von Mises) และการใช้และข้อจากัดของ ความรู้ เป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีสาคัญที่สร้างคุโณปการอย่างยิ่งต่อ ปรัชญาสังคม, กระบวนการเชิงซ้อนของการจัดระเบียบตาม แนวคิดของเขาที่สนับสนุนการแข่งขันในตลาด เสรีและการก่อตั้งระบบการการจายอานาจอานาจทางการเมือง รวมทั้งการควบคุมการใช้อานาจรัฐ กล่าวคือ ฮาเย็คเห็นว่า การ แข่งขันเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดในการค้นหาทางใหม่ๆภายใต้ สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน</p><p><br></p></li></ol><p>แหล่งอ้างอิง | <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://sites.google.com/acu.ac.th/historym6/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97-1-2-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%8D%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%99/1-8-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%A1">https://sites.google.com/acu.ac.th/historym6</a><em><br></em></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/51b8d1751ff8276e23d5077c610f3ab9/IMG_5303.jpg" />
         <pubDate>2025-02-01 10:18:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311906846</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 15 - 19 : แนวคิดจักรวรรดินิยม</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311918597</link>
         <description><![CDATA[<p>เป็นแนวความคิดของชาติมหาอำนาจในยุโรปที่จะขยายอำนาจ และอิทธิพลของตนเข้าครอบครองดินแดนที่ล้าหลังและด้อยความเจริญในทวีปต่างๆ เพื่อแสวงผลประโยชน์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น แหล่งวัตถุดิบ และตลาดระบายสินค้า ชาวยุโรปเข้ายึดครองดินแดนของชนชาติต่างๆในรูปของ <strong>การล่าอาณานิคม ( Colonization )</strong></p><p><br></p><p><strong><em><mark>จักรวรรดินิยมยุคแรก</mark></em></strong></p><p>เริ่มต้นเมื่อมีการค้นพบทวีปแอฟริกา และค้นพบเส้นทางเดินเรือไปยังทวีปเอเชีย เมื่อศตวรรษที่ 15 สเปนและโปรตุเกสเป็นชาติผู้นำการค้นพบดินแดนใหม่ โดยที่สเปนเข้ายึดครองดินแดนในอเมริกาใต้แล้วนำเงิน ทองคำ จากโลกใหม่ไป ส่วนโปรตุเกสมั่งคั่งจากการผูกขาดการค้าขายกับอินเดีย และหมู่เกาะเครื่องเทศ ต่อมาเส้นทางผูกขาดการค้า การเดินเรือของสเปนและโปรตุเกสมีคู่แข่ง คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอลันดา โดยที่อังกฤษเริ่มส่งคนไปตั้งถิ่นฐานแถบอเมริกาเหนือ และกระจายกันไปในโลกใหม่ ส่วนในฮอลันดาในศตวรรษที่ 17 มีเรือเดินสมุทรมากและควบคุมการค้าขายแถบสุมาตรา บอร์เนียว และโมลุกกะ (หมู่เกาะเครื่องเทศ) โดยขับไล่โปรตุเกสได้สำเร็จ และมีสถานีการค้าในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ด้านฝรั่งเศส สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เข้าไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือตอนกลาง สถานีการค้าในอินเดียและหมู่เกาะเวสต์อินดีส อังกฤษและฝรั่งเศสขัดกันเรื่องผลประโยชน์ การแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนืออินเดียระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสสิ้นสุดลง</p><p><br></p><p>ในศตวรรษที่ 18 การค้าทาสได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วส่วนใหญ่ส่งไปยังบราซิลของโปรตุเกสและอาณานิคมของสเปนในอเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือ ฉะนั้นชาวยุโรปกับชาติอาณานิคมมีความสัมพันธ์กันเป็นไปเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ทางการค้าขายของชาติตนเป็นสำคัญหรือที่เรียกว่า ลัทธิพาณิชย์นิยม (Mercantilism) ที่ถือว่าประเทศเจริญมั่งคั่งต้องพยายามขายให้ได้มากที่สุดและซื้อน้อยที่สุดอาณานิคม จึงมีความสำคัญเป็นทั้งตลาดสำหรับจำหน่ายสินค้าและเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบที่เมืองแม่เข้าควบคุมได้อย่างเต็มที่ ด้านการผูกขาดการค้า</p><p><br></p><p><strong><em><mark>จักรวรรดินิยมใหม่</mark></em></strong></p><p>รวมทั้งเรื่องความสำคัญของลัทธินี้ แต่เกือบทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าอย่างน้อยที่สุดมีเหตุการณ์สองประการที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายศตวรรษที่ 19 และช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 คือสัญญานของการเกิดลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่ เหตุการณ์ทั้งสองเรื่องคือ</p><ol><li><p>มีการแสวงหาอาณานิคมแบบใหม่ซึ่งมีความรวดเร็วในการครอบครองดินแดนสูง</p></li><li><p>จำนวนของมหาอำนาจอาณานิคมมีจำนวนเพิ่มขึ้น</p></li></ol><p><br></p><p><strong><em><mark>ผลกระทบของแนวคิดจักรวรรดินิยมที่มีต่อโลก</mark></em></strong></p><ol><li><p><strong>ด้านการเมือง :</strong> ทำให้ชาวตะวันตกมีอำนาจเข้ามาปกครองคนพื้นเมืองโดยใช้วิธีปกครองแบบอาณานิคม ให้การปกครองแบบจารีตในดินแดนต่างๆของโลกเปลี่ยนไป ขณะเดียวกันแนวคิดในเรื่องชาตินิยมและประชาธิปไตยได้เผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้ชาติที่ตกเป็นอาณานิคมเกิดความรู้สึกชาตินิยมและเรียกร้องเอกราช และมีการเรียกร้องให้มีการปกครองแบบประชาธิปไตย</p></li><li><p><strong>ด้านเศรษฐกิจ :</strong> ทำให้อาณานิคมกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบและตลาดสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมทางตะวันตก ทำให้ชาวตะวันตกมีฐานะร่ำรวย ในขณะที่ชาวพื้นเมืองยากจน ทั้งยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจจากเมืองแม่ แต่ขณะเดียวกันชาวพื้นเมืองได้เรียนรู้เศรษฐกิจแบบใหม่ ได้แก่การธนาคาร การปลูกพืชในไร่ขนาดใหญ่</p></li><li><p><strong>ด้านสังคม : </strong>ชาวพื้นเมืองมีสถานภาพต่ำกว่าชาวตะวันตกในบ้านเมืองของตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองกลุ่มเป็นไปในลักษณะผู้ปกครองที่ปกครองคนที่ต่ำต้อยกว่า ขณะเดียวกันได้เกิดชนชั้นกลางขึ้นในสังคมอาณานิคม</p></li><li><p><strong>ด้านวัฒนธรรม : </strong>ชาวพื้นเมืองได้สูญเสียวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิมของตนและยอมรับวัฒนธรรมของชาวตะวันตกที่เผยแพร่ไปทั่วโลก เช่น การแต่งกาย อาหาร ภาษาและการใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตกซึ่งอาจทำให้ชีวิตสะดวกสบายและสามารถติดต่อสื่อสารกับคนได้กว้างขวาง แต่ความคิดแบบวัตถุนิยมโดยลืมการใช้ชีวิตที่เน้นคุณค่าทางจิตใจ จึงทำให้สังคมโลกเกิดความสับสนดังเช่นในปัจจุบัน</p></li></ol><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง | <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.gotoknow.org/posts/312920">https://www.gotoknow.org/posts/312920 </a></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://sites.google.com/acu.ac.th/historym6/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97-1-2-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%8D%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%99/1-9-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%A1">https://sites.google.com/acu.ac.th/historym6/หนวยท-1-2-เรองเหตการณสำคญในสมยใหมจนถงปจจบน/1-9-แนวคดจกวรรดนยม</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/37226bb5e966dd30fede095626f2ef05/IMG_5304.png" />
         <pubDate>2025-02-01 10:51:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311918597</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 19 : แนวคิดชาตินิยม</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311926414</link>
         <description><![CDATA[<p>ชาตินิยมเป็นการแสดงออกทางการเมืองของแนวคิดที่ว่ามนุษยชาติตกอยู่ในกลุ่มชนหรือชาติที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ ในฐานะหลักคำสอนทางการเมือง ชาตินิยมตามธรรมเนียมแล้วสืบย้อนไปถึงยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ชาตินิยมมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์คิดค้น และต้นกำเนิดสมัยใหม่ของหลักคำสอนทางการเมืองของชาตินิยมมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับข้อเรียกร้องของชาตินิยมสำหรับความเก่าแก่และความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ของชาติของตน</p><p><br></p><p><strong><mark>พัฒนาการความเป็นมา</mark></strong></p><p>แนวคิดชาตินิยมในแต่ละประเทศในยุโรปเกิดขึ้นและพัฒนาแตกต่างกันตามเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และการเมือง สังคมของประเทศนั้นๆ โดยทั่วไปก่อนคริสต์ศวรรษที่ 19 ความจงรักภักดีและความผูกพันรักชาติในพลเมืองของแต่ละประเทศยังไม่เกิดขึ้นเพราะในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 ความจงรักภักดีของพลเมืองยังคงอยู่ที่กษัตริย์หรือราชวงศ์ แต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ ได้สร้างความรู้สึกที่ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในฐานะเป็นพลเมืองของประเทศ ไม่ใช่ค่าของพระเจ้าแผ่นดินดังแต่ก่อน ความจงรักภักดีที่เคยมีต่อกษัตริย์จึงถูกโอนมาอยู่ที่รัฐชาติ</p><p><br></p><p><strong><mark>การบุกทลายคุกบาสตีย์</mark></strong></p><p>การที่ฝรั่งเศสต้องทำสงครามกับนานาประเทศในยุโรปเพื่อปกป้องความเป็นชาติของตนในการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ส.1792-1802 และเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ของการปฏิวัติว่าด้วยเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ ฝรั่งเศสได้เกณฑ์พลเมืองชายที่มีอายุ 18-25 ปีเป็นทหารเพื่อเข้ารวมทำสงคราม ทำให้การเกณฑ์ทหารที่มีกฎระเบียบเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก</p><p><br></p><p><strong><mark>ธงชาติฝรั่งเศส</mark></strong></p><p>ในขณะเดียวกันฝั่งเศสก็ได้สร้างเพลงชาติ ธงชาติเป็นสื่อกระตุ้น จึงทำให้ฝรั่งเศสมีชัยชนะในสงครามร่วมทั้งอุดมการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศสออกไปทั่วยุโรปสงคราม ปฏิวัติฝรั่งเศสยังทำให้ นโลเบียน โบนาปาร์ต นายพลสำคัญของกองทัพฝรั่งเศส ได้รับการสนันสนุนจากประชาชนให้เป็นจักพรรดิเฉลิมพระนามว่า จักพรรดินโปเลียนที่๑</p><p><br></p><p><strong><mark>นโปเลียน โบนาปาร์ต</mark> (</strong>นายทหารฝรั่งเศส)</p><p>หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ค.ศ.1914-1918 แนวคิดชาตินิยมได้ลดบทบาทและลัทธิพลลงเพราะความพินาศหายนะที่ร้ายแรงของสงครามและการสูญเสียของพลเรือนจำนวนมหาศาล จึงมีการจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความร่วมมือระหว่างประเทศรวมถึงการธำรงรักษาสันติภาพ</p><p><br></p><p><strong><mark>สงครามเย็น</mark></strong></p><p>ชาวพื้นเมืองในเอเชียและแอฟริกาต่างเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชจาการปกครองของเจ้าอาณานิคม การต่อสู้เพื่อเอกราชในเอเชียและแอฟริกา ในครึ่งหลังของศตวรรษที่๒๐จึงมีแนวคิดชาตินิยมเป็นสำคัญในการผลักดัน จนนำไปสู่ชัยชนะทางการเมืองและได้รับเอกราชในที่สุด การสิ้นสุดสงครามเย็นและการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ค.ศ.1991 ซึ่งนำไปสู่การรวมยุโรปตะวันตกเข้ากับยุโรปตะวันออกในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในทวีปยุโรป</p><p><br></p><p><strong><mark>ผลของแนวคิดชาตินิยมที่มีต่อโลก</mark></strong></p><p>เป็นอุดมการณ์และพลังความคิดทางการเมืองในยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และจากนั้นก็เติบโตและขยายตัวไปทั่วโลกในคริสต์ศตวรรษที่20 นำไปสู่การเกิดรัฐชาติหรือประเทศขึ้นทั่วทุกมุมโลก และทำให้คำว่าชาติ มีความหมายทางการเมืองและทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ในคริสต์ศตวรรษที่ 21 คาดการณ์กันว่าแนวคิดชาตินิยมจะมีบทบาทและความสำคัญลดลงเพราะนานาประเทศจะผลึกกำลังและร่วมมือกันมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของประชาคมหรืรัฐภูมิภาคตลอดจนร่วมมือกันในระดับต่างๆ เพื่อปกป้องการถูกครอบงำและเอารัฐเอาเปรียบ ขณะเดียวกันก็จะร่วมมือกันมากขึ้นในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นปัญหาร่วมของโลก</p><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง | <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://sites.google.com/acu.ac.th/historym6/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97-1-2-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%8D%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%99/1-10-%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%A1">https://sites.google.com/acu.ac.th/historym6/หนวยท-1-2-เรองเหตการณสำคญในสมยใหมจนถงปจจบน/1-10-แนวคดชาตนยม</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/b07b0d2dec499fc0c633ea57fb4d6bdb/IMG_5363.jpg" />
         <pubDate>2025-02-01 11:12:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311926414</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 18 - 20 : แนวคิดสังคมนิยม</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311931681</link>
         <description><![CDATA[<p>สังคมนิยมเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อระบบทุนนิยมที่ขยายตัว โดยนำเสนอทางเลือกที่มุ่งปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชนชั้นแรงงานและสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น สังคมนิยมมีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับระบบทุนนิยมซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนระบบตลาดเสรีและการเป็นเจ้าของโดยเอกชน เนื่องจากสังคมนิยมเน้นย้ำถึงความเป็นเจ้าของสาธารณะในปัจจัยการผลิต "สังคมนิยม" ถูกนำไปใช้กับระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างกันมากมายตลอดประวัติศาสตร์ รวมถึงลัทธิอุดมคติ ลัทธิอนาธิปไตย ลัทธิคอมมิวนิสต์โซเวียต และสังคมประชาธิปไตย ระบบเหล่านี้มีโครงสร้างที่แตกต่างกันมาก แต่ระบบเหล่านี้มีจุดยืนที่ตรงข้ามกับระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี และความเชื่อที่ว่าการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต (และการหาเงิน) ของรัฐจะนำไปสู่การกระจายความมั่งคั่งที่ดีขึ้นและสังคมที่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น </p><p><br></p><p><strong><mark>สังคมนิยมอุดมคติ</mark></strong></p><p>นักสังคมนิยมยุคแรกๆ เช่น อองรี เดอ แซ็งต์-ซิมง, โรเบิร์ต โอเวน และชาร์ล ฟูริเยร์ เสนอรูปแบบการจัดระเบียบสังคมของตนเองโดยยึดหลักความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน ในขณะที่แซ็งต์-ซิมงเสนอแนวคิดเรื่องระบบที่รัฐควบคุมการผลิตและการกระจายสินค้าเพื่อประโยชน์ของสมาชิกทุกคนในสังคม ทั้งฟูริเยร์และโอเวน (ในฝรั่งเศสและอังกฤษ ตามลำดับ) เสนอระบบที่ยึดหลักชุมชนรวมขนาดเล็ก ไม่ใช่รัฐรวมอำนาจ</p><p><br></p><p><mark>อิทธิพลของคาร์ล มาร์กซ์</mark></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.history.com/topics/germany/karl-marx">คาร์ล มาร์กซ์</a> นักทฤษฎีสังคมนิยมที่มีอิทธิพลมากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นผู้เรียกโอเวน ฟูริเยร์ และนักคิดสังคมนิยมคนอื่นๆ ในยุคก่อนๆ ว่าเป็น “นักอุดมคติ” และปฏิเสธวิสัยทัศน์ของพวกเขาว่าเป็นเพียงความฝันและไม่สมจริง สำหรับมาร์กซ์ สังคมประกอบด้วยชนชั้น เมื่อชนชั้นบางกลุ่มควบคุมปัจจัยการผลิต พวกเขาก็ใช้พลังอำนาจนั้นเพื่อขูดรีดชนชั้นแรงงาน</p><p>ในผลงาน<em>The Communist Manifesto</em> เมื่อปีพ.ศ. 2391 มาร์กซ์และผู้ร่วมงานของเขา ฟรีดริช เอนเกลส์ โต้แย้งว่า “สังคมนิยมทางวิทยาศาสตร์” ที่แท้จริงสามารถสถาปนาได้หลังจากการต่อสู้ของชนชั้นปฏิวัติ โดยมีชนชั้นกรรมาชีพขึ้นมามีอำนาจสูงสุด</p><p><br></p><p><strong><mark>สังคมนิยมในศตวรรษที่ 20</mark></strong></p><p>เมื่อสิ้นสุดทศวรรษปี ค.ศ. 1920 แนวคิดสังคมนิยมที่เน้นการปฏิวัติของเลนินได้เปลี่ยนทางไปสู่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียตและการรวมอำนาจเบ็ดเสร็จภายใต้การนำของโจเซฟ สตา ลิน คอมมิวนิสต์โซเวียตและคอมมิวนิสต์กลุ่มอื่นได้ร่วมมือกับขบวนการสังคมนิยมอื่นๆ เพื่อต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์ หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองพันธมิตรนี้ได้สลายไปเมื่อสหภาพโซเวียตสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์ขึ้นทั่วยุโรปตะวันออก</p><p>การล่มสลายของระบอบการปกครองเหล่านี้ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 และการล่มสลายในที่สุดของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ทำให้ลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นพลังทางการเมืองระดับโลกลดน้อยลงอย่างมาก มีเพียงจีน คิวบา เกาหลีเหนือ ลาว และเวียดนามเท่านั้นที่ยังคงเป็นรัฐคอมมิวนิสต์</p><p><br></p><p><strong><mark>สังคมนิยมในสหรัฐอเมริกา</mark></strong></p><p>ในสหรัฐอเมริกา พรรคสังคมนิยมไม่เคยประสบความสำเร็จเท่ากับในยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนสูงสุดในปี 1912 เมื่อยูจีน วี. เด็บส์ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 6 ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีนั้น แต่โครงการปฏิรูปสังคม เช่นระบบประกันสังคมและประกันสุขภาพ ซึ่งฝ่ายต่อต้านเคยประณามว่าเป็นระบบสังคมนิยม กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกันที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา</p><p><br></p><p>นักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมในสหรัฐฯ มักมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายคอมมิวนิสต์ โดยชี้ไปที่ระบอบสังคมนิยมเผด็จการ เช่น ระบอบของเวเนซุเอลา เพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับรัฐบาลขนาดใหญ่</p><p>การตีความและนิยามของลัทธิสังคมนิยมที่หลากหลายในทางการเมือง และการขาดความเข้าใจร่วมกันว่าสังคมนิยมคืออะไรหรือมีลักษณะอย่างไรในทางปฏิบัติ สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่ซับซ้อนของลัทธิสังคมนิยม อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองและแนวคิดของลัทธิสังคมนิยมยังคงมีอิทธิพลต่อนโยบายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และความคงอยู่ของลัทธิสังคมนิยมแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์ที่ยั่งยืนของการเรียกร้องให้สังคมมีความเท่าเทียมกันมากขึ้น</p><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง | <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www-history-com.translate.goog/topics/industrial-revolution/socialism">https://www-history-com.translate.goog/topics/industrial-revolution/socialism</a>?</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/51041c635aa5ef50477980047b536a35/IMG_5307.jpg" />
         <pubDate>2025-02-01 11:27:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311931681</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 20 : ความขัดแย้งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311936662</link>
         <description><![CDATA[<p>การปฏิวัติอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าทางวิทยาการของโลกในคริสต์สตวรรษที่ 19 ทำให้โลกก้าวหน้ามากขึ้น มนุษย์สามารถประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้และปรับปรุงการคมนาคมที่ อำนวยความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต ทำให้เกิดการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม อันมีผลทำให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมของชาติมหาอำนาจ และเริ่มแข่งขันกันแสวงหา อาณานิคมในดินแดนโพ้นทะเล</p><p><strong><br><mark>สงครามโลกครั้งที่ 1</mark></strong></p><p>สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นความขัดแย้งระดับโลกที่เกิดขึ้นในยุโรปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีฝ่ายพันธมิตรอยู่ฝ่ายหนึ่งและฝ่ายมหาอำนาจกลางอยู่ฝ่ายหนึ่ง สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "สงครามยุติสงครามทั้งหมด" เนื่องจากมีจำนวนผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยมีนักรบมากกว่า 9 ล้านคนเสียชีวิตใน "มหาสงคราม"</p><p><br></p><p><strong><mark>สงครามโลกครั้งที่ 2</mark></strong></p><p>สงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกองทหารของทุกมหาอำนาจโลก และมีสัญลักษณ์คือการเกิดขึ้นของพวกนาซีเยอรมัน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการใช้อาวุธนิวเคลียร์เพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การทำสงคราม</p><p><br></p><p><strong><mark>วิกฤตการณ์ทางการเมือง</mark></strong></p><p>ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เกิดวิกฤตการณ์การเมืองระหว่างประเทศหลายครั้ง ที่เป็นพื้นฐานของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประเทศมหาอำนาจในยุโรปป ทั้ง 2 ค่าย นำไปสู่การเกิดสงครามโลกขึ้น คือ วิกฤตการณ์โมร็อกโก ( ค.ศ.1905 - 1911 ) วิกฤตการณ์บอสเนีย ( ค.ศ.1908 ) และวิกฤตการณ์บอลข่าน( ค.ศ.1912 - 1913 ) สะท้อนให้เห็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีส่วนคุกคามสันติภาพของยุโรป และประเทศมหาอำนาจที่ไม่ยอมร่วมมือกันแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งจึงขยายตัวกว้างมากขึ้น </p><ul><li><p><strong><em>วิกฤตการณ์โมร็อกโก </em></strong>ภายใต้การพัฒนาทางการทหาร ลัทธิชาตินิยมและจักรวรรดินิยม ที่ครอบงำไปทั่วทั้งยุโรป ทำให้ยุโรปต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ด้วยแนวคิดชาตินิยมและการปลูกฝังที่มีอย่างต่อเนื่องสู่รุ่นลูกรุ่นหลานก็ทำให้สั่งสมความเกลียดชังและขัดแย้งมาอย่างต่อเนื่อง <strong>วิกฤตการณ์โมร็อกโกครั้งที่ 1 เรียกกันว่า “วิกฤตการณ์แทนเจียร์” </strong>มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีในโมร็อกโก <strong>วิกฤตการณ์โมร็อกโกครั้งที่ 2 เรียกกันว่า “วิกฤตการณ์อากาดีร์” </strong>มีสาเหตุมาจากเกิดจากการเคลื่อนไหวล้มล้างอานาจสุลต่าน ฝรั่งเศสส่งกองกาลังเข้าไปควบคุม สถานการณ์ แต่เยอรมนีต่อต้านการ แทรกแซงของฝรั่งเศส และส่งเรือรบเข้าไป ยังเมืองอากาดีร์</p></li><li><p><strong><em>สงครามบอสเนีย </em></strong>เป็นสงครามความขัดแย้งชาติพันธุ์ระหว่างชาวโครแอต ชาวเซิร์บ และชาวบอสเนียซึ่งเป็นชาวมุสลิม สงครามปะทุในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1992 เมื่อชาวเซิร์บได้ก่อจลาจลเพื่อแยกตัวเป็นอิสระ ในขณะเดียวกันชาวโครแอตก็แยกดินแดนเป็นอิสระเช่นเดียวกัน ในช่วงสัปดาห์เดียวบอสเนียเกือบทั้งประเทศกลายเป็นทะเลเพลิง สงครามขยายวงกว้างไม่เว้นแต่กรุงซาราเยโว เมืองหลวงของบอสเนีย เป็นผลสืบเนื่องมาจากออสเตรีย-ฮังการีเข้ายึดครองบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา</p></li><li><p><strong>สงครามบอลข่าน </strong>ค.ศ. 1911 อิตาลีทำสงครามกับตุรกีกรณียึดทริโปลี พร้อมกันนั้นรุสเซียก็ได้เข้าไปเกลี่ยวกล่อมบัลแกเรียประเทศซึ่งถือเป็นศัตรูโดยตรงของเซอร์เบียให้หันมาจับมือร่วมกันกับเซอร์เบียจนก่อเกิดสัญญาลับขึ้นมาเพื่อร่วมกันโจมตีตุรกีในปี 1912 ซึ่งมีข้อตกลงในสัญญาลับนั้นว่า หากทำสงครามกับตุรกีจนได้รับชัยชนะแล้วบัลแกเรียจะได้ดินแดนส่วนใหญ่ของมาซิโดเนีย ผลของการรวมกลุ่มกันครั้งนี้ยังทำให้กรีซและมอนเตเนโกรกระโดดมาเข้าร่วมจับมือด้วย กลายเป็นกลุ่มประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่าน เรียกกันว่ากลุ่มสันนิบาตบอลข่าน โดยชาวประเทศกลุ่มนี้มีเป้าหมายคือปลดปล่อยชาวสลาฟซึ่งถือว่าเป็นพวกเดียวกันกับตนเองให้หลุดพ้นจากอำนาจการปกครองของมุสลิมของตุรกี *<strong>สงครามบอลข่านครั้งที่ 1</strong> เกิดจากการที่ สันนิบาตบอลข่าน มุ่งยึดครองแคว้นมาซิโดเนีย แคว้นคอโซโว และเกาะครีตจากตุรกี ตุรกีเป็นฝ่ายแพ้และต้องสูญเสียดินแดน ในคาบสมุทรบอลข่านเกือบทั้งหมดให้แก่ สันนิบาตบอลข่าน <em>*</em><strong><em>สงครามบอลข่านครั้งที่2 </em> </strong>เกิดจากการที่บัลแกเรีย ไม่พอใจที่เซอร์เบียและกรีซได้ครอบครอง ดินแดนในมาซิโดเนียมากกว่าตนจึงประกาศ สงคราม บัลแกเรียเป็นฝ่ายแพ้ทำให้สูญเสียอิทธิพล เซอร์เบียกลายเป็นมหาอำนาจสำคัญของภูมิภาค แผนที่แสดงที่ตั้งประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ค.ศ. 1914</p></li></ul><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง | <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://sites.google.com/acu.ac.th/historym6/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97-1-3-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%99/1-1-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A8%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%97-20-%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%99">https://sites.google.com/acu.ac.th/historym6/หนวยท-1-3-เหตการณสำคญทางประวตศาสตรทมผลตอโลกปจจบน/1-1-ความขดแยงในครสตศตวรรษท-20-จนถงปจจบน</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/8f391383d68e7f154e8d9a83e4592a21/IMG_5364.jpg" />
         <pubDate>2025-02-01 11:40:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311936662</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คริสต์ศตวรรษที่ 20 : ความร่วมมือในคริสต์ศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน</title>
         <author>prangpunggjaaa</author>
         <link>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311936952</link>
         <description><![CDATA[<p>ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประเทศทั่วโลกมีความสัมพันธ์กันในเชิงความขัดแย้งและความร่วมมือ การแข่งขันกันแสวงหาอาณานิคม ความขัดแย้งระหว่างประเทศครั้งสำคัญในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้แก่ สงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น</p><p><br></p><p><strong><mark>องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ</mark></strong></p><p><strong><em>องค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations)</em></strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติ ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) แห่งสหรัฐอเมริกาได้เสนอให้ก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติขึ้น เพื่อเป็นองค์การกลางแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธีเพื่อดำรงรักษาสันติภาพอันถาวรไว้ โดยการประชุมครั้งแรกขององค์การสันนิบาตชาติเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1920 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์</p><p><br></p><p><strong><em>องค์การสหประชาชาติ </em></strong></p><p>     มีสมาชิกอยู่ทั่วโลกรวมได้ 191 ประเทศ</p><ul><li><p><strong>วัตถุประสงค์</strong><br>1. ธำรงรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของโลกโดยการร่วมมือกัน<br>2. เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยกันคลี่คลายและแก้ปัญหาทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิทธิทางด้านมนุษยชน<br>3. เป็นศูนย์กลางพัฒนาความสัมพันธ์อันดี และประสานงานกันระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อให้ดำเนินงานบรรลุผลตามเป้าหมาย</p></li><li><p><strong>ผลการปฏิบัติงาน</strong></p><p>1. องค์การสหประชาชาติจัดการเจรจาแก้ไขปัญหา หรือในบางครั้งใช้กองกำลังเข้าไปสนับสนุนการแก้ไขปัญหาในกรณีพิพาท</p><p>2. สนธิสัญญาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ฉบับที่ 2 นี้ มีทั้งด้านความสำเร็จและความล้มเหลว</p><p>3. ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในเรื่องการพัฒนาคุณภาพประชากร การอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี</p><p>4. ร่างกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อรักษาความยุติธรรม ความเข้าใจอันดี และการรักษาผลประโยชน์ของประชาชาติ</p><p><br></p></li></ul><p><strong><em>องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต</em> (North Atlantic Treaty Organization–NATO)</strong></p><p><strong>     </strong>สนธิสัญญานี้ได้ลงนามกันเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1949 แต่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1949 ปัจจุบันมีสมาชิก 26 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก อิตาลี เยอรมนี เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส กรีซ สเปน ตุรกี โปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก บัลแกเรีย เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย โรมาเนีย สโลวาเกีย และสโลวีเนีย</p><ul><li><p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p><p>องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกหรือนาโตจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดตั้งระบบพันธมิตรทางทหารสำหรับถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ และช่วยเหลือประเทศสมาชิก</p></li><li><p><strong>หน้าที่ขององค์การแอตแลนติกเหนือหรือนาโต</strong></p><p>หลังสงครามเย็นสิ้นสุดลงนาโตได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและปรับปรุงนโยบายใหม่หลายด้านที่สำคัญ ได้แก่<br>1. การให้ความสำคัญแก่การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ </p><p>2. การหาแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์กับรัสเซีย<br>3. การปรับบทบาททางการทหารให้เอื้อต่อสภาพความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน</p><p>4. ความร่วมมือในโครงการวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม<br>5. การเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและการพัฒนาความร่วมมือกับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก</p><p><br></p></li></ul><p><strong><em>องค์การการค้าโลก</em> (World Trade Organization–WTO)</strong></p><p><strong>     </strong>องค์การการค้าโลกมีพัฒนาการมาจากแกตต์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 โดยความตกลงมาร์ราเกซ ทำหน้าที่เป็นเวทีเจรจาการค้าและระงับข้อพิพาทของประเทศสมาชิก โดยมีสมาชิกดูแลรับผิดชอบด้านกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ใช้ฉันทามติในการตัดสิน มีประเทศสมาชิก 153 ประเทศ</p><ul><li><p><strong>หน้าที่ขององค์การการค้าโลก</strong><br>1.บริหารความตกลงและบันทึกความเข้าใจในความดูแล 28 ฉบับ โดยผ่านคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการต่าง ๆ ตลอดจนดูแลให้มีการปฏิบัติตามพันธกรณี<br>2.เป็นเวทีในการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างทั้งมาตรการภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร<br>3.ติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและจัดให้มีการทบทวนนโยบายการค้าของสมาชิกสม่ำเสมอ<br>4.ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้<br>5.ประสานงานกับกองทุนเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก เพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจโลกสอดคล้องกันยิ่งขึ้น</p></li></ul><p><br></p><p><strong><em>องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียมหรือโอเปก</em> (Organization of Petroleum Exporting Countries–OPEC)</strong></p><p>     โอเปกเป็นองค์การนานาชาติเพื่อความร่วมมือด้านนโยบายน้ำมันและช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและด้านเทคนิคแก่ประเทศสมาชิก ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 1960 ประเทศสมาชิกเริ่มก่อตั้ง คือ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา</p><ul><li><p><strong>วัตถุประสงค์</strong><br>1. เพื่อเจรจากับบริษัทผู้ได้รับสัมปทานในการตั้งกองทุนน้ำมันดิบให้เท่ากันทุกประเทศ<br>2. เพื่อนำราคาน้ำมันดิบที่เป็นผลมาจากการเจรจาใช้เป็นฐานในการคำนวณเป็นรายได้ของประเทศ<br>3. เพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการยึดครองหรือโอนกิจการน้ำมันเป็นของรัฐต่อไป</p></li><li><p><strong>ผลการปฏิบัติงาน </strong>โอเปกเป็นกลุ่มประเทศที่ใช้น้ำมันเป็นเครื่องต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของตนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง</p></li></ul><p><br></p><p><strong><em>สหภาพยุโรปหรืออียู</em> (European Union–EU)</strong></p><p><strong>     </strong>สหภาพยุโรปหรืออียูเป็นกลุ่มที่รวมองค์การทางเศรษฐกิจ 3 องค์การเข้าด้วยกัน คือ ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้ายุโรป ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปหรือตลาดร่วมยุโรป และประชาคมพลังงานปรมาณูแห่งยุโรป ปัจจุบันสหภาพยุโรปมีสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ</p><ul><li><p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p><p>1. เพื่อรวบรวมระบบเศรษฐกิจ ความร่วมมือในการพัฒนาสังคม และการปกครองแบบประชาธิปไตยของประเทศสมาชิกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน</p><p>2. เพื่อยกระดับการดำรงชีวิตของประชากรชาวยุโรปให้ดีขึ้น</p><p>3. เพื่อจัดตั้งสหภาพศุลกากรโดยการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ทางการค้าระหว่างประเทศ</p></li><li><p><strong>หน้าที่และผลการปฏิบัติงาน</strong></p><p>1. ลดและยกเลิกมาตรการภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศภาคีด้วยกัน</p><p>2. ประเทศภาคีสามารถกำหนดอัตราภาษีอากรหรือข้อจำกัดทางการค้าประเทศนอกกลุ่มโดยเสรี</p></li></ul><p><br></p><p><strong><em>เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟตา</em> (North American Free Trade Area–NAFTA)</strong></p><p>     เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟตาเป็นองค์กรทางเศรษฐกิจในทวีปอเมริกาเหนือ เป็นตลาดใหญ่ของโลกมีโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จึงส่งผลกระทบในด้านการผลิต การค้า การลงทุน และการจับงานต่อประเทศต่าง ๆ ทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ได้เป็นสมาชิก</p><ul><li><p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p><p>1. เพื่อแสวงหาตลาดสินค้าออกในภูมิภาคอื่น</p><p>2. เพื่อส่งเสริมการจ้างงาน การเคลื่อนย้ายแรงงานที่จะผลิตสินค้าให้ได้ราคาถูกและมีคุณภาพ</p><p>3. เพื่อส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กให้ขยายตัวและมีประสิทธิภาพสูง</p></li><li><p><strong>หลักการของเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ</strong></p><p>1. ลดและยกเลิกมาตรการภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศภาคีด้วยกัน</p><p>2. ประเทศภาคีสามารถกำหนดอัตราภาษีอากรหรือข้อจำกัดทางการค้าประเทศนอกกลุ่มได้โดยเสรี</p></li></ul><p><br></p><p>แหล่งอ้างอิง | สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="http://www.wpp.co.th">www.wpp.co.th</a>&nbsp;</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2973369222/d017127bf74d044081ae6aa9d5366d61/IMG_5309.jpg" />
         <pubDate>2025-02-01 11:41:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/prangpunggjaaa/Songnganteacherphoomjaikaaa/wish/3311936952</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
