<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>พัฒนาการด้านการปกครองอยุธยาตอนกลาง by 2.37 Chotiga Sinwat</title>
      <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4</link>
      <description>กลุ่ม2 ป.5/2 เลขที่ 6,8, 11, 12, 13, 18, 19, 20, 28, 30, 32, 36, 37, 39</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-12-22 05:22:47 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-10-08 07:03:15 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>อยุธยาตอนกลาง สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงพระนารายณ์มหาราช ตั้งแต่ พ.ศ. 1991-2231</title>
         <author>chotigasin</author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1959995801</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;ช่วงเวลาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 1991 - 2231) สมัยนี้เป็นสมัยที่อาณาจักรอยุธยามีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น และเริ่มเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ มีอำนาจทางการเมืองการปกครองเจริญรุ่งเรืองสูงสุด รวมทั้งมีสภาพทางเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ<br>ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้มีการจัดระเบียบการปกครองโดยรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพของอาณาจักรอยุธยาในขณะนั้นที่ขยายดินแดนกว้างออกไป<br>สาเหตุที่ทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถปฏิรูปการปกครองอาณาจักรอยุธยา มีดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; 1. สืบเนื่องจากการที่อยุธยาได้ขยายดินแดนออกไปกว้างขวาง และได้รวมเอาดินแดนของอาณาจักรสุโขทัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร จึงจำเป็นต้องขยายอำนาจการปกครองออกไปให้ควบคุมดินแดนทั้งหมดไว้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. เกิดปัญหาเรื่องความมั่นคงของอาณาจักร จากการที่เมืองหน้าด่านมีกองกำลังป้องกันเมืองจึงมีอำนาจมาก ทำให้เกิดการชิงราชสมบัติอยู่บ่อยครั้ง<br>&nbsp; &nbsp; 3. ทรงต้องการปรับปรุงระเบียบการปกครองที่มีมาแต่เดิม เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1509849300/60817146f9494bf1200df9f65024bef6/___.png" />
         <pubDate>2021-12-22 05:39:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1959995801</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระมหากษัตริย์มี</title>
         <author>chotigasin</author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1959996592</link>
         <description><![CDATA[<div>1. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ<br>2.สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3<br>3. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2<br>4. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4<br>(หน่อพุทธางกูร)<br>5. พระรัษฎาธิราช<br>6. สมเด็จพระไชยราชาธิราช<br>7. พระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า)<br>8. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ<br>(พระเจ้าช้างเผือก)<br>9. สมเด็จมหินทราธิราช<br>10. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 1<br>(สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช)<br>11. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 2<br>(สมเด็จพระนเรศวรมหาราช)<br>12.สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 3<br>( สมเด็จพระเอกาทศรถ)<br>13. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 4<br>( สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์)<br>14. สมเด็จพระบรมราชาที่ 1<br>(สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม)<br>15. สมเด็จพระบรมราชาที่ 2<br>(สมเด็จพระเชษฐาเธอราช)<br>16. สมเด็จพระอาทิตย์วงศ์<br>17. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 5<br>(สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง)<br>18. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 6<br>( สมเด็จเจ้าฟ้าไชย)<br>19.สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 7<br>(สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา)<br>20. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3<br>(สมเด็จพระนารายณ์มหาราช)<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-12-22 05:40:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1959996592</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลักษณะการปกครอง</title>
         <author>chotigasin</author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1959997076</link>
         <description><![CDATA[<div>แบ่งการปกครองได้ ๒ ช่วง ได้แก่<br><strong>ช่วงที่ ๑ </strong>เป็นช่วงสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ การปฏิรูปส่วนหัวเมือง&nbsp; แยกเป็น 3 ส่วน ได้แก่<br>๑.หัวเมืองชั้นใน ยกเลิกหัวเมืองลูกหลวง จัดตั้งเป็นเมืองชั้นใน<br>๒.หัวเมืองชั้นนอก คือหัวเมืองประเทศราชเดิม เรียกว่า เมืองพระยามหานคร<br>๓.เมืองประเทศราช&nbsp; คือเมืองชาวต่างชาติที่ยอมอยู่ใต้อำนาจ<br><strong>ช่วงที่ ๒</strong> ตรงกับสมัยพระเพทราชา โดยให้สมุหกลาโหม&nbsp; และสมุหนายก ดูแลทหารและพลเรือน โดยแบ่งให้สมุหนายกดูแลทหารและพลเรือนที่อยู่ฝ่ายใต้ ส่วนพลเรือนและทหารฝ่ายเหนือให้สมุหกลาโหมดูแล<br><br></div><div><br><br></div><div><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-12-22 05:41:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1959997076</guid>
      </item>
      <item>
         <title> การปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963394464</link>
         <description><![CDATA[<div>แบ่งการปกครองเป็นหน่วยย่อย โดยแบ่งเป็น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. บ้าน หรือหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้าน มีผู้ว่าราชการเมืองเป็นหัวหน้า จากการเลือกตั้งจากหลายบ้าน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ตำบล เกิดจากหลายๆ หมู่บ้านรวมกันมีกำนันเป็นหัวหน้ามีบรรดาศักดิ์เป็น พัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. แขวง เกิดจากหลายๆ ตำบลรวมกัน มีหมื่นแขวงเป็นผู้ปกครอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. เมือง เกิดจากหลายๆ แขวงรวมกัน มีผู้รั้งหรือพระยามหานครเป็นผู้ปกครอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ต่อมาในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้มีการปรับปรุงระเบียบการปกครองทางด้านการทหาร ได้แก่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. การจัดทำสารบัญชี (หรือสารบาญชี) เพื่อให้ทราบว่ามีกำลังไพร่พลมากน้อยเพียงใด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. สร้างตำราพิชัยสงคราม ซึ่งเป็นตำราที่ว่าด้วยการจัดทัพ การเดินทัพ การตั้งค่าย การจู่โจมและการตั้งรับ ส่วนหนึ่งของตำราได้มาจากทหารอาสาชาวโปรตุเกส<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. การทำพิธีทุกหัวเมือง ซักซ้อมความพร้อมเพรียงเพื่อสำรวจจำนวนไพร่พล (คล้ายกับพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพลในปัจจุบัน)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-12-25 05:20:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963394464</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963395808</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://fbdd05f6-a-62cb3a1a-s-sites.googlegroups.com/site/chadakan500/1-khxmul-thawpi/1-3-kar-cad-rup-baeb-kar-pkkhrxng-smay-xyuthya/01.jpg?attachauth=ANoY7cqYt_XTRw6eJhcxcY2tfvTZSNNxisPhQ8X92xc75IzYoGsi-bRnggKvgXbgS_zrpPYfm447rjT4l1wHc2eD6daKa1KcizNv2GmQKI0q5h9yi5dUKDoXRLoP3e-5k49r8-Vji5ja5_-t4UvXirs6qb06Hv031Xzj8mB8irdritJ-sRensz7tuvZMzfAaYC1mBqcw2qZ7eFDGWDsnhukptdjoezPr-NgzVKUyjay6QTui6ZpXWE12JZWDxpZMQmxL2i3yxzG_DSribpsutoB6JPoUUNoeV6pyZsbIiU25WeWOvhkEuCY%3D&amp;attredirects=0" />
         <pubDate>2021-12-25 05:24:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963395808</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รายชื่อผู้ร่วมกลุ่ม 2</title>
         <author>chotigasin</author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963401032</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp;<br>1. ด.ญ.ธัญชนัต สวัสดี เลขที่ 28<br>2. ด.ญ.ปิยากร กาญจนวิลาสกุล เลขที่ 32<br>3..ด.ญ.โชติกา สินวัต เลขที่ 37<br>4.ด.ญ.ภัทรภร แต้มประเสริฐ เลขที่ 39<br>5.ด.ญ.บุญยานุช แผนสท้าน เลขที่30<br>6.ด.ช. ธีร์ปพน แสนสม เลขที่ 19<br>7. ภัทรพล สุภาพ เลขที่ 11<br>8.ด.ช.วงศ์วริศ ทรัพย์สิน เลขที่ 13<br>9.ด.ญ.เพชรสายรุ้ง สุวรรณโชติเลขที่36<br>10.ด.ช.ธนกฤต ศรมยุรา &nbsp; เลขที่20<br>11.ด.ช. ทัพฟ้า ศุกระกาญจน์ เลขที่ 18<br>12. ภูภาค มั่นบรรจง เลขที่ 12<br>13. ปุณณกัณญ์ อุปวรรณ เลขที่ 8<br>14. ปัณณวิชษ์ มิตรเจริญรัตน์ เลขที่ 6</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-12-25 05:49:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963401032</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเมืองอยุธยาตอนกลาง</title>
         <author>chotigasin</author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963404895</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การเมืองตอนกลาง</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -สงครามตีเมืองทวาย (สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3)</strong> สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 เสด็จไปตีเมืองทวายซึ่งตั้งแข็งเมืองต่อกรุงศรีอยุธยาและทรงได้รับชัยชนะ<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -สงครามมะละกา เมื่อ พ.ศ. 2043</strong> สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงส่งกองทัพทั้งทางบกและทางเรือไปทำสงครามกับมะละกาถึงสองครั้ง โดยเข้าโจมตีชายฝั่งตะวันออกและตะวันตก แม้ไม่ประสบผลสำเร็จแต่ก็ทำให้มะละกาได้ตระหนักถึงอำนาจของอยุธยาที่มีอิทธิพลเหนือหัวเมืองในคาบสมุทรภาคใต้ โดยมีเมืองนครศรีธรรมราชทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง ใช้เป็นฐานในการควบคุมหัวเมืองต่าง ๆ ในคาบสมุทรแห่งนี้ กษัตริย์มะละกาผู้ปกครอง ปัตตานี ปาหัง กลันตัน และเมืองท่าที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทั้งหมดต้องส่งบรรณาการต่อกษัตริย์อยุธยาทุกปี<br><br>ที่มา https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/85/Queen_Suriyothai_elephant_combat.jpg<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -สงครามล้านนา (สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2) </strong>พระเมืองแก้ว กษัตริย์เมืองเชียงใหม่แห่งอาณาจักรล้านนา ยกทัพมาตีกรุงสุโขทัย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้ทรงออกทัพขึ้นไปป้องกันทางเหนือ จนกองทัพเชียงใหม่แตกกลับไป พระองค์ได้ทรงยกกองทัพขึ้นไปตีล้านนาอีกหน คราวนี้ทรงตีเมืองลำปางได้<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -สงครามเชียงกราน</strong> ในรัชสมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราช ได้เกิดสงครามไทยกับพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2081 เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ แห่งกรุงหงสาวดี ได้ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงกราน อันเป็นหัวเมืองชายแดนทางทิศตะวันตกของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงยกทัพไปตีกลับคืนมา ในการทัพครั้งนี้ พระองค์นำทหารอาสาชาวโปรตุเกสไปด้วย อาสาชาวโปรตุเกสมีความชำนาญในการใช้ปืนไฟ และได้เริ่มใช้ปืนไฟ ในการรบเป็นครั้งแรก กองทัพไทยสามารถยึดเมืองเชียงกรานกลับคืนมาได้<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -สงครามล้านนา (สมัยสมเด็จพระไชยราชา)</strong> เกิดการผลัดแผ่นดินขึ้นที่เชียงใหม่ พระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บรรดาท้าวพระยาเมืองลำปาง เมืองเชียงราย และเมืองพานได้ ยกกำลังเข้ายึดเมืองเชียงใหม่ได้ แล้วพร้อมใจกันแต่งตั้งพระนางมหาเทวีจิรประภา พระอัครมเหสีพระเมืองเกษเกล้า ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงยกกองทัพไปถึงเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2081 พระนางมหาเทวีจิรประภาได้ออกมาถวายการต้อนรับ และขอเป็นไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในขณะนั้นพระนางมหาเทวี ฯ ทรงเกรงอานุภาพของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ซึ่งได้ขยายอาณาเขตมาจรดเขตของเชียงใหม่ จึงได้ยอมอ่อนน้อมต่อฝ่ายพม่า สมเด็จพระไชยราชาธิราช ทรงพิจารณาเห็นว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ ในอนาคตพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ จะเข้ามารุกรานกรุงศรีอยุธยา พระองค์จึงได้ยกทัพเข้าตีเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2088 โดยได้ตีนครลำปาง และนครลำพูน พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาพิษณุโลกเป็นทัพยกไปเชียงใหม่ พระนางมหาเทวี ฯ จึงเห็นสถานการณ์เช่นนั้นแล้ว จึงทรงต้อนรับพระยาพิษณุโลก และทรงยอมเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยา<br><br>ที่มา&nbsp; http://www.komkid.com/wp-content/uploads/2011/07/2kings.jpeg<br><strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -สงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้</strong>&nbsp; ในปี พ.ศ. 2091 หลังจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ได้เพียงเจ็ดเดือน การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งนี้เป็นที่กระฉ่อนไปทั่ว จนทราบไปยังพระกรรณพระเจ้าหงสาวดีพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่าทรงพระราชดำริว่า ทางกรุงศรีอยุธยาผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน เห็นเป็นโอกาสที่จะแผ่อำนาจมายังกรุงศรีอยุธยา จึงได้ยกกองทัพใหญ่มาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี (บางพงศาวดารบอกว่า พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ได้เสด็จมาทอดพระเนตรกำแพงเมืองอยุธยาก่อนหน้านี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อประเมินกำลังศึก) โดยตั้งค่ายหลวงที่ตำบลกุ่มดอง ทัพพระมหาอุปราชาบุเรงนองตั้งที่เพนียด ทัพพระเจ้าแปรตั้งที่บ้านใหม่มะขามหย่อง ทัพพระยาพะสิม ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งวรเชษฐ์ ในวันอาทิตย์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 พ.ศ. 2092 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เสด็จออกไปดูลาดเลากำลังศึก ณ ทุ่งภูเขาทอง พร้อมกับสมเด็จพระศรีสุริโยทัย พระราเมศวร และพระมหินทร์&nbsp; สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้กระทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปร&nbsp; ช้างพระที่นั่งเสียที สมเด็จพระสุริโยทัยจึงทรงไสช้างเข้าขวางช้างข้าศึก เพื่อป้องกันสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ&nbsp; พระเจ้าแปรได้ทีจึงฟันสมเด็จพระสุริโยทัยด้วยของ้าว สิ้นพระชนม์บนคอช้าง พระราเมศวรและพระมหินทร์ ได้ขับช้างเข้ากันพระศพกลับเข้าพระนคร&nbsp; ในการต่อสู้กับข้าศึกในขั้นต่อไป สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้นำปืนใหญ่นารายณ์สังหาร ลงเรือสำเภาแล่นไปตามลำน้ำโจมตีข้าศึกที่ตั้งล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ อำนาจการยิงของปืนใหญ่ทำให้ฝ่ายพม่าล้มตายเป็นอันมาก ประกอบกับเป็นเวลาใกล้ฤดูฝน และเสบียงอาหารร่อยหรอลง อีกทั้งทางฝ่ายพม่าได้ข่าวว่า มีกองทัพไทยจากหัวเมืองเหนือยกมาสนับสนุน เกรงว่าจะถูกตีกระหนาบ จึงปรึกษากับแม่ทัพนายกองจะยกทัพกลับ แม่ทัพทั้งหลายเห็นควรจะยกทัพกลับทางด่านเจดีย์สามองค์ (กาญจนบุรี) แต่พระเจ้าตเบ็งชเวตี้เห็นว่าทางที่ยกมานั้น ทรงทำลายเสบียงอาหารเสียหมดแล้ว ถ้ายกไปทางนี้จะประสบปัญหาขาดแคลน และจะถูกทหารไทยยกมาซ้ำเติมลำบากอยู่ จึงทรงให้ยกทัพขึ้นไปทางด่านแม่ละเมา (ตาก) เพื่อตีทัพของพระมหาธรรมราชาด้วยไพร่พลนั้นน้อยนัก และจะได้แย่งเสบียงมา เมื่อปะทะกับกองทัพของพระมหาธรรมราชาและพระราเมศวร ไล่ติดตามไปจนเกือบถึงเมืองกำแพงเพชร ฝ่ายพม่าได้ทำอุบายซุ่มกำลังไว้ทั้งสองข้างทาง พอกองทัพกรุงศรีอยุธยาถลำเข้าไป จึงได้เข้าล้อมไว้ จับได้ทั้งพระมหาธรรมราชา และพระราเมศวร สมเด็จพระมหาจักรพรรดิต้องทรงขอหย่าศึก และไถ่ตัวคืนโดยแลกกับช้างชนะงาสองเชือกคือ พลายศรีมงคลกับพลายมงคลทวีป จากนั้นกองทัพม่าก็ถอยกลับไปยังหงสาวดี ส่วนการพระศพสมเด็จพระสุริโยทัยนั้นเมื่อเสร็จศึกสงครามแล้วโปรดให้ตั้งการพระราชพิธีพระราชทานเพลิง ณ สวนหลวง และให้สถาปนาที่พระราชทานเพลิงเป็นพระอารามเพื่ออุทิศ พระราชกุศลพระราชทาน แด่สมเด็จพระอัครมเหสี ประกอบด้วยพระเจดีย์ พระวิหาร แล้วพระราชทานนามพระอารามอันเป็นพระราชานุสรณ์แห่งสมเด็จพระสุริโยทัยแห่งนี้ว่า วัดสบสวรรค์ ในปัจจุบันชื่อ วัดสวนหลวงสบสวรรค์<br>ที่มา &nbsp; http://www.komkid.com/wp-content/uploads/2012/01/tongoo1.jpg<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สงครามเขมร (สมัยพระเฑียรราชา) พ.ศ. 2099</strong> ในเดือน 12 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงให้แต่งทัพไปตีเมืองละแวก พระยาองค์ (โอง) สวรรคโลก (เชื่อว่าเป็นคนเดียวกับพระยาสวรรคโลกที่กำจัดขุนวรวงศาธิราช) เป็นทัพหลวง ยกทัพ 30,000 ให้พระมหามนตรีถืออาชญาสิทธิ์ พระมหาเทพถือวัวเกวียน ให้พระยาเยาวเป็นแม่ทัพเรือ แต่ลมพัดไม่เป็นใจทัพเรือจึงตามทัพบกไม่ทัน พระยารามลักษณ์แม่ทัพบกได้เข้าตีเขมรในตอนกลางคืน แต่เสียทีถอยหนีมาถึงทัพใหญ่ ในศึกนี้เสียพระยาองค์ (โอง) สวรรคโลกกับไพร่พลอีกจำนวนมาก<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สงครามช้างเผือก</strong> พระเจ้าบุเรงนอง ผู้ครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งหงสาวดีต่อจากพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ทราบเรื่องช้างเผือก จึงส่งราชทูตเชิญพระราชสาส์นมาขอพระราชทานช้างเผือกสองเชือก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงให้เหตุผลเชิงปฏิเสธเพราะทรงเห็นด้วยกับพระราเมศวร พระยาจักรี และพระสุนทรสงคราม พระเจ้าบุเรงนองจึงถือสาเหตุนั้น ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อพ.ศ. 2106 ด้วยกำลังพลสองแสนคน จัดเป็นทัพกษัตริย์หกทัพ ได้เตรียมทัพเรือพร้อมปืนใหญ่กับจ้างชาวโปรตุเกสอาสาสมัคร 400 คน เป็นทหารปืนใหญ่ ให้เมืองเชียงใหม่สนับสนุนเสบียงอาหาร โดยลำเลียงมาทางเรือ เปลี่ยนเส้นทางเดินทัพมาทางด่านแม่ละเมา เข้าตีหัวเมืองฝ่ายเหนือของไทยมาตามลำดับเพื่อตัดกำลังที่จะยกมาช่วยกรุงศรีอยุธยา ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเตรียมตัวป้องกันพระนคร โดยคาดว่าพม่าจะยกกำลังมาทางด่านเจดีย์สามองค์ ทำให้พระเจ้าบุเรงนองตีเมืองกำแพงเพชร สวรรคโลก สุโขทัย พิชัย และพิษณุโลกได้ ครั้นลงมาถึงเมืองชัยนาท กองทัพพม่าก็ได้ปะทะกับกองทัพกรุงศรีอยุธยาของพระราเมศวร แต่ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาต้านทานไม่ได้ต้องถอยกลับเข้ากรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่าได้เข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ แล้วระดมยิงปืนใหญ่เข้าในพระนครทุกวัน จนราษฎรได้รับความเดือดร้อนและเสียขวัญ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ต้องเสด็จไปเจรจากับพระเจ้าบุเรงนอง ที่พลับพลาบริเวณตำบลวัดหน้าพระเมรุ กับวัดหัสดาวาส ยอมเป็นไมตรี โดยได้มอบช้างเผือก 4 เชือก พร้อมกับพระราเมศวร พระยาจักรี และพระสุนทรสงครามให้แก่พม่า โดยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงต่อรองขอดินแดนของอยุธยาทั้งหมดที่พระเจ้าบุเรงนองยึดไว้คืน พระเจ้าบุเรงนองก็ถวายคืนแต่โดยดี จากนั้นพม่าก็ถอยกลับไปหงสาวดี<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่หนึ่ง เ</strong>ป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรพม่าและอาณาจักรอยุธยา อันเป็นผลมาจากความต้องการของพระเจ้าบุเรงนองซึ่งต้องการได้กรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราช และอาจถือได้ว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามช้างเผือก ในปี พ.ศ. 2106 ที่ทรงตีกรุงศรีอยุธยาไม่สำเร็จ ความขัดแย้งภายในกรุงศรีอยุธยาระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับเจ้าเมืองพิษณุโลก พระมหาธรรมราชา ซึ่งมีพระทัยฝักใฝ่พม่า ได้นำไปสู่ความพินาศของกรุงศรีอยุธยาในที่สุด จนกระทั่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพให้กับอาณาจักรอยุธยาในอีก 15 ปีต่อมา<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การตีกรุงศรีอยุธยาของเขมร </strong>เมื่อปี พ.ศ. 2113 พระยาละแวกหรือสมเด็จพระบรมราชา กษัตริย์เขมร ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของไทยมาก่อน ตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เห็นไทยบอบซ้ำจากการทำสงครามกับพม่า ได้ถือโอกาสยกกำลังเข้ามาซ้ำเติมกรุงศรีอยุธยา โดยยกกองทัพมีกำลัง 20,000 คนเข้ามาทางเมืองนครนายก เมื่อเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้วได้ตั้งทัพอยู่ที่ตำบลบ้านกระทุ่มแล้วเคลื่อนพลเข้าประชิดพระนคร โดยได้เข้ามายืนช้างบัญชาการรบอยู่ในวัดสามพิหาร และวางกำลังพลรายเรียงเข้ามาถึงวัดโรงฆ้อง ต่อไปถึงวัดกุฎีทอง และนำกำลังพล 5,000 คน ช้าง 30 เชือก เข้ายึดแนวหน้าวัดพระเมรุราชิการามพร้อมกับให้ทหารลงเรือ 50 ลำแล่นเข้ามาปล้นพระนครตรงมุมเจ้าสนุก สมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จออกบัญชาการรบป้องกันพระนครเป็นสามารถ กองทัพเขมรพยายามยกพลเข้าปล้นพระนครอยู่ 3 วัน แต่ไม่สำเร็จจึงยกกองทัพกลับไปและได้กวาดต้อนผู้คนชาวบ้านนาและนครนายกไปยังประเทศเขมรเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2117 ในขณะที่กองทัพไทยในบังคับบัญชาของสมเด็จพระธรรมราชาธิราชกับพระนเรศ ยกกองทัพไปช่วยพระเจ้าหงสาวดี ไปตีเมืองศรีสัตนาคนหุต พระยาละแวก ถือโอกาสยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกโดยยกมาทางเรือ การศึกครั้งนี้โชคดีเป็นของไทย กล่าวคือขณะที่กองทัพไทยยกไปถึงหนองบัวลำภู เมืองอุดรธานี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประชวรเป็นไข้ทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีโปรดให้กองทัพไทยยกกลับกรุงศรีอยุธยา กองทัพไทยกลับมาได้ทันเวลาที่กรุงศรีอยุธยาถูกโจมตีจากกองทัพเรือเขมร ซึ่งขึ้นมาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อเดือนอ้าย พ.ศ. 2118 และได้ตั้งทัพชุมนุมพลอยู่ที่ตำบลขนอนบางตะนาว และลอบแฝงเข้ามาอยู่ในวัดพนัญเชิง และใช้เรือ 3 ลำเข้าทำการปล้นชาวเมืองที่ตำบลนายก่าย ไทยใช้ปืนใหญ่ยิงไปยังป้อมค่ายนายก่าย ถูกข้าศึกล้มตายเป็นอันมาก แล้วให้ทหารเรือเอาเรือไปท้าทายให้ข้าศึกออกมารบพุ่ง จากนั้นก็ล่อหลอกให้ข้าศึกรุกไล่เข้ามาในพื้นที่การยิงหวังผลของปืนใหญ่ เมื่อพร้อมแล้วก็ระดมยิงปืนใหญ่ถูกทหารเขมรแตกพ่ายกลับไป<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การรบกับเขมรที่ไชยบาดาล ในปี พ.ศ. 2121</strong> พระยาจีนจันตุ ขุนนางจีนของกัมพูชา รับอาสาพระสัฎฐามาปล้นเมืองเพชรบุรี แต่ต้องพ่ายแพ้ตีเข้าเมืองไม่ได้จะกลับกัมพูชาก็เกรงว่าจะต้องถูกลงโทษ จึงพาสมัครพรรค พวกมาสวามิภักดิ์อยู่กับคนไทย โดยสมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงชุบเลี้ยงไว้ ต่อมาไม่นานก็ลงเรือสำเภาหนีออกไป เวลานั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีพระชนมายุได้ 24 พรรษา ตระหนักในพระทัยดีว่า พระยาจีนจันตุเป็นผู้สืบข่าวไปให้เขมร พระองค์จึงเสด็จลงเรือกราบกันยารับตามไป เสด็จไปด้วยอีกลำหนึ่งตามไปทันกันเมื่อใกล้จะออกปากน้ำ พระยาจีนจันตุยิงปีนต่อสู้ สมเด็จพระนเรศวรจึงเร่งเรือพระที่นั่งขึ้นหน้าเรือลำอื่นประทับยืนทรงยิงพระแสงปืนนกสับที่หน้ากันยาไล่กระชั้นชิดเข้าไปจนข้าศึกยิงมา ถูกรางพระแสงปืนแตกอยู่กับพระหัตถ์ก็ไม่ยอมหลบ พระเอกาทศรถเกรงจะเป็นอันตราย จึงตรัสสั่งให้เรือที่ทรงเข้าไปบังเรือสมเด็จพระเชษฐาก็พอดีกับเรือที่ทรงเข้าไป บังเรือสมเด็จพระเชษฐาก็พอดีกับเรือสำเภาของพระยาจีนจันตุได้ลมแล่นออกทะเลไป เนื่องจากเรือรบไทยเป็นเรือเล็กสู้คลื่นลมไม่ไหวจำต้องถอยขบวนกลับขึ้นมาตามลำน้ำพบกับสมเด็จพระมหาธรรมราชาที่คุมกำลังทหารลงเรือหนุนตามมาที่เมืองพระประแดง ทรงกราบทูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทรงทราบ แล้วเคลื่อนขบวนกลับสู่พระนคร พระปรีชาสามารถในการรบเป็นที่ประจักษ์หลายครั้งหลายคราว ครั้นยิ่งนานวันความกล้าแกร่งของพระนเรศวรยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ความสามมารถในการเป็นผู้นำปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน จนกระทั่งได้รับความนับถือยกย่องโดยทั่วไป แต่การทำสงครามกับเขมรก็ยังไม่จบสิ้น ทั้งนี้เพราะเขมรยังคงเชื่อว่าสยามยังอ่อนแอสามารถที่จะเข้ามาปล้นชิงได้อยู่ พ.ศ. 2123 กษัตริย์กัมพูชาได้ให้พระทศราชาและพระสุรินทร์ราชาคุมกำลังประมาณ 5,000 ประกอบไปด้วยช้าง ม้า ลาดตระเวนเข้ามาในหัวเมืองด้านตะวันออก แล้วเคลื่อนต่อเข้ามายังเมืองสระบุรีและเมืองอื่นๆ หมายจะปล้นทรัพย์จับผู้คนไปเป็นเชลยประจวบเหมาะกับพระนเรศวรเสด็จลงมาประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยาพอดี เมื่อทรงทราบข่าวศึกก็ทรงทูลขอกำลังทหารประจำพระนคร 3,000 คน ทั้งที่มีกำลังพลน้อยกว่าเขมรแต่สมเด็จพระนเรศวรก็สามารถวางกลศึกหลอกล่อ กระทั่งสามารถโจมตีทัพของเขมรให้แตกหนีกลับไปได้ในที่สุด<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การรบที่เมืองคัง</strong> เป็นผลมาจากการสวรรคตของพระเจ้าบุเรงนอง พระมหากษัตริย์พม่า ทำให้เจ้าประเทศราชไทยใหญ่กระด้างกระเดื่องต่อพม่า พม่าต้องการปราบปรามเพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างแก่ประเทศราชอื่น ๆ พระเจ้านันทบุเรงทรงต้องการให้มีการแข่งขันในการรบ จึงทรงจัดให้เจ้านายพม่าและสมเด็จพระนเรศวรเข้าตีเมืองคังคนละวัน เจ้านายพม่าทั้งสองไม่สามารถเข้าตีเมืองได้ จนถึงวันที่สาม สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้เส้นทางลับเข้าตีเมืองจนสำเร็จ<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สงครามหลังจากการประกาศอิสรภาพ พ.ศ. 2127</strong> ฝ่ายพระมหาอุปราชาทราบข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทยกลับจึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวงยกติดตามกองทัพไทยมา กองหน้าของพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว และคอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้ ได้มีการต่อสู้กันที่ริมฝั่งแม่น้ำ สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนคาบชุดยาวเก้าคืบ ยิงถูกสุรกรรมาแม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง กองทัพของพม่าเห็นแม่ทัพตาย ก็พากันเลิกทัพกลับไป เมื่อพระมหาอุปราชาแม่ทัพหลวงทรงทราบ จึงให้เลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี พระแสงปืนที่ใช้ยิงสุรกรรมาตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฏต่อมาว่า "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง" นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธ อันเป็นเครื่องราชูปโภค ยังปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงเมืองแครง ทรงพระราชดำริว่าพระมหาเถรคันฉ่องกับพระยาเกียรติพระยารามได้มีอุปการะมาก สมควรได้รับการตอบแทนให้สมแก่ความชอบ จึงทรงชักชวนให้มาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา พระมหาเถรคันฉ่องกับพระยามอญทั้งสองก็มีความยินดีพาพรรคพวกเสด็จเข้ามาด้วยเป็นอันมาก ในการยกกำลังกลับครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่า ข้าศึกอาจยกทัพตามมาอีกถ้าเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา มีกองทัพของนันทสูราชสังครำตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง พระองค์จึงรีบสั่งให้พระยาเกียรติ พระยาราม นำทัพเดินผ่านหัวเมืองมอญลงมาทางใต้ มาเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์ เมื่อกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่พวกมอญที่สวามิภักดิ์ ทรงตั้งพระมาหาเถรคันฉ่องเป็นพระสังฆราชาที่สมเด็จอริยวงศ์ และให้พระยาเกียรติ พระยารามมีตำแหน่งยศได้พระราชทานพานทองควบคุมมอญที่เข้ามาด้วย ให้ตั้งบ้านเรือนที่ริมวัดขมิ้นและวัดขุนแสนใกล้วังจันทร์ของสมเด็จพระนเรศวร แล้วทรงมอบการทั้งปวงที่จะตระเตรียมต่อสู้ข้าศึกให้สมเด็จพระนเรศวรทรงบังคับบัญชาสิทธิขาดแต่นั้นมา<br>http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2011/10/K11158910/K11158910-30.png<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-12-25 06:07:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963404895</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เศรษฐกิจการค้า</title>
         <author>chotigasin</author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963407788</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ลักษณะทำเลที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ ส่งผลให้อาณาจักรอยุธยามีพื้นฐานเศรษฐกิจอยู่ที่การเกษตร</div><div>และการค้าขาย ซึ่งมีทั้งการค้าขายภายในและการค้าระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยราชสํานักอยุธยาส่งเสริม</div><div>ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของอาณาจักร</div><div>อยุธยามีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง</div><div><br><br></div><div><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การที่อาณาจักรอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาตอนล่างที่เกิดจากการทับถมของดินตะกอน</div><div>ทําให้ดินบริเวณนี้มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทําเกษตรกรรมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะ&nbsp; &nbsp; การปลูกข้าว พืช&nbsp;</div><div>สําคัญที่ปลูกกันมากรองลงมาได้แก่ พริกไทย ฝ้าย หมาก มะพร้าว ไม้ผลต่างๆ การเกษตร ของอาณาจักรอยุธยามี</div><div>วัตถุประสงค์เพื่อบริโภคภายในอาณาจักรเป็นสําคัญและมีลักษณะเป็นการเกษตร แบบพอยังชีพ ใช้เทคนิคการ</div><div>ผลิตแบบดั้งเดิมที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ โดยใช้แรงงานคนและสัตว์เป็นสําคัญ และเนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของ</div><div>ดินและน้ํา ทําให้มีผลผลิตทางการเกษตรเป็นจํานวนมาก ผลผลิต ที่เหลือจากการบริโภคภายในอาณาจักรอยุธยา</div><div>จะกลายเป็นสินค้าเกษตรที่ส่งไปขายยังดินแดนต่างๆ เช่น ขายหมากให้จีน อินเดีย และโปรตุเกส ขายฝ้ายและ</div><div>มะพร้าวให้ญี่ปุ่นและมะละกา ที่สําคัญคือข้าวขายให้มลายู มะละกา ชวา ลังกา จีน และญี่ปุ่น</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาณาจักรอยุธยามีบทบาทสําคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางการค้าซึ่งได้สร้างความมั่งคั่งให้แก่อาณาจักร</div><div>อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพราะสภาพที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาเหมาะสมกับการติดต่อค้าขายทั้งภายในอาณาจักร และการ</div><div>ค้ากับต่างชาติ ดังนี้</div><div><strong>1.&nbsp; การค้าขายภายในอาณาจักร</strong>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้วยสภาพที่ตั้งของอยุธยาอยู่บริเวณที่แม่น้ําสําคัญหลายสาย ไหลผ่าน จึงเป็นชุมทางการค้าที่พ่อค้าจากหัว</div><div>เมืองทางเหนือจะนําสินค้าของป่าลงมาแลกเปลี่ยนกับสินค้า จากต่างประเทศ โดยใช้เส้นทางทางน้ําติดต่อระหว่าง</div><div>แว่นแคว้นภายในต่างๆ เช่น สุโขทัย ล้านนา ล้านช้าง ที่อยู่ทางเหนือ หัวเมืองทางตะวันตก เช่น ตะนาวศรี ทวาย&nbsp;</div><div>และหัวเมืองพม่า หัวเมืองตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เมืองโคราช พิมาย ไปจนถึงเมืองพระตะบองของเขมร ความ</div><div>สําคัญของการค้าทําให้ราชสํานักอยุธยา ส่งเสริมการค้าด้วยวิธีการต่างๆ ตลอดจนออกกฎหมายควบคุมการค้าเพื่อ</div><div>ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าว ดําเนินไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตามประชาชนทั่วไปยังคงค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของ</div><div>ที่ตนเองต้องการมากกว่า จะแสวงหากําไรและผลประโยชน์โดยตรง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ศูนย์กลางการค้าภายในของกรุงศรีอยุธยาอยู่ที่ ย่านหรือป่า ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตและ ขายสินค้า เช่น ย่าน</div><div>ป่าขนม และตลาดน้ําที่พ่อค้าแม่ค้าชาวพื้นเมืองนําสินค้ามาแลกเปลี่ยนกัน ส่วนตลาดบก จะมีทั้งสินค้าพื้นเมือง</div><div>และสินค้าที่นําเข้าจากต่างประเทศ&nbsp; &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สินค้าพื้นเมืองที่ขายตามตลาดส่วนใหญ่เป็นสินค้าหัตถกรรม เช่น หม้อ เสื้อ เครื่องดนตรี ฟิก หมอน มุ้ง&nbsp;</div><div>กระบุง ตะกร้า รวมทั้งอาหาร เช่น ขนมขบเคี้ยว ของแห้งต่างๆ</div><div><strong>2.&nbsp; การค้าระหว่างประเทศ</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาณาจักรอยุธยามีชัยภูมิเหมาะสมกับการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากเป็นเมืองท่าที่อยู่กึ่งกลางเส้นทาง</div><div>การเดินเรือค้าขายระหว่างประเทศจีนกับอินเดีย&nbsp; ประกอบกับความเข้มแข็งทางการเมืองและนโยบายการค้าของ</div><div>ผู้นํา ทําให้เป็นศูนย์รวมของสินค้าจากเมืองท่าต่าง&nbsp; ๆ&nbsp; โดยเฉพาะของป่าซึ่งเป็นสินค้าต่างชาติต้องการด้วยปัจจัย</div><div>ต่าง ๆ นี้ส่งผลให้อาณาจักรอยุธยากลายเป็นเมืองท่า นาๆชาติ นำมาซึ่งผลนํามาซึ่งผลประโยชน์และความมั่งคั่ง</div><div>ทางเศรษฐกิจ &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การค้าระหว่างประเทศนี้มีวิวัฒนาการตั้งแต่ก่อนสถาปนาอาณาจักรอยุธยา เมืองต่างๆ ตามชายฝั่งทะเล</div><div>ทั้งบริเวณรอบอ่าวไทยและเมืองท่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเครือข่ายการค้าของจีน อินเดียและชาติ</div><div>อาหรับอยู่ก่อนแล้วโดยระบบการค้าในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 พ่อค้า ต่างชาติจะไม่เดินทางไกลไปยังแหล่งสินค้า</div><div>โดยตรงเหมือนแต่ก่อนซึ่งพ่อค้าตามเมืองท่าต่างๆ ใน แต่ละภูมิภาคจะรับส่งสินค้าเป็นทอดๆ ไป&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อกรุงศรีอยุธยาสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1893 ราชสํานักอยุธยาประกอบด้วยพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์</div><div>หรือเจ้านาย หรือขุนนางร่วมกับชาวจีนได้ทําการค้าเรือสําเภากับจีน อินเดีย ลังกา ญี่ปุ่น คาบสมุทร และหมู่เกาะ</div><div>ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในพุทธศตวรรษที่ 21 การค้า ระหว่างประเทศขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะ</div><div>ได้ติดต่อค้าขายกับชาวตะวันตก โดยโปรตุเกสเป็นชาติแรก&nbsp; (พ.ศ. 2054)&nbsp; ที่เข้ามาติดต่อค้าขาย หลังจากนั้นมี</div><div>สเปน&nbsp; (พ.ศ. 2141)&nbsp; ฮอลันดา&nbsp; &nbsp; &nbsp; (พ.ศ. 2147)&nbsp; อังกฤษ (พ.ศ. 2155) &nbsp; และฝรั่งเศส (พ.ศ. 2216)&nbsp; ตามลําดับ&nbsp;</div><div><br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นศูนย์กลางการค้าที่สําคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเหตุผลที่</strong></div><div><strong>สําคัญ 2 ประการ คือ</strong></div><div><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นแหล่งรวมของสินค้าประเภทของป่า&nbsp;</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เช่น หนังกวาง ไม้ฝาง ครั้ง กํายาน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น ดีบุก ตะกั่ว จากดินแดนตอนในภูมิภาคเอเชีย</div><div>ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดระหว่าง &nbsp; ประเทศ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ถึงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษ</div><div>ที่ 23 ต้องการเป็นอย่างมาก&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นศูนย์กลางของการค้าส่งผ่าน</strong> &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาณาจักรอยุธยามีบทบาทสําคัญในการช่วยกระจายสินค้า จากจีนเข้าสู่ดินแดนตอนในของเอเชียตะวัน</div><div>ออกเฉียงใต้ รวมทั้งการส่งสินค้าจากจีนไปยังชายฝั่มหาสมุทร อินเดีย ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางในการ</div><div>รวบรวมสินค้าจากดินแดนตอนในและจากแถบชายฝั่งทะเล มหาสมุทรอินเดีย เพื่อส่งต่อไปขายให้แก่จีนและญี่ปุ่น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บันทึกของชาวต่างประเทศที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาได้สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรือง ทางการ</div><div>ค้านานาชาติ เช่น ฮอลันดาใช้อยุธยาเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าประเภทของป่า และสินค้าเกษตร เช่น หนังกวาง ไม้</div><div>ฝาง ไม้กฤษณา หนังปลากระเบน ดินประสิว คราม หมาก ตะกั่ว ดีบุก กระวาน ขี้ผึ้ง เพื่อนำไปขายยังตลาดญี่ปุ่น&nbsp;</div><div>และนําสินค้าประเภทเงิน ทองแดง เหล็ก กระสุน อาวุธผ้าชนิดต่างๆ เครื่องแก้ว และสินค้าฟุ่มเฟือย เข้ามาแลก</div><div>เปลี่ยน ส่วนพ่อค้าอินเดียจะซื้อสินค้าจากอาณาจักรอยุธยาหลายชนิด เช่น ไม้ฝาง หนังสัตว์ ดีบุก งาช้าง และช้าง&nbsp;</div><div>และนําผ้าชนิดต่างๆ รวมทั้งอัญมณีมาขายที่กรุงศรีอยุธยา</div><div><br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ลักษณะการค้าของอาณาจักรอยุธยา </strong>การค้ากับต่างประเทศในสมัยอยุธยาตอนต้นเป็นการค้า กึ่งผูกขาด</div><div>เป็นการค้าสําเภากับชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการค้าที่ดําเนินการ โดยพระมหากษัตริย์&nbsp;</div><div>เจ้านาย และขุนนาง แต่สามารถติดต่อค้าขายกับราษฎรและพ่อค้าชาติอื่นที่อยู่ใน กรุงศรีอยุธยาได้โดยตรง ต่อมา</div><div>เมื่อค้าขายกับชาติตะวันตกสินค้าที่นํามาขายคืออาวุธปืน ซึ่งถือเป็น สินค้าต้องห้ามส่วนสินค้าที่ชาวต่างชาติต้องการ</div><div>ส่วนใหญ่เป็นสินค้าของป่า ทําให้มีการจัดตั้งพระคลังสินค้า เพื่อทําหน้าที่อํานวยความสะดวกทางการค้าโดยรวบ</div><div>รวมสินค้าเหล่านี้ส่งต่อให้พ่อค้าต่างชาติ ซึ่งทํากําไรให้แก่พระคลังสินค้าอย่างมหาศาลเมื่อการค้าขยายตัวและทวี</div><div>ความสําคัญขึ้นทําให้เกิดการผูกขาดทาง การค้า สันนิษฐานว่าน่าจะเข้มงวดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ</div><div>ราชสํานักได้ผูกขาดสินค้า หลายชนิด มีการออกกฎหมายหลายฉบับเกี่ยวกับการค้า และจัดระบบการค้าแบบผูก</div><div>ขาดให้เป็นระเบียบ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองพระองค์ทรงหาวิธีเพิ่มรายได้แผ่นดินโดยเพิ่มประเภทสินค้า</div><div>ผูกขาดเช่นผ้าแพร เครื่องลายคราม โดยพระคลังสินค้า ซึ่งเดิมผูกขาดการจําหน่ายสินค้าประเภทอาวุธและดินปืน</div><div>ของ พ่อค้าตะวันตกที่ต้องขายให้ราชสํานักเท่านั้น ต่อมาขยายขอบเขตไปถึงสินค้าต่างแดนชนิดอื่นๆ ด้วย โดยออก</div><div>กฎหมายเกี่ยวกับสินค้าต้องห้ามซึ่งเป็นสินค้าที่ราชสํานักโดยพระคลังสินค้าจะเป็นผู้ผูกขาดซื้อขาย แต่ผู้เดียว หรือ</div><div>จะต้องซื้อจากพระคลังสินค้าเท่านั้น สินค้าต้องห้ามที่เป็นสินค้านําเข้า เช่น ปืนไฟ กระสุนดินดํา และกํามะถัน&nbsp;</div><div>สินค้าออก เช่น ดีบุก ตะกั่ว ดินประสิว นอแรด งาช้างไม้กฤษณา ไม้จันทน์ ไม้หอม และไม้ฝาง</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมท่า</strong> เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับการค้าของอาณาจักร โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กรมท่าขวา ซึ่งจะควบคุมการ</div><div>ค้ากับชาติตะวันตก เช่น อังกฤษ ชวา กรมท่าซ้ายจะควบคุมดูแลการค้ากับจีนและฮอลันดา หน้าที่หลักของกรมท่า&nbsp;</div><div>คือ การผูกขาดสินค้า กําหนดชนิดของสินค้ต้องห้ามและเก็บค่าธรรมเนียมการค้าการค้าต่างประเทศของอาณาจักร</div><div>อยุธยาถือเป็นพื้นฐานสําคัญของเศรษฐกิจซึ่งทําให้ราชสํานักอยุธยา มีรายได้จํานวนมาก และนําความมั่งคั่งมาสู่</div><div>อาณาจักร</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจัดเก็บรายได้ของอาณาจักร</strong>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาณาจักรอยุธยามีแหล่งรายได้ทั้งการค้าเรือสําเภา และการค้าโดยพระคลังสินค้าซึ่งเป็นการค้าผูกขาด</div><div>รายได้จากการเก็บภาษีจากสินค้าต่างประเทศ รวมทั้งเครื่องราชบรรณาการที่เมืองขึ้นต่างๆ ส่งให้ราชสํานัก และ</div><div>รายได้ที่เรียกเก็บจากราษฎร</div><div>ภาษีอากรที่จัดเก็บเป็นรายได้ของอาณาจักร แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ</div><div><br><br></div><div><strong><br>จังกอบ</strong> คือ การเก็บค่าผ่านด่านขนอนทั้งทางบกและทางน้ำ ซึ่งเรียกเก็บจากสินค้าของราษฎร โดยเก็บชักส่วน<br><br>สินค้าไว้ในอัตรา 10 ชัก 1 หรือเก็บตามขนาดยานพาหนะที่ขนสินค้าเช่นเรือสินค้าเก็บภาษี ตามความกว้างของ<br><br>ปากเรือตามอัตราที่กําหนด เรียกภาษีปากเรือ โดยจะมีการตั้งด่านขนอนตามริมน้ำ รอบกรุงศรีอยุธยาเพื่อให้เจ้า<br><br>พนักงานตรวจและจัดเก็บจังกอบเรือและจังกอบสินค้าที่ผ่านเข้าออก<br><br><br><strong><br>ส่วย</strong> คือ สิ่งของหรือเงินตราที่ไพร่หลวงส่งให้ทางราชการแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน ถ้าจ่ายเป็น เงินเรียกว่า ค่า<br><br>ราชการ ถ้าส่งเป็นสิ่งของเรียกว่า ส่วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งของที่มีอยู่มากในท้องถิ่น และราชการสามารถนําไป<br><br>เป็นสินค้าได้ เช่น ส่วยดีบุก ส่วยมูลค้างคาว ส่วยไม้ฝาง<br><br><br><strong><br>อากร</strong> เป็นภาษีที่ชักส่วนจากผลประโยชน์ที่ราษฎรทํามาหากินได้จากการประกอบกิจการต่างๆ เช่น อากรค่านา<br>&nbsp; <br>ที่เรียกว่า หางข้าว ซึ่งจะเป็นเสบียงอาหารสําหรับกองทัพอากรสวนเรียกเก็บจากผู้ที่ ทําสวนโดยคิดตามประเภท<br><br>และจํานวนต้นไม้แต่ละชนิด นอกจากนี้ยังมาจากการขอสิทธิหรือสัมปทาน จากทางราชการ เช่น การขุดแร่ การ<br><br>เก็บของป่า การต้มกลั่นสุรา เรียกว่า อากรสุรา การอนุญาต ให้จับสัตว์น้ำเรียกว่า อากรค่าน้ำ<br><br><br><strong><br>ฤชา</strong> เป็นค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เรียกเก็บจากราษฎร เมื่อราษฎร ไปติดต่อทางราชการตาม ระเบียบกฎหมาย เช่น<br><br>ค่าธรรมเนียมในการพิจารณาพิพากษาคดีความและค่าธรรมเนียมในการออก เอกสารบางอย่างให้ หรือเรียกอีก<br><br>ชื่อหนึ่งว่า เงินพินัยหลวง ค่าออกโฉนดที่ดิน<br><br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รายจ่ายของอาณาจักร&nbsp;</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รายจ่ายของอาณาจักรมีหลายด้าน เช่น การทําสงครามเพื่อการป้องกัน อาณาเขต หรือขยายอํานาจ</div><div>ทางการเมือง ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวค่อนข้างสูงมาก ค่าใช้จ่ายในการปูนบําเหน็จ ให้ขุนนางและไพร่พลเมืองที่ทํา</div><div>ประโยชน์ให้ราชการ รวมทั้งการพระราชทานให้ชาวต่างชาติสร้างที่พักอาศัย โบสถ์ตามลัทธิศาสนา ค่าใช้จ่ายใน</div><div>การก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น สร้างสะพาน ขุดคลอง ค่าใช้จ่ายในการ ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาอันจะเป็นการ</div><div>รักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติ และเป็นขวัญกําลังใจให้ราษฎร รวมทั้งค่าใช้จ่ายในราชสํานัก และการเจริญ</div><div>สัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-12-25 06:19:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963407788</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปกครองส่วนกลาง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963525475</link>
         <description><![CDATA[<div>สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแยกหน้าที่การบริหารราชการเป็น 2 ส่วน<br>1.ฝ่ายทหาร มีสมุหพระกลาโหมเป็นหัวหน้า<br>ดูแลทหารและเตรียมสู้ศึกสองคราม&nbsp;<br>2.ฝ่ายพลเรือน มีสมุหนายกเป็นหัวหน้า ดูแลราชการมั่วราชอาณาจักรและควบคุมจตุสดมภ์<br><br><strong>จตุสดมภ์ มีดังนี้<br></strong>1. กรมเวียง เปลี่ยนชื่อเป็น นครบาล<br>2.กรมวัง เปลี่ยนชื่อเป็น ธรรมาธิกรณ์<br>3. กรมคลัง เปลี่ยนชื่อเป็น โกษาธิบดี<br>4. กรมนา เปลี่ยนชื่อเป็น เกษตราธิการ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-12-25 11:44:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963525475</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนกลาง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963610328</link>
         <description><![CDATA[<div>เริ่มตั้งแต่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จ ขึ้นครองราชย์ที่เมืองพิษณุโลกใน พ.ศ.2006 จนถึงสมัยพระเจ้าปราสาททองใน พ.ศ.2172</div><div>สถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย โดยหันไปนิยมเจดีย์ทรงลังกาแทนปรางค์แบบเขมร</div><div>อาคารลดขนาดเล็กลงจากสมัยอยุธยาตอนต้น ก่อผนังทึบ เจาะช่องระบายลมแคบๆ มีประตู 2-3 ช่อง</div><div>ตัวอย่างสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนกลาง<br>พระมหาสถูปสามองค์วัดพระศรีสรรเพชญ์</div><div>พระเจดีย์ใหญ่ชัยมงคล</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316364513/96caa7ba94308972b5e5bb5110d7117b/_____________________________________1.jpg" />
         <pubDate>2021-12-25 14:25:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1963610328</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระราชกรณียกิจบุคคลสำคัญ</title>
         <author>chotigasin</author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1965844502</link>
         <description><![CDATA[<div>สมเด็จพระนเรศวรมหาราช</div><div>พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ&nbsp; &nbsp; สมเด็จพระนเรศวรมหาราช &nbsp; เป็นโอรสของสมเด็จพระมหาธรรมราชาในราชวงศ์สุโขทัยกับพระวิสุทธิกษัตริย์&nbsp; พระราชธิดาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ&nbsp; ประสูติเมื่อ&nbsp; พ.ศ. ๒๐๙๘&nbsp; ที่เมืองพิษณุโลกเมื่อพระชนมายุได้&nbsp; ๙&nbsp; พรรษา ทรงถูกส่งไปเป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดี&nbsp; เพราะพม่ายึดเมืองพิษณุโลกได้&nbsp; ทรงได้รับการเลี้ยงดูในฐานะพระราชบุตรบุญธรรมเป็นเวลา&nbsp; ๗ ปี&nbsp; จน พ.ศ. ๒๑๑๒&nbsp; กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พระมหาธรรมราชาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดี&nbsp; และอนุญาตให้พระนเรศวรกลับกรุงศรีอยุธยา&nbsp; และได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลกและมีตำแหน่งอุปราช&nbsp; ระหว่างนั้นทรงทำสงครามกับเขมรและพม่า &nbsp; เพื่อป้องกันอยุธยา พระเจ้าหงสาวดีเห็นดังนี้จึงคิดกำจัดพระนเรศวร&nbsp; แต่พระองค์ทรงทราบจึงทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง รวมเวลาที่กรุงศรีอยุธยาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเป็นเวลา&nbsp; ๑๕&nbsp; ปี หลังจากประกาศอิสรภาพก็ทรงทำสงครามกับพม่าหลายครั้งและได้กวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองฝ่ายเหนือมาไว้เป็นกำลังได้มาก&nbsp; ต่อมาในพ.ศ. ๒๑๓๓&nbsp; สมเด็จพระธรรมราชาสวรรคต&nbsp; พระนเรศวรจึงเสด็จขึ้นครองราชย์และทรงสถาปนาพระเอกาทศรถพระอนุชาขึ้นเป็นพระมหาอุปราช&nbsp; พระราชภารกิจของพระองค์&nbsp; ได้แก่&nbsp; การทำศึกสงคราม&nbsp; โดยเฉพาะสงครามครั้งสำคัญ&nbsp; คือ&nbsp; สงครามยุทธหัตถี&nbsp; ที่ทรงรบกับพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย&nbsp; ซึ่งพระองค์ทรงมีชัยชนะอย่างเด็ดขาดและถือเป็นพระเกียรติสูงสุด&nbsp; เป็นวีรกรรมสุดยอดของกษัตริย์&nbsp; แม้แต่ฝ่ายแพ้ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักรบแท้&nbsp; หลังจากนั้นตลอดระยะเวลา ๑๕๐ ปี&nbsp; กรุงศรีอยุธยาไม่ถูกรุกรานจากพม่าอีก&nbsp; สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวางครอบคลุมทั้งล้านนา ล้านช้าง&nbsp; ไทใหญ่&nbsp; และกัมพูชา&nbsp; รวมถึงพม่า&nbsp; ครั้งสุดท้าย&nbsp; คือ&nbsp; การเดินทัพไปตีเมืองอังวะ&nbsp; ซึ่งพระองค์ประชวร&nbsp; และสวรรคตที่เมืองหาง&nbsp; ใน พ.ศ. ๒๑๔๘&nbsp; พระชนมายุได้&nbsp; ๕๐&nbsp; พรรษา&nbsp; เสวยราชสมบัติได้&nbsp; ๑๕&nbsp; ปี &nbsp; สมเด็จพระนเรศวรมหาราช &nbsp; ทรงเป็นวีรกษัตริย์ที่ได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะผู้กอบกู้เอกราชให้แก่กรุงศรีอยุธยา&nbsp; ประชาชนชาวไทยจึงยกย่องพระองค์ให้เป็น&nbsp; มหาราช&nbsp; พระองค์หนึ่ง<br><br>สมเด็จพระนารายณ์มหาราช<br>พระราชประวัติ&nbsp; &nbsp; &nbsp;สมเด็จพระนารายณ์มหาราช&nbsp; เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง&nbsp; กับพระอัครมเหสี&nbsp; ประสูติเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๕&nbsp; เมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงได้รับการศึกษาทั้งด้านวิชาการ การกีฬา การล่าสัตว์&nbsp; การขี่มา ขี่ช้าง และการแข่งเรือ พระองค์มีแม่นม ๒&nbsp; คน คอยดูแลอภิบาล&nbsp; คือ&nbsp; เจ้าแม่วัดดุสิตซึ่งเป็นมารดาของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขุนเหล็ก)&nbsp; และเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ราชทูตผู้มีชื่อเสียง แม่นมอีกคนหนึ่ง เป็นมารดาของพระเพทราชา พ.ศ. 2198&nbsp; &nbsp; พระเจ้าปราสาททองประชวรหนักจึงทรงมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าชัย พระโอรสองค์โต ซึ่งประสูติจากพระสนม เจ้าฟ้าชัยครองราชย์ได้ประมาณหนึ่งปี &nbsp; ก็ถูกปลงพระชนม์โดยพระศรีสุธรรมราชา พระเจ้าอา พระอนุชา จากนั้นพระศรีสุธรรมราชาก็ขึ้นครองราชย์&nbsp; และแต่งตั้งให้พระนารายณ์เป็นพระมหาอุปราชวังหน้า &nbsp; หลังจากนั้นประมาณ&nbsp; ๒&nbsp; เดือนพระนารายณ์ก็ได้ปลงพระชนม์สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา&nbsp; เนื่องจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาคิดจะเอาเจ้าฟ้าหญิงศรีสุวรรณหรือพระกนิษฐภคินีร่วมพระชนนีของพระนารายณ์มาเป็นพระชายา&nbsp; หลังจากนั้นพระนารายณ์ก็เสด็จขึ้นครองราชย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๔ ของพระราชวงศ์ปราสาททอง&nbsp; ใน พ.ศ. ๒๑๙๙&nbsp; ขณะพระชนมายุได้ ๒๕ พรรษา&nbsp; ทรงพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ์&nbsp; แต่คนทั่วไปนิยมเรียก&nbsp; สมเด็จพระนารายณ์&nbsp; กรุงศรีอยุธยาในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช&nbsp; มีความเจริญรุ่งเรืองมาก พระราชกรณียกิจที่สำคัญ - การลดส่วยและงดเก็บภาษีอากรจากราษฎรเป็นเวลา ๓ ปีเศษ - การประกาศใช้กฎหมายพระราชกำหนดและกฎหมายเพิ่มเติมลักษณะรับฟ้อง - การส่งเสริมงานด้านวรรณกรรม&nbsp; หนังสือที่แต่งในสมัยนี้&nbsp; เช่น&nbsp; สมุทรโฆษคำฉันท์&nbsp; โคลงทศรถสอนพระราม&nbsp; โคลงพาลี-สอนน้อง&nbsp; โคลงราชสวัสดิ์&nbsp; เพลงพยากรณ์กรุงเก่า&nbsp; เพลงยาวบางบท&nbsp; รวมถึงวรรณกรรมชิ้นสำคัญ&nbsp; คือ&nbsp; โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ นับเป็น&nbsp; ยุคทองแห่งวรรณกรรม&nbsp; ของไทยยุคหนึ่ง&nbsp; - การทำศึกสงครามกับเชียงใหม่และพม่า พ.ศ.๒๒๐๓&nbsp; และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ ลงมาอยุธยาด้วย- ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศนั้น&nbsp; เจริญรุ่งเรืองมาทั้งประเทศตะวันออก เช่น จีน อินเดีย และประเทศตะวันตกที่สำคัญ ได้แก่ โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส&nbsp; ทั้งด้านการเชื่อมสัมพันธไมตรีและการป้องกันการคุกคามจากชาติต่างๆ เหล่านี้จากพระราชกรณียกิจต่างๆ ดังกล่าว&nbsp; จึงทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็น มหาราช พระองค์หนึ่ง อีกทั้งในรัชสมัยของพระองค์ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคสำคัญด้านศิลปวัฒนธรรมยุคหนึ่งด้วย&nbsp; สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคตใน พ.ศ. ๒๒๓๑ ที่เมืองลพบุรี ราชธานีแห่งที่สองที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น<br><br>สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ<br>พระราชประวัติ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่ 2 (เจ้าสามพระยา)&nbsp; กับพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 2 แห่งสุโขทัย&nbsp; พระองค์จึงเป็นเชื้อสายราชวงศ์สุพรรณบุรีและราชวงศ์พระร่วง&nbsp; ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของอยุธยา&nbsp; พระราชกรณียกิจที่สำคัญ 1. การรวมอาณาจักรสุโขทัยเข้ากับอยุธยา&nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นเสวยราชย์ใน พ.ศ. ๑๙๙๑ นั้น ทางสุโขทัยไม่มีพระมหาธรรมราชาปกครองแล้ว คงมีแต่พระยายุทธิษเฐียร&nbsp; พระโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ ๔ &nbsp; ได้รับแต่งตั้งจากอยุธยาให้ไปปกครองเมืองพิษณุโลก ถึง&nbsp; &nbsp; &nbsp; พ.ศ. ๑๙๙๔&nbsp; พระยายุทธิษเฐียรไปเข้ากับพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา&nbsp; พระราชมารดาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ปกครองเมืองพิษณุโลกต่อมาจนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๒๐๐๖&nbsp; สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เสด็จไปประทับที่พิษณุโลกและถือว่าอาณาจักรสุโขทัยถูกรวมเข้ากับอาณาจักรอยุธยานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา2. ด้านการปฏิรูปการปกครอง&nbsp; &nbsp; &nbsp; สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีพระประสงค์ที่จะดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางหรือราชธานี&nbsp; จึงลดบทบาทของเจ้านายลงและเพิ่มอำนาจให้ขุนนาง&nbsp; เพื่อป้องกันการแย่งชิงอำนาจจากเชื้อพระวงศ์ เช่น ลดฐานะเมืองลูกหลวง เมืองหลานหลวงลงเป็นเมืองชั้นจัตวาและส่งขุนนางไปปกครองแทนเจ้านาย มีการแยกฝ่ายทหารและพลเรือนโดยใช้ขุนนางตำแหน่งสมุหพระกลาโหมดูแลกิจการฝ่ายทหาร&nbsp; สมุหนายกดูแลกิจการฝ่ายพลเรือนทั่วราชอาณาจักร ทรงตรากฎมนเทียรบาลขึ้นเพื่อความมั่งคงของสถาบันกษัตริย์&nbsp; นอกจากนี้ยังทรงตราพระราชกำหนดศักดินา&nbsp; ได้แก่&nbsp; พระอัยการตำแหน่งนาพลเรือนและพระอัยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง &nbsp; พ.ศ. ๑๙๙๘&nbsp; เพื่อประโยชน์ในการลำดับชั้นของบุคคลว่ามีศักดิ์ สิทธิ์ และอำนาจหน้าที่ต่างกันอย่างไร&nbsp; เป็นการจัดระเบียบการปกครองให้มีแบบแผนรัดกุมกว่าเดิมในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ อยุธยาทำสงครามยืดเยื้อกับอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีพระเจ้าติโลกราชเป็นกษัตริย์ (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๙๘๔ - ๒๐๓๐)&nbsp; ทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถประทับที่เมืองพิษณุโลกนานถึง ๒๕ ปี&nbsp; เพื่อดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือและเพื่อความสะดวกในการป้องกันการรุกรานของล้านนา&nbsp; ในระยะนี้จึงถือว่าเมืองพิษณุโลกมีฐานะเป็นราชธานีของอาณาจักรอยุธยา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคตใน พ.ศ. 2031&nbsp; ทรงอยู่ในราชสมบัติ 40 ปี นับว่านานที่สุดในบรรดากษัตริย์อยุธยาทุกพระองค์<br><br>สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเชษฐาธิราช)<br>&nbsp;พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ&nbsp; &nbsp; &nbsp;สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒&nbsp; เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ&nbsp; ครองราชย์ พ.ศ. ๒๐๓๔&nbsp; ถึง พ.ศ. ๒๐๗๒ ใน พ.ศ. ๒๐๕๔ โปรตุเกสได้เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยา นับเป็นชาวตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทย ไทยจึงเริ่มเรียนรู้ศิลปวิทยาของชาวตะวันตกโดยเฉพาะด้านการทหาร&nbsp; ทำให้สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒&nbsp; ทรงพระราชนิพนธ์ตำราพิชัย-สงครามของไทยได้เป็นครั้งแรก&nbsp; นอกจากนี้ทรงให้ทำ&nbsp; &nbsp; &nbsp; สารบัญชี&nbsp; คือ&nbsp; การตรวจสอบจัดทำบัญชีไพร่พลทั้งราชอาณาจักร นับเป็นการสำรวจสำมะโนครัวครั้งแรก&nbsp; โดยทรงตั้งกรมสุรัสวดีให้มีหน้าที่สำรวจและคุมบัญชีไพร่พล ทางด้านศาสนา&nbsp; &nbsp; &nbsp; สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ไว้ในเขตพระราชฐานและให้หล่อ&nbsp; พระศรีสรรเพชญ์&nbsp; สูง 8 วา&nbsp; หุ้มทองคำ ไว้ในพระมหาวิหารของวัดด้วย&nbsp; ในรัชสมัยนี้อยุธยาและล้านนายังเป็นคู่สงครามกันเช่นเดิมเนื่องจากกษัตริย์ล้านนา&nbsp; คือ พระเมืองแก้ว&nbsp; (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๐๓๘ - ๒๐๖๘)&nbsp; พยายามขยายอาณาเขตลงมาทางใต้ จนถึง พ.ศ. ๒๐๖๕&nbsp; มีการตกลงเป็นไมตรีกัน สงครามจึงสิ้นสุดลง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-12-27 22:16:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/1965844502</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตรวจกิจกรรมงานกลุ่มแล้วครับ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/2007279310</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-01-23 15:55:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chotigasin/a0ym1xxwviertbu4/wish/2007279310</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
