<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>งานที่ 1 by Cake</title>
      <link>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-02-22 14:03:54 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-02-24 12:03:44 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ยุคของดนตรีสากล</title>
         <author>jchum1976</author>
         <link>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491198183</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-22 14:04:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491198183</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยุคกลาง</title>
         <author>jchum1976</author>
         <link>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491198524</link>
         <description><![CDATA[<div>ลักษณะ : บทเพลงที่ปรากฏในยุคนี้ คือ เพลงสวด (Chant) ซึ่งเป็นบทเพลงที่ใช้ในพิธีกรรม&nbsp;</div><div>เป็นบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้า เนื้อหาของเพลงจะเป็นการสวดอ้อนวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า ภาษาที่ใช้บทเพลงร้องส่วนใหญ่ คือ ภาษาละติน ในระยะแรก&nbsp; &nbsp; &nbsp;เพลงสวดเป็นการร้องแนวเดียวไม่มีดนตรีประกอบ ไม่มีอัตราจังหวะ และจะใช้เสียงเอื้อนในการทำทำนองไปไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ต่อมาในระยะหลังๆ เริ่มพัฒนาการร้องให้มีแนวการร้องสองประสาน เป็นเพลงร้องสองแนว และเริ่มที่จะมีอัตราจังหวะที่แน่นอน จนกลายเป็น &nbsp; รูปแบบการร้องประสานเสียง ที่มากกว่า 2 แนวขึ้นไป</div><div>คีตกวีที่สำคัญ : มาโซท์เเละแลนดินี<br>บทเพลงที่สำคัญ : Muort'ora m'a, Ecco la primavera, D'Amor mi biasmo, Guarda una Volta, Chosi pensoso<br>ลักษณะของวงดนตรีในสมัยนั้น : เป็นเพลงร้องโดยมีแนวทำนองหลายแนวสอดประสานกัน ซึ่งพัฒนามาจากเพลงสวด (Chant) และเป็นเพลงแบบมีทํานองเดียว (Monophony) ในระยะแรกเป็นดนตรีที่ไม่มีอัตราจังหวะ (Non-metrical)ในระยะ ต่อมาใช้อัตราจังหวะ 3⁄4 ต่อมาในศตวรรษที่ 14 มักใช้อัตราจังหวะ 2/4 เพลงร้องพบได้ทั้วไปและเป็นที่นิยมมากกว่าเพลงท่ีบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีรูปแบบของเพลงเป็นแบบล้อ ทํานอง(Canon)<a href="https://youtu.be/CoBqOgpniko"><br>ตัวอย่างดนตรี : https://youtu.be/CoBqOgpniko</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1713269159/a8c52045945b6025add0faf8eb7b7b83/1732855D_FCC0_472A_9D99_E81F9099E664.jpeg" />
         <pubDate>2023-02-22 14:04:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491198524</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา</title>
         <author>jchum1976</author>
         <link>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491199156</link>
         <description><![CDATA[<div>ลักษณะ : เพลงศาสนายังมีความสำคัญอยู่เช่นเดิม เพลงสำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อให้ความบันเทิง ความสนุกสนาน ก็เกิดขึ้นด้วย การประสานเสียงได้รับการพัฒนาให้กลมกลืนขึ้น เพลงศาสนาเป็นรากฐานของทฤษฎีการประสานเสียง เพลงในยุคนี้แบ่งเป็นสองแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่เรียกว่า อิมมิเททีฟโพลีโฟนี คือ มีหลายแนว และแต่ละแนวจะเริ่มไม่พร้อมกัน ทุกแนวเสียงมีความสำคัญแบบที่สองเรียกว่า โฮโมโฟนีคือ มีหลายแนวเสียงและบรรเลงไปพร้อมกัน มีเพียงแนวเสียงเดียวที่เด่น แนวเสียงอื่นๆ เป็นเพียงเสียงประกอบ เพลงในสมัยนี้ ยังไม่มีการแบ่งจังหวะที่แน่นอน คือ ยังไม่มีการแบ่งห้องออกเป็น 3/4 หรือ 4/4 เพลงส่วนใหญ่ก็ยังเกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาอยู่เพลงประกอบขั้นต อนต่างๆ ของพิธีทางศาสนาที่สำคัญ คือ เพลงแมส (Mass) และโมเต็ท (Motet) คำร้องเป็นภาษาละติน เพลงที่ไม่ใช่เพลงศาสนาก็เริ่มนิยมกันมากขึ้น ได้แก่ เพลงประเภท แมดริกัล (Madrigal) ซึ่งมีเนื้อร้องเกี่ยวกับความรัก หรือยกย่องบุคคลสำคัญและมักจะมีจังหวะสนุกสนาน นอกจากนี้ยังใช้ภาษาประจำชาติของแต่ละชาติ</div><div><br></div><div>เพลงบรรเลงเริ่มมีบทบาทในยุคนี้ เครื่องดนตรีที่นำมาใช้ในการบรรเลง คือ ลูท ออร์แกนลม ฮาร์พซิคอร์ด เวอจินัลขลุ่ยเรคอร์เดอร์ ซอวิโอล องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของดนตรียุคนี้ที่ถูกนำมาใช้ คือ ความดัง - เบาของเสียงดนตรี (Dynamic)</div><div><br>คีตกวีที่สำคัญ : <strong>เลโอนาร์โด ดาวินชี<br></strong>บทเพลงที่สำคัญ : The Golden Age of Polyphony</div><div>ลักษณะของวงดนตรีในสมัยนั้น : มีรูปแบบคล้ายในสมัยศิลป์ใหม่ แต่ได้มีการปรับปรุงพัฒนารูปแบบมากขึ้น ลักษณะการสอดประสานทำนอง ยังคงเป็นลักษณะเด่น เพลงร้องยังคงนิยมกัน แต่เพลงบรรเลงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/YJOEHnhSE5A" />
         <pubDate>2023-02-22 14:05:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491199156</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยุคบาโรค</title>
         <author>jchum1976</author>
         <link>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491199914</link>
         <description><![CDATA[<div>ลักษณะ : ดนตรีในยุคบาโรกเนน้ความเป็นเอกภาพยของอารมณความรู้สึกโดย อาศัยทานองหลักตอนต้นเพยลง ซึ่งมักปรากฏอีกครั้งตลอดทั้งเพยลง ในรูปแบบ ที่แตกต่างกันไปด้วยการขยายหรือคลี่คล ายท า นอง ตลอดจนการประดับ ประดาอย่างวิจิตร เพยื่อให้ความรู้สึกถึงความต่อเนื่อง และความแตกต่างของ จังหวะ<br>คีตกวีที่สำคัญ : อันโตนิโอ วิวัลดี , จอรจ ฟริเดอริค แฮนเดล<br>บทเพลงที่สำคัญ : คอนแชรโตกรอสโซ<br>ลักษณะของวงดนตรีในสมัยนั้น : ดนตรีบาโรกแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ เพยลงร้อง และบทเพยลงสาหรับ เครื่องดนตรี ประเภทของเพยลงร้องที่สาคัญ ได้แก่ อุปรากร เป็นละครร้อง ภาษาอิตาเลียน ประกอบวงออรเคสตรา การจัดฉาก การแสดงท่าทาง และ เครื่องแต่งกายพยิเศษ โอราทอริโอ (oratorio) คือ ละครร้องทางศาสนา เนื้อร้องจากคัมภีรไบเบิลหรือบทสวด ส่วนประกอบหลักเหมือนอุปรากร แต่ไม่มีการจัดฉากหรือเครื่องแต่งกายพยิเศษ คันตาตา (cantata) เป็นบทเพยลง สาหรับคณะนักร้อง นักร้องเดี่ยว และวงออรเคสตรา การจัดฉากเวที หรือ เครื่องแต่งกายพยิเศษ<a> https://youtu.be/myTFlb9cfCw</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-22 14:06:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491199914</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยุคคลาสสิค</title>
         <author>jchum1976</author>
         <link>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491200172</link>
         <description><![CDATA[<div>ลักษณะ : เป็นยุคของดนตรีระหว่าง ค.ศ. 1750–1820 ดนตรีมีการเปิดกว้างสู่ประชาชนเป็นดนตรีนอกโบสถ์ (secular music) มากขึ้น ดนตรีสมัยคลาสสิกมีลักษณะความเป็นจริง มีความสมดุล และชัดเจนในรูปแบบ ในยุคนี้ดนตรีบรรเลงมีความเด่นกว่าเพลงร้อง ดนตรีสมัยคลาสสิกเป็นดนตรีบริสุทธิ์ (absolute music) คือ ดนตรีที่ไม่มีจินตนาการอยู่เบื้องหลัง ไม่มีบทกวีประกอบ เป็นดนตรีที่มีแต่เสียงดนตรีบริสุทธิ์ ตรงข้ามกับดนตรีในสมัยโรแมนติกที่เป็นดนตรีพรรณนา (program music) คือดนตรีที่มีเรื่องราว ยุคนี้มีกรุงเวียนนาของออสเตรียเป็นศูนย์กลางของดนตรี<br>คีตกวีที่สำคัญ : คริสท็อฟ วิลลีบัลท์ กลุค , ฟรันทซ์ โยเซ็ฟ ไฮเดิน , ว็อล์ฟกัง อมาเดอุส โมทซาร์ท , ลูทวิช ฟัน เบทโฮเฟิน<br>บทเพลงที่สำคัญ : Orfeo and Eurydice<br>ลักษณะของวงดนตรีในสมัยนั้น :&nbsp;<sup>ในสมัยคลาสสิกเลิกนิยมการสอดประสานของทำนอง (counterpoint) แต่หันมานิยมการใส่เสียงประสานแบบสหศัพท์ (homophony) คือการเน้นทำนองหลักเพียงแนวเดียว โดยมีแนวเสียงอื่นประสานให้ทำนองไพเราะมากขึ้น มีแนวประสานเป็นคอร์ดหรืออาร์เปจโจ (arpeggio) หลายแนวที่มีจังหวะคล้ายก้น โดยเลิกใช้แนวเบสต่อเนื่อง (basso continuo) และความสำคัญของการด้นสดหรือการแสดงเชิงปฏิภาณ (improvisation) เริ่มหมดไปในยุคนี้ เพราะดนตรีส่วนมากมีการเขียนเสียงประสานครบถ้วน คีตกวีจะระบุวิธีการบรรเลงอย่างชัดเจน<br>เกิดบทเพลงลักษณะใหม่ ๆ ขึ้นในยุคนี้ คือ ซิมโฟนี คอนแชร์โต และโซนาตา ลักษณะการผสมวงมีกำหนดแน่นอนว่าเป็นวงเล็กหรือวงใหญ่ คือเป็นวงดนตรีเชมเบอร์หรือวงออร์เคสตรา เพลงบรรเลงนิยมประพันธ์กันมากขึ้น เพลงร้องยังคงมีการประพันธ์อยู่เช่นเดิม อุปรากรเป็นที่นิยมชมกันมาก ผู้ประพันธ์หลายคนจึงประพันธ์แต่อุปรากรเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะของโอเปร่าในยุคนี้จะเน้นเรื่องศิลปะการแสดงมากขึ้น มิใช่เน้นเพียงการร้องเท่านั้น<br>เครื่องดนตรีในยุคนี้ได้รับการพัฒนามากขึ้น ในวงออร์เคสตรามีการใช้เครื่องดนตรีครบทุกประเภท การใช้เครื่องดนตรีในสมัยคลาสสิกจะพบว่าใช้เปียโนเป็นส่วนมาก ไม่ค่อยมีการใช้ฮาร์ปซิคอร์ดอีก ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการใช้เครื่องคลาริเน็ต ฟลูต และบาสซูน<br></sup><a href="https://youtu.be/JUpZ1Npj23M">https://youtu.be/JUpZ1Npj23M</a><sup><br></sup><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-22 14:06:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491200172</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยุคโรเเมนติก</title>
         <author>jchum1976</author>
         <link>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491200416</link>
         <description><![CDATA[<div>ลักษณะ : เป็นยุคของดนตรีคลาสสิกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1810–1910) ซึ่งเน้นอารมณ์ของดนตรีมากกว่าความสมดุลของบทตอน และเน้นความเป็นตัวตนของคีตกวีมากกว่ากฎเกณฑ์ทางดนตรีที่มีมาแต่เดิม<br>คำว่า "โรแมนติก" ได้รับการนำมาประยุกต์ใช้ในวงการดนตรี ค.ศ. 1810 ซึ่งเอามาจากวงการวรรณกรรม มีความหมายว่า อารมณ์ที่รุนแรงของมนุษย์ โดยลักษณะดนตรีแบบโรแมนติกนี้เริ่มขึ้นในงานของนักประพันธ์เพลงและนักดนตรีชื่อลูทวิช ฟัน เบทโฮเฟิน ดนตรีสมัยโรแมนติกนั้นเริ่มต้นด้วยเพลงขับร้องและเพลงเปียโนสั้น ๆ ต่อมาเป็นเพลงสำหรับวงออร์เคสตรา<br>คีตกวีที่สำคัญ : เฟรเดริก ฟร็องซัว ชอแป็ง<br>บทเพลงที่สำคัญ :&nbsp; Symphony No. 3 (Eroica)<br>ลักษณะของวงดนตรีในสมัยนั้น : ดนตรีสมัยโรแมนติกมีลักษณะของแนวทำนองที่เต็มไปด้วยการบรรยายความรู้สึก มีแนวทำนองเด่นชัด ลักษณะการแบ่งวรรคตอนเพลงไม่ตายตัว การประสานเสียงได้พัฒนาต่อจากสมัยคลาสสิกทำให้เกิดการคิดคอร์ดใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อใช้แสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึก มีการนำคอร์ดที่เสียงไม่กลมกลืนมาใช้มากขึ้น มีการใช้โน้ตนอกคอร์ด บันไดเสียงที่มีโน้ตครึ่งเสียง (chromatic scale) การเปลี่ยนบันไดเสียงหนึ่งไปอีกบันไดเสียงหนึ่งอย่างคาดไม่ถึง การประสานเสียงแบบสหศัพท์ (homophony) ยังคงเป็นลักษณะเด่นสืบเนื่องมาจากสมัยคลาสสิก การใช้เสียงดัง-เบา มีตั้งแต่ ppp ไปจนถึง fff คีตลักษณ์ของเพลง (form) ยังคงเป็นแบบโซนาตาฟอร์มแบบสมัยคลาสสิก แต่มีความยืดหยุ่นของโครงสร้าง<br>ในยุคนี้ดนตรีบรรเลงและบทเพลงสำหรับเปียโน เป็นที่นิยมประพันธ์กันมากขึ้น ลักษณะของวงออร์เคสตราจะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามแต่ผู้ประพันธ์เพลงจะกำหนด เพลงคฤหัสถ์หรือเพลงสำหรับชาวบ้านเป็นที่นิยมประพันธ์กัน แต่เพลงโบสถ์ก็ยังคงมีการประพันธ์อยู่เช่นกัน ในลักษณะของเพลงแมส ที่ใช้เพื่อประกอบศาสนพิธี และเพลงเรเควียม ที่ใช้ในพิธีศพ สำหรับบทเพลงอุปรากร และเพลงร้องก็มีพัฒนาการควบคู่ไป เนื้อร้องมีตั้งแต่การล้อการเมือง ความรัก ไปจนถึงเรื่องโศกนาฏกรรม<br><br><a href="https://youtu.be/nbGV-MVfgec">https://youtu.be/nbGV-MVfgec</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-22 14:06:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491200416</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยุคศตวรรษที่ 20</title>
         <author>jchum1976</author>
         <link>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491200758</link>
         <description><![CDATA[<div>ลักษณะ : ดนตรีในศตวรรษที่ 20 นี้ กล่าวได้ว่าเป็นลักษณะของดนตรีที่มีหลายรูปแบบนอกจากนี้ยัง<br>มีการใช้บันไดเสียงมากกว่า 1 บันไดเสียงในขณะเดียวกันที่เรียกว่า “โพลีโทนาลิตี้” (Polytonality)&nbsp;<br>ในขณะที่การใช้บันไดเสียงแบบ 12 เสียง ที่เรียกว่า “อโทนาลิตี้” (Atonality) เพลงจำพวกนี้ยังคง<br>ใช้เครื่องดนตรีที่มีมาแต่เดิมเป็นหลักในการบรรเลง &nbsp;<br>คีตกวีที่สำคัญ : อาร์โนลด์ โชนเบิร์ก&nbsp;<br>บทเพลงที่สำคัญ : Pélleas und Melisande op.5<br>ลักษณะของวงดนตรีในสมัยนั้น : รูปแบบของดนตรียุคนี้มีการผสมวงรูปแบบใหม่ขึ้น ซึ่งมีการนำเสียงจากอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เป็นเครื่องดนตรีด้วยและในยุคนี้เริ่มมีวงดนตรีผสมผสานรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบวงดนตรีที่ผสมผสาน แอฟริกา ตะวันตก อเมริกา ลัยุโรป ที่เรียกกันว่าดนตรีแจ๊ส ยุคนี้การบรรเลงจะเน้นที่รูปแบบจังหวะมากขึ้น และบันไดเสียงเริ่มมีการใช้บันไดเสียง 12 เสียง(Twelve Tone) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่ยึดบันไดเสียงหลัก (Atonality) หลักในการประพันธ์เพลงบทเพลงมีความแตกต่างจากยุคก่อนๆ<br><br><a href="https://youtu.be/-2SvMeyeOgQ">https://youtu.be/-2SvMeyeOgQ</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-22 14:06:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/jchum1976/9xe75xk2kus9e3pq/wish/2491200758</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
