<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>การศึกษาในศตวรรษที่ 21 by บวรพจน์ ธนารัตนกุล</title>
      <link>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1</link>
      <description>อยากเที่ยว</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-09-27 07:55:16 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2018-09-27 08:34:16 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title></title>
         <author>belldeksang</author>
         <link>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286387851</link>
         <description><![CDATA[<div><br>อย่างแรกคือ 3R คือทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อผู้เรียนทุกคน มีดังนี้</div><div>1. Reading คือ สามารถอ่านออก</div><div>2. (W)Riteing คือ สามารถเขียนได้</div><div>3. (A)Rithmatic คือ มีทักษะในการคำนวณ<br><br></div><div><br>และอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้ 3R คือ 8C ซึ่งเป็นทักษะต่างๆที่จำเป็นเช่นกัน ซึ่งทุกทักษะสามารถนำไปปรับใช้ในการเรียนรู้ได้ทุกวิชา มีดังนี้</div><div>1. Critical thinking and problem solving คือ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและสามารถแก้ไขปัญหาได้</div><div>2. Creativity and innovation คือ การคิดอย่างสร้างสรรค์และคิดเชิงนวัตกรรม</div><div>3. Cross-cultural understanding คือ ความเข้าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรมและกระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม</div><div>4. Collaboration teamwork and leadership คือ ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ</div><div>5. Communication information and media literacy คือ มีทักษะในการสื่อสารและการรู้เท่าทันสื่อ</div><div>6. Computing and IT literacy คือ มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์และรู้เท่าทันเทคโนโลยี</div><div>7. Career and learning skills คือ มีทักษะอาชีพและการเรียนรู้</div><div>8. Compassion คือ มีความเมตตากรุณา มีคุณธรรม และมีระเบียบวินัย<br><br></div><div><br>ทักษะทั้งหมดที่ได้กล่าวมาเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับนักเรียนในยุคการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างมาก ซึ่งมีความแตกต่างจากการเรียนรู้ในสมัยก่อน&nbsp;<br>ทำให้การเรียนรู้ของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น<br><br></div><div><br>นอกจากการศึกษาที่ก้าวหน้าและมีคุณภาพแล้ว การบริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษาก็จำเป็นไม่แพ้กัน โรงเรียนหรือสถานศึกษาควรมีระบบบริหารโรงเรียนที่ดี เพื่อพัฒนาควบคู่ไปกับการเรียนการสอนภายในโรงเรียน ระบบ”จับจ่าย for School” เป็นระบบบริหารงานโรงเรียนที่ครอบคลุมมากที่สุด ทำให้การพัฒนาระบบบริหารโรงเรียนควบคู่กับการศึกษาของนักเรียนเป็นไปได้อย่างง่ายมากขึ้นกว่าสมัยก่อน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-09-27 08:24:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286387851</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การศึกษาในศตวรรษที่ 21</title>
         <author>belldeksang</author>
         <link>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286388039</link>
         <description><![CDATA[<div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/sites/6/2014/06/Waraporn1.jpg" width="939" height="662"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>          ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์โลกมีความแตกต่างจากศตวรรษที่ 20 และ 19 ระบบการศึกษา ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง         ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนวคิดเรื่อง "ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21" ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยภาคส่วนที่เกิดจากวงการนอกการศึกษา ประกอบด้วย บริษัทเอกชนชั้นนำขนาดใหญ่ เช่น บริษัทแอปเปิ้ล บริษัทไมโครซอฟ บริษัทวอล์ดิสนีย์ องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และสำนักงานด้านการศึกษาของรัฐ รวมตัวและก่อตั้งเป็นเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21<sup>st</sup> Century Skills) หรือเรียกย่อๆว่า เครือข่าย P21        หน่วยงานเหล่านี้มีความกังวลและเห็นความจำเป็นที่เยาวชนจะต้องมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกแห่งศตวรรษที่ 21      ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 จึงได้พัฒนาวิสัยทัศน์และกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ขึ้น สามารถสรุปทักษะสำคัญอย่างย่อๆ ที่เด็กและเยาวชนควรมีได้ว่า <strong>ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3R  และ 4C</strong>ซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ4 C (Critical Thinking - การคิดวิเคราะห์, Communication- การสื่อสาร Collaboration-การร่วมมือ และ Creativity-ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบใหม่ <strong>       แนวคิดทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 คืออย่างไร และคุณลักษณะที่เด็กและเยาวชนพึงมีในโลกยุคใหม่คืออย่างไร</strong> <a href="http://www.scribd.com/doc/97624333/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-21">คลิกเพื่ออ่านต่อและดาวน์โหลดเอกสารที่นี่</a>       นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาอีกท่านหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันเรื่องการฎิรูปการเรียนรู้ดังกล่าวให้กว้างขวางขึ้น คือ<strong>เซอร์เคน โรบินสัน </strong>นักการศึกษาระดับโลก โดยได้เน้นยำ้ถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการจัดการศึกษาระบบโรงงาน มาเป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดอย่างสร้างสรรค์และเข้ากับบริบทของโลกที่ได้เปลี่ยนแปลงไป  ชมแอนิเมชั่นด้านบน <strong><em>การเปลี่ยนแปลงแนวคิดด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21  (Changing Education Paradigms)</em></strong>โดย <strong>เซอร์เคน โรบินสัน </strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-09-27 08:25:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286388039</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผลสัมฤทธิ์ของ PBL</title>
         <author>belldeksang</author>
         <link>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286389001</link>
         <description><![CDATA[<div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.peerapanasupon.com/wp-content/uploads/2014/08/570808-Road-map-Thai-Education-Reform-1024x714.jpg" width="1024" height="714"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>ผลสัมฤทธิ์ของ PBL</strong> ต่อการเรียนรู้ของเด็ก สรุปได้ดังนี้<br><br></div><div>• ตัวแปรที่ให้ผลต่อการเรียนรู้สูงสุดคือ การได้ลงมือปฏิบัติ และได้<br><br></div><div>ร่วมทีมเรียนรู้ เป็นตัวแปรที่มีผลมากกว่าพื้นฐานของนักเรียน และสูงกว่า<br><br></div><div>ผลสัมฤทธิ์ในอดีต<br><br></div><div>• นักเรียนจะเรียนได้ดีหากได้รับการสอนเรื่อง how to learn และwhat to learn<br><br><br></div><div><br><br></div><div><strong>ทักษะการเรียนรู้ของคนในศตวรรษที่ 21 คือ 3R x 7C<br></strong><br></div><div>3R ได้แก่<br>-Reading<br>-Writing<br>-Arithmetics<br><br></div><div><br><br>7C ได้แก่<br>-Critical thinking &amp; problem solving<br>-Creativity &amp; innovation<br>-Cross-cultural understanding<br>-Collaboration,teamwork &amp; media literacy<br>-Computing &amp; ICT literacy<br>-Career &amp; learning skills<br><br></div><div><br><br></div><div><strong>ขั้นตอนการเรียนรู้จากผลการวิจัยในยุคปัจจุบัน คือ<br></strong><br></div><div>จำได้ (remember)<br><br></div><div>เข้าใจ (understand)<br><br></div><div>ประยุกต์ใช้ (apply)<br><br></div><div>วิเคราะห์ (analyze)<br><br></div><div>ประเมิน(evaluate)<br><br></div><div>สร้างสรรค์ (create)<br><br></div><div><br><br></div><div><strong>พลังสมอง 5 ด้านครูสอนไม่ได้ แต่ศิษย์เรียนได้และเรียนได้ดี หากครูใช้วิธีการที่ดีในการจัดการเรียนรู้ให้แก่ศิษย์ ได้แก่<br></strong><br></div><div>สมองด้านวิชาและวินัย (disciplined mind) การเรียนรู้แก่นวิชา ไม่ใช่จดจำสาระแบบผิวเผิน <br>แต่รู้แก่นวิชาจนสามารถเอาไปเชื่อมโยงกับวิชาอื่นได้<br><br></div><div>สมองด้านสังเคราะห์ (synthesizing mind) ความสามารถในการรวบรวมสารสนเทศและความรู้ต่าง ๆ <br>ที่เกี่ยวข้อง นำมากลั่นกรองคัดเลือกเอามาเฉพาะส่วนที่สำคัญ<br><br></div><div>สมองด้านสร้างสรรค์ (creating mind) สมองที่สร้างสรรค์คือ สมองที่ไม่เชื่อว่าวิธีการหรือสภาพซึ่งถือว่าดีที่สุดที่มีอยู่นั้น ถือเป็นที่สุดแล้ว<br><br></div><div>สมองด้านเคารพให้เกียรติ (respectful mind) ต้องไม่มีอคติ ทั้งด้านลบและด้านบวกต่อคนต่าง<br><br></div><div>เชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างความเชื่อ<br><br></div><div>สมองด้านจริยธรรม (ethical mind) เรียนรู้ซึมซับได้โดยการชวนกันสมมติและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันว่าตัวเองเป็นอย่างไรในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง<br><br></div><div><br><br></div><div>วิธีออกแบบการเรียนรู้ให้ศิษย์มีทักษะนี้ ใช้หลักการว่า ต้องมีการเรียนรู้แบบที่เด็กร่วมกันสร้างความรู้เองคือ เรียนรู้โดยการสร้างความรู้ และเรียนรู้เป็นทีม การฝึกตั้งคำถาม การตั้งคำถามที่ถูกต้องสำคัญกว่าการหาคำตอบ<br><br></div><div><br><br></div><div><strong>ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม<br></strong><br></div><div><strong>นวัตกรรม โลกกำลังเปลี่ยนยุค จากยุคความรู้สู่ยุคนวัตกรรม การฝึกพลัง</strong> <br><strong>สร้างสรรค์และนวัตกรรมจึงสำคัญยิ่ง</strong> <br><br><br></div><div>1. การออกแบบการเรียนรู้ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ<br><br></div><div>และการแก้ปัญหา<br><br></div><div>เป้าหมาย : นักเรียนสามารถใช้เหตุผล<br><br></div><div>เป้าหมาย : นักเรียนสามารถใช้การคิดกระบวนระบบ (systems thinking)<br><br></div><div>เป้าหมาย : นักเรียนสามารถใช้วิจารณญาณและตัดสินใจ<br><br></div><div>การเรียนทักษะเหล่านี้ทำโดย PBL (Project-Based Learning) และ<br><br></div><div>ต้องเรียนเป็นทีม<br><br></div><div>2. การออกแบบการเรียนรู้ทักษะการสื่อสารและความร่วมมือ<br><br></div><div>เป้าหมาย : ทักษะในการสื่อสารอย่างชัดเจน<br><br></div><div>3. การออกแบบการเรียนรู้ทักษะด้านความสร้างสรรค์<br><br></div><div>เป้าหมาย : ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์<br><br></div><div>เป้าหมาย : ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์<br><br></div><div>เป้าหมาย : ประยุกต์สู่นวัตกรรม<br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>โลกยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้น คนที่อ่อนแอในทักษะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมจะเป็นคนที่ตามโลกไม่ทัน<br><br></div><div><br><br></div><div><strong>ทักษะด้านสารสนเทศ (Information Literacy)<br></strong><br></div><div>เป้าหมาย : เข้าถึงและประเมินสารสนเทศ<br><br></div><div>เป้าหมาย : ใช้และจัดการสารสนเทศ<br><br></div><div><strong>ทักษะด้านสื่อ (Media Literacy Skills)<br></strong><br></div><div>เป้าหมาย : วิเคราะห์สื่อได้<br><br></div><div>เป้าหมาย : สร้างผลิตภัณฑ์สื่อได้<br><br></div><div><br></div><div><strong>ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Literacy)<br></strong><br></div><div>เป้าหมาย : สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิผล<br><br></div><div><strong>ทักษะชีวิตและอาชีพ<br></strong><br></div><div>• ความยืดหยุ่นและปรับตัว<br><br></div><div>• การริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง<br><br></div><div>• ทักษะสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม<br><br></div><div>• การเป็นผู้สร้างหรือผลิต (productivity) <br>และความรับผิดรับชอบเชื่อถือได้(accountability)<br><br></div><div>• ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ(responsibility)<br><br></div><div><em>เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้และการสอนในศตวรรษที่ 21 </em>คือ คำถามกับปัญหา<br><br></div><div><strong>การเรียนรู้แบบใช้การตั้งคำถาม </strong>เป็นหลักเรียกว่า Inquiry-Based Learning หรือ IBL<br><br></div><div>วิชาที่สร้างความสนุกและความรู้สู่คำตอบ คือ วิชา STEM คือ Science, Technology, Engineering และ Mathematics <br><br><br></div><div>บรรยากาศของการตั้งคำถามและตั้งปัญหา จะทำให้ชีวิตนักเรียนเป็นชีวิตที่สนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจ กระตุ้นจินตนาการ ยั่วยุให้ ค้นคว้า ค้นหา สร้าง และเรียนรู้ คือ ทำให้โรงเรียนไม่เป็นสถานที่น่าเบื่อ<br><br></div><div>หรือสร้างความทุกข์ให้แก่ศิษย์<br><br></div><div><strong>การเรียนรู้อย่างมีพลัง<br></strong><br></div><div>เครื่องมือของการเรียนรู้อย่างมีพลังคือ จักรยานแห่งการเรียนรู้<br><br></div><div>ซึ่งมีวงล้อประกอบด้วย 4 ส่วน คือ<br><br></div><div><strong>Define</strong> คือ ขั้นตอนการทำให้สมาชิกของทีมงาน ร่วมทั้งครูด้วย<br><br></div><div>มีความชัดเจนร่วมกันว่า คำถาม ปัญหา ประเด็น,<br><br></div><div><strong>Plan</strong> คือ การวางแผนการทำงานในโครงการ นักเรียนที่เป็นทีมงานก็ต้องวางแผนงานของตน แบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ การประชุมพบปะระหว่างทีมงาน<br><br></div><div><strong>Do</strong> คือ การลงมือทำ มักจะพบปัญหาที่ไม่คาดคิดเสมอ<br><br></div><div><strong>Review</strong> คือ ทีมนักเรียนจะทบทวนการเรียนรู้ ขั้นตอนนี้เป็นการเรียนรู้แบบทบทวนไตร่ตรองหรือ เรียกว่า AAR (After Action Review)<br><br><br></div><div>วงล้อมี 2 วง วงหนึ่งเป็นของนักเรียน อีกวงหนึ่งเป็นของครู หลักสำคัญ คือ วงล้อจักรยานแห่งการเรียนรู้ของนักเรียนกับครูต้องไปด้วยกันอย่าง สอดคล้องเชื่อมโยงกัน จากห้องเรียนเข้ากับสถานการณ์ในชีวิตจริง และเมื่อเขาได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมระยะยาวที่ให้โอกาสได้จดจ่อกับเรื่องนั้นและได้ร่วมมือกับทีมงาน<br><br></div><div><strong>วิธีจัดการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีพลัง<br></strong><br></div><div>- <strong><em>การเรียนรู้กลุ่มย่อยแบบร่วมมือกัน</em></strong>(Collaborative Small- Group Learning)<br><br></div><div>- <strong><em>การเรียนรู้แบบใช้โครงการ</em></strong> (Project Learning Methods)<br><br></div><div><br></div><div>การเรียนแบบโครงการที่ได้ผลสูงมีลักษณะสำคัญ ๕ ประการ<br><br></div><div>1. ผลของโครงการตอบสนองหรือผูกพันอยู่กับหลักสูตรและเป้าหมายการเรียนรู้<br><br></div><div>2. คำถามหลักและปัญหาหลักนำไปสู่การเรียนรู้หลักการสำคัญของเรื่องนั้น หรือของสาระวิชา<br><br></div><div>3. การค้นคว้าของนักเรียนเกี่ยวข้องกับความสงสัยใฝ่รู้ (inquiry)และการสร้างความรู้<br><br></div><div>4. นักเรียนทำหน้าที่รับผิดชอบการออกแบบ และการจัดการการเรียนรู้ของตนเป็นส่วนใหญ่<br><br></div><div>5. โครงการอยู่บนฐานของคำถามและปัญหาในชีวิตจริง เป็นของจริง นักเรียนไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องหลอก ๆ<br><br></div><div><strong>ครูที่เก่ง</strong>คือ ครูที่ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง และครูที่เก่งมีคุณลักษณะสำคัญ 2 ด้าน คือ<br><br></div><div>1. รักเอาใจใส่เด็ก เด็กสัมผัสจิตใจเช่นนั้นได้และสบายใจที่จะเข้าหา ซึ่งเป็นมิติด้านมนุษย์สัมผัสมนุษย์<br><br></div><div>2.สามารถออกแบบการเรียนรู้ ให้น่าสนใจและเข้าใจง่ายสำหรับศิษย์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ลึกและเกิดความจำระยะยาว<br><br></div><div><strong>วิธีทำให้ศิษย์เรียนรู้ได้อย่างดี<br></strong><br></div><div><strong><br></strong><br></div><div>- <em>คิดออกแบบขั้นตอนการเรียนรู้ของศิษย์</em> (ไม่ใช่ขั้นตอนการสอน<br><br></div><div>ของครู) ไว้อย่างดี ให้นักเรียนคิดในแนวทางที่ต้องการให้เรียนรู้<br><br></div><div>- <em>ชวนนักเรียนคิดถึงคุณค่าหรือความหมายของบทเรียนนั้น ๆ<br></em><br></div><div>ใช้เรื่องเล่าเร้าพลัง สะเทือนอารมณ์ด้วย 4C ได้แก่ ความบังเอิญ(casuality) ความขัแย้ง (conflict) ความ สลับซับซ้อน(complication) และการมี บุคลิก (character) น่าสนใจ จำง่าย สั้นกระชับ<br><br></div><div><strong>ความจำเป็นผลของการคิด ความจำเกิดจาก ??<br></strong><br></div><div>&gt; การกระทบอารมณ์อย่างรุนแรงทั้งด้านสุขและด้านทุกข์ ช่วยให้เกิดการจำ แต่ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องมีการกระทบอารมณ์จึงจะจำได้<br><br></div><div><br></div><div>&gt; การทำหรือประสบการณ์ซ้ำ ๆ จะช่วยให้จำได้ดีขึ้น แต่ไม่เสมอไป ความต้องการที่จะจำ แต่บ่อยครั้งที่ลืม ทั้ง ๆ ที่ต้องการจำ<br><br></div><div>&gt; การคิดถึงความหมายที่ถูกต้องต่อบริบทการเรียนรู้นั้น ๆ วิธีการหนึ่งคือ ใช้โครงสร้างของเรื่อง (story structure) ในการออกแบบการเรียนรู้ และการเดินเรื่องให้นักเรียนคิดตรงตามความหมายที่<br><br></div><div>ต้องการให้เรียนรู้ <br><br></div><div><strong>วิธีทำให้ตนเองคิดแบบผู้เชี่ยวชาญด้วย ๔กลไก ได้แก่<br></strong><br></div><div>1. <em>เพิ่มต้นทุนความรู้</em> (background knowledge หรือ longterm memory) และจัดระบบไว้อย่างดี ให้พร้อมใช้ (เรียกว่าfunctional knowledge) ดึงเอาไปใช้ตรงตามสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว<br><br></div><div>2. ฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถใน<em>การคิดให้มากและซับซ้อน<br></em><br></div><div>3. <em>ฝึกคิดแบบลึก</em> (deep structure) หรือแบบ functional หรือคิดตีความหาความหมาย (meaning) ไม่ใช่คิดแบบตื้น (surface structure)ตามที่ตาเห็น<br><br></div><div>4. คุยกับตัวเองว่า กำลังขบปัญหาอะไรอยู่ ในลักษณะของการมองแบบนามธรรม หรือแบบสรุปรวบยอด (generalization) และตั้ง<em>สมมติฐานเกี่ยวกับการแก้ปัญหานั้น</em>ไปในตัว<br><br></div><div><strong>นักเรียนมีความแตกต่าง 3 แนว ได้แก่<br></strong><br></div><div>1.<em>ความสามารถทั่วไปในการเรียนรู้</em> อาจเรียกว่าเด็กฉลาด เด็กหัวไว เด็กหัวช้า<br><br></div><div>2<em>. รูปแบบการเรียน</em> ตามทฤษฎีมีผู้เรียนแบบเน้นจักษุประสาท<br><br></div><div>แบบเน้นโสตประสาท และแบบเน้นการเคลื่อนไหว(Visual, Auditory, and Kinesthetic Learners Theory)<br><br></div><div>3.<em>ความฉลาด 8 ด้าน ตามทฤษฎีพหุปัญญา</em> (Multiple Intelligences)<br><br></div><div>"ครูต้องทำให้ศิษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหัวเร็วหรือหัวช้า เชื่อว่าความฉลาดสร้างได้ด้วยความเพียรเด็กที่หัวช้าก็เรียนรู้ได้เท่ากับเด็กหัวไว"<br><br></div><div><br></div><div><strong>PLC คืออะไร<br></strong><br></div><div><strong>PLC</strong> คือ กระบวนการต่อเนื่องที่ครูและนักการศึกษาทำงานร่วมกันในวงจรของการร่วมกันตั้งคำถาม และการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อบรรลุผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้นของนักเรียน โดยมีความเชื่อว่า หัวใจของการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนให้ดีขึ้นอยู่ที่การเรียนรู้ที่ฝังอยู่ในการทำงานของครูและนักการศึกษา<br><br></div><div>มี <strong><em>แง่มุมที่สำคัญ </em></strong>ต่อไปนี้<br><br></div><div>- เน้นที่การเรียนรู้<br><br></div><div>- มีวัฒนธรรมร่วมมือกันเพื่อการเรียนรู้ของทุกคนทุกฝ่าย<br><br></div><div>- ร่วมกันตั้งคำถามต่อวิธีการที่ดี และตั้งคำถามต่อสภาพปัจจุบัน<br><br></div><div>- เน้นการลงมือทำ<br><br></div><div>- มุ่งพัฒนาต่อเนื่อง<br><br></div><div>- เน้นที่ผล (หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของศิษย์)<br><br><br></div><div><strong>PLC</strong> คือ เครื่องมือให้ครูทุกคนได้มีโอกาสเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยมีเป้าหมายหลักที่ผลการเรียนรู้ของนักเรียน แต่ที่จริง แล้วยังมีผลลัพธ์ที่การเปลี่ยนแปลงโรงเรียนโดยสิ้นเชิง โรงเรียนจะกลายเป็นองค์กรเรียนรู้ ผู้คนจะไม่หวงความรู้ จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอย่างเข้มข้น<br><br></div><div><strong>แรงต้านต่อการเรียนการสอนแบบใหม่<br></strong><br></div><div>1. <em>นโยบายการศึกษายังเป็นนโยบายสำหรับยุคอุตสาหกรรม </em>เน้น<br><br></div><div>mass education และเน้นประสิทธิภาพซึ่งเคยใช้ได้ผล แต่บัดนี้ตกยุคเสียแล้ว<br><br></div><div>2. <em>ระบบตรวจสอบและระบบวัดผลแบบทดสอบตามมาตรฐาน<br></em><br></div><div>(standardized testing systems) <em>ที่เน้นวัดความสามารถด้านทักษะพื้นฐาน<br></em><br></div><div>เช่นการอ่าน การคิดเลข แต่ไม่วัดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21<br><br></div><div>3. <em>แรงเฉื่อยหรือความคุ้นเคยกับระบบการสอนแบบครูบอกเนื้อหา<br></em><br></div><div>วิชาให้นักเรียนจดจำ ที่ทำต่อ ๆ กันมาหลายสิบปีหรือเป็นร้อยปี แม้จะมีครู<br><br></div><div>จำนวนหนึ่งเปลี่ยนไปแล้ว คือเปลี่ยนไปทำหน้าที่ช่วยเหลือเด็กให้สร้างและ<br><br></div><div>ประยุกต์ใช้ความรู้ผ่านการค้นพบ การสำรวจ และการเรียนจากโครงงาน<br><br></div><div>4. <em>ผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมพิมพ์จำหน่ายตำราเรียน<br></em><br></div><div>5.<em> ความหวั่นกลัวว่าความรู้เชิงทฤษฎี จะถูกละเลย หันไปให้ความสำคัญ<br></em><br></div><div><em>ต่อทักษะมากเกินไป</em> ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ความรู้ 2 แนวนี้ต้องเกื้อกูล<br><br></div><div>(synergy) ซึ่งกันและกัน<br><br></div><div>6. <em>อิทธิพลของพ่อแม่ที่ยึดติดกับการเรียนแบบดั้งเดิมที่ตนเคยเรียนมา<br></em><br></div><div>และทำให้ตนประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน จึงอยากให้ลูกหลานได้เรียน<br><br></div><div>ตามแบบที่ตนเคยเรียน สอบข้อสอบที่ตนเคยสอบ และรู้สึกไม่สบายใจที่<br><br></div><div>โรงเรียนทดลองวิธีการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่ตนไม่คุ้นเคย และอาจทำให้ลูกหลาน<br><br></div><div>ของตนไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต<br><br></div><div>7. <em>พลังราชการรวมศูนย์ และจัดการแบบควบคุมและสั่งการ</em> (command &amp;<br><br></div><div>control) ทำให้วงการศึกษาขาดอิสรภาพ<br><br></div><div><strong>สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้<br></strong><br></div><div>1.<em> ยกเลิกระบบการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งของครู (คศ.) ที่ใช้ใน<br></em><br></div><div><em>ปัจจุบัน คือให้ “ทำผลงาน” ในกระดาษ</em> และมีการติววิธีทำผลงาน เปลี่ยน<br><br></div><div>มาเป็นเลื่อนตำแหน่งเมื่อผลสัมฤทธิ์ของลูกศิษย์ได้ผลดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br><br></div><div>ตามการทดสอบระดับชาติ 3 ปีติดต่อกัน จนได้ผลในระดับผ่านเกินร้อยละ<br><br></div><div>๙๐ ของจำนวนเด็กนักเรียนทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า ต้องมีการทดสอบ<br><br></div><div>ระดับชาติในทุกชั้น<br><br></div><div>2. <em>มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์เพิ่มผลสัมฤทธิ์ของศิษย์ทั้งโรงเรียน<br></em><br></div><div><em>หรือทั้งเขตการศึกษา</em> แล้วคณะครูและทุกฝ่ายช่วยกันดำเนินการ เน้นที่การ<br><br></div><div>มี PLC ระดับโรงเรียน ระดับเขตการศึกษา และระดับประเทศ เมื่อนักเรียน<br><br></div><div>ทั้งโรงเรียน หรือทั้งเขตการศึกษาสอบ National Education Test (NET)<br><br></div><div>ผ่านเกินร้อยละ 90 ก็ได้รับรางวัลทั่วทั้งโรงเรียน หรือทั่วทั้งเขตการศึกษา<br><br></div><div>(เช่นได้เงินรางวัลเท่ากับ 2 เท่าของเงินเดือน) และหากรักษาระดับนี้ได้<br><br></div><div>ก็ได้รับรางวัลทุกปี<br><br></div><div>3. <em>ปราบปรามคอรัปชั่นเรียกเงินในการบรรจุหรือโยกย้ายครู</em> นี่เป็น<br><br></div><div>ความชั่ว ที่บ่อนทำลายระบบการศึกษาไทย ต้องมีมาตรการตรวจจับและ<br><br></div><div>ลงโทษรุนแรง ไล่ออกและฟ้องเรียกค่าเสียหาย เพราะเป็นพฤติกรรมที่ก่อ<br><br></div><div>ความเสียหายต่อบ้านเมืองรุนแรงมาก อาจต้องออกกฎหมายให้ลงโทษ<br><br></div><div>รุนแรงขึ้น<br><br></div><div>4. <em>แบ่งเงินลงทุนเพิ่มด้านการศึกษา ครึ่งหนึ่งไปไว้สนับสนุนการเรียนรู้<br></em><br></div><div><em>ของครูประจำการ</em>ในลักษณะการเรียนรู้ในการทำหน้าที่ครู ที่เรียกว่า PLC<br><br></div><div>(Professional Learning Community) ซึ่งเน้นที่การเรียนรู้ (learning) ของ<br><br></div><div>ครู ไม่ใช่เน้นที่ การฝึกอบรม (training) และเน้นการเรียนรู้เป็นกลุ่มเพื่อ<br><br></div><div>ให้ครูจับกลุ่มช่วยเหลือกัน โรงเรียนดี ๆ จำนวนหนึ่งในประเทศไทยทำ<br><br></div><div>กิจกรรมนี้อยู่แล้ว เช่น โรงเรียนรุ่งอรุณ เพลินพัฒนา ลำปลายมาศพัฒนา<br><br></div><div>5. <em>จัดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประจำปี ด้านการยกระดับผลสัมฤทธิ์<br></em><br></div><div><em>ของนักเรียน</em> เชิญครูที่มีผลงาน โรงเรียนที่มีผลงาน และเขตการศึกษาที่มี<br><br></div><div>ผลงาน มาเล่าแรงบันดาลใจ วิธีการ และวิธีเอาชนะอุปสรรค รวมถึงให้<br><br></div><div>รางวัลหรือการยกย่อง งานนี้ควรจัดในทุกจังหวัด หรืออย่างน้อยทุกภาค<br><br></div><div>หรือกลุ่มจังหวัด<br><br></div><div>6. <em>ยกระดับข้อสอบ National Education Test (NET) ให้ทดสอบ<br></em><br></div><div><em>การคิดที่ซับซ้อน</em> (complex thinking) และทักษะที่ซับซ้อน (complex<br><br></div><div>skills) ตามแนวทางทักษะแห่งศตวรรษที่ 21<br><br></div><div>7.<em> ส่งเสริมการเรียนแบบ Project-Based Learning (PBL) โดยส่งเสริม<br></em><br></div><div><em>ให้มี PLC ของครูที่เน้นจัดการเรียนรู้แบบ PBL </em>ให้รางวัลและยกย่องครูที่<br><br></div><div>จัด PBL ได้เก่ง เพราะ PBL เป็นเครื่องมือให้นักเรียนเรียนรู้ในมิติที่ลึกและ<br><br></div><div>ซับซ้อน ตามแนวทักษะแห่งศตวรรษที่ 21</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-09-27 08:28:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286389001</guid>
      </item>
      <item>
         <title>: ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21</title>
         <author>belldeksang</author>
         <link>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286389790</link>
         <description><![CDATA[<h1>21st-Century Skill : ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21</h1><div><br>เมื่อทักษะในโลกเก่า ไม่เก๋าพออีกต่อไป!<br><br></div><div><strong><br>Highlights:</strong></div><ul><li><em>การก้าวผ่านจาก โลกปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเก่า ไปสู่ โลกดิจิตอล ทำให้ความต้องการของตลาดแรงงานเปลี่ยนไป ทักษะต่างๆที่เป็นการทำซ้ำๆ (routine-work) ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะคอมพิวเตอร์สามารถทำแทนได้ แล้วเด็กยุคใหม่จะทำอย่างไร</em></li><li><em>องค์กร WEF วิจัยออกมาว่าทักษะที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในศตวรรษที่ 21 คือทักษะด้านการเข้าสังคมและอารมณ์ (Social &amp; Emotional Skill) และความต้องการที่มีต่ออาชีพที่มีทักษะเหล่านี้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในหลายปีที่ผ่านมา</em></li><li><em>WEF กำหนดทักษะในศตวรรษที่ 21 ไว้ทั้งหมด 16 ทักษะ โดยแบ่งเป็น 3 หมวด ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องของ ทักษะการใช้ชีวิตให้เหมาะกับบริบทของโลกปัจจุบัน ทักษะในการจัดการกับความท้าทายในชีวิต และทักษะการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยกระบวนการที่ใช้ในการสร้างทักษะเหล่านี้ไม่สามารถสร้างได้จากจากกระบวนการที่ใช้ในห้องเรียนแบบเดิมๆ</em></li><li><em>การใช้ Gamification &amp; Game-Based Learning, Simulation Game, และ Coach &amp; Facilitator เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ช่วยขับให้เกิดการสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะด้าน Social &amp; Emotional Skill ได้</em></li><li><em>การศึกษายุคใหม่นั้น เด็กจำเป็นต้องรู้วิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้องและมี Growth Mindset ให้มากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ให้มากขึ้น ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจาก Lecturer เป็น Facilitator ในขณะที่โรงเรียนและหลักสูตรต้องมีการปรับตัวและเปิดโอกาสให้มีการสร้างหลักสูตรใหม่ๆอย่างรวดเร็ว</em></li></ul><div><br></div><div><br>‘<strong>ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21</strong>’ หรือ ‘<strong>21st-Century Skill</strong>’ เป็นคำที่ยิ่งนาน คนยิ่งพูดถึงบ่อยขึ้น ไม่ใช่แค่เพราะเรากำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่ แต่เป็นเพราะ สิ่งที่ห้องเรียนให้กับเราในศตวรรษที่ผ่านมาไม่เพียงพออีกต่อไป</div><div><br>พวกเราหลายๆคนคงไม่ต่างจากผมที่โตมาพร้อมกับห้องเรียนยุคเก่า ห้องเรียนที่มีครูอยู่หน้าห้องพร้อมสไลด์หรือแผ่นใส นักเรียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ บรรยากาศเงียบกริบ ครูพูด นักเรียนมีหน้าที่คือฟัง ใครพูดแทรกถือว่าไม่เคารพ หลายๆคนน่าจะคุ้นชินกับภาพแบบนี้ ภาพของ ‘<strong>ห้องเรียนแม่พิมพ์</strong>’ ที่ผลิตนักเรียนพิมพ์เดียวกันออกมาเป็นพันๆหมื่นๆคน ให้มีความรู้เหมือนๆกันตามที่โลกต้องการ โลกแห่งยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม!</div><div><br>เราเคยเชื่อว่าการนั่งฟังในห้องเรียนเฉยๆจะเพียงพอ และทำให้เราพร้อมจะออกไปเผชิญโลก เราเคยเชื่อว่าแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว!</div><div><strong><br>แต่ในตอนนี้.. ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ โลกในซีรีย์ sci-fi มันมาเร็วกว่าที่คิด!</strong></div><blockquote><strong>“ห้องเรียนแม่พิมพ์ไม่ได้ผิด แต่มันตกยุคไปแล้ว!”</strong></blockquote><div><br>โลกปัจจุบันไม่ได้ต้องการเด็กที่ถูกปั๊มออกมาเหมือนๆกันทุกคนจากแม่พิมพ์เดียวกันอีกต่อไป เรากำลังผลัดเปลี่ยนจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเดิม เข้าสู่ ‘<strong>โลกยุคดิจิตอล</strong>’ อย่างเต็มรูปแบบ และโลกไม่ได้ค่อยๆกำลังเปลี่ยนนะ มันจะเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจนสะบัดคนที่ตามไม่ทันหลุดออกไปหมดเลยทีเดียวหละ! ลองนึกภาพโลกที่แรงงานถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์และเครื่องจักร และปัญญาประดิษฐ์ที่ล้ำหน้าขึ้นเรื่อยๆจนคิดแทนคนได้ เมื่อวันนั้นมาถึงจริง แล้วจะเหลือที่ยืนตรงไหนให้กับสมรรถภาพของมนุษย์ ในเมื่อหุ่นยนต์ก็ทำได้เหมือนกัน ได้มาตรฐานเดียวกันหมด แถมถูกกว่าด้วย</div><div><br>ไม่ใช่แค่นั้น.. จากการวิจัยของ <a href="https://www.weforum.org/">World Economic Forum (WEF)</a> พบว่าจริงๆแล้วทักษะที่จำเป็นอย่างมากในศตวรรษที่ 21 ที่เพิ่มเติมออกมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโลกยุคเก่าก็คือ ‘<strong>ทักษะการเข้าสังคมและอารมณ์ (Social &amp; Emotional Skills)’ </strong>นั่นเอง โดยข้อมูลนี้เกิดจากผลการวิเคราะห์ trend ของอาชีพต่างๆในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา และพบว่า อาชีพที่ต้องใช้ social skill มีจำนวนขึ้นเช่นเดียวกับความต้องการมากขึ้น ในขณะที่อาชีพที่ไม่ใช้ social skill หรือใช้น้อยนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก</div><div><br>ผลการวิจัยยังบอกอีกว่า 65% ของเด็กที่เรียนอยู่ในตอนนี้จะต้องทำงานในอาชีพที่ปัจจุบันยังไม่เกิดขึ้น พูดง่ายๆก็คือโลกหมุนเร็วมากจนทำให้..</div><blockquote>“สิ่งที่เด็กเรียนอยู่ในตอนนี้ อาจจะไม่เหลืออาชีพนั้นให้ทำในอนาคตแล้ว”</blockquote><div><br>เด็กยุคใหม่จะต้องถูกเปลี่ยนบทบาทจากพิมพ์เดิมๆที่ถูกสร้างขึ้นมาเติมตลาดแรงงานเดิมๆที่ทำสิ่งซ้ำๆในกรอบเดิมๆ ให้กลายเป็นบทบาทของผู้ริเริ่มสร้างสรรค์และผู้สร้างนวัตกรรมที่หุ่นยนต์แทนที่ไม่ได้ให้ได้ เพราะอาชีพที่จะหายไปก่อนคืออาชีพที่ไม่ใช้ความซับซ้อนในการวิเคราะห์และตัดสินใจ และเป็นการทำซ้ำ ความซับซ้อนของโลกยุคใหม่จะหมุนความท้าทายต่างๆที่ไม่ซ้ำแบบ มาให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้ตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหา จากปัญหาเดิมๆจะกลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและ sensitive มากขึ้น ความสามารถที่เด็กยุคใหม่ต้องมีจึงไม่ใช่การทำงานเดิมหรือคิดเรื่องเดิมๆซ้ำๆ (routine work) อีกต่อไป</div><div><strong><br>21st-Century Skill คืออะไร? และมีอะไรบ้าง?</strong></div><div><br>ถ้าจะแปลกันให้ตรงตัว 21st-Century Skill ก็คือ ‘<strong>ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21</strong>’ ซึ่งมันก็คือ ทักษะต่างๆที่เด็กหนึ่งคนควรจะต้องมีเพื่อใช้ชีวิตอยู่ ‘<strong>ให้รอด</strong>’ เมื่อเกิดและเติบโตมาในโลกยุคนี้นั่นเอง</div><div><br>องค์กร World Economic Forum (WEF) ทำการสำรวจและวิเคราะห์ความต้องการของตลาดแรงงาน รวมทั้งแนวโน้มของเทคโนโลยีในองค์กรใหญ่ๆทั่วโลก ผลการศึกษาได้สรุปทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (21st-Century Skill) ออกมาเป็น 16 ทักษะ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่</div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://cdn-images-1.medium.com/max/2000/1*k2-o349KjMPJNQvbZ_-a1g.png" width="1241" height="897"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>Ref. (1) — Fostering Social and Emotional Learning through Technology, World Economic Forum March 2016</div><ol><li><strong>Foundational Literacies </strong>— กลุ่มทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ใน ‘<strong>การปฏิสัมพันธ์กับบริบทที่แตกต่างกัน’</strong> ซึ่งแปลง่ายๆก็คือ ‘อยู่ที่ไหนแล้วต้องใช้อะไรบ้าง’ นั่นเอง<strong> </strong>เพราะเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ๆได้ก่อให้เกิดบริบทการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งทักษะเหล่านี้ได้แก่ การใช้ภาษา (Literacy) การคำนวณ (Numeracy) การใช้เทคโนโลยี (ICT Literacy) การใช้วิทยาศาสตร์กับสิ่งรอบตัว (Scientific Literacy) การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรม (Cultural &amp; Civic Literacy) หรือแม้กระทั่ง การจัดการด้านการเงิน (Financial Literacy) ที่รวมไปถึง วิธีการเป็นผู้ประกอบการ หรือ entrepreneurship ก็นับเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตเช่นกัน<br> <br><strong><em>ยกตัวอย่างเช่น </em></strong><em>เด็กคนหนึ่งจะต้องมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีรอบตัวให้เป็นประโยชน์ได้ (ICT Literacy) เพราะการหาความรู้ในปัจจุบันมักทำผ่านโลกดิจิตอลกันหมดแล้ว เช่น การ search ข้อมูลผ่าน google หรือ การที่เด็กคนหนึ่งจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกปัจจุบันได้ คือการได้ทำสิ่งที่เขารักและหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างมั่นคงด้วย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะการจัดการด้านการเงิน (Financial Literacy) เป็นต้น</em></li><li><strong>Competencies</strong> — กลุ่มทักษะที่ต้องนำมาใช้ใน ‘<strong>การจัดการกับปัญหา’ </strong>หรือความท้าทายที่ต้องเจอในชีวิต ซึ่งความท้าทายเหล่านั้นจะมีความซับซ้อนขึ้นกว่าเมื่อเทียบกับความท้าทายในโลกเก่า โดยกลุ่มทักษะนี้จะเป็นทักษะสำคัญที่ใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์ปัญหาให้ถูกจุด (Critical Thinking) สร้างวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Creativity) รวมทั้งสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น (Communication &amp; Collaboration) เพื่อแก้ปัญหานั้นให้ได้ กลุ่มทักษะนี้มักถูกเรียกย่อๆว่า ‘<strong>4C</strong>’ จัดได้ว่าเป็นทักษะหลักที่ทำให้มนุษย์เราเหนือกว่าคอมพิวเตอร์ หรือพูดง่ายๆก็คือ เป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้ในเร็วๆนี้นั่นเอง<br> <br><strong><em>ยกตัวอย่างเช่น</em></strong><em> เด็กที่กำลังเรียนอยู่ในตอนนี้ เมื่อโตไปจะต้องเจอกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าปัญหาในโลกยุคเก่า เช่น จะทำยังไงให้มีน้ำดื่มที่สะอาด ถูกและเพียงพอสำหรับคนทั้งโลก? หรือ การหาพลังงานทางเลือกแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีอยู่? ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อน ปัจจัย และข้อจำกัดต่างๆ ให้ต้องคำนึงถึงมากกว่า ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อหาต้นตอของปัญหาให้เจอ (Critical Thinking) อีกทั้งยังต้องการความคิดสร้างสรรค์และการคิดนอกกรอบ (Creativity) ในการสร้างไอเดียเพื่อแก้ปัญหา รวมทั้งสามารถถ่ายทอดไอเดียนั้นออกมาให้ได้ (Communication)นอกจากนี้ยังต้องสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีความสามารถหลากหลายและมีความแตกต่างกัน (Collaboration) เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันให้ได้</em></li><li><strong>Character Qualities </strong>— กลุ่มทักษะที่ใช้ใน ‘<strong>การจัดการตัวเองกับสภาพสังคม’</strong>ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) การริเริ่มสร้างสรรค์ (Initiative) ความพยายามในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ (Persistence/Grit) ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมและสภาพแวดล้อม (Adaptability) ความเป็นผู้นำ (Leadership) และ ความตระหนักถึงสังคมและวัฒนธรรม (Social &amp; Cultural Awareness) ด้วยเหตุว่าความรวดเร็วของสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เด็กยุคใหม่ต้องก้าวตามให้ทัน ทักษะเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่เป็นคนที่ตามหลังคนอื่นอยู่เสมอ และเป็นคนที่มีคุณภาพ (Character Qualities) นั่นเอง<br> <br><strong><em>ยกตัวอย่างเช่น </em></strong><em>สภาพของโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วมาก เด็กคนหนึ่งจำเป็นต้องมีความอยากรู้อยากเห็นในระดับที่เหมาะสม (Curiosity) เพื่อให้ตัวเองสามารถทันโลกและทันคนอื่น ประกอบกับการมีความคิดริเริ่ม (Inititative) ความตั้งมั่น (Persistence) และความเป็นผู้นำในการรวมทีม (Leadership) ถึงจะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆออกมาให้กับโลกใบนี้ได้สำเร็จนั่นเอง</em></li></ol><div><br>โดย 6 ทักษะในกลุ่มที่ 1 นั้นคือ ‘<strong>ทักษะเฉพาะทางขั้นพื้นฐาน</strong>’ (Literacies) ในบริบทต่างๆที่เจอได้ทั่วไปในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ส่วนอีก 10 ทักษะในกลุ่มที่ 2 และ 3 นั้นเป็นกลุ่มทักษะที่เกี่ยวข้องกับ ‘<strong>ทักษะการเข้าสังคมและอารมณ์</strong>’ (Social &amp; Emotional Learning) โดยตรง และนับเป็นกลุ่มทักษะที่กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นตามผลการวิจัยตลาดแรงงานของ WEF ที่ได้พูดถึงไปข้างต้น</div><div><br>เมื่อเด็กคนหนึ่งมีทักษะครบทั้ง 16 อย่างที่ทำงานสอดคล้องกัน จะสามารถใช้ชีวิตอยู่รอดบนโลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าสภาพแวดล้อมหรือสังคมจะเปลี่ยนไปรวดเร็วแค่ไหน และไม่ว่าจะเจอความท้าทายในชีวิตมากน้อยเพียงใดก็ตาม ทักษะเหล่านี้จะทำให้เด็กคนหนึ่งสามารถเรียนรู้ตลอดเวลาได้ ซึ่ง WEF เรียกว่า ‘<strong>Lifelong Learning</strong>’ หรือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ไม่ได้จบแค่ตอนเราเป็นนักเรียนในห้องเรียน</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-09-27 08:30:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286389790</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เราจะสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้ยังไงบ้าง?</title>
         <author>belldeksang</author>
         <link>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286390001</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>เราจะสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้ยังไงบ้าง?</strong></div><div><br>ขึ้นชื่อว่า ‘<strong>ทักษะ</strong>’ แน่นอนว่าไม่สามารถสร้างกันได้ง่ายๆผ่านการนั่ง lecture อย่างแน่นอน เพราะ ‘ทักษะ’ ไม่ใช่ ‘ความรู้’ จึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการสร้างโดยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องผ่านการลงมือทำจริง ด้วยเหตุนี้เองวิธีการเรียนการสอนในห้องเรียนแบบเก่าที่มีครูเป็นคนสอนอยู่ฝ่ายเดียว จึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป</div><div><br>บทบาทของครูที่เป็น ‘<strong>ผู้ถ่ายทอดความรู้</strong>’ (Lecturer) จึงต้องถูกเปลี่ยนเป็น ‘<strong>ผู้สร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้</strong>’ (Facilitator) โดยหน้าที่ของครูนั้นจะไม่ใช่การแค่มาสอนหน้าห้องอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องใช้กระบวนการที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนผ่านการลงมือทำจริง โดยครูเป็นผู้ให้คำแนะนำและแนะแนวทางแทน</div><div><br>สิ่งที่น่าสนใจของทักษะเหล่านี้ก็คือ ควรสร้างให้เด็กตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี หากเริ่มได้ตั้งแต่เด็กเล็กยิ่งได้เปรียบและสร้างได้ถาวรกว่า ส่วนเด็กโตนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องสอนชดเชย และขาดไม่ได้เช่นกัน</div><div><br>WEF ได้ทำการวิเคราะห์ต่อด้วยว่า จะต้องเป็น กระบวนการ หรือ สื่อการเรียนการสอนแบบไหน ถึงจะสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการสร้าง social &amp; emotional skill ที่นำไปสู่ทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยตรงได้ ผลที่ได้ออกมาชี้ว่ากระบวนการที่มีรูปแบบ (features) 3 รูปแบบหลักๆ ต่อไปนี้ เป็นรูปแบบที่จะใช้ได้ผลดี</div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://cdn-images-1.medium.com/max/2000/1*O74mntd4leLwiiGxvMILcg.png" width="1312" height="469"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>credit icon from flaticon.com</div><ol><li><strong>รูปแบบกระบวนการที่มี ‘Structure of Interactions’ <br></strong>กระบวนการที่สร้างการมีส่วนร่วม หรือ มีกลไกที่ผู้เรียนสามารถ ‘เล่น’ หรือ ‘ผลัดกันเล่น’ กับบทเรียนได้อย่างซ้ำๆและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการฝึกซ้ำๆ จนเกิดเป็นทักษะได้</li><li><strong>รูปแบบกระบวนการที่มี ‘Elements of Play’<br></strong>กระบวนการที่มีกลไกของ ‘การเล่น’ ที่สามารถตอบสนองและปรับเปลี่ยนผลที่เกิดขึ้นไปได้ตามการตัดสินใจที่แตกต่างกันของผู้เรียน ทำให้เห็นผลจากการตัดสินใจและเกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่ทำลงไปได้เดี๋ยวนั้นจริงๆ</li><li><strong>รูปแบบกระบวนการที่มี ‘Assessment and Reinforcement’ <br></strong>รูปแบบของกระบวนการที่มีการให้ feedback การวัดผล รวมทั้งการแนะนำและโค้ชให้กับผู้เรียน จากครู หรือ ผู้รู้ เพื่อให้ผู้เรียนรู้แนวทางที่ถูกต้อง และสามารถปรับแก้ในแนวทางที่ผิดได้ทันที</li></ol><div><br>ขอยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ของทีม <a href="https://www.facebook.com/BASEPlayhouse/"><strong>BASE Playhouse</strong></a><strong> </strong>ของเราที่ใช้หลักของ Gamification, Game-based learning และ Instructional Design ในการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ให้สามารถตอบโจทย์ ทั้ง 3 รูปแบบของกระบวนการที่กล่าวมาได้ครบ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างครบถ้วน ผมขอยกตัวอย่าง Case Study ของ BASE Playhouse ดังต่อไปนี้</div><div><strong><br>Gamification และ Game-Based Learning</strong></div><div><br>การกระตุ้นพฤติกรรมการเรียนรู้ผ่านกลไกของเกม (<a href="https://medium.com/base-the-business-playhouse/gamification-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87-3413839e493d">Gamification</a>) และการใช้เกมเป็นสื่อการสอน (Game-Based Learning) เป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เกิดรูปแบบกระบวนการแบบที่ 1, 2 และ 3 ข้างต้นได้เป็นอย่างดี และเป็นวิธีที่ BASE Playhouse ใช้เป็นหลัก เพราะโดยธรรมชาติของตัวกลไกเกม (Game Mechanics) นั้นประกอบไปด้วย Interaction ระหว่างผู้เล่นเพื่อให้เกมเดินไปได้ รวมทั้ง feedback จากการตัดสินใจที่แตกต่างกันของผู้เล่นในตัวอยู่แล้ว จึงสามารถตอบโจทย์ทุกรูปแบบกระบวนการในการสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี</div><div><br>รูปแบบของเกม ที่ใช้นั้นสามารถอยู่ในลักษณะของเวิร์คชอปต่างๆที่เอื้อให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน และเกิดการเข้าใจถึงผลลัพธ์ของการกระทำหรือการตัดสินใจของผู้เรียนได้ในทันที บรรยากาศการเรียนรู้ควรมีความสนุก เพื่อเอื้อต่อประสบการณ์การเรียนรู้เชิงบวก เหมือนกับภาพบรรยากาศ Game-based learning ของ BASE Playhouse</div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://cdn-images-1.medium.com/max/2000/1*rXm6x7UhTnOW5Y9BkQ4KUQ.png" width="1438" height="351"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>Challenge ที่ถูกออกแบบผ่านกระบวนการ Game-Based Learning ของ BASE Playhouse</div><div><strong><br>Simulation Game (เกมจำลองเสมือนจริง )</strong></div><div><br>การจำลองสถานการณ์ให้เกิดการลงมือทำจริงได้มากขึ้น และสามารถย่นย่อประสบการณ์และสภาพแวดล้อมของสถานการณ์ที่อาจใช้ทั้ง เวลาเป็นปีๆ และ ต้นทุนมหาศาล ในการไปเจอเอง (พูดง่ายๆก็คือ <strong>ประหยัดทั้งเวลาและต้นทุน</strong>) ให้ลงมาอยู่ใน Control Space ที่เด็กสามารถเจอได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ BASE เชื่อมั่นมาโดยตลอด และได้รับฟีดแบคที่ดีจากผู้เรียนทุกครั้ง ว่าเกิดการเรียนรู้ได้จริงทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติ</div><div><br>Business Simulation Game ของ BASE Playhouse เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดี ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อจำลองสถานการณ์ในการบริหารธุรกิจจริงๆ ให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เด็กได้ลองสวมหมวกเป็นผู้บริหาร โดยใช้ Story-telling ในการเล่าเรื่อง ผู้เรียนจะได้ตัดสินใจจริงๆ เห็นผลจริงๆเดี๋ยวนั้น เล่นจริง เจ็บจริง แต่ไม่เสี่ยง ซึ่งในกระบวนการเหล่านี้เองผู้เรียนจะผ่านรูปแบบของกระบวนการทั้งสามอย่างโดยไม่รู้ตัว (Structure of Interactions, Elements of Play, Assessment and Reinforcement) ซึ่งสามารถสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้</div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://cdn-images-1.medium.com/max/2000/1*BR6ceKu3JkeXQPsCWf5Ktg.png" width="1539" height="473"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>Business Simulation Game (เกมจำลองธุรกิจเสมือนจริง) ของ BASE Playhouse</div><div><br>อีกหนึ่งตัวอย่างคือ Team Role-Play Simulation Game ของ BASE Playhouse ในหลักสูตร Leadership &amp; Teamwork ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้สร้างทีมเพื่อพิชิตภารกิจร่วมกัน ด้วยกลไกของเกมนั้นจะขับเคลื่อนให้เกิดรูปแบบของกระบวนการที่จำเป็นในการสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 เช่นกัน</div><div><strong><br>การใช้ Coach และ Facilitator</strong></div><div><br>เนื่องจากแก่นสำคัญของ ทักษะศตวรรษที่ 21 คือการเข้าสังคมและการจัดการอารมณ์ วิธีการที่สามารถสร้างทักษะนี้ได้คือการใช้ Coach และ Facilitator ที่มีประสบการณ์ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการวิเคราะห์การตัดสินใจและการลงมือทำของผู้เรียน และให้ real-time feedback กับผู้เรียนไปปรับใช้ได้เดี๋ยวนั้น ซึ่งก็คือการสร้าง Assessment &amp; Feedback ตามรูปแบบที่ 3 ของกระบวนการสร้างทักษะในศตวรรษที่ 21 นั่นเอง</div><div><br>ทีม Coach และ Facilitator นั้นควรได้รับการฝึกฝนและอบรมเฉพาะทาง เพื่อให้เข้าใจถึงเป้าหมายการเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้การให้ feedback นั้นเป็นไปในทางเดียวกันและตอบเป้าหมายของการเรียนรู้ได้ตรงจุด เช่น ทีม Coach และ Facilitator ของ BASE Playhouse นั้นจะเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านนั้นโดยตรง อีกทั้งต้องผ่านการอบรมในการให้ Feedback ตามหลักจิตวิทยาเบื้องต้นมาก่อน โดยทีม Coach และ Facilitator ที่ดีนั้นจะต้องเข้าถึงผู้เรียนอย่างทั่วถึง เพื่อช่วย Guide และเอื้อให้กลุ่มผู้เรียนสามารถแสดงศักยภาพของตัวเองออกมาได้</div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://cdn-images-1.medium.com/max/2000/1*w__JTPY7QxMmGrQtfryi7w.png" width="1550" height="277"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>บรรยากาศการลงกลุ่มย่อยของ Coach และ Facilitator ทีม BASE Playhouse</div><div><br></div><div><br>ในบทความนี้ ผมขอแชร์หลักสูตรของ BASE Playhouse ที่ชื่อว่า <a href="http://www.baseplayhouse.co/course-detail"><strong>BASE Skill-Up Series</strong></a> ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ 21st Century Skill โดยใช้กระบวนการออกแบบหลักสูตรทั้งหมดขึ้นมาใหม่ให้สามารถสร้างทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ได้โดยเฉพาะ</div><div><br>BASE Playhouse จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ Education Solution ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่พยายามสร้างขึ้นเพื่อที่จะสร้างให้เด็กยุคใหม่นั้นก้าวทันโลก และสามารถใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเต็มภาคภูมินั่นเอง</div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://cdn-images-1.medium.com/max/2000/1*M_uA0WzFX1WEULb0Q2fNmA.png" width="1445" height="388"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>BASE Playhouse :: Skill-Up Series for 21st-Century Skill</div><div><strong><br>สิ่งที่การศึกษาไทยต้องเปลี่ยนมีอะไรบ้าง?</strong></div><div><br>เมื่อเราได้ทำความรู้จัก ทักษะในศตวรรษที่ 21 กันไปแล้ว คำถามสำคัญก็คือ แล้วไงต่อ? การศึกษาของไทยจะต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง? หรือ ภาพไหนกันที่เราควรจะต้องเห็นภายในไม่กี่ปีข้างหน้า?</div><div><strong><br>สำหรับ.. ตัวเด็กเอง <br></strong>เด็กยุคใหม่จะอยู่นิ่งและปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามระบบไม่ได้อีกต่อไป ในเมื่อระบบปัจจุบันไม่ได้ขยับขึ้นมาให้ทันโลกได้เร็วพอ เด็กเองจึงต้องตั้งคำถามกับตัวเองให้มากขึ้นและบ่อยขึ้น ว่าตัวเองชอบอะไร ถนัดอะไร อยากจะมีชีวิตแบบไหน เรียนรู้ที่จะเรียนด้วยตัวเอง (Learn how to Learn) วิเคราะห์และตอบตัวเองให้ได้ว่าทักษะไหนในศตวรรษที่ 21 ที่ตัวเองขาดอยู่ และ ออกจาก Comfort Zone ของตัวเองเพื่อไปเติมทักษะเหล่านั้นให้เต็ม ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสร้างได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘<strong>Growth Mindset</strong>’</div><div><strong><br>สำหรับ.. คุณพ่อคุณแม่<br></strong>งานวิจัยของ WEF บอกไว้ชัดเจนว่า ทักษะในศตวรรษที่ 21 นั้นต้องถูกสร้างอยู่ตลอดเวลาจึงจะเห็นผล ทั้งในห้องเรียน และ <strong>นอกห้องเรียน</strong> นั่นหมายความว่า เวลาที่เด็กอยู่กับคุณพ่อคุณแม่และครอบครัว เป็นอีกช่วงเวลาคุณภาพที่จะช่วยหล่อหลอมให้เกิดทักษะเหล่านั้นได้ พ่อแม่ยุคใหม่จึงจะต้องศึกษาเกี่ยวกับทักษะในศตวรรศที่ 21 ให้มากขึ้น เพื่อให้รู้เท่าทันสิ่งที่ลูกต้องมี จะได้สามารถนำไปหล่อหลอมให้เกิดสภาพแวดล้อมในบ้านที่เอื้อให้เกิดการสร้างทักษะเหล่านี้กับลูกๆได้</div><div><strong><br>สำหรับ.. ครู <br></strong>ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า ทักษะ เป็นสิ่งที่ต้องสร้างผ่านประสบการณ์ การสอนแบบ One-way Communication จะไม่เพียงพออีกต่อไป ครูยุคใหม่ จะต้องเปลี่ยนบทบาทจาก lecturer เป็น facilitator ให้ได้ โดยครูเองต้องก้าวออกจาก Comfort Zone เช่นกันในการเติมทักษะในการถ่ายทอดความรู้แบบการ Facilitate แทนการใช้ Lecture-based เหมือนแต่ก่อน</div><div><strong><br>สำหรับ.. โรงเรียนและหลักสูตร<br></strong>ในเมื่อโลกยุคใหม่หมุนไปเร็วขนาดนี้ โรงเรียนควรจะต้องเปลี่ยนนโยบายและหลักสูตรให้ทันเช่นกัน เช่น การเปิดกว้างต่อชุดความรู้ใหม่ๆ หลักสูตรการเรียนรู้ที่วัดผลทักษะผ่านตัวกิจกรรม ที่ไม่ได้วัดด้วยการสอบซึ่งวัดได้แค่ความรู้เพียงอย่างเดียว หรือแม้กระทั้ง หลักสูตรการอบรมครูที่จะช่วยเติมทักษะของการเป็น Facilitator นั้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงเรียนเติมเต็มทักษะในศตวรรษที่ 21 เข้าไปในหลักสูตรได้อย่างรวดเร็ว สำหรับโรงเรียนที่ไม่มีทรัพยากรบุคคลที่มากพอ สามารถใช้วิธีเติมเต็มหลักสูตรผ่าน Education Technology (EdTech) ต่างๆ ที่เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน เพื่อเป็นทางลัดในการเปลี่ยนหลักสูตรก็เป็นวิธีการที่น่าสนใจไม่แพ้กัน</div><div><br></div><div><br>สุดท้ายนี้.. ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกคนที่สนใจในทักษะในศตวรรษที่ 21 ตลอดจนการเรียนการสอนแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ครู ผู้บริหารสถานศึกษา หรือแม้กระทั่งผู้ที่อยากจะเปลี่ยนการศึกษาไทยไปด้วยกัน ผมเชื่อว่าการศึกษาไทยต้องถูกเปลี่ยน แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันจึงจะเปลี่ยนได้!</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-09-27 08:31:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286390001</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กรอบแนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</title>
         <author>belldeksang</author>
         <link>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286390257</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=S1YuNqSIGkU" />
         <pubDate>2018-09-27 08:32:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286390257</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กรอบแนวคิดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21</title>
         <author>belldeksang</author>
         <link>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286390747</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=oCLNqyiYrQk" />
         <pubDate>2018-09-27 08:33:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/belldeksang/bowonphot1/wish/286390747</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
