<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>การเรียนร่วมโยธาWEN by Nonthalee Prontadavit</title>
      <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi</link>
      <description>1.พิมพ์ชือ-สกุล
2.ถ่ายรูปตัวเอง
3.สรุปคำถามที่ผู้สอนมอบหมาย
4.ส่งที่หน้าwall</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-12-24 08:10:37 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-08-24 10:04:17 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Simplehouse.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>นาย กีรติ ธานี </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664256</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ข้อ1</strong>.)<br>การศึกษาแบบเรียนรวม หมายถึง การรับเด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก หรือคัดแยกเด็กที่ด้อยว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้นเรียน แต่จะใช้การบริหารจัดการและวิธีการในการให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาการตามความต้องการ จำเป็นอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล<br><br><strong>ข้อ2.)</strong><br>จัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กพิเศษ ในระดับเรียนได้ โดยได้รับความเห็นชอบเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญของโรงเรียน และพ่อแม่ผู้ปกครองต้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการจัดการเรียนการสอน และการดูแลเด็ก ร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในปีการศึกษา ๒๕๕๐ เป็นต้นไป สัดส่วนของเด็กพิเศษ ประมาณ ๒ คนต่อ ๑ ห้องเรียน และมีครูการศึกษาพิเศษ ๑ คน ทั้งนี้ อาจจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมตามความเหมาะสม<br><br><br><strong>ข้อ3.)<br></strong>นักเรียนที่สามารถจัดการเรียนร่วมมี10 ประเภท<br><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน</strong> หมายถึงเด็กที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ 26 เดซิเบลขึ้นไป ทำให้สูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้รับฟังเสียงต่างๆได้ไม่ชัดเจน ซึ่งมี 2 ประเภท คือเด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินถึงขนาดที่ทำให้มีความยากลำบากจนไม่สามารถเข้าใจคำพูด และการสนทนา แต่ไม่ถึงกับหมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียวเด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียว<br><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น</strong> หมายถึงเด็กที่มีปัญหาในการใช้สายตาเพื่อการเรียนหนังสือ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือเด็กตาบอดบางส่วน หรือเด็กสายตาเลือนราง หมายถึง เด็กที่มีสายตาบกพร่องภายหลังจากการแก้ไขแล้ว มีสายตาอยู่ระหว่าง 20/70 และ 20/200 ฟุต สามารถมองเห็นได้บ้างเด็กตาบอด คือ เด็กที่มีสายตาเหลืออยู่น้อยมากหรือไม่มีเลย ภายหลังจากการแก้ไขแล้วมีสายตาเกินกว่า 20//200 ฟุต ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้สายตาในการเรียนหนังสือได้<br><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา</strong> หมายถึงเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป และเมื่อวัดระดับสติปัญญาด้วยแบบทดสอบมาตรฐานแล้ว พบว่ามีระดับต่ำกว่าเด็กทั่วไป เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาอาจมีปัญหาทางบุคลิกภาพ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เนื่องจากความล้มเหลวในการทำงานต่างๆ และต้องพึ่งพาผู้อื่น เด็กจะมีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนหรือสิ่งที่เป็นนามธรรม<br><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ </strong>หมายถึง เด็กที่มีลำตัว แขน หรือขาผิดปกติ ได้แก่ เด็กที่มีเท้าใหญ่ หนา หรือผิดรูป เด็กที่มีกล้ามเนื้อลีบหรืออ่อนแรง ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับเด็กปกติได้ จึงจำเป็นต้องจัดสภาพแวดล้อมใหม่ให้สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการของเด็ก<br><strong>เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ ห</strong>มายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในกระบวนการทางจิตวิทยา ทำให้เด็กมีปัญหาการใช้ภาษา ทั้งด้านการฟัง การอ่าน การพูด การเขียน และการสะกดคำ หรือมีปัญหาด้านคณิตศาสตร์ โดยมิได้มีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางร่างกาย ทางการเห็น ทางการได้ยิน ระดับสติปัญญา อารมณ์หรือสภาพแวดล้อม ลักษณะเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาการเรียนรู้ด้านภาษา โดยเฉพาะการอ่านและการเขียน และปัญหาด้านคณิตศาสตร์<br><strong>เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม </strong>หมายถึงเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากเด็กที่มีวัยเดียวกันอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง แม้จะได้รับการบริการด้านการแนะแนวและให้คำปรึกษาแล้วก็ตาม ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ มีพัฒนาการทางการเรียนอย่างเชื่องช้า และมีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน อย่างไรก็ตามปัญหาทางพฤติกรรมเหล่านี้ ต้องมิได้มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางร่างกาย ประสาทสัมผัสการรับรู้ หรือสติปัญญา<br><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา</strong> หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในการเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูดจนไม่สามารถสื่อความหมายกับผู้อื่นได้ตามปกติ เช่น การพูดไม่ชัด จังหวะการพูดไม่ดี คุณภาพของเสียงผิดปกติ ตลอดจนการพูดผิดปกติที่เกิดจากการมีพยาธิสภาพของระบบประสาทส่วนกลางหรือระบบส่วนปลาย รวมทั้งการบกพร่องในด้านการรับรู้และการแสดงออกทางภาษา เป็นต้น<br><strong>เด็กออทีสติก </strong>หมายถึง เด็กที่มีความต้องการพิเศษเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบประสาท (neurological disorder) ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กตลอดช่วงชีวิต ทั้งด้านความสามารถในการสื่อสาร การสื่อความหมาย ความเข้าใจภาษาทั้งภาษาพูด และไม่ใช่ภาษาพูด การสร้างสัมพันธภาพทางสังคม จินตนาการในการเล่น ฯลฯ โดยความผิดปกตินี้ มักจะเกิดขึ้นก่อนอายุ 3 ขวบ อัตราการเกิดของเด็กออทีสติก คือ 1 ต่อ 125 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากอดีตที่คาดการณ์ว่าพบเด็กออทีสติกในอัตรา 1 ต่อ 500 คน ในเด็กชายพบมากเป็น 4 เท่าของเด็กหญิง ไม่จำเพาะเจาะจงในด้านของเชื้อชาติ ศาสนา และพื้นฐานทางสังคมของครอบครัว<br><strong>เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อนหรือพิการซ้อน</strong> หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมากกว่า 1 ความบกพร่อง เด็กเหล่านี้อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมโปรแกรมการสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งโดยเฉพาะ จึงต้องมีการจัดบริการทางการศึกษาและการบริการด้านอื่นเพิ่มเติม ส่วนมากเป็นเด็กที่มีสภาพความบกพร่องอยู่ในระดับรุนแรง ลักษณะของเด็กมีความบกพร่องซ้ำซ้อน จะมีปัญหาในการช่วยเหลือตนเอง การทำกิวัตรประจำวัน ปัญหาการสื่อสาร ไม่สามารถเข้าใจผู้อื่น และไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความต้องการของตนเองได้ ปัญหาการเคลื่อนไหว ไม่สามารถหยับจับ นั่ง ยิน หรือเดินได้ด้วยตนเอง ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่มีความหมาย หรือเป็นการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นและปัญหาทางสังคม เนื่องจากเด็กไม่สามารถรับรู้ หรือเรียนรู้วิธีการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นได้ ซึ่งระดับความรุนแรงของปัญหาเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความบกพร่องซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นกับเด็ก และการช่วยเหลือฝึกฝน และฟื้นฟูสมรรถภาพ<br><strong>เด็กปัญญาเลิศ</strong> หมายถึง เด็กที่มีความสามารถทางสมองสูงกว่าเด็กทั่วไป เป็นเด็กที่มีระดับสติปัญญาที่วัดได้จากแบบทดสอบมาตรฐานได้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 2 ขึ้นไป ลักษณะของเด็กที่มีปัญญาเลิศพบว่ามีความเฉลียวฉลาด และพัฒนาการเร็วกว่าเด็กทั่วไป อาจจะเป็นทางด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดรวบยอด ความเข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม สัมพันธภาพและบุคลิกภาพ<br><br><br><strong>ข้อ4.)<br></strong>รูปแบบการจัดเรียนร่วมมี 6  รูปแบบ      ดังนี้              <br>1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน    รูปแบบการจัดเรียนร่วม  <br>2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา<br>3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครู<br>4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม<br>5. ชั้นพิเศษและชั้นเรียนเรียนปกติเด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ<br>6. ชั้นเรียนพิเศษใน โรงเรียนปกติ<br><br><br><strong>ข้อ5.)</strong>การเตรียมความพร้อมของโรงเรียน<br><br>1. เตรียมความพร้อมของโรงเรียน ต้องเตรียมความพร้อมในด้านเจตคติของบุคลากรในโรงเรียน ความพร้อมด้านกายภาพ จำนวนบุคลากร ความรู้ ความเข้าใจ หลักการและวิธีการเรียนร่วม แนวปฏิบัติต่างๆ ถ้าผู้บริหารมีความพร้อมทางด้านเจตคติจะเป็นส่วนสำคัญที่สามารถจัดการให้เกิดความพร้อมในเรื่องอื่นๆ ต่อไป<br> 2. ประชุมครู และบุคลากรของโรงเรียนให้มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนร่วม เพื่อบุคลากรในโรงเรียนจะต้องรู้ว่าโรงเรียนจะต้องทำอะไร ด้วยเหตุผลอะไร ทำกับใคร และคนที่จะทำคือใคร มีหน้าที่อะไรบ้าง <br>3. จัดหาบุคลากรรับผิดชอบงาน โดยการสรรหาบุคลากรในโรงเรียนที่มีวุฒิด้านการศึกษาพิเศษโดยตรง หรือผู้ที่สมัครใจส่งเข้าอบรมหลักสูตรวิชาการศึกษาพิเศษเพื่อทำหน้าที่สอนประจำชั้นเด็กออทิสติก หรือเป็นครูเสริมวิชาการ ครูเดินสอน ครูประจำชั้นเรียนร่วม ครูประจำวิชา <br>4. จัดหาห้องเรียน ห้องเสริมวิชาการ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เหมาะสมกับเด็กออทิสติก <br>5. ทำความเข้าใจ ให้ความรู้และเจตคติที่ดีเกี่ยวกับการเรียนร่วมของเด็กออทิสติกกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครองของเด็กปกติ เด็กปกติในโรงเรียน นักการภารโรง ตลอดจนชุมชน เพื่อให้บุคคลกลุ่มนี้เข้าใจถึงความจำเป็น ให้ความเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกลูเด็กออทิสติก โดยไม่คิดว่าเด็กพิการเป็นภาระและถ่วงความก้าวหน้าบุตรหลานของตนเอง ส่วนนักเรียนต้องเตรียมใจรับและเรียนร่วมกับเพื่อนพิการ ไม่ล้อเลียนความพิการ แต่ควรจะให้ความช่วยเหลือ ในสิ่งที่เพื่อนที่เป็นออทิสติกทำไม่ได้ <br><br><br><strong>ข้อ6.)<br></strong>คนหนึ่งสอนคนหนึ่งช่วย (One Teacher-One Supporter) เป็นการสอนที่ครู 2 คน ร่วมกันสอนชั้นเดียวกันในเวลาเดียวกัน เนื้อหาเดียวกัน ครูคนที่เชี่ยวชาญในเนื้อหากว่าเป็นผู้สอน ส่วนครูอีกคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในเนื้อหานั้น ๆ น้อยกว่าเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักเรียนอาจถามครูคนใดคนหนึ่งก็ได้ เมื่อนักเรียนมีคำถาม เพราะมีครู 2 คน อยู่ในห้องเรียนในเวลาเดียวกัน<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666041/4937f44a755c98a5e0cee23cb40d4958/15457926146476538246987836488706.jpg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:47:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664256</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรทิพย์ ไกรทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664258</link>
         <description><![CDATA[<div>1.การรับเด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก หรือคัดแยกเด็กที่ด้อยว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้นเรียน แต่จะใช้การบริหารจัดการและวิธีการในการให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาการตามความต้องการ จำเป็นอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล<br><br>2.จุดประสงค์ของการเรียนร่วม ปัจจุบันสังคมไทยค่อนข้างคุ้นเคยกับการเรียนร่วมของเด็กมีปัญหาหรือเด็กพิการในชั้นเรียนปกติ และยอมรับมากขึ้น จุดประสงค์ของการเรียนร่วมเพื่อให้เด็กปฐมวัยที่บกพร่องซึ่งอาจมีปัญหาสุขภาพหรือความต้องการพิเศษหรือพิการได้รับประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม โดยได้สัมผัสกับเด็กที่มีพัฒนาการตามปกติ เด็กปกติจะเป็นตัวอย่างการเรียนรู้ ทักษะพัฒนาการให้กับเด็กบกพร่องที่สามารถช่วยให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษสามารถพัฒนาตนเองได้ ในขณะเดียวกันเด็กปกติสามารถเรียนรู้ ยอมรับ เห็นคุณค่า และเข้าใจถึงความแตกต่างของคนด้วย <br><br>3.เด็กที่มีความต้องการพิเศษที่สำคัญ <br>-เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น<br>-เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน<br>-เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา<br>-เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว<br>-เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้<br>-เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม<br>-เด็กออทิสติก<br>-เด็กสมาธิสั้น<br>-เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน<br>-เด็กปัญญาเลิศ <br><br>4.มีรูปแบบการจัดเรียนร่วมได้ 6  รูปแบบ    ดังนี้              </div><div>1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน    </div><div>2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา</div><div>3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครู</div><div>4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม</div><div>5. ชั้นพิเศษและชั้นเรียนเรียนปกติเด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ</div><div>6. ชั้นเรียนพิเศษใน โรงเรียนปกติ<br><br>5.สถานศึกษาทุกประเทศจัดการศึกษาแบบเรียนรวมดำเนินการตามหลักการแบ่งสัดส่วนตามธรรมชาติ ซึ่งในสังคมหรือชุมชนหนึ่ง ๆ จะมีเด็กพิการหรือเด็กพิเศษปะปนอยู่ เด็กทั้งหมดควรอยู่ร่วมกันตามปกติ โดยไม่มีการนำเด็กพิเศษออกจากชุมชนมารวมกันเพื่อรับการศึกษาที่เป็นการขัดแย้งกับธรรมชาตินำบุคลากรทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กมาทำงานร่วมกัน ได้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ของเด็กปกติและเด็กพิเศษ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหาร ครูประจำชั้น ครูพิเศษ และบุคลากรในชุมชนอื่น</div><div>พัฒนาเครือข่ายผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งครูทุกคนในโรงเรียนจะต้องช่วยกันทำงานไม่ถือว่าเป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง ถ้าหากมีเด็กพิเศษในโรงเรียน รวมทั้งการพบพูดคุยและปรึกษากับผู้ปกครอง จัดให้ผู้ปกครองเด็กพิเศษด้วยกันและผู้ปกครองเด็กปกติพบกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันหรือสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ แก่กันจัดให้มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็ก ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารและบุคลากรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งในโรงเรียนและในชุมชน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณทั้งภาครัฐและเอกชนในกิจกรรมร่วมระหว่างเด็กพิเศษกับเด็กปกติจัดการปรับเปลี่ยนหลักสูตร เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและครอบคลุมถึงเด็กพิเศษทุกคนในกลุ่มเด็กปกติจัดให้มีความยืดหยุ่นในทุกสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กพิเศษและเด็กปกติทุกคน<br><br>6.การจัดการเรียนร่วมจะประสบความสำเร็จเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับครูที่จะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษและการจัดการเรียนร่วม ครูต้องมีความตั้งใจในการสอน มีการวางแผนการสอนอย่างรอบคอบ จัดการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่น และควรมีแผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และจัดบรรยากาศการเรียนการสอนให้มีลักษณะปกติ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษมาเป็นภาระให้กับเพื่อนและครู และครูควรได้รับการอบรมฝึกฝนในเรื่องการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666075/fc3e361ed5aed076c7846adb3382206e/01716878_8A4F_46D7_8081_7FAE79CDEB88.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:47:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664258</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กุลธิดา ทองนวด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664261</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666045/4c2830cc2c0c0dfd9b4554cfd729cb7d/37688F25_9BEB_40C0_B89E_3A40C1A719F5.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:48:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664261</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รสสวิมล ประสพศักดิ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664277</link>
         <description><![CDATA[<div>1. การเรียนร่วมกันระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิเศษ เป็นการศึกษาแบบเรียนรวม ไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก<br><br>2. เพื่อเปิดโอกาสให้กับเด็กพิเศษและเด็กปกติได้เรียนร่วมกัน เพื่อให้เด็กได้พัฒนาตนเอง มีสังคมที่กว้างขึ้น ส่งเสริมให้เด็กพิเศษเข้าสู่สภาวะปกติให้มากที่สุด<br><br>3. ผู้เรียนปกติกับผู้เรียนพิเศษ 10 ประเภท<br>- เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น<br>- เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน<br>- เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา<br>- เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว<br>- เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้<br>- เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม<br>- เด็กออทิสติก<br>- เด็กสมาธิสั้น<br>- เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน<br>- เด็กปัญญาเลิศ<br><br>4. 6 ประเภท <br> 1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน    รูปแบบการจัดเรียนร่วม  </div><div> 2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา</div><div> 3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครู</div><div> 4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม</div><div> 5. ชั้นพิเศษและชั้นเรียนเรียนปกติเด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ</div><div> 6. ชั้นเรียนพิเศษใน โรงเรียนปกติ<br><br></div><div> 1.ชั้นเรียนปกติเต็มวัน   </div><div>เด็กจะเรียนในชั้นเรียนเต็มวันและอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้นโดยไม่ได้รับบริการทางการศึกษาพิเศษเด็กที่จะเข้าเรียนในลักษณะนี้ได้ควรเป็นเด็กที่มีความพิการน้อย มีความฉลาดและมีความพร้อมในการเรียนตลอดจนวุฒิภาวะทางอารมณ์และสังคม</div><div> 2.ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา</div><div>ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา หรือ เด็กจะเรียนในชั้นเรียนปกติ เต็มเวลา และอยู่ในความดูแลของครูประจำชั้นครูประจำวิชา ซึ่งจะได้รับคำแนะนำจากครูการศึกษา พิเศษนักจิตวิทยา เช่นแนะนำชี้แจงให้ครูที่สอนชั้นเรียนร่วมเข้าใจความต้องการ และความสามารถของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ช่วยกำหนด                         </div><div> 3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครูเดินสอนเด็กจะเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มเวลาและอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้นแต่จะได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากครูเดินสอนตามตารางที่กำหนดหรือเมื่อมีความจำเป็น   ครูเดินสอนจะเดินทางไปให้บริการตามโรงเรียนต่างๆ   ทั้งในและนอกห้องเรียน รวมถึงการให้บริการช่วยเหลือแก่ครูทั้งด้านการสอนและหรือการปรับพฤติกรรม</div><div>  4.ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม   </div><div>เด็กจะเรียนในชั้นเรียนปกติเต็มวันและอยู่ในความรับผิดชอบของครูประจำชั้น   แต่ได้รับการสอนเสริมจากครูการศึกษาพิเศษที่ประจำอยู่ห้องสอนเสริมบางเวลาหรือบางวิชาวันละ 1-2 ชั่วโมง หรื อ มากกว่านี้ขึ้นอยู่กับความต้องการพิเศษของเด็ก    การสอนเด็กอาจกระทำเป็นรายบุคคลหรือสอนเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็ได้ และสอนในเนื้อหาที่เด็กไม่ได้รับการสอนในชั้นปกติ หรือเนื้อหาที่เด็กมีปัญหา        </div><div> 5. ชั้นเรียนพิเศษและชั้นเรียนปกติ เด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ คือ กลุ่มสาระการเรียนรู้</div><div>- ภาษาไทย <br>- คณิตศาสตร์   </div><div>- วิทยาศาสตร์   </div><div>- ศาสนาและวัฒนธรรม     </div><div>- ภาษาต่างประเทศ  </div><div>- การงานอาชีพและเทคโนโลยี สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ เป็นต้น<br>6. ชั้นเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติเป็นการจัดเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่มี ความบกพร่องประเภทเดียวกันไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน และเป็นกลุ่มขนาดเล็กปกติเด็กจะเรียน ในชั้นเรียนพิเศษเต็มเวลาและเรียนกับครูประจำชั้นทุกวิชา แต่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กทั่วไปเช่นกิจกรรมเข้าแถวเคารพธงชาติ    การรับประทานอาหาร     การไปทัศนะศึกษา   ซึ่งการจัด   การเรียนร่วมในลักษณะนี้เหมาะสำหรับเด็กที่มีความพิการค่อนข้างมาก</div><div><br>5. วิธีการจัดการศึกษาการจัดทำหลักสูตรเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนจึงมีความแตกต่างกัน ทางด้านสถานศึกษาจึงต้องเรียนรู้และเข้าใจเป็นอย่างมาก การจัดการเรียนการสอนจึงจำเป็นต้องมีการสอนเสริมตามลีลาการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน ลดสิ่งรบกวน เพิ่มสมาธิและวิธีการเรียนรู้ให้กับเด็ก<br><br>6. ครูผู้สอนที่มีเด็กพิเศษเรียนร่วมด้วยจะต้องศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของเด็กพิเศษในชั้นเรียนให้เข้าใจ รู้วิธีการที่จะช่วยให้การช่วยเหลือตลอดจนความบกพร่องต่างๆของเด็กให้เข้าใจจะได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมสอดคล้องกับเด็กพอเศษแต่ละคน เพื่อให้เด็กปกติและเด็กพิเศษเรียนรวมกันได้อย่างเข้าใจกัน และสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ </div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/338033106/d0a2f824f1b19cfc534e6ed2b22f6ca5/IMG_20181224_125455_023.jpg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:48:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664277</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.พุธิตาเรืองครุฑ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664278</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ตอบ การเรียนร่วมกันในห้องเรียนระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิเศษ โดยไม่แบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติหรือเป็นเด็กพิเศษ<br>2.ตอบ เพื่อสร้างโอกาสการอยู่ร่วมกันในสังคมได้<br>3.ตอบ 1.เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน <br>            2.เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น <br>            3.เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา <br>            4.เด็กที่บกพร่องทางร่างการ<br>            5.เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ <br>            6.เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม <br>            7.เด็กออทิสติก <br>            8. เด็กสมาธิสั้น <br>            9.เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน <br>           10.เด็กปัญญาเลิศ<br>4.ตอบ 2ประเภท 1.การเรียนร่วมบางเวลา <br>                            2.การเรียนร่วมเต็มเวลา<br>                               - แบบมีครูคอยกระตุ้น<br>                               - แบบไม่มีครูคอยกระตุ้น<br>5.ตอบ เตรียมบุคลากรครูที่สามารถสอนเด็กได้ และเตรียมความพร้อมห้องเรียนที่เหมาะสมแก่เด็กรวมไปถึงอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะสมกับเด็ก<br>6.ตอบ 1.คอยกระตุ้นนักเรียนให้มีสมาธิและทำในสิ่งที่ครูมอบหมาย <br>            2. รู้จักและเข้าใจเด็กนักเรียน<br>            3.ประชุมปรึกษาเตรียมตัวก่อนสอนเสมอ<br>            4.จัดการเรียนการสอนให้เด็กสามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666097/8bf378d6869baa0ab4e0b99001a9a68f/EFDB5B64_5389_4D34_AC9D_B476BC7B67C6.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:48:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664278</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายเดชณรงค์   ดอกบัว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664281</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อที่1.ความหมายของการเรียนร่วม<br>ตอบ การรับเด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก <br>ข้อที่2.จุดประสงค์ของการเรียนร่วม<br>ตอบ เพื่อให้เด็กพิการได้เรียนรู้สังคมและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของคนปกติทั่วไป<br>ข้อที่3.ผู้เรียนที่สามารถจัดการเรียนร่วมได้คือผู้เรียนประเภทใด<br>ตอบ (๑) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น</div><div>(๒) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน</div><div>(๓) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา</div><div>(๔) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ</div><div>(๕) บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้</div><div>(๖) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา</div><div>(๗) บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรม หรืออารมณ์</div><div>(๘) บุคคลออทิสติก</div><div>(๙) บุคคลพิการซ้อน<br>ข้อที่4.การเรียนร่วมมีกี่ประเภทอะไรบ้าง<br>ตอบ  6 ประเภท<br>1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน    รูปแบบการจัดเรียนร่วม  </div><div>2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา</div><div>3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครู</div><div>4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม</div><div>5. ชั้นพิเศษและชั้นเรียนเรียนปกติเด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ</div><div>6. ชั้นเรียนพิเศษใน โรงเรียนปกติ<br><br>ข้อที่5.สถานศึกษาควรเตรียมย่างไรในการจัดการเรียนร่วม <br>ตอบ เตรียมความพร้อมของนักเรียนที่มีความบกพร่อง<br>1) ด้านร่างกาย การเตรียมตัวเด็ก การทำความสะอาดร่างกาย เช่น ผม เล็บมือ เล้บเท้า ผิวหนัง  เสื้อผ้าที่สวมใส่</div><div>2) ด้านวิชาการ มีการทดสอบการพัฒนาตนเอง การช่วยเหลือตนเอง เช่น การแต่งกาย การรับประทานอาหาร</div><div>3) ด้านอารมณ์ และสังคม ดูการอยู่ร่วมกันในสังคมและการใช้อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข</div><div><br>ข้อที่6.ผู้สอนมีบทบาทหน้าที่อย่างไรในการจัดการเรียนร่วม<br>ตอบ. ครูทุกคนในโรงเรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเข้ารับการอบรม การจัดการเรียนการสอนที่นำศิลปะมาผสมผสานกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยไม่เน้นเนื้อหาแต่เน้นทักษะทางศิลปะ เพื่อให้นักเรียนเรียนร่วมเรียนรู้อย่างมีความสุขและพัฒนาเต็มตามศักยภาพ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666074/e0018cfd90431ee42aed6711891d6f81/image.jpg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:48:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664281</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธนพนธ์ เฉลยจันทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664283</link>
         <description><![CDATA[<div>1.การเรียนร่วมเป็นการจัดการศึกษาพิเศษรูปแบบหนึ่งที่จัดให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษและความต้องการช่วยเหลือที่แตกต่างไปจากเด็กปกติร่วมใช้ชีวิตกับเด็กปกติในระบบโรงเรียนเพื่อให้เขาพัฒนาได้เต็มศักยภาพสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้สามารถช่วยเหลือตนเองได้<br>2.จุดประสงค์เพื่อให้เด็กพิการได้ เรียนรู้สังคมและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของคนปกติทั่วไป<br>3.มี 10 ประเภท โดยเป็นเด็กพิการที่ต้องการการจัดการศึกษา 9 ประเภท และเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ 1 ประเภท คือ<br>1.เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น<br>2.เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน<br>3.เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว<br>4.เด็กที่มีความบกพร่องสติปัญญา<br>5.เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้<br>6.เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม<br>7.เด็กออทิสติก<br>8.เด็กสมาธิสั้น<br>9.เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน<br>10.เด็กปัญญาเลิศ<br>4.มี 6 ประเภท<br>1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน    รูปแบบการจัดเรียนร่วม  </div><div>2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา</div><div>3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครู</div><div>4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม</div><div>5. ชั้นพิเศษและชั้นเรียนเรียนปกติเด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ</div><div>6. ชั้นเรียนพิเศษใน โรงเรียนปกติ</div><div>5.ในสถานศึกษาจะต้องมีความตระหนักเกี่ยวกับสิทธิความเสมอภาคในด้านการศึกษา มีความแตกต่างกันตามศักยภาพในการเรียนรู้ มีความร่วมมือช่วยเหลือกันและกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ ฝึกทักษะความสามารถในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข มีความยืดหยุ่นและปฏิบัติตนตามสภาพจริงได้อย่างเหมาะสม<br>6.ครูผู้สอนมีหน้าที่พัฒนาความสามารถของเด็กตามสภาพของความแตกต่างระหว่างบุคคล และเอกลักษณ์ของแต่ละคนวิธีการที่นำมาใช้สอนและอบรมเพื่อพัฒนาเด็กจึงจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนด้วย โดยมีเป้าหมายที่ต้องการให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพสามารถพึ่งตนเองและก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จึงได้ยึดหลักของความแตกต่างระหว่างบุคคล และการมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละคนเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสำเร็จในการจัดการศึกษาเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภทจะมีหลักในการจัดการศึกษาที่แตกต่างกันไป</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666117/f5969d348b630393e1866e6f44ec592f/B86A3855_D9B1_4F53_A30D_0D0F1D61B260.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:48:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664283</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>nonnuip1959</author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664293</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/214460324/2251c2cd5a459ef2a5e5fb170f1f1b1b/media.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:49:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664293</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายกิจจเศรษฐ  พูลทอง </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664303</link>
         <description><![CDATA[<div>ตอบคำถาม <br>1. การนำเอาคนพิการมาสู่สังคมปกติไม่ว่าจะในด้านนันทนาการหรือการศึกษาในสมัยก่อนคนพิการมักถูกซุกซ่อนหรือแยกไว้เฉพาะกลุ่มต่างหากแต่ในปัจจุบันจะเน้นที่การคัดแยกเพื่อช่วยเหลือคนพิการแต่เนิ่นๆโดยมีนักวิชาการในสาขาต่างๆเข้ามาช่วยเหลือและสามารถจัดให้เด็กแต่ละคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ<br><br>2. ความแตกต่างจากรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษและเด็กปกติคือ จะต้องถือหลักการดังนี้</div><div>1 เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน<br>2 เด็กทุกคนเข้าเรียนในโรงเรียนพร้อมกัน<br>3 โรงเรียนจะต้องปรับสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ทุกด้านเพื่อให้สามารถสอนเด็กได้ทุกคน<br>4 โรงเรียนจะต้องให้บริการ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกและความช่วยเหลือต่าง ๆ ทางการศึกษาให้แก่เด็กที่มีความต้องการจำเป็นนอกเหนือจากเด็กปกติทุกคน<br>5 โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้หลายรูปแบบในโรงเรียนปกติทั่วไปโดยจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด<br><br>3. ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ<br>แบ่งความต้องการพิเศษออกเป็น 10 ประเภท โดยเป็นเด็กพิการที่ต้องการจัดการพิเศษ 9 ประเภท และเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ 1 ประเภท คือ<br>1 เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น<br>2 เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน<br>3 เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา<br>4 เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว<br>5 เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้<br>6 เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม<br>7 เด็กออทิสติก<br>8 เด็กสมาธิสั้น<br>9 เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน<br>10 เด็กปัญญาเลิศ<br><br>4. มี 2 ประเภท ได้แก่ <br> - การเรียนร่วมบางเวลา <br> - การเรียนร่วมเต็มเวลา<br>    - แบบไม่มีครูพิเศษ<br>    - แบบมีครูพิเศษ<br><br>5. สถานศึกษาจะต้องเอาใจใส่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกันตามสิทธิมนุษยชน สถานศึกษาจึงควรเป็นสถานศึกษาที่มีคุณภาพ จัดการศึกษาที่สนองความต้องการความจำเป็นของเด็กเป็นรายบุคคลมีการจัดการบริหารช่วยเหลือสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้รับการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพตามมาตราฐานที่เท่าเทียม การเรียนรวมควรเป็นการจัดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นสมาชิกของห้องเรียนที่เรียนรวมกันด้วยมาตราฐานคุณภาพทัดเทียมกัน การจัดการศึกษานั้นจึงควรแก่คำว่า การศึกษาสำหรับคนพิการในรูปแบบของการเรียนรวม <br><br>6. ครูผู้สอนที่มีเด็กพิเศษเรียนร่วมด้วยจะต้องศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของเด็กพิเศษในชั้นเรียนให้เข้าใจ รู้วิธีการที่จะช่วยให้การช่วยเหลือตลอดจนความบกพร่องต่างๆ ของเด็กให้เข้าใจจะได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมสอดคล้องกับเด็กพิเศษแต่ละคน ครูผู้สอนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดเนื้อหาวิธีการสอนตลอดจนการวัดการประเมินผลขึ้นเป็นพิเศษให้เหมาะสมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666072/22cc46a84170cff930094728098fe5c8/154579270422728082337.jpg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:49:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664303</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วิภาวรรณ สีสลับ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664309</link>
         <description><![CDATA[<div>1. การเรียนร่วมเป็นการจัดการศึกษาพิเศษรูปแบบหนึ่งที่จัดให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษและความต้องการช่วยเหลือที่แตกต่างไปจากเด็กปกติร่วมใช้ชีวิตกับเด็กปกติในระบบโรงเรียนเพื่อพัฒนาได้เต็มศักยภาพสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้สามารถช่วยเหลือตนเองได้<br>2.  - ส่งเสริมให้เด็กพิเศษเข้าสู่ภาวะปกติให้ได้มากที่สุด<br>     - ส่งเสริมให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษมีพัฒนาการในด้านต่างๆ และมีความสามารถในการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ได้ <br>     - ส่งเสริมให้เด็กปกติรู้จักช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษในด้านต่างๆ ได้ <br>     - ส่งเสริมให้เด็กปกติมีการยอมรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ<br>     - ส่งเสริมให้เด็กปกติรู้จักการแบ่งปัน <br>     - ส่งเสริมให้เด็กปกติมีคุณธรรมด้านความสุภาพ ทั้งทางด้านการพูดและด้านอื่นๆ<br>     - ส่งเสริมให้เด็กปกติมีคุณธรรมด้านความรับผิดชอบ <br>     - ส่งเสริมให้เด็กมีสัมพันธภาพทางสังคมระหว่างกัน <br>     - ช่วยให้เด็กปกติคลายการยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง<br>     - ช่วยให้เด็กปกติรู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา </div><div><br>3. มี 10 ประเภท โดยเป็นเด็กพิการที่ต้องการการจัดการเรียนการศึกษา พิเศษ 9 ประเภท และเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ 1 ประเภท<br>     1. เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น<br>     2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน<br>     3. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา<br>     4. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว<br>     5. เด็กที่มีปัญหาทางดารเรียนรู้<br>     6. เด็กออทิสติก<br>     7. เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม<br>     8. เด็กสมาธิสั้น<br>     9. เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน<br>     10. เด็กปัญญาเลิศ<br>4. 2 ประเภท<br>     - การเรียนร่วมบางเวลา<br>     - การเรียนร่วมเต็มเวลา<br>5.  - จัดเตียมด้านสภาพแวดล้อม<br>     - จัดเตรียมด้านครอบครัวของเด็ก โดยความร่วมมือจากบุคคลอื่น ครอบครัว ชุมชน<br>     - โรงเรียนจะต้องให้บริการ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกและความช่วยเหลือต่าง ๆ ทางการศึกษาให้แก่เด็กที่มีความต้องการจำเป็นนอกเหนือจากเด็กปกติทุกคน<br>6.  ครูต้องมีความตั้งใจในการสอน มีการวางแผนการสอนอย่างรอบคอบ จัดการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่น และควรมีแผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และจัดบรรยากาศการเรียนการสอนให้มีลักษณะปกติ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษมาเป็นภาระให้กับเพื่อนและครู และครูควรได้รับการอบรมฝึกฝนในเรื่องการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666060/d27b26d8361bbfe1d4ec8c2d0b1ad243/6164961D_4D2A_4111_979A_834E5138DDB8.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:49:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664309</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายภากร เเก้วประดับ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664318</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ความหมายเป็นการจัดการศึกษาพิเศษรูปแบบหนึ่งที่จัดให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษและความต้องการช่วยเหลือที่แตกต่างไปจากเด็กปกติร่วมใช้ชีวิตกับเด็กปกติในระบบโรงเรียนเพื่อให้เขาพัฒนาได้เต็มศักยภาพสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้สามารถช่วยเหลือตนเองได้<br>2.จุดประสงค์ของการเรียนร่วม<br>ปัจจุบันสังคมไทยค่อนข้างคุ้นเคยกับการเรียนร่วมของเด็กมีปัญหาหรือเด็กพิการในชั้นเรียนปกติ และยอมรับมากขึ้น จุดประสงค์ของการเรียนร่วมเพื่อให้เด็กปฐมวัยที่บกพร่องซึ่งอาจมีปัญหาสุขภาพหรือความต้องการพิเศษหรือพิการได้รับประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม โดยได้สัมผัสกับเด็กที่มีพัฒนาการตามปกติ เด็กปกติจะเป็นตัวอย่างการเรียนรู้ ทักษะพัฒนาการให้กับเด็กบกพร่องที่สามารถช่วยให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษสามารถพัฒนาตนเองได้<br>3.กระทรวงศึกษาธิการได้เเบ่งเด็กที่มีความต้องการพิเศษออกเป็น10 ประเภทโดยเป็นเด็กพิการที่ต้องการการจัดการศึกษา 9 ประเภท และเป็นเด็กที่มีความสามารถพิเศษ 1ประเถภทคือ<br>1.เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น<br>2.เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน <br>3.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา<br>4.เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายเเละการเคลื่อนไหว<br>5.เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้<br>6.เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม<br>7.เด็กออทิสติก<br>8.เด็กสมาธิสั้น<br>9.เด็กที่มีความบกพร่องซำ้ซ้อน<br>10.เด็กปัญญาเลิศ<br>4.  1.ประเภทที่หนึ่งการเรียนร่วมบางเวลาเป็นการจัดให้เด็กมีความต้องการพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติ<br>          1.1มีครูร่วมด้วยเพราะเด็กที่บกพร่องบางประเภทต้องการคนค่อยดูแล<br>          1.2เด็กที่ไม่มีคนครูค่อยดูเเละเพราะให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง<br>      2.ประเภทที่สอง ประเภทที่สองการร่วมเต็มเวลาการจัดให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้มีโอกาสได้เรียนชั้นเดียวกับเด็กปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน <br>5.เตรียมตัวโดยการการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษในรูปแบบเรียนร่วมเต็มเวลากับเด็กปกตินั้น ที่มีการจัดการเรียนหารสอนเหมือนปกติ สถานศึกษาจึงจำเป็นต้องกำหนดเนื้อหาวิธีการสอนตลอดจนการวัดผลการประเมินผลขึ้นเป็นพิเศษให้เหมาะสมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษเเต่ละคน<br>6.ครูผู้สอนที่มีเด็กพิเศษเรียนร่วมด้วยจะต้องศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของเด็กพิเศษในชั้นเรียนให้เข้าใจ รู้วิธีการที่จะช่วยให้การช่วยเหลือตลอดจนความบกพร่องต่างๆของเด็กให้เข้าใจจะได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมสอดคล้องกับเด็กพิเศษเเต่ละคน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666083/42a4080f48c79301bfe4941e3e77164d/9E35D6F7_A64B_4B96_9255_17C750E6FCC2.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:50:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664318</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวทัศนีย์ เนียมจันทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664346</link>
         <description><![CDATA[<div>1. หมายถึง การรับเด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก หรือคัดแยกเด็กที่ด้อยกว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้นเรียน<br><br>2.เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้รับการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์ จิตใจสังคมและสติปัญญาสอดคล้องกับความสามารถของเด็ก ช่วยให้เด็กปกติ มีการยอมรับและปรับตัว  เพื่อสามารถเรียนร่วมกับเด็ก ที่มีความต้องการพิเศษได้<br><br>3. มี 10 ประเภท<br>- เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น<br>- เด็กทีมีความบกพร่องทางการได้ยิน<br>- เด็กที่ มีความบกพร่องทางสติปัญญา<br>-เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว<br>-เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้<br>-เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม<br>-เด็กออทิสติก<br>-เด็กสมาธิสั้น<br>-เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน<br>-เด็กปัญญาเลิศ<br><br>4.มี 2 ประเภท<br>1.การเรียนร่วมบางเวลา<br>2.การเรียนร่วมเต็มเวลา โดยแยกเป็น2อย่างคือ มีครูเรียนร่วมอยู่ด้วยกับไม่มีครูเรียนร่วมอยู่ด้วยเลย<br><br>5.สถานศึกษาทุกประเทศจัดการศึกษาแบบเรียนรวมดำเนินการตามหลักการแบ่งสัดส่วนตามธรรมชาติ ซึ่งในสังคมหรือชุมชนหนึ่ง ๆ จะมีเด็กพิการหรือเด็กพิเศษปะปนอยู่ เด็กทั้งหมดควรอยู่ร่วมกันตามปกติ โดยไม่มีการนำเด็กพิเศษออกจากชุมชนมารวมกันเพื่อรับการศึกษาที่เป็นการขัดแย้งกับธรรมชาตินำบุคลากรทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กมาทำงานร่วมกัน ได้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ของเด็กปกติและเด็กพิเศษ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้บริหาร ครูประจำชั้น ครูพิเศษ และบุคลากรในชุมชนอื่น<br>พัฒนาเครือข่ายผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งครูทุกคนในโรงเรียนจะต้องช่วยกันทำงานไม่ถือว่าเป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง ถ้าหากมีเด็กพิเศษในโรงเรียน รวมทั้งการพบพูดคุยและปรึกษากับผู้ปกครอง จัดให้ผู้ปกครองเด็กพิเศษด้วยกันและผู้ปกครองเด็กปกติพบกันเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันหรือสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ แก่กันจัดให้มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างเด็ก ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารและบุคลากรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งในโรงเรียนและในชุมชน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณทั้งภาครัฐและเอกชนในกิจกรรมร่วมระหว่างเด็กพิเศษกับเด็กปกติจัดการปรับเปลี่ยนหลักสูตร เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและครอบคลุมถึงเด็กพิเศษทุกคนในกลุ่มเด็กปกติจัดให้มีความยืดหยุ่นในทุกสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กพิเศษและเด็กปกติทุกคน<br><br>6.การจัดการเรียนร่วมจะประสบความสำเร็จเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับครูที่จะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษและการจัดการเรียนร่วม ครูต้องมีความตั้งใจในการสอน มีการวางแผนการสอนอย่างรอบคอบ จัดการเรียนการสอนให้มีความยืดหยุ่น และควรมีแผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และจัดบรรยากาศการเรียนการสอนให้มีลักษณะปกติ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษมาเป็นภาระให้กับเพื่อนและครู และครูควรได้รับการอบรมฝึกฝนในเรื่องการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666178/9abd2406e12d6f14b84f8227a350f15f/received_323325271852407.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:50:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664346</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ถาวร ทองคำสุก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664502</link>
         <description><![CDATA[<div>1. หมายถึง การรับเด็กเข้าศึกษาโดยไม่แบ่งแยก ความบกพร่องของเด็กคัดแยกเด็กที่มีด้อยกว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้นเรียน แต่จะใช้การบริหารจัดการและวิธีการในการให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาการตามความต้องการ<br><br>2. จุดประสงค์ของการเรียนร่วม คือ ปัจจุบันสังคมไทยค่อนข้างคุ้นเคยกับการเรียนร่วมของเด็กมีปัญหา หรือเด็กพิการในชั้นเรียนปกติ และยอมรับมากขึ้นจุดประสงค์ของการเรียนร่วมเพื่อให้เด็กปฐมวัยที่บกพร่องซึ่งอาจมีปัญหาสุขภาพหรือความต้องการพิเศษ หรือพิการได้รับประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสมโดยได้สัมผัสกับเด็กที่มีพัฒนาการตามปกติ เด็กปกติจะเป็นตัวอย่างการเรียนรู้ทักษะพัฒนาการให้กับเด็กที่บกพร่องที่สามารถช่วยให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษสามารถพัฒนาตนเองได้ <br><br>3. มี 10 ประเภท <br>3.1 เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น <br>3.2 เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน <br>3.3 เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา<br>3.4 เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว<br>3.5 เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้<br>3.6 เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม<br>3.7 เด็กออทิสติก<br>3.8 เด็กสมาธิสั้น <br>3.9 เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน<br>3.10 เด็กปัญญาเลิศ<br><br>4. มี 2 ประเภท คือ 1. การเรียนร่วมบางเวลา (Integration) 2. การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)<br>2.1 แบบมีครูพิเศษ<br>2.2 แบบไม่มีครูพิเศษ<br><br>5. เตรียมบุคลกรครูที่มีความสามารถสอนเด็กได้ และเตรียมความพร้อมห้องเรียนที่เหมาะสมกับเด็กรวมไปถึงอุปกรณ์การเรียน การสอนที่เหมาะสมกับเด็ก <br><br>6. ครูผู้สอนที่มีเด็กพิเศษเรียนร่วมด้วยจะต้องศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของเด็กพิเศษในชั้นเรียนให้เข้าใจ รู้วิธีการที่จะช่วยเหลือตลอดจนความบกพร่องต่างๆ ของเด็กให้เข้าใจจะได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมสอดคล้องกับเด็กพิเศษแต่ละคน ครูผู้สอนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดเนื้อหาวิธีการสอนตลอดจนการวัดผลการประเมินผลขึ้นเป็นพิเศษให้เหมาะสมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละคน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666201/dc926600429738b61e81b48c52e91284/1545793222922_1125000412.jpg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:57:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664502</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายโฆษิต ศรีแสนตอ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664528</link>
         <description><![CDATA[<div><br>1.<br>การรับเด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก หรือคัดแยกเด็กที่ด้อยว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้นเรียน แต่จะใช้การบริหารจัดการและวิธีการในการให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาการตามความต้องการ จำเป็นอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล<br>2. <br>1. เด็กพิเศษมีโอกาสได้เรียนเหมือนเด็กปกติทั่วไป</div><div>2. ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง  ที่ไม่ต้องส่งไปอยู่โรงเรียนสำหรับเด็กพิการ  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนประจำ</div><div>3. เด็กพิเศษมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัว  โดยไม่รู้สึกแบ่งแยกว่าเป็น“เด็กพิการ”</div><div>4. เด็กพิเศษมีโอกาสได้เรียนรู้และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้เร็วกว่าต้องไปอยู่โรงเรียนเด็กพิการ  เป็นประสบการณ์ตรงที่จะเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคล</div><div>5. รัฐบาลใช้งบประมาณน้อยกว่าการจัดโรงเรียนพิเศษเฉพาะเด็กพิการ</div><div>6. สังคมจะเข้าใจและยอมรับเด็กพิเศษเป็นส่วนหนึ่งของสังคม  ช่วยให้เด็กพิเศษใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข  และทำประโยชน์ให้สังคมได้<br>3<br><br></div><ul><li><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน</strong> หมายถึงเด็กที่สูญเสียการได้ยินตั้งแต่ 26 เดซิเบลขึ้นไป ทำให้สูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้รับฟังเสียงต่างๆได้ไม่ชัดเจน ซึ่งมี 2 ประเภท คือ <ul><li>เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินถึงขนาดที่ทำให้มีความยากลำบากจนไม่สามารถเข้าใจคำพูด และการสนทนา แต่ไม่ถึงกับหมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียว </li><li>เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยินด้วยหูเพียงอย่างเดียว</li></ul></li><li><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น</strong> หมายถึงเด็กที่มีปัญหาในการใช้สายตาเพื่อการเรียนหนังสือ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ <ul><li>เด็กตาบอดบางส่วน หรือเด็กสายตาเลือนราง หมายถึง เด็กที่มีสายตาบกพร่องภายหลังจากการแก้ไขแล้ว มีสายตาอยู่ระหว่าง 20/70 และ 20/200 ฟุต สามารถมองเห็นได้บ้าง </li><li>เด็กตาบอด คือ เด็กที่มีสายตาเหลืออยู่น้อยมากหรือไม่มีเลย ภายหลังจากการแก้ไขแล้วมีสายตาเกินกว่า 20//200 ฟุต ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้สายตาในการเรียนหนังสือได้</li></ul></li><li><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา</strong> หมายถึงเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป และเมื่อวัดระดับสติปัญญาด้วยแบบทดสอบมาตรฐานแล้ว พบว่ามีระดับต่ำกว่าเด็กทั่วไป เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาอาจมีปัญหาทางบุคลิกภาพ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เนื่องจากความล้มเหลวในการทำงานต่างๆ และต้องพึ่งพาผู้อื่น เด็กจะมีปัญหาในการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อนหรือสิ่งที่เป็นนามธรรม </li><li><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ</strong> หมายถึง เด็กที่มีลำตัว แขน หรือขาผิดปกติ ได้แก่ เด็กที่มีเท้าใหญ่ หนา หรือผิดรูป เด็กที่มีกล้ามเนื้อลีบหรืออ่อนแรง ทำให้เด็กไม่สามารถเรียนในสภาพแวดล้อมเดียวกันกับเด็กปกติได้ จึงจำเป็นต้องจัดสภาพแวดล้อมใหม่ให้สอดคล้องกับความสามารถและความต้องการของเด็ก </li><li><strong>เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้</strong> หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในกระบวนการทางจิตวิทยา ทำให้เด็กมีปัญหาการใช้ภาษา ทั้งด้านการฟัง การอ่าน การพูด การเขียน และการสะกดคำ หรือมีปัญหาด้านคณิตศาสตร์ โดยมิได้มีสาเหตุมาจากความบกพร่องทางร่างกาย ทางการเห็น ทางการได้ยิน ระดับสติปัญญา อารมณ์หรือสภาพแวดล้อม ลักษณะเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาการเรียนรู้ด้านภาษา โดยเฉพาะการอ่านและการเขียน และปัญหาด้านคณิตศาสตร์ </li><li><strong>เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม</strong> หมายถึงเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากเด็กที่มีวัยเดียวกันอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง แม้จะได้รับการบริการด้านการแนะแนวและให้คำปรึกษาแล้วก็ตาม ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ มีพัฒนาการทางการเรียนอย่างเชื่องช้า และมีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน อย่างไรก็ตามปัญหาทางพฤติกรรมเหล่านี้ ต้องมิได้มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางร่างกาย ประสาทสัมผัสการรับรู้ หรือสติปัญญา </li><li><strong>เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา</strong> หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในการเข้าใจหรือการใช้ภาษาพูดจนไม่สามารถสื่อความหมายกับผู้อื่นได้ตามปกติ เช่น การพูดไม่ชัด จังหวะการพูดไม่ดี คุณภาพของเสียงผิดปกติ ตลอดจนการพูดผิดปกติที่เกิดจากการมีพยาธิสภาพของระบบประสาทส่วนกลางหรือระบบส่วนปลาย รวมทั้งการบกพร่องในด้านการรับรู้และการแสดงออกทางภาษา เป็นต้น </li><li><strong>เด็กออทีสติก</strong> หมายถึง เด็กที่มีความต้องการพิเศษเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบประสาท (neurological disorder) ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กตลอดช่วงชีวิต ทั้งด้านความสามารถในการสื่อสาร การสื่อความหมาย ความเข้าใจภาษาทั้งภาษาพูด และไม่ใช่ภาษาพูด การสร้างสัมพันธภาพทางสังคม จินตนาการในการเล่น ฯลฯ โดยความผิดปกตินี้ มักจะเกิดขึ้นก่อนอายุ 3 ขวบ อัตราการเกิดของเด็กออทีสติก คือ 1 ต่อ 125 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากอดีตที่คาดการณ์ว่าพบเด็กออทีสติกในอัตรา 1 ต่อ 500 คน ในเด็กชายพบมากเป็น 4 เท่าของเด็กหญิง ไม่จำเพาะเจาะจงในด้านของเชื้อชาติ ศาสนา และพื้นฐานทางสังคมของครอบครัว </li><li><strong>เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อนหรือพิการซ้อน</strong> หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมากกว่า 1 ความบกพร่อง เด็กเหล่านี้อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมโปรแกรมการสอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษโปรแกรมใดโปรแกรมหนึ่งโดยเฉพาะ จึงต้องมีการจัดบริการทางการศึกษาและการบริการด้านอื่นเพิ่มเติม ส่วนมากเป็นเด็กที่มีสภาพความบกพร่องอยู่ในระดับรุนแรง ลักษณะของเด็กมีความบกพร่องซ้ำซ้อน จะมีปัญหาในการช่วยเหลือตนเอง การทำกิวัตรประจำวัน ปัญหาการสื่อสาร ไม่สามารถเข้าใจผู้อื่น และไม่สามารถสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความต้องการของตนเองได้ ปัญหาการเคลื่อนไหว ไม่สามารถหยับจับ นั่ง ยิน หรือเดินได้ด้วยตนเอง ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่มีความหมาย หรือเป็นการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นและปัญหาทางสังคม เนื่องจากเด็กไม่สามารถรับรู้ หรือเรียนรู้วิธีการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นได้ ซึ่งระดับความรุนแรงของปัญหาเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความบกพร่องซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นกับเด็ก และการช่วยเหลือฝึกฝน และฟื้นฟูสมรรถภาพ </li><li><strong>เด็กปัญญาเลิศ</strong> หมายถึง เด็กที่มีความสามารถทางสมองสูงกว่าเด็กทั่วไป เป็นเด็กที่มีระดับสติปัญญาที่วัดได้จากแบบทดสอบมาตรฐานได้ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานสูงกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 2 ขึ้นไป ลักษณะของเด็กที่มีปัญญาเลิศพบว่ามีความเฉลียวฉลาด และพัฒนาการเร็วกว่าเด็กทั่วไป อาจจะเป็นทางด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดรวบยอด ความเข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม สัมพันธภาพและบุคลิกภาพ</li></ul><div><strong><br>4<br></strong>6  รูปแบบ      ดังนี้              </div><div>1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน    รูปแบบการจัดเรียนร่วม  </div><div>2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา</div><div>3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครู</div><div>4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม</div><div>5. ชั้นพิเศษและชั้นเรียนเรียนปกติเด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ</div><div>6. ชั้นเรียนพิเศษใน โรงเรียนปกติ<br><br>5<br>การเตรียมความพร้อมของโรงเรียน<br>1. เตรียมความพร้อมของโรงเรียน ต้องเตรียมความพร้อมในด้านเจตคติของบุคลากรในโรงเรียน ความพร้อมด้านกายภาพ จำนวนบุคลากร ความรู้ ความเข้าใจ หลักการและวิธีการเรียนร่วม แนวปฏิบัติต่างๆ ถ้าผู้บริหารมีความพร้อมทางด้านเจตคติจะเป็นส่วนสำคัญที่สามารถจัดการให้เกิดความพร้อมในเรื่องอื่นๆ ต่อไป<br> 2. ประชุมครู และบุคลากรของโรงเรียนให้มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนร่วม เพื่อบุคลากรในโรงเรียนจะต้องรู้ว่าโรงเรียนจะต้องทำอะไร ด้วยเหตุผลอะไร ทำกับใคร และคนที่จะทำคือใคร มีหน้าที่อะไรบ้าง <br>3. จัดหาบุคลากรรับผิดชอบงาน โดยการสรรหาบุคลากรในโรงเรียนที่มีวุฒิด้านการศึกษาพิเศษโดยตรง หรือผู้ที่สมัครใจส่งเข้าอบรมหลักสูตรวิชาการศึกษาพิเศษเพื่อทำหน้าที่สอนประจำชั้นเด็กออทิสติก หรือเป็นครูเสริมวิชาการ ครูเดินสอน ครูประจำชั้นเรียนร่วม ครูประจำวิชา <br>4. จัดหาห้องเรียน ห้องเสริมวิชาการ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้เหมาะสมกับเด็กออทิสติก <br>5. ทำความเข้าใจ ให้ความรู้และเจตคติที่ดีเกี่ยวกับการเรียนร่วมของเด็กออทิสติกกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครองของเด็กปกติ เด็กปกติในโรงเรียน นักการภารโรง ตลอดจนชุมชน เพื่อให้บุคคลกลุ่มนี้เข้าใจถึงความจำเป็น ให้ความเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกลูเด็กออทิสติก โดยไม่คิดว่าเด็กพิการเป็นภาระและถ่วงความก้าวหน้าบุตรหลานของตนเอง ส่วนนักเรียนต้องเตรียมใจรับและเรียนร่วมกับเพื่อนพิการ ไม่ล้อเลียนความพิการ แต่ควรจะให้ความช่วยเหลือ ในสิ่งที่เพื่อนที่เป็นออทิสติกทำไม่ได้<br><br>6<br><br>คนหนึ่งสอนคนหนึ่งช่วย เป็นการสอนที่ครู 2 คน ร่วมกันสอนชั้นเดียวกันในเวลาเดียวกัน เนื้อหาเดียวกัน ครูคนที่เชี่ยวชาญในเนื้อหากว่าเป็นผู้สอน ส่วนครูอีกคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในเนื้อหานั้น ๆ น้อยกว่าเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือนักเรียน นักเรียนอาจถามครูคนใดคนหนึ่งก็ได้ เมื่อนักเรียนมีคำถาม เพราะมีครู 2 คน อยู่ในห้องเรียนในเวลาเดียวกัน</div><div><strong><br><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344666522/82b55fda298591d2d0b8f0053206667a/03F8C4DE_580E_47E1_B5CD_3D5FE5026DDD.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 02:59:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316664528</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายกาจพล วงศ์เกดไชยกิจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316666059</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ตอบ การศึกษาแบบเรียนรวม หมายถึง การรับเด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก หรือคัดแยกเด็กที่ด้อยว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้นเรียน แต่จะใช้การบริหารจัดการและวิธีการในการให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาการตามความต้องการ จำเป็นอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล<br><br>2.ตอบ ต้องการพิเศษได้รับการยอมรับจากเพื่อนและบุคคลรอบข้างมากขึ้นมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม ภาษา และสติปัญญา เพิ่มขึ้น ได้มีโอกาสพัฒนาความสามารถที่มีอยู่ของตนเองตามศักยภาพ และเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะใหม่และมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลดลง<br><br>3.ตอบ มี 10 ประเภท<br>- เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น<br>- เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน<br>- เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา<br>- เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและการเคลื่อนไหว<br>- เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้<br>- เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม<br>- เด็กออทิสติก<br>- เด็กสมาธิสั้น<br>- เด็กที่มีความบกพร่องซำ้ซ้อน<br>- เด็กปัญญาเลิศ<br><br>4.ตอบ มี 6 ประเภท<br>- กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ<br>- กิจกรรมเสริมประสบการณ์<br>- กิจกรรมสร้างสรรค์<br>- กิจกรรมเสรี <br>- กิจกรรมกลางแจ้ง <br>- เกมการศึกษา<br><br>5.ตอบ <br>- ส่งเสริมให้ลูกได้เล่นและทำงานกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทั้งเพื่อนที่อยู่ในโรงเรียนและเพื่อนที่อยู่ใกล้บ้าน (ถ้ามี) <br>- พ่อแม่ควรสอบถามหรือสนทนากับลูกเกี่ยวกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่เป็นเพื่อนกับลูกที่โรงเรียน เพื่อส่งเสริมให้เด็กสร้างปฏิสัมพันธ์กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ <br>ให้การเสริมแรงด้วยวิธีการต่างๆกับลูกเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมในเชิงบวกกับเพื่อนที่เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน - ให้ลูกบรรยายการกระทำความดีของตนเองที่มีต่อเพื่อนที่เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น การช่วยเหลือในการเล่นและการทำงาน การให้ยืมหรือแบ่งปันของเล่น ฯลฯ <br>- เปิดโอกาสให้ลูกได้มีความใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น การทำงานหรือเล่นร่วมกัน เปิดโอกาสให้เพื่อนที่เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษมาเที่ยวที่บ้าน<br><br>6.ตอบ การจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล<br>1.การศึกษาที่จัดให้กับคนพิการ หรือคนที่มีความบกพร่องแต่ละคนนั้นเหมาะสมกับความต้องการพิเศษทางการเรียนรู้ของแต่ละคนนั้นหรือไม่<br>2.เมื่อมีการกำหนดการให้บริการทางการศึกษาพิเศษใน IEP แล้วนั้น ได้มีการให้บริการดังกล่าวจริง<br>3.มีการดำเนินการควบคุมติดตามผลการให้บริการ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/344668130/3bc589e3292c4fd692d9080f296bd17b/2C35C343_6B8D_4B73_A5B2_01948754AE6F.jpeg" />
         <pubDate>2018-12-26 03:43:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nonnuip1959/9ql4tb0n1hhi/wish/316666059</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
