<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>งานสี ๔ by นายฉลาด ปิ่นสกุล</title>
      <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9</link>
      <description>จงอธิบายการแก้ไขข้อบกพร่องในงานสี</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-02-07 06:31:57 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2018-02-21 08:55:38 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>นาย ศุภลักษณ์ ประดิษฐทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/229556214</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การเเกไขข้อบกพร่องงานสี</strong></div><div><strong>1.สนิมเกาะโครงสร้างเหล็ก</strong><br><strong>สาเหตุ:</strong>&nbsp; เกิดจากปฏิกริยาจากความชื้นในอากาศที่มีต่อโลหะ<br><strong>วิธีแก้ไข:</strong>&nbsp; ขัดทำความสะอาดพื้นผิวด้วยกระดาษทรายหยาบหรือแปรงลวดพร้อมทั้งใช้ผ้าแห้งเช็ดฝุ่นที่เกิดจากการขัด จากนั้นทาสีรองพื้นกันสนิม MINOR เพียงเท่านี้คุณก็สามารถปกป้องโครงสร้างหรือชิ้นงานเหล็กจากการกัดกร่อนของสนิมได้ง่ายๆ<strong><br><br></strong><br></div><div><strong>2.สีไม่เรียบเนียน มีเม็ดฝุ่น สีไม่ติดพื้นผิว</strong><br><strong>สาเหตุ:</strong> เกิดจากการทำความสะอาดพื้นผิวที่ไม่สะอาดพอ มีคราบสิ่งสกปรกหลงเหลือ<br><strong>วิธีแก้ไข:</strong><br>-ทำความสะอาดพื้นผิวให้สะอาด ปราศจากคราบไขมัน สิ่งสกปรก<br>-ทาสีรองพื้น MINOR<br><br></div><div><strong>3.ฟิล์มสีย่น</strong><br><strong>สาเหตุ:</strong> เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น สภาพอากาศที่ร้อนจัด เย็นจัด หรือแห้งจัด ทำให้สีฟิล์มสีด้านบนแห้งไวโดยสีเนื้อสีด้านล่านยังไม่แห้ง หรือทาทับสีรองพื้นโดยที่ยังไม่แห้งสนิท หรือทาสีรอบที่สองเร็วเกินไป<br><strong>วิธีแก้ไข:</strong> แก้ไขได้ด้วยการขูดสีส่วนที่ย่นออก ถ้าหากใช้สีรองพื้นควรรอสีรองพื้นให้แห้งสนิทก่อนทาสีทับหน้า ปฏิบัติตามคำแนะนำตามแต่ละชนิดของสี<br><br></div><div><strong>4.ฟิล์มสีแตกหลุดล่อน</strong><br><strong>สาเหตุ:</strong>&nbsp; เกิดจากการใช้ทินเนอร์เจือจางมากเกินไปหรือการทาสีภายใต้สภาวะอากาศที่หนาวจัด<br><strong>วิธีแก้ไข:</strong> เติมเนื้อสีให้มากขึ้น ให้ได้ตามอัตราส่วนตามคำแนะนำของแต่ละชนิดของสี ควบคุมสภาพแวดล้อมในการทาสีหรือเลือกสถานที่ปิดที่สามารถเพิ่มอุณหภูมิได้<br><br></div><div><strong>5.ฟิล์มสีด้าน ไม่เงา</strong><br><strong>สาเหตุ:</strong> เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำในการเจือจางสีทำให้สีแห้งเร็วเกินไป ทาสีในสภาวะอากาศที่มีความชื้นสูง<br><strong>วิธีแก้ไข:</strong> แก้ไขด้วยการใช้ทินเนอร์เกรดพิเศษ MINOR และทาสีในสภาวะอากาศที่ความชื้นต่ำหรือในวันที่ไม่มีฝนตก<br><br></div><div><strong>6.ฟิล์มสีพอง</strong><br><strong>สาเหตุ:</strong> เกิดจากการทาสีบนพื้นผิวที่ร้อน ตากแดดมาเป็นเวลานาน หรือใช้สีน้ำมัน สีอะครีลิกบนพื้นผิวที่มีความชื้นอยู่<br><strong>วิธีแก้ไข:</strong> แก้ไขได้ด้วยการเตรียมพื้นผิวให้อยู่ในอุณหภูมิปกติและแห้งสนิทเสมอ<br><br></div><div><strong>7.ความมันเงาของสีไม่เสมอกัน</strong><br><strong>สาเหตุ:</strong> เกิดจากการใช้ปริมาณสีทาไม่เสมอกันในแต่ละพื้นที่ หรืออาจจะเกิดจากการไม่ใช้สีรองพื้น<br><strong>วิธีแก้ไข:</strong> แก้ไขได้ด้วยการทาสีให้เสมอกัน ใส่สีรองพื้น หรือถ้าไม่ใช้สีรองพื้น การทาสีทับหน้ารอบที่สองจะต้องใช้ปริมาณสีที่มากขึ้น<br><br></div><div><strong>8.สีไหล</strong><br><strong>สาเหตุ:</strong> เกิดจากการใช้ทินเนอร์เจือจางมากเกินไป ทำให้สีมีความเหลวมาก ยึดเกาะพื้นผิวไม่ดีพอ<br><strong>วิธีแก้ไข:</strong> เพิ่มเนื้อสีลงไปหรือเจือจางด้วยอัตราส่วนตามคำแนะนำของแต่ละประเภทของสี<br><br></div><div><strong>9.ทำไมต้องทาสีรองพื้น</strong><br>เพื่อช่วยให้ปกปิดพื้นผิว อุดร่อง รูพรุนและปรับให้พื้นผิวมีสีที่เสมอกัน ทำให้การทาสีจริงทับหน้าง่ายขึ้น ประหยัด สีเรียบเสมอกัน และยังช่วยลดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างพื้นผิวและสีทับหน้า ป้องกันการเกิดสนิมในพื้นผิวเหล็ก ทำให้สีติดทนนาน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-08 13:50:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/229556214</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย จิรายุ  จีนหลักร้อย เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230324834</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สาเหตุและการแก้ไขความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการพ่นสี</strong><br><strong>(Paintnig Troubles Causes and Remedies)</strong><br><strong>1. จุดที่เกิดจากกรดและด่าง</strong> (Acid and alkali Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีจะเปลี่ยนเป็นจุดๆ บนผิวหน้า แปรตามเม็ดสี (Pigment) ที่ทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกด่างหรือกรด<br><strong>สาเหตุ</strong> เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เปลี่ยนเม็ดสี กับสภาพอากาศสกปรกที่มีละอองของสารเคมีประเภทกรดหรือด่าง ซึ่งปลิวมาตามอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม จะทำปฏิกิริยากันขณะที่มีความชื้น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>1. ล้างออกด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามอีกครั้งด้วยน้ำผสมน้ำสมสายชู<br>2. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นสีใหม่<br>3. ถ้าการด่างถึงเนื้อโลหะ หรือถึงสีพื้นชั้นล่างจะต้องขัดกระดาษทรายออกให้หมด ก่อนที่จะพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>1. รักษาสีโดยการหลีกเลี่ยงการจอดรถยนต์ ในที่ๆ มีอากาศสกปรกจากโรงงานอุตสาหกรรม<br>2. ถ้าพบว่ารถยนต์ ถูกสารเคมีต้องรีบล้างออกทันทีด้วยผงซักฟอกและน้ำมากๆ แล้วเช็ดให้สะอาด<br><strong>2. การซึม</strong> (Bleeding)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ </strong> เกิดการเปลี่ยนที่ผิวหน้าของสีที่พ่นเกิดลักษณะการด่าง<br><strong>สาเหตุ</strong> เนื่องจากตัวทำละลายซึมจากสีที่เราพ่นใหม่ลงไปละลายสีเก่าที่อยู่ข้างล่าง จนซึมขึ้นมา ตามธรรมดาจะเกิดกับสีเก่าซึ่งเป็นจำพวกสีแดง, เลือดหมู และสีในกลุ่มสีแดง<br><strong>การแก้ไข</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-11 04:24:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230324834</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายศักดิ์สิทธิ์ คงแรต</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230326632</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สาเหตุและการแก้ไขความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการพ่นสี</strong><br><strong>(Paintnig Troubles Causes and Remedies)</strong><br><strong>1. จุดที่เกิดจากกรดและด่าง</strong> (Acid and alkali Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีจะเปลี่ยนเป็นจุดๆ บนผิวหน้า แปรตามเม็ดสี (Pigment) ที่ทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกด่างหรือกรด<br><strong>สาเหตุ</strong> เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เปลี่ยนเม็ดสี กับสภาพอากาศสกปรกที่มีละอองของสารเคมีประเภทกรดหรือด่าง ซึ่งปลิวมาตามอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม จะทำปฏิกิริยากันขณะที่มีความชื้น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>1. ล้างออกด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามอีกครั้งด้วยน้ำผสมน้ำสมสายชู<br>2. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นสีใหม่<br>3. ถ้าการด่างถึงเนื้อโลหะ หรือถึงสีพื้นชั้นล่างจะต้องขัดกระดาษทรายออกให้หมด ก่อนที่จะพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>1. รักษาสีโดยการหลีกเลี่ยงการจอดรถยนต์ ในที่ๆ มีอากาศสกปรกจากโรงงานอุตสาหกรรม<br>2. ถ้าพบว่ารถยนต์ ถูกสารเคมีต้องรีบล้างออกทันทีด้วยผงซักฟอกและน้ำมากๆ แล้วเช็ดให้สะอาด<br><strong>2. การซึม</strong> (Bleeding)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ </strong> เกิดการเปลี่ยนที่ผิวหน้าของสีที่พ่นเกิดลักษณะการด่าง<br><strong>สาเหตุ</strong> เนื่องจากตัวทำละลายซึมจากสีที่เราพ่นใหม่ลงไปละลายสีเก่าที่อยู่ข้างล่าง จนซึมขึ้นมา ตามธรรมดาจะเกิดกับสีเก่าซึ่งเป็นจำพวกสีแดง, เลือดหมู และสีในกลุ่มสีแดง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. โดยการขูดหรือลอกสีนั้นออกให้หมด แล้วทำการพ่นสีใหม่<br>ข. การแก้ซึมบางครั้งโดยการพ่นซีลเล่อร์ (Beeder Sealer) พิเศษ ลงบนพื้นงาน ก่อนที่จะพ่นสีทับหน้า<br><strong>การป้องกัน</strong><br>พ่นซีลเล่อร์พิเศษ(Beeder Sealer) ก่อนที่จะพ่นสีพื้นในเมื่อสีเดิมเป็นสีแดงหรืออยู่ในกลุ่มสีแดง<br><strong>3. รอยพอง</strong> (Blistering)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เป็นบริเวณเล็กๆ เหมือนรอยน้ำพองบนผิวหนังคนเรา<br>ข. ขาดความเป็นมันที่บริเวณเก็ลเม็ดเล็กๆ<br>ค. ถ้าทิ้งไว้นานจะแตกตรงยอดออกกลายเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากมีสนิมบนผิวโลหะ<br>ข. พ่นสีทับไปบนน้ำมันหรือจารบี<br>ค. มีความชื้นในระบบอากาศอัดที่ใช้กับงานพ่นสี<br>ง. พ่นสีทับไปบนงานที่ไอของตัวทำละลายบางอย่างยังระเหยออกไม่หมด<br>จ. ฟีมส์สีเดิมอยู่ในอากาศที่มีความชื้นก่อนการพ่นสีทับลงไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ถ้าหากเกิดการเสียหายบริเวณกว้างมากและแตกแยกกัน ควรจะขูดออกให้ถึงพื้น แล้วทำการเริ่มวานสีใหม่<br>ข. หากเกิดการแตกบริเวณเล็กๆ ควรขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่ ตรงส่วนที่มีปัญหา<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาด ผิวโลหะอย่างดี รวมทั้งการใช้น้ำยาขจัดสนิม<br>ข. ถ่ายน้ำทิ้ง จากระบบ อากาศอัด<br>ค. หลีกเลี่ยงการใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในขณะที่มีอุณภูมิสูง<br>ง. ทิ้งช่วงเวลาการพ่นระหว่างชั้นนานพอสมควร<br><strong>4. การเกิดเป็นฝ้า</strong> (Blushing)<br>(เฉพาะแลคเกอร์และอะคริลิค)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ผิวของสีทั้งหน้ามองดูจะเป็นฝ้าขาว (Milky)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในอากาศที่มีความชื้นสูง<br>ข. ทินเนอร์ที่ใช้ผสมไม่ถูกต้อง<br>ค. มีความชื้นสูงที่ผิวงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. เติมหัวทินเนอร์ (Retarder) แล้วพ่นซ้ำ<br>ข. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ระวังรักษาสีและผิวหน้าที่ถูกพ่นควรมีอุณหภูมิเท่ากันกับอุณหภูมิห้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ค. ใช้หัวทินเนอร์ เมื่อมีการพ่นในเวลาอากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิสูง<br><strong>5. การเป็นรอยขาว</strong> (Chalking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ขาดความเป็นมัน<br>ข. ผิวของงานเป็นละอองขาว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เป็นธรรมชาติของฟิมล์สีที่ใช้พ่น<br>ข. การกวนสีและเขย่าที่ไม่ดีพอ<br>ค. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ ทำให้สีเสื่อมคึณภาพเร็ว<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายเพื่อนำผิวหน้าของงานที่เสียออก ทำความสะอาด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนและเขย่าสีให้ทั่วถึง<br>ข. เลือกใช้แต่ทินเนอร์คุณภาพดี<br><strong>6. รอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก</strong> (Checking-Crazing-Cracking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. รอยแตกคล้ายตีนกา<br>ข. รอยแตกคล้ายการร้าวของกระจก<br>ค. เส้นแตกแยกไม่เป็นระเบยบ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เวลาการแห้งของสีชั้นแรกไม่เพียงพอ ก็ถูกพ่นทับด้วยสีชั้น 2-3<br>ข. สีที่พ่นไปแล้วถูกความร้อนสูงหรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ<br>ค. การพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. ส่วนผสมของสีผสมกันไม่ทั่วถึง<br>จ. มีการเติมสารพิเศษบางอย่างลงในสี โดยที่สารประกอบทางเคมีเข้ากันไม่ได้<br>ฉ. พ่นสีใหม่ทับลงไปบนสีเดิมที่เกิดการแตกอยู่แล้ว<br>ช. ทินเนอร์ทำปฏิกิริยากับสีเดิม (เฉพาะสีอะคริลิค แลคเกอร์)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดสีเดิมที่มีรอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก ออกให้หมดจากฟิมล์สี จากนั้นจึงทำการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำตามคำแนะนำ การทิ้งช่วงเวลาในการแห้งของสีแต่ละชั้นให้ถูกต้อง<br>ข. หลีกเลี่ยงการถูกอุณหภูมิสูงๆ<br>ค. พ่นสีด้วยฟิมล์สีสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงการพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. กวนสีและเขย่าสีที่ผสมให้ดี<br>จ. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดีตามคำแนะนำของบริษัทที่ผลิตสี<br>ฉ. ขจัดสีเดิมที่มีรอยแตกร้าวออกจากฟิมล์สีให้หมดแล้วจึงทำการพ่นสีใหม่<br>ช. สำหรับสี อะคริลิคแลคเกอร์ ใช้ทินเนอร์พิเศษ ป้องกันการแตกร้าวของสี<br><strong>7. สิ่งสกปรกบนผิวของงาน</strong> (Dirt in Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> มีสิ่งสกปรกอยู่ในฟิมส์สีของงานที่พ่นแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือทำความสะอาดไม่ถูกต้อง ให้เป่าเอาฝุ่นผงต่างๆ ออกให้หมด และใช้ผ้าเก็บละอองสีลูบเก็บละอองสีออกจากผิวงานก่อนการพ่นสี<br>ข. ไส้กรองที่กรองอากาศชำรุด หรือทำงานผิดปกติ<br>ค. บริเวณที่ทำงานสกปรก<br>ง. ท่อลมสกปรก<br>จ. ปืนพ่นสีสกปรก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีขัดออก (สำหรับสีอีนาเมลขัดไม่ได้)<br>ข. ถ้าสิ่งสกปรกจมอยู่ในฟีมส์สีลึกให้ใช้กระดาษทรายขัดออก แล้วขัดด้วยยาขัดสีอีกครั้ง ถ้าเป็นสีที่มีบรอนช์ผสมจะเกิดรอยด่าง ต้องดำเนินการพ่นสีอีกครั้ง<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ปืนเป่าลม เป่าเอาฝุ่นตามรอยต่อของตัวถังออกให้หมด<br>ข. ใช้น้ำยาทาผิวงานก่อนการพ่นสี เมื่อทาแล้วใช้ผ้าเก็บสิ่งสกปรก ค. แน่ใจว่าอุปกรณ์การพ่นสีสะอาด<br>ง. ทำงานที่ปราศจากฝุ่นผง<br>จ. เปลี่ยนไส้กรองอากาศ<br>ฉ. กรองสีทุกครั้งด้วยกรวยกรองสี<br>ช. ปิดฝากระป๋องสี และทินเนอร์ทุกครั้งที่เลิกใช้เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอม<br><strong>8. ฟิมสีด้าน</strong> (Dulled Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ฟิมส์สีด้านเมื่อสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีก่อนที่สีจะแห้งสนิท<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่คุณภาพต่ำ<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานไม่ดี<br>ง. พ่นสีทับหน้าทับไปบนสีพื้นที่ยังไม่แห้งสนิท<br>จ. ล้างทำความสะอาดด้วยด่าง<br>ฉ. ขัดมันน้อยเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ปล่อยเวลาให้สีแห้งสนิทก่อน แล้วจึงขัดมันด้วยยาขัด<br>ข. ขัดกระดาษทรายบริเวณสีด้านแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้ตลอดทั่วถึงก่อนการพ่นสี<br>ข. ใช้สีทุกชนิดตามที่แนะนำ<br>ค. ทุกชั้นของสีที่พ่นต้องมีระยะเวลาพอในการแห้งตัว<br><strong>9. ตาปลา</strong> (Fish eyes and Poor wetting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ฟิมล์สีแยกตัวออกทำให้เกิดการพรุนของฟิมล์สี<br>ข. สีที่พ่นแล้วมองเห็นเป็นจุดๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดที่ผิวงานก่อนการพ่นสีไม่ดีพอ<br>ข. พ่นสีใหม่ไปบนสีเดิมที่มีซิลิคอน (Silicons)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ล้างสีออกในเวลาที่สียังเปียกอยู่ (ทำได้เฉพาะสีอีนาเมล)<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานด้วยน้ำยาทำความสะอาด<br>ข. ใช้น้ำยา Dx 66 ป้องกันการแยกตัวของสี เติมลงไปในสิ่งที่ผสมแล้ว แล้วจึงพ่นสีไปบนผิวงานที่มีซิลิคอน<br><strong>10. สีพองและลอก</strong> (Lifting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. พองและลอกออกขณะฟิมส์สียังเปียก<br>ข. หลุดออกเมื่อฟิมส์สีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การแห้งตัวของสีชั้นแรกไม่ถูกต้อง<br>ข. สีเดิมเป็นสีอีนาเมล ที่พ่นใหม่เป็นสีแลคเกอร์<br>ค. พ่นสีทับไปบนสีอีนาเมล ที่มีอายุการใช้งานไม่นานพอ<br>ง. พ่นสีบนผิวงานที่ไม่สะอาดดีพอ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดฟิมส์สีที่พองออก แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้สะอาดและทั่วถึง<br>ข. ปล่อยเวลาให้สีแต่ละชั้นแห้งสนิทก่อนการพ่นสี<br>ค. พ่นซิลเลอร์<br><strong>11. การเป็นริ้วสี</strong> (Mottling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นริ้วยาวของสีโดยทั่วไปๆ จะเกิดกับสีที่มีบรอนช์</div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีเปียกมากเกินไปบนผิวงานเฉพาะแห่ง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ให้เพิ่มความดันของอากาศอัดสูงขึ้น เมื่อพ่นสีครั้งสุดท้าย<br>ข. ฟิมส์สีหนาไปในบริเวณบางแห่ง<br>ค. ถ้าสีที่พ่นแล้วแห้งให้ขัดออกแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. หลีกเลี่ยงการพ่นสีเปียกจนเกินไป และฟิมส์สีหนาในบริเวณเฉพาะแห่ง<br>ข. ระมัดระวังการเพิ่มและลดฟิมส์สี<br><strong>12. ผิวเปลือกส้ม</strong> (Orange peel)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลักษณะคล้ายผิวลูกบอลล์ที่มากระทบกับสีที่พ่นแล้ว<br>ข. คล้ายกับผิวของเปลือกส้ม<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากการลดลงของสีที่พ่นไม่เพียงพอ<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์คุณภาพต่ำ<br>ค. การไหลของสีไม่เหมาะสม<br>ง. ผิวหน้าของสีแห้งเร็วเกินไป<br>จ. ความดันของอากาศอัดไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. หลังจากพ่นสี เมื่อสีแห้งสนิทแล้วให้ใช้ยาขัดอย่างละเอียดขัดผิวหน้าที่เป็นเปลือกส้มออก<br>ข. หากเป็นเปลือกส้มมาก ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ 400 ขัดน้ำ แล้วจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ปรับความดันของอากาศอัดให้เหมาะสมถูกต้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่มีคุณภาพดี<br><strong>13. การลอก</strong> (Peeling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>สีทับหน้าลอกออกเป็นชิ้นบางๆ จากสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมงานไม่ถูกวิธี<br>ข. สีชั้นแรกกับสีครั้งหลังไม่เข้ากัน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดส่วนที่ลอกออกให้หมด แล้วเตรียมงานให้ดี จึงพ่นสีใหม่ทับลงไป<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดและเตรียมงานอย่างดี<br>ข. ใช้สีพื้นตามคำแนะนำสำหรับโลหะนั้นๆ<br>ค. ดำเนินงานตามวิธีการพ่นสีใหม่อย่างเคร่งครัด และให้ใช้สีที่เข้ากันได้<br><strong>14. รูพรุนหรือรอยพองบนแผ่นพลาสติค</strong> (Pin Holes or Blistering over plastic Filler or Pitting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดเป็นรูคล้ายเข็มแทงที่ผิวงาน<br>ข. เกิดฟองอากาศดันฟิมส์สีพองเป็นจุดๆ แล้วกะเทาะออกกลายเป็นรูพรุน<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮารค์เดนเนอร์ (hardener) ผสมกับพลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. เวลาผสมพลาสติกกับน้ำยาทำให้พลาสติกแข็งและผสมรุนแรงเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทราย แล้วใช้สีโป๊วแห้งเร็ว เติมบริเวณรอยพรุนให้เต็ม ข. ขัดกระดาษทรายแล้วเตรียมพื้นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์กับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. การผสมน้ำยากับพลาสติกไม่รุนแรงและให้ผสมอย่างเร็ว<br>ค. เวลาโป๊วพลาสติกอย่าพยายามให้มีฟองอากาศในเนื้อพลาสติก<br><strong>15. สีโป๊วพลาสติกแสดงรอยด่าง</strong> (Plastic Bleedthru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดรอยด่าง (ตามธรรมดาจะเป็นสีเหลืองบนสีทับหน้า)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ทำให้พลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. พ่นสีทับหน้าก่อนเวลาที่พลาสติกแข็งตัวอย่างสมบูรณ์<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขูดออกแล้วโป๊วใหม่<br>ข. รอจนสีทับหน้าแห้งสนิทแล้วขัดกระดาษทราย พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ผสมกับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. ปล่อยระยะเวลานานพอสมควรให้พลาสติกแข็งตัวอย่างได้ที่<br><strong>16. สีโป๊วพลาสติกไม่แห้ง</strong> (Plastic Filler noi Drying)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีโป๊วพลาสติกยังนิ่มอยู่ขณะที่โป๊วไปแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ปริมาณของน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็งไม่เพียงพอ ข. น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ถูกแสงแดด<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดสีโป๊วพลาสติกออกแล้วโป๊วใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เพิ่มจำนวนน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็ง ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต<br>ข. แน่ใจว่าน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ใหม่ และไม่เคยถูกแสงแดด<br><strong>17. สนิมใต้สี</strong> (Rust under Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลอก หรือแตก<br>ข. บวมเป็นจุดบางแห่ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมโลหะไม่ดีพอ<br>ข. รอยแตกของฟิมส์สีทำให้ความชื้นเข้าไปใต้ฟิมส์สีได้<br>ค. มีน้ำในท่อระบบอากาศอัดที่ใช้พ่นสี<br><strong>การแก้ไข   </strong><br>ก. ผนึกทางเข้าของความชื้นด้านในของโครงสร้างนั้น<br>ข. ขัดโลหะให้เปลือยเปล่า และใช้น้ำยาเคลือบป้องกันการเกิดสนิม<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พิจารณาบริเวณที่เป็นแหล่งของความชื้นโดยผนึกและป้องกันจุดนั้น<br>ข. เมื่อมีการเปลี่ยนชิ้นส่วน เช่นพวกคิ้วและโครเมี่ยมต้องระมัดระวังอย่าให้ฟิมส์สีที่พ่นไว้แตก และอย่าให้โลหะที่ไม่เหมือนกันมาสัมผัสกัน การสัมผัสกันจะทำให้เกิด การถ่ายประจุไฟฟ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ฟิมส์สีแตกออกหรือสูญเสียการเกาะแน่นที่ดีระหว่างโลหะกับฟิมส์สี<br>หมายเหตุ คิ้วที่ทำด้วยโครเมี่ยม จะต้องมีเนื้อพลาสติกรองก่อนเพื่อป้องกันการถ่ายประจุไฟฟ้า<br><strong>18. สีไหล</strong> (Runs)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดการไหลของฟิมส์สีที่เปียก<br>ข. มวลของฟิมส์สีทับหน้าเลี่อนตัวเป็นทาง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีด้วยอัตราส่วนไม่ถูกต้อง สีใสเกินไปและความดันของอากาศลดต่ำไป<br>ข. ใช้ทินเนอร์ระบายช้าเกินไป<br>ค. พ่นสีบนงานที่เย็น<br>ง. ทำความสะอาดที่ผิวงานไม่ดี<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ล้างสีออก แล้วพ่นใหม่ (สีอีนาเมล)<br>ข. ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400 พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ส่วนผสมของทินเนอร์กับสีตามคำแนะนำ และใช้อากาสอัดที่ถูกต้อง<br>ข. อย่าพ่นสีบนผิวงานที่เย็น<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานให้ทั่วถึง<br><strong>19. สีย้อย</strong> (SAGS)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีย้อยเกิดจากการลื่นไถลของสี เกิดจากฟิมส์สีที่หนาเกินไป ไม่สามารถพยุงตัวบนผิวงานได้<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป<br>ข. พ่นสีทับๆ กันโดยไม่มีเวลาให้สีที่พ่นครั้งแรกแห้งตัว<br>ค. ความดันของอากาศอัดต่ำไป<br>ง. ถือปืนใกล้ชิ้นงานเกินไป<br>จ. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายเบอร์ 400 แล้วพ่นสีใหม่<br>ข. ล้างสีย้อย แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์และผสมให้ถูกต้อง<br>ข. ปรับความดันอากาศอัดให้เหมาะสมกับปืนที่จะใช้<br>ค. ให้ระยะห่างระหว่างปืนพ่นสีกับชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>20. รอยกระดาษทรายหรือรอยขีดข่วน</strong> (Sand Scratches)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นรอยกระดาษทราย หรือรอยขีดข่วนบนผิวงานที่พ่นสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong> ใช้กระดาษทรายหยาบเกินไป ไม่ตรงกับสีที่จะใช้พ่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. พ่นสีพื้นอย่างข้นเพื่อเติมรอยขีดข่วนให้เต็ม แล้วขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด<br>ข. พ่นสีพื้นซิลเลอร์ ซึ่งช่วยลดรอยขีดข่วน<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้กระดาษทรายให้ถูกกับชนิดของสีที่จะพ่น<br>ข. การขัดกระดาษทรายโดยถูกวิธี<br><strong>21. สีกระเทาะเนื่องจากหิน</strong> (Stone Bruises)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีกระเทาะเนื่องจากถูกกระทบกรวดเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ก้อนหินกระเด็นมาจากรถคันอื่น<br>ข. เกิดการกระแทกจากประตูรถคันอื่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายให้ทั่วถึง ห่างจากรอยชำรุด 3-4 นิ้ว<br>ข. ทาด้วยน้ำยาเคลือบป้องกันสนิมบริเวณโลหะ แล้วดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>22. มองเห็นสีพื้น</strong> (Undercoat Show thru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีทับหน้าเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้มองเห็นสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าไม่เพียงพอ<br>ข. ขัดยาขัดที่มากเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าให้หนาพอที่จะคลุมสีพื้นได้มิด<br>ข. อย่าขัดสีด้วยยาขัดมากเกินไป<br><strong>23. รอยด่างจากหยดนํ้า</strong> (Water Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดจุดด่างเป็นแห่งๆ และรอยด่างใหญ่ๆ คล้ายการเสื่อมสภาพของสี<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. มีหยดน้ำค้างบนผิวหน้าของสีแล้วแห้งเองโดยไม่เช็ดออก<br>ข. ล้างรถยนต์กลางแสงแดดจัดๆ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br>การป้องกัน<br>ก. สีรถยนต์ที่พ่นใหม่ไม่ควรตากน้ำค้าง หรือน้ำฝน<br>ข. อย่าให้หยดน้ำแห้งเองบนผิวของงานสีที่พ่นใหม่<br><strong>24. สีไม่แห้งบางแห่ง</strong> (Wet Spots)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีด่างบางแห่ง และสีแห้งช้าบางจุด<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การทำความสะอาดไม่ถูกต้อง<br>ข. สีพื้นพ่นหนาเกินไปและไม่แห้งสนิท<br>ค. ขัดกระดาษทรายโดยไม่ใช้น้ำมันเบนซิน หรือสารเคมีบางอย่างช่วย<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดผิวงาน<br>ข. ปล่อยระยะเวลาให้สีพื้นแห้ง<br>ค. ใช้น้ำเท่านั้นในการขัดกระดาษละเอียด<br><strong>25. สีหย่น</strong> (Wrinkling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. หย่นของสีอีนาเมลที่หนา<br>ข. ไม่เกิดความมันเวลาสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป หรือความดันของอากาศอัดต่ำไปทำให้ฟิมส์สีหนา<br>ข. พ่นสีมากชั้นเกินไป<br>ค. รีดิวเซอร์แห้งเร็วเกินไปทำให้ผิวหน้าสีตรึงแล้วหย่น<br>ง. ผิวหน้าแห้งและจับตัวทำละลายไว้ใต้สี<br>จ. ฟิมส์สีถูกกับความร้อนเร็วเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดรอยหย่นด้วยกระดาษทรายปล่อยทิ้งให้แห้งจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมสีอีนาเมลตามคำแนะนำ<br>ข. พ่นจำนวนชั้นของสีตามคำแนะนำ<br>ค. อย่านำเข้าอบเร็วเกินไปต้องรอให้สีเริ่มแห้งก่อน<br><strong>26. ละอองสีแห้ง</strong> (Dry Spray)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ละอองสีแห้งก่อนที่จะถึงชิ้นงานทำให้เกิดเม็ดหยาบๆ</div><div><br></div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ<br>ข. กำลังดันอากาศอัดสูงเกินไป<br>ค. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br>ง. ระยะห่างปืนพ่นสีมาก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีให้เรียบด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ข. ใช้กำลังดันของอากาศอัดให้เหมาะสม<br>ค. ปรบปืนพ่นสีให้ถูกต้อง<br>ง. ถือปืนห่างจากชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>27. สีเป็นวง</strong> (Feather-edge)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เมื่อพ่นสีจะเกิดเป็นวงหรือเป็นขอบๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การกวนสีไม่เพียงพอ<br>ข. การขัดกระดาษทรายไม่ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์แห้งช้ามากเกินไป<br>ง. ใช้สีไม่ตรงกับงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีออกให้หมดจึงดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนสีให้ทั่วถึง<br>ข. ใช้กระดาษทรายให้ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์และรีดิวเซอร์ให้ถูกต้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-11 05:10:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230326632</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธีรพงศ์ สระทองแซว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230368701</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1. จุดที่เกิดจากกรดและด่าง</strong> (Acid and alkali Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีจะเปลี่ยนเป็นจุดๆ บนผิวหน้า แปรตามเม็ดสี (Pigment) ที่ทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกด่างหรือกรด<br><strong>สาเหตุ</strong> เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เปลี่ยนเม็ดสี กับสภาพอากาศสกปรกที่มีละอองของสารเคมีประเภทกรดหรือด่าง ซึ่งปลิวมาตามอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม จะทำปฏิกิริยากันขณะที่มีความชื้น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>1. ล้างออกด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามอีกครั้งด้วยน้ำผสมน้ำสมสายชู<br>2. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นสีใหม่<br>3. ถ้าการด่างถึงเนื้อโลหะ หรือถึงสีพื้นชั้นล่างจะต้องขัดกระดาษทรายออกให้หมด ก่อนที่จะพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>1. รักษาสีโดยการหลีกเลี่ยงการจอดรถยนต์ ในที่ๆ มีอากาศสกปรกจากโรงงานอุตสาหกรรม<br>2. ถ้าพบว่ารถยนต์ ถูกสารเคมีต้องรีบล้างออกทันทีด้วยผงซักฟอกและน้ำมากๆ แล้วเช็ดให้สะอาด<br><strong>2. การซึม</strong> (Bleeding)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ </strong> เกิดการเปลี่ยนที่ผิวหน้าของสีที่พ่นเกิดลักษณะการด่าง<br><strong>สาเหตุ</strong> เนื่องจากตัวทำละลายซึมจากสีที่เราพ่นใหม่ลงไปละลายสีเก่าที่อยู่ข้างล่าง จนซึมขึ้นมา ตามธรรมดาจะเกิดกับสีเก่าซึ่งเป็นจำพวกสีแดง, เลือดหมู และสีในกลุ่มสีแดง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. โดยการขูดหรือลอกสีนั้นออกให้หมด แล้วทำการพ่นสีใหม่<br>ข. การแก้ซึมบางครั้งโดยการพ่นซีลเล่อร์ (Beeder Sealer) พิเศษ ลงบนพื้นงาน ก่อนที่จะพ่นสีทับหน้า<br><strong>การป้องกัน</strong><br>พ่นซีลเล่อร์พิเศษ(Beeder Sealer) ก่อนที่จะพ่นสีพื้นในเมื่อสีเดิมเป็นสีแดงหรืออยู่ในกลุ่มสีแดง<br><strong>3. รอยพอง</strong> (Blistering)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เป็นบริเวณเล็กๆ เหมือนรอยน้ำพองบนผิวหนังคนเรา<br>ข. ขาดความเป็นมันที่บริเวณเก็ลเม็ดเล็กๆ<br>ค. ถ้าทิ้งไว้นานจะแตกตรงยอดออกกลายเป็นหลุมเล็กๆ<strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากมีสนิมบนผิวโลหะ<br>ข. พ่นสีทับไปบนน้ำมันหรือจารบี<br>ค. มีความชื้นในระบบอากาศอัดที่ใช้กับงานพ่นสี<br>ง. พ่นสีทับไปบนงานที่ไอของตัวทำละลายบางอย่างยังระเหยออกไม่หมด<br>จ. ฟีมส์สีเดิมอยู่ในอากาศที่มีความชื้นก่อนการพ่นสีทับลงไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ถ้าหากเกิดการเสียหายบริเวณกว้างมากและแตกแยกกัน ควรจะขูดออกให้ถึงพื้น แล้วทำการเริ่มวานสีใหม่<br>ข. หากเกิดการแตกบริเวณเล็กๆ ควรขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่ ตรงส่วนที่มีปัญหา<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาด ผิวโลหะอย่างดี รวมทั้งการใช้น้ำยาขจัดสนิม<br>ข. ถ่ายน้ำทิ้ง จากระบบ อากาศอัด<br>ค. หลีกเลี่ยงการใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในขณะที่มีอุณภูมิสูง<br>ง. ทิ้งช่วงเวลาการพ่นระหว่างชั้นนานพอสมควร<br><strong>4. การเกิดเป็นฝ้า</strong> (Blushing)<br>(เฉพาะแลคเกอร์และอะคริลิค)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ผิวของสีทั้งหน้ามองดูจะเป็นฝ้าขาว (Milky)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในอากาศที่มีความชื้นสูง<br>ข. ทินเนอร์ที่ใช้ผสมไม่ถูกต้อง<br>ค. มีความชื้นสูงที่ผิวงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. เติมหัวทินเนอร์ (Retarder) แล้วพ่นซ้ำ<br>ข. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ระวังรักษาสีและผิวหน้าที่ถูกพ่นควรมีอุณหภูมิเท่ากันกับอุณหภูมิห้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ค. ใช้หัวทินเนอร์ เมื่อมีการพ่นในเวลาอากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิสูง<strong>5. การเป็นรอยขาว</strong> (Chalking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ขาดความเป็นมัน<br>ข. ผิวของงานเป็นละอองขาว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เป็นธรรมชาติของฟิมล์สีที่ใช้พ่น<br>ข. การกวนสีและเขย่าที่ไม่ดีพอ<br>ค. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ ทำให้สีเสื่อมคึณภาพเร็ว<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายเพื่อนำผิวหน้าของงานที่เสียออก ทำความสะอาด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนและเขย่าสีให้ทั่วถึง<br>ข. เลือกใช้แต่ทินเนอร์คุณภาพดี<br><strong>6. รอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก</strong> (Checking-Crazing-Cracking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. รอยแตกคล้ายตีนกา<br>ข. รอยแตกคล้ายการร้าวของกระจก<br>ค. เส้นแตกแยกไม่เป็นระเบยบ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เวลาการแห้งของสีชั้นแรกไม่เพียงพอ ก็ถูกพ่นทับด้วยสีชั้น 2-3<br>ข. สีที่พ่นไปแล้วถูกความร้อนสูงหรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ<br>ค. การพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. ส่วนผสมของสีผสมกันไม่ทั่วถึง<br>จ. มีการเติมสารพิเศษบางอย่างลงในสี โดยที่สารประกอบทางเคมีเข้ากันไม่ได้<br>ฉ. พ่นสีใหม่ทับลงไปบนสีเดิมที่เกิดการแตกอยู่แล้ว<br>ช. ทินเนอร์ทำปฏิกิริยากับสีเดิม (เฉพาะสีอะคริลิค แลคเกอร์)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดสีเดิมที่มีรอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก ออกให้หมดจากฟิมล์สี จากนั้นจึงทำการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำตามคำแนะนำ การทิ้งช่วงเวลาในการแห้งของสีแต่ละชั้นให้ถูกต้อง<br>ข. หลีกเลี่ยงการถูกอุณหภูมิสูงๆ<br>ค. พ่นสีด้วยฟิมล์สีสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงการพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. กวนสีและเขย่าสีที่ผสมให้ดี<br>จ. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดีตามคำแนะนำของบริษัทที่ผลิตสีฉ. ขจัดสีเดิมที่มีรอยแตกร้าวออกจากฟิมล์สีให้หมดแล้วจึงทำการพ่นสีใหม่<br>ช. สำหรับสี อะคริลิคแลคเกอร์ ใช้ทินเนอร์พิเศษ ป้องกันการแตกร้าวของสี<br><strong>7. สิ่งสกปรกบนผิวของงาน</strong> (Dirt in Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> มีสิ่งสกปรกอยู่ในฟิมส์สีของงานที่พ่นแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือทำความสะอาดไม่ถูกต้อง ให้เป่าเอาฝุ่นผงต่างๆ ออกให้หมด และใช้ผ้าเก็บละอองสีลูบเก็บละอองสีออกจากผิวงานก่อนการพ่นสี<br>ข. ไส้กรองที่กรองอากาศชำรุด หรือทำงานผิดปกติ<br>ค. บริเวณที่ทำงานสกปรก<br>ง. ท่อลมสกปรก<br>จ. ปืนพ่นสีสกปรก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีขัดออก (สำหรับสีอีนาเมลขัดไม่ได้)<br>ข. ถ้าสิ่งสกปรกจมอยู่ในฟีมส์สีลึกให้ใช้กระดาษทรายขัดออก แล้วขัดด้วยยาขัดสีอีกครั้ง ถ้าเป็นสีที่มีบรอนช์ผสมจะเกิดรอยด่าง ต้องดำเนินการพ่นสีอีกครั้ง<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ปืนเป่าลม เป่าเอาฝุ่นตามรอยต่อของตัวถังออกให้หมด<br>ข. ใช้น้ำยาทาผิวงานก่อนการพ่นสี เมื่อทาแล้วใช้ผ้าเก็บสิ่งสกปรก ค. แน่ใจว่าอุปกรณ์การพ่นสีสะอาด<br>ง. ทำงานที่ปราศจากฝุ่นผง<br>จ. เปลี่ยนไส้กรองอากาศ<br>ฉ. กรองสีทุกครั้งด้วยกรวยกรองสี<br>ช. ปิดฝากระป๋องสี และทินเนอร์ทุกครั้งที่เลิกใช้เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอม<br><strong>8. ฟิมสีด้าน</strong> (Dulled Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ฟิมส์สีด้านเมื่อสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีก่อนที่สีจะแห้งสนิท<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่คุณภาพต่ำ<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานไม่ดี<br>ง. พ่นสีทับหน้าทับไปบนสีพื้นที่ยังไม่แห้งสนิท<br>จ. ล้างทำความสะอาดด้วยด่าง<br>ฉ. ขัดมันน้อยเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ปล่อยเวลาให้สีแห้งสนิทก่อน แล้วจึงขัดมันด้วยยาขัด<br>ข. ขัดกระดาษทรายบริเวณสีด้านแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้ตลอดทั่วถึงก่อนการพ่นสี<br>ข. ใช้สีทุกชนิดตามที่แนะนำ<br>ค. ทุกชั้นของสีที่พ่นต้องมีระยะเวลาพอในการแห้งตัว<br><strong>9. ตาปลา</strong> (Fish eyes and Poor wetting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ฟิมล์สีแยกตัวออกทำให้เกิดการพรุนของฟิมล์สี<br>ข. สีที่พ่นแล้วมองเห็นเป็นจุดๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดที่ผิวงานก่อนการพ่นสีไม่ดีพอ<br>ข. พ่นสีใหม่ไปบนสีเดิมที่มีซิลิคอน (Silicons)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ล้างสีออกในเวลาที่สียังเปียกอยู่ (ทำได้เฉพาะสีอีนาเมล)<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานด้วยน้ำยาทำความสะอาด<br>ข. ใช้น้ำยา Dx 66 ป้องกันการแยกตัวของสี เติมลงไปในสิ่งที่ผสมแล้ว แล้วจึงพ่นสีไปบนผิวงานที่มีซิลิคอน<strong>11. การเป็นริ้วสี</strong> (Mottling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นริ้วยาวของสีโดยทั่วไปๆ จะเกิดกับสีที่มีบรอนช์</div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีเปียกมากเกินไปบนผิวงานเฉพาะแห่ง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ให้เพิ่มความดันของอากาศอัดสูงขึ้น เมื่อพ่นสีครั้งสุดท้าย<br>ข. ฟิมส์สีหนาไปในบริเวณบางแห่ง<br>ค. ถ้าสีที่พ่นแล้วแห้งให้ขัดออกแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. หลีกเลี่ยงการพ่นสีเปียกจนเกินไป และฟิมส์สีหนาในบริเวณเฉพาะแห่ง<br>ข. ระมัดระวังการเพิ่มและลดฟิมส์สี<br><strong>12. ผิวเปลือกส้ม</strong> (Orange peel)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลักษณะคล้ายผิวลูกบอลล์ที่มากระทบกับสีที่พ่นแล้ว<br>ข. คล้ายกับผิวของเปลือกส้ม<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากการลดลงของสีที่พ่นไม่เพียงพอ<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์คุณภาพต่ำ<br>ค. การไหลของสีไม่เหมาะสม<br>ง. ผิวหน้าของสีแห้งเร็วเกินไป<br>จ. ความดันของอากาศอัดไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. หลังจากพ่นสี เมื่อสีแห้งสนิทแล้วให้ใช้ยาขัดอย่างละเอียดขัดผิวหน้าที่เป็นเปลือกส้มออก<br>ข. หากเป็นเปลือกส้มมาก ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ 400 ขัดน้ำ แล้วจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ปรับความดันของอากาศอัดให้เหมาะสมถูกต้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่มีคุณภาพดี<br><strong>13. การลอก</strong> (Peeling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>สีทับหน้าลอกออกเป็นชิ้นบางๆ จากสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมงานไม่ถูกวิธี<br>ข. สีชั้นแรกกับสีครั้งหลังไม่เข้ากัน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดส่วนที่ลอกออกให้หมด แล้วเตรียมงานให้ดี จึงพ่นสีใหม่ทับลงไป<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดและเตรียมงานอย่างดี<br>ข. ใช้สีพื้นตามคำแนะนำสำหรับโลหะนั้นๆ<br>ค. ดำเนินงานตามวิธีการพ่นสีใหม่อย่างเคร่งครัด และให้ใช้สีที่เข้ากันได้<br><strong>14. รูพรุนหรือรอยพองบนแผ่นพลาสติค</strong> (Pin Holes or Blistering over plastic Filler or Pitting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดเป็นรูคล้ายเข็มแทงที่ผิวงาน<br>ข. เกิดฟองอากาศดันฟิมส์สีพองเป็นจุดๆ แล้วกะเทาะออกกลายเป็นรูพรุน<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮารค์เดนเนอร์ (hardener) ผสมกับพลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. เวลาผสมพลาสติกกับน้ำยาทำให้พลาสติกแข็งและผสมรุนแรงเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทราย แล้วใช้สีโป๊วแห้งเร็ว เติมบริเวณรอยพรุนให้เต็ม ข. ขัดกระดาษทรายแล้วเตรียมพื้นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์กับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. การผสมน้ำยากับพลาสติกไม่รุนแรงและให้ผสมอย่างเร็ว<br>ค. เวลาโป๊วพลาสติกอย่าพยายามให้มีฟองอากาศในเนื้อพลาสติก<br><strong>15. สีโป๊วพลาสติกแสดงรอยด่าง</strong> (Plastic Bleedthru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดรอยด่าง (ตามธรรมดาจะเป็นสีเหลืองบนสีทับหน้า)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ทำให้พลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. พ่นสีทับหน้าก่อนเวลาที่พลาสติกแข็งตัวอย่างสมบูรณ์<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขูดออกแล้วโป๊วใหม่<br>ข. รอจนสีทับหน้าแห้งสนิทแล้วขัดกระดาษทราย พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ผสมกับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. ปล่อยระยะเวลานานพอสมควรให้พลาสติกแข็งตัวอย่างได้ที่<strong>17. สนิมใต้สี</strong> (Rust under Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลอก หรือแตก<br>ข. บวมเป็นจุดบางแห่ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมโลหะไม่ดีพอ<br>ข. รอยแตกของฟิมส์สีทำให้ความชื้นเข้าไปใต้ฟิมส์สีได้<br>ค. มีน้ำในท่อระบบอากาศอัดที่ใช้พ่นสี<br><strong>การแก้ไข   </strong><br>ก. ผนึกทางเข้าของความชื้นด้านในของโครงสร้างนั้น<br>ข. ขัดโลหะให้เปลือยเปล่า และใช้น้ำยาเคลือบป้องกันการเกิดสนิม<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พิจารณาบริเวณที่เป็นแหล่งของความชื้นโดยผนึกและป้องกันจุดนั้น<br>ข. เมื่อมีการเปลี่ยนชิ้นส่วน เช่นพวกคิ้วและโครเมี่ยมต้องระมัดระวังอย่าให้ฟิมส์สีที่พ่นไว้แตก และอย่าให้โลหะที่ไม่เหมือนกันมาสัมผัสกัน การสัมผัสกันจะทำให้เกิด การถ่ายประจุไฟฟ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ฟิมส์สีแตกออกหรือสูญเสียการเกาะแน่นที่ดีระหว่างโลหะกับฟิมส์สี<br>หมายเหตุ คิ้วที่ทำด้วยโครเมี่ยม จะต้องมีเนื้อพลาสติกรองก่อนเพื่อป้องกันการถ่ายประจุไฟฟ้า<br><strong>18. สีไหล</strong> (Runs)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดการไหลของฟิมส์สีที่เปียก<br>ข. มวลของฟิมส์สีทับหน้าเลี่อนตัวเป็นทาง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีด้วยอัตราส่วนไม่ถูกต้อง สีใสเกินไปและความดันของอากาศลดต่ำไป<br>ข. ใช้ทินเนอร์ระบายช้าเกินไป<br>ค. พ่นสีบนงานที่เย็น<br>ง. ทำความสะอาดที่ผิวงานไม่ดี<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ล้างสีออก แล้วพ่นใหม่ (สีอีนาเมล)<br>ข. ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400 พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ส่วนผสมของทินเนอร์กับสีตามคำแนะนำ และใช้อากาสอัดที่ถูกต้อง<br>ข. อย่าพ่นสีบนผิวงานที่เย็น<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานให้ทั่วถึง<br><strong>19. สีย้อย</strong> (SAGS)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีย้อยเกิดจากการลื่นไถลของสี เกิดจากฟิมส์สีที่หนาเกินไป ไม่สามารถพยุงตัวบนผิวงานได้<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป<br>ข. พ่นสีทับๆ กันโดยไม่มีเวลาให้สีที่พ่นครั้งแรกแห้งตัว<br>ค. ความดันของอากาศอัดต่ำไป<br>ง. ถือปืนใกล้ชิ้นงานเกินไป<br>จ. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<strong>20. รอยกระดาษทรายหรือรอยขีดข่วน</strong> (Sand Scratches)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นรอยกระดาษทราย หรือรอยขีดข่วนบนผิวงานที่พ่นสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong> ใช้กระดาษทรายหยาบเกินไป ไม่ตรงกับสีที่จะใช้พ่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. พ่นสีพื้นอย่างข้นเพื่อเติมรอยขีดข่วนให้เต็ม แล้วขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด<br>ข. พ่นสีพื้นซิลเลอร์ ซึ่งช่วยลดรอยขีดข่วน<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้กระดาษทรายให้ถูกกับชนิดของสีที่จะพ่น<br>ข. การขัดกระดาษทรายโดยถูกวิธี<br><strong>21. สีกระเทาะเนื่องจากหิน</strong> (Stone Bruises)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีกระเทาะเนื่องจากถูกกระทบกรวดเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ก้อนหินกระเด็นมาจากรถคันอื่น<br>ข. เกิดการกระแทกจากประตูรถคันอื่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายให้ทั่วถึง ห่างจากรอยชำรุด 3-4 นิ้ว<br>ข. ทาด้วยน้ำยาเคลือบป้องกันสนิมบริเวณโลหะ แล้วดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>22. มองเห็นสีพื้น</strong> (Undercoat Show thru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีทับหน้าเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้มองเห็นสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าไม่เพียงพอ<br>ข. ขัดยาขัดที่มากเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าให้หนาพอที่จะคลุมสีพื้นได้มิด<br>ข. อย่าขัดสีด้วยยาขัดมากเกินไป<br><strong>23. รอยด่างจากหยดนํ้า</strong> (Water Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดจุดด่างเป็นแห่งๆ และรอยด่างใหญ่ๆ คล้ายการเสื่อมสภาพของสี<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. มีหยดน้ำค้างบนผิวหน้าของสีแล้วแห้งเองโดยไม่เช็ดออก<br>ข. ล้างรถยนต์กลางแสงแดดจัดๆ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br>การป้องกัน<br>ก. สีรถยนต์ที่พ่นใหม่ไม่ควรตากน้ำค้าง หรือน้ำฝน<br>ข. อย่าให้หยดน้ำแห้งเองบนผิวของงานสีที่พ่นใหม่<strong>24. สีไม่แห้งบางแห่ง</strong> (Wet Spots)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีด่างบางแห่ง และสีแห้งช้าบางจุด<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การทำความสะอาดไม่ถูกต้อง<br>ข. สีพื้นพ่นหนาเกินไปและไม่แห้งสนิท<br>ค. ขัดกระดาษทรายโดยไม่ใช้น้ำมันเบนซิน หรือสารเคมีบางอย่างช่วย<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดผิวงาน<br>ข. ปล่อยระยะเวลาให้สีพื้นแห้ง<br>ค. ใช้น้ำเท่านั้นในการขัดกระดาษละเอียด<br><strong>25. สีหย่น</strong> (Wrinkling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. หย่นของสีอีนาเมลที่หนา<br>ข. ไม่เกิดความมันเวลาสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป หรือความดันของอากาศอัดต่ำไปทำให้ฟิมส์สีหนา<br>ข. พ่นสีมากชั้นเกินไป<br>ค. รีดิวเซอร์แห้งเร็วเกินไปทำให้ผิวหน้าสีตรึงแล้วหย่น<br>ง. ผิวหน้าแห้งและจับตัวทำละลายไว้ใต้สี<br>จ. ฟิมส์สีถูกกับความร้อนเร็วเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดรอยหย่นด้วยกระดาษทรายปล่อยทิ้งให้แห้งจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมสีอีนาเมลตามคำแนะนำ<br>ข. พ่นจำนวนชั้นของสีตามคำแนะนำ<br>ค. อย่านำเข้าอบเร็วเกินไปต้องรอให้สีเริ่มแห้งก่อน<br><strong>26. ละอองสีแห้ง</strong> (Dry Spray)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ละอองสีแห้งก่อนที่จะถึงชิ้นงานทำให้เกิดเม็ดหยาบๆ</div><div><br></div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ<br>ข. กำลังดันอากาศอัดสูงเกินไป<br>ค. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br>ง. ระยะห่างปืนพ่นสีมาก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีให้เรียบด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ข. ใช้กำลังดันของอากาศอัดให้เหมาะสม<br>ค. ปรบปืนพ่นสีให้ถูกต้อง<br>ง. ถือปืนห่างจากชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>27. สีเป็นวง</strong> (Feather-edge)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เมื่อพ่นสีจะเกิดเป็นวงหรือเป็นขอบๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การกวนสีไม่เพียงพอ<br>ข. การขัดกระดาษทรายไม่ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์แห้งช้ามากเกินไป<br>ง. ใช้สีไม่ตรงกับงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีออกให้หมดจึงดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนสีให้ทั่วถึง<br>ข. ใช้กระดาษทรายให้ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์และรีดิวเซอร์ให้ถูกต้อง </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-11 15:02:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230368701</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย วัชรชัย จันประเสริฐ เลขที่2</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230540488</link>
         <description><![CDATA[<h1>วิธีสำหรับการปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่อง (CAR)</h1><div><br>โดยทั่วไปปัญหา โลกแตกสำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มต้นจัดทำระบบการจัดการไม่ว่าจะเป็น ระบบการจัดการด้านคุณภาพ (ISO 9001:2000) หรือระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (ISO 14001:2004)  และ ระบบการจัดการด้านอื่นๆนั้นก็คือ การแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด(CAR) ไม่เป็นหรือไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร?   หรือแก้ไขแล้วไม่ถูกต้องบ้าง หรือแก้ไขแล้วแก้ไขอีกไม่รู้จักจบ จักสิ้นสักที   ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวเราจึงต้องมาทำความเข้าใจในกระบวนการปฏิบัติการแก้ไข ข้อบกพร่อง (CAR) กัน ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจในคำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้<br><br></div><div><br>CAR ย่อมาจากคำว่า " Corrective Action Request " หมายถึง การร้องขอให้องค์กรการแก้ไขข้อบกพร่อง หรือความไม่สอดคล้อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกิดขึ้น(แล้วแต่จะเรียก)Corrective action ( การปฏิบัติการแก้ไข) ตามคำนิยามศัพท์ ของมาตรฐาน ISO 9000:2000 บัญญัติไว้ว่า "action to eliminate the cause of a detected nonconformity"   (3.15) หมายถึง การปฏิบัติการเพื่อขจัดสาเหตุของความบกพร่อง หรือความไม่สอดคล้องCorrective action ( การปฏิบัติการแก้ไข) ตามข้อกำหนดมาตรฐาน ISO 9001:2000 ข้อที่ 8.5.2 กำหนดไว้ว่า " องค์กรต้อง ทำปฏิบัติการปฏิบัติการแก้ไขเพื่อขจัดสาเหตุของความบกพร่อง เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำอีก การแก้ไข ต้อง เหมาะสมกับผลกระทบของความบกพร่องต่างๆที่ประสบอยู่"<br><br></div><div><br>จะเห็นได้ว่าจากความหมายดังกล่าว จะมุ่งเน้นให้การปฏิบัติการแก้ไข เพื่อที่ขจัดสาเหตุของความบกพร่อง และซึ่งป้องกันการเกิดซ้ำของความบกพร่องอีกครั้งด้วย ซึ่งในกระบวนการ " การปฏิบัติการแก้ไข" นั้น จำเป็นจะต้องประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนต่อไปนี้<br><br></div><div><br>การวิเคราะห์หาสาเหตุของความบกพร่อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการป้องกันความบกพร่อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดไม่ให้เกิดซ้ำอีก<br><br></div><div><strong><br>ซึ่งจากขั้นตอนข้างต้น ตามความคิดของผู้เขียน คิดว่าขั้นตอนที่ 1 เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะถ้าองค์กรสามารถหาสาเหตุของความบกพร่องก็สามารถปฏิบัติการแก้ไขได้ หรือถ้าจะให้ดี หรือดีที่สุด คือการสามารถเข้าถึงหรือหาต้นตอ ( Root cause) ของความบกพร่องได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด</strong> เพราะว่าจะสามารถแก้ไขความบกพร่องได้อย่างถาวร และตรงกับต้นตอของปัญหาที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการปฏิบัติการแก้ไขจึงต้องเริ่มต้นในการค้นหาสาเหตุของความ บกพร่อง<br><br></div><div>ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์หาสาเหตุของความบกพร่อง<br><br></div><div><br>โดยส่วนใหญ่วิธีการค้นหาสาเหตุของความบกพร่องมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ซึ่งทางผู้เขียนขอยกตัวอย่างแนวทางในการค้นหาสาเหตุของความบกพร่องวิธีง่ายๆ มานำเสนอ คือวิธีการระบบสมอง ( Brain storm) หรือเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า " สุ่มหัว" เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของ    ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นำมาหาสาเหตุของความบกพร่อง และเพื่อเป็นการรวบรวมความคิดเห็นอย่างเป็นระบบก็สามารถนำกลวิธีทางสถิติ ง่ายๆ มาช่วยได้แก่ แผนภูมิก้างปลา (Fish Bone Diagram) หรือ แผนภูมิอิชิคาวา (Ishikawa Diagram)   หรือแผนภูมิเหตุและผล ( Cause and Effect diagram) แผนถูมิเดียวกันแล้วแต่จะเรียก โดยมีหลักการว่าเป็นแผนภูมิที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะทาง คุณภาพ ผล และเหตุ กล่าวคือ ผล หมายถึง ความบกพร่องที่เราจำเป็นต้องแก้ไข ส่วนเหตุนั้น หมายถึง องค์กรประกอบต่างๆที่มีอิทธิพลต่อผล และองค์ประกอบหรือสาเหตุหลักพื้นฐานโดยทั่วไป มักจะใช้ 4M ได้แก่<br>M1= Man ( คนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง),<br>M2 = Machine ( เครื่องจักร อุปกรณ์),<br>M3 = Material ( วัตถุดิบ) และ<br>M4 = Method ( วิธีการ) เพื่อนำมาระบุสาเหตุของความบกพร่องและใช้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์หาสาเหตุ ของความบกพร่องแบบ "Why Why analysis" คือ การตั้งคำถาม" ทำไม?" ถึงความบกพร่องเกิดขึ้น เพื่อหาสาเหตุของการเกิดเบื้องต้น และถามทำไมต่อไปอีกเรื่อยๆ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แต่จะต้องระวังว่า การตั้งคำถามว่า " ทำไม?" ขึ้นมาเพื่อหาหาสาเหตุของความบกพร่อง ไม่ใช่ตั้งคำถามมาเล่นๆหรือสนุกๆเพราะจะทำให้เสียเวลาและไม่ได้คำตอบ (สาเหตุของความบกพร่อง) ที่แท้จริง และนอกจากนั้นผู้ที่จะถามและตอบ โดยใช้หลักการนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และเกี่ยวข้องกับความบกพร่องนั้น จริงๆ เพราะจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง<br><br></div><div><br>ตัวอย่าง สมมุติว่า องค์กรมีข้อบกพร่อง ( CAR) เกี่ยวกับการไม่ได้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ เช่น ไม่ได้ทำการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าขั้นตอนสุดท้าย ตามที่กำหนดไว้ เป็นต้น<br><br></div><div><br>วิธีการปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง( CAR) ก็จะเริ่มจากขั้นตอนที่ 1 คือ การหาสาเหตุของความบกพร่องตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยการระดมความคิด กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความบกพร่อง ประมาณ 3-5 คนเพราะถ้ามากไปหรือถ้าน้อยไปกว่านี้ก็ไม่ดีเพราะจะเสียเวลาและรวบรวมความคิดยาก เช่น ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ( อาจจะเป็น QC, QA หรือ Inspector)  หัวหน้าผู้ตรวจสอบ, ผู้ที่การผลิต และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จากนั้นก็มาประยุกต์ใช้แผนภูมิก้างปลาเพื่อระบุสาเหตุของความบกพร่อง<br><br></div><div><br>แนวทางในการตั้งคำถามตามองค์ประกอบต่างๆ ตัวอย่าง องค์ประกอบ M1 = Man คือกำลังจะค้นหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับคน เช่น<br><br></div><div><br>คำถามว่า " ทำไม? เจ้าหน้าที่ถึงไม่ได้ตรวจสอบ" คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่รู้บ้าง, ลืมบ้าง, ตรวจไม่ทันบ้างหรืออื่นๆ<br><br></div><div><br>คำถามว่า " ทำไม? เจ้าหน้าที่ถึงไม่รู้" คำตอบที่ได้ก็คือ " ไม่ได้รับการฝึกอบรม" หรือ " อบรมแล้วแต่ไมเข้าใจ"<br><br></div><div><br>คำถามว่า " ทำไม? เจ้าหน้าที่ถึงไม่ได้รับการฝึกอบรม" คำตอบที่ได้ก็คือ " เป็นพนักงานใหม่" หรือ<br><br></div><div><br>" ไม่รู้ว่าจะต้องอบรม" หรือ " ไม่มีการกำหนดจำเป็นในการฝึกอบรม" หรืออื่นๆ เป็นต้น<br><br></div><div><br>จะเห็นได้ว่าถ้าเราตั้งใจตั้งคำถามจากคำตอบที่ได้ว่าเรื่อยๆ เราก็จะได้คำตอบที่เป็นสาเหตุของความบกพร่องที่แท้จริงได้   แต่จากตัวอย่างข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ 1 ในองค์กรประกอบหลักเท่านั้น<br><br></div><div><br>ยังเหลืออีกหลายองค์ประกอบหลัก ที่เราจะต้องลองค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของความบกพร่อง ซึ่งใน 1 อาจจะมีหลายสาเหตุก็ได้ เพราะฉะนั้นการกำหนดแนวทางการในการแก้ไขความบกพร่องจึงจำเป็นจะต้องแก้ไขให้ ครบทุกสาเหตุของความบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้นเอง<br><br></div><div>ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง<br><br></div><div><br>หลังจากที่เราทราบสาเหตุของความบกพร่องที่แท้จริงและครบถ้วนทุกสาเหตุของความบกพร่องแล้ว ก็เข้ามาสู่กระบวนการในการปฏิบัติการแก้ไขตามสาเหตุที่แท้จริง ที่ได้มาจากขั้นตอนที่ 1 ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรูปแบบของสาเหตุของความบกพร่องก็มักจะคล้ายๆกันก็คือ<br><br></div><div><br>ไม่มีการกำหนดไว้บ้างมีการกำหนดไว้แต่ไม่ครบถ้วนหรือไม่เหมาะสมบ้างกำหนดไว้ครบถ้วนหรือเหมาะสมแต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติบ้าง<br><br></div><div><br>ส่วนแนวทางในการปฏิบัติการแก้ไข<br>ถ้าไม่มีการกำหนดไว้   ก็ให้กำหนดไว้ครบถ้วนทั้งผู้รับผิดชอบ วิธีการ ระยะเวลา หรือสถานที่สำหรับการปฏิบัติและการทวนสอบ เป็นต้น<br><br></div><div><br>ถ้ามีการกำหนดไว้แต่ไม่ครบถ้วนหรือไม่เหมาะสม   ก็ให้ทำการทบทวนให้เหมาะสมและเพียงพอตรงกับสถานการณ์ ที่เป็นอยู่ ณ.ปัจจุบัน<br><br></div><div><br>ถ้ามีการกำหนดไว้ครบถ้วนหรือเหมาะสมแต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติ โดยใช้หลัก 3 E<br><br></div><div><br>E ducation     คือการให้ความรู้ ความเข้าใจ ในความสำคัญและความจำเป็นในการนำไปปฏิบัติ E ngineering   คือการกำหนดกลไก หรือประยุกต์ใช้เครื่องจักร อุปกรณ์   จิ๊ก ฟิกเจอร์   เครื่องมือป้องกันความผิดพลาด ( Pokayoke )   ระบบเซ็นเซอร์ หรือระบบอินเตอร์ล็อคต่างๆเข้ามาช่วยเตือนให้ปฏิบัติ E nforcement คือการออกกฎข้อบังคับ หรือกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความตระหนักในการปฏิบัติ (ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้าย ที่ไม่ควรเลือกใช้)<br><br></div><div>ขั้นตอนที่ 3 การป้องกันความบกพร่องไม่ให้เกิดซ้ำ<br><br></div><div><br>เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติการแก้ไข<br><br></div><div><br>เพื่อความบกพร่องจะไม่ได้กลับมาเกิดซ้ำอีก โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือการขยายผล และการทวนสอบ<br><br></div><div><br>การขยายผล คือ การนำแนวทางในการปฏิบัติการแก้ไขขยายผลไปสู่พื้นที่ กระบวนการ กิจกรรม ผลิตภัณฑ์ ที่ใกล้เคียงกับความบกพร่องที่เกิดขึ้น เพื่อปัญหาจะไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกการทวนสอบ คือ การกำหนดมาตรฐาน วิธีการ หรือระยะเวลามาติดตามความคืบหน้า ของการนำไปปฏิบัติให้ต่อเนื่อง หรือกำหนดเป็นมาตรฐานในการทำงานอย่างถาวร<br><br></div><div><br>จากขั้นตอนในการปฏิบัติการแก้ไขทั้ง 3 ขั้นตอน เป็นเพียงแค่ตัวอย่างแนวทางในการปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง (CAR) เท่านั้น ส่วนการนำไปประยุกต์ใช้ขึ้นอยู่สถานการณ์ และความบกพร่องที่เกิดขึ้นซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับสถานการณ์ที่สมมุติขึ้น<br><br></div><div><br> <br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-12 11:58:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230540488</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนายุทธ  เกิดปั้น เลขที่11</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230564473</link>
         <description><![CDATA[<h1>วิธีสำหรับการปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่อง (CAR)</h1><div><br>โดยทั่วไปปัญหา โลกแตกสำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มต้นจัดทำระบบการจัดการไม่ว่าจะเป็น ระบบการจัดการด้านคุณภาพ (ISO 9001:2000) หรือระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (ISO 14001:2004)  และ ระบบการจัดการด้านอื่นๆนั้นก็คือ การแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด(CAR) ไม่เป็นหรือไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร?   หรือแก้ไขแล้วไม่ถูกต้องบ้าง หรือแก้ไขแล้วแก้ไขอีกไม่รู้จักจบ จักสิ้นสักที   ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวเราจึงต้องมาทำความเข้าใจในกระบวนการปฏิบัติการแก้ไข ข้อบกพร่อง (CAR) กัน ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจในคำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้<br><br></div><div><br>CAR ย่อมาจากคำว่า " Corrective Action Request " หมายถึง การร้องขอให้องค์กรการแก้ไขข้อบกพร่อง หรือความไม่สอดคล้อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกิดขึ้น(แล้วแต่จะเรียก)Corrective action ( การปฏิบัติการแก้ไข) ตามคำนิยามศัพท์ ของมาตรฐาน ISO 9000:2000 บัญญัติไว้ว่า "action to eliminate the cause of a detected nonconformity"   (3.15) หมายถึง การปฏิบัติการเพื่อขจัดสาเหตุของความบกพร่อง หรือความไม่สอดคล้องCorrective action ( การปฏิบัติการแก้ไข) ตามข้อกำหนดมาตรฐาน ISO 9001:2000 ข้อที่ 8.5.2 กำหนดไว้ว่า " องค์กรต้อง ทำปฏิบัติการปฏิบัติการแก้ไขเพื่อขจัดสาเหตุของความบกพร่อง เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำอีก การแก้ไข ต้อง เหมาะสมกับผลกระทบของความบกพร่องต่างๆที่ประสบอยู่"<br><br></div><div><br>จะเห็นได้ว่าจากความหมายดังกล่าว จะมุ่งเน้นให้การปฏิบัติการแก้ไข เพื่อที่ขจัดสาเหตุของความบกพร่อง และซึ่งป้องกันการเกิดซ้ำของความบกพร่องอีกครั้งด้วย ซึ่งในกระบวนการ " การปฏิบัติการแก้ไข" นั้น จำเป็นจะต้องประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนต่อไปนี้<br><br></div><div><br>การวิเคราะห์หาสาเหตุของความบกพร่อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการป้องกันความบกพร่อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดไม่ให้เกิดซ้ำอีก<br><br></div><div><strong><br>ซึ่งจากขั้นตอนข้างต้น ตามความคิดของผู้เขียน คิดว่าขั้นตอนที่ 1 เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะถ้าองค์กรสามารถหาสาเหตุของความบกพร่องก็สามารถปฏิบัติการแก้ไขได้ หรือถ้าจะให้ดี หรือดีที่สุด คือการสามารถเข้าถึงหรือหาต้นตอ ( Root cause) ของความบกพร่องได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด</strong> เพราะว่าจะสามารถแก้ไขความบกพร่องได้อย่างถาวร และตรงกับต้นตอของปัญหาที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการปฏิบัติการแก้ไขจึงต้องเริ่มต้นในการค้นหาสาเหตุของความ บกพร่อง<br><br></div><div>ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์หาสาเหตุของความบกพร่อง<br><br></div><div><br>โดยส่วนใหญ่วิธีการค้นหาสาเหตุของความบกพร่องมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ซึ่งทางผู้เขียนขอยกตัวอย่างแนวทางในการค้นหาสาเหตุของความบกพร่องวิธีง่ายๆ มานำเสนอ คือวิธีการระบบสมอง ( Brain storm) หรือเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า " สุ่มหัว" เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของ    ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นำมาหาสาเหตุของความบกพร่อง และเพื่อเป็นการรวบรวมความคิดเห็นอย่างเป็นระบบก็สามารถนำกลวิธีทางสถิติ ง่ายๆ มาช่วยได้แก่ แผนภูมิก้างปลา (Fish Bone Diagram) หรือ แผนภูมิอิชิคาวา (Ishikawa Diagram)   หรือแผนภูมิเหตุและผล ( Cause and Effect diagram) แผนถูมิเดียวกันแล้วแต่จะเรียก โดยมีหลักการว่าเป็นแผนภูมิที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะทาง คุณภาพ ผล และเหตุ กล่าวคือ ผล หมายถึง ความบกพร่องที่เราจำเป็นต้องแก้ไข ส่วนเหตุนั้น หมายถึง องค์กรประกอบต่างๆที่มีอิทธิพลต่อผล และองค์ประกอบหรือสาเหตุหลักพื้นฐานโดยทั่วไป มักจะใช้ 4M ได้แก่<br>M1= Man ( คนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง),<br>M2 = Machine ( เครื่องจักร อุปกรณ์),<br>M3 = Material ( วัตถุดิบ) และ<br>M4 = Method ( วิธีการ) เพื่อนำมาระบุสาเหตุของความบกพร่องและใช้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์หาสาเหตุ ของความบกพร่องแบบ "Why Why analysis" คือ การตั้งคำถาม" ทำไม?" ถึงความบกพร่องเกิดขึ้น เพื่อหาสาเหตุของการเกิดเบื้องต้น และถามทำไมต่อไปอีกเรื่อยๆ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แต่จะต้องระวังว่า การตั้งคำถามว่า " ทำไม?" ขึ้นมาเพื่อหาหาสาเหตุของความบกพร่อง ไม่ใช่ตั้งคำถามมาเล่นๆหรือสนุกๆเพราะจะทำให้เสียเวลาและไม่ได้คำตอบ (สาเหตุของความบกพร่อง) ที่แท้จริง และนอกจากนั้นผู้ที่จะถามและตอบ โดยใช้หลักการนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และเกี่ยวข้องกับความบกพร่องนั้น จริงๆ เพราะจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง<br><br></div><div><br>ตัวอย่าง สมมุติว่า องค์กรมีข้อบกพร่อง ( CAR) เกี่ยวกับการไม่ได้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ เช่น ไม่ได้ทำการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าขั้นตอนสุดท้าย ตามที่กำหนดไว้ เป็นต้น<br><br></div><div><br>วิธีการปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง( CAR) ก็จะเริ่มจากขั้นตอนที่ 1 คือ การหาสาเหตุของความบกพร่องตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยการระดมความคิด กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความบกพร่อง ประมาณ 3-5 คนเพราะถ้ามากไปหรือถ้าน้อยไปกว่านี้ก็ไม่ดีเพราะจะเสียเวลาและรวบรวมความคิดยาก เช่น ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ( อาจจะเป็น QC, QA หรือ Inspector)  หัวหน้าผู้ตรวจสอบ, ผู้ที่การผลิต และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จากนั้นก็มาประยุกต์ใช้แผนภูมิก้างปลาเพื่อระบุสาเหตุของความบกพร่อง<br><br></div><div><br>แนวทางในการตั้งคำถามตามองค์ประกอบต่างๆ ตัวอย่าง องค์ประกอบ M1 = Man คือกำลังจะค้นหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับคน เช่น<br><br></div><div><br>คำถามว่า " ทำไม? เจ้าหน้าที่ถึงไม่ได้ตรวจสอบ" คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่รู้บ้าง, ลืมบ้าง, ตรวจไม่ทันบ้างหรืออื่นๆ<br><br></div><div><br>คำถามว่า " ทำไม? เจ้าหน้าที่ถึงไม่รู้" คำตอบที่ได้ก็คือ " ไม่ได้รับการฝึกอบรม" หรือ " อบรมแล้วแต่ไมเข้าใจ"<br><br></div><div><br>คำถามว่า " ทำไม? เจ้าหน้าที่ถึงไม่ได้รับการฝึกอบรม" คำตอบที่ได้ก็คือ " เป็นพนักงานใหม่" หรือ<br><br></div><div><br>" ไม่รู้ว่าจะต้องอบรม" หรือ " ไม่มีการกำหนดจำเป็นในการฝึกอบรม" หรืออื่นๆ เป็นต้น<br><br></div><div><br>จะเห็นได้ว่าถ้าเราตั้งใจตั้งคำถามจากคำตอบที่ได้ว่าเรื่อยๆ เราก็จะได้คำตอบที่เป็นสาเหตุของความบกพร่องที่แท้จริงได้   แต่จากตัวอย่างข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ 1 ในองค์กรประกอบหลักเท่านั้น<br><br></div><div><br>ยังเหลืออีกหลายองค์ประกอบหลัก ที่เราจะต้องลองค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของความบกพร่อง ซึ่งใน 1 อาจจะมีหลายสาเหตุก็ได้ เพราะฉะนั้นการกำหนดแนวทางการในการแก้ไขความบกพร่องจึงจำเป็นจะต้องแก้ไขให้ ครบทุกสาเหตุของความบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้นเอง<br><br></div><div>ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง<br><br></div><div><br>หลังจากที่เราทราบสาเหตุของความบกพร่องที่แท้จริงและครบถ้วนทุกสาเหตุของความบกพร่องแล้ว ก็เข้ามาสู่กระบวนการในการปฏิบัติการแก้ไขตามสาเหตุที่แท้จริง ที่ได้มาจากขั้นตอนที่ 1 ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรูปแบบของสาเหตุของความบกพร่องก็มักจะคล้ายๆกันก็คือ<br><br></div><div><br>ไม่มีการกำหนดไว้บ้างมีการกำหนดไว้แต่ไม่ครบถ้วนหรือไม่เหมาะสมบ้างกำหนดไว้ครบถ้วนหรือเหมาะสมแต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติบ้าง<br><br></div><div><br>ส่วนแนวทางในการปฏิบัติการแก้ไข<br>ถ้าไม่มีการกำหนดไว้   ก็ให้กำหนดไว้ครบถ้วนทั้งผู้รับผิดชอบ วิธีการ ระยะเวลา หรือสถานที่สำหรับการปฏิบัติและการทวนสอบ เป็นต้น<br><br></div><div><br>ถ้ามีการกำหนดไว้แต่ไม่ครบถ้วนหรือไม่เหมาะสม   ก็ให้ทำการทบทวนให้เหมาะสมและเพียงพอตรงกับสถานการณ์ ที่เป็นอยู่ ณ.ปัจจุบัน<br><br></div><div><br>ถ้ามีการกำหนดไว้ครบถ้วนหรือเหมาะสมแต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติ โดยใช้หลัก 3 E<br><br></div><div><br>E ducation     คือการให้ความรู้ ความเข้าใจ ในความสำคัญและความจำเป็นในการนำไปปฏิบัติ E ngineering   คือการกำหนดกลไก หรือประยุกต์ใช้เครื่องจักร อุปกรณ์   จิ๊ก ฟิกเจอร์   เครื่องมือป้องกันความผิดพลาด ( Pokayoke )   ระบบเซ็นเซอร์ หรือระบบอินเตอร์ล็อคต่างๆเข้ามาช่วยเตือนให้ปฏิบัติ E nforcement คือการออกกฎข้อบังคับ หรือกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความตระหนักในการปฏิบัติ (ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้าย ที่ไม่ควรเลือกใช้)<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-12 13:23:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/230564473</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายอนุชา หมอยาดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/231403991</link>
         <description><![CDATA[<h1>วิธีสำหรับการปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่อง (CAR)</h1><div><br>โดยทั่วไปปัญหา โลกแตกสำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มต้นจัดทำระบบการจัดการไม่ว่าจะเป็น ระบบการจัดการด้านคุณภาพ (ISO 9001:2000) หรือระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (ISO 14001:2004)  และ ระบบการจัดการด้านอื่นๆนั้นก็คือ การแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด(CAR) ไม่เป็นหรือไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร?   หรือแก้ไขแล้วไม่ถูกต้องบ้าง หรือแก้ไขแล้วแก้ไขอีกไม่รู้จักจบ จักสิ้นสักที   ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวเราจึงต้องมาทำความเข้าใจในกระบวนการปฏิบัติการแก้ไข ข้อบกพร่อง (CAR) กัน ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจในคำศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้<br><br></div><div><br>CAR ย่อมาจากคำว่า " Corrective Action Request " หมายถึง การร้องขอให้องค์กรการแก้ไขข้อบกพร่อง หรือความไม่สอดคล้อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกิดขึ้น(แล้วแต่จะเรียก)Corrective action ( การปฏิบัติการแก้ไข) ตามคำนิยามศัพท์ ของมาตรฐาน ISO 9000:2000 บัญญัติไว้ว่า "action to eliminate the cause of a detected nonconformity"   (3.15) หมายถึง การปฏิบัติการเพื่อขจัดสาเหตุของความบกพร่อง หรือความไม่สอดคล้องCorrective action ( การปฏิบัติการแก้ไข) ตามข้อกำหนดมาตรฐาน ISO 9001:2000 ข้อที่ 8.5.2 กำหนดไว้ว่า " องค์กรต้อง ทำปฏิบัติการปฏิบัติการแก้ไขเพื่อขจัดสาเหตุของความบกพร่อง เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำอีก การแก้ไข ต้อง เหมาะสมกับผลกระทบของความบกพร่องต่างๆที่ประสบอยู่"<br><br></div><div><br>จะเห็นได้ว่าจากความหมายดังกล่าว จะมุ่งเน้นให้การปฏิบัติการแก้ไข เพื่อที่ขจัดสาเหตุของความบกพร่อง และซึ่งป้องกันการเกิดซ้ำของความบกพร่องอีกครั้งด้วย ซึ่งในกระบวนการ " การปฏิบัติการแก้ไข" นั้น จำเป็นจะต้องประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนต่อไปนี้<br><br></div><div><br>การวิเคราะห์หาสาเหตุของความบกพร่อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการป้องกันความบกพร่อง หรือความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดไม่ให้เกิดซ้ำอีก<br><br></div><div><strong><br>ซึ่งจากขั้นตอนข้างต้น ตามความคิดของผู้เขียน คิดว่าขั้นตอนที่ 1 เป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะถ้าองค์กรสามารถหาสาเหตุของความบกพร่องก็สามารถปฏิบัติการแก้ไขได้ หรือถ้าจะให้ดี หรือดีที่สุด คือการสามารถเข้าถึงหรือหาต้นตอ ( Root cause) ของความบกพร่องได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด</strong> เพราะว่าจะสามารถแก้ไขความบกพร่องได้อย่างถาวร และตรงกับต้นตอของปัญหาที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการปฏิบัติการแก้ไขจึงต้องเริ่มต้นในการค้นหาสาเหตุของความ บกพร่อง<br><br></div><div>ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์หาสาเหตุของความบกพร่อง<br><br></div><div><br>โดยส่วนใหญ่วิธีการค้นหาสาเหตุของความบกพร่องมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ซึ่งทางผู้เขียนขอยกตัวอย่างแนวทางในการค้นหาสาเหตุของความบกพร่องวิธีง่ายๆ มานำเสนอ คือวิธีการระบบสมอง ( Brain storm) หรือเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า " สุ่มหัว" เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของ    ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นำมาหาสาเหตุของความบกพร่อง และเพื่อเป็นการรวบรวมความคิดเห็นอย่างเป็นระบบก็สามารถนำกลวิธีทางสถิติ ง่ายๆ มาช่วยได้แก่ แผนภูมิก้างปลา (Fish Bone Diagram) หรือ แผนภูมิอิชิคาวา (Ishikawa Diagram)   หรือแผนภูมิเหตุและผล ( Cause and Effect diagram) แผนถูมิเดียวกันแล้วแต่จะเรียก โดยมีหลักการว่าเป็นแผนภูมิที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะทาง คุณภาพ ผล และเหตุ กล่าวคือ ผล หมายถึง ความบกพร่องที่เราจำเป็นต้องแก้ไข ส่วนเหตุนั้น หมายถึง องค์กรประกอบต่างๆที่มีอิทธิพลต่อผล และองค์ประกอบหรือสาเหตุหลักพื้นฐานโดยทั่วไป มักจะใช้ 4M ได้แก่<br>M1= Man ( คนหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง),<br>M2 = Machine ( เครื่องจักร อุปกรณ์),<br>M3 = Material ( วัตถุดิบ) และ<br>M4 = Method ( วิธีการ) เพื่อนำมาระบุสาเหตุของความบกพร่องและใช้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์หาสาเหตุ ของความบกพร่องแบบ "Why Why analysis" คือ การตั้งคำถาม" ทำไม?" ถึงความบกพร่องเกิดขึ้น เพื่อหาสาเหตุของการเกิดเบื้องต้น และถามทำไมต่อไปอีกเรื่อยๆ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แต่จะต้องระวังว่า การตั้งคำถามว่า " ทำไม?" ขึ้นมาเพื่อหาหาสาเหตุของความบกพร่อง ไม่ใช่ตั้งคำถามมาเล่นๆหรือสนุกๆเพราะจะทำให้เสียเวลาและไม่ได้คำตอบ (สาเหตุของความบกพร่อง) ที่แท้จริง และนอกจากนั้นผู้ที่จะถามและตอบ โดยใช้หลักการนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และเกี่ยวข้องกับความบกพร่องนั้น จริงๆ เพราะจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง<br><br></div><div><br>ตัวอย่าง สมมุติว่า องค์กรมีข้อบกพร่อง ( CAR) เกี่ยวกับการไม่ได้ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้ เช่น ไม่ได้ทำการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าขั้นตอนสุดท้าย ตามที่กำหนดไว้ เป็นต้น<br><br></div><div><br>วิธีการปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง( CAR) ก็จะเริ่มจากขั้นตอนที่ 1 คือ การหาสาเหตุของความบกพร่องตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยการระดมความคิด กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความบกพร่อง ประมาณ 3-5 คนเพราะถ้ามากไปหรือถ้าน้อยไปกว่านี้ก็ไม่ดีเพราะจะเสียเวลาและรวบรวมความคิดยาก เช่น ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ( อาจจะเป็น QC, QA หรือ Inspector)  หัวหน้าผู้ตรวจสอบ, ผู้ที่การผลิต และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จากนั้นก็มาประยุกต์ใช้แผนภูมิก้างปลาเพื่อระบุสาเหตุของความบกพร่อง<br><br></div><div><br>แนวทางในการตั้งคำถามตามองค์ประกอบต่างๆ ตัวอย่าง องค์ประกอบ M1 = Man คือกำลังจะค้นหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับคน เช่น<br><br></div><div><br>คำถามว่า " ทำไม? เจ้าหน้าที่ถึงไม่ได้ตรวจสอบ" คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่รู้บ้าง, ลืมบ้าง, ตรวจไม่ทันบ้างหรืออื่นๆ<br><br></div><div><br>คำถามว่า " ทำไม? เจ้าหน้าที่ถึงไม่รู้" คำตอบที่ได้ก็คือ " ไม่ได้รับการฝึกอบรม" หรือ " อบรมแล้วแต่ไมเข้าใจ"<br><br></div><div><br>คำถามว่า " ทำไม? เจ้าหน้าที่ถึงไม่ได้รับการฝึกอบรม" คำตอบที่ได้ก็คือ " เป็นพนักงานใหม่" หรือ<br><br></div><div><br>" ไม่รู้ว่าจะต้องอบรม" หรือ " ไม่มีการกำหนดจำเป็นในการฝึกอบรม" หรืออื่นๆ เป็นต้น<br><br></div><div><br>จะเห็นได้ว่าถ้าเราตั้งใจตั้งคำถามจากคำตอบที่ได้ว่าเรื่อยๆ เราก็จะได้คำตอบที่เป็นสาเหตุของความบกพร่องที่แท้จริงได้   แต่จากตัวอย่างข้างต้นนี้เป็นเพียงแค่ 1 ในองค์กรประกอบหลักเท่านั้น<br><br></div><div><br>ยังเหลืออีกหลายองค์ประกอบหลัก ที่เราจะต้องลองค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของความบกพร่อง ซึ่งใน 1 อาจจะมีหลายสาเหตุก็ได้ เพราะฉะนั้นการกำหนดแนวทางการในการแก้ไขความบกพร่องจึงจำเป็นจะต้องแก้ไขให้ ครบทุกสาเหตุของความบกพร่องที่เกิดขึ้นนั้นเอง<br><br></div><div>ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง<br><br></div><div><br>หลังจากที่เราทราบสาเหตุของความบกพร่องที่แท้จริงและครบถ้วนทุกสาเหตุของความบกพร่องแล้ว ก็เข้ามาสู่กระบวนการในการปฏิบัติการแก้ไขตามสาเหตุที่แท้จริง ที่ได้มาจากขั้นตอนที่ 1 ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรูปแบบของสาเหตุของความบกพร่องก็มักจะคล้ายๆกันก็คือ<br><br></div><div><br>ไม่มีการกำหนดไว้บ้างมีการกำหนดไว้แต่ไม่ครบถ้วนหรือไม่เหมาะสมบ้างกำหนดไว้ครบถ้วนหรือเหมาะสมแต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติบ้าง<br><br></div><div><br>ส่วนแนวทางในการปฏิบัติการแก้ไข<br>ถ้าไม่มีการกำหนดไว้   ก็ให้กำหนดไว้ครบถ้วนทั้งผู้รับผิดชอบ วิธีการ ระยะเวลา หรือสถานที่สำหรับการปฏิบัติและการทวนสอบ เป็นต้น<br><br></div><div><br>ถ้ามีการกำหนดไว้แต่ไม่ครบถ้วนหรือไม่เหมาะสม   ก็ให้ทำการทบทวนให้เหมาะสมและเพียงพอตรงกับสถานการณ์ ที่เป็นอยู่ ณ.ปัจจุบัน<br><br></div><div><br>ถ้ามีการกำหนดไว้ครบถ้วนหรือเหมาะสมแต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติ โดยใช้หลัก 3 E<br><br></div><div><br>E ducation     คือการให้ความรู้ ความเข้าใจ ในความสำคัญและความจำเป็นในการนำไปปฏิบัติ E ngineering   คือการกำหนดกลไก หรือประยุกต์ใช้เครื่องจักร อุปกรณ์   จิ๊ก ฟิกเจอร์   เครื่องมือป้องกันความผิดพลาด ( Pokayoke )   ระบบเซ็นเซอร์ หรือระบบอินเตอร์ล็อคต่างๆเข้ามาช่วยเตือนให้ปฏิบัติ E nforcement คือการออกกฎข้อบังคับ หรือกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความตระหนักในการปฏิบัติ (ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้าย ที่ไม่ควรเลือกใช้)<br><br></div><div>ขั้นตอนที่ 3 การป้องกันความบกพร่องไม่ให้เกิดซ้ำ<br><br></div><div><br>เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติการแก้ไข<br><br></div><div><br>เพื่อความบกพร่องจะไม่ได้กลับมาเกิดซ้ำอีก โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือการขยายผล และการทวนสอบ<br><br></div><div><br>การขยายผล คือ การนำแนวทางในการปฏิบัติการแก้ไขขยายผลไปสู่พื้นที่ กระบวนการ กิจกรรม ผลิตภัณฑ์ ที่ใกล้เคียงกับความบกพร่องที่เกิดขึ้น เพื่อปัญหาจะไม่กลับมาเกิดขึ้นอีกการทวนสอบ คือ การกำหนดมาตรฐาน วิธีการ หรือระยะเวลามาติดตามความคืบหน้า ของการนำไปปฏิบัติให้ต่อเนื่อง หรือกำหนดเป็นมาตรฐานในการทำงานอย่างถาวร<br><br></div><div><br>จากขั้นตอนในการปฏิบัติการแก้ไขทั้ง 3 ขั้นตอน เป็นเพียงแค่ตัวอย่างแนวทางในการปฏิบัติการแก้ไขความบกพร่อง (CAR) เท่านั้น ส่วนการนำไปประยุกต์ใช้ขึ้นอยู่สถานการณ์ และความบกพร่องที่เกิดขึ้นซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับสถานการณ์ที่สมมุติขึ้น<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-14 09:05:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/231403991</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ศุภกฤต จันประเสริ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/231470268</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สาเหตุและการแก้ไขความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการพ่นสี</strong><br><strong>(Paintnig Troubles Causes and Remedies)</strong><br><strong>1. จุดที่เกิดจากกรดและด่าง</strong> (Acid and alkali Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีจะเปลี่ยนเป็นจุดๆ บนผิวหน้า แปรตามเม็ดสี (Pigment) ที่ทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกด่างหรือกรด<br><strong>สาเหตุ</strong> เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เปลี่ยนเม็ดสี กับสภาพอากาศสกปรกที่มีละอองของสารเคมีประเภทกรดหรือด่าง ซึ่งปลิวมาตามอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม จะทำปฏิกิริยากันขณะที่มีความชื้น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>1. ล้างออกด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามอีกครั้งด้วยน้ำผสมน้ำสมสายชู<br>2. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นสีใหม่<br>3. ถ้าการด่างถึงเนื้อโลหะ หรือถึงสีพื้นชั้นล่างจะต้องขัดกระดาษทรายออกให้หมด ก่อนที่จะพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>1. รักษาสีโดยการหลีกเลี่ยงการจอดรถยนต์ ในที่ๆ มีอากาศสกปรกจากโรงงานอุตสาหกรรม<br>2. ถ้าพบว่ารถยนต์ ถูกสารเคมีต้องรีบล้างออกทันทีด้วยผงซักฟอกและน้ำมากๆ แล้วเช็ดให้สะอาด<br><strong>2. การซึม</strong> (Bleeding)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ </strong>&nbsp;เกิดการเปลี่ยนที่ผิวหน้าของสีที่พ่นเกิดลักษณะการด่าง<br><strong>สาเหตุ</strong> เนื่องจากตัวทำละลายซึมจากสีที่เราพ่นใหม่ลงไปละลายสีเก่าที่อยู่ข้างล่าง จนซึมขึ้นมา ตามธรรมดาจะเกิดกับสีเก่าซึ่งเป็นจำพวกสีแดง, เลือดหมู และสีในกลุ่มสีแดง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. โดยการขูดหรือลอกสีนั้นออกให้หมด แล้วทำการพ่นสีใหม่<br>ข. การแก้ซึมบางครั้งโดยการพ่นซีลเล่อร์ (Beeder Sealer) พิเศษ ลงบนพื้นงาน ก่อนที่จะพ่นสีทับหน้า<br><strong>การป้องกัน</strong><br>พ่นซีลเล่อร์พิเศษ(Beeder Sealer) ก่อนที่จะพ่นสีพื้นในเมื่อสีเดิมเป็นสีแดงหรืออยู่ในกลุ่มสีแดง<br><strong>3. รอยพอง</strong> (Blistering)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เป็นบริเวณเล็กๆ เหมือนรอยน้ำพองบนผิวหนังคนเรา<br>ข. ขาดความเป็นมันที่บริเวณเก็ลเม็ดเล็กๆ<br>ค. ถ้าทิ้งไว้นานจะแตกตรงยอดออกกลายเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากมีสนิมบนผิวโลหะ<br>ข. พ่นสีทับไปบนน้ำมันหรือจารบี<br>ค. มีความชื้นในระบบอากาศอัดที่ใช้กับงานพ่นสี<br>ง. พ่นสีทับไปบนงานที่ไอของตัวทำละลายบางอย่างยังระเหยออกไม่หมด<br>จ. ฟีมส์สีเดิมอยู่ในอากาศที่มีความชื้นก่อนการพ่นสีทับลงไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ถ้าหากเกิดการเสียหายบริเวณกว้างมากและแตกแยกกัน ควรจะขูดออกให้ถึงพื้น แล้วทำการเริ่มวานสีใหม่<br>ข. หากเกิดการแตกบริเวณเล็กๆ ควรขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่ ตรงส่วนที่มีปัญหา<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาด ผิวโลหะอย่างดี รวมทั้งการใช้น้ำยาขจัดสนิม<br>ข. ถ่ายน้ำทิ้ง จากระบบ อากาศอัด<br>ค. หลีกเลี่ยงการใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในขณะที่มีอุณภูมิสูง<br>ง. ทิ้งช่วงเวลาการพ่นระหว่างชั้นนานพอสมควร<br><strong>4. การเกิดเป็นฝ้า</strong> (Blushing)<br>(เฉพาะแลคเกอร์และอะคริลิค)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ผิวของสีทั้งหน้ามองดูจะเป็นฝ้าขาว (Milky)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในอากาศที่มีความชื้นสูง<br>ข. ทินเนอร์ที่ใช้ผสมไม่ถูกต้อง<br>ค. มีความชื้นสูงที่ผิวงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. เติมหัวทินเนอร์ (Retarder) แล้วพ่นซ้ำ<br>ข. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ระวังรักษาสีและผิวหน้าที่ถูกพ่นควรมีอุณหภูมิเท่ากันกับอุณหภูมิห้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ค. ใช้หัวทินเนอร์ เมื่อมีการพ่นในเวลาอากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิสูง<br><strong>5. การเป็นรอยขาว</strong> (Chalking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ขาดความเป็นมัน<br>ข. ผิวของงานเป็นละอองขาว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เป็นธรรมชาติของฟิมล์สีที่ใช้พ่น<br>ข. การกวนสีและเขย่าที่ไม่ดีพอ<br>ค. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ ทำให้สีเสื่อมคึณภาพเร็ว<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายเพื่อนำผิวหน้าของงานที่เสียออก ทำความสะอาด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนและเขย่าสีให้ทั่วถึง<br>ข. เลือกใช้แต่ทินเนอร์คุณภาพดี<br><strong>6. รอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก</strong> (Checking-Crazing-Cracking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. รอยแตกคล้ายตีนกา<br>ข. รอยแตกคล้ายการร้าวของกระจก<br>ค. เส้นแตกแยกไม่เป็นระเบยบ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เวลาการแห้งของสีชั้นแรกไม่เพียงพอ ก็ถูกพ่นทับด้วยสีชั้น 2-3<br>ข. สีที่พ่นไปแล้วถูกความร้อนสูงหรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ<br>ค. การพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. ส่วนผสมของสีผสมกันไม่ทั่วถึง<br>จ. มีการเติมสารพิเศษบางอย่างลงในสี โดยที่สารประกอบทางเคมีเข้ากันไม่ได้<br>ฉ. พ่นสีใหม่ทับลงไปบนสีเดิมที่เกิดการแตกอยู่แล้ว<br>ช. ทินเนอร์ทำปฏิกิริยากับสีเดิม (เฉพาะสีอะคริลิค แลคเกอร์)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดสีเดิมที่มีรอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก ออกให้หมดจากฟิมล์สี จากนั้นจึงทำการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำตามคำแนะนำ การทิ้งช่วงเวลาในการแห้งของสีแต่ละชั้นให้ถูกต้อง<br>ข. หลีกเลี่ยงการถูกอุณหภูมิสูงๆ<br>ค. พ่นสีด้วยฟิมล์สีสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงการพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. กวนสีและเขย่าสีที่ผสมให้ดี<br>จ. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดีตามคำแนะนำของบริษัทที่ผลิตสี<br>ฉ. ขจัดสีเดิมที่มีรอยแตกร้าวออกจากฟิมล์สีให้หมดแล้วจึงทำการพ่นสีใหม่<br>ช. สำหรับสี อะคริลิคแลคเกอร์ ใช้ทินเนอร์พิเศษ ป้องกันการแตกร้าวของสี<br><strong>7. สิ่งสกปรกบนผิวของงาน</strong> (Dirt in Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> มีสิ่งสกปรกอยู่ในฟิมส์สีของงานที่พ่นแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือทำความสะอาดไม่ถูกต้อง ให้เป่าเอาฝุ่นผงต่างๆ ออกให้หมด และใช้ผ้าเก็บละอองสีลูบเก็บละอองสีออกจากผิวงานก่อนการพ่นสี<br>ข. ไส้กรองที่กรองอากาศชำรุด หรือทำงานผิดปกติ<br>ค. บริเวณที่ทำงานสกปรก<br>ง. ท่อลมสกปรก<br>จ. ปืนพ่นสีสกปรก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีขัดออก (สำหรับสีอีนาเมลขัดไม่ได้)<br>ข. ถ้าสิ่งสกปรกจมอยู่ในฟีมส์สีลึกให้ใช้กระดาษทรายขัดออก แล้วขัดด้วยยาขัดสีอีกครั้ง ถ้าเป็นสีที่มีบรอนช์ผสมจะเกิดรอยด่าง ต้องดำเนินการพ่นสีอีกครั้ง<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ปืนเป่าลม เป่าเอาฝุ่นตามรอยต่อของตัวถังออกให้หมด<br>ข. ใช้น้ำยาทาผิวงานก่อนการพ่นสี เมื่อทาแล้วใช้ผ้าเก็บสิ่งสกปรก ค. แน่ใจว่าอุปกรณ์การพ่นสีสะอาด<br>ง. ทำงานที่ปราศจากฝุ่นผง<br>จ. เปลี่ยนไส้กรองอากาศ<br>ฉ. กรองสีทุกครั้งด้วยกรวยกรองสี<br>ช. ปิดฝากระป๋องสี และทินเนอร์ทุกครั้งที่เลิกใช้เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอม<br><strong>8. ฟิมสีด้าน</strong> (Dulled Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ฟิมส์สีด้านเมื่อสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีก่อนที่สีจะแห้งสนิท<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่คุณภาพต่ำ<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานไม่ดี<br>ง. พ่นสีทับหน้าทับไปบนสีพื้นที่ยังไม่แห้งสนิท<br>จ. ล้างทำความสะอาดด้วยด่าง<br>ฉ. ขัดมันน้อยเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ปล่อยเวลาให้สีแห้งสนิทก่อน แล้วจึงขัดมันด้วยยาขัด<br>ข. ขัดกระดาษทรายบริเวณสีด้านแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้ตลอดทั่วถึงก่อนการพ่นสี<br>ข. ใช้สีทุกชนิดตามที่แนะนำ<br>ค. ทุกชั้นของสีที่พ่นต้องมีระยะเวลาพอในการแห้งตัว<br><strong>9. ตาปลา</strong> (Fish eyes and Poor wetting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ฟิมล์สีแยกตัวออกทำให้เกิดการพรุนของฟิมล์สี<br>ข. สีที่พ่นแล้วมองเห็นเป็นจุดๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดที่ผิวงานก่อนการพ่นสีไม่ดีพอ<br>ข. พ่นสีใหม่ไปบนสีเดิมที่มีซิลิคอน (Silicons)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ล้างสีออกในเวลาที่สียังเปียกอยู่ (ทำได้เฉพาะสีอีนาเมล)<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานด้วยน้ำยาทำความสะอาด<br>ข. ใช้น้ำยา Dx 66 ป้องกันการแยกตัวของสี เติมลงไปในสิ่งที่ผสมแล้ว แล้วจึงพ่นสีไปบนผิวงานที่มีซิลิคอน<br><strong>10. สีพองและลอก</strong> (Lifting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. พองและลอกออกขณะฟิมส์สียังเปียก<br>ข. หลุดออกเมื่อฟิมส์สีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การแห้งตัวของสีชั้นแรกไม่ถูกต้อง<br>ข. สีเดิมเป็นสีอีนาเมล ที่พ่นใหม่เป็นสีแลคเกอร์<br>ค. พ่นสีทับไปบนสีอีนาเมล ที่มีอายุการใช้งานไม่นานพอ<br>ง. พ่นสีบนผิวงานที่ไม่สะอาดดีพอ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดฟิมส์สีที่พองออก แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้สะอาดและทั่วถึง<br>ข. ปล่อยเวลาให้สีแต่ละชั้นแห้งสนิทก่อนการพ่นสี<br>ค. พ่นซิลเลอร์<br><strong>11. การเป็นริ้วสี</strong> (Mottling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นริ้วยาวของสีโดยทั่วไปๆ จะเกิดกับสีที่มีบรอนช์</div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีเปียกมากเกินไปบนผิวงานเฉพาะแห่ง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ให้เพิ่มความดันของอากาศอัดสูงขึ้น เมื่อพ่นสีครั้งสุดท้าย<br>ข. ฟิมส์สีหนาไปในบริเวณบางแห่ง<br>ค. ถ้าสีที่พ่นแล้วแห้งให้ขัดออกแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. หลีกเลี่ยงการพ่นสีเปียกจนเกินไป และฟิมส์สีหนาในบริเวณเฉพาะแห่ง<br>ข. ระมัดระวังการเพิ่มและลดฟิมส์สี<br><strong>12. ผิวเปลือกส้ม</strong> (Orange peel)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลักษณะคล้ายผิวลูกบอลล์ที่มากระทบกับสีที่พ่นแล้ว<br>ข. คล้ายกับผิวของเปลือกส้ม<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากการลดลงของสีที่พ่นไม่เพียงพอ<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์คุณภาพต่ำ<br>ค. การไหลของสีไม่เหมาะสม<br>ง. ผิวหน้าของสีแห้งเร็วเกินไป<br>จ. ความดันของอากาศอัดไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. หลังจากพ่นสี เมื่อสีแห้งสนิทแล้วให้ใช้ยาขัดอย่างละเอียดขัดผิวหน้าที่เป็นเปลือกส้มออก<br>ข. หากเป็นเปลือกส้มมาก ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ 400 ขัดน้ำ แล้วจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ปรับความดันของอากาศอัดให้เหมาะสมถูกต้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่มีคุณภาพดี<br><strong>13. การลอก</strong> (Peeling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>สีทับหน้าลอกออกเป็นชิ้นบางๆ จากสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมงานไม่ถูกวิธี<br>ข. สีชั้นแรกกับสีครั้งหลังไม่เข้ากัน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดส่วนที่ลอกออกให้หมด แล้วเตรียมงานให้ดี จึงพ่นสีใหม่ทับลงไป<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดและเตรียมงานอย่างดี<br>ข. ใช้สีพื้นตามคำแนะนำสำหรับโลหะนั้นๆ<br>ค. ดำเนินงานตามวิธีการพ่นสีใหม่อย่างเคร่งครัด และให้ใช้สีที่เข้ากันได้<br><strong>14. รูพรุนหรือรอยพองบนแผ่นพลาสติค</strong> (Pin Holes or Blistering over plastic Filler or Pitting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดเป็นรูคล้ายเข็มแทงที่ผิวงาน<br>ข. เกิดฟองอากาศดันฟิมส์สีพองเป็นจุดๆ แล้วกะเทาะออกกลายเป็นรูพรุน<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮารค์เดนเนอร์ (hardener) ผสมกับพลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. เวลาผสมพลาสติกกับน้ำยาทำให้พลาสติกแข็งและผสมรุนแรงเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทราย แล้วใช้สีโป๊วแห้งเร็ว เติมบริเวณรอยพรุนให้เต็ม ข. ขัดกระดาษทรายแล้วเตรียมพื้นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์กับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. การผสมน้ำยากับพลาสติกไม่รุนแรงและให้ผสมอย่างเร็ว<br>ค. เวลาโป๊วพลาสติกอย่าพยายามให้มีฟองอากาศในเนื้อพลาสติก<br><strong>15. สีโป๊วพลาสติกแสดงรอยด่าง</strong> (Plastic Bleedthru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดรอยด่าง (ตามธรรมดาจะเป็นสีเหลืองบนสีทับหน้า)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ทำให้พลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. พ่นสีทับหน้าก่อนเวลาที่พลาสติกแข็งตัวอย่างสมบูรณ์<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขูดออกแล้วโป๊วใหม่<br>ข. รอจนสีทับหน้าแห้งสนิทแล้วขัดกระดาษทราย พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ผสมกับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. ปล่อยระยะเวลานานพอสมควรให้พลาสติกแข็งตัวอย่างได้ที่<br><strong>16. สีโป๊วพลาสติกไม่แห้ง</strong> (Plastic Filler noi Drying)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีโป๊วพลาสติกยังนิ่มอยู่ขณะที่โป๊วไปแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ปริมาณของน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็งไม่เพียงพอ ข. น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ถูกแสงแดด<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดสีโป๊วพลาสติกออกแล้วโป๊วใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เพิ่มจำนวนน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็ง ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต<br>ข. แน่ใจว่าน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ใหม่ และไม่เคยถูกแสงแดด<br><strong>17. สนิมใต้สี</strong> (Rust under Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลอก หรือแตก<br>ข. บวมเป็นจุดบางแห่ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมโลหะไม่ดีพอ<br>ข. รอยแตกของฟิมส์สีทำให้ความชื้นเข้าไปใต้ฟิมส์สีได้<br>ค. มีน้ำในท่อระบบอากาศอัดที่ใช้พ่นสี<br><strong>การแก้ไข&nbsp; &nbsp;</strong><br>ก. ผนึกทางเข้าของความชื้นด้านในของโครงสร้างนั้น<br>ข. ขัดโลหะให้เปลือยเปล่า และใช้น้ำยาเคลือบป้องกันการเกิดสนิม<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พิจารณาบริเวณที่เป็นแหล่งของความชื้นโดยผนึกและป้องกันจุดนั้น<br>ข. เมื่อมีการเปลี่ยนชิ้นส่วน เช่นพวกคิ้วและโครเมี่ยมต้องระมัดระวังอย่าให้ฟิมส์สีที่พ่นไว้แตก และอย่าให้โลหะที่ไม่เหมือนกันมาสัมผัสกัน การสัมผัสกันจะทำให้เกิด การถ่ายประจุไฟฟ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ฟิมส์สีแตกออกหรือสูญเสียการเกาะแน่นที่ดีระหว่างโลหะกับฟิมส์สี<br>หมายเหตุ คิ้วที่ทำด้วยโครเมี่ยม จะต้องมีเนื้อพลาสติกรองก่อนเพื่อป้องกันการถ่ายประจุไฟฟ้า<br><strong>18. สีไหล</strong> (Runs)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดการไหลของฟิมส์สีที่เปียก<br>ข. มวลของฟิมส์สีทับหน้าเลี่อนตัวเป็นทาง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีด้วยอัตราส่วนไม่ถูกต้อง สีใสเกินไปและความดันของอากาศลดต่ำไป<br>ข. ใช้ทินเนอร์ระบายช้าเกินไป<br>ค. พ่นสีบนงานที่เย็น<br>ง. ทำความสะอาดที่ผิวงานไม่ดี<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ล้างสีออก แล้วพ่นใหม่ (สีอีนาเมล)<br>ข. ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400 พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ส่วนผสมของทินเนอร์กับสีตามคำแนะนำ และใช้อากาสอัดที่ถูกต้อง<br>ข. อย่าพ่นสีบนผิวงานที่เย็น<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานให้ทั่วถึง<br><strong>19. สีย้อย</strong> (SAGS)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีย้อยเกิดจากการลื่นไถลของสี เกิดจากฟิมส์สีที่หนาเกินไป ไม่สามารถพยุงตัวบนผิวงานได้<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป<br>ข. พ่นสีทับๆ กันโดยไม่มีเวลาให้สีที่พ่นครั้งแรกแห้งตัว<br>ค. ความดันของอากาศอัดต่ำไป<br>ง. ถือปืนใกล้ชิ้นงานเกินไป<br>จ. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายเบอร์ 400 แล้วพ่นสีใหม่<br>ข. ล้างสีย้อย แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์และผสมให้ถูกต้อง<br>ข. ปรับความดันอากาศอัดให้เหมาะสมกับปืนที่จะใช้<br>ค. ให้ระยะห่างระหว่างปืนพ่นสีกับชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>20. รอยกระดาษทรายหรือรอยขีดข่วน</strong> (Sand Scratches)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นรอยกระดาษทราย หรือรอยขีดข่วนบนผิวงานที่พ่นสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong> ใช้กระดาษทรายหยาบเกินไป ไม่ตรงกับสีที่จะใช้พ่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. พ่นสีพื้นอย่างข้นเพื่อเติมรอยขีดข่วนให้เต็ม แล้วขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด<br>ข. พ่นสีพื้นซิลเลอร์ ซึ่งช่วยลดรอยขีดข่วน<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้กระดาษทรายให้ถูกกับชนิดของสีที่จะพ่น<br>ข. การขัดกระดาษทรายโดยถูกวิธี<br><strong>21. สีกระเทาะเนื่องจากหิน</strong> (Stone Bruises)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีกระเทาะเนื่องจากถูกกระทบกรวดเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ก้อนหินกระเด็นมาจากรถคันอื่น<br>ข. เกิดการกระแทกจากประตูรถคันอื่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายให้ทั่วถึง ห่างจากรอยชำรุด 3-4 นิ้ว<br>ข. ทาด้วยน้ำยาเคลือบป้องกันสนิมบริเวณโลหะ แล้วดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>22. มองเห็นสีพื้น</strong> (Undercoat Show thru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีทับหน้าเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้มองเห็นสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าไม่เพียงพอ<br>ข. ขัดยาขัดที่มากเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าให้หนาพอที่จะคลุมสีพื้นได้มิด<br>ข. อย่าขัดสีด้วยยาขัดมากเกินไป<br><strong>23. รอยด่างจากหยดนํ้า</strong> (Water Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดจุดด่างเป็นแห่งๆ และรอยด่างใหญ่ๆ คล้ายการเสื่อมสภาพของสี<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. มีหยดน้ำค้างบนผิวหน้าของสีแล้วแห้งเองโดยไม่เช็ดออก<br>ข. ล้างรถยนต์กลางแสงแดดจัดๆ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br>การป้องกัน<br>ก. สีรถยนต์ที่พ่นใหม่ไม่ควรตากน้ำค้าง หรือน้ำฝน<br>ข. อย่าให้หยดน้ำแห้งเองบนผิวของงานสีที่พ่นใหม่<br><strong>24. สีไม่แห้งบางแห่ง</strong> (Wet Spots)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีด่างบางแห่ง และสีแห้งช้าบางจุด<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การทำความสะอาดไม่ถูกต้อง<br>ข. สีพื้นพ่นหนาเกินไปและไม่แห้งสนิท<br>ค. ขัดกระดาษทรายโดยไม่ใช้น้ำมันเบนซิน หรือสารเคมีบางอย่างช่วย<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดผิวงาน<br>ข. ปล่อยระยะเวลาให้สีพื้นแห้ง<br>ค. ใช้น้ำเท่านั้นในการขัดกระดาษละเอียด<br><strong>25. สีหย่น</strong> (Wrinkling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. หย่นของสีอีนาเมลที่หนา<br>ข. ไม่เกิดความมันเวลาสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป หรือความดันของอากาศอัดต่ำไปทำให้ฟิมส์สีหนา<br>ข. พ่นสีมากชั้นเกินไป<br>ค. รีดิวเซอร์แห้งเร็วเกินไปทำให้ผิวหน้าสีตรึงแล้วหย่น<br>ง. ผิวหน้าแห้งและจับตัวทำละลายไว้ใต้สี<br>จ. ฟิมส์สีถูกกับความร้อนเร็วเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดรอยหย่นด้วยกระดาษทรายปล่อยทิ้งให้แห้งจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมสีอีนาเมลตามคำแนะนำ<br>ข. พ่นจำนวนชั้นของสีตามคำแนะนำ<br>ค. อย่านำเข้าอบเร็วเกินไปต้องรอให้สีเริ่มแห้งก่อน<br><strong>26. ละอองสีแห้ง</strong> (Dry Spray)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ละอองสีแห้งก่อนที่จะถึงชิ้นงานทำให้เกิดเม็ดหยาบๆ</div><div><br></div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ<br>ข. กำลังดันอากาศอัดสูงเกินไป<br>ค. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br>ง. ระยะห่างปืนพ่นสีมาก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีให้เรียบด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ข. ใช้กำลังดันของอากาศอัดให้เหมาะสม<br>ค. ปรบปืนพ่นสีให้ถูกต้อง<br>ง. ถือปืนห่างจากชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>27. สีเป็นวง</strong> (Feather-edge)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เมื่อพ่นสีจะเกิดเป็นวงหรือเป็นขอบๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การกวนสีไม่เพียงพอ<br>ข. การขัดกระดาษทรายไม่ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์แห้งช้ามากเกินไป<br>ง. ใช้สีไม่ตรงกับงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีออกให้หมดจึงดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนสีให้ทั่วถึง<br>ข. ใช้กระดาษทรายให้ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์และรีดิวเซอร์ให้ถูกต้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-14 13:37:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/231470268</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย จิระพงศ์ เกิดแพร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/231470446</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สาเหตุและการแก้ไขความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการพ่นสี</strong><br><strong>(Paintnig Troubles Causes and Remedies)</strong><br><strong>1. จุดที่เกิดจากกรดและด่าง</strong> (Acid and alkali Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีจะเปลี่ยนเป็นจุดๆ บนผิวหน้า แปรตามเม็ดสี (Pigment) ที่ทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกด่างหรือกรด<br><strong>สาเหตุ</strong> เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เปลี่ยนเม็ดสี กับสภาพอากาศสกปรกที่มีละอองของสารเคมีประเภทกรดหรือด่าง ซึ่งปลิวมาตามอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม จะทำปฏิกิริยากันขณะที่มีความชื้น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>1. ล้างออกด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามอีกครั้งด้วยน้ำผสมน้ำสมสายชู<br>2. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นสีใหม่<br>3. ถ้าการด่างถึงเนื้อโลหะ หรือถึงสีพื้นชั้นล่างจะต้องขัดกระดาษทรายออกให้หมด ก่อนที่จะพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>1. รักษาสีโดยการหลีกเลี่ยงการจอดรถยนต์ ในที่ๆ มีอากาศสกปรกจากโรงงานอุตสาหกรรม<br>2. ถ้าพบว่ารถยนต์ ถูกสารเคมีต้องรีบล้างออกทันทีด้วยผงซักฟอกและน้ำมากๆ แล้วเช็ดให้สะอาด<br><strong>2. การซึม</strong> (Bleeding)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ </strong>&nbsp;เกิดการเปลี่ยนที่ผิวหน้าของสีที่พ่นเกิดลักษณะการด่าง<br><strong>สาเหตุ</strong> เนื่องจากตัวทำละลายซึมจากสีที่เราพ่นใหม่ลงไปละลายสีเก่าที่อยู่ข้างล่าง จนซึมขึ้นมา ตามธรรมดาจะเกิดกับสีเก่าซึ่งเป็นจำพวกสีแดง, เลือดหมู และสีในกลุ่มสีแดง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. โดยการขูดหรือลอกสีนั้นออกให้หมด แล้วทำการพ่นสีใหม่<br>ข. การแก้ซึมบางครั้งโดยการพ่นซีลเล่อร์ (Beeder Sealer) พิเศษ ลงบนพื้นงาน ก่อนที่จะพ่นสีทับหน้า<br><strong>การป้องกัน</strong><br>พ่นซีลเล่อร์พิเศษ(Beeder Sealer) ก่อนที่จะพ่นสีพื้นในเมื่อสีเดิมเป็นสีแดงหรืออยู่ในกลุ่มสีแดง<br><strong>3. รอยพอง</strong> (Blistering)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เป็นบริเวณเล็กๆ เหมือนรอยน้ำพองบนผิวหนังคนเรา<br>ข. ขาดความเป็นมันที่บริเวณเก็ลเม็ดเล็กๆ<br>ค. ถ้าทิ้งไว้นานจะแตกตรงยอดออกกลายเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากมีสนิมบนผิวโลหะ<br>ข. พ่นสีทับไปบนน้ำมันหรือจารบี<br>ค. มีความชื้นในระบบอากาศอัดที่ใช้กับงานพ่นสี<br>ง. พ่นสีทับไปบนงานที่ไอของตัวทำละลายบางอย่างยังระเหยออกไม่หมด<br>จ. ฟีมส์สีเดิมอยู่ในอากาศที่มีความชื้นก่อนการพ่นสีทับลงไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ถ้าหากเกิดการเสียหายบริเวณกว้างมากและแตกแยกกัน ควรจะขูดออกให้ถึงพื้น แล้วทำการเริ่มวานสีใหม่<br>ข. หากเกิดการแตกบริเวณเล็กๆ ควรขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่ ตรงส่วนที่มีปัญหา<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาด ผิวโลหะอย่างดี รวมทั้งการใช้น้ำยาขจัดสนิม<br>ข. ถ่ายน้ำทิ้ง จากระบบ อากาศอัด<br>ค. หลีกเลี่ยงการใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในขณะที่มีอุณภูมิสูง<br>ง. ทิ้งช่วงเวลาการพ่นระหว่างชั้นนานพอสมควร<br><strong>4. การเกิดเป็นฝ้า</strong> (Blushing)<br>(เฉพาะแลคเกอร์และอะคริลิค)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ผิวของสีทั้งหน้ามองดูจะเป็นฝ้าขาว (Milky)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในอากาศที่มีความชื้นสูง<br>ข. ทินเนอร์ที่ใช้ผสมไม่ถูกต้อง<br>ค. มีความชื้นสูงที่ผิวงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. เติมหัวทินเนอร์ (Retarder) แล้วพ่นซ้ำ<br>ข. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ระวังรักษาสีและผิวหน้าที่ถูกพ่นควรมีอุณหภูมิเท่ากันกับอุณหภูมิห้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ค. ใช้หัวทินเนอร์ เมื่อมีการพ่นในเวลาอากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิสูง<br><strong>5. การเป็นรอยขาว</strong> (Chalking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ขาดความเป็นมัน<br>ข. ผิวของงานเป็นละอองขาว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เป็นธรรมชาติของฟิมล์สีที่ใช้พ่น<br>ข. การกวนสีและเขย่าที่ไม่ดีพอ<br>ค. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ ทำให้สีเสื่อมคึณภาพเร็ว<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายเพื่อนำผิวหน้าของงานที่เสียออก ทำความสะอาด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนและเขย่าสีให้ทั่วถึง<br>ข. เลือกใช้แต่ทินเนอร์คุณภาพดี<br><strong>6. รอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก</strong> (Checking-Crazing-Cracking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. รอยแตกคล้ายตีนกา<br>ข. รอยแตกคล้ายการร้าวของกระจก<br>ค. เส้นแตกแยกไม่เป็นระเบยบ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เวลาการแห้งของสีชั้นแรกไม่เพียงพอ ก็ถูกพ่นทับด้วยสีชั้น 2-3<br>ข. สีที่พ่นไปแล้วถูกความร้อนสูงหรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ<br>ค. การพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. ส่วนผสมของสีผสมกันไม่ทั่วถึง<br>จ. มีการเติมสารพิเศษบางอย่างลงในสี โดยที่สารประกอบทางเคมีเข้ากันไม่ได้<br>ฉ. พ่นสีใหม่ทับลงไปบนสีเดิมที่เกิดการแตกอยู่แล้ว<br>ช. ทินเนอร์ทำปฏิกิริยากับสีเดิม (เฉพาะสีอะคริลิค แลคเกอร์)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดสีเดิมที่มีรอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก ออกให้หมดจากฟิมล์สี จากนั้นจึงทำการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำตามคำแนะนำ การทิ้งช่วงเวลาในการแห้งของสีแต่ละชั้นให้ถูกต้อง<br>ข. หลีกเลี่ยงการถูกอุณหภูมิสูงๆ<br>ค. พ่นสีด้วยฟิมล์สีสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงการพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. กวนสีและเขย่าสีที่ผสมให้ดี<br>จ. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดีตามคำแนะนำของบริษัทที่ผลิตสี<br>ฉ. ขจัดสีเดิมที่มีรอยแตกร้าวออกจากฟิมล์สีให้หมดแล้วจึงทำการพ่นสีใหม่<br>ช. สำหรับสี อะคริลิคแลคเกอร์ ใช้ทินเนอร์พิเศษ ป้องกันการแตกร้าวของสี<br><strong>7. สิ่งสกปรกบนผิวของงาน</strong> (Dirt in Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> มีสิ่งสกปรกอยู่ในฟิมส์สีของงานที่พ่นแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือทำความสะอาดไม่ถูกต้อง ให้เป่าเอาฝุ่นผงต่างๆ ออกให้หมด และใช้ผ้าเก็บละอองสีลูบเก็บละอองสีออกจากผิวงานก่อนการพ่นสี<br>ข. ไส้กรองที่กรองอากาศชำรุด หรือทำงานผิดปกติ<br>ค. บริเวณที่ทำงานสกปรก<br>ง. ท่อลมสกปรก<br>จ. ปืนพ่นสีสกปรก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีขัดออก (สำหรับสีอีนาเมลขัดไม่ได้)<br>ข. ถ้าสิ่งสกปรกจมอยู่ในฟีมส์สีลึกให้ใช้กระดาษทรายขัดออก แล้วขัดด้วยยาขัดสีอีกครั้ง ถ้าเป็นสีที่มีบรอนช์ผสมจะเกิดรอยด่าง ต้องดำเนินการพ่นสีอีกครั้ง<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ปืนเป่าลม เป่าเอาฝุ่นตามรอยต่อของตัวถังออกให้หมด<br>ข. ใช้น้ำยาทาผิวงานก่อนการพ่นสี เมื่อทาแล้วใช้ผ้าเก็บสิ่งสกปรก ค. แน่ใจว่าอุปกรณ์การพ่นสีสะอาด<br>ง. ทำงานที่ปราศจากฝุ่นผง<br>จ. เปลี่ยนไส้กรองอากาศ<br>ฉ. กรองสีทุกครั้งด้วยกรวยกรองสี<br>ช. ปิดฝากระป๋องสี และทินเนอร์ทุกครั้งที่เลิกใช้เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอม<br><strong>8. ฟิมสีด้าน</strong> (Dulled Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ฟิมส์สีด้านเมื่อสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีก่อนที่สีจะแห้งสนิท<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่คุณภาพต่ำ<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานไม่ดี<br>ง. พ่นสีทับหน้าทับไปบนสีพื้นที่ยังไม่แห้งสนิท<br>จ. ล้างทำความสะอาดด้วยด่าง<br>ฉ. ขัดมันน้อยเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ปล่อยเวลาให้สีแห้งสนิทก่อน แล้วจึงขัดมันด้วยยาขัด<br>ข. ขัดกระดาษทรายบริเวณสีด้านแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้ตลอดทั่วถึงก่อนการพ่นสี<br>ข. ใช้สีทุกชนิดตามที่แนะนำ<br>ค. ทุกชั้นของสีที่พ่นต้องมีระยะเวลาพอในการแห้งตัว<br><strong>9. ตาปลา</strong> (Fish eyes and Poor wetting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ฟิมล์สีแยกตัวออกทำให้เกิดการพรุนของฟิมล์สี<br>ข. สีที่พ่นแล้วมองเห็นเป็นจุดๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดที่ผิวงานก่อนการพ่นสีไม่ดีพอ<br>ข. พ่นสีใหม่ไปบนสีเดิมที่มีซิลิคอน (Silicons)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ล้างสีออกในเวลาที่สียังเปียกอยู่ (ทำได้เฉพาะสีอีนาเมล)<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานด้วยน้ำยาทำความสะอาด<br>ข. ใช้น้ำยา Dx 66 ป้องกันการแยกตัวของสี เติมลงไปในสิ่งที่ผสมแล้ว แล้วจึงพ่นสีไปบนผิวงานที่มีซิลิคอน<br><strong>10. สีพองและลอก</strong> (Lifting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. พองและลอกออกขณะฟิมส์สียังเปียก<br>ข. หลุดออกเมื่อฟิมส์สีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การแห้งตัวของสีชั้นแรกไม่ถูกต้อง<br>ข. สีเดิมเป็นสีอีนาเมล ที่พ่นใหม่เป็นสีแลคเกอร์<br>ค. พ่นสีทับไปบนสีอีนาเมล ที่มีอายุการใช้งานไม่นานพอ<br>ง. พ่นสีบนผิวงานที่ไม่สะอาดดีพอ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดฟิมส์สีที่พองออก แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้สะอาดและทั่วถึง<br>ข. ปล่อยเวลาให้สีแต่ละชั้นแห้งสนิทก่อนการพ่นสี<br>ค. พ่นซิลเลอร์<br><strong>11. การเป็นริ้วสี</strong> (Mottling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นริ้วยาวของสีโดยทั่วไปๆ จะเกิดกับสีที่มีบรอนช์</div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีเปียกมากเกินไปบนผิวงานเฉพาะแห่ง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ให้เพิ่มความดันของอากาศอัดสูงขึ้น เมื่อพ่นสีครั้งสุดท้าย<br>ข. ฟิมส์สีหนาไปในบริเวณบางแห่ง<br>ค. ถ้าสีที่พ่นแล้วแห้งให้ขัดออกแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. หลีกเลี่ยงการพ่นสีเปียกจนเกินไป และฟิมส์สีหนาในบริเวณเฉพาะแห่ง<br>ข. ระมัดระวังการเพิ่มและลดฟิมส์สี<br><strong>12. ผิวเปลือกส้ม</strong> (Orange peel)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลักษณะคล้ายผิวลูกบอลล์ที่มากระทบกับสีที่พ่นแล้ว<br>ข. คล้ายกับผิวของเปลือกส้ม<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากการลดลงของสีที่พ่นไม่เพียงพอ<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์คุณภาพต่ำ<br>ค. การไหลของสีไม่เหมาะสม<br>ง. ผิวหน้าของสีแห้งเร็วเกินไป<br>จ. ความดันของอากาศอัดไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. หลังจากพ่นสี เมื่อสีแห้งสนิทแล้วให้ใช้ยาขัดอย่างละเอียดขัดผิวหน้าที่เป็นเปลือกส้มออก<br>ข. หากเป็นเปลือกส้มมาก ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ 400 ขัดน้ำ แล้วจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ปรับความดันของอากาศอัดให้เหมาะสมถูกต้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่มีคุณภาพดี<br><strong>13. การลอก</strong> (Peeling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>สีทับหน้าลอกออกเป็นชิ้นบางๆ จากสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมงานไม่ถูกวิธี<br>ข. สีชั้นแรกกับสีครั้งหลังไม่เข้ากัน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดส่วนที่ลอกออกให้หมด แล้วเตรียมงานให้ดี จึงพ่นสีใหม่ทับลงไป<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดและเตรียมงานอย่างดี<br>ข. ใช้สีพื้นตามคำแนะนำสำหรับโลหะนั้นๆ<br>ค. ดำเนินงานตามวิธีการพ่นสีใหม่อย่างเคร่งครัด และให้ใช้สีที่เข้ากันได้<br><strong>14. รูพรุนหรือรอยพองบนแผ่นพลาสติค</strong> (Pin Holes or Blistering over plastic Filler or Pitting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดเป็นรูคล้ายเข็มแทงที่ผิวงาน<br>ข. เกิดฟองอากาศดันฟิมส์สีพองเป็นจุดๆ แล้วกะเทาะออกกลายเป็นรูพรุน<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮารค์เดนเนอร์ (hardener) ผสมกับพลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. เวลาผสมพลาสติกกับน้ำยาทำให้พลาสติกแข็งและผสมรุนแรงเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทราย แล้วใช้สีโป๊วแห้งเร็ว เติมบริเวณรอยพรุนให้เต็ม ข. ขัดกระดาษทรายแล้วเตรียมพื้นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์กับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. การผสมน้ำยากับพลาสติกไม่รุนแรงและให้ผสมอย่างเร็ว<br>ค. เวลาโป๊วพลาสติกอย่าพยายามให้มีฟองอากาศในเนื้อพลาสติก<br><strong>15. สีโป๊วพลาสติกแสดงรอยด่าง</strong> (Plastic Bleedthru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดรอยด่าง (ตามธรรมดาจะเป็นสีเหลืองบนสีทับหน้า)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ทำให้พลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. พ่นสีทับหน้าก่อนเวลาที่พลาสติกแข็งตัวอย่างสมบูรณ์<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขูดออกแล้วโป๊วใหม่<br>ข. รอจนสีทับหน้าแห้งสนิทแล้วขัดกระดาษทราย พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ผสมกับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. ปล่อยระยะเวลานานพอสมควรให้พลาสติกแข็งตัวอย่างได้ที่<br><strong>16. สีโป๊วพลาสติกไม่แห้ง</strong> (Plastic Filler noi Drying)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีโป๊วพลาสติกยังนิ่มอยู่ขณะที่โป๊วไปแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ปริมาณของน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็งไม่เพียงพอ ข. น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ถูกแสงแดด<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดสีโป๊วพลาสติกออกแล้วโป๊วใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เพิ่มจำนวนน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็ง ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต<br>ข. แน่ใจว่าน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ใหม่ และไม่เคยถูกแสงแดด<br><strong>17. สนิมใต้สี</strong> (Rust under Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลอก หรือแตก<br>ข. บวมเป็นจุดบางแห่ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมโลหะไม่ดีพอ<br>ข. รอยแตกของฟิมส์สีทำให้ความชื้นเข้าไปใต้ฟิมส์สีได้<br>ค. มีน้ำในท่อระบบอากาศอัดที่ใช้พ่นสี<br><strong>การแก้ไข&nbsp; &nbsp;</strong><br>ก. ผนึกทางเข้าของความชื้นด้านในของโครงสร้างนั้น<br>ข. ขัดโลหะให้เปลือยเปล่า และใช้น้ำยาเคลือบป้องกันการเกิดสนิม<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พิจารณาบริเวณที่เป็นแหล่งของความชื้นโดยผนึกและป้องกันจุดนั้น<br>ข. เมื่อมีการเปลี่ยนชิ้นส่วน เช่นพวกคิ้วและโครเมี่ยมต้องระมัดระวังอย่าให้ฟิมส์สีที่พ่นไว้แตก และอย่าให้โลหะที่ไม่เหมือนกันมาสัมผัสกัน การสัมผัสกันจะทำให้เกิด การถ่ายประจุไฟฟ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ฟิมส์สีแตกออกหรือสูญเสียการเกาะแน่นที่ดีระหว่างโลหะกับฟิมส์สี<br>หมายเหตุ คิ้วที่ทำด้วยโครเมี่ยม จะต้องมีเนื้อพลาสติกรองก่อนเพื่อป้องกันการถ่ายประจุไฟฟ้า<br><strong>18. สีไหล</strong> (Runs)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดการไหลของฟิมส์สีที่เปียก<br>ข. มวลของฟิมส์สีทับหน้าเลี่อนตัวเป็นทาง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีด้วยอัตราส่วนไม่ถูกต้อง สีใสเกินไปและความดันของอากาศลดต่ำไป<br>ข. ใช้ทินเนอร์ระบายช้าเกินไป<br>ค. พ่นสีบนงานที่เย็น<br>ง. ทำความสะอาดที่ผิวงานไม่ดี<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ล้างสีออก แล้วพ่นใหม่ (สีอีนาเมล)<br>ข. ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400 พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ส่วนผสมของทินเนอร์กับสีตามคำแนะนำ และใช้อากาสอัดที่ถูกต้อง<br>ข. อย่าพ่นสีบนผิวงานที่เย็น<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานให้ทั่วถึง<br><strong>19. สีย้อย</strong> (SAGS)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีย้อยเกิดจากการลื่นไถลของสี เกิดจากฟิมส์สีที่หนาเกินไป ไม่สามารถพยุงตัวบนผิวงานได้<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป<br>ข. พ่นสีทับๆ กันโดยไม่มีเวลาให้สีที่พ่นครั้งแรกแห้งตัว<br>ค. ความดันของอากาศอัดต่ำไป<br>ง. ถือปืนใกล้ชิ้นงานเกินไป<br>จ. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายเบอร์ 400 แล้วพ่นสีใหม่<br>ข. ล้างสีย้อย แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์และผสมให้ถูกต้อง<br>ข. ปรับความดันอากาศอัดให้เหมาะสมกับปืนที่จะใช้<br>ค. ให้ระยะห่างระหว่างปืนพ่นสีกับชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>20. รอยกระดาษทรายหรือรอยขีดข่วน</strong> (Sand Scratches)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นรอยกระดาษทราย หรือรอยขีดข่วนบนผิวงานที่พ่นสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong> ใช้กระดาษทรายหยาบเกินไป ไม่ตรงกับสีที่จะใช้พ่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. พ่นสีพื้นอย่างข้นเพื่อเติมรอยขีดข่วนให้เต็ม แล้วขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด<br>ข. พ่นสีพื้นซิลเลอร์ ซึ่งช่วยลดรอยขีดข่วน<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้กระดาษทรายให้ถูกกับชนิดของสีที่จะพ่น<br>ข. การขัดกระดาษทรายโดยถูกวิธี<br><strong>21. สีกระเทาะเนื่องจากหิน</strong> (Stone Bruises)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีกระเทาะเนื่องจากถูกกระทบกรวดเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ก้อนหินกระเด็นมาจากรถคันอื่น<br>ข. เกิดการกระแทกจากประตูรถคันอื่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายให้ทั่วถึง ห่างจากรอยชำรุด 3-4 นิ้ว<br>ข. ทาด้วยน้ำยาเคลือบป้องกันสนิมบริเวณโลหะ แล้วดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>22. มองเห็นสีพื้น</strong> (Undercoat Show thru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีทับหน้าเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้มองเห็นสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าไม่เพียงพอ<br>ข. ขัดยาขัดที่มากเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าให้หนาพอที่จะคลุมสีพื้นได้มิด<br>ข. อย่าขัดสีด้วยยาขัดมากเกินไป<br><strong>23. รอยด่างจากหยดนํ้า</strong> (Water Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดจุดด่างเป็นแห่งๆ และรอยด่างใหญ่ๆ คล้ายการเสื่อมสภาพของสี<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. มีหยดน้ำค้างบนผิวหน้าของสีแล้วแห้งเองโดยไม่เช็ดออก<br>ข. ล้างรถยนต์กลางแสงแดดจัดๆ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br>การป้องกัน<br>ก. สีรถยนต์ที่พ่นใหม่ไม่ควรตากน้ำค้าง หรือน้ำฝน<br>ข. อย่าให้หยดน้ำแห้งเองบนผิวของงานสีที่พ่นใหม่<br><strong>24. สีไม่แห้งบางแห่ง</strong> (Wet Spots)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีด่างบางแห่ง และสีแห้งช้าบางจุด<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การทำความสะอาดไม่ถูกต้อง<br>ข. สีพื้นพ่นหนาเกินไปและไม่แห้งสนิท<br>ค. ขัดกระดาษทรายโดยไม่ใช้น้ำมันเบนซิน หรือสารเคมีบางอย่างช่วย<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดผิวงาน<br>ข. ปล่อยระยะเวลาให้สีพื้นแห้ง<br>ค. ใช้น้ำเท่านั้นในการขัดกระดาษละเอียด<br><strong>25. สีหย่น</strong> (Wrinkling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. หย่นของสีอีนาเมลที่หนา<br>ข. ไม่เกิดความมันเวลาสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป หรือความดันของอากาศอัดต่ำไปทำให้ฟิมส์สีหนา<br>ข. พ่นสีมากชั้นเกินไป<br>ค. รีดิวเซอร์แห้งเร็วเกินไปทำให้ผิวหน้าสีตรึงแล้วหย่น<br>ง. ผิวหน้าแห้งและจับตัวทำละลายไว้ใต้สี<br>จ. ฟิมส์สีถูกกับความร้อนเร็วเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดรอยหย่นด้วยกระดาษทรายปล่อยทิ้งให้แห้งจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมสีอีนาเมลตามคำแนะนำ<br>ข. พ่นจำนวนชั้นของสีตามคำแนะนำ<br>ค. อย่านำเข้าอบเร็วเกินไปต้องรอให้สีเริ่มแห้งก่อน<br><strong>26. ละอองสีแห้ง</strong> (Dry Spray)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ละอองสีแห้งก่อนที่จะถึงชิ้นงานทำให้เกิดเม็ดหยาบๆ</div><div><br></div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ<br>ข. กำลังดันอากาศอัดสูงเกินไป<br>ค. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br>ง. ระยะห่างปืนพ่นสีมาก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีให้เรียบด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ข. ใช้กำลังดันของอากาศอัดให้เหมาะสม<br>ค. ปรบปืนพ่นสีให้ถูกต้อง<br>ง. ถือปืนห่างจากชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>27. สีเป็นวง</strong> (Feather-edge)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เมื่อพ่นสีจะเกิดเป็นวงหรือเป็นขอบๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การกวนสีไม่เพียงพอ<br>ข. การขัดกระดาษทรายไม่ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์แห้งช้ามากเกินไป<br>ง. ใช้สีไม่ตรงกับงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีออกให้หมดจึงดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนสีให้ทั่วถึง<br>ข. ใช้กระดาษทรายให้ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์และรีดิวเซอร์ให้ถูกต้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-14 13:38:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/231470446</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายมนัญชัย ธานี เลขที่1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/232293736</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สาเหตุและการแก้ไขความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการพ่นสี</strong><br><strong>(Paintnig Troubles Causes and Remedies)</strong><br><strong>1. จุดที่เกิดจากกรดและด่าง</strong> (Acid and alkali Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีจะเปลี่ยนเป็นจุดๆ บนผิวหน้า แปรตามเม็ดสี (Pigment) ที่ทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกด่างหรือกรด<br><strong>สาเหตุ</strong> เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เปลี่ยนเม็ดสี กับสภาพอากาศสกปรกที่มีละอองของสารเคมีประเภทกรดหรือด่าง ซึ่งปลิวมาตามอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม จะทำปฏิกิริยากันขณะที่มีความชื้น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>1. ล้างออกด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามอีกครั้งด้วยน้ำผสมน้ำสมสายชู<br>2. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นสีใหม่<br>3. ถ้าการด่างถึงเนื้อโลหะ หรือถึงสีพื้นชั้นล่างจะต้องขัดกระดาษทรายออกให้หมด ก่อนที่จะพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>1. รักษาสีโดยการหลีกเลี่ยงการจอดรถยนต์ ในที่ๆ มีอากาศสกปรกจากโรงงานอุตสาหกรรม<br>2. ถ้าพบว่ารถยนต์ ถูกสารเคมีต้องรีบล้างออกทันทีด้วยผงซักฟอกและน้ำมากๆ แล้วเช็ดให้สะอาด<br><strong>2. การซึม</strong> (Bleeding)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ </strong> เกิดการเปลี่ยนที่ผิวหน้าของสีที่พ่นเกิดลักษณะการด่าง<br><strong>สาเหตุ</strong> เนื่องจากตัวทำละลายซึมจากสีที่เราพ่นใหม่ลงไปละลายสีเก่าที่อยู่ข้างล่าง จนซึมขึ้นมา ตามธรรมดาจะเกิดกับสีเก่าซึ่งเป็นจำพวกสีแดง, เลือดหมู และสีในกลุ่มสีแดง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. โดยการขูดหรือลอกสีนั้นออกให้หมด แล้วทำการพ่นสีใหม่<br>ข. การแก้ซึมบางครั้งโดยการพ่นซีลเล่อร์ (Beeder Sealer) พิเศษ ลงบนพื้นงาน ก่อนที่จะพ่นสีทับหน้า<br><strong>การป้องกัน</strong><br>พ่นซีลเล่อร์พิเศษ(Beeder Sealer) ก่อนที่จะพ่นสีพื้นในเมื่อสีเดิมเป็นสีแดงหรืออยู่ในกลุ่มสีแดง<br><strong>3. รอยพอง</strong> (Blistering)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เป็นบริเวณเล็กๆ เหมือนรอยน้ำพองบนผิวหนังคนเรา<br>ข. ขาดความเป็นมันที่บริเวณเก็ลเม็ดเล็กๆ<br>ค. ถ้าทิ้งไว้นานจะแตกตรงยอดออกกลายเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากมีสนิมบนผิวโลหะ<br>ข. พ่นสีทับไปบนน้ำมันหรือจารบี<br>ค. มีความชื้นในระบบอากาศอัดที่ใช้กับงานพ่นสี<br>ง. พ่นสีทับไปบนงานที่ไอของตัวทำละลายบางอย่างยังระเหยออกไม่หมด<br>จ. ฟีมส์สีเดิมอยู่ในอากาศที่มีความชื้นก่อนการพ่นสีทับลงไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ถ้าหากเกิดการเสียหายบริเวณกว้างมากและแตกแยกกัน ควรจะขูดออกให้ถึงพื้น แล้วทำการเริ่มวานสีใหม่<br>ข. หากเกิดการแตกบริเวณเล็กๆ ควรขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่ ตรงส่วนที่มีปัญหา<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาด ผิวโลหะอย่างดี รวมทั้งการใช้น้ำยาขจัดสนิม<br>ข. ถ่ายน้ำทิ้ง จากระบบ อากาศอัด<br>ค. หลีกเลี่ยงการใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในขณะที่มีอุณภูมิสูง<br>ง. ทิ้งช่วงเวลาการพ่นระหว่างชั้นนานพอสมควร<br><strong>4. การเกิดเป็นฝ้า</strong> (Blushing)<br>(เฉพาะแลคเกอร์และอะคริลิค)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ผิวของสีทั้งหน้ามองดูจะเป็นฝ้าขาว (Milky)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในอากาศที่มีความชื้นสูง<br>ข. ทินเนอร์ที่ใช้ผสมไม่ถูกต้อง<br>ค. มีความชื้นสูงที่ผิวงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. เติมหัวทินเนอร์ (Retarder) แล้วพ่นซ้ำ<br>ข. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ระวังรักษาสีและผิวหน้าที่ถูกพ่นควรมีอุณหภูมิเท่ากันกับอุณหภูมิห้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ค. ใช้หัวทินเนอร์ เมื่อมีการพ่นในเวลาอากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิสูง<br><strong>5. การเป็นรอยขาว</strong> (Chalking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ขาดความเป็นมัน<br>ข. ผิวของงานเป็นละอองขาว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เป็นธรรมชาติของฟิมล์สีที่ใช้พ่น<br>ข. การกวนสีและเขย่าที่ไม่ดีพอ<br>ค. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ ทำให้สีเสื่อมคึณภาพเร็ว<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายเพื่อนำผิวหน้าของงานที่เสียออก ทำความสะอาด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนและเขย่าสีให้ทั่วถึง<br>ข. เลือกใช้แต่ทินเนอร์คุณภาพดี<br><strong>6. รอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก</strong> (Checking-Crazing-Cracking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. รอยแตกคล้ายตีนกา<br>ข. รอยแตกคล้ายการร้าวของกระจก<br>ค. เส้นแตกแยกไม่เป็นระเบยบ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เวลาการแห้งของสีชั้นแรกไม่เพียงพอ ก็ถูกพ่นทับด้วยสีชั้น 2-3<br>ข. สีที่พ่นไปแล้วถูกความร้อนสูงหรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ<br>ค. การพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. ส่วนผสมของสีผสมกันไม่ทั่วถึง<br>จ. มีการเติมสารพิเศษบางอย่างลงในสี โดยที่สารประกอบทางเคมีเข้ากันไม่ได้<br>ฉ. พ่นสีใหม่ทับลงไปบนสีเดิมที่เกิดการแตกอยู่แล้ว<br>ช. ทินเนอร์ทำปฏิกิริยากับสีเดิม (เฉพาะสีอะคริลิค แลคเกอร์)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดสีเดิมที่มีรอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก ออกให้หมดจากฟิมล์สี จากนั้นจึงทำการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำตามคำแนะนำ การทิ้งช่วงเวลาในการแห้งของสีแต่ละชั้นให้ถูกต้อง<br>ข. หลีกเลี่ยงการถูกอุณหภูมิสูงๆ<br>ค. พ่นสีด้วยฟิมล์สีสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงการพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. กวนสีและเขย่าสีที่ผสมให้ดี<br>จ. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดีตามคำแนะนำของบริษัทที่ผลิตสี<br>ฉ. ขจัดสีเดิมที่มีรอยแตกร้าวออกจากฟิมล์สีให้หมดแล้วจึงทำการพ่นสีใหม่<br>ช. สำหรับสี อะคริลิคแลคเกอร์ ใช้ทินเนอร์พิเศษ ป้องกันการแตกร้าวของสี<br><strong>7. สิ่งสกปรกบนผิวของงาน</strong> (Dirt in Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> มีสิ่งสกปรกอยู่ในฟิมส์สีของงานที่พ่นแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือทำความสะอาดไม่ถูกต้อง ให้เป่าเอาฝุ่นผงต่างๆ ออกให้หมด และใช้ผ้าเก็บละอองสีลูบเก็บละอองสีออกจากผิวงานก่อนการพ่นสี<br>ข. ไส้กรองที่กรองอากาศชำรุด หรือทำงานผิดปกติ<br>ค. บริเวณที่ทำงานสกปรก<br>ง. ท่อลมสกปรก<br>จ. ปืนพ่นสีสกปรก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีขัดออก (สำหรับสีอีนาเมลขัดไม่ได้)<br>ข. ถ้าสิ่งสกปรกจมอยู่ในฟีมส์สีลึกให้ใช้กระดาษทรายขัดออก แล้วขัดด้วยยาขัดสีอีกครั้ง ถ้าเป็นสีที่มีบรอนช์ผสมจะเกิดรอยด่าง ต้องดำเนินการพ่นสีอีกครั้ง<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ปืนเป่าลม เป่าเอาฝุ่นตามรอยต่อของตัวถังออกให้หมด<br>ข. ใช้น้ำยาทาผิวงานก่อนการพ่นสี เมื่อทาแล้วใช้ผ้าเก็บสิ่งสกปรก ค. แน่ใจว่าอุปกรณ์การพ่นสีสะอาด<br>ง. ทำงานที่ปราศจากฝุ่นผง<br>จ. เปลี่ยนไส้กรองอากาศ<br>ฉ. กรองสีทุกครั้งด้วยกรวยกรองสี<br>ช. ปิดฝากระป๋องสี และทินเนอร์ทุกครั้งที่เลิกใช้เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอม<br><strong>8. ฟิมสีด้าน</strong> (Dulled Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ฟิมส์สีด้านเมื่อสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีก่อนที่สีจะแห้งสนิท<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่คุณภาพต่ำ<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานไม่ดี<br>ง. พ่นสีทับหน้าทับไปบนสีพื้นที่ยังไม่แห้งสนิท<br>จ. ล้างทำความสะอาดด้วยด่าง<br>ฉ. ขัดมันน้อยเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ปล่อยเวลาให้สีแห้งสนิทก่อน แล้วจึงขัดมันด้วยยาขัด<br>ข. ขัดกระดาษทรายบริเวณสีด้านแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้ตลอดทั่วถึงก่อนการพ่นสี<br>ข. ใช้สีทุกชนิดตามที่แนะนำ<br>ค. ทุกชั้นของสีที่พ่นต้องมีระยะเวลาพอในการแห้งตัว<br><strong>9. ตาปลา</strong> (Fish eyes and Poor wetting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ฟิมล์สีแยกตัวออกทำให้เกิดการพรุนของฟิมล์สี<br>ข. สีที่พ่นแล้วมองเห็นเป็นจุดๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดที่ผิวงานก่อนการพ่นสีไม่ดีพอ<br>ข. พ่นสีใหม่ไปบนสีเดิมที่มีซิลิคอน (Silicons)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ล้างสีออกในเวลาที่สียังเปียกอยู่ (ทำได้เฉพาะสีอีนาเมล)<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานด้วยน้ำยาทำความสะอาด<br>ข. ใช้น้ำยา Dx 66 ป้องกันการแยกตัวของสี เติมลงไปในสิ่งที่ผสมแล้ว แล้วจึงพ่นสีไปบนผิวงานที่มีซิลิคอน<br><strong>10. สีพองและลอก</strong> (Lifting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. พองและลอกออกขณะฟิมส์สียังเปียก<br>ข. หลุดออกเมื่อฟิมส์สีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การแห้งตัวของสีชั้นแรกไม่ถูกต้อง<br>ข. สีเดิมเป็นสีอีนาเมล ที่พ่นใหม่เป็นสีแลคเกอร์<br>ค. พ่นสีทับไปบนสีอีนาเมล ที่มีอายุการใช้งานไม่นานพอ<br>ง. พ่นสีบนผิวงานที่ไม่สะอาดดีพอ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดฟิมส์สีที่พองออก แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้สะอาดและทั่วถึง<br>ข. ปล่อยเวลาให้สีแต่ละชั้นแห้งสนิทก่อนการพ่นสี<br>ค. พ่นซิลเลอร์<br><strong>11. การเป็นริ้วสี</strong> (Mottling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นริ้วยาวของสีโดยทั่วไปๆ จะเกิดกับสีที่มีบรอนช์</div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีเปียกมากเกินไปบนผิวงานเฉพาะแห่ง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ให้เพิ่มความดันของอากาศอัดสูงขึ้น เมื่อพ่นสีครั้งสุดท้าย<br>ข. ฟิมส์สีหนาไปในบริเวณบางแห่ง<br>ค. ถ้าสีที่พ่นแล้วแห้งให้ขัดออกแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. หลีกเลี่ยงการพ่นสีเปียกจนเกินไป และฟิมส์สีหนาในบริเวณเฉพาะแห่ง<br>ข. ระมัดระวังการเพิ่มและลดฟิมส์สี<br><strong>12. ผิวเปลือกส้ม</strong> (Orange peel)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลักษณะคล้ายผิวลูกบอลล์ที่มากระทบกับสีที่พ่นแล้ว<br>ข. คล้ายกับผิวของเปลือกส้ม<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากการลดลงของสีที่พ่นไม่เพียงพอ<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์คุณภาพต่ำ<br>ค. การไหลของสีไม่เหมาะสม<br>ง. ผิวหน้าของสีแห้งเร็วเกินไป<br>จ. ความดันของอากาศอัดไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. หลังจากพ่นสี เมื่อสีแห้งสนิทแล้วให้ใช้ยาขัดอย่างละเอียดขัดผิวหน้าที่เป็นเปลือกส้มออก<br>ข. หากเป็นเปลือกส้มมาก ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ 400 ขัดน้ำ แล้วจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ปรับความดันของอากาศอัดให้เหมาะสมถูกต้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่มีคุณภาพดี<br><strong>13. การลอก</strong> (Peeling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>สีทับหน้าลอกออกเป็นชิ้นบางๆ จากสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมงานไม่ถูกวิธี<br>ข. สีชั้นแรกกับสีครั้งหลังไม่เข้ากัน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดส่วนที่ลอกออกให้หมด แล้วเตรียมงานให้ดี จึงพ่นสีใหม่ทับลงไป<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดและเตรียมงานอย่างดี<br>ข. ใช้สีพื้นตามคำแนะนำสำหรับโลหะนั้นๆ<br>ค. ดำเนินงานตามวิธีการพ่นสีใหม่อย่างเคร่งครัด และให้ใช้สีที่เข้ากันได้<br><strong>14. รูพรุนหรือรอยพองบนแผ่นพลาสติค</strong> (Pin Holes or Blistering over plastic Filler or Pitting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดเป็นรูคล้ายเข็มแทงที่ผิวงาน<br>ข. เกิดฟองอากาศดันฟิมส์สีพองเป็นจุดๆ แล้วกะเทาะออกกลายเป็นรูพรุน<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮารค์เดนเนอร์ (hardener) ผสมกับพลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. เวลาผสมพลาสติกกับน้ำยาทำให้พลาสติกแข็งและผสมรุนแรงเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทราย แล้วใช้สีโป๊วแห้งเร็ว เติมบริเวณรอยพรุนให้เต็ม ข. ขัดกระดาษทรายแล้วเตรียมพื้นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์กับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. การผสมน้ำยากับพลาสติกไม่รุนแรงและให้ผสมอย่างเร็ว<br>ค. เวลาโป๊วพลาสติกอย่าพยายามให้มีฟองอากาศในเนื้อพลาสติก<br><strong>15. สีโป๊วพลาสติกแสดงรอยด่าง</strong> (Plastic Bleedthru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดรอยด่าง (ตามธรรมดาจะเป็นสีเหลืองบนสีทับหน้า)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ทำให้พลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. พ่นสีทับหน้าก่อนเวลาที่พลาสติกแข็งตัวอย่างสมบูรณ์<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขูดออกแล้วโป๊วใหม่<br>ข. รอจนสีทับหน้าแห้งสนิทแล้วขัดกระดาษทราย พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ผสมกับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. ปล่อยระยะเวลานานพอสมควรให้พลาสติกแข็งตัวอย่างได้ที่<br><strong>16. สีโป๊วพลาสติกไม่แห้ง</strong> (Plastic Filler noi Drying)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีโป๊วพลาสติกยังนิ่มอยู่ขณะที่โป๊วไปแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ปริมาณของน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็งไม่เพียงพอ ข. น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ถูกแสงแดด<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดสีโป๊วพลาสติกออกแล้วโป๊วใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เพิ่มจำนวนน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็ง ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต<br>ข. แน่ใจว่าน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ใหม่ และไม่เคยถูกแสงแดด<br><strong>17. สนิมใต้สี</strong> (Rust under Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลอก หรือแตก<br>ข. บวมเป็นจุดบางแห่ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมโลหะไม่ดีพอ<br>ข. รอยแตกของฟิมส์สีทำให้ความชื้นเข้าไปใต้ฟิมส์สีได้<br>ค. มีน้ำในท่อระบบอากาศอัดที่ใช้พ่นสี<br><strong>การแก้ไข   </strong><br>ก. ผนึกทางเข้าของความชื้นด้านในของโครงสร้างนั้น<br>ข. ขัดโลหะให้เปลือยเปล่า และใช้น้ำยาเคลือบป้องกันการเกิดสนิม<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พิจารณาบริเวณที่เป็นแหล่งของความชื้นโดยผนึกและป้องกันจุดนั้น<br>ข. เมื่อมีการเปลี่ยนชิ้นส่วน เช่นพวกคิ้วและโครเมี่ยมต้องระมัดระวังอย่าให้ฟิมส์สีที่พ่นไว้แตก และอย่าให้โลหะที่ไม่เหมือนกันมาสัมผัสกัน การสัมผัสกันจะทำให้เกิด การถ่ายประจุไฟฟ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ฟิมส์สีแตกออกหรือสูญเสียการเกาะแน่นที่ดีระหว่างโลหะกับฟิมส์สี<br>หมายเหตุ คิ้วที่ทำด้วยโครเมี่ยม จะต้องมีเนื้อพลาสติกรองก่อนเพื่อป้องกันการถ่ายประจุไฟฟ้า<br><strong>18. สีไหล</strong> (Runs)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดการไหลของฟิมส์สีที่เปียก<br>ข. มวลของฟิมส์สีทับหน้าเลี่อนตัวเป็นทาง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีด้วยอัตราส่วนไม่ถูกต้อง สีใสเกินไปและความดันของอากาศลดต่ำไป<br>ข. ใช้ทินเนอร์ระบายช้าเกินไป<br>ค. พ่นสีบนงานที่เย็น<br>ง. ทำความสะอาดที่ผิวงานไม่ดี<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ล้างสีออก แล้วพ่นใหม่ (สีอีนาเมล)<br>ข. ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400 พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ส่วนผสมของทินเนอร์กับสีตามคำแนะนำ และใช้อากาสอัดที่ถูกต้อง<br>ข. อย่าพ่นสีบนผิวงานที่เย็น<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานให้ทั่วถึง<br><strong>19. สีย้อย</strong> (SAGS)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีย้อยเกิดจากการลื่นไถลของสี เกิดจากฟิมส์สีที่หนาเกินไป ไม่สามารถพยุงตัวบนผิวงานได้<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป<br>ข. พ่นสีทับๆ กันโดยไม่มีเวลาให้สีที่พ่นครั้งแรกแห้งตัว<br>ค. ความดันของอากาศอัดต่ำไป<br>ง. ถือปืนใกล้ชิ้นงานเกินไป<br>จ. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายเบอร์ 400 แล้วพ่นสีใหม่<br>ข. ล้างสีย้อย แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์และผสมให้ถูกต้อง<br>ข. ปรับความดันอากาศอัดให้เหมาะสมกับปืนที่จะใช้<br>ค. ให้ระยะห่างระหว่างปืนพ่นสีกับชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>20. รอยกระดาษทรายหรือรอยขีดข่วน</strong> (Sand Scratches)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นรอยกระดาษทราย หรือรอยขีดข่วนบนผิวงานที่พ่นสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong> ใช้กระดาษทรายหยาบเกินไป ไม่ตรงกับสีที่จะใช้พ่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. พ่นสีพื้นอย่างข้นเพื่อเติมรอยขีดข่วนให้เต็ม แล้วขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด<br>ข. พ่นสีพื้นซิลเลอร์ ซึ่งช่วยลดรอยขีดข่วน<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้กระดาษทรายให้ถูกกับชนิดของสีที่จะพ่น<br>ข. การขัดกระดาษทรายโดยถูกวิธี<br><strong>21. สีกระเทาะเนื่องจากหิน</strong> (Stone Bruises)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีกระเทาะเนื่องจากถูกกระทบกรวดเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ก้อนหินกระเด็นมาจากรถคันอื่น<br>ข. เกิดการกระแทกจากประตูรถคันอื่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายให้ทั่วถึง ห่างจากรอยชำรุด 3-4 นิ้ว<br>ข. ทาด้วยน้ำยาเคลือบป้องกันสนิมบริเวณโลหะ แล้วดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>22. มองเห็นสีพื้น</strong> (Undercoat Show thru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีทับหน้าเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้มองเห็นสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าไม่เพียงพอ<br>ข. ขัดยาขัดที่มากเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าให้หนาพอที่จะคลุมสีพื้นได้มิด<br>ข. อย่าขัดสีด้วยยาขัดมากเกินไป<br><strong>23. รอยด่างจากหยดนํ้า</strong> (Water Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดจุดด่างเป็นแห่งๆ และรอยด่างใหญ่ๆ คล้ายการเสื่อมสภาพของสี<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. มีหยดน้ำค้างบนผิวหน้าของสีแล้วแห้งเองโดยไม่เช็ดออก<br>ข. ล้างรถยนต์กลางแสงแดดจัดๆ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br>การป้องกัน<br>ก. สีรถยนต์ที่พ่นใหม่ไม่ควรตากน้ำค้าง หรือน้ำฝน<br>ข. อย่าให้หยดน้ำแห้งเองบนผิวของงานสีที่พ่นใหม่<br><strong>24. สีไม่แห้งบางแห่ง</strong> (Wet Spots)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีด่างบางแห่ง และสีแห้งช้าบางจุด<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การทำความสะอาดไม่ถูกต้อง<br>ข. สีพื้นพ่นหนาเกินไปและไม่แห้งสนิท<br>ค. ขัดกระดาษทรายโดยไม่ใช้น้ำมันเบนซิน หรือสารเคมีบางอย่างช่วย<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดผิวงาน<br>ข. ปล่อยระยะเวลาให้สีพื้นแห้ง<br>ค. ใช้น้ำเท่านั้นในการขัดกระดาษละเอียด<br><strong>25. สีหย่น</strong> (Wrinkling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. หย่นของสีอีนาเมลที่หนา<br>ข. ไม่เกิดความมันเวลาสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป หรือความดันของอากาศอัดต่ำไปทำให้ฟิมส์สีหนา<br>ข. พ่นสีมากชั้นเกินไป<br>ค. รีดิวเซอร์แห้งเร็วเกินไปทำให้ผิวหน้าสีตรึงแล้วหย่น<br>ง. ผิวหน้าแห้งและจับตัวทำละลายไว้ใต้สี<br>จ. ฟิมส์สีถูกกับความร้อนเร็วเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดรอยหย่นด้วยกระดาษทรายปล่อยทิ้งให้แห้งจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมสีอีนาเมลตามคำแนะนำ<br>ข. พ่นจำนวนชั้นของสีตามคำแนะนำ<br>ค. อย่านำเข้าอบเร็วเกินไปต้องรอให้สีเริ่มแห้งก่อน<br><strong>26. ละอองสีแห้ง</strong> (Dry Spray)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ละอองสีแห้งก่อนที่จะถึงชิ้นงานทำให้เกิดเม็ดหยาบๆ</div><div><br></div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ<br>ข. กำลังดันอากาศอัดสูงเกินไป<br>ค. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br>ง. ระยะห่างปืนพ่นสีมาก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีให้เรียบด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ข. ใช้กำลังดันของอากาศอัดให้เหมาะสม<br>ค. ปรบปืนพ่นสีให้ถูกต้อง<br>ง. ถือปืนห่างจากชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>27. สีเป็นวง</strong> (Feather-edge)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เมื่อพ่นสีจะเกิดเป็นวงหรือเป็นขอบๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การกวนสีไม่เพียงพอ<br>ข. การขัดกระดาษทรายไม่ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์แห้งช้ามากเกินไป<br>ง. ใช้สีไม่ตรงกับงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีออกให้หมดจึงดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนสีให้ทั่วถึง<br>ข. ใช้กระดาษทรายให้ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์และรีดิวเซอร์ให้ถูกต้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-16 12:25:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/232293736</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ณัฐพล ธานี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/233123123</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สาเหตุและการแก้ไขความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการพ่นสี</strong><br><strong>(Paintnig Troubles Causes and Remedies)</strong><br><strong>1. จุดที่เกิดจากกรดและด่าง</strong> (Acid and alkali Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีจะเปลี่ยนเป็นจุดๆ บนผิวหน้า แปรตามเม็ดสี (Pigment) ที่ทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกด่างหรือกรด<br><strong>สาเหตุ</strong> เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เปลี่ยนเม็ดสี กับสภาพอากาศสกปรกที่มีละอองของสารเคมีประเภทกรดหรือด่าง ซึ่งปลิวมาตามอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม จะทำปฏิกิริยากันขณะที่มีความชื้น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>1. ล้างออกด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามอีกครั้งด้วยน้ำผสมน้ำสมสายชู<br>2. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นสีใหม่<br>3. ถ้าการด่างถึงเนื้อโลหะ หรือถึงสีพื้นชั้นล่างจะต้องขัดกระดาษทรายออกให้หมด ก่อนที่จะพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>1. รักษาสีโดยการหลีกเลี่ยงการจอดรถยนต์ ในที่ๆ มีอากาศสกปรกจากโรงงานอุตสาหกรรม<br>2. ถ้าพบว่ารถยนต์ ถูกสารเคมีต้องรีบล้างออกทันทีด้วยผงซักฟอกและน้ำมากๆ แล้วเช็ดให้สะอาด<br><strong>2. การซึม</strong> (Bleeding)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ </strong> เกิดการเปลี่ยนที่ผิวหน้าของสีที่พ่นเกิดลักษณะการด่าง<br><strong>สาเหตุ</strong> เนื่องจากตัวทำละลายซึมจากสีที่เราพ่นใหม่ลงไปละลายสีเก่าที่อยู่ข้างล่าง จนซึมขึ้นมา ตามธรรมดาจะเกิดกับสีเก่าซึ่งเป็นจำพวกสีแดง, เลือดหมู และสีในกลุ่มสีแดง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. โดยการขูดหรือลอกสีนั้นออกให้หมด แล้วทำการพ่นสีใหม่<br>ข. การแก้ซึมบางครั้งโดยการพ่นซีลเล่อร์ (Beeder Sealer) พิเศษ ลงบนพื้นงาน ก่อนที่จะพ่นสีทับหน้า<br><strong>การป้องกัน</strong><br>พ่นซีลเล่อร์พิเศษ(Beeder Sealer) ก่อนที่จะพ่นสีพื้นในเมื่อสีเดิมเป็นสีแดงหรืออยู่ในกลุ่มสีแดง<br><strong>3. รอยพอง</strong> (Blistering)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เป็นบริเวณเล็กๆ เหมือนรอยน้ำพองบนผิวหนังคนเรา<br>ข. ขาดความเป็นมันที่บริเวณเก็ลเม็ดเล็กๆ<br>ค. ถ้าทิ้งไว้นานจะแตกตรงยอดออกกลายเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากมีสนิมบนผิวโลหะ<br>ข. พ่นสีทับไปบนน้ำมันหรือจารบี<br>ค. มีความชื้นในระบบอากาศอัดที่ใช้กับงานพ่นสี<br>ง. พ่นสีทับไปบนงานที่ไอของตัวทำละลายบางอย่างยังระเหยออกไม่หมด<br>จ. ฟีมส์สีเดิมอยู่ในอากาศที่มีความชื้นก่อนการพ่นสีทับลงไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ถ้าหากเกิดการเสียหายบริเวณกว้างมากและแตกแยกกัน ควรจะขูดออกให้ถึงพื้น แล้วทำการเริ่มวานสีใหม่<br>ข. หากเกิดการแตกบริเวณเล็กๆ ควรขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่ ตรงส่วนที่มีปัญหา<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาด ผิวโลหะอย่างดี รวมทั้งการใช้น้ำยาขจัดสนิม<br>ข. ถ่ายน้ำทิ้ง จากระบบ อากาศอัด<br>ค. หลีกเลี่ยงการใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในขณะที่มีอุณภูมิสูง<br>ง. ทิ้งช่วงเวลาการพ่นระหว่างชั้นนานพอสมควร<br><strong>4. การเกิดเป็นฝ้า</strong> (Blushing)<br>(เฉพาะแลคเกอร์และอะคริลิค)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ผิวของสีทั้งหน้ามองดูจะเป็นฝ้าขาว (Milky)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์ที่มีการระเหยเร็วในอากาศที่มีความชื้นสูง<br>ข. ทินเนอร์ที่ใช้ผสมไม่ถูกต้อง<br>ค. มีความชื้นสูงที่ผิวงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. เติมหัวทินเนอร์ (Retarder) แล้วพ่นซ้ำ<br>ข. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ระวังรักษาสีและผิวหน้าที่ถูกพ่นควรมีอุณหภูมิเท่ากันกับอุณหภูมิห้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ค. ใช้หัวทินเนอร์ เมื่อมีการพ่นในเวลาอากาศมีความชื้นสูงและอุณหภูมิสูง<br><strong>5. การเป็นรอยขาว</strong> (Chalking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ขาดความเป็นมัน<br>ข. ผิวของงานเป็นละอองขาว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เป็นธรรมชาติของฟิมล์สีที่ใช้พ่น<br>ข. การกวนสีและเขย่าที่ไม่ดีพอ<br>ค. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ ทำให้สีเสื่อมคึณภาพเร็ว<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายเพื่อนำผิวหน้าของงานที่เสียออก ทำความสะอาด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนและเขย่าสีให้ทั่วถึง<br>ข. เลือกใช้แต่ทินเนอร์คุณภาพดี<br><strong>6. รอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก</strong> (Checking-Crazing-Cracking)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. รอยแตกคล้ายตีนกา<br>ข. รอยแตกคล้ายการร้าวของกระจก<br>ค. เส้นแตกแยกไม่เป็นระเบยบ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เวลาการแห้งของสีชั้นแรกไม่เพียงพอ ก็ถูกพ่นทับด้วยสีชั้น 2-3<br>ข. สีที่พ่นไปแล้วถูกความร้อนสูงหรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ<br>ค. การพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. ส่วนผสมของสีผสมกันไม่ทั่วถึง<br>จ. มีการเติมสารพิเศษบางอย่างลงในสี โดยที่สารประกอบทางเคมีเข้ากันไม่ได้<br>ฉ. พ่นสีใหม่ทับลงไปบนสีเดิมที่เกิดการแตกอยู่แล้ว<br>ช. ทินเนอร์ทำปฏิกิริยากับสีเดิม (เฉพาะสีอะคริลิค แลคเกอร์)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดสีเดิมที่มีรอยขีด, รอยร้าว, รอยแตก ออกให้หมดจากฟิมล์สี จากนั้นจึงทำการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำตามคำแนะนำ การทิ้งช่วงเวลาในการแห้งของสีแต่ละชั้นให้ถูกต้อง<br>ข. หลีกเลี่ยงการถูกอุณหภูมิสูงๆ<br>ค. พ่นสีด้วยฟิมล์สีสม่ำเสมอหลีกเลี่ยงการพ่นสีหนาเกินไป<br>ง. กวนสีและเขย่าสีที่ผสมให้ดี<br>จ. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดีตามคำแนะนำของบริษัทที่ผลิตสี<br>ฉ. ขจัดสีเดิมที่มีรอยแตกร้าวออกจากฟิมล์สีให้หมดแล้วจึงทำการพ่นสีใหม่<br>ช. สำหรับสี อะคริลิคแลคเกอร์ ใช้ทินเนอร์พิเศษ ป้องกันการแตกร้าวของสี<br><strong>7. สิ่งสกปรกบนผิวของงาน</strong> (Dirt in Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> มีสิ่งสกปรกอยู่ในฟิมส์สีของงานที่พ่นแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือทำความสะอาดไม่ถูกต้อง ให้เป่าเอาฝุ่นผงต่างๆ ออกให้หมด และใช้ผ้าเก็บละอองสีลูบเก็บละอองสีออกจากผิวงานก่อนการพ่นสี<br>ข. ไส้กรองที่กรองอากาศชำรุด หรือทำงานผิดปกติ<br>ค. บริเวณที่ทำงานสกปรก<br>ง. ท่อลมสกปรก<br>จ. ปืนพ่นสีสกปรก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีขัดออก (สำหรับสีอีนาเมลขัดไม่ได้)<br>ข. ถ้าสิ่งสกปรกจมอยู่ในฟีมส์สีลึกให้ใช้กระดาษทรายขัดออก แล้วขัดด้วยยาขัดสีอีกครั้ง ถ้าเป็นสีที่มีบรอนช์ผสมจะเกิดรอยด่าง ต้องดำเนินการพ่นสีอีกครั้ง<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ปืนเป่าลม เป่าเอาฝุ่นตามรอยต่อของตัวถังออกให้หมด<br>ข. ใช้น้ำยาทาผิวงานก่อนการพ่นสี เมื่อทาแล้วใช้ผ้าเก็บสิ่งสกปรก ค. แน่ใจว่าอุปกรณ์การพ่นสีสะอาด<br>ง. ทำงานที่ปราศจากฝุ่นผง<br>จ. เปลี่ยนไส้กรองอากาศ<br>ฉ. กรองสีทุกครั้งด้วยกรวยกรองสี<br>ช. ปิดฝากระป๋องสี และทินเนอร์ทุกครั้งที่เลิกใช้เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอม<br><strong>8. ฟิมสีด้าน</strong> (Dulled Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ฟิมส์สีด้านเมื่อสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ยาขัดสีก่อนที่สีจะแห้งสนิท<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่คุณภาพต่ำ<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานไม่ดี<br>ง. พ่นสีทับหน้าทับไปบนสีพื้นที่ยังไม่แห้งสนิท<br>จ. ล้างทำความสะอาดด้วยด่าง<br>ฉ. ขัดมันน้อยเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ปล่อยเวลาให้สีแห้งสนิทก่อน แล้วจึงขัดมันด้วยยาขัด<br>ข. ขัดกระดาษทรายบริเวณสีด้านแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้ตลอดทั่วถึงก่อนการพ่นสี<br>ข. ใช้สีทุกชนิดตามที่แนะนำ<br>ค. ทุกชั้นของสีที่พ่นต้องมีระยะเวลาพอในการแห้งตัว<br><strong>9. ตาปลา</strong> (Fish eyes and Poor wetting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ฟิมล์สีแยกตัวออกทำให้เกิดการพรุนของฟิมล์สี<br>ข. สีที่พ่นแล้วมองเห็นเป็นจุดๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ทำความสะอาดที่ผิวงานก่อนการพ่นสีไม่ดีพอ<br>ข. พ่นสีใหม่ไปบนสีเดิมที่มีซิลิคอน (Silicons)<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ล้างสีออกในเวลาที่สียังเปียกอยู่ (ทำได้เฉพาะสีอีนาเมล)<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานด้วยน้ำยาทำความสะอาด<br>ข. ใช้น้ำยา Dx 66 ป้องกันการแยกตัวของสี เติมลงไปในสิ่งที่ผสมแล้ว แล้วจึงพ่นสีไปบนผิวงานที่มีซิลิคอน<br><strong>10. สีพองและลอก</strong> (Lifting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. พองและลอกออกขณะฟิมส์สียังเปียก<br>ข. หลุดออกเมื่อฟิมส์สีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การแห้งตัวของสีชั้นแรกไม่ถูกต้อง<br>ข. สีเดิมเป็นสีอีนาเมล ที่พ่นใหม่เป็นสีแลคเกอร์<br>ค. พ่นสีทับไปบนสีอีนาเมล ที่มีอายุการใช้งานไม่นานพอ<br>ง. พ่นสีบนผิวงานที่ไม่สะอาดดีพอ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดฟิมส์สีที่พองออก แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดผิวงานให้สะอาดและทั่วถึง<br>ข. ปล่อยเวลาให้สีแต่ละชั้นแห้งสนิทก่อนการพ่นสี<br>ค. พ่นซิลเลอร์<br><strong>11. การเป็นริ้วสี</strong> (Mottling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นริ้วยาวของสีโดยทั่วไปๆ จะเกิดกับสีที่มีบรอนช์</div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีเปียกมากเกินไปบนผิวงานเฉพาะแห่ง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ให้เพิ่มความดันของอากาศอัดสูงขึ้น เมื่อพ่นสีครั้งสุดท้าย<br>ข. ฟิมส์สีหนาไปในบริเวณบางแห่ง<br>ค. ถ้าสีที่พ่นแล้วแห้งให้ขัดออกแล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. หลีกเลี่ยงการพ่นสีเปียกจนเกินไป และฟิมส์สีหนาในบริเวณเฉพาะแห่ง<br>ข. ระมัดระวังการเพิ่มและลดฟิมส์สี<br><strong>12. ผิวเปลือกส้ม</strong> (Orange peel)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลักษณะคล้ายผิวลูกบอลล์ที่มากระทบกับสีที่พ่นแล้ว<br>ข. คล้ายกับผิวของเปลือกส้ม<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. เกิดจากการลดลงของสีที่พ่นไม่เพียงพอ<br>ข. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์คุณภาพต่ำ<br>ค. การไหลของสีไม่เหมาะสม<br>ง. ผิวหน้าของสีแห้งเร็วเกินไป<br>จ. ความดันของอากาศอัดไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. หลังจากพ่นสี เมื่อสีแห้งสนิทแล้วให้ใช้ยาขัดอย่างละเอียดขัดผิวหน้าที่เป็นเปลือกส้มออก<br>ข. หากเป็นเปลือกส้มมาก ให้ใช้กระดาษทรายเบอร์ 400 ขัดน้ำ แล้วจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ปรับความดันของอากาศอัดให้เหมาะสมถูกต้อง<br>ข. เลือกใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่มีคุณภาพดี<br><strong>13. การลอก</strong> (Peeling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>สีทับหน้าลอกออกเป็นชิ้นบางๆ จากสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมงานไม่ถูกวิธี<br>ข. สีชั้นแรกกับสีครั้งหลังไม่เข้ากัน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขจัดส่วนที่ลอกออกให้หมด แล้วเตรียมงานให้ดี จึงพ่นสีใหม่ทับลงไป<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ทำความสะอาดและเตรียมงานอย่างดี<br>ข. ใช้สีพื้นตามคำแนะนำสำหรับโลหะนั้นๆ<br>ค. ดำเนินงานตามวิธีการพ่นสีใหม่อย่างเคร่งครัด และให้ใช้สีที่เข้ากันได้<br><strong>14. รูพรุนหรือรอยพองบนแผ่นพลาสติค</strong> (Pin Holes or Blistering over plastic Filler or Pitting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดเป็นรูคล้ายเข็มแทงที่ผิวงาน<br>ข. เกิดฟองอากาศดันฟิมส์สีพองเป็นจุดๆ แล้วกะเทาะออกกลายเป็นรูพรุน<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮารค์เดนเนอร์ (hardener) ผสมกับพลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. เวลาผสมพลาสติกกับน้ำยาทำให้พลาสติกแข็งและผสมรุนแรงเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทราย แล้วใช้สีโป๊วแห้งเร็ว เติมบริเวณรอยพรุนให้เต็ม ข. ขัดกระดาษทรายแล้วเตรียมพื้นใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์กับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. การผสมน้ำยากับพลาสติกไม่รุนแรงและให้ผสมอย่างเร็ว<br>ค. เวลาโป๊วพลาสติกอย่าพยายามให้มีฟองอากาศในเนื้อพลาสติก<br><strong>15. สีโป๊วพลาสติกแสดงรอยด่าง</strong> (Plastic Bleedthru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดรอยด่าง (ตามธรรมดาจะเป็นสีเหลืองบนสีทับหน้า)<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ทำให้พลาสติกแข็งมากเกินไป<br>ข. พ่นสีทับหน้าก่อนเวลาที่พลาสติกแข็งตัวอย่างสมบูรณ์<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขูดออกแล้วโป๊วใหม่<br>ข. รอจนสีทับหน้าแห้งสนิทแล้วขัดกระดาษทราย พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ผสมกับพลาสติกให้ถูกส่วน<br>ข. ปล่อยระยะเวลานานพอสมควรให้พลาสติกแข็งตัวอย่างได้ที่<br><strong>16. สีโป๊วพลาสติกไม่แห้ง</strong> (Plastic Filler noi Drying)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีโป๊วพลาสติกยังนิ่มอยู่ขณะที่โป๊วไปแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ปริมาณของน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็งไม่เพียงพอ ข. น้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ถูกแสงแดด<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขูดสีโป๊วพลาสติกออกแล้วโป๊วใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เพิ่มจำนวนน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์ที่ทำให้พลาสติกแข็ง ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต<br>ข. แน่ใจว่าน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ใหม่ และไม่เคยถูกแสงแดด<br><strong>17. สนิมใต้สี</strong> (Rust under Finish)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. ลอก หรือแตก<br>ข. บวมเป็นจุดบางแห่ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การเตรียมโลหะไม่ดีพอ<br>ข. รอยแตกของฟิมส์สีทำให้ความชื้นเข้าไปใต้ฟิมส์สีได้<br>ค. มีน้ำในท่อระบบอากาศอัดที่ใช้พ่นสี<br><strong>การแก้ไข   </strong><br>ก. ผนึกทางเข้าของความชื้นด้านในของโครงสร้างนั้น<br>ข. ขัดโลหะให้เปลือยเปล่า และใช้น้ำยาเคลือบป้องกันการเกิดสนิม<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พิจารณาบริเวณที่เป็นแหล่งของความชื้นโดยผนึกและป้องกันจุดนั้น<br>ข. เมื่อมีการเปลี่ยนชิ้นส่วน เช่นพวกคิ้วและโครเมี่ยมต้องระมัดระวังอย่าให้ฟิมส์สีที่พ่นไว้แตก และอย่าให้โลหะที่ไม่เหมือนกันมาสัมผัสกัน การสัมผัสกันจะทำให้เกิด การถ่ายประจุไฟฟ้า ซึ่งเป็นเหตุให้ฟิมส์สีแตกออกหรือสูญเสียการเกาะแน่นที่ดีระหว่างโลหะกับฟิมส์สี<br>หมายเหตุ คิ้วที่ทำด้วยโครเมี่ยม จะต้องมีเนื้อพลาสติกรองก่อนเพื่อป้องกันการถ่ายประจุไฟฟ้า<br><strong>18. สีไหล</strong> (Runs)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. เกิดการไหลของฟิมส์สีที่เปียก<br>ข. มวลของฟิมส์สีทับหน้าเลี่อนตัวเป็นทาง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีด้วยอัตราส่วนไม่ถูกต้อง สีใสเกินไปและความดันของอากาศลดต่ำไป<br>ข. ใช้ทินเนอร์ระบายช้าเกินไป<br>ค. พ่นสีบนงานที่เย็น<br>ง. ทำความสะอาดที่ผิวงานไม่ดี<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ล้างสีออก แล้วพ่นใหม่ (สีอีนาเมล)<br>ข. ขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400 พ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ส่วนผสมของทินเนอร์กับสีตามคำแนะนำ และใช้อากาสอัดที่ถูกต้อง<br>ข. อย่าพ่นสีบนผิวงานที่เย็น<br>ค. ทำความสะอาดผิวงานให้ทั่วถึง<br><strong>19. สีย้อย</strong> (SAGS)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีย้อยเกิดจากการลื่นไถลของสี เกิดจากฟิมส์สีที่หนาเกินไป ไม่สามารถพยุงตัวบนผิวงานได้<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป<br>ข. พ่นสีทับๆ กันโดยไม่มีเวลาให้สีที่พ่นครั้งแรกแห้งตัว<br>ค. ความดันของอากาศอัดต่ำไป<br>ง. ถือปืนใกล้ชิ้นงานเกินไป<br>จ. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายเบอร์ 400 แล้วพ่นสีใหม่<br>ข. ล้างสีย้อย แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์และผสมให้ถูกต้อง<br>ข. ปรับความดันอากาศอัดให้เหมาะสมกับปืนที่จะใช้<br>ค. ให้ระยะห่างระหว่างปืนพ่นสีกับชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>20. รอยกระดาษทรายหรือรอยขีดข่วน</strong> (Sand Scratches)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เป็นรอยกระดาษทราย หรือรอยขีดข่วนบนผิวงานที่พ่นสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว<br><strong>สาเหตุ</strong> ใช้กระดาษทรายหยาบเกินไป ไม่ตรงกับสีที่จะใช้พ่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. พ่นสีพื้นอย่างข้นเพื่อเติมรอยขีดข่วนให้เต็ม แล้วขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด<br>ข. พ่นสีพื้นซิลเลอร์ ซึ่งช่วยลดรอยขีดข่วน<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้กระดาษทรายให้ถูกกับชนิดของสีที่จะพ่น<br>ข. การขัดกระดาษทรายโดยถูกวิธี<br><strong>21. สีกระเทาะเนื่องจากหิน</strong> (Stone Bruises)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีกระเทาะเนื่องจากถูกกระทบกรวดเป็นหลุมเล็กๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ก้อนหินกระเด็นมาจากรถคันอื่น<br>ข. เกิดการกระแทกจากประตูรถคันอื่น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. ขัดกระดาษทรายให้ทั่วถึง ห่างจากรอยชำรุด 3-4 นิ้ว<br>ข. ทาด้วยน้ำยาเคลือบป้องกันสนิมบริเวณโลหะ แล้วดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>22. มองเห็นสีพื้น</strong> (Undercoat Show thru)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีทับหน้าเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้มองเห็นสีพื้น<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าไม่เพียงพอ<br>ข. ขัดยาขัดที่มากเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. พ่นสีทับหน้าให้หนาพอที่จะคลุมสีพื้นได้มิด<br>ข. อย่าขัดสีด้วยยาขัดมากเกินไป<br><strong>23. รอยด่างจากหยดนํ้า</strong> (Water Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เกิดจุดด่างเป็นแห่งๆ และรอยด่างใหญ่ๆ คล้ายการเสื่อมสภาพของสี<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. มีหยดน้ำค้างบนผิวหน้าของสีแล้วแห้งเองโดยไม่เช็ดออก<br>ข. ล้างรถยนต์กลางแสงแดดจัดๆ<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นใหม่<br>การป้องกัน<br>ก. สีรถยนต์ที่พ่นใหม่ไม่ควรตากน้ำค้าง หรือน้ำฝน<br>ข. อย่าให้หยดน้ำแห้งเองบนผิวของงานสีที่พ่นใหม่<br><strong>24. สีไม่แห้งบางแห่ง</strong> (Wet Spots)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีด่างบางแห่ง และสีแห้งช้าบางจุด<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การทำความสะอาดไม่ถูกต้อง<br>ข. สีพื้นพ่นหนาเกินไปและไม่แห้งสนิท<br>ค. ขัดกระดาษทรายโดยไม่ใช้น้ำมันเบนซิน หรือสารเคมีบางอย่างช่วย<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดกระดาษทรายออกให้หมด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดผิวงาน<br>ข. ปล่อยระยะเวลาให้สีพื้นแห้ง<br>ค. ใช้น้ำเท่านั้นในการขัดกระดาษละเอียด<br><strong>25. สีหย่น</strong> (Wrinkling)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong><br>ก. หย่นของสีอีนาเมลที่หนา<br>ข. ไม่เกิดความมันเวลาสีแห้ง<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ผสมสีข้นเกินไป หรือความดันของอากาศอัดต่ำไปทำให้ฟิมส์สีหนา<br>ข. พ่นสีมากชั้นเกินไป<br>ค. รีดิวเซอร์แห้งเร็วเกินไปทำให้ผิวหน้าสีตรึงแล้วหย่น<br>ง. ผิวหน้าแห้งและจับตัวทำละลายไว้ใต้สี<br>จ. ฟิมส์สีถูกกับความร้อนเร็วเกินไป<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดรอยหย่นด้วยกระดาษทรายปล่อยทิ้งให้แห้งจึงพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. ผสมสีอีนาเมลตามคำแนะนำ<br>ข. พ่นจำนวนชั้นของสีตามคำแนะนำ<br>ค. อย่านำเข้าอบเร็วเกินไปต้องรอให้สีเริ่มแห้งก่อน<br><strong>26. ละอองสีแห้ง</strong> (Dry Spray)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> ละอองสีแห้งก่อนที่จะถึงชิ้นงานทำให้เกิดเม็ดหยาบๆ</div><div><br></div><div><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. ใช้ทินเนอร์คุณภาพต่ำ<br>ข. กำลังดันอากาศอัดสูงเกินไป<br>ค. ปรับปืนพ่นสีไม่ถูกต้อง<br>ง. ระยะห่างปืนพ่นสีมาก<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีให้เรียบด้วยกระดาษทรายละเอียด แล้วพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. เลือกใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดี<br>ข. ใช้กำลังดันของอากาศอัดให้เหมาะสม<br>ค. ปรบปืนพ่นสีให้ถูกต้อง<br>ง. ถือปืนห่างจากชิ้นงานให้ถูกต้อง<br><strong>27. สีเป็นวง</strong> (Feather-edge)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> เมื่อพ่นสีจะเกิดเป็นวงหรือเป็นขอบๆ<br><strong>สาเหตุ</strong><br>ก. การกวนสีไม่เพียงพอ<br>ข. การขัดกระดาษทรายไม่ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์แห้งช้ามากเกินไป<br>ง. ใช้สีไม่ตรงกับงาน<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ขัดสีออกให้หมดจึงดำเนินการพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>ก. กวนสีให้ทั่วถึง<br>ข. ใช้กระดาษทรายให้ถูกวิธี<br>ค. ใช้ทินเนอร์และรีดิวเซอร์ให้ถูกต้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-20 04:07:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/233123123</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ชยภัทร์ สิงห์โสด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/233638589</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สาเหตุและการแก้ไขความยุ่งยากต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังการพ่นสี</strong><br><strong>(Paintnig Troubles Causes and Remedies)</strong><br><strong>1. จุดที่เกิดจากกรดและด่าง</strong> (Acid and alkali Spotting)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong> สีจะเปลี่ยนเป็นจุดๆ บนผิวหน้า แปรตามเม็ดสี (Pigment) ที่ทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกด่างหรือกรด<br><strong>สาเหตุ</strong> เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เปลี่ยนเม็ดสี กับสภาพอากาศสกปรกที่มีละอองของสารเคมีประเภทกรดหรือด่าง ซึ่งปลิวมาตามอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม จะทำปฏิกิริยากันขณะที่มีความชื้น<br><strong>การแก้ไข</strong><br>1. ล้างออกด้วยผงซักฟอก แล้วล้างตามอีกครั้งด้วยน้ำผสมน้ำสมสายชู<br>2. ขัดกระดาษทรายแล้วพ่นสีใหม่<br>3. ถ้าการด่างถึงเนื้อโลหะ หรือถึงสีพื้นชั้นล่างจะต้องขัดกระดาษทรายออกให้หมด ก่อนที่จะพ่นสีใหม่<br><strong>การป้องกัน</strong><br>1. รักษาสีโดยการหลีกเลี่ยงการจอดรถยนต์ ในที่ๆ มีอากาศสกปรกจากโรงงานอุตสาหกรรม<br>2. ถ้าพบว่ารถยนต์ ถูกสารเคมีต้องรีบล้างออกทันทีด้วยผงซักฟอกและน้ำมากๆ แล้วเช็ดให้สะอาด<br><strong>2. การซึม</strong> (Bleeding)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ </strong> เกิดการเปลี่ยนที่ผิวหน้าของสีที่พ่นเกิดลักษณะการด่าง<br><strong>สาเหตุ</strong> เนื่องจากตัวทำละลายซึมจากสีที่เราพ่นใหม่ลงไปละลายสีเก่าที่อยู่ข้างล่าง จนซึมขึ้นมา ตามธรรมดาจะเกิดกับสีเก่าซึ่งเป็นจำพวกสีแดง, เลือดหมู และสีในกลุ่มสีแดง<br><strong>การแก้ไข</strong><br>ก. โดยการขูดหรือลอกสีนั้นออกให้หมด แล้วทำการพ่นสีใหม่<br>ข. การแก้ซึมบางครั้งโดยการพ่นซีลเล่อร์ (Beeder Sealer) พิเศษ ลงบนพื้นงาน ก่อนที่จะพ่นสีทับหน้า<br><strong>การป้องกัน</strong><br>พ่นซีลเล่อร์พิเศษ(Beeder Sealer) ก่อนที่จะพ่นสีพื้นในเมื่อสีเดิมเป็นสีแดงหรืออยู่ในกลุ่มสีแดง<br><strong>3. รอยพอง</strong> (Blistering)<br><strong>ลักษณะที่ปรากฎ</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-21 08:55:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/9dlpaknltky9/wish/233638589</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
