<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>สุโขทัย by Phattharanis 11</title>
      <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-06-07 06:19:50 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-06-21 03:47:05 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>สรรคบุรี ชัยนาท</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628272683</link>
         <description><![CDATA[<div>เมืองสรรคบุรี หรือเมืองแพรก อยู่ในเขตตำบลแพรกศรีราชา เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่าเดิมชื่อเมืองไตรตรึงส์ ศิลปกรรมแบบอู่ทอง น่าจะสร้างก่อนเมืองชัยนาท และยังเคยเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงสุโขทัยคู่กันมากับเมืองชัยนาท ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเรียกเมืองสรรคบุรีว่าเมืองแพรก และเรียกเมืองชัยนาทว่าชัยนาทบุรี ในปี พ.ศ. 1924 ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิทัย) กรุงศรีอยุธยาได้ยกกองทัพมายึดไว้ ทั้งสองเมืองนี้จึงตกอยู่ในราชาอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา และได้เปลี่ยนชื่อเมืองแพรกเป็นเมืองสรรค์ตั้งแต่นั้นมา โดยมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงคู่กับเมืองชัยนาท ผังของเมืองสรรค์เป็นผังที่ซับซ้อน <a href="https://thai.tourismthailand.org/Search-result/tagword/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94">วัด</a>โตนดหลายมีสถาปัตยกรรมที่สำคัญคือ เจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 20 วัดโตนดหลาย ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันวัดสองพี่น้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/ad07a8c5fed75fbe5c953ffd018dbeba/____2023_06_20_223341171.png" />
         <pubDate>2023-06-20 15:33:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628272683</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นครศรีธรรมราช</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628276414</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นครศรีธรรมราชเป็นเมืองขึ้นอย่างแท้จริงในสมัยสุโขทัยในช่วงของพ่อขุนรามคำแหง&nbsp; ถือเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ศรีธรรมโศกราช ภายหลังที่มีกษัตริย์สืบต่อกันมาจากพระเจ้าศรีธรรมโศกราช 4-5 พระองค์<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นครศรีธรรมราชในสมัยสุโขทัย มีชื่อเรียกว่า "ศรีธรรมราช" ชื่อนี้อาจเชื่อได้ว่าเป็นอิสริยยศที่ถวายแก่กษัตริย์ผู้ปกครองนครว่า "ศรีธรรมราช" และคงจะถือเป็นประเพณีสืบเนื่องกันมาหลายองค์ จึงเป็นเหตุให้มีการขนานนามราชธานีแห่งนี้ตามชื่ออิสริยยศที่ถวายแก่กษัตริย์ผู้ปกครองนครตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมืองนครศรีธรรมราชมีความสัมพันธ์กับกรุงสุโขทัยในด้านการปกครอง และมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชเมืองหนึ่งของสุโขทัย&nbsp; รวมถึงมีความสัมพันธ์ด้านศาสนา ซึ่งเชื่อได้จากสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองนครศรีธรรมราช และขออัญเชิญพระพุทธสิหิงส์ซึ่งคาดว่าจะขอมาจากลังกา และให้ไปประดิษฐาน ณ กรุงสุโขทัย&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นครศรีธรรมราชเป็นเมืองขึ้นของสุโขทัยประมาณ 56 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 1837-1893) พระเจ้าอู่ทองได้ทรงประกาศตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นอิสระทางตอนล่างของสุโขทัย เมืองนครศรีธรรมราชจึงตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาสืบมา</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/0a5e1e7e3ec3c57a07dd21652701c440/____2023_06_20_223823380.png" />
         <pubDate>2023-06-20 15:38:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628276414</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มะละกา มาเลเซีย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628279749</link>
         <description><![CDATA[<div>มะละกาเป็นเมืองท่าเก่าแก่และมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรมลายู เป็นเมืองท่าตั้งอยู่บริเวณช่องแคบระหว่างคาบสมุทรมาลายาและเกาะสุมาตราในทะเลอันดามัน ที่เรียกว่า “ช่องแคบมะละกา”ก่อนหน้านั้นมีเมืองท่าที่สำคัญบนเกาะสุมาตรา เช่น อูรู เปเดร์ และปาไซ พ่อค้ามุสลิมจากแอฟริกา อาหรับ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น จึงรู้จักกันดี เพราะเป็นเส้นทางผ่านไปสู่เอเชียตะวันออกโดยเฉพาะเมืองจีน</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมืองท่าริมชายฝั่งแห่งนี้กำเนิดขึ้นจากกษัตริย์ “ปรเมศวร”หรือราชาอีสกันดาร์ที่กล่าวกันว่าสืบเชื้อสายมาจาก “อเล็กซานเดอร์ผู้ยิ่งใหญ่”[Alexander the Great]ผู้ครอบครองนครเทมาเสกหรือเกาะสิงคโปร์คนสุดท้ายในปี พ.ศ. ๑๙๓๙&nbsp; ปรเมศวรเป็นผู้นับถือฮินดูจากเกาะชวา</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตำนานเล่าว่า “ปรเมศวร”ประพาสล่าสัตว์ในแถบนี้ เมื่อพักเหนื่อยอยู่ใต้ต้นมะละกาใกล้กับแม่น้ำมะละกาปัจจุบัน กวางวิ่งออกมาทำให้หมาไล่เนื้อตกใจจนตกลงไปในแม่น้ำ จึงเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสัญญาณที่ดี เมื่อความอ่อนแอสามารถเอาชนะความเข้มแข็งได้ จึงตั้งเมืองในบริเวณนี้&nbsp; ส่วนอีกทางหนึ่งกล่าวว่า“มะละกา”มาจากคำในภาษาอาหรับMalakatที่แปลว่า ตลาด มะละกาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามอย่างเป็นทางการเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ และกลายเป็นศูนย์กลางเมืองท่าริมชายฝั่งในช่องแคบของคนทุกเชื้อชาติและศาสนา</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลังจากการเดินเรือที่ยิ่งใหญ่ของเจิ้งเหอ เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อได้รับการปกป้องจากการโจมตีของอยุธยา มะละกาจึงเป็นรัฐในอารักขาของราชวงศ์หมิง สุลต่านแห่งสมุทร-ปาไซเป็นผู้ก่อตั้งรัฐอิสลาม มีการกล่าวว่าแต่งงานกับเจ้าสาวจากราชวงศ์หมิงด้วย</div><div>&nbsp;</div><div>ต่อมา โปรตุเกส ดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ต่างแย่งชิงเมืองท่าแห่งนี้ในยุคการค้ากันเป็นลำดับ</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มะละกาเข้าสู่ยุคอาณานิคมโดยตกเป็นของโปรตุเกสเมื่อ พ.ศ.๒๐๕๔ พวกดัตช์แย่งชิงมาด้วยการโจมตีเมื่อ พ.ศ. ๒๑๙๔ หลังจากนั้นมากกว่าศตวรรษ เมื่อเกิดสงครามนโปเลียน พ.ศ.๒๓๓๘ ดัตช์มอบมะละกาให้อังกฤษเพื่อเป็นกันชนแก่ฝรั่งเศส ก่อนจะถูกส่งกลับคืนและนำมาแลกกับ “บังกาลูลู”ในเกาะสุมาตรา เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ เป็นต้นมา บริษัทอิสต์อินเดียของอังกฤษปกครองฝั่งตะวันตกของมาลายาตั้งแต่เกาะสิงคโปร์ไปจนถึงปีนัง โดยอยู่ภายใต้การบริหารงานอาณานิคมที่กัลกัตตา ศูนย์กลางอาณานิคมใหญ่ของอังกฤษที่อินเดีย</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดัตช์ที่ปกครองมะละกาอยู่กว่าร้อยห้าสิบปี สร้างอาคารจำนวนมากที่ยังคงหลงเหลืออยู่ใกล้เขามะละกาหรือเขาเซนต์ปอล ย่านนี้เป็นแหล่งที่เป็นศูนย์รวมของอาคารจากยุคอาณานิคมที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปัจจุบัน&nbsp; มีอาคารที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เมืองมะละกา ตึกStadthuysซึ่งเป็นอาคารที่เก่าที่สุดในอาณานิคมฝั่งเอเชียอยู่ที่นี่สร้างตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.๒๑๙๓ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำการของผู้ปกครองอาณานิคมชาวดัตช์ ปัจจุบันใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ [Museum of History and <a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fen.wikipedia.org%2Fwiki%2FEthnography">Ethnography</a>]จัดแสดงเรื่องราวของเมืองประวัติศาสตร์มะละกาและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งเชื้อสายจีน อินเดีย โปรตุเกส และมลายู อยู่ในย่านที่เรียกว่า จัตุรัสแดงในย่านจัตุรัสแดง นอกจากตึกที่เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งยังแบ่งย่อยออกเป็นพิพิธภัณฑ์ทางวรรณคดี พิพิธภัณฑ์ของการประกาศเอกราช มีโบสถ์ที่สร้างด้วยอิฐสีชมพูจากเนเธอร์แลนด์ มีลานน้ำพุที่สร้างเลียนแบบดัตช์ บนยอดเขามีโบสถ์เซนต์ปอลตั้งอยู่ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยโปรตุเกสปกครองในปี พ.ศ. ๒๐๖๔ และกลายมาเป็นป้อมมะละกา พ.ศ. ๒๒๑๐และ พ.ศ. ๒๒๓๙ ก็ตกเป็นของดัตช์ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นสถานที่ฝังศพ ซึ่งยังคงเห็นหลุมฝังศพอยู่บริเวณแนวรั้วอีกด้านหนึ่งของเนินเขา มีพิพิธภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่เคยเป็นสวนและวังของสุลต่านแห่งมะละกา</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมืองมะละกายังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์แห่งชาติมาเลเซีย หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ต่อต้านอาณานิคมกระจายไปทั่วในกลุ่มผู้รักชาติ เมืองมะละกาเป็นที่ประกาศเอกราชของนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ตนกู อับดุล มารัน ปุตรา ที่บันดาร์ฮิเลร์ เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๖ ทำให้ส่งต่อวัฒนธรรมการทำอาหารพวกขนมอบ ขนมที่ปรับมาจากแบบจีน โปรตุเกส และมาเลย์ ทำให้อาหารที่มะละกามีชื่อว่าอร่อยและผสมผสานต่างวัฒนธรรมมากที่สุด</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาหารอร่อยของมะละกา คือ อาหารจีนแบบลูกครึ่งที่รวมเอาอาหารแบบจีนและมาเลย์ที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศรสจัดและความจัดเจนในการปรุงอาหารแบบคนจีน มะละกาจึงเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมแบบเปอระนะกัน[Peranakan Culture]เพราะเมื่อคนจีนยุคแรกๆ มาถึงมะละกาเพื่อเป็นคนงานในเหมืองและแต่งงานกับเจ้าสาวชาวมลายูก็ปรับรับเอาวัฒนธรรมแบบท้องถิ่นมาใช้ ผลก็คือ เป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหว่างมลายูและจีน ผู้ชายเรียกกันว่า บาบ๊า [Baba]และผู้หญิงก็เรียกว่า นันย๊า [Nonya] มีบ้านเรือนแบบตึกที่อาศัยเป็นที่ค้าขายไปด้วย เราเรียกกันในปัจจุบันว่าตึกแบบสมัยโคโลนีหรือตึกแบบสมัยอาณานิคม หลุมฝังศพจีนบนเนินเขาจีนในมะละกา เป็นแหล่งฝังศพชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดย้อนกลับไปได้ถึงราวปลายสมัยราชวงศ์หมิง แต่หลายพื้นที่ถูกขุดไปในช่วงที่อังกฤษปกครอง เป็นสถานที่ซึ่งชาวบ้านในปัจจุบันนิยมไปวิ่งออกกำลังกายและมองเห็นวิวของเมืองได้ทั้งหมด เชิงเขามีวัด Poh San Tengลูกหลานของผู้ที่มีฝรั่งโปรตุเกสเป็นบรรพบุรุษยังคงพูดภาษาแบบลูกครึ่งที่เป็นเอกลักษณ์รู้จักกันในชื่อ คริสตังCristão or Kristang.และประเพณีแบบโปรตุเกสที่ยังคงสืบทอดและส่งผ่านมาสู่กลุ่มลูกหลานชาวโปรตุเกสในปัจจุบันก็คือ เทศกาลน้ำ Intruduหรือการถือบวชของชาวคาทอลิก เทศกาลเต้นรำ Branyu&nbsp; เทศกาลเฉลิมฉลองตามถนนวันเทศกาลประจำปีซานตาครูซ Santa Cruz</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมืองมะละกาปัจจุบัน นอกจากจะมีเรื่องของการท่องเที่ยวที่เป็นหลักเป็นฐานแล้ว ในพื้นที่ของเมืองที่ขยับขยายและวางผังเองอย่างชัดเจน เขตชายทะเลเป็นส่วนที่เป็นเมืองตากอากาศ มีตึกและคอนโดมิเนียมสำหรับคนมาเลเซียในพื้นที่อื่นๆ ซื้อไว้สำหรับพักผ่อน เขตรอบนอกมีย่านอุตสาหกรรมกว่า ๒๓ แห่ง และโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า ๕๐๐ โรงงานจากประเทศต่างๆ เชื่อมด้วยทางด่วนสายสำคัญจากเหนือลงใต้ จากประเทศไทยจนถึงสิงคโปร์ เป็นทางด่วนในการติดต่อต่อเนื่องกับรัฐต่างๆ ย่านฝั่งตะวันตกและเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ มะละกาจึงเป็นเมืองสำคัญทั้งทางประวัติศาสตร์และทางเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซียอย่างยิ่ง</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในย่านเก่าที่เป็นตลาดตั้งแต่ยุคอาณานิคม ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ภูเขามะละกาหรือเขาเซนต์ปอล ย่านเก่าทั้งสองฝั่งแม่น้ำมะละกาเป็นตึกยุคโคโลนียังคงมีชีวิตชีวา เพราะการทำมาค้าขายของร้านค้าต่างๆ ทั้งคนเชื้อสายจีน อินเดีย มาเลย์ ต่างทำกินกันอย่างคึกคักและเป็นธรรมชาติ แม้เราจะเห็นว่าในเมืองเก่าและอาคารเก่าเหล่านี้จะถูก “จัดวาง”อย่างเรียบร้อยแล้ว ถูกคุมในเรื่องสภาพแวดล้อมของการเป็นเมืองเก่าอย่างเข้มงวด แต่ชีวิตที่นี่ยังมีสีสัน เพราะบริเวณกว้างขวางเหล่านี้คือ ตัวอย่างอันน่าตื่นตาตื่นใจของผู้มาเยือนที่จะเรียนรู้ลักษณะของ “ความเป็นสังคมพหุลักษณ์”ที่ประกอบไปด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา อยู่ร่วมกันอย่างสงบและไม่เบียดเบียนจนมีเหตุร้ายให้เห็นดังเช่น ในสามจังหวัดภาคใต้ของเราเผชิญอยู่ในขณะนี้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/4253db500740e37ceedb65d90804069b/____2023_06_20_224241683.png" />
         <pubDate>2023-06-20 15:43:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628279749</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เมืองพิษณุโลก พิษณุโลก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628283345</link>
         <description><![CDATA[<div>“สองแคว” เป็นชื่อที่รู้จักกันดีโดยทั่วไปว่าเป็นชื่อดั้งเดิมของเมืองพิษณุโลก เพราะมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านเมือง คือแม่น้ำน่านกับแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำน่านที่ไหลผ่านตัวเมืองนั้นเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน แม่น้ำแควน้อยนั้นไหลจากเทือกเขาทางทิศตะวันออกลงแม่น้ำน่านเหนือตัวเมืองขึ้นไปประมาณ ๒๐ กิโลเมตร<br><br>แต่ในอดีตแม่น้ำแควน้อยก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำน่านนั้น ได้ไหลวกลงใต้ขนานกับแม่น้ำน่านโดยผ่านเมืองสองแคว มีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุหรือวัดพระพุทธชินราชเป็นศูนย์กลางเมือง ตั้งอู่ระหว่างกลางขนาบโดยแม่น้ำทั้งสองสาย แม่น้ำแควน้อยไหลลงแม่น้ำน่าน ใต้ลงไปท่าฬอ จังหวัดพิจิตร เมืองจึงได้รับการขนานนามว่า ‘สองแคว’ เพราะมีแม่น้ำสองสายไหลผ่านเมือง<br><br>ชื่อสองแคว เป็นชื่อเก่าที่ปรากฏในศิลาจารึกของสุโขทัย ที่เล่าเรื่องราวตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุคต้นๆ ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ เป็นอย่างต่ำ<br><br>ดังนั้น ชื่อสองแคว จึงเป็นชื่อที่เก่าที่สุดตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นในแคว้นสุโขทัย และเป็นที่รู้จักโดยคนต่างถิ่นทั้งเหนือและใต้ เป็นชื่อที่ใช้เรียกกันสืบต่อมา แม้จะมีชื่ออื่นตั้งให้ใหม่แล้วก็ตามศิลาจารึกของสุโขทัยบางหลักเรียกชื่อเต็มของเมืองว่า “สรลวงสองแคว” ก็มี<br><br>ชัยนาทเป็นชื่อที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักว่าเคยถูกนำมาเรียกชื่อเมืองนี้ หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์แต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระแห่งล้านนา เมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๐ ตอนหนึ่งกล่าวว่า ในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทยแห่งกรุงสุโขทัย ได้เสียเมืองชัยนาทให้แก่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) แต่ต่อมาขอเมืองคืนได้ พระมหาธรรมราชาลิไทยต้องเสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองชัยนาท<br><br>หนังสืออีกเล่มหนึ่งคือลิลิตยวนพ่าย แต่งขึ้น พ.ศ. ๒๐๓๑ ตอนหนึ่งกล่าวถึงพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาว่าได้ยกทัพลงมาเอาเมืองชัยนาท<br><br>ชื่อเมืองชัยนาทที่ระบุในหนังสือโบราณทั้งสองฉบับนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้แสดงหลักฐานชี้ให้เห็นจนเป็นที่ยอมรับกันในวงการประวัติศาตร์โดยทั่วไป ว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งของเมืองสองแควหาใช่เมืองชัยนาทที่จังหวัดชัยนาท<br><br>พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาทุกฉบับ กล่าวถึงสมเด็จพระนครินทราชาธิราช ผู้เสวยราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาระหว่าง พ.ศ. ๑๙๕๒ – ๑๙๖๗ ว่าได้ตั้งโอรส ๓ พระองค์ คือเจ้าอ้ายพระยาให้ครองเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยาครองเมืองสรรค์ และเจ้าสามพระยาให้ครองเมืองชัยนาท ต่อมาเมื่อพระองค์ได้สวรรคตลง เจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยาได้แย่งราชสมบัติต่อสู้กันจนถึงกับสิ้นพระชนม์ลงทั้งคู่ ราชสมบัติจึงตกแก่เจ้าสามพระยาขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒<br><br>ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้ค้นคว้าไว้เห็นว่า เมืองชัยนาทที่เจ้าสามพระยาทรงได้รับมองหมายให้มาครองนั้น อยู่ที่เมืองสองแควที่ต่อมาภายหลังได้ชื่อว่าเมืองพิษณุโลกนั่นเอง แต่เนื่องจากพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ ที่เขียนเก่าที่สุด คือพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐฯ ก็เขียนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ห่างจากเหตุการณ์จริงประมาณกว่า ๒๐๐ ปีกว่า เมื่อรวบรวมเอกสารเก่าๆ ที่บันทึกชื่อเมืองที่พิษณุโลกว่าชัยนาท ก็ลอกลงมาโดยไม่ได้ทำความเข้าใจ และเปลี่ยนชื่อใหม่ตามที่รู้จักกันในสมัยที่เขียนพงศาวดารให้เป็นเมืองพิษณุโลกเสีย พอมาถึงปัจจุบันเมื่อมีเมืองชัยนาทขึ้นมาใหม่ที่จังหวัดชัยนาท และเมืองชัยนาทแต่ดั้งเดิมที่จังหวัดพิษณุโลกไม่มีใครรู้จักกันแล้วจึงเข้าใจกันไปว่าเจ้าสามพระยาไปครองเมืองชัยนาทที่จังหวัดชัยนาทจริงๆ<br><br>มีหลักฐานเพิ่มขึ้นคือ ศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ สุโขทัยกล่าวว่าเจ้าสามพระยานั้นมีพระมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์ของสุโขทัยสมัยที่พระองค์ยังทรงเยาว์วัยอยู่ เคยเสด็จมาทำบุญที่เมืองสุโขทัยพร้อมกับพระมารดาและน้า เวลาที่เสด็จมาทำบุญที่สุโขทัยนั้นเป็นเวลาที่พงศาวดารกรุงศรีอยุธากล่าวว่าทรงครองอยู่ที่เมืองชัยนาทในฐานะลูกหลวง<br><br>การที่เจ้าสามพระยาทรงมีเชื้อสายทางราชวงศ์สุโขทัยด้วยจึงสมเหตุผลว่าทรงได้ครองเมืองชัยนาท ซึ่งคือเมืองที่พิษณุโลกหรือสองแควเดิมนั่นเอง<br><br>แต่ชื่อเมืองชัยนาท คงเป็นที่ถูกนำมาเรียกเมืองนี้ในระยะสั้นๆ คือเริ่มเรียกเมื่อเจ้าสามพระยาได้มาครองในฐานะเมืองลูกหลวงเป็นต้นมาเท่านั้น พอถึงสมัยรัชกาลต่อมาคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก็มีชื่อใหม่มาให้เรียกอีก ชื่อเมืองชัยนาทจึงไม่ค่อยมีใครรู้จักว่าเคยใช้เป็นชื่อเรียกเมืองนี้<br><br>พิษณุโลก พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริญฯ ใช้ชื่อเมืองพิษณุโลกครั้งแรกเล่าเหตุการณ์เมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๑ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไปครองในฐานะพระมหาอุปราช ซึ่งขณะนั้นน่าจะยังคงใช้ชื่อว่า เมืองชัยนาทอยู่ เพราะเป็นเหตุการณ์สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เจ้าสามพระยา และไม่มีสาเหตุอะไรที่บ่งบอกว่าควรมีการเปลี่ยนชื่อเมืองใหม่<br><br>เอกสารเก่าที่สุดที่ปรากฏชื่อเมืองพิษณุโลกคือหนังสือลิลิตยวนพ่าย แต่งขึ้นหลัง พ.ศ. ๒๐๓๑ เป็นปีสวรรคตของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ชื่อพิษณุโลกที่ปรากฏในลิลิตยวนพ่ายนั้นเป็นชื่อที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับการเริ่มตั้งชื่อนี้จริงๆ มากที่สุด ดังตัวอย่างตอนที่มีการเอ่ยชื่อพิษณุโลกที่ปรากฏในคำโคลงบทที่ว่า<br><br>ปางสร้างอาวาสแล้ว ฤาแสดง<br><br>คือพุทไธสวรรยหมาย ชื่อชี้<br><br>ปางถลกกำแพงพระ พิศณุโลกย แล้วแฮ<br><br>อยู่ช่างพระเจ้าฟี้ เฟื่องบร ฯ<br><br>ชื่อเมืองพิษณุโลก ที่ปรากฏอยู่ในโคลงบทนี้นั้น อยู่ในตอนที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงโปรดให้สร้างกำแพงเมือง แต่กำแพงเมืองจะสร้างขึ้นเมื่อปีใดไม่มีเอการกล่าวถึง แม้พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตจะเป็นเอกสารฉบับเดียวที่มีการกล่าวเรื่องสร้างกำแพงเมือง แต่ก็กล่าวเพียงว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นผู้ให้สร้างขึ้นเท่านั้น ไม่ได้ระบุปีที่สร้างแน่นอน<br><br>สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงมอบราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาให้โอรส คือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ แล้วเสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก (อาจยังไม่ใช้ชื่อนี้) เมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๖ เพื่อรับศึกพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา การศึกษาช่วงแรกนี้กรุงศรีอยุธยาเพลี่ยงพล้ำต้องเสียเมืองศรีสัชนาลัย พ.ศ. ๒๐๐๘ พระองค์จึงทรงออกผนวชที่วัดจุฬามณี เมืองพิษณุโลกเพื่อเจรจาสงบศึกโดยขอเมืองศรีสัชนาลัยคืน แต่ไม่สำเร็จจึงทรงลงผนวชในปีเดียวกันนั้นกลับสู่ราชบัลลังก์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง<br><br>การที่พระองค์ทรงออกผนวชนั้น เท่ากับว่าได้สละทางโลกไปแล้วดังนั้นเมื่อทรงลาผนวช จึงเท่ากับว่าเป็นพระชนม์ชีพใหม่ของพระองค์ควรจะดีกว่าเก่า จึงเป็นช่วงที่เหมาะที่คิดว่าชื่อเมืองพิษณุโลกจะได้รับขนานนามให้แก่เมืองแห่งชีวิตใหม่ของพระองค์ ที่มีความยิ่งใหญ่ประดุจเมืองของพระพิษณุ<br><br>การสร้างกำแพงเมือง จึงอยู่ในขั้นตอนต่อจากการเถลิงถวัลราชสมบัติเมืองพิษณุโลกของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หลังจากที่ทรงลงผนวชแล้วนั่นเอง<br><br>กล่าวโดยสรุปคือ ชื่อสองแควเป็นชื่อแรกที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยยุคต้น ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๑๙๕๒ เมื่ออำนาจกรุงศรีอยุธยาโดยกษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ได้เข้ามาครอบงำแคว้นสุโขทัย โดยผ่านสายสัมพันธ์ทางเครือญาติระหว่างราชวงศ์ทั้งสอง สมเด็จพระนครินทราชาธิราชได้ส่งโอรสองค์ที่สามที่มีเชื้อสายทางมารดาเป็นสุโขทัยมาครองที่เมืองสองแควในชื่อใหม่ว่าเมืองชัยนาท ก่อนที่เสด็จไปเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ที่กรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๑๙๖๗<br><br>รัชสมัยต่อมาคือสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โอรสของสมเด็จเจ้าสามพระยา ได้ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๑ ได้เกิดสงครามกับแคว้นล้านนาในการแย่งชิงดินแดนที่เคยเป็นแคว้นสุโขทัยเดิม สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงกับต้องเสด็จมาครองเมืองชัยนาท (ยังไม่เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพิษณุโลก) โดยมอบราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยาให้แก่โอรสเมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๖ การสงครามในช่วงแรกไม่อาจป้องกันเมืองศรีสัชนาลัยไว้ได้ จึงทรงออกผนวชเมื่อ พ.ศ. ๒๐๐๘ และเจรจาขอสงบศึก แต่ไม่สำเร็จ จึงทรงลาผนวชขึ้นเสวยราชสมบัติใหม่ เปลี่ยนชื่อเมืองเป็นพิษณุโลก เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชบัลลังก์ใหม่ที่ควรจะดียิ่งกว่าเดิม<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/5ce0f8531e0cce9804d886bd11561ba9/____2023_06_20_224856467.png" />
         <pubDate>2023-06-20 15:49:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628283345</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เมืองพระบาง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628290729</link>
         <description><![CDATA[<div>เมืองพระบางหรือนครสวรรค์</div><div>นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่านครสวรรค์มีชื่อปรากฏมาตั้งแต่ก่อนสุโขทัยเป็นราชธานี มีชื่อในศิลาจารึกของสุโขทัย โดยเรียกว่า เมืองพระบาง เป็นเมืองหน้าด่านที่สำคญในการทำศึกสงคราม ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี กระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ภายหลังเรียกชื่อว่า เมืองชอนตะวัน และเปลี่ยนเป็น นครสวรรค์ ในที่สุด แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกกันว่า เมืองปากน้ำโพ ในประวัติศาสตร์มีหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่า นครสวรรค์ เคยเป็นเมืองเกษตรกรรมมาตั้งแต่ยุคต้นประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์กลางของการคมนาคม เป็นที่ตั้งของกลุ่มชนชาวจีนที่มาทำมาค้าขายระหว่างประเทศ</div><div>เมืองพระบางเป็นเมืองโบราณในสมัยสุโขทัยคู่กับเมืองคนที โดยตัวเมืองพระบางอยู่ที่เมืองนครสวรรค์เก่า ส่วนเมืองคนทีสันนิษฐานว่าอยู่ที่บ้านโคน ริมฝั่งแม่น้ำปิง จังหวัดกำแพงเพชร จากข้อมูลในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย เมืองพระบางถูกผนวกรวมกันเข้ากับอาณาจักรสุโขทัยในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และตั้งตัวเป็นอิสระเมื่อสิ้นสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และถูกผนวกรวมอีกครั้งในสมัยพระยาลิไท พระองค์ได้ประดิษฐานพระพุทธบาทพร้อมทั้งศิลาจารึกวัดเขากบไว้ที่เขากบ เมืองพระบาง ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ ในสมัยพระมหาธรรมราชาไสลือไทที่ประกาศให้สุโขทัยเป็นเอกราชได้รวมเมืองพระบางไว้ในอาณาเขตด้วย</div><div>เมื่ออำนาจของกรุงศรีอยุธยากล้าแข็งขึ้น เมืองพระบางจึงไปขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาในที่สุด มีหลักฐานในตำนานมูลศาสนาว่าพระญาณคัมภีร์ขอที่สร้างวัดในอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1972 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ไม่อนุญาตจึงมาขอที่ที่เมืองพระบาง เจ้าเมืองพระบางไม่ยกที่ให้ อ้างว่าเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของอยุธยา เมื่ออยุธยาไม่ให้ ทางเมืองพระบางก็ให้ไม่ได้</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-06-20 16:01:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628290729</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น่าน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628292588</link>
         <description><![CDATA[<div>ประวัติศาสตร์เมืองน่านเริ่มปรากฏขึ้นราว <a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fwiki%2F%25E0%25B8%259E.%25E0%25B8%25A8._1825">พ.ศ. 1825</a> ภายใต้การนำของ<a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fwiki%2F%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B2">พญาภูคา</a>และนางพญาจำปาผู้เป็นชายา ซึ่งทั้งสองเป็นชาวเมืองเงินยาง ได้เป็นแกนนำพาผู้คนอพยพมาตั้งศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองล่าง ต่อมาเพี้ยนเป็นเมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ของ<a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fw%2Findex.php%3Ftitle%3D%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%26action%3Dedit%26redlink%3D1">แม่น้ำย่าง</a>บริเวณ<a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fw%2Findex.php%3Ftitle%3D%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25A3%26action%3Dedit%26redlink%3D1">ตำบลศิลาเพชร</a> <a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fwiki%2F%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A7">อำเภอปัว</a> เลยไปถึงลำน้ำบั่ว ใกล้ทิวเขา<a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fw%2Findex.php%3Ftitle%3D%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B2%26action%3Dedit%26redlink%3D1">ดอยภูคา</a>ในเขตบ้านเสี้ยว บ้านทุ่งฆ้อง <a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fwiki%2F%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587">บ้านลอมกลาง</a> <a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fwiki%2F%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1">ตำบลยม</a> <a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fwiki%2F%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B2">อำเภอท่าวังผา</a>) เพราะปรากฏร่องรอยชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน และกำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ เห็นชัดเจนที่สุดคือบริเวณข้างพระธาตุจอมพริกบ้านเสี้ยวมีกำแพงเมืองปรากฏอยู่ซึ่งเป็นปราการทิศใต้ และป้อมปราการทิศเหนือลักษณะที่ปรากฏเป็นสันกำแพงดินบนยอดดอยม่อนหลวง <a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fwiki%2F%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587">บ้านลอมกลาง</a> เป็นกำแพงเมืองสูงถึง 3 ชั้น ในแต่ละชั้นกว้าง 3 เมตร สูง 5 เมตร ขนานไปกับยอดดอยม่อนหลวง ต่อมาพระยาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คนไปสร้างเมืองใหม่ โดยขุนนุ่นผู้พี่ไปสร้างเมือง<a href="https://padlet.com/redirect?url=https%3A%2F%2Fth.wikipedia.org%2Fwiki%2F%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587">จันทบุรี</a> (เมืองพระบาง) และขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/3a4ca8f9b609886c35b35c41bf7aed2b/____2023_06_20_230441484.png" />
         <pubDate>2023-06-20 16:04:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628292588</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เมืองศรีเทพ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628295282</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ อุทยานมีพื้นที่ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่อยู่ในท้องที่อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เดิมมีชื่อว่า "เมืองอภัยสาลี" ถูกค้นพบเมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์ และได้ทรงเรียกเมืองนี้เสียใหม่ว่า "เมืองศรีเทพ" เมื่อ พ.ศ. 2447-2448<br><br>เป็นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ที่ตั้งของเมืองอยู่ในชุมทาง ที่สามารถติดต่อกับภาคอื่น ๆ ได้สะดวก จึงได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมจากอาณาจักรข้างเคียงมาผสมผสาน เช่น ศิลปะทวารวดี ศิลปะขอม เป็นต้น สันนิษฐานว่ามีความสำคัญมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายต่อเนื่องจนถึงวัฒนธรรมเขมรโบราณ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 8 ถึง 18</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/c642c8e120193d35e72af82a20af4cfb/____2023_06_20_230826355.png" />
         <pubDate>2023-06-20 16:08:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628295282</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เมืองแพร่ แพร่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628296655</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นเมืองโบราณสร้างมาช้านานแล้วตั้งแต่อดีตกาลแต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในสมัยใดและใครเป็นผู้สร้าง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เมืองแพร่เป็นเมืองที่ไม่มีประวัติของตนเองจารึกไว้ในที่ใดๆ โดยเฉพาะ นอกจากปรากฏในตำนานพงศาวดารและ<br>จารึกของเมืองอื่นๆ บ้างเพียงเล็กน้อย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;จากการศึกษาค้นคว้าและตรวจสอบหลักฐานจากตำนานเมืองเหนือพงศาวดารโยนกและศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง<br>เมืองแพร่น่าจะสร้างยุคเดียวกันกับกรุงสุโขทัย เชียงใหม่ลำพูน พะเยา น่าน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เมืองแพร่มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง ตำนานเมืองเหนือเรียกว่า “พลนคร” หรือ “เมืองพล” ดังปรากฏในตำนาน<br><br>สร้างพระธาตุลำปางหลวงว่า “เบื้องหน้าแต่นั้นนานมา ยังมีพระยาสามนตราชองค์หนึ่ง เสวยราชสมบัติในพลรัฐนคร อันมี ในที่ใกล้กันกับลัมภกัปปะนคร (ลำปาง) นี่ ทราบว่าสรีรพระธาตุพระพุทธเจ้ามีในลัมภกัปปะนคร ก็ปรารถนาจะใคร่ได้” ในสมัยขอมเรืองอำนาจราว พ.ศ.1470-1560 นั้น พระนางจามเทวีได้แผ่อำนาจเข้าครอบครองดินแดนในเขตลานนา<br>ได้เปลี่ยนชื่อเมืองในเขตลานนาเป็นภาษาเขมร เช่น ลำพูนเป็นหริภุญไชย น่านเป็นนันทบุรีเมืองแพร่เป็นโกศัยนคร หรือ<br>นครโกศัย</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-06-20 16:10:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628296655</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตะนาวศรี เมียนมาร์ (พม่า)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628298040</link>
         <description><![CDATA[<div>ในหลักศิลาจารึกมีบันทึกว่า ดินแดนของอาณาจักรไทยทางฝั่งตะวันตก&nbsp; ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช&nbsp; ได้แผ่ขยายไปจนถึงหงสาวดีจดอ่าวเบงกอล&nbsp; และในบันทึกของมิชชันนารีที่เข้ามาติดต่อกับไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา<br><br>&nbsp; &nbsp;ในด้านประวัติศาสตร์ตะนาวศรีปรากฏตัว&nbsp; และมีฐานะเป็นรัฐอิสระก่อนการเกิดอาณาจักรพะโค เมาะตะมะ อังวะ สุโขทัย และอยุธยา สยามสมัยพระนารายณ์มหาราชมีอาณาเขตแผ่ถึงปัตตานี ลาว ภูเขียว เขมร อังวะ พะโค และมะละกา มีเมืองท่าสำคัญคือมะริดและภูเก็ต และมีหัวเมืองสำคัญคือ พิษณุโลก ตะนาวศรี กรุงเทพมหานคร และเพชรบุรี ในอดีตที่ผ่านมา เช่นในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมืองมะริดและตะนาวศรี ถือเป็นเมืองที่มีความสำคัญมากของไทย เนื่องจากเป็นเมืองที่พ่อค้าต่างประเทศทางอินเดีย และยุโรปนำสินค้าจากทางเรือขึ้นมาค้าขายในเมืองไทย ถึงกับมีการแต่งตั้งเจ้าเมืองที่มีความรู้ความสามารถให้ปกครองดูแล และด้วยความสำคัญทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ ในอดีตไทยกับพม่าจึงมักมีศึกชิงเมืองมะริดและตะนาวศรีกันบ่อยครั้ง เมืองตะนาวศรียังถือเป็นหนึ่งในพระยามหานคร 8 เมือง ที่ต้องเข้ามาถือน้ำพิพัฒน์สัตยา คือ เมืองพิษณุโลก ศรีสัชนาลัย สุโขทัย กำแพงเพชร นครศรีธรรมราช นครราชสีมา ตะนาวศรี และทวาย ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งไทยและพม่า ได้ผลัดกันเข้าครอบครองดินแดนทั้ง 3 นี้ แม้บางช่วงจะอยู่ในฐานะหัวเมืองที่ไม่ขึ้นกับใครโดยตรง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-06-20 16:12:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628298040</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เมืองสุพรรณบุรี สุพรรณบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628298918</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><em>อาณาจักรสุพรรณภูมิ</em></strong> คือ ดินแดนฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีเมืองนครชัยศรี &nbsp; เป็นศูนย์กลางในสมัยทวารวดี ต่อมาเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายศูนย์กลางการปกครองจากเมืองนครชัยศรีมาตั้งอยู่ที่เมืองสุพรรณภูมิหรือสุพรรณบุรี เนื่องจากเมืองสุพรรณภูมิมีสภาพที่เหมาะสมกว่า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พัฒนาการของการย้ายศูนย์กลางจากเมืองนครชัยศรีมาอยู่ที่เมืองสุพรรณภูมิ เพราะลำน้ำที่เป็นเส้นทางคมนาคมของเมืองนครชัยศรีตื้นเขิน ทำให้เรือสินค้าเข้าถึงได้ยาก&nbsp; ส่วนเมืองสุพรรณภูมิตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่สามารถติดต่อกับอ่าวไทยได้สะดวก เอกสารจีนเรียกดินแดนของอาณาจักรสุพรรณภูมิว่า “เจนลีฟู” สุพรรณภูมิเป็นชุมชนที่เจริญเติบโตจากการค้าขายกับชาวจีน โดยพ่อค้าชาวจีนมาตั้งหลักแหล่งที่ไทย ในพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรสุพรรณภูมิมีความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจอย่างมาก บรรดาเมืองสำคัญของอาณาจักรสุพรรณภูมิ เช่น ราชบุรี เพชรบุรี มีแม่น้ำไหลผ่านเมืองสามารถใช้เป็นเส้นทางติดต่อกับดินแดนภายในและติดต่อทางทะเลได้สะดวก โดยเฉพาะเมืองเพชรบุรี เป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สามารถคุมเส้นทางติดต่อกับอาณาจักรตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-06-20 16:14:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628298918</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ราชธานี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628302942</link>
         <description><![CDATA[<div>เมืองหลวง (ราชธานี) อาณาจักรสุโขทัย มีกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นพระมหากษัตริย์ ดังนั้นพระมหากษัตริย์จึงทรงรับผิดชอบดูแลทั้งในด้านการปกครอง ด้านการศาสนา และด้านศิลปวัฒนธรรม โดยมีบรรดาขุนนางข้าราชการคอยช่วยเหลือในการดำเนินกิจการหงสาวดีเป็นเมืองของชาวมอญมาก่อนในอดีต ก่อนที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จะยึดครองได้ ในปี พ.ศ. 2082หลังจากที่พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เข้ามาทำพิธี เจาะพระกรรณที่ฐานพระธาตุมุเตาขณะที่ยังอยู่ในเขตของมอญอยู่ และสถาปนาเป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์ตองอู หงสาวดีเจริญรุ่งเรืองสุดขีดในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง เนื่องจากพระองค์ให้ทรงสร้างพระราชวังของพระองค์ที่ชื่อ กัมโพชธานี ซึ่งนับเป็นพระราชวังใหญ่โตมีประตูทางเข้าออกถึง 10 ประตู สร้างโดยเกณฑ์ข้าทาสจากเมืองขึ้นต่าง ๆ โดยหนึ่งในนั้นมีเมืองเชียงใหม่และอยุธยารวมอยู่ด้วย จนถึงสมัยพระเจ้านันทบุเรงที่ เสด็จหนีพระนเรศวรไปเมืองตองอู และพวกยะไข่เผาทำลายหงสาวดี หลังจากนั้นไม่นาน เมืองอังวะก็กลายมาเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่าโดยสมบูรณ์ก่อนที่พม่าทั้ง ประเทศจะเสียเอกราชให้อังกฤษ<br>อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของหงสาวดี คือ พระธาตุชเวมอดอ หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า พระธาตุมุเตา เป็นพระธาตุที่อยู่มานานคู่กับเมือง เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชื่อว่าภายในได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ เล่ากันว่าเมื่อครั้งใดที่ พระเจ้าบุเรงนองจะออกทำศึกจะทรงสักการะขอพรจากพระธาตุนี้ทุกครั้ง และเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เสด็จมายังที่ หงสาวดีนี้ก็ได้ทำการสักการะพระธาตุนี้ด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/23c6da7a4e5d57cf4450f36fbeedcdfc/____2023_06_20_232112939.png" />
         <pubDate>2023-06-20 16:21:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628302942</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หงสาวดี เมียนมาร์ (พม่า)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628303549</link>
         <description><![CDATA[<div>หงสาวดีเป็นเมืองของชาวมอญมาก่อนในอดีต ก่อนที่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้จะยึดครองได้ ในปี พ.ศ. 2082หลังจากที่พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เข้ามาทำพิธี เจาะพระกรรณที่ฐานพระธาตุมุเตาขณะที่ยังอยู่ในเขตของมอญอยู่ และสถาปนาเป็นศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์ตองอู หงสาวดีเจริญรุ่งเรืองสุดขีดในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง เนื่องจากพระองค์ให้ทรงสร้างพระราชวังของพระองค์ที่ชื่อ กัมโพชธานี ซึ่งนับเป็นพระราชวังใหญ่โตมีประตูทางเข้าออกถึง 10 ประตู สร้างโดยเกณฑ์ข้าทาสจากเมืองขึ้นต่าง ๆ โดยหนึ่งในนั้นมีเมืองเชียงใหม่และอยุธยารวมอยู่ด้วย จนถึงสมัยพระเจ้านันทบุเรงที่ เสด็จหนีพระนเรศวรไปเมืองตองอู และพวกยะไข่เผาทำลายหงสาวดี หลังจากนั้นไม่นาน เมืองอังวะก็กลายมาเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่าโดยสมบูรณ์ก่อนที่พม่าทั้ง ประเทศจะเสียเอกราชให้อังกฤษ</div><div>อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของหงสาวดี คือ พระธาตุชเวมอดอ หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า พระธาตุมุเตา เป็นพระธาตุที่อยู่มานานคู่กับเมือง เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชื่อว่าภายในได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ เล่ากันว่าเมื่อครั้งใดที่ พระเจ้าบุเรงนองจะออกทำศึกจะทรงสักการะขอพรจากพระธาตุนี้ทุกครั้ง และเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้เสด็จมายังที่ หงสาวดีนี้ก็ได้ทำการสักการะพระธาตุนี้ด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/503a4d36e3a04165823e7c495fd81481/____2023_06_20_232228454.png" />
         <pubDate>2023-06-20 16:22:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628303549</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลาว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628304230</link>
         <description><![CDATA[<div>เวียงจันทน์<br>เวียงจันทน์เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรเรืองอำนาจ โดยร่วมยุคสมัยกันกับทวารวดีของไทย เดิมชื่อเมืองจันทปุระหรือเมืองจันทบุรี มีนักปราชญ์ลาว-อีสานหลายกลุ่มได้เขียนประวัติของเมืองเวียงจันทน์ในแต่ละยุคไว้หลากหลายสำนวน เช่น ตำนานเวียงจันทน์พันพร้าว ตำนานพระรัสสีสองพี่น้องสร้างเวียง ตลอดจนเอกสารพื้นเวียงสำนวนต่างๆ ในครั้งหลวงพระบางเป็นราชธานี เวียงจันทน์มีสถานะเป็นเมืองลูกหลวงหรือเมืองเจ้าหัวเศิกพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เท่านั้นที่มักถูกส่งลงมาปกครองเวียงจันทน์ เวียงจันทน์เริ่มเป็นเมืองหลวงแทนหลวงพระบางตั้งแต่ พ.ศ. 2078 ในสมัยพระเจ้าโพธิสารราช จน พ.ศ. 2103 พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 1 มหาราช ถอยหนีพม่ามาตั้งหลักที่เวียงจันทน์จึงถือเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการโดยมีนามเต็มว่า พระนครจันทบุรีศรีสัตนาคนหุตอุตมราชธานีบุรีรมย์ หรือเมืองล้านช้างเวียงจันทน์ เวียงจันทน์เจริญขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง พ.ศ. 2237 สมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชก็เสื่อมลง<br><br>เวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศลาว อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง แบ่งการปกครองออกเป็น 9 เมือง ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ สำมะโน พ.ศ. 2563 ระบุว่าเมืองนี้มีประชากร 948,477 คน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/ddb32f437c3f2157ca0709e679ddd86d/____2023_06_20_232346524.png" />
         <pubDate>2023-06-20 16:23:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628304230</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เมืองเชียงทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628304878</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เมืองเชียงทอง</strong> ที่มีความเป็นมาเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์แน่นอนอยู่มีหลวงพระบาง เป็นชื่อเมืองเก่ามีมาก่อนหลวงพระบาง เดิมเป็นเมืองคู่เรียกชื่อเชียงดงกับเชียงทอง มีวัดเชียงทองเป็นวัดสำคัญ ทุกวันนี้ก็ยังมีความสำคัญ ต่อมามีชื่อเชียงเงินด้วย อยู่ใกล้ๆ หลวงพระบาง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/4037a4b9077cc2cd59afe7753af736d2/____2023_06_20_232459870.png" />
         <pubDate>2023-06-20 16:25:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628304878</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ถนน สระหลวง ตำบล ในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร พิจิตร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628305935</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นชื่อเมืองที่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย-ต้นรัตนโกสินทร์ เช่น ในพระราชพงศาวดาร หนังสือกฎหมายตราสามดวง เป็นต้น ปรากฏเป็นชื่อที่เขียนติดกันกับชื่อเมืองสองแคว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นชื่อเก่าของเมืองพิษณุโลกในสมัยสุโขทัยในสมัยอยุธยาดังปรากฏการคัดลอกในหนังสือกฎหมายตราสามดวง และในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีกเขียนเป็นสหลวง ซึ่งเมื่อพิจารณาคำนี้สุโขทัยเขียนว่า สรลวง อ่านว่า สะ-ระ-ลวง คำที่เขียนในสมัยอยุธยา สหลวง จึงเป็นคำที่เขียนขึ้นตามที่หูชาวอยุธยาได้ยินจากปากชาวสุโขทัย คำนี้จึงควรอ่านว่า สะ-หะ-ลวง<br><br>แต่พอคัดลอกต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ไม่ได้ยินคำเรียกชื่อนี้แล้ว คงเหลือแต่ตัวหนังสือให้อ่าน จึงมีการอ่านโดยการเข้าใจผิดในชั้นหลังเป็นสะ-หลวง แล้วเติมตัวสะกดอื่นๆ ลงไปตามความเข้าใจ โดยคิดว่าเพื่อให้เขียนถูกต้องเลยกลายเป็นสระหลวง<br><br>จากคำที่ไม่มีความหมายของน้ำเลยกลายมาเป็นน้ำนองเต็มไปหมดในชั้นหลังเช่นนี้ การค้นหาเมืองโบราณที่มีน้ำเยอะๆ ว่าเป็นเมืองสระหลวงจึงเกิดขึ้นแต่นั้นมา</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/0bd6d8080a615a61a7a3104d9a37849b/____2023_06_20_232633175.png" />
         <pubDate>2023-06-20 16:26:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628305935</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศรีสัชนาลัย สุโขทัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628306428</link>
         <description><![CDATA[<div>เมื่อก่อนเคยปรากฏชื่อควบคู่ไปกับเมืองสุโขทัยที่เป็นราชธานี สันนิษฐานว่าเมืองศรีสัชนาลัยมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตเครื่องสังคโลกในสมัยสุโขทัยต่อเนื่องถึงสมัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/228a758d4cc684a1a5ffbcb163827d71/____2023_06_20_232724643.png" />
         <pubDate>2023-06-20 16:27:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628306428</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นครชุม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628310038</link>
         <description><![CDATA[<div>เมืองนครชุม เป็นเมืองโบราณที่สร้างในสมัยก่อนอาณาจักรสุโขทัย สันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นเมื่อก่อนพุทธศักราช 1800 และมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงในสมัยอาณาจักรสุโขทัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2077185193/37abd8183ce1a2912705a843aaf69c90/____2023_06_20_233303467.png" />
         <pubDate>2023-06-20 16:33:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628310038</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลาว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628311276</link>
         <description><![CDATA[<div>หลวงพระบาง<br>ประวัติ เป็นเมืองเก่าแก่เป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านช้าง สมัยแรกเริ่มสถาปนาอาณาจักรล้านช้าง แต่เดิมมีชื่อว่า "เมืองซวา" (ออกเสียงว่า ซัว) และเมื่อ พ.ศ. 1300 ขุนลอซึ่งถือเป็นปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองซวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่เป็น "เชียงทอง"<br>ลักษณะ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-06-20 16:34:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628311276</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อสมาชิกกลุ่ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628779237</link>
         <description><![CDATA[<div>นายกิตติภูมิ คำมะณี เลขที่9<br>นายภัทรนิษฐ์ ม่วงเกษม เลขที่ 42<br>นายภาณุพงษ์ อาษานอก เลขที่6<br>นาย.ธนพัฒน์ พวงทอง เลขที่16<br>นายวิศิษฏ์ กลิ่นหอม เลขที่30<br>นายดนุพร เตชะแก้ว เลขที่25</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-06-21 03:47:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/0658344186ja/84q2mrrr6gmu2ium/wish/2628779237</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
