<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title> ประชาธิปไตยในสังคมไทย(ส 23002) by sitichok srilekyang</title>
      <link>https://padlet.com/sitichok/Bookmarks</link>
      <description>ด.ช.สิทธิโชค ศรีเล็กยัง ม.3/1 เลขที่ 39</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2017-05-30 07:22:54 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2017-10-24 07:58:33 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>26/09/60</title>
         <author>sitichok</author>
         <link>https://padlet.com/sitichok/Bookmarks/wish/191133147</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เรื่องที่1 </strong>การปกครองระบอบประชาธิปไตย<br>&nbsp; &nbsp; คือ ระบอบที่มีอำนาจการปกครองสูงสุดอยู่ที่ประชาชน<br><strong>หลักการของประชาธิปไตย</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประชาธิปไตยมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อในความสำคัญและศักดิ์ศรีของปัจเจกบุคคล ความเชื่อในความเสมอภาคของมนุษย์ และความเชื่อในความจำเป็นที่จะต้องมีความเป็นอิสรเสรี&nbsp; ประชาธิปไตยจึงประกอบด้วยหลักการต่างๆ ดังต่อไปนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เสรีภาพ (Liberty) คืออิสรภาพของบุคคลที่จะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความประสงค์ของตนโดยไม่อยู่ภายใต้การกดขี่ของรัฐ เว้นแต่อยู่ภายใต้กรอบกติกาที่กฎหมายกำหนดไว้ เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ในหลักประชาธิปไตย เสรีภาพคือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าของสังคม <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ความเสมอภาค (Equality) คือความเท่าเทียมกันของคนในสังคม เป็นความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ และเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมเหมือนกัน มีศักดิ์ศรี เกียรติยศ และมีคุณค่าในความเป็นคนอย่างเดียวกัน ความเสมอภาคประกอบไปด้วย <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.1 ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.2 ความเสมอภาคตามกฎหมาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.3 ความเสมอภาคในด้านโอกาส<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.4 ความเสมอภาคในทางการเมือง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.5&nbsp; ความเสมอภาคในการใช้สิทธิเลือกตั้ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.6 ความเสมอภาคในการสมัครรับเลือกตั้ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.7 ความเสมอภาคในทางเศรษฐกิจ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Popular Sovereignty) คือ ปัจจัยที่เชื่อว่าสังคมก่อตั้งขึ้นโดยความยินยอมของประชาชน ในการที่จะให้อำนาจอธิปไตยของสังคมส่วนรวมเข้ามาแทนที่เสรีภาพธรรมชาติ โดยทุกคนจะมีส่วนในอธิปไตยนั้นๆ เท่าเทียมกัน ตามหลักการนี้ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นการปกครองที่ประชาชนเป็นทั้งผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากผู้ปกครองมาจากการเลือกตั้งโดยยึดหลักการเสียงข้างมาก จึงมีสิทธิอำนาจอันขอบธรรมในการปกครองประเทศเพราะได้รับสิทธิจากผู้ถูกปกครองโดยตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. หลักการเสียงข้างมากที่คุ้มครองเสียงข้างน้อย (The Rule of Majority) เนื่องจากในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการตัดสินใจปัญหาบ้านเมืองไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านผู้แทนราษฎร ซึ่งในความเป็นจริงประชาชนทุกคนย่อมมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดสินปัญหาจึงต้องยึดเสียงข้างมากที่มีต่อเรื่องนั้นๆ เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ประเภทของการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย</strong><br>การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยสามารถจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ประชาธิปไตยโดยทางตรง (Direct Democracy) หรือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Democracy) เป็นรูปแบบการปกครองที่ให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ใช้อำนาจในการปกครองโดยตรง ด้วยการประชุมร่วมกัน เพื่อพิจารณาตัดสินปัญหา และเลือกตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของรัฐ ราษฎรมีบทบาทในการตัดสินใจในกิจการของบ้านเมืองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ประชาธิปไตยโดยทางอ้อม (Indirect Democracy) หรือประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน (Representative Democracy) เป็นรูปแบบการปกครองที่ให้อำนาจประชาชนเลือกตัวแทนเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อพิจารณาตัดสินใจแก้ไขปัญหาของรัฐ และบริหารกิจการบ้านเมืองตามกรอบนโยบายของรัฐ <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย</strong><br>การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยสามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้<br>1. หลักประมุขของประเทศ (Head of State)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.1 การปกครองระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศ เป็นศูนย์รวมของอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชนทั้งมวล โดยจะใช้อำนาจอธิปไตยผ่านอำนาจสามฝ่าย คือ นิติบัญญัติผ่านทางรัฐสภา บริหารผ่านทางคณะรัฐมนตรี และตุลาการผ่านทางศาล ทั้งนี้ พระมหากษัตริย์จะเป็นกลาง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการประเทศ&nbsp; ประเทศที่ปกครองโดยระบอบนี้ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.2 การปกครองโดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุข (Presidency) ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำหน้าที่เป็นประมุขของรัฐ และในบางประเทศจะทำหน้าที่เป็นประมุขของฝ่ายบริหารด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา และ ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น&nbsp;<br>2. หลักการรวมและแยกอำนาจ (Separation of Powers)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.1 การปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะทำหน้าที่ผ่านรัฐสภา ระบอบรัฐสภาสามารถแบ่งออกได้เป็นรูปแบบสภาเดียว (Unicameral System) และรูปแบบสองสภา (Bicameral System) ในประเทศส่วนใหญ่ที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย สมาชิกรัฐสภาจะมาจากการเลือกตั้งทั่วไป แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศที่ใช้รูปแบบสองสภา อาจมีสภาใดสภาหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง ในขณะที่อีกสภามาจากการแต่งตั้งหรือสรรหา ทั้งนี้ ในระบอบรัฐสภา รัฐบาลจะถูกควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐสภา ผ่านกระบวนการและอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.2 การปกครองระบบประธานาธิบดี (Congressional System) มีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบรัฐสภา แต่กระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาล และแบ่งแยกอำนาจจะแตกต่างกัน ในระบอบนี้ ประธานาธิบดีซึ่งเป็นประมุขของรัฐและฝ่ายบริหาร จะมาจากการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อได้รับเลือกตั้งจะมีสิทธิและอำนาจในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศ โดยผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภา ในขณะที่สมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภา จะมาจากการเลือกตั้งทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี ดังนั้น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ จึงเป็นอิสระและแยกขาดจากกัน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการถ่วงดุลอำนาจ ในระบบประธานาธิบดีจะมีกลไกทางรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐสภามีอำนาจในการถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ผ่านการควบคุมและตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และการลงมติเพื่อกล่าวโทษ (Impeachment) และปลดออกจากตำแหน่ง (Recall) ประธานาธิบดี ประเทศที่เป็นต้นแบบของการปกครองลักษณะนี้ คือสหรัฐอเมริกา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.3 การปกครองระบบผสม (Mixed System) ประธานาธิบดีเป็นประมุขและบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับนายกรัฐมนตรี ในด้านการบริหาร นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร และรับผิดชอบต่อรัฐสภา ประธานาธิบดีจะเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศและการเมืองทั่วไป ทั้งนี้ ประธานาธิบดีในระบบการปกครองแบบนี้ จะแตกต่างจากประธานาธิบดีในระบบประธานาธิบดีตามข้อ 2.2&nbsp; congress ตรงที่ จะมีอำนาจอนุญาโตตุลาการ ระหว่างรัฐสภากับคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจในการประกาศยุบสภา ประเทศที่มีการปกครองลักษณะนี้ อาทิ ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-09-26 08:23:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sitichok/Bookmarks/wish/191133147</guid>
      </item>
      <item>
         <title>3/10/60 ตอบคำถาม?</title>
         <author>sitichok</author>
         <link>https://padlet.com/sitichok/Bookmarks/wish/193298398</link>
         <description><![CDATA[<ul><li><strong>1. เขาแบ่งระบอบประชาธิปไตยออกเป็นกี่รูปแบบ มีอะไรบ้าง บอกข้อดีข้อเสียของระบอบประชาธิปไตยในแต่ละรูปแบบ</strong></li><li><em>ประชาธิปไตยเเบ่งออกเป็น 3 เเบบ<br>1.  พระมหากษัตริย์เป็นประมุข     หมายถึงประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐพระมหากษัตริย์ทรงเป็นกลางทางการเมือง <br>2.  ระบบประธานาธิบดี เป็นการปกครองที่ประกอบด้วยสามสถาบันหลัก คือ สถาบันนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ <br>3. ระบบรัฐสภา เป็นการปกครองที่ประกอบด้วยสามสถาบัน คือ สถาบันนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ สถาบันนิติบัญญัติ <br><br> ข้อดีของประชาธิปไตย<br>1. เปิดโอกาสให้ประชาชนข้างมากได้ดำเนินการปกครองโดยประชาชนข้างน้อยมีสิทธิคัดค้านการปกครองของฝ่ายข้างมาก<br>2. เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพได้อย่างเสมอภาคกัน<br>3. ถือกฎหมายเป็นมาตรฐานในการดำเนินการปกครอง<br>4. ช่วยระงับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและระหว่างประชาชนด้วยกันเอง<br> <br>ข้อเสียของประชาธิปไตย<br>1. มีความล่าช้าในการตัดสินใจทำการต่างๆต้องมีการปรึกษาและผ่านขั้นตอนมากเช่น ต้องแก้ไขปรับปรุงจึงจะบังคับใช้เป็นกฎหมาย<br>2. ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปกครองมาก<br>3. อาจนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายได้ ถ้าประชาชนส่วนมากในประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยไม่รู้จักใช้สิทธิเสรีภาพให้อยู่ภายในกรอบของกฎหมายอาจทำให้ประเทศเจริญช้าลง </em></li><li><strong>2. ประชาธิปไตยเกิดขึ้นครั้งแรกที่ใด</strong></li><li><em>ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในบางนครรัฐกรีกโบราณช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเอเธนส์หลังการก่อการกำเริบเมื่อ 508 ปีก่อนคริสตกาล ประชาธิปไตยแบบนี้เรียกว่า </em><strong><em>ประชาธิปไตยทางตรง</em></strong><em> ซึ่งพลเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการทางการเมืองโดยตรง แต่ประชาธิปไตยในปัจจุบันเป็น</em><strong><em>ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน</em></strong><em> โดยสาธารณะออกเสียงในการเลือกตั้งและเลือกนักการเมืองเป็นผู้แทนตนในรัฐสภา </em></li><li><strong>3. หลักการของระบอบประชาธิปไตยมีอะไรบ้าง</strong></li><li><em>ประชาธิปไตย อยู่บนรากฐานหลักการที่สำคัญ 5 ประการ คือ<br></em><strong><em>1. หลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน</em></strong><em> ประชาชนแสดงออกซึ่งการเป็นเจ้าของโดยใช้อำนาจที่มีตามกระบวนการเลือกตั้งอย่างอิสระและทั่วถึงในการให้ได้มาซึ่งตัวผู้ปกครองและผู้แทนของตน รวมทั้งประชาชนมีอำนาจในการคัดค้านและถอดถอนผู้ปกครองและผู้แทนที่ประชาชนเห็นว่า มิได้บริหารประเทศในทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เช่น มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ </em><strong><em>2. หลักเสรีภาพ</em></strong><em> ประชาชนทุกคนมีความสามารถในการกระทำหรืองดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บุคคลต้องการ ตราบเท่าที่การกระทำของเขานั้น ไม่ไปละเมิดลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือละเมิดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและความมั่นคงของประเทศชาติ <br></em><strong><em>3</em></strong><em>. </em><strong><em>หลักความเสมอภาค</em></strong><em> การเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรและคุณค่าต่างๆของสังคมที่มีอยู่จำกัดอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกกีดกันด้วยสาเหตุแห่งความแตกต่างทางชั้นวรรณะทางสังคม ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือด้วยสาเหตุอื่น<br></em><strong><em>4.</em></strong><em> </em><strong><em>หลักการปกครองโดยกฏหมายหรือหลักนิติธรรม</em></strong><em> การให้ความคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพในทรัพย์สิน การแสดงออก การดำรงชีพ ฯลฯ อย่างเสมอหน้ากัน โดยผู้ปกครองไม่สามารถใช้อำนาจใดๆลิดรอนเพิกถอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ และไม่สามารถใช้อภิสิทธิอยู่เหนือกฏหมาย หรือเหนือกว่าประชาชนคนอื่นๆได้<br></em><strong><em>5. หลักการเสียงข้างมาก (Majority rule)ควบคู่ไปกับการเคารพในสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority Rights) </em></strong><em>การตัดสินใจใดๆที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหมู่มาก ไม่ว่าจะเป็น การเลือกตั้งผู้แทนของประชาชนเข้าสู่ระบบการเมือง การตัดสินใจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการ ย่อมต้องถือเอาเสียงข้างมากที่มีต่อเรื่องนั้นๆ เป็นเกณฑ์ในการตัดสินทางเลือก โดยถือว่าเสียงข้างมากเป็นตัวแทนที่สะท้อนความต้องการ/ข้อเรียกร้องของประชาชนหมู่มาก หลักการนี้ ต้องควบคู่ไปกับการ </em><strong><em>เคารพและคุ้มครองสิทธิเสียงข้างน้อยด้วย</em></strong><em> ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่า ฝ่ายเสียงข้างมากจะไม่ใช้วิธีการพวกมากลากไปตามผลประโยชน์ความเห็นหรือกระแสความนิยมของพวกตนอย่างสุดโต่ง แต่ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งหมด เพื่อสร้างสังคมที่ประชาชนเสียงข้างน้อย รวมทั้งชนกลุ่มน้อย ผู้ด้อยโอกาสต่างๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข โดยไม่มีการเอาเปรียบกันและสร้างความขัดแย้งในสังคมมากเกินไป </em><strong><em>ค่านิยม ทัศนคติ ที่ส่งเสริมประชาธิปไตย</em></strong><em> ระบอบประชาธิปไตย นอกจากจะเป็นระบอบการเมืองแล้ว ยังเป็นระบอบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมด้วย ดังนั้นจึงไม่ใช่อยู่ที่รัฐธรรมนูญ กฏหมาย การเลือกตั้ง และการต่อรองทางการเมืองเท่านั้นหากอยู่ที่สมาชิกในสังคมจะต้องช่วยกันหล่อหลอม สร้างค่านิยม วิถีชีวิต ที่เป็นประชาธิปไตย มาตั้งแต่ในครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ชุมชน เพื่อจะนำไปสู่หรือการปกป้อง ระบอบประชาธิปไตย ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม </em></li><li><strong>4.บอกความหมายของคำว่ากบฎ ปฏิวัติ และรัฐประหาร คืออะไร (อธิบายมาพอเข้าใจ)</strong></li><li><strong><em>รัฐประหาร</em></strong><em>  หมายถึงการล้มล้างรัฐบาลผู้บริหารปกครองรัฐในขณะนั้น แต่มิใช่การล้มล้างระบอบการปกครองหรือทั้งรัฐ และไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง หรือเกิดเหตุนองเลือดเสมอไป เช่นหากกลุ่มทหารอ้างว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง บริหารประเทศชาติผิดพลาด และจำเป็นต้องบังคับให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ จึงใช้กำลังบังคับให้ออกจากตำแหน่ง โดยประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ หรือประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายในเวลาที่กำหนด ลักษณะนี้ก็เรียกได้ว่า เป็นการก่อรัฐประหาร โดยในวิชาการพัฒนาการเมือง ซึ่งเป็นสาขาวิชาทางรัฐศาสตร์ จะถือว่าการรัฐประหาร มิใช่วิธีทางของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และถือเป็นความเสื่อมทางการเมือง <br><br>การกบฏ หมายถึง การปฏิเสธการเชื่อฟังหรือคำสั่ง ฉะนั้น จึงอาจมองว่ารวมพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งมุ่งทำลายหรือเข้าควบคุมตำแหน่งผู้มีอำนาจอันเป็นที่ยอมรับ เช่น รัฐบาล ผู้ว่าราชการ ประธาน ผู้นำทางการเมือง สถาบันการเงิน หรือบุคคลผู้รับผิดชอบ ด้านหนึ่ง รูปแบบพฤติกรรมอาจรวมวิธีปราศจากความรุนแรง เช่น ปรากฏการณ์การดื้อแพ่ง การขัดขืนของพลเรือนและการขัดขืนโดยปราศจากความรุนแรง อีกด้านหนึ่ง อาจรวมการรณรงค์ด้วยความรุนแรง ผู้เข้าร่วมการกบฏ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกบฏด้วยอาวุธ<br><br></em><strong><em><br>ปฏิวัติ</em></strong><em> คือ การเปลี่ยนแปลงหลักมูลในโครงสร้างอำนาจหรือการจัดระเบียบซึ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาค่อนข้างสั้น<br>ปฏิวัติเกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์และแปรผันหลากหลายในแง่วิธีการ ระยะเวลาและอุดมการณ์จูงใจ ผลแห่งปฏิวัติรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสถาบันวัฒนธรรม เศรษฐกิจและสังคมการเมืองครั้งใหญ่<br><br></em><br></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-10-03 07:48:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sitichok/Bookmarks/wish/193298398</guid>
      </item>
      <item>
         <title>10/10/60 มอบหมายงานกลุ่ม!</title>
         <author>sitichok</author>
         <link>https://padlet.com/sitichok/Bookmarks/wish/195477716</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>กลุ่มที่ 3</strong> ระบอบประชาธิปไตยแบบแบ่งปันอำนาจ (พ.ศ.2516-2544)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-10-10 08:08:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sitichok/Bookmarks/wish/195477716</guid>
      </item>
      <item>
         <title>17/10/60</title>
         <author>sitichok</author>
         <link>https://padlet.com/sitichok/Bookmarks/wish/199877669</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สมัยระบอบกึ่งประชาธิปไตย ( พ.ศ. 2475 - 2500)<br></strong>พัฒนาการทางการเมืองไทยมีลักษณะของระบอบกึ่งประชาธิปไตย อธิบายได้ตามเหตุการณ์ต่อไปนี้<br>- เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475<br>รัฐบาลภายใต้คณะราษฎร<br>ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะบุคคลที่เรียกว่า “คณะราษฎร” นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนาได้<br>ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมี<br>รัฐธรรมนูญฉบับแรกในประวัติศาสตร์การเมืองแบบประชาธิปไตยของไทย เรียกว่า “พระราชบัญญัติ<br>ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475” เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 มีอายุการใช้งานเพียงห้า<br>เดือนเศษ ซึ่งปรากฏแนวคิดประชาธิปไตย ดังปรากฏในมาตรา 1 ของธรรมนูญฉบับนี้ว่า “อำนาจสูงสุดของ<br>ประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” โดยใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ<br>กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร (คณะรัฐมนตรี) และศาล ซึ่งเป็นหลักใกล้เคียงกับแนวคิด<br>ประชาธิปไตยตามหลักสากล คือ การแบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ตุลากร และนิติบัญญัติ<br>ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทย<br>ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับถาวรได้ถูกนำมาใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และใช้งานไปถึง พฤษภาคม<br>2489 ยังคงมีหลักการประชาธิปไตย แต่มีความแตกต่างในเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งระบุว่าราษฎรได้มอบ<br>อำนาจอธิปไตยให้แก่พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงรับเอาและทรงแบ่งให้คณะบุคคลอื่น ๆ คือ สภาผู้แทนราษฎร<br>คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งเท่ากับกษัตริย์อยู่เหนือสถาบันทั้งสาม<br>ปรากฏว่าหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 นายปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอ<br>“เค้าโครงเศรษฐกิจ” ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเดิม เนื่องจากกลุ่มอำนาจเดิม<br>มองว่าเค้าโครงเศรษฐกิจดังกล่าวมีลักษณะแนวคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ฝ่ายอำนาจเดิมได้<br>แต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ ความขัดแย้งนี้ยุติลงหลังจากพระบาทสมเด็กพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละพระราช<br>สมบัติ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2477 แต่เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงมีพระชนมายุ<br>เพียง 9 พรรษาและยังทรงประทับอยู่ต่างประเทศ ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว ต้องทรงกระทำผ่านคณะ<br>ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;-รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ช่วงที่หนึ่ง)<br>นอกจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มราษฎรกับกลุ่มอำนาจเดิมเกี่ยวกับเค้าโครงเศรษฐกิจแล้ว ยังมีความ<br>ขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรด้วยกันเอง อันส่งผลให้ฝ่ายคณะราษฎรฝ่ายทหารมีบทบาทางการเมืองในเวลา<br>ต่อมา และได้ปูพื้นฐานให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2481 และอยู่ในตำแหน่ง<br>ยาวนานกว่าสองทศวรรษ แม้จะมีการสะดุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจนสิ้นสุดสงคราม<br>การบริหารงานภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ใช้อำนาจจากตำแหน่งบริหารในรัฐบาลและกองทัพ<br>กำจัดผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายบทเฉพาะกาล (สิงหาคม 2483) เพื่อให้<br>สมาชิกประเภทที่สอง เป็นฐานเสียงสนับสนุนรัฐบาล และความเป็นอำนาจนิยมรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเข้าร่วม<br>สงครามโลกครั้งที่สองร่วมกับฝ่ายอักษะ แต่อำนาจได้ลดลงเมื่อฝ่ายอักษะแพ้สงคราม พร้อม ๆ กับการมี<br>บทบาทของขบวนการเสรีไทยซึ่งสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตร ส่งผลให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องลาออก<br>จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังการพ่ายแพ้ในการลงมติพระราชกำหนดระเบียบบริหารราชการนครเพ็ชร<br>บูรณ์และพระราชกำหนดจัดสร้างพุทธบุรีมณฑล ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487<br>ภายหลังการหมดอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่งผลให้นายปรีดี พนมยงค์ แกนนำขบวนการ<br>เสรีไทยขึ้นมามีอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ขบวนการเสรีไทยก็ยังมีความคิดแตกต่างเกี่ยวกับแนวคิด<br>ประชาธิปไตย ซึ่งต่างพยายามสร้างขึ้นหลังสงคราม ในที่สุดจึงร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.<br>เสนีย์ ปราโมช เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ทั้งนี้เพื่อให้การปกครองเป็น<br>“ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ในที่สุดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ได้ผ่านมติของรัฐสภา สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ<br>ฉบับนี้ คือ การยกเลิกบทเฉพาะกาล การแยกข้าราชการประจำออกจากการเมือง เพื่อป้องกันมิให้ระบอบการ<br>ปกครองแบบอำนาจนิยมเกิดขึ้นอีก การกำหนดให้สภานิติบัญญัติประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการ<br>เลือกตั้งโดยตรง และพฤฒสภา (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวุฒิสภา) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม การยกเลิก<br>บทบัญญัติมาตรา 11 ที่กำหนดให้พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิดหรือโดยแต่งตั้ง อยู่<br>ในฐานะเหนือการเมือง คือ ไม่มีสิทธิดำเนินกิจกรรมทางการเมือง<br>อย่างไรก็ตาม เกิดปัญหาระหว่างนายปรีดี กับนายควง อภัยวงศ์ และ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ใน<br>ประเด็นเรื่องอำนาจของพฤฒสภา ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนส่วนหนึ่งนำโดยนายควง และ ม.ร.ว. เสนีย์ ซึ่ง<br>มีสภาชิกซึ่งประกอบด้วยขุนนางในระบอบเก่าและผู้ที่มีแนวคิดในทางอนุรักษ์นิยมต้องการจะจำกัดบทบาท<br>รัฐบาลชุดนายควง อภัยวงศ์ ได้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่ก่อนจะร่าง<br>เสร็จ นายควงจำต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามการบีบบังคับของคณะรัฐประหาร พร้อมกับได้<br>แต่งตั้งจอมพล ป. พิบูลสงครามขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแทน รัฐธรรนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้เมื่อ<br>มีนาคม พ.ศ. 2492 โดยรักษาหลักการให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับ<br>รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2490 แต่ขณะเดียวกันยังยึดการแยกข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ให้<br>สิทธิการจัดตั้งพรรคการเมือง และห้ามข้าราชการประจำลงสมัครรับเลือกตั้ง<br>ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ. 2492 นี้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้อภิปรายถึงความสัมพันธ์<br>ระหว่างระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยกับพระมหากษัตริย์ ว่าจะยังคงมีการปกครองแบบกษัตริย์ไว้<br>หรือไม่ และเรื่องนี้ได้สืบเนื่องมาจนถึงการระบุข้อความว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย<br>มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ผลของการอภิปรายดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานทางความคิดของหลักการ<br>ที่ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมีอิทธิพลต่อ<br>มโนทัศน์ว่าด้วยการปกครองไทยในปัจจุบัน<br>ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 นี้ทำให้รัฐสภามีอำนาจในการควบคุมฝ่ายบริหาร ทำให้จอมพล ป. พิบูล<br>สงครามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ต้องปรับคณะรัฐมนตรีหลาย<br>ครั้งเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มและพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร และเพื่อรักษาภาพพจน์ความเป็นรัฐบาล<br>ประชาธิปไตยต่อสายตานานาประเทศ แต่กติกาความเป็นประชาธิปไตยในสมัยจอมพล ป. เป็นเรื่องยุ่งยาก<br>ดังนั้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2494 จึงได้เกิดรัฐประหารผ่านวิทยุกระจายเสียง เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.<br>2492 และต่อมาจึงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 ซึ่ง<br>ทำให้ “ประชาธิปไตย” กลับไปตั้งต้นใหม่ที่ พ.ศ. 2475 อีกครั้งหนึ่ง<br>สรุป บรรยากาศทางการเมืองภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญได้รับรอง<br>ให้ราษฎรมีสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง แต่ต้องอยู่ “ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย” และสื่อมวลชนถูกจำกัด<br>รัชกาลที่ 7 กับแนวคิดการเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง<br>ร.7 มีพระราชดำริในการพระราชทานรัฐธรรมนูญ โดยช่วง พ.ศ. 2474 ดังพระราชดำรัสของ<br>พระองค์ที่ว่า “ ... เรามีความประสงค์ที่จะทดลองและปลูกฝังการศึกษาในวิธีการปรึกษาโต้เถียงให้สำเร็จเป็น<br>มติ... ถ้าหากถึงเวลาอันควรที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการปกครองประเทศต่อไปก็จะทำได้โดยสะดวก” พระองค์<br>ทรงมอบหมายให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นและคาดว่าจะพระราชทานในวันที่ 6 เม.ย. พ.ศ. 2475 แต่ผู้ร่าง<br>รัฐธรรมนูญได้คัดค้านการพระราชทาน และยังได้รับการคัดค้านจากอภิรัฐมนตรี จึงทำให้การพระราชทาน<br>รัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้น<br>การปฎิวัติ พ.ศ. 2475 กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว<br>ณ ยามเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรอันประกอบด้วยฝ่ายทหารและพลเรือน ได้<br>กระทำการยึดอำนาจโดยอาศัยวิธีวางกลลวงว่าเกิดการจลาจลขึ้นในกรุงเทพฯ และใช้บารมีของนายทหารชั้น<br>ผู้ใหญ่ในการระดมทหารไปรวมพลที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งทหารที่มารวมพลอยู่ต่างก็มิได้รู้ว่ากำลัง<br>มีส่วนร่วมในการปฏิวัติยึดอำนาจแต่อย่างใด<br>หลังจากทหารมารวมพลหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมได้เรียบร้อย พอเวลา 6 นาฬิกาตรง พันเอกพระ<br>ยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้อ่านประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎร มีใจความสำคัญบางส่วนว่า<br>...คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้นจึ่งได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่ง<br>กษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้...<br>ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน<br>ประจวบคีรีขันธ์ ทางคณะราษฎรจึงได้ส่งนาวาตรีหลวงศุภชลาศัย เดินทางไปเจ้าเฝ้า ฯ พร้อมกับหนังสือกราบ<br>บังคมทูลที่มีเนื้อความค่อข้างรุนแรง มีข้อความบางส่วนดังนี้<br>... (คณะราษฎร - ผู้เขียน) มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้<br>เป็นประกัน ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็ต้องทำร้ายเจ้านายที่คุมไว้เป็นการตอบแทน...<br>(คณะราษฎร – ผู้เขียน) ขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่<br>ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี<br>หรือไม่ตอบภายใน 1 ชั่วนาฬิกา นับแต่ได้รับหนังสือก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครอง<br>ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบข่าวก็ทรงได้ประชุมกับพระบรมวงศานุวงศ์<br>และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เท่าที่มีอยู่หัวหินในขณะนั้น และทรงตัดสินพระราชหฤทัยโดยเห็นแก่ประเทศและ<br>ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และได้ทรงเสร็จกลับกรุงเทพ ฯ ในวันที่ 26 มิถุนายน และวันเดียวกันก็<br>โปรดเกล้า ฯ ให้คณะราษฎรเข้าเฝ้า และทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมให้แก่บรรดา<br>สมาชิกคณะราษฎร และคณะราษฎรได้ถวายร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามด้วย แต่<br>พระองค์ทรงขอตรวจร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวก่อน ซึ่งพระองค์ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยในวันรุ่งขึ้น<br>คือ วันที่ 27 มิถุนายน 2475 โดยทรงพระอักษรกำกับต่อท้ายชื่อพระราชบัญญัตินั้นว่า “ชั่วคราว” แม้<br>คณะราษฎรจะประสบความสำเร็จในการก่อการปฏิวัติ แต่ในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรกับ<br>กลุ่มนิยมเจ้า และนำไปสู่การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในที่สุด<br>ภายหลังการประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจของคณะราษฎร จึงมีธรรมนูญปกครองแผ่นดิน<br>สยามชั่วคราว 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ภายหลังการลงพระปรมาภิไธย ส่งผลให้เกิดสภาผู้แทนราษฎร และ<br>ประชุมกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ซึ่งในที่ประชุมได้เลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธาน<br>คณะราษฎร อันเป็นตำแหน่งเทียบเท่านายกรัฐมนตรี ต่อมาระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คณะราษฎร<br>จึงได้จัดระเบียบกองทัพใหม่ โดยปลดนายทหารชั้นผู้ใหญ่ถึง 41 นาย อันก่อให้เกิดการโกรธเคืองเป็นอย่าง<br>มาก ในที่สุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงได้ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นซึ่งพระบาทสมเด็จ<br>พระปกเกล้าเจ้าอยู่ได้ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อประคับประคองพระราชอำนาจ<br>(ให้นักศึกษาดูภาพพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ของ ร.7)<br>อย่างไรก็ตาม ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร เกิดความขัดแย้งทางความคิดทางการเมือง<br>เกิดขึ้น ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยม นำโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรมซึ่งได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ซึ่งไม่<br>นิยมการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างรวดเร็วของคณะราษฎร กลุ่มนี้ได้เข้าเป็นเป็นคณะรัฐมนตรีครึ่งหนึ่ง<br>หรือจำนวน 10 คน ปัญหาความขัดแย้งมีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงศ์)<br>ได้เสนอ “เค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ” ส่งผลให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาคัดค้านในที่ประชุม และในที่สุด<br>พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้นำพระราชบันทึกพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว<br>ที่คัดค้าและวิจารณ์ว่า เค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติดังกล่าว เหมือนกับของรัสเซีย<br>สถานการณ์เริ่มกดดันอีกครั้งในเรื่องเกี่ยวกับการสั่งห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกสมาคมการเมือง และ<br>ต่อมาก็มีมติว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและให้ถอนคำสั่งดังกล่าว สถานการณ์เริ่มกดดัน พระยามโนปกรณ์จึง<br>ตัดสินใจตราพระรากฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภาใน 1 เมษายน 2476 และตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ถือเป็นการ<br>ทำรัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกา และเป็นการทำรัฐประหารครั้งแรก<br>ภายหลังการทำรัฐประหารได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้หลวงประดิษฐ์<br>มนูธรรมถูกฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ต้องเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนทางคณะราษฎรกลับ<br>ท่ามกลางความแย้งทางการเมืองหลังจากการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม<br>ส่งผลให้สี่ทหารเสือยื่นหนังสือลาออกจากราชการ บรรยากาศทางการเมืองจึงกลับไปสู่สภาวะกดดันอีกครั้ง<br>ทำให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาโยกย้ายนายทหาร แต่ในที่สุดก็พลาดพลั้งจากการไว้ใจพลโทหลวงพิบูล<br>สงคราม ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายคณะราษฎร ส่งผลให้วันที่ 20 มิถุนายน 2476<br>พันโทหลวงพิบูลสงครามทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และแต่งตั้งพระยาพหลพล<br>พยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นจุดสิ้นสุดของรัฐบาลที่มาด้วยรัฐประหารและไปด้วยการรัฐประหาร<br>การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว<br>ภายหลังการทำรัฐประหารของพลโทหลวงพิบูลสงครามแล้ว สร้างความมั่นคงทางการเมืองให้กับ<br>คณะราษฎรอีกครั้ง และเกิดความกดดันต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องจากพระองค์เลือกข้าง<br>สนับสนุนพระยามโนปกรณ์นิติธาดา<br>ต่อมาในวันที่ 11- 25 ตุลาคม 2476 พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช และคณะบุคคลทั้งฝ่ายทหาร<br>และฝ่ายพลเรือน เรียกตัวเองว่า “คณะกู้บ้านเมือง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันจากการไม่พอใจที่ถูกปลดออกจาก<br>ราชการโดยคณะราษฎรกับพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ที่ต้องการกอบกู้เกียรติของความเป็นเจ้าคืนมา ก็<br>ได้พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และฝ่ายรัฐบาลจึงขนานนามเหตุการณ์นั้นว่า “กบฏ<br>บวรเดช” ช่วงที่มีการปะทะกันนั้นพระบาทสมเด็จสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่หัวหินและทรง<br>ตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จโดยเรือเร็วขนาดเล็กจากหัวหินไปยังสงขลา ภายหลังการปราบกบฏแล้ว<br>พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชบันทึกถึงรัฐบาลเกี่ยวกับความข้องพระราชหฤทัยเกี่ยวกับสิทธิ<br>เสรีภาพของประชาชน และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งต้องได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลครบทุกข้อ มิฉะนั้นพระองค์จะ<br>ไม่เสด็จกลับประเทศและต้องการให้รัฐบาลถวายคำตอบภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2477 ด้วย มิฉะนั้น<br>พระองค์จะสละพระราชสมบัติ ในที่สุดรัฐบาลได้ถวายคำตอบผ่านทางเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ที่อยู่กรุง<br>ลอนดอนว่า ทางรัฐบาลขอปฏิเสธข้อเรียกร้องของพระองค์โดยเด็ดขาด จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า<br>เจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477<br>ในหลวงอานันท์ และการสวรรคต<br>ภายหลังจากการสละราชสมบัติของ ร.7 ทางรัฐบาลก็ได้พิจารณาอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท<br>มหิดลเป็นกษัตริย์ตามลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ เนื่องจากพระองค์ยังทรงพระเยาว์ และประทับอยู่ประเทศ<br>สวิตเซอร์แลนด์ จึงมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการทำหน้าที่แทน ช่วงที่กษัตริย์ไม่ได้ประทับอยู่ในประเทศ กลุ่ม<br>การเมืองต่าง ๆ ได้พยายามช่วงชิงอำนาจระหว่างกัน จนในที่สุดจอมพล ป. พิบูลสงคราม เริ่มยึดอำนาจไว้ที่<br>ตนเองสำเร็จในปลายปี 2481 นำไปสู่การสถาปนารัฐนิยมที่ยึดมั่นในลัทธิชาตินิยมและลัทธิบูชาผู้นำ คือ จอม<br>การอัญเชิญมาประทับประเทศไทย เพื่อต้องการความเป็นเอกภาพภายในประเทศ และเชิญพระองค์<br>เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งพระองค์ทรงตอบรับการอัญเชิญครั้งที่ 2 นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระ<br>เจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลกับนายปรีดี พนมยงค์ เป็นไปอย่างดีมาก ถึงขนาดยกย่องนายปรีดี พนมยงค์เป็น<br>รัฐบุรุษอาวุโส แต่กลุ่มอนุรักษ์นิยมนำโดยนายควง อภัยวงศ์ มองนายปรีดีอย่างไม่ไว้วางใจ จึงใช้กลลวงให้<br>นายปรีดี เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พบกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ อันเป็นหนทางทำลายความนิยมและบารมีของ<br>นายปรีดี พนมยงค์ แต่นายปรีดี มิได้สงสัยในกลลวงนี้และรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวันที่ 24 มีนาคม 2489<br>ซึ่งในที่สุด นายปรีดีพบจุดจบทางการเมืองเมื่อสำนักพระราชวังมีแถลงการณ์ทางวิทยุกระจายเสียงแห่ง<br>ประเทศไทยในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตโดยพระ<br>แสงปืนจากอุปัทวเหตุ การสอบสวนกรณีสวรรคตของพระองค์ดำเนินไปท่ามกลางการถกเถียงมากมาย<br>การขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้อธิบายแนวคิด “ประชาธิปไตย” ที่แพร่หลายอยู่ในสังคมไทยสมัยนั้นว่า<br>แบ่งได้เป็น 2 แนวคิด คือ<br>1.แนวคิดประชาธิปไตยสำนักประเพณี เช่น หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ .,พระองค์เจ้าธานีนิ<br>วัติ,หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช , หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช มีจุดเริ่มต้นในกลุ่มนักคิดสาย<br>ราชวงศ์และขุนนางรุ่นแรกที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากตะวันตก แนวคิดหลักของสำนักนี้<br>อธิบายว่า ระบอบประชาธิปไตยมีมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะเมื่อระบอบกษัตริย์ได้รับแนวคิดพุทธ<br>ศาสนาเรื่อง “เอนกนิกรสโมสรสมมติ” มาใช้ในการปกครอง แนวคิดดังกล่าวคือการอธิบายว่า<br>พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นครองราชย์โดยความเห็นชอบของชุมชนการเมือง พระองค์ทรงอยู่เหนือ<br>ราษฎรเพียงพระองค์เดียว ส่วนราษฎรทุกคนที่เหลือมีความเท่าเทียมกันหมดไม่มีการแบ่งชนชั้น<br>วรรณะ และแนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อระบบราชการและทหาร<br>2.แนวคิดประชาธิปไตย แบบสำนักคิดตะวันตก เริ่มอยู่ในกลุ่มนักเรียนนอกพวกที่ไม่สามารถ<br>ปรับตัวเข้ากับระบบราชการภายหลังการปฏิรูปการปกครองได้<br>ทั้งสองสำนักคิดนี้ได้พัฒนาขึ้นต้นพุทธศตวรรษที่ 25<br>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์ตั้งแต่วันที่ 9<br>มิถุนายน 2489 และเสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 19 สิงหาคม 2489 เพื่อทรงศึกษาต่อ และทรง<br>เสด็จนิวัติสู่พระนครเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2493 และทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว ส่งผลให้ผู้สำเร็จราชการแทน<br>รัฐประหารและความวุ่นวายทางการเมืองของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2<br>หลังการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารกับกลุ่มรัฐบาลพลเรือน ของนาย<br>ปรีดี พนมยงค์ ขณะที่ในรัฐสภาก็เกิดความวุ่นวายเช่นกันโดยเกิดการแข่งขันระหว่งพรรรคสหชีพของนาย<br>ปรีดี กับพรรคประชาธิปัตย์ของนายควง อภัยวงศ์ มีความรุนแรงมาตั้งแต่ก่อนการเสด็จขึ้นครองราชย์ของ<br>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ แล้ว<br>การสวรรคตของ ร. 8 ส่งผลให้รัฐบาลนายปรีดี ถูกโจมตีอย่างมากว่าไม่สามารถพิทักษ์ราชบัลลังก์ไว้<br>ได้ แม้มีคำสั่งดำเนินการสืบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว นายปรีดีก็ยังถูกสังคมมองว่ามีส่วนรู้เห็นในการลอบปลง<br>พระชมน์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นผลให้นายปรีดีขอลาออกจากตำแห่งนายกรัฐมนตรี<br>ในวันที่ 23 สิงหาคม 2489 ผู้ที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาคือ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในระยะแรกถูก<br>กดดันจากพรรคประชาธิปัตย์จนต้องลาออก แต่เมื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ก็สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้<br>อีกครั้ง ในระยะนี้มีข่าวการทำรัฐประหาร แต่ไม่สามารถสกัดกั้นได้ ส่งผลให้ พลโทผิน ชุณหะวัณ เข้ายึด<br>อำนาจในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 อย่างไรก็ตาม คณะรัฐประหารก็ให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี<br>รัฐบาลนายควง ได้จัดการเลือกตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2491 และผลการเลือกตั้งทำให้นายควง เป็น<br>นายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่หลังจากนั้นคณะรัฐประหารได้ส่งคนไปจี้ ให้นายควงลาออกจากตำแหน่งเพื่อ<br>เปลี่ยนรัฐบาล ผลปรากฏว่านายควงยินยอมปฏิบัติตาม และทำให้จอมพล ป. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง<br>ในเดือนเมษายน 2491<br>สถานะของพระมหากษัตริย์กับบทบาทจอมพล ป. พิบูลสงคราม<br>การกลับคืนสู่อำนาจของจอมพล ป. นำไปสู่รูปแบบการปกครองที่เน้นความสำคัญของตัวผู้นำ ช่วง<br>2481 – 2487 สิ่งที่จอมพล ป. พยายามทำมาตลอดคือ การเคลื่อนย้ายบทบาทและอำนาจ จากราชสำนักและ<br>พระมหากษัตริย์ สู่ตนเองในฐานะผู้นำ ปลูกฝังอุดมการณ์ให้แก่ประชาชนว่าจอมพล ป. เป็น “บิดา” ของ<br>ประชาชนด้วยการเปรียบเทียบจอมพล ป. กับพ่อขุนรามคำแหง ท้ายที่สุด จอมพล ป. ยังได้อาศัยภาพพจน์ของ<br>การเป็นผู้นำอุปถัมภ์พุทธศาสนาโดยพฤตินัย มาเสริมสร้างสถานะตนอีกด้วย<br>อย่างไรก็ตามสถานการณ์ภายหลังรัฐประหาร 2490 แม้จะเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่พระบาทสมเด็จ<br>พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสนพระทัยสถานการณ์บ้านเมือง และสมัยนี้ได้จัดตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นครั้งแรก<br>และนายควงสามารถวางเงื่อนไขในกระบวนการร่างรัฐธรรมได้สำเร็จก่อน เป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492<br>รัฐธรรมนูญนี้มีหลักการสำคัญ คือ การเพิ่มอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการมีส่วนร่วมบริหารบ้านเมืองมาก<br>การทำรัฐประหารของจอมพล ป. ส่งผลให้บทบาททางการเมืองของจอมพล ป. มีความมั่นคงยิ่งขึ้น<br>บัญญัติในรัฐธรรมนูญให้มีสภาเดียว โดยแบ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1<br>ที่มาจากเลือกตั้งและ ประเภทที่ 2 ที่มาจากการแต่งตั้ง สมาชิกประเภทที่สองจึงกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญใน<br>การค้ำจุนอำนาจของจอมพล ป. ไว้<br>ในระยะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้ฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์โดยได้พระราชดำเนิน<br>ประพาสต่างจังหวัดและมีโครงการตามพระราชดำริ แต่ก็ทรงมิได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากจอม<br>พล ป. ทำให้สถานะของพระองค์มีความมั่นคงมากขึ้น แต่ก็ส่งผลให้สัมพันธภาพระหว่างพระบาทสมเด็จพระ<br>เจ้าอยู่หัวกับจอมพล ป. ไม่ราบรื่น ทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้นในช่วง 2499 - 2500 จนนำไปสู่จุดจบของ<br>จอมพล ป. เอง<br>การที่จอมพล ป. พยายามไม่สนับสนุนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ส่งผลให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะ<br>รัชต์ เริ่มถอยห่างจากจอมพล ป. ด้วยการไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาลและขัดแย้งกับพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์<br>อย่างรุนแรง ขณะที่เลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ก็ถูกประชาชนโจมตีว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก<br>การไฮด์ปาร์คต่อต้านจอมพล ป. เกิดขึ้นมากมาย แต่ตัวจอมพล ป. ยังพยายามรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลและ<br>เดินหน้าจัดงาน 25 พุทธศตวรรษต่อไป แต่ปรากฏว่าวันปิดงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มาเป็นองค์<br>ประธานทำให้ประชาชนมองว่างานดังกล่าวเป็นงานพื้น ๆ ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของจอมพล ป. ส่งผลให้<br>จอมพล ป. สิ้นสุดอำนาจลงในที่สุด ด้วยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษด์ นะรัช์ ในวันที่ 16 กันยายน<br>2500 ทำให้จอมพล ป. ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์บทใหม่ของการ<br>เมืองไทย และจะนำไปสู่พัฒนาการก้าวที่สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-10-24 07:56:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sitichok/Bookmarks/wish/199877669</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
