<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ฐานข้อมูล ม.6.2 by Olive-Oil Haha</title>
      <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2</link>
      <description>1. จงสรุปแนวคิดในการจัดการข้อมูลจากอดีตถึงปัจจุบัน 
2.โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลประกอบด้วยอะไรบ้าง จงอธิบาย
3. การเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลมีข้อจำกัดอย่างไร จงอธิบาย
4. ฐานข้อมูลคืออะไร และยกตัวอย่างฐานข้อมูลที่นักศึกษารู้จักมาสองระบบ
5. ฐานข้อมูลช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการเก็บข้อมูลในแฟ้มข้อมูลอย่างไร
6. ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คืออะไร มีส่วนสำคัญต่อฐานข้อมูลอย่างไร
</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2017-07-13 03:33:42 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-03-02 04:20:47 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Dartstarget.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>สุชาดา ศรีสมบูรณ์ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611449</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง</div><div><br>2.<strong>1. บิต</strong> : <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>: <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div><strong>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record)</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด</div><div><strong>5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File)</strong></div><div>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล&nbsp; ได้แก่</div><div>- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อ มูลที่เก็บโปรแกรมคำสั่งที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์&nbsp;</div><div>- แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลเป็นข้อความเช่น แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ที่มีสกุล&nbsp; .txt, .csv&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound&nbsp; file)&nbsp; เป็นแฟ้มข้อมูลเสียงที่มีสกุล&nbsp; .mid (midi) หรือสกุล .wav (wave)&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีสกุล .ave, .mov, .mpg</div><div>- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่มีสกุล .bmp, .jpg, .gif, tif, .png&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.2&nbsp; แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้แก่</div><div>แฟ้มข้อมูลหลัก (Master&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลถาวรคือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลสำคัญซึ่งต้องการเก็บไว้อย่างถาวร การปรับปรุงจะใช้ข้อมูลจากแฟ้มรายการ&nbsp; ในงานหนึ่ง ๆอาจมีแฟ้มข้อมูลหลักมากกว่า&nbsp; 1&nbsp; แฟ้มก็ได้&nbsp; ตัวอย่างแฟ้มข้อมูลหลัก เช่น แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลรายการสินค้า เป็นต้น</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มรายการ&nbsp; (Transaction&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว คือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแฟ้มข้อมูลหลักเก็บเป็นรายการย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปทำการปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลัก&nbsp; เช่น&nbsp; แฟ้มข้อมูลการชำระหนี้ของลูกค้า&nbsp; รายการขายสินค้าประจำวัน&nbsp; รายการเงินฝาก – ถอน&nbsp; การสำรองเที่ยวบิน&nbsp; เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><br></div><div>ในการปรับปรุงแก้ไขแฟ้มข้อมูลหลัก โดยทั่วไปจะใช้แฟ้มข้อมูล 2 แฟ้ม โดยแฟ้มแรกใช้เก็บข้อมูลหลักที่กำลังทำการปรับปรุงแก้ไข แฟ้มที่สองจะเก็บข้อมูลเฉพาะรายการเปลี่ยนแปลง</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup&nbsp; file)&nbsp; หมายถึง&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่ได้จากการทำสำเนาแฟ้มข้อมูลสำคัญเอาไว้ใช้ในกรณีที่แฟ้มข้อมูลสำคัญมีปัญหาอาจใช้แฟ้มข้อมูลสำรองแทน</div><div><br>3. 1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>&nbsp; &nbsp; 4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; 5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย</div><div><br>4.คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div><strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล&nbsp;</div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน</div><div><br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:07:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611449</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวญาณิศา สุริวงษ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611450</link>
         <description><![CDATA[<div>1.การจัดการข้อมูลในอดีตจะทำการจัดเก็บในลักษณะของแฟ้มข้อมูล โดยแต่ละแฟ้มข้อมูลจะประมวลผลเป็นอิสระจากกัน ซึ่งจะทำให้มีความยุ่งยากมากต่อการเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล และแก้ไขข้อมูล เพราะอาจจะทำให้เกิดการซ้ำซอนของข้อมูลขึ้นได้<br>แต่ปัจจุบันได้ใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่าระบบฐานข้อมูล DBMS ซึ่งง่ายต่อการค้นหาและเรียกใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นระบบที่แก้ไขปัญหาของระบบแฟ้มข้อมูลนั่นเอง แต่ต้องแลกกับต้นทุนที่สูง<br>2.- <strong>บิต</strong> (Bit)&nbsp;</div><div>ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยหน่วยที่ใช้จะมีค่า 0 และ 1 เท่านั้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div><br>3.ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล<br>-ข้อมูลมีการจัดเก็บแยกจากกัน จะมีการเก็บข้อมูลแยกกันหลายแฟ้ม ซึ่งแต่ละแฟ้มจะมีคีย์หลักที่เชื่อมข้อมูลเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ข้อมูลแยกจากกัน<br>-เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลที่แยกจากกัน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันได้ และยังทำให้เปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลอีกด้วย<br>-ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน<br>-ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล คือ ข้อมูลเดียวกันจะถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน<br>-รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด เนื่องจากระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม ส่วนที่โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรม จะมีส่วนกำหนดรายงานที่หน่วยงานจะใช้ เมื่อต้องการรายงานอื่น ๆ ในอนาคตก็จะต้องทำการจ้างโปรแกรมเมอร์อีกครั้ง<br>4.ฐานข้อมูล (Database) ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ<br>ตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จัก ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของมหาวิยาลัย เป็นต้น<br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) หมายถึง โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:07:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611450</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกริกเกียรติ  เมืองพรวน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611459</link>
         <description><![CDATA[<div>1.</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:07:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611459</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวชนกภัทร์ แดนเมือง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611460</link>
         <description><![CDATA[<div>1.การจัดการข้อมูลในอดีตจะทำการจัดเก็บในลักษณะของแฟ้มข้อมูล โดยแต่ละแฟ้มข้อมูลจะประมวลผลเป็นอิสระจากกัน ซึ่งจะทำให้มีความยุ่งยากมากต่อการเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล และแก้ไขข้อมูล เพราะอาจจะทำให้เกิดการซ้ำซอนของข้อมูลขึ้นได้ แต่ปัจจุบันได้ใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่าระบบฐานข้อมูล DBMS ซึ่งง่ายต่อการค้นหาและเรียกใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นระบบที่แก้ไขปัญหาของระบบแฟ้มข้อมูลนั่นเอง แต่ต้องแลกกับต้นทุนที่สูง<br><br>2.โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลจะประกอบไปด้วย<br>-บิต (bit) ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยหน่วยที่ใช้จะมีค่า 0 และ 1 เท่านั้น<br>-ไบต์ (byte) คือการนำเอาบิตหลายๆ บิตมาเรียงต่อกัน เช่น 1 ไบต์มี 8 บิต ก็คือการนำเอาเลข 0 กับ 1 มาเรียงต่อกัน 8 ตัวจนครบ 1 ไบต์ เพื่อให้ได้อักขระหนึ่งตัว<br>-ฟิลด์ (field) คือ การนำเอาอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปมารวมกันเพื่อให้เกิดความหมาย เช่น ฟิลด์ std_name ใช้เก็บข้อมูลนักศึกษา เป็นต้น<br>-เรคคอร์ด (record) คือ กลุ่มของฟิลด์ที่สัมพันธ์กัน กล่าวคือ ใน 1 เรคคอร์ดประกอบด้วยฟิลด์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดพนักงาน<br>-ไฟล์ (file) คือ กลุ่มของเรคอร์ดที่สัมพันธ์กันเช่น แฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดในมหาวิทยาลัย ดังนั้นหนึ่งไฟล์จะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งเรคคอร์ด เพื่อใช้การใช้งานข้อมูล เป็นต้น<br>-Database การรวมกันของหลาย files/tables<br><br>3.ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล<br>-ข้อมูลมีการจัดเก็บแยกจากกัน จะมีการเก็บข้อมูลแยกกันหลายแฟ้ม ซึ่งแต่ละแฟ้มจะมีคีย์หลักที่เชื่อมข้อมูลเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ข้อมูลแยกจากกัน<br>-เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลที่แยกจากกัน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันได้ และยังทำให้เปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลอีกด้วย<br>-ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน<br>-ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล คือ ข้อมูลเดียวกันจะถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน<br>-รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด เนื่องจากระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม ส่วนที่โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรม จะมีส่วนกำหนดรายงานที่หน่วยงานจะใช้ เมื่อต้องการรายงานอื่น ๆ ในอนาคตก็จะต้องทำการจ้างโปรแกรมเมอร์อีกครั้ง<br><br>4.ฐานข้อมูล (Database) ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ<br>ตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จัก ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของโรงเรียน เป็นต้น<br><br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br><br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) หมายถึง โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:07:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611460</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกมลชนก  ด้วงเบ้า </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611464</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.</strong>อดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก&nbsp;</div><div>ปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน&nbsp;</div><div><strong>2.</strong>1. บิต : คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; &nbsp;2. ไบต์ : คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; (Field)</div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp;4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record)</div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด</div><div>&nbsp; &nbsp; 5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File)</div><div>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล&nbsp;</div><div><strong>3. </strong>1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย</div><div><strong>4.</strong>ระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div><strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล&nbsp;</div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน</div><div><strong>5.</strong>ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้</div><div><strong>6.</strong>ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:07:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611464</guid>
      </item>
      <item>
         <title>้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611502</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:08:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611502</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายชลาพันธ์ มาทอง เลขที่ 1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611512</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1. </strong>ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล<br>      ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหา</div><div><strong>2.</strong> ประกอบด้วย<br>   - <strong>บิต</strong> :   คือ  ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>  - <strong>ไบต์:</strong>   คือ  เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>  <br>  - ฟิลด์  (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง </div><div>  -<strong> เรคคอร์ด</strong> คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน <br> - <strong>ไฟล์ </strong>(File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน<br><br><strong>3. - ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้  ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล มากขึ้น</div><div>  <strong>- ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน <br>  - <strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร<br>   - <strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>  - <strong>รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด</strong> (fixed queries/proliferation of application programs) คือ ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์  ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่  ทำให้เสียค่าใช้จ่าย<br><br><strong>4.</strong> โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ <br>  - ระบบซื้อของใน 7-11<br>  - Facebook<br><br><strong>5. <br>    </strong>1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>    2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>    3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>    4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>     5. สามารถกำหนดความเป็น     มาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>     6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>     7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล<br><br><strong>6. คือ </strong> โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล  โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล<br> <strong>ความสำคัญ</strong></div><div> - แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ<br>- นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน<br>- ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้<br>- รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ<br>- ก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/209955783/7f661982a3b3266ea2ac3909eb258bbb/20107069_1091050807694206_1156600666_o.jpg" />
         <pubDate>2017-07-13 04:08:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611512</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปภัสสร ศรีหาวัตร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611528</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1. ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล&nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS&nbsp;<br>2. บิต (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ไบต์ (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ฟิลด์ (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - เรคคอร์ด (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ไฟล์ (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</strong></div><div><strong><br></strong><br></div><div><strong>3.<br>.ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล<br>-ข้อมูลมีการจัดเก็บแยกจากกัน จะมีการเก็บข้อมูลแยกกันหลายแฟ้ม ซึ่งแต่ละแฟ้มจะมีคีย์หลักที่เชื่อมข้อมูลเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ข้อมูลแยกจากกัน<br>-เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลที่แยกจากกัน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันได้ และยังทำให้เปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลอีกด้วย<br>-ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน<br>-ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล คือ ข้อมูลเดียวกันจะถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน<br>-รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด เนื่องจากระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม ส่วนที่โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรม จะมีส่วนกำหนดรายงานที่หน่วยงานจะใช้ เมื่อต้องการรายงานอื่น ๆ ในอนาคตก็จะต้องทำการจ้างโปรแกรมเมอร์อีกครั้ง<br>4.ฐานข้อมูล (Database) ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ<br>ตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จัก ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของมหาวิยาลัย เป็นต้น<br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) หมายถึง โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์<br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:08:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611528</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวธิดารัตน์ สุนทรปาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611531</link>
         <description><![CDATA[<div>1ในอดีตมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล แต่ในปัจจุบันมีการใช้ระบบ DBMS ในการจัดการข้อมูล<br>2ประกอบไปด้วย<br>&nbsp; 1.บิ<strong> บิต</strong> : <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>: <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div><strong>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record)</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด</div><div><br></div><div>&nbsp;3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร&nbsp;</div><div>4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย</div><div>4.ระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div><strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล&nbsp;</div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน</div><div>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้</div><div>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2&nbsp;</div><div><br>4<br>5<br>6</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:08:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611531</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.แพรวพรรณ  ทับทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611542</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง</div><div>2.<strong>บิต</strong> : คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; <strong>ไบต์ </strong>:&nbsp; คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br>&nbsp; &nbsp;<strong>ฟิลด์&nbsp; (Field) :</strong>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp;<strong>เรคคอร์ด&nbsp; (Record) :</strong>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด</div><div>&nbsp;<strong>&nbsp;แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File) :</strong>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล&nbsp; ได้แก่</div><div>- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อ มูลที่เก็บโปรแกรมคำสั่งที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์&nbsp;</div><div>- แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลเป็นข้อความเช่น แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ที่มีสกุล&nbsp; .txt, .csv&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound&nbsp; file)&nbsp; เป็นแฟ้มข้อมูลเสียงที่มีสกุล&nbsp; .mid (midi) หรือสกุล .wav (wave)&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีสกุล .ave, .mov, .mpg</div><div>- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่มีสกุล .bmp, .jpg, .gif, tif, .png&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2&nbsp; แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้แก่</div><div>แฟ้มข้อมูลหลัก (Master&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลถาวรคือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลสำคัญซึ่งต้องการเก็บไว้อย่างถาวร การปรับปรุงจะใช้ข้อมูลจากแฟ้มรายการ&nbsp; ในงานหนึ่ง ๆอาจมีแฟ้มข้อมูลหลักมากกว่า&nbsp; 1&nbsp; แฟ้มก็ได้&nbsp; ตัวอย่างแฟ้มข้อมูลหลัก เช่น แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลรายการสินค้า เป็นต้น</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มรายการ&nbsp; (Transaction&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว คือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแฟ้มข้อมูลหลักเก็บเป็นรายการย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปทำการปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลัก&nbsp; เช่น&nbsp; แฟ้มข้อมูลการชำระหนี้ของลูกค้า&nbsp; รายการขายสินค้าประจำวัน&nbsp; รายการเงินฝาก – ถอน&nbsp; การสำรองเที่ยวบิน&nbsp; เป็นต้น</div><div>ในการปรับปรุงแก้ไขแฟ้มข้อมูลหลัก โดยทั่วไปจะใช้แฟ้มข้อมูล 2 แฟ้ม โดยแฟ้มแรกใช้เก็บข้อมูลหลักที่กำลังทำการปรับปรุงแก้ไข แฟ้มที่สองจะเก็บข้อมูลเฉพาะรายการเปลี่ยนแปลง</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup&nbsp; file)&nbsp; หมายถึง&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่ได้จากการทำสำเนาแฟ้มข้อมูลสำคัญเอาไว้ใช้ในกรณีที่แฟ้มข้อมูลสำคัญมีปัญหาอาจใช้แฟ้มข้อมูลสำรองแทน</div><div><br>3.1)ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2)ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3) มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>&nbsp; &nbsp; 4) รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; 5) โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย</div><div>4.คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div>ตัวอย่างฐานข้อมูล</div><div>1)แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล&nbsp;</div><div>2) แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน</div><div>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:08:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611542</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวธรรมรินทร์  กงถัน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611543</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก<br>ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน<br><br>2.<strong>1. บิต</strong> : คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br> <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>:&nbsp; คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br><strong>3. ฟิลด์&nbsp; (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div><strong>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record)</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด<br><strong>5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File)</strong></div><div>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท</div><div><br>3.&nbsp; 1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5 . โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น<br><br>4.คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system <strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของนร.</div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน</div><div><br><br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br><br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น<br><br>..................................................</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/209955884/cd4979c6ce19c310dc8d5c1acf25126c/20031827_1368279409953892_7259850244006177066_n.jpg" />
         <pubDate>2017-07-13 04:08:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611543</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายพัฒนาธร สมสร้อย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611576</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong>1.<br></strong>ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก   ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS <br><br><strong>2.<br>1. บิต</strong> : <br>                   คือ  ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>              <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>: <br>                   คือ  เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>          </strong><br><strong>           3. ฟิลด์  (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล  อายุ  เงินเดือน  ที่อยู่  เบอร์โทรศัพท์  เป็นต้น</div><div><strong>4. เรคคอร์ด  (Record)</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา  ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา  1  คน จะเป็น  1 เรคคอร์ด</div><div><strong>5. แฟ้มข้อมูล  (File)</strong></div><div>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท <br><br><strong>3.<br></strong>1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>     2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>         - ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>         - ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>         - ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>      3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้ </div><div>            1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>            2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>            3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>            4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>            5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>    4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>    5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์  ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่  ทำให้เสียค่าใช้จ่าย<br><br><strong>4.<br></strong>คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system </div><div><br><strong>5.<br></strong>ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br><br><strong>6.<br></strong>ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล<strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/209955837/01847ebb0c7384de3273bcc4cdba9169/20049292_1091053461027274_230316423_o.jpg" />
         <pubDate>2017-07-13 04:09:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611576</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายกรวิชญ์ สนสายสิงห์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611583</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล&nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS<br>2.<br><strong>&nbsp;</strong>1. บิต : คือเลขฐาน 2&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ไบต์ :&nbsp; ก่รนำบิตมาต่อเป็น 8ตัว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; (Field)&nbsp; นำอัขระมาต่อเป็นความหมาย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record) ฟิลด์มารวมๆกััน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File) หลายๆเรคคอร์ดมารวมกัน<strong><br></strong><br></div><div>3.ข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ข้อมูลซ้ำซ้อน รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน<br><br>4. ฐานข้อมูลคือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน&nbsp; ฐานข้อมูลนักเรียน ฐานข้อมูลสินค้าในห้างสรรพสินค้า<br><br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูลสามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br><br>6.คือ ระบบการจัดการฐานข้อมูล หรือซอฟต์แวร์ที่ดูแลจัดการเกี่ยวกับฐานข้อมูล โดยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ทั้งในด้านการสร้าง การปรับปรุงแก้ไข<br>ประกอบด้วย<br><strong>1. ภาษาคำนิยามของข้อมูล<br>2. ภาษาการจัดการฐานข้อมูล<br>3. พจนานุกรมข้อมูล</strong><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:09:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611583</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาววฤนดา วัฒนาเหมกร </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611594</link>
         <description><![CDATA[<div>1.การจัดการข้อมูลในอดีตจะทำการจัดเก็บในลักษณะของแฟ้มข้อมูล โดยแต่ละแฟ้มข้อมูลจะประมวลผลเป็นอิสระจากกัน ซึ่งจะทำให้มีความยุ่งยากมากต่อการเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล และแก้ไขข้อมูล เพราะอาจจะทำให้เกิดการซ้ำซอนของข้อมูลขึ้นได้<br>แต่ปัจจุบันได้ใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่าระบบฐานข้อมูล DBMS ซึ่งง่ายต่อการค้นหาและเรียกใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นระบบที่แก้ไขปัญหาของระบบแฟ้มข้อมูลนั่นเอง แต่ต้องแลกกับต้นทุนที่สูง<br><br>2.<br>- <strong>บิต</strong> (Bit)&nbsp;</div><div>ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยหน่วยที่ใช้จะมีค่า 0 และ 1 เท่านั้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div><br>3.ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล<br>-ข้อมูลมีการจัดเก็บแยกจากกัน จะมีการเก็บข้อมูลแยกกันหลายแฟ้ม ซึ่งแต่ละแฟ้มจะมีคีย์หลักที่เชื่อมข้อมูลเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ข้อมูลแยกจากกัน<br>-เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลที่แยกจากกัน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันได้ และยังทำให้เปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลอีกด้วย<br>-ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน<br>-ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล คือ ข้อมูลเดียวกันจะถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน<br>-รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด เนื่องจากระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม ส่วนที่โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรม จะมีส่วนกำหนดรายงานที่หน่วยงานจะใช้ เมื่อต้องการรายงานอื่น ๆ ในอนาคตก็จะต้องทำการจ้างโปรแกรมเมอร์อีกครั้ง<br><br>4.ฐานข้อมูล (Database) ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ<br>ตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จัก ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของมหาวิยาลัย เป็นต้น<br><br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br><br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) หมายถึง โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:09:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611594</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายสิทธิพล มามี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611612</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง</div><div>2.  - <strong>บิต</strong> (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</div><div>                - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>                - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>                - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>                - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div>3.<strong>ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก <br><strong>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน<br><strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร <br><strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>4.โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>5.1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>            7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล</div><div>6.<strong> </strong>ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล  โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:10:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611612</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาณุวัตร บุญสวน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611636</link>
         <description><![CDATA[<pre><strong>1) </strong>อดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล </pre><div>ปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS</div><pre><strong>2)</strong> - <strong>บิท (Bit)</strong> คือ ข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจ และใช้งานได้ ได้แก่ 0 หรือ 1 </pre><div><br></div><div> - <strong>ไบท์ (Byte) หรือ อักขระ (Character)</strong> คือ ตัวเลข หรือ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ จำนวน 1 ตัว</div><div><br>&nbsp; &nbsp; - <strong>ฟิลด์ (Field) หรือ เขตข้อมูล</strong> คือ ไบท์ หรือ อักขระตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปรวมกันเป็นฟิลด์ เช่น เลขประจำตัว หรือ ชื่อพนักงาน<br><br>&nbsp; &nbsp; - <strong>เรคคอร์ด (Record) หรือระเบียน</strong> คือ ฟิลด์ตั้งแต่ 1 ฟิลด์ขึ้นไป ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมารวมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; - <strong>ไฟล์ (File) หรือ แฟ้มข้อมูล</strong> คือ หลายเรคคอร์ดมารวมกัน เช่น ข้อมูลที่อยู่นักเรียนมารวมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; - <strong>ฐานข้อมูล (Database)</strong> คือ หลายไฟล์ข้อมูลมารวมกัน เช่น ไฟล์ข้อมูลนักเรียนมารวมกันในงานทะเบียน แล้วรวมกับไฟล์การเงิน</div><pre>   <strong>3) </strong>1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน         2.ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</pre><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><pre>  <strong> 3.</strong>มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้ </pre><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><pre>&nbsp; &nbsp; 4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</pre><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย</div><div><br></div><pre><strong>4)</strong> คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system 
<br><strong>5)</strong>   ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<strong><em>6.</em></strong>    ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่  Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 </pre>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/209955837/bac429db9b7054f4858469f535110d16/03651050014042779197542_john_cena.jpg" />
         <pubDate>2017-07-13 04:10:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611636</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุวลีลักษณ์ วรกมล </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611660</link>
         <description><![CDATA[<div>1.การจัดการข้อมูลในอดีตจะทำการจัดเก็บในลักษณะของแฟ้มข้อมูล โดยแต่ละแฟ้มข้อมูลจะประมวลผลเป็นอิสระจากกัน ซึ่งจะทำให้มีความยุ่งยากมากต่อการเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล และแก้ไขข้อมูล เพราะอาจจะทำให้เกิดการซ้ำซอนของข้อมูลขึ้นได้<br>แต่ปัจจุบันได้ใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่าระบบฐานข้อมูล DBMS ซึ่งง่ายต่อการค้นหาและเรียกใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นระบบที่แก้ไขปัญหาของระบบแฟ้มข้อมูลนั่นเอง แต่ต้องแลกกับต้นทุนที่สูง<br>2.- <strong>บิต</strong> (Bit)&nbsp;</div><div>ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยหน่วยที่ใช้จะมีค่า 0 และ 1 เท่านั้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div><br>3.ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล<br>-ข้อมูลมีการจัดเก็บแยกจากกัน จะมีการเก็บข้อมูลแยกกันหลายแฟ้ม ซึ่งแต่ละแฟ้มจะมีคีย์หลักที่เชื่อมข้อมูลเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ข้อมูลแยกจากกัน<br>-เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลที่แยกจากกัน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันได้ และยังทำให้เปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลอีกด้วย<br>-ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน<br>-ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล คือ ข้อมูลเดียวกันจะถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน<br>-รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด เนื่องจากระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม ส่วนที่โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรม จะมีส่วนกำหนดรายงานที่หน่วยงานจะใช้ เมื่อต้องการรายงานอื่น ๆ ในอนาคตก็จะต้องทำการจ้างโปรแกรมเมอร์อีกครั้ง<br>4.ฐานข้อมูล (Database) ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ<br>ตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จัก ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของมหาวิยาลัย เป็นต้น<br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) หมายถึง โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:11:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611660</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นัชชา นาคปานเสือ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611683</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง</div><div><br>2.<strong>1. บิต</strong> : <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>: <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div><strong>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record)</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด</div><div><strong>5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File)</strong></div><div>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล&nbsp; ได้แก่</div><div>- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อ มูลที่เก็บโปรแกรมคำสั่งที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์&nbsp;</div><div>- แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลเป็นข้อความเช่น แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ที่มีสกุล&nbsp; .txt, .csv&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound&nbsp; file)&nbsp; เป็นแฟ้มข้อมูลเสียงที่มีสกุล&nbsp; .mid (midi) หรือสกุล .wav (wave)&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีสกุล .ave, .mov, .mpg</div><div>- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่มีสกุล .bmp, .jpg, .gif, tif, .png&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.2&nbsp; แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้แก่</div><div>แฟ้มข้อมูลหลัก (Master&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลถาวรคือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลสำคัญซึ่งต้องการเก็บไว้อย่างถาวร การปรับปรุงจะใช้ข้อมูลจากแฟ้มรายการ&nbsp; ในงานหนึ่ง ๆอาจมีแฟ้มข้อมูลหลักมากกว่า&nbsp; 1&nbsp; แฟ้มก็ได้&nbsp; ตัวอย่างแฟ้มข้อมูลหลัก เช่น แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลรายการสินค้า เป็นต้น</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มรายการ&nbsp; (Transaction&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว คือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแฟ้มข้อมูลหลักเก็บเป็นรายการย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปทำการปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลัก&nbsp; เช่น&nbsp; แฟ้มข้อมูลการชำระหนี้ของลูกค้า&nbsp; รายการขายสินค้าประจำวัน&nbsp; รายการเงินฝาก – ถอน&nbsp; การสำรองเที่ยวบิน&nbsp; เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><br></div><div>ในการปรับปรุงแก้ไขแฟ้มข้อมูลหลัก โดยทั่วไปจะใช้แฟ้มข้อมูล 2 แฟ้ม โดยแฟ้มแรกใช้เก็บข้อมูลหลักที่กำลังทำการปรับปรุงแก้ไข แฟ้มที่สองจะเก็บข้อมูลเฉพาะรายการเปลี่ยนแปลง</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup&nbsp; file)&nbsp; หมายถึง&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่ได้จากการทำสำเนาแฟ้มข้อมูลสำคัญเอาไว้ใช้ในกรณีที่แฟ้มข้อมูลสำคัญมีปัญหาอาจใช้แฟ้มข้อมูลสำรองแทน</div><div><br>3. 1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>&nbsp; &nbsp; 4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; 5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย</div><div><br>4.คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div><strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล&nbsp;</div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน</div><div><br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:11:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611683</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุวภัทร จุ้ยหนองเมือง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611692</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก <br>&nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน <br>2. ประกอบไปด้วย<br>&nbsp; -บิต : ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; ไบต์ : เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; <br>&nbsp; -</strong>ฟิลด์ : อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น<br>&nbsp; -เรคคอร์ด : ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด<br>&nbsp; -แฟ้มข้อมูล : เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท&nbsp;<br>3.ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล<br>-ข้อมูลมีการจัดเก็บแยกจากกัน จะมีการเก็บข้อมูลแยกกันหลายแฟ้ม ซึ่งแต่ละแฟ้มจะมีคีย์หลักที่เชื่อมข้อมูลเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ข้อมูลแยกจากกัน<br>-เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลที่แยกจากกัน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันได้ และยังทำให้เปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลอีกด้วย<br>-ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน<br>-ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล คือ ข้อมูลเดียวกันจะถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน<br>-รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด เนื่องจากระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม ส่วนที่โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรม จะมีส่วนกำหนดรายงานที่หน่วยงานจะใช้ เมื่อต้องการรายงานอื่น ๆ ในอนาคตก็จะต้องทำการจ้างโปรแกรมเมอร์อีกครั้ง<br>4.ฐานข้อมูล (Database) ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ<br>ตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จัก ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของมหาวิยาลัย เป็นต้น<br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) หมายถึง โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:11:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611692</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวบุศราธรินทร์ ปัญญาอินทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611716</link>
         <description><![CDATA[<div>1.วิวัฒนาการการจัดการข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างแฟ้มข้อมูล ชนิดข้อมูล ประเภทของแฟ้มข้อมูล การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูล (File Organization) ระบบแฟ้มข้อมูล (File Based System) ระบบฐานข้อมูล (Database System) ระบบการจัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) ส่วนประกอบของสภาพแวดล้อมใน DBMS ซึ่งประกอบไปด้วยฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และบุคลากร&nbsp;</div><div>2.<strong>โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential File Structure) </strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นโครงสร้างของแฟ้มข้อมูลชนิดพื้นฐานที่สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุดเนื่องจากมีลักษณะการจัดเก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับเรคคอร์ดต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆการอ่านหรือค้นคืนข้อมูลจะข้ามลำดับไปอ่านตรงตำแหน่งใดๆที่ต้องการโดยตรงไม่ได้เมื่อต้องการอ่านข้อมูลที่เรคคอร์ดใดๆโปรแกรมจะเริ่มอ่านตั้งแต่เรคคอร์ดแรกไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบเรคคอร์ดที่ต้องการ ก็จะเรียกค้นคืนเรคคอร์ดนั้นขึ้นมา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การใช้ข้อมูลเรียงลำดับนี้จึงเหมาะสมกับงานประมวลผลที่มีการอ่านข้อมูลต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆตามลำดับและปริมาณครั้งละมากๆ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แฟ้มข้อมูลแบบนี้ถ้าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรมขนาดใหญ่ก็จะจัดเก็บอยู่ในอุปกรณ์ประเภทเทปแม่เหล็ก (magnetic tape) ซึ่งมีการเข้าถึงแบบลำดับ (Sequential access) เวลาอ่านข้อมูลก็ต้องเป็นไปตามลำดับด้วยคล้ายกับการเก็บข้อมูลเพลงลงบนเทปคาสเซ็ต<br><strong>โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบสุ่ม (Direct/Random File Structure) </strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นลักษณะของโครงสร้างแฟ้มข้อมูลที่เข้าถึงได้โดยตรงเมื่อต้องการอ่านค่าเรคคอร์ดใดๆสามารถทำการเลือกหรืออ่านค่านั้นได้ทำให้การเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วกว่าปกติแล้วจะมีการจัดเก็บในสื่อที่มีลักษณะการเข้าถึงได้โดยตรงประเภทจานแม่เหล็ก เช่น ดิสเก็ต,ฮาร์ดดิสก์หรือ CD-ROM เป็นต้น<br><strong>โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลแบบลำดับเชิงดรรชนี (Index Sequential File Structure) </strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นลักษณะของโครงสร้างแฟ้มข้อมูลที่อาศัยกระบวนการที่เรียกว่า ISAM (Index Sequential Access Method ) ซึ่งรวมเอาความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลแบบสุ่มและแบบเรียงตามลำดับเข้าไว้ด้วยกัน การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลวิธีนี้ข้อมูลจะถูกจัดเก็บเรียงกันตามลำดับไว้บนสื่อแบบสุ่ม เช่น ฮาร์ดดิสก์และการเข้าถึงข้อมูลจะทำผ่านแฟ้มข้อมูลลำดับเชิงดรรชนี (Index Sequential File) ซึ่งทำหน้าที่ช่วยชี้และค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้สามารถทำงานได้ยืดหยุ่นกว่าวิธีอื่นๆโดยเฉพาะกับกรณีที่ข้อมูลในการประมวลผลมีจำนวนมากๆ โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบนี้จะมีหลักการทำงานคล้ายกับรูปแบบดรรชนีท้ายเล่ม ซึ่งทำให้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น</div><div>3.</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:12:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611716</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายพงศ์รพี  ศรีเม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611725</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง</div><div>2.  - <strong>บิต</strong> (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</div><div>                - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>                - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>                - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>                - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div>3.<strong>ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก <br><strong>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน<br><strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร <br><strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>4.โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>5.1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>            7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล</div><div>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล  โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:12:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611725</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อชิรญา  ภู่ทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611806</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ในอดีต&nbsp; จะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; ในปัจจุบัน จึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน<br><br>2.โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลจะประกอบไปด้วย<br>-บิต (bit) ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยหน่วยที่ใช้จะมีค่า 0 และ 1 เท่านั้น<br>-ไบต์ (byte) คือการนำเอาบิตหลายๆ บิตมาเรียงต่อกัน เช่น 1 ไบต์มี 8 บิต ก็คือการนำเอาเลข 0 กับ 1 มาเรียงต่อกัน 8 ตัวจนครบ 1 ไบต์ เพื่อให้ได้อักขระหนึ่งตัว<br>-ฟิลด์ (field) คือ การนำเอาอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปมารวมกันเพื่อให้เกิดความหมาย เช่น ฟิลด์ std_name ใช้เก็บข้อมูลนักศึกษา เป็นต้น<br>-เรคคอร์ด (record) คือ กลุ่มของฟิลด์ที่สัมพันธ์กัน กล่าวคือ ใน 1 เรคคอร์ดประกอบด้วยฟิลด์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดพนักงาน<br>-ไฟล์ (file) คือ กลุ่มของเรคอร์ดที่สัมพันธ์กันเช่น แฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดในมหาวิทยาลัย ดังนั้นหนึ่งไฟล์จะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งเรคคอร์ด เพื่อใช้การใช้งานข้อมูล เป็นต้น<br>-Database การรวมกันของหลาย files/tables<br><br>3.การเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลมีข้อจำกัด ดังนี้</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อมูลมีการจัดเก็บแยกจากกัน จะมีการเก็บข้อมูลแยกกันหลายแฟ้ม ซึ่งแต่ละแฟ้มจะมีคีย์หลักที่เชื่อมข้อมูลเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ข้อมูลแยกจากกัน</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลที่แยกจากกัน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันได้ และยังทำให้เปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลอีกด้วย</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล คือ ข้อมูลเดียวกันจะถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด เนื่องจากระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม ส่วนที่โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรม จะมีส่วนกำหนดรายงานที่หน่วยงานจะใช้ เมื่อต้องการรายงานอื่น ๆ ในอนาคตก็จะต้องทำการจ้างโปรแกรมเมอร์อีกครั้ง</div><div><br>4.ฐานข้อมูล ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ ตัวอย่างฐานข้อมูล เช่น ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของมหาวิยาลัย เป็นต้น<br><br>5.ฐานข้อมูลจะช่วยแก้ปัญหาของการเก็บข้อมูลในแฟ้มข้อมูล โดยที่จะทำให้หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้ สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล สามารถรักษาความถูกต้องและความเชื่อถือได้ของข้อมูล สามารถกำหนดความเป็นมามาตรฐานเดียวกันสามารถกำหนดระบบรักษาความปลอดภัยได้&nbsp; และมีความเป็นอิสระของข้อมูลและโปรแกรมอีกด้วย<br><br>6.&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูล ทั้งการสร้าง การเรียกใช้งาน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย และยังมีความสำคัญต่อฐานข้อมูล เช่น ช่วยกำหนดและเก็บโครงสร้างฐานข้อมูล ช่วยบรรจุข้อมูลลงฐานข้อมูล ประสานงานกับระบบปฏิบัติการ ช่วยควบคุมความปลอดภัย การจัดทำข้อมูลสำรองและการกู้ แล้วยังทำหน้าที่จัดทำพจนานุกรมข้อมูล เป็นต้น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:13:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611806</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชินิการต์ หุตะเสรณี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611924</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล&nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS&nbsp;<br>2. บิต (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ไบต์ (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ฟิลด์ (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - เรคคอร์ด (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ไฟล์ (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div><br><br></div><div>3.ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล<br>-ข้อมูลมีการจัดเก็บแยกจากกัน จะมีการเก็บข้อมูลแยกกันหลายแฟ้ม ซึ่งแต่ละแฟ้มจะมีคีย์หลักที่เชื่อมข้อมูลเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ข้อมูลแยกจากกัน<br>-เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลที่แยกจากกัน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันได้ และยังทำให้เปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลอีกด้วย<br>-ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน<br>-ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล คือ ข้อมูลเดียวกันจะถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน<br>-รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด เนื่องจากระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม ส่วนที่โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรม จะมีส่วนกำหนดรายงานที่หน่วยงานจะใช้ เมื่อต้องการรายงานอื่น ๆ ในอนาคตก็จะต้องทำการจ้างโปรแกรมเมอร์อีกครั้ง<br>4.ฐานข้อมูล (Database) ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ<br>ตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จัก ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของมหาวิยาลัย เป็นต้น<br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) หมายถึง โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:15:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611924</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวยศวดี จารุเดชา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611947</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ในอดีตมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล แต่ในปัจจุบันมีการใช้ระบบ DBMS ในการจัดการข้อมูล<br>2.ประกอบไปด้วย<br><strong>1. บิต</strong> : ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br><strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>:เป็นการนำบิตหลายๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>          </strong><br><strong>3. ฟิลด์  (Field) </strong>คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง </div><div><strong>4. เรคคอร์ด  (Record)  </strong>คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน </div><div><strong>5. แฟ้มข้อมูล  (File) </strong>อ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน </div><div>3.มีข้อจำกัดดังนี้<br><strong>1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน </strong>เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>     <strong>2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน </strong>เนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>         - ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>         - ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>         - ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>     <strong> 3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล </strong>เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) </div><div>    <strong>4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน </strong>โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่างกัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>   <strong> 5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น </strong>ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์  ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่  ทำให้เสียค่าใช้จ่าย<br>4. <strong>ฐานข้อมูล คือ</strong>ระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน <strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล </div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน</div><div>5.  -ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล<br>       -แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล<br>       -การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย<br>        -กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้<br>        -สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้<br>         -เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม <br>          -กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6. ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่  Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น<br>            </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:15:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178611947</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612013</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:16:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612013</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวฐิตารีย์ สงวนเครือ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612019</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMSจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง<br><br>2.&nbsp; &nbsp; 1. บิต :&nbsp; คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ไบต์ :&nbsp; คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ – สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น<br><br>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record) ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด<br><br>5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File)คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล&nbsp;<br>- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program&nbsp; file)<br>- แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text&nbsp; file)&nbsp;<br>- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound&nbsp; file) &nbsp;<br>- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)<br>- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.2&nbsp; แบ่งตามลักษณะการใช้งาน<br>- แฟ้มข้อมูลหลัก (Master&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลถาวร<br>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มรายการ&nbsp; (Transaction file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว&nbsp;<br>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup file) &nbsp;<br><br>3. 1).ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. )ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.) มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>&nbsp; &nbsp; 4.) รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; 5. )โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย<br><br></div><div>&nbsp;4คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;<br>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล<br>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล&nbsp;<br>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน<br><br>&nbsp;5. ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br><br>6. ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ &nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น<br><br>7.&nbsp; การสืบค้นข้อมูลในห้องสมุดเมื่อเราได้ทำการค้นหารายชื่อหนังสือผ่านคอมพิวเตอร์ ระบบก็จะทำการนำข้อมูลที่เราป้อนเข้าไปในระบบไม่ตรวจสอบ รายการหนังสือที่มีอยู่ในฐานข้อมูล ที่ได้มีการลงบันทึกจัดเก็บไว้และถ้ามี ก็จะแสดงรายการหนังสือนั้นออกมา และบอกถึงรายละเอียด หมวดหมู่ ต่างๆ ของหนังสือนั้นๆ<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:16:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612019</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธัญญารัตน์ คุณะดอย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612267</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง</div><div>2.&nbsp; - <strong>บิต</strong> (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div>3.<strong>ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก <br><strong>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน<br><strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร <br><strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>4.โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>5.1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล</div><div>6.<strong> </strong>ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล&nbsp; โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:21:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612267</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ปุญญพัฒน์ ชะนะภักดิ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612273</link>
         <description><![CDATA[<div>1.) ในอดีตไม่มีเทคโนโลยีในการจัดการข้อมูลทำให้ต้องจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบ ของกระดาษทำให้ข้อมูลนั้นเกิดความเสียหายหรือสูญหายได้ง่ายเพราะกระดาษไม่มี ความคงทนถาวรและเมื่อเสียหายหรือสูญหายไปจะทำให้ข้อมูลนั้นไม่ครบถ้วนสมบูรณ อาจจะทำให้เกิดข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นได้ง่าย</div><div>- ในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเก็บข้อมูลมากขึ้นทำให้ข้อมูล นั้นสามารถเรียกหาได้ง่ายและมีความรวดเร็วในการหยิบใช้ข้อมูล<br>2.)<strong> บิต (Bit) </strong>เป็นหน่วยข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและนำไปใช้งานได้ ได้แก่ เลข 0 และ เลข 1</div><div><strong>&nbsp;ไบต์ (Byte) หรือ อักขระ (Character) </strong>ได้แก่ ตัวเลข หรือ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0,1…9,A, B,…Z &nbsp; ซึ่ง 1 ไบต์ จะเท่ากับ 8 บิต หรือ ตัวอักขระ 1 ตัว</div><div><strong>&nbsp;ฟิลด์ (Flied) </strong>คือ อักขระ ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป รวมกันเป็น ฟิลด์ เช่น เลขประจำตัว ชื่อสกุล เป็นต้น</div><div><strong>&nbsp;เรคคอร์ด (Record) </strong>คือ การนำเอาฟิลด์หลายฟิลด์และมีความสัมพันธ์มารวมกลุ่มกัน เช่น นักเรียนแต่ละคนจะมีข้อมูลที่เกี่ยวกับ ชื่อ สกุล อายุ เพศ เกรดเฉลี่ยฯลฯ โดยข้อมูลในลักษณะนี้คือ 1 เรคคอร์ดนั่นเอง</div><div><strong>&nbsp;แฟ้มข้อมูล หรือ ไฟล์ ( Flies) </strong>คือ เรคคอร์ดหลายๆ เรคคอร์ดรวมกัน และเป็นเรื่องเดียวกันเช่น แฟ้มข้อมูลนักเรียนห้อง ม.1/1 จำนวน 50 คน ทุกคนจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่อ สกุล เพศ อายุ เกรดเฉลี่ย ฯลฯ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ของนักเรียนจำนวน 50 คนนี้ เรียกว่า แฟ้มข้อมูล&nbsp;</div><div><strong>ฐานข้อมูล (Database)</strong></div><div>คือ การเก็บรวบรวมไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลหลายๆ ไฟล์ที่เกี่ยวข้องมารวมกัน<br>การจัดแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential File) คือ แฟ้มข้อมูลที่มีการจัดเก็บข้อมูลหรืออ่านข้อมูล เรียงลำดับไปตั้งแต่เรคคอร์ดแรกจนถึงเรคคอร์ดสุดท้าย ส่วนใหญ่จะเรียงลำดับตามค่าของฟิลด์ที่ถูกเลือกเป็นคีย์ (Key)&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><strong>4.)</strong>ฐานข้อมูล (Database) ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ<br>ตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จัก ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของมหาวิยาลัย&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><strong>5.)</strong>ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br> <br><strong>6.)</strong>ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) หมายถึง โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:21:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612273</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนกฤต พรมพล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612296</link>
         <description><![CDATA[<div>ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง<br><br><strong>ในระบบคอมพิวเตอร์จะมีการจัดโครงสร้างข้อมูล (Data Structure)&nbsp;</strong></div><div><strong>ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลที่มีขนาดต่างกัน ดังนี้</strong></div><div><strong>1. บิต (Bit) </strong>เป็นหน่วยข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและนำไปใช้งานได้ ได้แก่ เลข 0 และ เลข 1</div><div><strong>2. ไบต์ (Byte) หรือ อักขระ (Character) </strong>ได้แก่ ตัวเลข หรือ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0,1…9,A, B,…Z &nbsp; ซึ่ง 1 ไบต์ จะเท่ากับ 8 บิต หรือ ตัวอักขระ 1 ตัว</div><div><strong>3. ฟิลด์ (Flied) </strong>คือ อักขระ ตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป รวมกันเป็น ฟิลด์ เช่น เลขประจำตัว ชื่อสกุล เป็นต้น</div><div><strong>4. เรคคอร์ด (Record) </strong>คือ การนำเอาฟิลด์หลายฟิลด์และมีความสัมพันธ์มารวมกลุ่มกัน เช่น นักเรียนแต่ละคนจะมีข้อมูลที่เกี่ยวกับ ชื่อ สกุล อายุ เพศ เกรดเฉลี่ยฯลฯ โดยข้อมูลในลักษณะนี้คือ 1 เรคคอร์ดนั่นเอง</div><div><strong>5. แฟ้มข้อมูล หรือ ไฟล์ ( Flies) </strong>คือ เรคคอร์ดหลายๆ เรคคอร์ดรวมกัน และเป็นเรื่องเดียวกันเช่น แฟ้มข้อมูลนักเรียนห้อง ม.1/1 จำนวน 50 คน ทุกคนจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ชื่อ สกุล เพศ อายุ เกรดเฉลี่ย ฯลฯ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ของนักเรียนจำนวน 50 คนนี้ เรียกว่า แฟ้มข้อมูล&nbsp;</div><div><strong>6. ฐานข้อมูล (Database)</strong></div><div>คือ การเก็บรวบรวมไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลหลายๆ ไฟล์ที่เกี่ยวข้องมารวมกัน</div><div><br>-&nbsp; &nbsp; <strong>ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้&nbsp; ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้</div><div>1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก&nbsp; &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด</strong> (fixed queries/proliferation of application programs) คือ ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย<br><br>ฐานข้อมูลคือ โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br><br><strong>&nbsp;</strong>1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล</div><div><br>ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล&nbsp; โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:21:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612296</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวบุศราธรินทร์ ปัญญาอินทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612412</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง<br>2.<strong>1. บิต</strong> : <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>: <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div><strong>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record)</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด</div><div><strong>5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File)</strong></div><div>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล&nbsp; ได้แก่</div><div>- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อ มูลที่เก็บโปรแกรมคำสั่งที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์&nbsp;</div><div>- แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลเป็นข้อความเช่น แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ที่มีสกุล&nbsp; .txt, .csv&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound&nbsp; file)&nbsp; เป็นแฟ้มข้อมูลเสียงที่มีสกุล&nbsp; .mid (midi) หรือสกุล .wav (wave)&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีสกุล .ave, .mov, .mpg</div><div>- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่มีสกุล .bmp, .jpg, .gif, tif, .png&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.2&nbsp; แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้แก่</div><div>แฟ้มข้อมูลหลัก (Master&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลถาวรคือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลสำคัญซึ่งต้องการเก็บไว้อย่างถาวร การปรับปรุงจะใช้ข้อมูลจากแฟ้มรายการ&nbsp; ในงานหนึ่ง ๆอาจมีแฟ้มข้อมูลหลักมากกว่า&nbsp; 1&nbsp; แฟ้มก็ได้&nbsp; ตัวอย่างแฟ้มข้อมูลหลัก เช่น แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลรายการสินค้า เป็นต้น</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มรายการ&nbsp; (Transaction&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว คือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแฟ้มข้อมูลหลักเก็บเป็นรายการย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปทำการปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลัก&nbsp; เช่น&nbsp; แฟ้มข้อมูลการชำระหนี้ของลูกค้า&nbsp; รายการขายสินค้าประจำวัน&nbsp; รายการเงินฝาก – ถอน&nbsp; การสำรองเที่ยวบิน&nbsp; เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><br></div><div>ในการปรับปรุงแก้ไขแฟ้มข้อมูลหลัก โดยทั่วไปจะใช้แฟ้มข้อมูล 2 แฟ้ม โดยแฟ้มแรกใช้เก็บข้อมูลหลักที่กำลังทำการปรับปรุงแก้ไข แฟ้มที่สองจะเก็บข้อมูลเฉพาะรายการเปลี่ยนแปลง</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup&nbsp; file)&nbsp; หมายถึง&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่ได้จากการทำสำเนาแฟ้มข้อมูลสำคัญเอาไว้ใช้ในกรณีที่แฟ้มข้อมูลสำคัญมีปัญหาอาจใช้แฟ้มข้อมูลสำรองแทน<br>3. 1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>&nbsp; &nbsp; 4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; 5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย</div><div>4.คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div><strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล&nbsp;</div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน</div><div><br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:23:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612412</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายณัฐดนัย ออกแมน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612534</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง</div><div>2.  - <strong>บิต</strong> (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</div><div>                - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>                - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>                - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>                - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div>3.<strong>ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก <br><strong>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน<br><strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร <br><strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>4.โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>5.1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>            7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล</div><div>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล  โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:25:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612534</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภัทรวดี ไมตรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612563</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง<br><br>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>1. บิต</strong> : <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>: <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record)</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File)</strong></div><div>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล&nbsp; ได้แก่</div><div>- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อ มูลที่เก็บโปรแกรมคำสั่งที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์&nbsp;</div><div>- แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลเป็นข้อความเช่น แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ที่มีสกุล&nbsp; .txt, .csv&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound&nbsp; file)&nbsp; เป็นแฟ้มข้อมูลเสียงที่มีสกุล&nbsp; .mid (midi) หรือสกุล .wav (wave)&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีสกุล .ave, .mov, .mpg</div><div>- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่มีสกุล .bmp, .jpg, .gif, tif, .png&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.2&nbsp; แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้แก่</div><div>แฟ้มข้อมูลหลัก (Master&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลถาวรคือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลสำคัญซึ่งต้องการเก็บไว้อย่างถาวร การปรับปรุงจะใช้ข้อมูลจากแฟ้มรายการ&nbsp; ในงานหนึ่ง ๆอาจมีแฟ้มข้อมูลหลักมากกว่า&nbsp; 1&nbsp; แฟ้มก็ได้&nbsp; ตัวอย่างแฟ้มข้อมูลหลัก เช่น แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลรายการสินค้า เป็นต้น</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มรายการ&nbsp; (Transaction&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว คือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแฟ้มข้อมูลหลักเก็บเป็นรายการย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปทำการปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลัก&nbsp; เช่น&nbsp; แฟ้มข้อมูลการชำระหนี้ของลูกค้า&nbsp; รายการขายสินค้าประจำวัน&nbsp; รายการเงินฝาก – ถอน&nbsp; การสำรองเที่ยวบิน&nbsp; เป็นต้น</div><div><br></div><div>ในการปรับปรุงแก้ไขแฟ้มข้อมูลหลัก โดยทั่วไปจะใช้แฟ้มข้อมูล 2 แฟ้ม โดยแฟ้มแรกใช้เก็บข้อมูลหลักที่กำลังทำการปรับปรุงแก้ไข แฟ้มที่สองจะเก็บข้อมูลเฉพาะรายการเปลี่ยนแปลง</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup&nbsp; file)&nbsp; หมายถึง&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่ได้จากการทำสำเนาแฟ้มข้อมูลสำคัญเอาไว้ใช้ในกรณีที่แฟ้มข้อมูลสำคัญมีปัญหาอาจใช้แฟ้มข้อมูลสำรองแทน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.&nbsp;<br>&nbsp;1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>&nbsp; &nbsp; 4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; 5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย<br><br>4.คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div><strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล&nbsp;</div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน</div><div><br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br><br>6.  ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:25:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612563</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายดิษยบดินทร์ ขันผนึก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612611</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.)&nbsp;</strong>ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง<br><strong>2.)</strong>&nbsp; <strong>1. บิต</strong> :<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ :</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; (Field) :</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div><strong>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record) :</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด</div><div><strong>5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File) :</strong></div><div>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล&nbsp; ได้แก่</div><div>- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อ มูลที่เก็บโปรแกรมคำสั่งที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์&nbsp;</div><div>- แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลเป็นข้อความเช่น แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ที่มีสกุล&nbsp; .txt, .csv&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound&nbsp; file)&nbsp; เป็นแฟ้มข้อมูลเสียงที่มีสกุล&nbsp; .mid (midi) หรือสกุล .wav (wave)&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีสกุล .ave, .mov, .mpg</div><div>- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่มีสกุล .bmp, .jpg, .gif, tif, .png&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.2&nbsp; แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้แก่</div><div>แฟ้มข้อมูลหลัก (Master&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลถาวรคือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลสำคัญซึ่งต้องการเก็บไว้อย่างถาวร การปรับปรุงจะใช้ข้อมูลจากแฟ้มรายการ&nbsp; ในงานหนึ่ง ๆอาจมีแฟ้มข้อมูลหลักมากกว่า&nbsp; 1&nbsp; แฟ้มก็ได้&nbsp; ตัวอย่างแฟ้มข้อมูลหลัก เช่น แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลรายการสินค้า เป็นต้น</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มรายการ&nbsp; (Transaction&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว คือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแฟ้มข้อมูลหลักเก็บเป็นรายการย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปทำการปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลัก&nbsp; เช่น&nbsp; แฟ้มข้อมูลการชำระหนี้ของลูกค้า&nbsp; รายการขายสินค้าประจำวัน&nbsp; รายการเงินฝาก – ถอน&nbsp; การสำรองเที่ยวบิน&nbsp; เป็นต้น</div><div>ในการปรับปรุงแก้ไขแฟ้มข้อมูลหลัก โดยทั่วไปจะใช้แฟ้มข้อมูล 2 แฟ้ม โดยแฟ้มแรกใช้เก็บข้อมูลหลักที่กำลังทำการปรับปรุงแก้ไข แฟ้มที่สองจะเก็บข้อมูลเฉพาะรายการเปลี่ยนแปลง</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup&nbsp; file)&nbsp; หมายถึง&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่ได้จากการทำสำเนาแฟ้มข้อมูลสำคัญเอาไว้ใช้ในกรณีที่แฟ้มข้อมูลสำคัญมีปัญหาอาจใช้แฟ้มข้อมูลสำรองแทน<br><strong>3.)</strong>  1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>&nbsp; &nbsp; 4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; 5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย<br><strong>4.)</strong>  คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div><strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล&nbsp;</div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน<br><strong>5.)&nbsp; </strong>ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br><strong>6.) &nbsp;</strong>ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:26:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612611</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายอลงกรณ์ ยูงทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612626</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง</div><div>2.  - <strong>บิต</strong> (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</div><div>                - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>                - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>                - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>                - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div>3.<strong>ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก <br><strong>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน<br><strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร <br><strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>4.โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>5.1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>            7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล</div><div>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล  โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:27:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612626</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายตุลยวัต คุ้มสุวรรณ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612903</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง<br>2.  - บิต (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1<br>                - ไบต์ (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต<br>                - ฟิลด์ (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น<br>                - เรคคอร์ด (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น<br>                - ไฟล์ (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย<br>3.ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก <br>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน<br>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร <br>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>4.โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>5.1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้<br>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้<br>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้<br>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล<br>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้<br>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้<br>            7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล  โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:32:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612903</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายเกริกเกียรติ  เมืองพรวน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612994</link>
         <description><![CDATA[<div> 1.ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน </div><div>      ในปัจจุบันจึงมีการใช้ ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีสะดวกกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง<br>2.<br><strong>1. บิต</strong> : <br>   คือ  ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>              <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>: <br>                   คือ  เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>          </strong><br><strong>          3. ฟิลด์  (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล  อายุ  เงินเดือน  ที่อยู่  เบอร์โทรศัพท์  เป็นต้น</div><div><strong>4. เรคคอร์ด  (Record)</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา  ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา  1  คน จะเป็น  1 เรคคอร์ด</div><div><strong>5. แฟ้มข้อมูล  (File)</strong></div><div>         5.1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล  ได้แก่</div><div>- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program  file) </div><div>- แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text  file) <br>- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound  file)  </div><div>- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)</div><div>- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file) </div><div>            5.2  แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้แก่</div><div>- แฟ้มข้อมูลหลัก (Master  file)  หรือแฟ้มข้อมูลถาวร</div><div>     - แฟ้มรายการ  (Transaction  file)  หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว </div><div>     - แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup  file)  หมายถึง  เอาไว้ใช้ในกรณีที่แฟ้มข้อมูลสำคัญมีปัญหาอาจใช้แฟ้มข้อมูลสำรองแทน<br>3. <br><strong>1. ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน (Separation and Isolation of Data)</strong></div><div><strong> 2. เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Duplication of Data)</strong></div><div><strong>3. ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน (Data Dependence)</strong></div><div><strong> 4. มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน (Incompatible File Formats)</strong></div><div><strong>  5. รายงานต่างๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด (Fixed Queries</strong> <br>4. </div><div>ฐานข้อมูลคือ</div><div>ศูนย์รวมของข้อมูลต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กัน (Relationship) โดยจะมีกระบวนการจัดหมวดหมู่ข้อมูลอย่างมีระเบียบแบบแผน ก่อให้เกิดฐานข้อมูลที่เป็นแหล่งรวมของข้อมูลจากแผนกต่าง ๆ ซึ่งถูกจัดเก็บไว้อย่างมีระบบภายในฐานข้อมูลชุดเดียว โดยผู้ใช้งานแต่ละแผนสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนกลางนี้เพื่อนำไปประมวลผลร่วมกันได้ <br><strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลนักเรียนโรงเรียนอนุบาลหมีน้อย</div><div>2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกการเงิน<br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.</div><div>โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูล ทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังความคุมระบบรักษาความปลอกภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย<br>     โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ กับระบบฐานข้อมูลที่ติดต่ออยู่ </div><div>    -DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล</div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:33:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178612994</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวเกศินี คงศรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613022</link>
         <description><![CDATA[<div>1.)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน&nbsp;</div><div><br>2.)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>1. บิต</strong> : <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>: <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ&nbsp; เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิลด์&nbsp; (Field)</strong></div><div>ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล&nbsp; อายุ&nbsp; เงินเดือน&nbsp; ที่อยู่&nbsp; เบอร์โทรศัพท์&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record)</strong></div><div>เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา&nbsp; ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา&nbsp; 1&nbsp; คน จะเป็น&nbsp; 1 เรคคอร์ด</div><div>&nbsp; <strong>5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File)</strong></div><div>แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน แบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล&nbsp; ได้แก่</div><div>- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อ มูลที่เก็บโปรแกรมคำสั่งที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์&nbsp;</div><div>- แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text&nbsp; file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลเป็นข้อความเช่น แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ที่มีสกุล&nbsp; .txt, .csv&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound&nbsp; file)&nbsp; เป็นแฟ้มข้อมูลเสียงที่มีสกุล&nbsp; .mid (midi) หรือสกุล .wav (wave)&nbsp; เป็นต้น</div><div>- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีสกุล .ave, .mov, .mpg</div><div>- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่มีสกุล .bmp, .jpg, .gif, tif, .png&nbsp; เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.2&nbsp; แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้แก่</div><div>แฟ้มข้อมูลหลัก (Master&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลถาวรคือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลสำคัญซึ่งต้องการเก็บไว้อย่างถาวร การปรับปรุงจะใช้ข้อมูลจากแฟ้มรายการ&nbsp; ในงานหนึ่ง ๆอาจมีแฟ้มข้อมูลหลักมากกว่า&nbsp; 1&nbsp; แฟ้มก็ได้&nbsp; ตัวอย่างแฟ้มข้อมูลหลัก เช่น แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลรายการสินค้า เป็นต้น</div><div>- &nbsp; แฟ้มรายการ&nbsp; (Transaction&nbsp; file)&nbsp; หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว คือ&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแฟ้มข้อมูลหลักเก็บเป็นรายการย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปทำการปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลัก &nbsp;</div><div>-&nbsp; &nbsp; แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup&nbsp; file)&nbsp; หมายถึง&nbsp; แฟ้มข้อมูลที่ได้จากการทำสำเนาแฟ้มข้อมูลสำคัญเอาไว้ใช้ในกรณีที่แฟ้มข้อมูลสำคัญมีปัญหาอาจใช้แฟ้มข้อมูลสำรองแทน<br><br></div><div>3.)<br>&nbsp; &nbsp; 1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>&nbsp; &nbsp; 4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; 5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย<br><br></div><div>4.)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; คือ ระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div><br></div><div>5.)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br><br></div><div>6.)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายใน&nbsp; ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:34:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613022</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ปาริชาติ  ขุนศรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613086</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน <br><br>2.<strong>1. บิต</strong> : ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์<br><strong>2</strong>. <strong>ไบต์ </strong>: การนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><br><strong>3. ฟิลด์&nbsp; (Field)</strong>:อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง&nbsp;</div><div><strong>4. เรคคอร์ด&nbsp; (Record)</strong>:คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน&nbsp;</div><div><strong>5. แฟ้มข้อมูล&nbsp; (File)</strong>:คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน&nbsp;<br><br>3.-ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน&nbsp;</div><div>-ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน&nbsp;</div><div>-มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล&nbsp;</div><div>-รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน&nbsp;<br><br>4.คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system&nbsp;</div><div><strong>ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล</strong></div><div>1. แฟ้มข้อมูลคนไข้ของโรงพยาบาล</div><div>2. แฟ้มข้อมูลสต็อกสินค้าในซุปเปอร์มาเก็ต<br><br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;6.ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่&nbsp; Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:35:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613086</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวอนันตญา  กอนตา เลขที่ 40 1. ในอดีตจะมีการจัดการข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลคือจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลหลักไว้และมีข้อมูลสำรองสำหรับแก้ไขเป็นข้อมูลใหม่จากข้อมูลหลัก ระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม การใช้งานของแต่ละหน่วยงานก็แตกต่างกัน การป้อนข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลก็ควรป้อนทั้งสองแฟ้มข้อมูลให้เหมือนกันและมีแฟ้มข้อมูลที่เป็นอิสระต่อกันคือเป็นหน่วยงานไหนก็ต้องใช้แฟ้มข้อมูลของตนเองเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน       ในปัจจุบันจึงมีการใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่า ระบบฐานข้อมูล DBMS ที่มีการจัดการข้อมูลที่ง่ายต่อการค้นหาหรือใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน DBMS จะเป็นโปรแกรมที่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอะไรจะไม่ผูกติดโปรแกรมเรียกใช้ไม่ว่าข้อมูลจะต้องใช้โปรแกรมเรียกใช้อะไร DBMS ก็จะสามารถดึงข้อมูลที่เราต้องการจากฐานข้อมูลมาให้ได้ทันทีจึงสะดวกในการใช้งานเรียกใช้ข้อมูลกว่าในอดีตแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง2. 1. บิต :                    คือ  ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์              2. ไบต์ :                    คือ  เป็นการนำบิตหลายๆๆบิตมาเรียงต่อกัน เพื่อให้เกิดอักขระหนึ่งตัว                     3. ฟิลด์  (Field)ฟิลด์ คือ อักขระที่มารวมกันแล้วก่อให้เกิดความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ชื่อ –สกุล  อายุ  เงินเดือน  ที่อยู่  เบอร์โทรศัพท์  เป็นต้น4. เรคคอร์ด  (Record)เรคคอร์ด คือ ฟิลด์ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคคอร์ดนักศึกษาจะประกอบ ด้วยรายละเอียดของข้อมูลนักศึกษา  ฉะนั้นข้อมูลนักศึกษา  1  คน จะเป็น  1 เรคคอร์ด5. แฟ้มข้อมูล  (File)แฟ้มข้อมูล คือ เรคคอร์ดหลาย ๆ เรคคอร์ดที่เกี่ยวข้องกันมารวมกัน ปัจจุบันแฟ้มข้อมูลมี หลายประเภท แฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์อาจมีแฟ้มข้อมูลเดียวหรือหลายแฟ้มข้อมูล แฟ้มข้อมูลแบ่งออกเป็นหลายประเภท ดังนี้          5.1 แบ่งประเภทตามลักษณะของข้อมูล  ได้แก่- แฟ้มข้อมูลโปรแกรม (Program  file) เป็นแฟ้มข้อ มูลที่เก็บโปรแกรมคำสั่งที่เขียนขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ - แฟ้มข้อมูลข้อความ (Text  file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลเป็นข้อความเช่น แฟ้มเอกสารต่าง ๆ ที่มีสกุล  .txt, .csv  เป็นต้น- แฟ้มข้อมูลเสียง (Sound  file)  เป็นแฟ้มข้อมูลเสียงที่มีสกุล  .mid (midi) หรือสกุล .wav (wave)  เป็นต้น- แฟ้มข้อมูลวีดิโอ(Video file)เป็นแฟ้มข้อมูลที่มีสกุล .ave, .mov, .mpg- แฟ้มข้อมูลภาพกราฟิก(Graphic file) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปภาพที่มีสกุล .bmp, .jpg, .gif, tif, .png  เป็นต้น            5.2  แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้แก่แฟ้มข้อมูลหลัก (Master  file)  หรือแฟ้มข้อมูลถาวรคือ  แฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลสำคัญซึ่งต้องการเก็บไว้อย่างถาวร การปรับปรุงจะใช้ข้อมูลจากแฟ้มรายการ  ในงานหนึ่ง ๆอาจมีแฟ้มข้อมูลหลักมากกว่า  1  แฟ้มก็ได้  ตัวอย่างแฟ้มข้อมูลหลัก เช่น แฟ้มข้อมูลลูกค้า แฟ้มข้อมูลรายการสินค้า เป็นต้น-         แฟ้มรายการ  (Transaction  file)  หรือแฟ้มข้อมูลชั่วคราว คือ  แฟ้มข้อมูลที่รวบรวมการเปลี่ยนแปลงบางอย่างของแฟ้มข้อมูลหลักเก็บเป็นรายการย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปทำการปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลัก  เช่น  แฟ้มข้อมูลการชำระหนี้ของลูกค้า  รายการขายสินค้าประจำวัน  รายการเงินฝาก – ถอน  การสำรองเที่ยวบิน  เป็นต้นในการปรับปรุงแก้ไขแฟ้มข้อมูลหลัก โดยทั่วไปจะใช้แฟ้มข้อมูล 2 แฟ้ม โดยแฟ้มแรกใช้เก็บข้อมูลหลักที่กำลังทำการปรับปรุงแก้ไข แฟ้มที่สองจะเก็บข้อมูลเฉพาะรายการเปลี่ยนแปลง-	แฟ้มข้อมูลสำรอง (Backup  file)  หมายถึง  แฟ้มข้อมูลที่ได้จากการทำสำเนาแฟ้มข้อมูลสำคัญเอาไว้ใช้ในกรณีที่แฟ้มข้อมูลสำคัญมีปัญหาอาจใช้แฟ้มข้อมูลสำรองแทน3.  1.ข้อมูลถูกเก็บและเก็บแยกจากกัน เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว (Temporary file) ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน     2. ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้ ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่         - ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)         - ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)         - ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)      3. มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์ (Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้             1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล            2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร            3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ            4. ลบไฟล์หลักทิ้ง            5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก    4. รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้    5. โปรแกรมที่ใช้งานคงที่ไม่ยืดหยุ่น ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์  ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่  ทำให้เสียค่าใช้จ่าย4.  คือระบบที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งประกอบไปด้วยแฟ้มข้อมูล (File) ระเบียน (Record) และ เขตข้อมูล (Field) และถูกจัดการด้วยระบบเดียวกัน โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเข้าไปดึงข้อมูลที่ต้องการได้ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเปรียบฐานข้อมูลเสมือนเป็น electronic filing system ตัวอย่าง.ฐานข้อมูล1. แฟ้มข้อมูลพนักงานของแผนกบุคคล 2. แฟ้มข้อมูลเงินเดือนของแผนกจ่ายเงินเดือนและแฟ้มข้อมูลสวัสดิการของแผนกจ่ายเงินเดือน5.	ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งกันของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้6.   ระบบจัดการฐานข้อมูล หมายถึง กลุ่มโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ชนิดหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารฐานข้อมูลโดยตรง ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้เกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างฐานข้อมูล พูดง่าย ๆ ก็คือ DBMS นี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ และโปรแกรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล ตัวอย่างของ DBMS ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่  Microsoft Access, FoxPro, SQL Server, Oracle, Informix, DB2 เป็นต้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613182</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:37:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613182</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธัชนนท์ พรหมประเสริฐ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613225</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1. แนวคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูล</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ในงานฐานข้อมูลจำเป็นต้องเข้าใจหลักการฐานข้อมูลให้ถูกต้อง ตรรกะ คือ สิ่งที่โปรแกรมหรือผู้ใช้เห็น กายภาพเป็นสิ่งที่ระบบปฏิบัติการเห็น ฐานข้อมูล คือ ที่เก็บรวบรวมข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล สคีมา คือ โครงสร้างฐานข้อมูล อินสแตนซ์ คือ เนื้อข้อมูล แบบจำลองข้อมูล คือ โครงสร้างข้อมูลระดับตรรกะที่นำเสนอข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลให้ผู้ใช้เห็น เอนทิตี คือ สิ่งที่เราสนใจเก็บข้อมูลเกี่ยวข้องด้วย&nbsp; แอตทริบิวต์ คือ คุณลักษณะของเอนทิตี</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบฐานข้อมูลมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ฐานข้อมูล ระบบจัดการฐานข้อมูล และ บุคลากร โดยบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการการบริหารฐานข้อมูล คือ ผู้บริหารฐานข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; คุณลักษณะของระบบฐานข้อมูล คือ มีความซ้ำซ้อนของข้อมูลน้อยสุด มีความถูกต้องของข้อมูลสูงสุด มีความปลอดภัยของข้อมูลสูงสุด มีความเป็นอิสระของข้อมูล และมีการควบคุมจากศูนย์กลาง</div><div><strong>2. แนวคิดเกี่ยวกับระบบจัดการฐานข้อมูล</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูลหรือดีบีเอ็มเอส คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่เกี่ยวกับการนิยามข้อมูล การจัดการข้อมูล การดูแลความปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูล การฟื้นสภาพข้อมูลและควบคุมภาวะพร้อมกัน การจัดทำพจนานุกรมข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูลมีประโยชน์ต่อฐานข้อมูลดังนี้ คือ ความเป็นอิสระของข้อมูล ความปลอดภัยของข้อมูล การกำหนดสิทธิในการใช้ข้อมูล การฟื้นสภาพข้อมูลอัตโนมัติเมื่อระบบเกิดความเสียหาย การดูแลผู้ใช้หลายคนให้สามารถทำงานพร้อมกัน การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูลมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ส่วนการจัดการฐานข้อมูล ส่วนประมวลผลสอบถาม ส่วนแปลภาษานิยามข้อมูล และส่วนรหัสออบเจกต์ของโปรแกรมประยุกต์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ภาษาหลักที่ใช้ในระบบจัดการฐานข้อมูล คือ ภาษานิยามข้อมูลและภาษาจัดการข้อมูล ภาษานิยามข้อมูลใช้สำหรับกำหนดโครงสร้างฐานข้อมูล ภาษาจัดการข้อมูลใช้สำหรับสอบถามข้อมูลเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูล เกณฑ์หลักที่ใช้ในการจำแนกประเภทของระบบจัดการฐานข้อมูล คือ แบบจำลองข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; สถาปัตยกรรมไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์มี 2 ส่วนที่สำคัญ คือ เซอร์ฟเวอร์หรือแบ็กเอนด์หรือเครื่องให้บริการ และไคลเอ็นต์หรือฟรอนเอนด์หรือเครื่องใช้บริการ โดยเครื่องให้บริการฐานข้อมูลจะต้องมีระบบจัดการฐานข้อมูลอยู่ที่เครื่องเซอร์ฟเวอร์ การใช้งานฐานข้อมูลแบบไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์มี 3 ลักษณะ คือ ไคล์เอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบเอสคิวแอล ไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบเมสเซส และไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบ 3 ระดับ<br>&nbsp;- <strong>บิต</strong> (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div>&nbsp; &nbsp; <strong>ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้&nbsp; ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้</div><div>1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก&nbsp; &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด</strong> (fixed queries/proliferation of application programs) คือ ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย</div><div>ครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล</div><div><strong>&nbsp;</strong>ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล&nbsp; โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:38:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613225</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รัชพล เด่นนิติรัตน์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613237</link>
         <description><![CDATA[<div>านข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ในงานฐานข้อมูลจำเป็นต้องเข้าใจหลักการฐานข้อมูลให้ถูกต้อง ตรรกะ คือ สิ่งที่โปรแกรมหรือผู้ใช้เห็น กายภาพเป็นสิ่งที่ระบบปฏิบัติการเห็น ฐานข้อมูล คือ ที่เก็บรวบรวมข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล สคีมา คือ โครงสร้างฐานข้อมูล อินสแตนซ์ คือ เนื้อข้อมูล แบบจำลองข้อมูล คือ โครงสร้างข้อมูลระดับตรรกะที่นำเสนอข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลให้ผู้ใช้เห็น เอนทิตี คือ สิ่งที่เราสนใจเก็บข้อมูลเกี่ยวข้องด้วย&nbsp; แอตทริบิวต์ คือ คุณลักษณะของเอนทิตี</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบฐานข้อมูลมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ฐานข้อมูล ระบบจัดการฐานข้อมูล และ บุคลากร โดยบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการการบริหารฐานข้อมูล คือ ผู้บริหารฐานข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; คุณลักษณะของระบบฐานข้อมูล คือ มีความซ้ำซ้อนของข้อมูลน้อยสุด มีความถูกต้องของข้อมูลสูงสุด มีความปลอดภัยของข้อมูลสูงสุด มีความเป็นอิสระของข้อมูล และมีการควบคุมจากศูนย์กลาง</div><div><strong>2. แนวคิดเกี่ยวกับระบบจัดการฐานข้อมูล</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูลหรือดีบีเอ็มเอส คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่เกี่ยวกับการนิยามข้อมูล การจัดการข้อมูล การดูแลความปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูล การฟื้นสภาพข้อมูลและควบคุมภาวะพร้อมกัน การจัดทำพจนานุกรมข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูลมีประโยชน์ต่อฐานข้อมูลดังนี้ คือ ความเป็นอิสระของข้อมูล ความปลอดภัยของข้อมูล การกำหนดสิทธิในการใช้ข้อมูล การฟื้นสภาพข้อมูลอัตโนมัติเมื่อระบบเกิดความเสียหาย การดูแลผู้ใช้หลายคนให้สามารถทำงานพร้อมกัน การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูลมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ส่วนการจัดการฐานข้อมูล ส่วนประมวลผลสอบถาม ส่วนแปลภาษานิยามข้อมูล และส่วนรหัสออบเจกต์ของโปรแกรมประยุกต์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ภาษาหลักที่ใช้ในระบบจัดการฐานข้อมูล คือ ภาษานิยามข้อมูลและภาษาจัดการข้อมูล ภาษานิยามข้อมูลใช้สำหรับกำหนดโครงสร้างฐานข้อมูล ภาษาจัดการข้อมูลใช้สำหรับสอบถามข้อมูลเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูล เกณฑ์หลักที่ใช้ในการจำแนกประเภทของระบบจัดการฐานข้อมูล คือ แบบจำลองข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; สถาปัตยกรรมไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์มี 2 ส่วนที่สำคัญ คือ เซอร์ฟเวอร์หรือแบ็กเอนด์หรือเครื่องให้บริการ และไคลเอ็นต์หรือฟรอนเอนด์หรือเครื่องใช้บริการ โดยเครื่องให้บริการฐานข้อมูลจะต้องมีระบบจัดการฐานข้อมูลอยู่ที่เครื่องเซอร์ฟเวอร์ การใช้งานฐานข้อมูลแบบไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์มี 3 ลักษณะ คือ ไคล์เอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบเอสคิวแอล ไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบเมสเซส และไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบ 3 ระดับ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:38:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613237</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธนพล ขุดปิ่น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613253</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง</div><div>2.  - <strong>บิต</strong> (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</div><div>                - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>                - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>                - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>                - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div>3.<strong>ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก <br><strong>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน<br><strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร <br><strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>4.โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>5.1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>            7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล</div><div>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล  โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:38:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613253</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายรพีภัทร แสงพลโรจน์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613345</link>
         <description><![CDATA[<div>1.การจัดการข้อมูลในอดีตจะทำการจัดเก็บในลักษณะของแฟ้มข้อมูล โดยแต่ละแฟ้มข้อมูลจะประมวลผลเป็นอิสระจากกัน ซึ่งจะทำให้มีความยุ่งยากมากต่อการเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล และแก้ไขข้อมูล เพราะอาจจะทำให้เกิดการซ้ำซอนของข้อมูลขึ้นได้<br>แต่ปัจจุบันได้ใช้ระบบจัดการข้อมูลที่เรียกว่าระบบฐานข้อมูล DBMS ซึ่งง่ายต่อการค้นหาและเรียกใช้ข้อมูลโดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในที่เดียวกัน เรียกได้ว่าเป็นระบบที่แก้ไขปัญหาของระบบแฟ้มข้อมูลนั่นเอง แต่ต้องแลกกับต้นทุนที่สูง<br>2.โครงสร้างของแฟ้มข้อมูลจะประกอบไปด้วย<br>-บิต (bit) ประกอบไปด้วยเลขฐานสอง ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยหน่วยที่ใช้จะมีค่า 0 และ 1 เท่านั้น<br>-ไบต์ (byte) คือการนำเอาบิตหลายๆ บิตมาเรียงต่อกัน เช่น 1 ไบต์มี 8 บิต ก็คือการนำเอาเลข 0 กับ 1 มาเรียงต่อกัน 8 ตัวจนครบ 1 ไบต์ เพื่อให้ได้อักขระหนึ่งตัว<br>-ฟิลด์ (field) คือ การนำเอาอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไปมารวมกันเพื่อให้เกิดความหมาย เช่น ฟิลด์ std_name ใช้เก็บข้อมูลนักศึกษา เป็นต้น<br>-เรคคอร์ด (record) คือ กลุ่มของฟิลด์ที่สัมพันธ์กัน กล่าวคือ ใน 1 เรคคอร์ดประกอบด้วยฟิลด์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดพนักงาน<br>-ไฟล์ (file) คือ กลุ่มของเรคอร์ดที่สัมพันธ์กันเช่น แฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดในมหาวิทยาลัย ดังนั้นหนึ่งไฟล์จะต้องมีอย่างน้อยหนึ่งเรคคอร์ด เพื่อใช้การใช้งานข้อมูล เป็นต้น<br>-Database การรวมกันของหลาย files/tables<br>3.ข้อจำกัดของการเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล<br>-ข้อมูลมีการจัดเก็บแยกจากกัน จะมีการเก็บข้อมูลแยกกันหลายแฟ้ม ซึ่งแต่ละแฟ้มจะมีคีย์หลักที่เชื่อมข้อมูลเอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้ข้อมูลแยกจากกัน<br>-เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เนื่องจากการเก็บข้อมูลที่แยกจากกัน จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมข้อมูลไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกันได้ และยังทำให้เปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลอีกด้วย<br>-ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน ปัญหาดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล จะส่งผลให้ข้อมูลในหน่วยงานอื่น ๆ ที่จัดเก็บไม่ตรงกัน<br>-ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล คือ ข้อมูลเดียวกันจะถูกจัดเก็บไว้ในหลาย ๆ แห่ง มีค่าไม่ตรงกัน ซึ่งอาจเกิดจากการผิดพลาดของการป้อนข้อมูล มีรูปแบบไม่ตรงกัน<br>-รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด เนื่องจากระบบแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน ถูกเขียนขึ้นด้วยหลาย ๆ โปรแกรม ส่วนที่โปรแกรมเมอร์มาพัฒนาโปรแกรม จะมีส่วนกำหนดรายงานที่หน่วยงานจะใช้ เมื่อต้องการรายงานอื่น ๆ ในอนาคตก็จะต้องทำการจ้างโปรแกรมเมอร์อีกครั้ง<br>4.ฐานข้อมูล (Database) ประกอบด้วยรายระเอียดข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะถูกนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ให้เป็นศูนย์กลางอย่างมีระบบซึ่งสามารถเรียกใช้งานร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการ แลการเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพ<br>ตัวอย่างฐานข้อมูลที่รู้จัก ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล ระบบฐานข้อมูลของมหาวิยาลัย เป็นต้น<br>5.ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล,แก้ปัญหาความขัดแย้งของข้อมูล,การบริหารจัดการฐานข้อมูลทำได้ง่าย,กำหนดมาตรฐานของข้อมูลได้,สามารถใช้งานฐานข้อมูลร่วมกันได้,เกิดความเป็นอิสระระหว่างข้อมูลกับโปรแกรม,กำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) หมายถึง โปรแกรมที่ทำหน้าที่จัดการข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งการสร้าง, การเรียกใช้งาน, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และยังควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลอีกด้วย โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้งานโปรแกรมประยุกต์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:40:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613345</guid>
      </item>
      <item>
         <title>iรัชพล เด่นนิติรัตน์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613531</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>. แนวคิดเกี่ยวกับฐานข้อมูล</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ในงานฐานข้อมูลจำเป็นต้องเข้าใจหลักการฐานข้อมูลให้ถูกต้อง ตรรกะ คือ สิ่งที่โปรแกรมหรือผู้ใช้เห็น กายภาพเป็นสิ่งที่ระบบปฏิบัติการเห็น ฐานข้อมูล คือ ที่เก็บรวบรวมข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล สคีมา คือ โครงสร้างฐานข้อมูล อินสแตนซ์ คือ เนื้อข้อมูล แบบจำลองข้อมูล คือ โครงสร้างข้อมูลระดับตรรกะที่นำเสนอข้อมูลและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลให้ผู้ใช้เห็น เอนทิตี คือ สิ่งที่เราสนใจเก็บข้อมูลเกี่ยวข้องด้วย&nbsp; แอตทริบิวต์ คือ คุณลักษณะของเอนทิตี</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบฐานข้อมูลมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ฐานข้อมูล ระบบจัดการฐานข้อมูล และ บุคลากร โดยบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการการบริหารฐานข้อมูล คือ ผู้บริหารฐานข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; คุณลักษณะของระบบฐานข้อมูล คือ มีความซ้ำซ้อนของข้อมูลน้อยสุด มีความถูกต้องของข้อมูลสูงสุด มีความปลอดภัยของข้อมูลสูงสุด มีความเป็นอิสระของข้อมูล และมีการควบคุมจากศูนย์กลาง</div><div><strong>2. แนวคิดเกี่ยวกับระบบจัดการฐานข้อมูล</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูลหรือดีบีเอ็มเอส คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่เกี่ยวกับการนิยามข้อมูล การจัดการข้อมูล การดูแลความปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูล การฟื้นสภาพข้อมูลและควบคุมภาวะพร้อมกัน การจัดทำพจนานุกรมข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูลมีประโยชน์ต่อฐานข้อมูลดังนี้ คือ ความเป็นอิสระของข้อมูล ความปลอดภัยของข้อมูล การกำหนดสิทธิในการใช้ข้อมูล การฟื้นสภาพข้อมูลอัตโนมัติเมื่อระบบเกิดความเสียหาย การดูแลผู้ใช้หลายคนให้สามารถทำงานพร้อมกัน การใช้ข้อมูลร่วมกัน และการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ระบบจัดการฐานข้อมูลมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ส่วนการจัดการฐานข้อมูล ส่วนประมวลผลสอบถาม ส่วนแปลภาษานิยามข้อมูล และส่วนรหัสออบเจกต์ของโปรแกรมประยุกต์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; ภาษาหลักที่ใช้ในระบบจัดการฐานข้อมูล คือ ภาษานิยามข้อมูลและภาษาจัดการข้อมูล ภาษานิยามข้อมูลใช้สำหรับกำหนดโครงสร้างฐานข้อมูล ภาษาจัดการข้อมูลใช้สำหรับสอบถามข้อมูลเพิ่มข้อมูล ลบข้อมูล เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูล เกณฑ์หลักที่ใช้ในการจำแนกประเภทของระบบจัดการฐานข้อมูล คือ แบบจำลองข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; •&nbsp; สถาปัตยกรรมไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์มี 2 ส่วนที่สำคัญ คือ เซอร์ฟเวอร์หรือแบ็กเอนด์หรือเครื่องให้บริการ และไคลเอ็นต์หรือฟรอนเอนด์หรือเครื่องใช้บริการ โดยเครื่องให้บริการฐานข้อมูลจะต้องมีระบบจัดการฐานข้อมูลอยู่ที่เครื่องเซอร์ฟเวอร์ การใช้งานฐานข้อมูลแบบไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์มี 3 ลักษณะ คือ ไคล์เอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบเอสคิวแอล ไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบเมสเซส และไคลเอ็นต์เซอร์ฟเวอร์แบบ 3 ระดับ</div><div><br>&nbsp;- <strong>บิต</strong> (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไบต์</strong> (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ฟิลด์</strong> (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>เรคคอร์ด</strong> (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>ไฟล์</strong> (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย</div><div><br>&nbsp; &nbsp;<strong>ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน</strong> (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากกัน ทำให้ไม่สามารถควบคุมความซ้ำซ้อนข้อมูลได้&nbsp; ทำให้สูญเสียพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มากขึ้น และก่อให้เกิดความผิดพลาดในการดำเนินการกับข้อมูล 3 ลักษณะ ได้แก่</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดพลาดจากการเพิ่มข้อมูล(Insertion anomalies)</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดพลาดจากการปรับปรุงข้อมูล(Modification anomalies)</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดพลาดจากการลบข้อมูล(Deletion anomalies)</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน</strong> (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน</strong> (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร มีขั้นตอนการทำงานดังนี้</div><div>1. เปิดไฟล์หลักพนักงานเพื่ออ่านข้อมูล</div><div>2. เปิดไฟล์ชั่วคราวที่มีโครงสร้างคล้ายไฟล์หลัก แต่ปรับโครงสร้างของชื่อพนักงาน จาก&nbsp; &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร</div><div>3. อ่านข้อมูลจากไฟล์หลัก และย้ายไปเก็บไว้ในไฟล์ชั่วคราว จนกระทั่งครบทุกรายการ</div><div>4. ลบไฟล์หลักทิ้ง</div><div>5. เปลี่ยนชื่อไฟล์ชั่วครามให้ชื่อเดียวกับไฟล์หลัก</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน</strong> (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้</div><div>-&nbsp; &nbsp;<strong>รายงานต่าง ๆ ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด</strong> (fixed queries/proliferation of application programs) คือ ระบบแฟ้มข้อมูล มีความขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์&nbsp; ข้อมูลหรือรายงานต่าง ๆ จะถูกกำหนดรูปแบบตายตัวในโปรแกรมแล้ว ดังนั้นหากต้องการรายงานใหม่ จะต้องให้โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่&nbsp; ทำให้เสียค่าใช้จ่าย<br>โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต</div><div><br><strong>&nbsp; </strong>ฐานข้อมูลในชีวิตประจำวัน ก็มีอยู่รอบ ๆ ตัวก็คืออาจจะเป็นฐานข้อมูลบัตร ATM ซึ่งมีข้อมูลของลูกค้า อาจจะเป็นประวัติของลูกค้า ข้อมูลการฝาก-ถอนเงินในบัญชี หรือการซื้อของผ่านบัตร ATM ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่มีการแบ่งการเก็บข้อมูล ตามความสำคัญของข้อมูล &nbsp;<br>. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้</div><div>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</div><div>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้</div><div>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล</div><div>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้</div><div>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล<br>ะบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล&nbsp; โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:43:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613531</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายอิทธิพัทธ์ บุญช่วยสุข</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613802</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง<br>2.  - บิต (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1<br>                - ไบต์ (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต<br>                - ฟิลด์ (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น<br>                - เรคคอร์ด (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น<br>                - ไฟล์ (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย<br>3.ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก <br>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน<br>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร <br>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>4.โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>5.1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้<br>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้<br>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้<br>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล<br>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้<br>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้<br>            7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล  โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล</div><div><br></div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:48:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178613802</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายวุฒิพงศ์ ขอนขะแจะ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178614058</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันมาจัดเก็บในที่เดียวกัน ซึ่งแต่เดิมถูกจัดเก็บอยู่ในแต่ละแฟ้มข้อมูลเป็นระบบแฟ้มข้อมูล ฐานข้อมูลมีความจำเป็นในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบแฟ้มข้อมูล ได้แก่ ความซ้ำซ้อนของข้อมูล ความขัดแย้งของข้อมูลความยากในการแก้ไขและบำรุงรักษา การผูกติดกับข้อมูล การกระจายของข้อมูล และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลลดลง<br>2.  - บิต (Bit) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สถานะคือ 0 และ 1<br>                - ไบต์ (Byte) เป็นการนำจำนวนบิตมารวมกันเป็นไบต์ ได้แก่ ตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์พิเศษ 1 ตัว เช่น 0, 1, a เป็นต้น โดยที่ 1 ไบต์มีค่าเท่ากับ 8 บิต<br>                - ฟิลด์ (Field) เป็นการนำไบต์หลาย ๆ ตัวมารวมกันเป็นฟิลด์เพื่อให้เกิดความหมาย เช่นSalary เป็นฟิลด์ที่เก็บเงินเดือนพนักงานเป็นต้น<br>                - เรคคอร์ด (Record) เป็นกลุ่มของฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กัน ในหนึ่งเรคคอร์ดจะประกอบด้วยฟิลด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันรวมกันเป็นชุด เช่น เรคคอร์ดของประวัตินักศึกษา ประกอบด้วยฟิลด์รหัสนักศึกษา ชื่อ-สกุล วันเกิด ที่อยู่ จังหวัด เบอร์โทรศัพท์ ชื่อที่อยู่ผู้ปกครองเป็นต้น<br>                - ไฟล์ (File) หรือ แฟ้มข้อมูล (Data File) เป็นกลุ่มของเรคคอร์ดที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ในแฟ้มประวัตินักศึกษาจะประกอบด้วยเรคคอร์ดของนักศึกษาทั้งหมดที่อยู่ในวิทยาลัย<br>3.ข้อมูลมีความซ้ำซ้อน (duplication of data/data redundancy) คือ สืบเนื่องจากข้อมูลถูกเก็บแยก <br>ข้อมูลมีการเก็บแยกจากกัน (separation and isolation of data) คือ เมื่อข้อมูลต่าง ๆ ถูกเก็บกันไว้คนละไฟล์ หากต้องการนำข้อมูลต่าง ๆ มาสร้างเป็นรายงาน โปรแกรมเมอร์ต้องสร้างไฟล์ชั่วคราว(Temporary file)ขึ้นมา เพื่อดึงข้อมูลต่าง ๆ จากไฟล์ต่าง ๆ มารวมกันก่อน แล้วค่อยสร้างเป็นรายงาน<br>ข้อมูลมีความขึ้นต่อกัน (data dependence) คือ เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพและการจัดเก็บข้อมูลถูกสร้างโดยการเขียนโปรแกรมประยุกต์(Application program) ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูล เช่น ชื่อของพนักงาน จากเดิม 20 ตัวอักษร เป็น 30 ตัวอักษร <br>มีรูปแบบที่ไม่ตรงกัน (incompatible file formats) คือ โครงสร้างข้อมูลจะขึ้นอยู่กับภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ ถ้าแต่ละฝ่ายใช้ภาษาในการเขียนต่าง ๆ กัน ก็อาจทำให้โครงสร้างข้อมูลของแฟ้มไม่ตรงกัน ทำให้ไม่สามารถนำไฟล์ข้อมูลมาใช้ร่วมกันได้<br>4.โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ เช่น การใช้บริการห้องสมุด และ การใช้งานอินเทอร์เน็ต<br>5.1. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลได้<br>2. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้<br>3. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้<br>4. สามารถรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล<br>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันของข้อมูลได้<br>6. สามารถกำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้<br>            7. เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล<br>6.ระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) คือ โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการบริหารและจัดการฐานข้อมูลในการสร้าง การเรียกใช้ การปรับปรุงฐานข้อมูล เป็นเสมือนตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับระบบฐานข้อมูล  โปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น Microsoft Access, Oracle, My SQL หรือ SQL Sever และหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล แปลงคำสั่งที่ใช้จัดการกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล ให้อยู่ในรูปแบบที่ฐานข้อมูลเข้าใจ นำคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับการแปลแล้ว ไปสั่งให้ฐานข้อมูลทำงาน เช่น การเรียกใช้ (Retrieve) จัดเก็บ (Update) ลบ (Delete)เพิ่มข้อมูล (Add) เป็นต้น ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลภายในฐานข้อมูล โดยจะคอยตรวจสอบว่าคำสั่งใดที่สามารถทำงานได้ และคำสั่งใดที่ไม่สามารถทำงานได้ รักษาความสัมพันธ์ของข้อมูลภายในฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ เก็บรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในฐานข้อมูลไว้ในพจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้มักจะถูกเรียกว่า เมทาดาตา (MetaData) ซึ่งหมายถึง "ข้อมูลของข้อมูล" ควบคุมให้ฐานข้อมูลทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รายชื่อระบบจัดการฐานข้อมูล</div><div><br></div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-07-13 04:54:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/apinyaaa5/database6_2/wish/178614058</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
