<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>การค้นพบสารพันธุกรรม by เขมทัต พูลขาว</title>
      <link>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002</link>
      <description>นายเขมทัต พูลขาว เลขที่ 2 ชั้นม.4/1</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-11-01 11:42:01 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-09-25 06:53:23 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f9d0.png</url>
      </image>
      <item>
         <title></title>
         <author>1791017</author>
         <link>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858515122</link>
         <description><![CDATA[<ul><li><strong>ค.ศ. 1869: โยฮันน์ ฟรีดริช มีเชอร์ (Johann Friedrich Miescher) ค้นพบกรดนิวคลีอิก (Nucleic acid)</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</li></ul><blockquote>        ในปี ค.ศ. 1869 โยฮันน์ ฟรีดริช มีเชอร์ นักเคมีชาวสวิสได้ศึกษาองค์ประกอบของนิวเคลียสของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตายแล้วบนผ้าพันแผล มีเชอร์ทดลองนำเซลล์เม็ดเลือดขาวมาย่อยโปรตีนออก แต่พบว่ามีสารชนิดหนึ่งภายในนิวเคลียสที่ไม่สามารถย่อยได้ จึงนำสารนี้มาวิเคราะห์องค์ประกอบต่อ มีเชอร์พบว่าสารนี้ประกอบด้วยธาตุ C H O และ P และสารนี้ก็ไม่ใช่ทั้งลิพิด โปรตีน หรือคาร์โบไฮเดรต จึงเรียกสารนี้ว่านิวคลีอิน (Nuclein) เนื่องจากเป็นสารที่อยู่ในนิวเคลียส แต่ต่อมาพบว่าสารนี้มีสมบัติเป็นกรดจึงเรียกว่ากรดนิวคลีอิก (Nucleic acid)&nbsp;</blockquote><div><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1433221196/f1bd7e48ac2d4425509350b5e76372d8/557000002107501.jfif" />
         <pubDate>2021-11-01 11:51:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858515122</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>1791017</author>
         <link>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858516502</link>
         <description><![CDATA[<ul><li><strong>ค.ศ. 1928: เฟร็ดเดอริก กริฟฟิทช์ (Frederick Griffith) ค้นพบว่าข้อมูลพันธุกรรมใน DNA สามารถ่ายทอดได้ จากการศึกษาแบคทีเรีย </strong><strong><em>Streptococcus pneumonia</em></strong><strong> ที่ทำให้เกิดโรคปอดบวม</strong></li></ul><blockquote>ในปี ค.ศ. 1928 เฟร็ดเดอริก กริฟฟิทช์ แพทย์ชาวอังกฤษค้นพบว่า <strong>“</strong>มีสารบางอย่างทำให้แบคทีเรีย <em>Streptococcus pneumonia </em>เกิดการแปลสภาพ จากสายพันธุ์&nbsp; R (ไม่ก่อโรค) เป็นสายพันธุ์&nbsp; S (ก่อโรค) <strong>” </strong>โดยกริฟฟิทช์ทำการทดลองทั้งหมด 4 ชุด ดังนี้</blockquote><div><br></div><blockquote><strong>การทดลองชุดที่ 1</strong> ทดลองฉีดแบคทีเรียสายพันธุ์ R เข้าไปในหนูทดลอง ปรากฏว่าหนูไม่ตาย<br><br><strong>การทดลองชุดที่ 2 </strong>ทดลองฉีดแบคทีเรียสายพันธุ์ S เข้าไปในหนูทดลอง ปรากฏว่าหนูตาย<br><br><strong>การทดลองชุดที่ 3</strong> ฆ่าแบคทีเรียสายพันธุ์ S ให้ตายด้วยความร้อน จากนั้นจึงฉีดเข้าไปในหนูทดลอง ปรากฏว่าหนูไม่ตาย<br><br><strong>การทดลองชุดที่ 4</strong> นำแบคทีเรียสายพันธุ์ S ที่ตายแล้วมาผสมกับแบคทีเรียสายพันธุ์ R ที่ยังมีชีวิต แล้วฉีดเข้าไปในหนูทดลอง ปรากฏว่าหนูตาย และเมื่อนำเลือดของหนูไปตรวจก็พบว่ามีทั้งแบคทีเรียสายพันธุ์ R และ S&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการทดลอง นี้ทำให้กริฟฟิทช์สรุปได้ว่า “มีสารบางอย่างจากแบคทีเรียสายพันธุ์&nbsp; S เข้าไปทำให้แบคทีเรียสายพันธุ์ R แปลสภาพเป็นแบคทีเรียสายพันธุ์&nbsp; S ” เราเรียกกระบวนการนี้ว่า Transformation แต่กริฟฟิทช์ก็ยังไม่รู้ว่าสารที่ว่านี้คืออะไร</blockquote><div><br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1433221196/1839c3768050aab9f0448a9ce261b835/Annotation_2021_11_01_115710.png" />
         <pubDate>2021-11-01 11:51:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858516502</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>1791017</author>
         <link>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858519514</link>
         <description><![CDATA[<ul><li><strong>ค.ศ. 1944: ออสวาลด์ เอเวอรี่ (Oswald Avery) คอลลิน แมคลาวด์ (Colin MacLeod) และแมคลินน์ แมคคาร์ที (Maclyn McCarty) ค้นพบกระบวนการ Transformation และได้ข้อสรุปว่า DNA เป็นสารพันธุกรรม&nbsp;</strong></li></ul><blockquote>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี ค.ศ. 1944 เอเวอรี่และคณะจึงทำการทดลองต่อจากเฟร็ดเดอริก กริฟฟิทช์ โดยนำแบคทีเรียสายพันธุ์ S มาฆ่าให้ตายด้วยความร้อน สกัดออกมาเป็น 4 หลอด แล้วเติมเอนไซม์ที่แตกต่างกัน <br><br><strong>หลอดที่ 1</strong> ไม่เติมเอนไซม์อะไรเลย (เป็นชุดควบคุมการทดลอง) &gt; แบคทีเรียสายพันธุ์ S ในหลอดที่ 4 มี RNA, DNA และโปรตีน<br><br><strong>หลอดที่ 2</strong> เติมเอนไซม์ Protease เพื่อย่อยโปรตีน &gt; แบคทีเรีย S ในหลอดที่ 2 ไม่มีโปรตีน<br><br><strong>หลอดที่ 3</strong> เติมเอนไซม์ Ribonuclease เพื่อย่อย RNA &gt; แบคทีเรียสายพันธุ์ S ในหลอดที่ 1 ไม่มี RNA<br><br><strong>หลอดที่ 4 </strong>เติมเอนไซม์ Deoxyribonuclease เพื่อย่อย DNA &gt; แบคทีเรียสายพันธุ์ S ในหลอดที่ 3 ไม่มี DNA<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากนั้นจึงเติมแบคทีเรียสายพันธุ์ R ลงไปในหลอดทดลองทั้ง 4 เมื่อทิ้งไว้ระยะหนึ่งจึงพบว่า<br><br><strong>หลอดที่ 1 </strong>พบแบคทีเรียสายพันธุ์ S<br><br><strong>หลอดที่ 2</strong> พบแบคทีเรียสายพันธุ์ S<br><br><strong>หลอดที่ 3</strong> พบแบคทีเรียสายพันธุ์ S<br><br><strong>หลอดที่ 4</strong> ไม่พบแบคทีเรียสายพันธุ์ S<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สังเกตว่า เมื่อเติมแบคทีเรียสายพันธุ์ R ลงไปในหลอดทดลองที่ 4 ซึ่งเป็นแบคทีเรียสายพันธุ์&nbsp; S ที่ไม่มี&nbsp; DNA ก็ไม่พบแบคทีเรียสายพันธุ์&nbsp; S เพิ่ม ต่างจากหลอดอื่น ๆ ที่ยังมี DNA อยู่ จึงพบแบคทีเรียสายพันธุ์ S จากผลการทดลองนี้ เอเวอรี่และคณะจึงสรุปได้ว่า “ DNA เป็นสารพันธุกรรม” ที่ทำให้แบคทีเรียสายพันธุ์ R เกิดกระบวนการ Transformation กลายเป็นแบคทีเรียสายพันธุ์ S</blockquote><div><br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1433221196/7d04617f1ef8ebc0374c7caaa8cd9830/Annotation_2021_11_01_120306.png" />
         <pubDate>2021-11-01 11:53:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858519514</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>1791017</author>
         <link>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858522897</link>
         <description><![CDATA[<ul><li><strong>ค.ศ. 1950: เออร์วิน ชาร์กาฟฟ์ (Erwin Chargaff) พบเบสใน DNA มี 4 ชนิดและสัดส่วนของปริมาณเบสใน DNA&nbsp;</strong></li></ul><blockquote>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี ค.ศ. 1950 เออร์วิน ชาร์กาฟฟ์ได้ศึกษาเบสใน DNA พบว่าใน DNA มีเบสทั้งหมด 4 ชนิด แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ<br><br><ol><li><strong>เบสไพริมิดีน</strong> (Pyrimidine) ประกอบด้วยไซโทซีน (Cytosine - C) และไทมีน (Thymine - T)</li><li><strong>เบสพิวรีน</strong> (Purine) ประกอบด้วยอะดีนีน (Adenine - A) และกัวนีน (Guanine - G)</li></ol><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ชาร์กาฟฟ์ยังศึกษาปริมาณของเบสทั้ง 4 ชนิดนี้ด้วย และพบว่าปริมาณของ A เท่ากับ T และ C เท่ากับ G เสมอ สรุปเป็นกฎของชาร์กาฟ (Chargaff’s rule) ได้ว่า<br><br><ol><li>อัตราส่วนระหว่างเบส A:T และ G:C จะใกล้เคียงกับ 1 เสมอ</li><li>ปริมาณของเบส A ใกล้เคียงกับ T และปริมาณของเบส C จะใกล้เคียงกับ G ผลรวมเบส 4 ชนิดจะเท่ากับ 100%</li><li>เบส A จับคู่กับเบส T และเบส G จับคู่กับเบส C</li><li>&nbsp;สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีปริมาณของเบสทั้ง 4 ชนิดแตกต่างกัน&nbsp;</li></ol></blockquote><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1433221196/11310e5f9523c94718be9149393d4948/chapter6_13.gif" />
         <pubDate>2021-11-01 11:55:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858522897</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>1791017</author>
         <link>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858533977</link>
         <description><![CDATA[<ul><li><strong>ค.ศ. 1952: มอริซ วิลคินส์ (Maurice Wilkins) และโรสลินด์ แฟรงคลิน (Rosalind Franklin) ศึกษาโครงสร้างของ DNA จากภาพถ่ายโดยใช้เทคนิค X-ray Crystallography&nbsp;</strong></li></ul><blockquote>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี ค.ศ. 1952 มอริซ วิลคินส์ และโรสลินด์ แฟรงคลินต่างทำการทดลองเพื่อหาโครงสร้างของ DNA ด้วยเทคนิค X - ray Crysstallography ซึ่งเป็นการฉายรังสีเอกซ์ผ่านผลึก DNA เมื่อรังสีเอกซ์หักเหจะทำให้เกิดภาพบนแผ่นฟิล์ม<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการทดลองนี้ทำให้เรารู้ว่าโครงสร้างของ DNA จากสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มีลักษณะคล้ายกัน โดย DNA ประกอบด้วยโพลีนิวคลีโอไทด์มากกว่า 1 สาย มีลักษณะเป็นเกลียวหลาย ๆ รอบ แต่ละรอบจะมีระยะห่างเท่า ๆ กัน&nbsp;</blockquote><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1433221196/bf6d5e1664ec6aa73b38c41581618fec/Annotation_2021_11_01_121042.png" />
         <pubDate>2021-11-01 12:02:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858533977</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>1791017</author>
         <link>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858535618</link>
         <description><![CDATA[<ul><li><strong>ค.ศ. 1952: เจมส์ วัตสัน (James Watson) และฟรานซิส คริก (Francis Crick) เสนอแบบจำลองของ DNA&nbsp;</strong></li></ul><blockquote>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากผลการทดลองของเออร์วิน ชาร์กาฟฟ์ ภาพถ่าย DNA ของมอริซ วิลคินส์ (Maurice Wilkins) และโรสลินด์ แฟรงคลิน ในปี ค.ศ. 1952 เจมส์ วัตสันและฟรานซิส คริกก็ได้เสนอแบบจำลองของ DNA ว่า<br><br><ol><li>DNA มีโครงสร้างเป็นบันไดเวียนคู่ (Double helix) ตามเข็มนาฬิกา มีหมู่ฟอสเฟตกับน้ำตาล (Sugar - phosphate backbone) เป็นราวบันได มีเบสของแต่ละสายพอลินิวคลีโอไทด์เป็นขั้นบันได</li><li>DNA ประกอบด้วยพอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายเรียงสลับทิศกัน (Antiparallel) คือ ปลาย 3’ จะจับกับปลาย 5’ ของพอลินิวคลีโอไทด์อีกสาย</li><li>เบสในแต่ละสายของ DNA จะเป็นเบสคู่สมกัน (Complementary base pair) เบส A คู่กับเบส T และเบส C คู่กับเบส G เบสคู่สมจะยึดกันด้วยพันธะไฮโดรเจน (Hydrogen bond)&nbsp;</li></ol><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แบบจำลอง DNA ของวัตสันและคริกเป็นแบบจำลอง DNA ที่ถูกใช้มาจนถึงทุกวันนี้ และจากการค้นพบนี้ก็ทำให้ทั้งสองได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาและการแพทย์ในปี ค.ศ. 1962&nbsp;</blockquote><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1433221196/13cb448514e9be1eecf5100b7d964fa5/Annotation_2021_11_01_121909.png" />
         <pubDate>2021-11-01 12:03:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1858535618</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายเขมทัต พูลขาว เลขที่ 2  ชั้นม.4/1🤔🤨🧐</title>
         <author>1791017</author>
         <link>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1860283134</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-02 01:44:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/1791017/khemmathat401002/wish/1860283134</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
