<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>พัฒนาการ ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย by tree</title>
      <link>https://padlet.com/treewirasin/53y634dhcg2k</link>
      <description>พัฒนาการ ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-01-16 08:01:29 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2018-01-16 08:20:13 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>16/01/61</title>
         <author>treewirasin</author>
         <link>https://padlet.com/treewirasin/53y634dhcg2k/wish/221602329</link>
         <description><![CDATA[<div>พัฒนาการ ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>1.สมัยระบอบกึ่งประชาธิปไตย ( พ.ศ. 2475 - 2500)</strong><br>พัฒนาการทางการเมืองไทยมีลักษณะของระบอบกึ่งประชาธิปไตย อธิบายได้ตามเหตุการณ์ต่อไปนี้<br>- เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475<br>รัฐบาลภายใต้คณะราษฎร<br>ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะบุคคลที่เรียกว่า “คณะราษฎร” นำโดยพระยาพหลพลพยุหเสนาได้<br>ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมี<br>รัฐธรรมนูญฉบับแรกในประวัติศาสตร์การเมืองแบบประชาธิปไตยของไทย เรียกว่า “พระราชบัญญัติ<br>ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475” เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2475 มีอายุการใช้งานเพียงห้า<br>เดือนเศษ ซึ่งปรากฏแนวคิดประชาธิปไตย ดังปรากฏในมาตรา 1 ของธรรมนูญฉบับนี้ว่า “อำนาจสูงสุดของ<br>ประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” โดยใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ<br>กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร (คณะรัฐมนตรี) และศาล ซึ่งเป็นหลักใกล้เคียงกับแนวคิด<br>ประชาธิปไตยตามหลักสากล คือ การแบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบริหาร ตุลากร และนิติบัญญัติ<br>ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทย<br>ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับถาวรได้ถูกนำมาใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และใช้งานไปถึง พฤษภาคม<br>2489 ยังคงมีหลักการประชาธิปไตย แต่มีความแตกต่างในเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งระบุว่าราษฎรได้มอบ<br>อำนาจอธิปไตยให้แก่พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงรับเอาและทรงแบ่งให้คณะบุคคลอื่น ๆ คือ สภาผู้แทนราษฎร<br>คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งเท่ากับกษัตริย์อยู่เหนือสถาบันทั้งสาม<br>ปรากฏว่าหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 นายปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอ<br>“เค้าโครงเศรษฐกิจ” ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรกับกลุ่มอำนาจเดิม เนื่องจากกลุ่มอำนาจเดิม<br>มองว่าเค้าโครงเศรษฐกิจดังกล่าวมีลักษณะแนวคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ฝ่ายอำนาจเดิมได้<br>แต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ ความขัดแย้งนี้ยุติลงหลังจากพระบาทสมเด็กพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวสละพระราช<br>สมบัติ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2477 แต่เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงมีพระชนมายุ<br>เพียง 9 พรรษาและยังทรงประทับอยู่ต่างประเทศ ส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว ต้องทรงกระทำผ่านคณะ<br>ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;-รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ช่วงที่หนึ่ง)<br>นอกจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มราษฎรกับกลุ่มอำนาจเดิมเกี่ยวกับเค้าโครงเศรษฐกิจแล้ว ยังมีความ<br>ขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรด้วยกันเอง อันส่งผลให้ฝ่ายคณะราษฎรฝ่ายทหารมีบทบาทางการเมืองในเวลา<br>ต่อมา และได้ปูพื้นฐานให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2481 และอยู่ในตำแหน่ง<br>ยาวนานกว่าสองทศวรรษ แม้จะมีการสะดุดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจนสิ้นสุดสงคราม<br>การบริหารงานภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ใช้อำนาจจากตำแหน่งบริหารในรัฐบาลและกองทัพ<br>กำจัดผู้ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายบทเฉพาะกาล (สิงหาคม 2483) เพื่อให้<br>สมาชิกประเภทที่สอง เป็นฐานเสียงสนับสนุนรัฐบาล และความเป็นอำนาจนิยมรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเข้าร่วม<br>สงครามโลกครั้งที่สองร่วมกับฝ่ายอักษะ แต่อำนาจได้ลดลงเมื่อฝ่ายอักษะแพ้สงคราม พร้อม ๆ กับการมี<br>บทบาทของขบวนการเสรีไทยซึ่งสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตร ส่งผลให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องลาออก<br>จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังการพ่ายแพ้ในการลงมติพระราชกำหนดระเบียบบริหารราชการนครเพ็ชร<br>บูรณ์และพระราชกำหนดจัดสร้างพุทธบุรีมณฑล ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487<br>ภายหลังการหมดอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ส่งผลให้นายปรีดี พนมยงค์ แกนนำขบวนการ<br>เสรีไทยขึ้นมามีอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ขบวนการเสรีไทยก็ยังมีความคิดแตกต่างเกี่ยวกับแนวคิด<br>ประชาธิปไตย ซึ่งต่างพยายามสร้างขึ้นหลังสงคราม ในที่สุดจึงร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.<br>เสนีย์ ปราโมช เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ทั้งนี้เพื่อให้การปกครองเป็น<br>“ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ในที่สุดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 ได้ผ่านมติของรัฐสภา สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ<br>ฉบับนี้ คือ การยกเลิกบทเฉพาะกาล การแยกข้าราชการประจำออกจากการเมือง เพื่อป้องกันมิให้ระบอบการ<br>ปกครองแบบอำนาจนิยมเกิดขึ้นอีก การกำหนดให้สภานิติบัญญัติประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการ<br>เลือกตั้งโดยตรง และพฤฒสภา (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวุฒิสภา) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม การยกเลิก<br>บทบัญญัติมาตรา 11 ที่กำหนดให้พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิดหรือโดยแต่งตั้ง อยู่<br>ในฐานะเหนือการเมือง คือ ไม่มีสิทธิดำเนินกิจกรรมทางการเมือง<br>อย่างไรก็ตาม เกิดปัญหาระหว่างนายปรีดี กับนายควง อภัยวงศ์ และ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ใน<br>ประเด็นเรื่องอำนาจของพฤฒสภา ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนส่วนหนึ่งนำโดยนายควง และ ม.ร.ว. เสนีย์ ซึ่ง<br>มีสภาชิกซึ่งประกอบด้วยขุนนางในระบอบเก่าและผู้ที่มีแนวคิดในทางอนุรักษ์นิยมต้องการจะจำกัดบทบาท<br>รัฐบาลชุดนายควง อภัยวงศ์ ได้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร แต่ก่อนจะร่าง<br>เสร็จ นายควงจำต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามการบีบบังคับของคณะรัฐประหาร พร้อมกับได้<br>แต่งตั้งจอมพล ป. พิบูลสงครามขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแทน รัฐธรรนูญฉบับนี้ได้ประกาศใช้เมื่อ<br>มีนาคม พ.ศ. 2492 โดยรักษาหลักการให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับ<br>รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2490 แต่ขณะเดียวกันยังยึดการแยกข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง ให้<br>สิทธิการจัดตั้งพรรคการเมือง และห้ามข้าราชการประจำลงสมัครรับเลือกตั้ง<br>ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ. 2492 นี้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ได้อภิปรายถึงความสัมพันธ์<br>ระหว่างระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยกับพระมหากษัตริย์ ว่าจะยังคงมีการปกครองแบบกษัตริย์ไว้<br>หรือไม่ และเรื่องนี้ได้สืบเนื่องมาจนถึงการระบุข้อความว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย<br>มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ผลของการอภิปรายดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานทางความคิดของหลักการ<br>ที่ว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และมีอิทธิพลต่อ<br>มโนทัศน์ว่าด้วยการปกครองไทยในปัจจุบัน<br>ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492 นี้ทำให้รัฐสภามีอำนาจในการควบคุมฝ่ายบริหาร ทำให้จอมพล ป. พิบูล<br>สงครามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ต้องปรับคณะรัฐมนตรีหลาย<br>ครั้งเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มและพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร และเพื่อรักษาภาพพจน์ความเป็นรัฐบาล<br>ประชาธิปไตยต่อสายตานานาประเทศ แต่กติกาความเป็นประชาธิปไตยในสมัยจอมพล ป. เป็นเรื่องยุ่งยาก<br>ดังนั้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2494 จึงได้เกิดรัฐประหารผ่านวิทยุกระจายเสียง เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.<br>2492 และต่อมาจึงได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2495 ซึ่ง<br>ทำให้ “ประชาธิปไตย” กลับไปตั้งต้นใหม่ที่ พ.ศ. 2475 อีกครั้งหนึ่ง<br>สรุป บรรยากาศทางการเมืองภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญได้รับรอง<br>ให้ราษฎรมีสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง แต่ต้องอยู่ “ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย” และสื่อมวลชนถูกจำกัด<br>รัชกาลที่ 7 กับแนวคิดการเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครอง<br>ร.7 มีพระราชดำริในการพระราชทานรัฐธรรมนูญ โดยช่วง พ.ศ. 2474 ดังพระราชดำรัสของ<br>พระองค์ที่ว่า “ ... เรามีความประสงค์ที่จะทดลองและปลูกฝังการศึกษาในวิธีการปรึกษาโต้เถียงให้สำเร็จเป็น<br>มติ... ถ้าหากถึงเวลาอันควรที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการปกครองประเทศต่อไปก็จะทำได้โดยสะดวก” พระองค์<br>ทรงมอบหมายให้มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นและคาดว่าจะพระราชทานในวันที่ 6 เม.ย. พ.ศ. 2475 แต่ผู้ร่าง<br>รัฐธรรมนูญได้คัดค้านการพระราชทาน และยังได้รับการคัดค้านจากอภิรัฐมนตรี จึงทำให้การพระราชทาน<br>รัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้น<br>การปฎิวัติ พ.ศ. 2475 กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว<br>ณ ยามเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรอันประกอบด้วยฝ่ายทหารและพลเรือน ได้<br>กระทำการยึดอำนาจโดยอาศัยวิธีวางกลลวงว่าเกิดการจลาจลขึ้นในกรุงเทพฯ และใช้บารมีของนายทหารชั้น<br>ผู้ใหญ่ในการระดมทหารไปรวมพลที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งทหารที่มารวมพลอยู่ต่างก็มิได้รู้ว่ากำลัง<br>มีส่วนร่วมในการปฏิวัติยึดอำนาจแต่อย่างใด<br>หลังจากทหารมารวมพลหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมได้เรียบร้อย พอเวลา 6 นาฬิกาตรง พันเอกพระ<br>ยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้อ่านประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎร มีใจความสำคัญบางส่วนว่า<br>...คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้นจึ่งได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่ง<br>กษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้...<br>ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน<br>ประจวบคีรีขันธ์ ทางคณะราษฎรจึงได้ส่งนาวาตรีหลวงศุภชลาศัย เดินทางไปเจ้าเฝ้า ฯ พร้อมกับหนังสือกราบ<br>บังคมทูลที่มีเนื้อความค่อข้างรุนแรง มีข้อความบางส่วนดังนี้<br>... (คณะราษฎร - ผู้เขียน) มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้<br>เป็นประกัน ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็ต้องทำร้ายเจ้านายที่คุมไว้เป็นการตอบแทน...<br>(คณะราษฎร – ผู้เขียน) ขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่<br>ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี<br>หรือไม่ตอบภายใน 1 ชั่วนาฬิกา นับแต่ได้รับหนังสือก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครอง<br>ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบข่าวก็ทรงได้ประชุมกับพระบรมวงศานุวงศ์<br>และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เท่าที่มีอยู่หัวหินในขณะนั้น และทรงตัดสินพระราชหฤทัยโดยเห็นแก่ประเทศและ<br>ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และได้ทรงเสร็จกลับกรุงเทพ ฯ ในวันที่ 26 มิถุนายน และวันเดียวกันก็<br>โปรดเกล้า ฯ ให้คณะราษฎรเข้าเฝ้า และทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดนิรโทษกรรมให้แก่บรรดา<br>สมาชิกคณะราษฎร และคณะราษฎรได้ถวายร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามด้วย แต่<br>พระองค์ทรงขอตรวจร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวก่อน ซึ่งพระองค์ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยในวันรุ่งขึ้น<br>คือ วันที่ 27 มิถุนายน 2475 โดยทรงพระอักษรกำกับต่อท้ายชื่อพระราชบัญญัตินั้นว่า “ชั่วคราว” แม้<br>คณะราษฎรจะประสบความสำเร็จในการก่อการปฏิวัติ แต่ในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งระหว่างคณะราษฎรกับ<br>กลุ่มนิยมเจ้า และนำไปสู่การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในที่สุด<br>ภายหลังการประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจของคณะราษฎร จึงมีธรรมนูญปกครองแผ่นดิน<br>สยามชั่วคราว 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ภายหลังการลงพระปรมาภิไธย ส่งผลให้เกิดสภาผู้แทนราษฎร และ<br>ประชุมกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ซึ่งในที่ประชุมได้เลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธาน<br>คณะราษฎร อันเป็นตำแหน่งเทียบเท่านายกรัฐมนตรี ต่อมาระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คณะราษฎร<br>จึงได้จัดระเบียบกองทัพใหม่ โดยปลดนายทหารชั้นผู้ใหญ่ถึง 41 นาย อันก่อให้เกิดการโกรธเคืองเป็นอย่าง<br>มาก ในที่สุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงได้ประกาศรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นซึ่งพระบาทสมเด็จ<br>พระปกเกล้าเจ้าอยู่ได้ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อประคับประคองพระราชอำนาจ<br>(ให้นักศึกษาดูภาพพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ของ ร.7)<br>อย่างไรก็ตาม ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร เกิดความขัดแย้งทางความคิดทางการเมือง<br>เกิดขึ้น ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยม นำโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรมซึ่งได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ ซึ่งไม่<br>นิยมการเปลี่ยนแปลงการปกครองอย่างรวดเร็วของคณะราษฎร กลุ่มนี้ได้เข้าเป็นเป็นคณะรัฐมนตรีครึ่งหนึ่ง<br>หรือจำนวน 10 คน ปัญหาความขัดแย้งมีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงศ์)<br>ได้เสนอ “เค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ” ส่งผลให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาคัดค้านในที่ประชุม และในที่สุด<br>พระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้นำพระราชบันทึกพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว<br>ที่คัดค้าและวิจารณ์ว่า เค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติดังกล่าว เหมือนกับของรัสเซีย<br>สถานการณ์เริ่มกดดันอีกครั้งในเรื่องเกี่ยวกับการสั่งห้ามข้าราชการเป็นสมาชิกสมาคมการเมือง และ<br>ต่อมาก็มีมติว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและให้ถอนคำสั่งดังกล่าว สถานการณ์เริ่มกดดัน พระยามโนปกรณ์จึง<br>ตัดสินใจตราพระรากฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภาใน 1 เมษายน 2476 และตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ถือเป็นการ<br>ทำรัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกา และเป็นการทำรัฐประหารครั้งแรก<br>ภายหลังการทำรัฐประหารได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้หลวงประดิษฐ์<br>มนูธรรมถูกฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ต้องเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนทางคณะราษฎรกลับ<br>ท่ามกลางความแย้งทางการเมืองหลังจากการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม<br>ส่งผลให้สี่ทหารเสือยื่นหนังสือลาออกจากราชการ บรรยากาศทางการเมืองจึงกลับไปสู่สภาวะกดดันอีกครั้ง<br>ทำให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดาโยกย้ายนายทหาร แต่ในที่สุดก็พลาดพลั้งจากการไว้ใจพลโทหลวงพิบูล<br>สงคราม ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายคณะราษฎร ส่งผลให้วันที่ 20 มิถุนายน 2476<br>พันโทหลวงพิบูลสงครามทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และแต่งตั้งพระยาพหลพล<br>พยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นจุดสิ้นสุดของรัฐบาลที่มาด้วยรัฐประหารและไปด้วยการรัฐประหาร<br>การสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว<br>ภายหลังการทำรัฐประหารของพลโทหลวงพิบูลสงครามแล้ว สร้างความมั่นคงทางการเมืองให้กับ<br>คณะราษฎรอีกครั้ง และเกิดความกดดันต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องจากพระองค์เลือกข้าง<br>สนับสนุนพระยามโนปกรณ์นิติธาดา<br>ต่อมาในวันที่ 11- 25 ตุลาคม 2476 พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดช และคณะบุคคลทั้งฝ่ายทหาร<br>และฝ่ายพลเรือน เรียกตัวเองว่า “คณะกู้บ้านเมือง” ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันจากการไม่พอใจที่ถูกปลดออกจาก<br>ราชการโดยคณะราษฎรกับพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ที่ต้องการกอบกู้เกียรติของความเป็นเจ้าคืนมา ก็<br>ได้พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และฝ่ายรัฐบาลจึงขนานนามเหตุการณ์นั้นว่า “กบฏ<br>บวรเดช” ช่วงที่มีการปะทะกันนั้นพระบาทสมเด็จสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่หัวหินและทรง<br>ตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จโดยเรือเร็วขนาดเล็กจากหัวหินไปยังสงขลา ภายหลังการปราบกบฏแล้ว<br>พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชบันทึกถึงรัฐบาลเกี่ยวกับความข้องพระราชหฤทัยเกี่ยวกับสิทธิ<br>เสรีภาพของประชาชน และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งต้องได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลครบทุกข้อ มิฉะนั้นพระองค์จะ<br>ไม่เสด็จกลับประเทศและต้องการให้รัฐบาลถวายคำตอบภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2477 ด้วย มิฉะนั้น<br>พระองค์จะสละพระราชสมบัติ ในที่สุดรัฐบาลได้ถวายคำตอบผ่านทางเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ที่อยู่กรุง<br>ลอนดอนว่า ทางรัฐบาลขอปฏิเสธข้อเรียกร้องของพระองค์โดยเด็ดขาด จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า<br>เจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477<br>ในหลวงอานันท์ และการสวรรคต<br>ภายหลังจากการสละราชสมบัติของ ร.7 ทางรัฐบาลก็ได้พิจารณาอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท<br>มหิดลเป็นกษัตริย์ตามลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ เนื่องจากพระองค์ยังทรงพระเยาว์ และประทับอยู่ประเทศ<br>สวิตเซอร์แลนด์ จึงมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการทำหน้าที่แทน ช่วงที่กษัตริย์ไม่ได้ประทับอยู่ในประเทศ กลุ่ม<br>การเมืองต่าง ๆ ได้พยายามช่วงชิงอำนาจระหว่างกัน จนในที่สุดจอมพล ป. พิบูลสงคราม เริ่มยึดอำนาจไว้ที่<br>ตนเองสำเร็จในปลายปี 2481 นำไปสู่การสถาปนารัฐนิยมที่ยึดมั่นในลัทธิชาตินิยมและลัทธิบูชาผู้นำ คือ จอม<br>การอัญเชิญมาประทับประเทศไทย เพื่อต้องการความเป็นเอกภาพภายในประเทศ และเชิญพระองค์<br>เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งพระองค์ทรงตอบรับการอัญเชิญครั้งที่ 2 นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระ<br>เจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลกับนายปรีดี พนมยงค์ เป็นไปอย่างดีมาก ถึงขนาดยกย่องนายปรีดี พนมยงค์เป็น<br>รัฐบุรุษอาวุโส แต่กลุ่มอนุรักษ์นิยมนำโดยนายควง อภัยวงศ์ มองนายปรีดีอย่างไม่ไว้วางใจ จึงใช้กลลวงให้<br>นายปรีดี เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อให้พบกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ อันเป็นหนทางทำลายความนิยมและบารมีของ<br>นายปรีดี พนมยงค์ แต่นายปรีดี มิได้สงสัยในกลลวงนี้และรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีวันที่ 24 มีนาคม 2489<br>ซึ่งในที่สุด นายปรีดีพบจุดจบทางการเมืองเมื่อสำนักพระราชวังมีแถลงการณ์ทางวิทยุกระจายเสียงแห่ง<br>ประเทศไทยในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตโดยพระ<br>แสงปืนจากอุปัทวเหตุ การสอบสวนกรณีสวรรคตของพระองค์ดำเนินไปท่ามกลางการถกเถียงมากมาย<br>การขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ได้อธิบายแนวคิด “ประชาธิปไตย” ที่แพร่หลายอยู่ในสังคมไทยสมัยนั้นว่า<br>แบ่งได้เป็น 2 แนวคิด คือ<br>1.แนวคิดประชาธิปไตยสำนักประเพณี เช่น หม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ .,พระองค์เจ้าธานีนิ<br>วัติ,หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช , หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช มีจุดเริ่มต้นในกลุ่มนักคิดสาย<br>ราชวงศ์และขุนนางรุ่นแรกที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากตะวันตก แนวคิดหลักของสำนักนี้<br>อธิบายว่า ระบอบประชาธิปไตยมีมาช้านานแล้ว โดยเฉพาะเมื่อระบอบกษัตริย์ได้รับแนวคิดพุทธ<br>ศาสนาเรื่อง “เอนกนิกรสโมสรสมมติ” มาใช้ในการปกครอง แนวคิดดังกล่าวคือการอธิบายว่า<br>พระมหากษัตริย์ทรงขึ้นครองราชย์โดยความเห็นชอบของชุมชนการเมือง พระองค์ทรงอยู่เหนือ<br>ราษฎรเพียงพระองค์เดียว ส่วนราษฎรทุกคนที่เหลือมีความเท่าเทียมกันหมดไม่มีการแบ่งชนชั้น<br>วรรณะ และแนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อระบบราชการและทหาร<br>2.แนวคิดประชาธิปไตย แบบสำนักคิดตะวันตก เริ่มอยู่ในกลุ่มนักเรียนนอกพวกที่ไม่สามารถ<br>ปรับตัวเข้ากับระบบราชการภายหลังการปฏิรูปการปกครองได้<br>ทั้งสองสำนักคิดนี้ได้พัฒนาขึ้นต้นพุทธศตวรรษที่ 25<br>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์ตั้งแต่วันที่ 9<br>มิถุนายน 2489 และเสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 19 สิงหาคม 2489 เพื่อทรงศึกษาต่อ และทรง<br>เสด็จนิวัติสู่พระนครเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2493 และทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว ส่งผลให้ผู้สำเร็จราชการแทน<br>รัฐประหารและความวุ่นวายทางการเมืองของไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2<br>หลังการยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทหารกับกลุ่มรัฐบาลพลเรือน ของนาย<br>ปรีดี พนมยงค์ ขณะที่ในรัฐสภาก็เกิดความวุ่นวายเช่นกันโดยเกิดการแข่งขันระหว่งพรรรคสหชีพของนาย<br>ปรีดี กับพรรคประชาธิปัตย์ของนายควง อภัยวงศ์ มีความรุนแรงมาตั้งแต่ก่อนการเสด็จขึ้นครองราชย์ของ<br>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ แล้ว<br>การสวรรคตของ ร. 8 ส่งผลให้รัฐบาลนายปรีดี ถูกโจมตีอย่างมากว่าไม่สามารถพิทักษ์ราชบัลลังก์ไว้<br>ได้ แม้มีคำสั่งดำเนินการสืบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว นายปรีดีก็ยังถูกสังคมมองว่ามีส่วนรู้เห็นในการลอบปลง<br>พระชมน์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นผลให้นายปรีดีขอลาออกจากตำแห่งนายกรัฐมนตรี<br>ในวันที่ 23 สิงหาคม 2489 ผู้ที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาคือ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในระยะแรกถูก<br>กดดันจากพรรคประชาธิปัตย์จนต้องลาออก แต่เมื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ก็สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้<br>อีกครั้ง ในระยะนี้มีข่าวการทำรัฐประหาร แต่ไม่สามารถสกัดกั้นได้ ส่งผลให้ พลโทผิน ชุณหะวัณ เข้ายึด<br>อำนาจในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 อย่างไรก็ตาม คณะรัฐประหารก็ให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี<br>รัฐบาลนายควง ได้จัดการเลือกตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2491 และผลการเลือกตั้งทำให้นายควง เป็น<br>นายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่หลังจากนั้นคณะรัฐประหารได้ส่งคนไปจี้ ให้นายควงลาออกจากตำแหน่งเพื่อ<br>เปลี่ยนรัฐบาล ผลปรากฏว่านายควงยินยอมปฏิบัติตาม และทำให้จอมพล ป. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง<br>ในเดือนเมษายน 2491<br>สถานะของพระมหากษัตริย์กับบทบาทจอมพล ป. พิบูลสงคราม<br>การกลับคืนสู่อำนาจของจอมพล ป. นำไปสู่รูปแบบการปกครองที่เน้นความสำคัญของตัวผู้นำ ช่วง<br>2481 – 2487 สิ่งที่จอมพล ป. พยายามทำมาตลอดคือ การเคลื่อนย้ายบทบาทและอำนาจ จากราชสำนักและ<br>พระมหากษัตริย์ สู่ตนเองในฐานะผู้นำ ปลูกฝังอุดมการณ์ให้แก่ประชาชนว่าจอมพล ป. เป็น “บิดา” ของ<br>ประชาชนด้วยการเปรียบเทียบจอมพล ป. กับพ่อขุนรามคำแหง ท้ายที่สุด จอมพล ป. ยังได้อาศัยภาพพจน์ของ<br>การเป็นผู้นำอุปถัมภ์พุทธศาสนาโดยพฤตินัย มาเสริมสร้างสถานะตนอีกด้วย<br>อย่างไรก็ตามสถานการณ์ภายหลังรัฐประหาร 2490 แม้จะเต็มไปด้วยความรุนแรง แต่พระบาทสมเด็จ<br>พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสนพระทัยสถานการณ์บ้านเมือง และสมัยนี้ได้จัดตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นครั้งแรก<br>และนายควงสามารถวางเงื่อนไขในกระบวนการร่างรัฐธรรมได้สำเร็จก่อน เป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2492<br>รัฐธรรมนูญนี้มีหลักการสำคัญ คือ การเพิ่มอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการมีส่วนร่วมบริหารบ้านเมืองมาก<br>การทำรัฐประหารของจอมพล ป. ส่งผลให้บทบาททางการเมืองของจอมพล ป. มีความมั่นคงยิ่งขึ้น<br>บัญญัติในรัฐธรรมนูญให้มีสภาเดียว โดยแบ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ 1<br>ที่มาจากเลือกตั้งและ ประเภทที่ 2 ที่มาจากการแต่งตั้ง สมาชิกประเภทที่สองจึงกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญใน<br>การค้ำจุนอำนาจของจอมพล ป. ไว้<br>ในระยะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงได้ฟื้นฟูสถาบันพระมหากษัตริย์โดยได้พระราชดำเนิน<br>ประพาสต่างจังหวัดและมีโครงการตามพระราชดำริ แต่ก็ทรงมิได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากจอม<br>พล ป. ทำให้สถานะของพระองค์มีความมั่นคงมากขึ้น แต่ก็ส่งผลให้สัมพันธภาพระหว่างพระบาทสมเด็จพระ<br>เจ้าอยู่หัวกับจอมพล ป. ไม่ราบรื่น ทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้นในช่วง 2499 - 2500 จนนำไปสู่จุดจบของ<br>จอมพล ป. เอง<br>การที่จอมพล ป. พยายามไม่สนับสนุนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ส่งผลให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะ<br>รัชต์ เริ่มถอยห่างจากจอมพล ป. ด้วยการไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาลและขัดแย้งกับพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์<br>อย่างรุนแรง ขณะที่เลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ก็ถูกประชาชนโจมตีว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก<br>การไฮด์ปาร์คต่อต้านจอมพล ป. เกิดขึ้นมากมาย แต่ตัวจอมพล ป. ยังพยายามรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลและ<br>เดินหน้าจัดงาน 25 พุทธศตวรรษต่อไป แต่ปรากฏว่าวันปิดงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้มาเป็นองค์<br>ประธานทำให้ประชาชนมองว่างานดังกล่าวเป็นงานพื้น ๆ ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของจอมพล ป. ส่งผลให้<br>จอมพล ป. สิ้นสุดอำนาจลงในที่สุด ด้วยการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษด์ นะรัช์ ในวันที่ 16 กันยายน<br>2500 ทำให้จอมพล ป. ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และเป็นการเริ่มต้นประวัติศาสตร์บทใหม่ของการ<br>เมืองไทย และจะนำไปสู่พัฒนาการก้าวที่สำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์<br><br><strong>2.สมัยระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ( พ.ศ. 2501 - 2516)</strong><br>ภายหลังการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ วันที่ 16 กันยายน 2500 ได้มอบหมายให้<br>นายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500 ขึ้นเป็นผลให้นาย<br>พนจน์ สารสินลาออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้จอมพลสฤษดิ์ ต้องหาบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรี คือ พลโท<br>ถนอม กิตติขจร รัฐบาลชุดนี้ต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์และได้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ก็<br>ไม่เป็นผลสำเร็จ ประกอบกับปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ที่ผล<br>การตัดสินของศาลโลกให้เขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ทำให้รัฐมนตรีหลายคนตัดสินใจลาออก<br>สาเหตุของการทำรัฐประหารครั้งนี้ของจอมพลสฤษดิ์ คือ<br>1.การคุกคามของกลุ่มคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ ด้วยการจะ”กำจัดราชบัลลังก์ ทำลายพุทธศาสนา<br>และโค่นสถาบันต่าง ๆ ทุกรูปแบบซึ่งชาติไทยเรายึดมั่น”<br>2.พรรคการเมืองหลายพรรคได้ใช้อภิสิทธิ์และเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยที่บัญญัติไว้ใน<br>รัฐธรรมนูญในทางที่มิชอบ อันเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชน<br>กลายเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน<br>3.ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่อาจกลายเป็นปัญหาสำคัญจาก<br>ภายนอกประเทศ<br>ดังนั้นเพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้า จึงจำเป็นต้อง “สร้างเสถียรภาพให้แก่ชาติ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลัก<br>ประชาธิปไตยอันมั่นคง ระบบเศรษฐกิจและสังคมอันเหมาะสมสำหรับการอยู่รอดของชาติและของประชาชน<br>คนไทย”&nbsp; การทำรัฐประหารครั้งที่ 2 นี้แตกต่างจากการทำรัฐประหารครั้งที่ 1 กล่าวคือการทำรัฐประหารครั้งที่ 2<br>เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารประเทศที่เกิดความยุ่งยากที่ทำให้รัฐบาลพลเอกถนอมต้องเผชิญกับ<br>ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองจนเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศในขณะนั้น ส่วนรัฐประหารครั้งที่ 1<br>เป็นรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนตัวรัฐบาลซึ่งไม่เป็นที่นิยมของประชาชนอันเนื่องมาจากการฉ้อราษฎร์บังหลวง<br>จึงหันมาสู่การสร้างระบบการปกครองแบบใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อใช้ในการปกครองประเทศเป็นการเฉพาะ<br>นั่น คือ “การสร้างประชาธิปไตยแบบไทย”<br>จอมพลสฤษดิ์ เห็นว่าปัญหาการบริหารประเทศมีสาเหตุมาจากการที่คณะราษฎรนำระบอบ<br>ประชาธิปไตยตะวันตกมาใช้ซึ่งเห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง<br>และเห็นว่าการจัดระเบียบการปกครองของไทยต้องอาศัยหลัก 3 ประการ คือ การเมืองการปกครองต้องอาศัย<br>หลักการของไทยเราเอง จะต้องละทิ้งอุดมการณ์ของต่างประเทศ และจะต้องฟื้นฟูอุดมการณ์แบบไทยให้เป็น<br>อุดมการณ์หลักของชาติ&nbsp; ประชาธิปไตยแบบไทยที่เหมาะสม คือ รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ และมี<br>อำนาจสูงสุด ไม่ใช่รัฐบาลของพรรคการเมือง ดังนั้น พรรคการเมืองและการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนจึง<br>ไม่ใช่เป็นสิ่งจำเป็นต่อระบบการเมืองไทย<br>ระเบียบการเมืองการปกครองแบบใหม่ แบ่งเป็น 3 ชั้น คือ รัฐ/รัฐบาล,ข้าราชการ และประชาชน<br>กล่าวคือรัฐบาลมีอำนาจสูงสุด แล้วมีระบบราชการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและปฏิบัติตามคำบัญชาของ<br>ผู้ปกครองโดยตรง ยอมรับการชี้แนวทางจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากตัวผู้นำเป็นสำคัญ ส่วนประชาชนก็อยู่ใน<br>ฐานะกำกับดูแลจากรัฐบาลหรือได้รับความยินยอมจากรัฐบาลเท่านั้น และยังเสนอให้ประยุกต์การปกครองให้<br>จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมา บริหารประเทศตามแบบจอม<br>พลสฤษดิ์ ทั้งการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบไทย และนโยบายต่างประเทศที่ผูกความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ<br>อเมริกา และผลจากการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 สร้างความเจริญก้าวหน้าตามมา<br>แต่ก็สร้างปัญหาตามมาด้วย รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังต้องเผชิญกับความ<br>กดดันจากประชาชน<br>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลถนอม กิตติขจร<br>ภายหลังจากเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 จอมพลถนอมได้กลับเข้ามาดำรงแหน่ง<br>นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง แต่ต่อมาเริ่มได้รับการปฏิเสธจากสภาผู้แทนราษฎร และต่อต้านรุนแรงขึ้นใน พ.ศ.<br>2513 ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์นโยบายรัฐบาล การยับยั้งพระราชบัญญัติงบประมาณ ดังนั้น จอมพลถนอม จึง<br>ไม่พอใจกับแรงต่อต้าน จนกลายเป็นความขัดแย้ง จอมพลถนอมจึงทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง เมื่อ พ.ศ.<br>2514<br>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สภาพการณ์ของเหตุการณ์</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เริ่มต้นด้วยการแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญของกลุ่มนักศึกษาและ<br>อาจารย์กลุ่มหนึ่ง แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมวันที่ 6 ตุลาคม จำนวนทั้งสิ้น 11 คน โดยตั้งข้อหาว่า<br>“ชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง” ขัดขืนคำสั่งปฏิวัติ ฉบับที่ 4 และ”ขบถภายในราชอาณาจักร” ตาม<br>กฎหมายมาตรา 116 หลังจากนั้นศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการจัด<br>กุมของรัฐบาลเผด็จการ “ถนอม – ประภาส” ต่อมาในวันที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้เข้าจับกุม<br>นักศึกษาเพิ่มอีกคนหนึ่ง คือ นายก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และต่อมาเจ้าหน้าที่<br>สันติบาลได้ออกหมายจับนายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส. นครพนม เนื่องจากเห็นว่ามีส่วนในการชักใยอยู่<br>เบื้องหลังการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ<br>การประท้วงการกระทำดังกล่าว เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการปิดโปสเตอร์และการ<br>อภิปรายโจมตีการกระทำของรัฐบาล การประท้วงเริ่มขยายวงกว้างและเกิดขึ้นในเกือบทุกมหาวิทยาลัย ใน<br>เวลาต่อมาจึงได้มีการนัดรวมตัวชุมนุมใหญ่กันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้ประท้วงจำนวนมากต่างทยอย<br>กันมาเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณเพื่อกดดันให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้ง 13 คน แต่ได้รับการ<br>ปฏิเสธจากทางฝ่ายรัฐบาล ส่งผลให้กลุ่มผู้ประท้วงต้องตัดสินใจที่จะเดินขบวนประท้วง และต่อสู้ด้วยวิธี<br>“อหิงสา” จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ โดยมุ่งไปชุมนุมประท้วงกันที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย<br>กลุ่มนักศึกษาพยายามเรียกร้องโดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ 2475 โดยโยงการต่อสู้ของตนกับการ<br>ต่อสู้ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้สามารถปลุกระดมได้เป็นอย่างมาก และกลุ่มนักศึกษา<br>ชื่อว่า “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ได้หยิบยกข้อความจากพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า<br>เจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งสละราชสมบัติมาตำหนิพฤติกรรมการปกครองแบบเผด็จการของจอมพลถนอมอีกด้วย<br>ข้อความดังกล่าวถูกนำมาตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นปกหน้าหนังสือของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม<br>โดยมีข้อความว่า “ ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่<br>ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้กีผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด<br>และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”<br>ในเวลาต่อมาข้อความดังกล่าวยังถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ทางใบปลิวของกลุ่มนักศึกษา และถูก<br>นำไปใช้กล่าวอ้างอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงการชุมนุมประท้วง จนข้อความดังกล่าวกลายเป็นส่วนสำคัญใน<br>การเชื่อมโยงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความใกล้ชิดกับระบอบประชาธิปไตย และช่วยเสริมสร้างภาพพจน์<br>ของกษัตริย์ประชาธิปไตยในสังคมไทย นายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่ง<br>ประเทศไทย ตัวแทนนักศึกษาส่งตัวแทนขอเข้าเฝ้า ฯ เพื่อให้พระองค์ทรงช่วยเหลือจัดการกับปัญหานี้ ข้อ<br>เรียกร้องได้รับการยินยอมปฏิบัติตามจากฝ่ายรัฐบาล โดยยอมปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน โดยไม่มีเงื่อนไข<br>และจะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้ภายในเดือน ตุลาคม 2517 แต่เนื่องจากปัญหาการขาดการติดต่อ<br>กับกลุ่มที่เข้าเฝ้า ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ กลุ่มประท้วงที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงไม่ทราบ<br>ถึงการยินยอมของรัฐบาล และได้เดินขบวนมายังพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน<br>ในเวลา 04.30 น. ของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 พ.ต.อ. วิสิษฐ์ เดชกุญชร ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาท<br>ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ มาอ่าน เพื่อเตือนสติกลุ่มนิสิตนักศึกษาและข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการ<br>ชุมนุมประท้วง เมื่ออ่านพระบรมราโชวาทแล้ว เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมต้อง<br>เผชิญหน้ากับตำรวจในขณะที่กำลังจะสลายตัว และเกิดการต่อสู้กันขึ้น จนนำไปสู่การกวาดล้างผู้ชุมนุมครั้ง<br>ใหญ่จากตำรวจและทหาร ภายใต้การบังคับบัญชาของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส เหตุการณ์ครั้งนี้ทำ<br>ให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก<br>ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงเข้ามาเป็นผู้ระงับเหตุการณ์โดยที่ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผู้<br>บัญชาการทหารบก ก็มีความเห็นคล้อยตามด้วย พระองค์ทรงขอให้จอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่ง<br><br><strong>3.สมัยระบอบประชาธิปไตยแบบแบ่งปันอำนาจ (2516- 2544)</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การสลายลงของการผูกขาดอำนาจนับตั้งแต่ 14 ตุลาคม นำพาให้ระบอบประชาธิปไตยในไทย<br>เดินทางไปสู่ยุคสมัยใหม่ ที่เปิดกว่างให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น<br>สภาพทางการเมืองหลังการสลายลงของการผูกขาดอำนาจ<br>เมื่ออำนาจว่างลงกลุ่มต่าง ๆ ทางการเมืองพยายามพยายามเข้ามามีอำนาจ รัฐบาลนายสัญญา ธรรม<br>ศักดิ์ เป็นรัฐบาลที่อิสระจากอิทธิพลจากกลุ่มข้าราชการ มีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้นเนื่องจากมี<br>รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 กลุ่มนักธุรกิจเรื่องผันตัวเองเข้าสู่การเมืองผ่านพรรคการเมือง ส่วนกลุ่มนักศึกษาและ<br>กรรมกรมีบทบาทมากที่สุด สองกลุ่มนี้เริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้รับอิทธิพลและถูกแทรกซึม<br>จากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอีกด้วย<br>กลุ่มนักศึกษาได้รับการตอบสนองอย่างดีจากรัฐบาลนายสัญญา และมีส่วนร่วมในการเผยแพร่<br>ประชาธิปไตย ขณะเดียวกันกลุ่มข้าราชการและนักธุรกิจไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเท่าใดนัก แต่ดำรง<br>อยู่เพียงระยะชั่วคราวเท่านั้น<br>การร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ได้นำสมัชชาแห่งชาติ อันเนื่องเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ<br>พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเรียกว่า “ สภาสนามม้า” เนื่องจากจัดการประชุมสมัชชาที่ราชตฤณมัยสมาคม หรือสนามม้า<br>นางเลิ้ง สภานี้มาจากกลุ่มทางการเมืองที่หลากหลาย เช่น ข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ กรรมกร เกษตรกร<br>ตลอดจนนักศึกษา ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย มีบัญญัติ<br>เรื่องสิทธิเสรีภาพไว้ในหมวดที่ 3 จึงเป็นที่พอใจของประชาชนโดยเฉพาะนักศึกษา<br>กลุ่มนักธุรกิจเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มนักศึกษาและกรรมกรก็มีบทบาทเคลื่อนไหว<br>นอกรัฐสภา มีการประท้วง 731 ครั้ง ช่วงปี 2517 - 2519 สิทธิเสรีภาพที่มีอย่างเต็มที่ในรัฐธรรมนูญเป็นการ<br>เปิดทางให้กลุ่มสังคมนิยม หรือซ้ายจัด สามารถออกมาเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย<br>สถานการณ์เริ่มไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มอนุรักษ์นิยม และกลุ่มขวาจัด นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มนวพ<br>ลและกลุ่มกระทิงแดง เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มซ้ายจัดอย่างรุนแรง กลุ่มขวาจัดได้รับการสนับสนุนจาก<br>กลุ่มข้าราชการที่กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและไม่พอใจบทบาทตนเอง ซึ่งถูกกีดกันออกจากการเมือง<br>ด้วยมาตรา 118 มิให้ข้าราชการเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง<br>ในที่สุดสถานการณ์เริ่มมาถึงขีดสุด เมื่อเกิดความวุ่นวายในรัฐสภาและนอกรัฐสภา กลุ่มซ้ายจัดได้เริ่ม<br>เคลื่อนไหวทางการเมืองในทิศทางที่ล่อแหลมและยั่วยุกลุ่มขวาจัดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลุ่มขวาจัดเริ่มใช้ความ<br>รุนแรงในการจัดการกับกลุ่มซ้ายจัดอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519<br>เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519<br>เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์ประท้วง และนำไปสู่การทำรัฐประหาร โดยคณะปฏิรูป<br>การปกครองแผ่นดินภายใต้การนำของพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ และคณะนายทหาร ทหารสามารถเข้ายึด<br>อำนาจได้ มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาดคล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับ<br>พ.ศ. 2502 ของจอมพลสฤษดิ์ และแต่งตั้งให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี<br>ส่วนคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินก็ได้กลายสภาพตนเองไปเป็นสภาที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี คณะปฏิรูป<br>การปกครองแผ่นดินยังจัดตั้งสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินมาทำหน้าที่นิติบัญญัติ โดยมีสมาชิกทั้งหมด 340<br>คน ประกอบด้วยข้าราชการทหาร และข้าราชการพลเรือน<br>สภาพการณ์ก่อนเหตุการณ์<br>ใน พ.ศ. 2518 – 2519 เป็นช่วงเวลาที่มีความผันผวนในภูมิภาคอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงของ<br>ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและกัมพูชา สร้างความวิตกต่อภัย “คอมมิวนิสต์” และกลัวว่าไทยกำลังเป็น<br>เป้าหมายต่อไปตามทฤษฎีโดมิโน พร้อมกับปัญหาทางการเมืองภายในที่มีความแตกแยกทางความคิดระหว่าง<br>แนวคิดอนุรักษ์นิยมและสังคมนิยม รวมทั้งความขัดแย้งในชนบท<br>กลุ่มอนุรักษ์นิยมได้เตรียมปลูกฝังความคิดอุดมการณ์ให้กับมวลชนจัดตั้ง ได้แก่ ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่ม<br>กระทิงแดง กลุ่มนวพล ชมรมแม่บ้าน ให้มีความหวาดวิตกภัยคอมมิวนิสต์และพร้อมเผชิญหน้ากับแนวคิด<br>สังคมนิยม ตลอดจนความขัดแย้งในกลุ่มชนชั้นนำทางอำนาจและกลุ่มทหารเองที่พยายามสร้างเงื่อนไขในการ<br>ยึดอำนาจ เช่น การสนับสนุนให้จอมพลถนอม และจอมพลประภาส เดินทางกลับมาไทย เป็นชนวนให้<br>นักศึกษาและประชาชนต่อต้าน และเป็นโอกาสให้เกิดการทำรัฐประหาร ผู้นำทหารโดยพลเรือเอกสงัด ชลอ<br>อยู่ ได้กราบบังคมทูลขอคำปรึกษาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึง<br>สถานการณ์บ้านเมืองว่าเป็นที่น่าวิตก ถ้าปล่อยไว้อาจเป็นเหมือนเขมรและลาวจึงเห็นควรปฏิวัติ และหลัง<br>ปฏิวัติแล้วจึงอยากให้พลเรือนมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพลเรือเอกสงัด ได้กราบทูลรายชื่อบุคคลที่น่าจะเป็น<br>นายกรัฐมนตรีจำนวน 15 คน แต่มิได้มีคำสั่งสนับสนุนผู้ใด แต่ก่อนออกจากที่เฝ้า ในหลวงทางได้รับสั่งว่า<br>จะทำอะไรลงไปก็ควรปรึกษานักกฎหมาย คือ คุณธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้พิพากษาศาลฎีกา<br>นักศึกษาและประชาชนได้ประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส นำไปสู่การ<br>ปราบปรามในเช้าตรู่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มที่มีส่วนในเหตุการณ์<br>ประกอบด้วย ตำรวจตระเวนชายแดน ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพล ส่งผลให้นักศึกษาและ<br>ประชาชนถูกสังหาร จำนวน 41 ราย และมีการจับกุมแกนนำหลายคน อีกทั้งการกวาดจับนิสิตนักศึกษาและ<br>ประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายพันคน ท่ามกลางความวุ่นวายของเหตุการณ์<br>การปราบปรามและกวาดจับผู้ชุมนุมและความไร้เสถียรภาพในการสั่งการของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ในช่วง<br>เย็นนั้นเอง มีกลุ่มทหารที่เรียกตัวเองว่า “ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้เข้ารัฐประหารยึดอำนาจจาก<br>รัฐบาลได้สำเร็จ ต่อมาพระบาทเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (2519 - 2520)<br>ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ<br>ภายหลังเหตุการณ์ การรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้าบริหารประเทศ<br>ไม่นาน ได้เกิดการรัฐประหารรัฐบาลธานินทร์ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งและช่วง<br>ชิงอำนาจกันในกลุ่มผู้นำทหารภายในคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ กับพล<br>เอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และกลุ่มทหารอื่น ๆ เช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นอกจากกลุ่มภายในคณะ<br>รัฐประหารแล้วยังมีกลุ่มนายทหารระดับนายพันที่กุมกำลังให้การสนับสนุน คือ “กลุ่มยังเติร์ก” หรือ จปร.7<br>นำโดยพันเอกมนูญ รูปขจร พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร และพันเอกจำลอง ศรีเมือง เป็นต้น กลุ่มยังเติร์ก<br>สนับสนุนให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขณะนั้นเป็นเลขาธิการคณะปฏิรูป ฯ เป็นนายกรัฐมนตรี แทนพลเรือ<br>เอกสงัด หัวหน้าคณะปฏิรูป ฯ ขณะนั้น หลังการทำรัฐประหารรัฐบาลนายธานินทร์แล้ว นายเกรียงศักดิ์<br>ชมะนันท์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และ<br>รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกขนานนามว่าเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกขนานนาม<br>ว่าเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” คือ เป็นการจัดวางดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างพลังประชาธิปไตยกับพลัง<br>กองทัพ ให้กองทัพสามารถควบคุมทิศทางการเมืองได้ เช่น ข้าราชการประจำสามารถควบตำแหน่งทาง<br>การเมืองได้ และสมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง<br>กบฏเมษาฮาวาย<br>พ.ศ. 2523- 2531 เป็นช่วงสมัยพลเอกเปรม ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งผู้<br>บัญชาการทหารบก ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มยังเติร์กและถอนการสนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์<br>โดยใน พ.ศ. 2523 ได้มีความพยายามในการต่ออายุราชการพลเอกเปรม เนื่องจากเหตุเกษียณอายุราชการ ให้<br>สามารถดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกได้อีก 1 ปี แต่ถูกคัดค้านจากกลุ่มยังเติร์ก หลังจากนั้นพลเอกเปรม<br>ได้เรียกประชุมพรรคร่วมรัฐบาลทำให้ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลเปลี่ยนไปเป็นการให้การสนับสนุน<br>นอกจากนี้เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนอย่างกว้างขวาง นำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้ง<br>ทางการเมืองในกลุ่มทหารเองและกับประชาชน<br>มีนาคม 2524 พลเอกเปรม ได้ปรับคณะรัฐมนตรีและมีข่าวว่ามีการต่ออายุราชการอีก 1 ปี ทำให้เกิด<br>การเผชิญหน้ากันระหว่างระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกลุ่มยังเติร์ก ส่งผลให้กลุ่มยังเติร์ก ก่อการรัฐประหารใน<br>วันที่ 1 เมษายน 2524 เรียกว่า “กบฏเมษาฮาวาย” แต่ไม่สำเร็จ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการของ”<br>กองบัญชาการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” หลังจากเหตุการณ์นี้ทำให้อำนาจของพลเอกเปรมมี<br>ความมั่นคง<br>อย่างไรก็ตามในวันที่ 9 กันยายน 2528 กลุ่มยังเติร์ก ได้พยายามก่อรัฐประหารรัฐบาลพลเอกเปรม<br>อีกครั้ง ต่อก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่รัฐบาลพลเอกเปรมยังคงเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและ<br>สื่อมวลชนในปีที่ 8 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พลเอกเปรมเป็นองคมนตรีและ<br>ประธานองคมนตรีในเวลาต่อมา<br>เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ 2535<br>หลังจากพลเอกเปรมยุติบทบาททางการเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พลเอกชาติชาย ชุณหะ<br>วัณ ได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดมา ( 2531- 2534) การเมืองไทยไร้เสถียรภาพอีกครั้ง เมื่อเกิดรัฐ<br>ประหาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โดยกลุ่มผู้นำทางทหารที่เรียกตัวเองว่า “ คณะรักษาความสงบ<br>เรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)” นำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ พลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกอิสระพงษ์ หนุน<br>ภักดี พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ฯลฯ ได้เข้าทำรัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย โดยอ้างว่า รัฐบาลทุจริต<br>แทรกแซงข้าราชการ เผด็จการรัฐสภา ทำลายสถาบันทหาร กับการลอบสังหารบุคคลสำคัญและคิดล้มล้าง<br>สถาบันพระมหากษัติรย์ แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ การโยกย้ายตำแหน่งในกองทัพทำให้เกิดการแบ่งปันอำนาจที่<br>ไม่มีความสมดุลในกลุ่มทหารระหว่างกลุ่ม จปร. 5 และ จปร. 7 และหลังจากการยึดอำนาจเสร็จแล้ว รสช. ได้<br>สัญญาว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว ต่อมาเมื่อ รสช. ยึดอำนาจสำเร็จแล้วได้ประกาศใช้ธรรมนูญแห่ง<br>ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้โปรดเกล้าให้นายอานันท์ ปันยารชุน<br>เป็นนายกรัฐมนตรี ( 2534 - 2535) การบริหารประเทศและดำเนินการ่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย<br>พ.ศ. 2534 จนสามารถเลือกตั้งทั่วไปได้ ผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคสามัคคีธรรมได้เป็นแกนนำในการ<br>จัดตั้งรัฐบาล แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมิได้ระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก<br>สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ดังนั้น พรรคสามัคคีธรรมได้เชิญพลเอกสุจินดา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พรรค<br>การเมืองฝ่ายค้านและประชาชนคัดค้าน เนื่องจากก่อนหน้านี้พลเอกสุจินดา เคยกล่าวว่า การรัฐประหารที่ได้<br>ทำไปนั้นหาได้มีความต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ภายหลังกลับยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยการให้<br>เหตุผลว่ายอม “ เสียสัตย์เพื่อชาติ”<br>การยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจมากและเริ่มชุมนุมกัน ซึ่งมีพลตรี<br>จำลอง ศรีเมือง เป็นแกนนำสำคัญ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้นายกรัฐมนตรีมาจาก<br>สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนจำนวนหลายแสนคนได้เข้าร่วมชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน การ<br>ประท้วงและเหตุการณ์ได้ลุกลามจนกลายเป็นเหตุจลาจลเกิดความเสียหายทั่วกรุงเทพ ฯ และมีท่าทีเสียหายอีก<br>มากและนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพและกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วง 17 – 20 พฤษภาคม 2535 จนนำไปสู่<br>ความรุนแรง มีประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก<br>ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้พลเอกสุจินดา นายกรัฐมนตรี กับพลตรี<br>จำลอง ผู้นำการประท้วง เข้าเฝ้า ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 หลังการปะทะกัน<br>ระยะหนึ่ง เหตุการณ์การเข้าเฝ้า ฯ ได้รับการเผยแพร่ภาพและเสียงทางวิทยุโทรทัศน์ทั่วประเทศ หลังจากนั้น<br>ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 พลเอกสุจินดา ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรค<br>สามัคคีธรรมได้เสนอ พลอากาศเอก สมบุญ ระหงษ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่ง<br>ยังคงมีกระแสต่อต้าน สุดท้ายวันที่ 10 มิถุนายน 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ทรงโปรดเกล้า ฯ<br>ให้นายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามการเสนอชื่อโดยนายอาทิตย์ อุไรรัตน์<br>ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสร้างความปรองดองในสังคมการเมือง และดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้<br>เป็นไปตามความต้องการของประชาชนชาวไทย อันนำไปสู่กระบวนการปฏิรูปการเมืองที่เริ่มต้นจากการริเริ่ม<br>ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2535 เพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือ<br>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในเวลาต่อมา<br>การปฏิรูปการเมือง พ.ศ. 2540<br>ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีความเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง จนนำไปสู่<br>การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 และการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 (รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน)<br>ซึ่งมีสาระประกอบไปด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมนักการเมือง ระบบการตรวจสอบและ<br>ถ่วงดุลอำนาจขององค์กรการเมือง การจัดตั้งองค์กรอิสระ การทำให้องค์กรการเมืองมีประสิทธภาพ และการ<br>ทำให้องค์กรของฝ่ายบริหารสามารถบริหารนโยบายได้โดยมีความเป็นผู้นำที่มีความเข้มแข็ง<br><br><strong>4.สมัยประชาธิปไตยแบบรัฐบาลพรรคเดียว (2544 - 2549)</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เหตุใดรัฐบาลพรรคไทยรักไทย จึงมีเสถียรภาพทางการเมือง<br>รัฐบาลพันตำ รวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ดำ รงรงตำ แหน่งเป็น<br>นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศ ได้สร้างประวัติศาสตร์โฉมหน้าใหม่ให้กับการเมืองไทย คือ เป็นรัฐบาล<br>ที่มาจากการเลือกตั้งรัฐบาลแรกที่มีผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียว<br>ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ถึงสองสมัยติดต่อกันผ่านการ<br>เลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2544 และการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548<br><strong>สาเหตุของการชนะเลือกตั้ง</strong><br>ผู้นำพรรครวมทั้งคณะผู้บริหารของพรรคได้เลือกนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ที่แตกต่างไปจากพรรค<br>การเมืองอื่น ๆ โดยมีแนวคิดที่นำลักษณะการบริหารงานธุรกิจมาปรับใช้กับการบริหารบ้านเมือง ด้วย<br>สโลแกน “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน” ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2544 สโลแกน “4 ปี ซ่อมความ<br>หายนะจากวิกฤติ 4 ปี สร้างชาติให้แข็งแกร่ง” ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 เพื่อสานต่อนโยบายเดิม<br><strong>จุดเด่นของพรรคไทยรักไทย</strong><br>1. นโยบายพรรคที่มีลักษณะพิเศษ คือ ความสามารถในการเอานโยบายสาธารณะมาสร้างกระแส<br>ความนิยมทางการเมือง โดยใช้หลักจิตวิทยามวลชนในแบบประชานิยม (Populism) ที่นำเสนอออกมาเป็น<br>รูปธรรมและปรากฏเป็นจริงทำให้คนรากหญ้ารู้สึกว่าตนเองได้รับ หรือกำลังจะได้รับการดูแลจากผู้นำและ<br>ได้รับการแบ่งปันทรัพยากรทางการเงินหรืองบประมาณจากรัฐบาลอย่างเท่าเทียม หรือเสมอ ๆ กับกลุ่มคนที่มี<br>สถานภาพดีกว่าในกลุ่มอื่น ๆ ภายใต้การนำทางนโยบายของพรรคไทยรักไทยโดยรวมที่ไม่ได้เน้นให้เกิด<br>ความรู้สึกว่าประเทศมีชนชั้น ซึ่งทำให้คนรากหญ้าเห็นว่าพรรคไทยรักไทยเป็นความหวังเดียวทางการเมือง<br>2. ภาพลักษณ์ (Image) ของพันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร ที่มีดีกรีดอกเตอร์ เป็นนักบริหารที่มี<br>วิสัยทัศน์กว้างไกล คิดไว ทำไว และเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในเรื่องธุรกิจและชีวิต<br>ครอบครัว จนยากที่จะทำให้ผู้นำพรรคการเมืองใดมาเทียบเคียง<br><strong>ลักษณะการบริหารประเทศ</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มีลักษณะการบริหารประเทศที่มีแนวโน้มรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย<br>นักวิชาการจึงให้คำจำกัดความรูปแบบการบริหารประเทศว่า “การเมืองระบอบทักษิณ” “ทักษิณาธิปไตย<br>(Thaksinocracy)” “ทรราชเสียงข้างมาก (Tyranny of the majority)” “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์จากการ<br>เลือกตั้ง” และเรียกระบบเศรษฐกิจซึ่งมีการดำเนินการและเกิดมีผลประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลในสมัยนี้ว่า<br>“ระบบทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics)”<br>สาเหตุที่เกิดการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เนื่องจากหัวหน้าพรรคและนายทุนของพรรคล้วนมีพื้นฐานมา<br>จากกลุ่มธุรกิจสัมปทานขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีประสบการณ์และมีความคุ้นเคยกับการผูกขาดมาแล้วใน<br>ลักษณะหนึ่ง ได้แก่ ธุรกิจสื่อสาร – โทรคมนาคม กลุ่มอุตสาหกรรมพิเศษบางประเภท ส่งผลให้พรรคไทยรัก<br>ไทยมีฐานอำนาจทางการเงินที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือนโยบายประชานิยมที่ให้ผลประโยชน์โดยตรงให้แก่<br>ชาวบ้านโดยไม่ต้องผ่านระบบอุปถัมภ์ของนักการเมืองในระดับจังหวัด รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ดังนั้น จึง<br>มีผลสืบเนื่องกลายเป็นการสลายฐานอำนาจของนักการเมืองในระบบหัวคะแนนแบบที่เคยเป็นมา<br>นักเศรษฐศาสตร์การเมืองบางท่าน ได้อธิบายการเมืองการปกครองในแบบดังกล่าวว่าเป็นระบบของ<br>“ธนกิจการเมือง” (Money Politics) คือ กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลุ่มใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและ<br>การเมืองทดแทนกลุ่มการเมืองเดิม หรือกลุ่มทุนเก่า ที่ล้มละลาย อ่อนกำลังลง และสูญเสียกิจการของตนไป<br>ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540<br>สภาวะการนำทางการเมืองของระบอบทักษิณ ได้เลิกพึ่งพาเทคโนแครต ผู้เชี่ยวชาญที่เคยเป็นหลัก<br>ของการบริหาประเทศ รวมทั้งปัญญาชนและนักวิชาการที่เคยเป็นตัวกลางของความรู้และมีบทบาทวิพากษ์<br>นโยบายระหว่างรัฐกับประชาชน ปัญญาชน นักวิชาการอิสระ และเอ็นจีโอ เครือข่ายประชาชน สมัชชาคนจน<br>ลักษณะเช่นนี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า “เสียงเดียวในความเงียบ” เนื่องมาจากประเด็นสาธารณะในสังคมไทย<br>มาจากพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร และถูกนำเสนอผ่านสื่อไปยังประชาชน ประกอบกับแหล่งผลิตญัตติ<br>บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540<br>ข้อได้เปรียบทำให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีเสถียรภาพ นอกจากจะเกิดจากความสามารถในการนำ<br>และการจัดการภายในพรรคไทยรักไทยแล้ว ยังเกิดจากปัจจัยสำคัญ คือ ข้อได้เปรียบภายใต้โครงสร้าง<br>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่มุ่งสร้างฝ่ายบริหารให้มีความเข้มแข็ง ทำให้พันตำรวจโท ดร.<br>ทักษิณ มีอำนาจเหนือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคไทยรักไทย และมีอำนาจเหนือฝ่ายรัฐสภาไปด้วย<br>นอกจากนี้ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งก่อน<br>90 วัน ส่งผลให้พันตำรวจโททักษิณ สามารถรวบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จได้ภายในไทยรักไทย โดยใช้บทบัญญัติ<br>ในรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือควบคุมทางการเมืองกับ ส.ส. ให้อยู่ภายใต้อาณัติอย่างเคร่งครัด เพราะอนาคต<br>ทางการเมืองจะขึ้นอยู่กับว่าหัวหน้าพรรคจะส่ง ส.ส. ผู้นั้น ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่<br>นอกจากนี้ผลลัพธ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 อีก คือ การเสริมอำนาจให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ<br>ผ่านมาตรการปลดรัฐมนตรี เนื่องจาก ส.ส. ที่เข้ารับตำแหน่งต้องพ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ไปตามบทบัญญัติ<br>รัฐธรรมนูญ และเมื่อถูกปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นต้น<br>สรุปได้ว่า วิธีการบริหรกรเมืองภายในและภายนอกพรรคของ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ รวมทั้ง<br>โครงสร้างของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นปัจจัยทำให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีเสถียรภาพมั่นคงและอำนาจ<br>รวมศูนย์มาอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี<br>ในช่วง 5 ปี ที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยต้องเผชิญกับการตรวจสอบของฝ่ายนิติ<br>บัญญัติ จะได้รับความไว้วางใจจากเสียงข้างมากของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลทุกครั้งเช่น กรณีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ<br>กับกรณีจัดซื้อ CTX 9000 กรณีนายเนวิน ชิดชอบ กับกรณีกล้ายางและไข้หวัดนก นายอดิสัย โพธามิกกับกรณี<br>การบริหารงานที่กระทรวงศึกษาธิการ แต่ไม่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลได้ เพียงแต่ปรับสมดุล<br>กระแสของภาคสังคมให้อ่อนลง ด้วยการปรับคณะรัฐมนตรีและปลดรัฐมนตรี นอกจากนี้ฝ่ายค้านมีไม่ถึง 200<br>เสียง จึงไม่มีโอกาสในการตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรี<br>การทำงานของคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำงานตรวจสอบการทำงานของ<br>รัฐบาลได้ เนื่องจากคณะกรรมาธิการมาจากตัวแทนแต่ละพรรคการเมือง โดยแต่งตั้งตามสัดส่วนของแต่ละ<br>พรรคที่มี ส.ส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสมาชิกของพรรครัฐบาลเป็นเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ จึง<br>ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลโดยคณะกรรมาธิการไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด<br>ส่วนของวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ใน พ.ศ. 2543 ถูกรัฐบาลครอบงำ เนื่องจากรัฐบาลได้เข้ามา<br>จัดตั้งวุฒิสภาสายรัฐบาลและเสนอผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกวุฒิสภาบางคน ทั้งนี้เพื่อให้กฎหมายที่เสนอโดย<br>รัฐบาลได้รับความเห็นชอบ<br>รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เข้าไปครอบงำองค์กรอิสระ เช่น ปปช. กกต.<br>สตง. กรณีแต่งตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน<br>นอกจากนี้ ช่วง “ขาลง” รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ เช่น ปัญหาคอรัปชั่นเชิง<br>นโยบาย การแทรกแซงสื่อและองค์กรอิสระ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ การละเมิดสิทธิมนุษยชน จน<br>ออกมาเป็นข้อเขียนของนักวิชาการ เช่น รู้ทันทักษิณ ทักษิโณมิกส์ เป็นต้น<br>สิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพันตำรวจโท ดร. ทักษิณ คือ ปัญหาจริยธรรมทางการเมืองโดยเฉพาะ<br>กรณีการขายหุ้นชินคอร์ป ให้แก่กองทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ เป็นจำนวน 73,000 ล้านบาท โดยไม่เสีย<br>ภาษี ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นครอบครัวของพันตำรวจโท ดร. ทักษิณ และเครือญาติ ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การ<br>ยุบสภาของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จาก<br>สังคมตามมา ว่านายกรัฐมนตรีหนีการซักฟอกจากสภาผู้แทนราษฎร ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่มีคำตอบให้กับ<br>ประชาชนอย่างชัดเจน และทำให้เกิดข้อสงสัยตามมา ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากระบบการตรวจสอบในสภา<br>ผู้แทนราษฎรและในองค์กรอิสระ<br>ด้วยเหตุนี้การต่อสู้คัดค้านอำนาจพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และรัฐบาลไทยรักไทย ในวงนักวิชาการ<br>ประชาชน สมาชิกวุฒิสภาสายเอ็นจีโอ และกลุ่มวิชาชีพสื่อมวลชน นำไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่<br>และขยายผลไม่เอาพันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ไปสู่การไม่เอาระบอบทักษิณ<br>ด้วยเหตุนี้จึงเกิด “ปรากฏการณ์สนธิ” นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อในเครือผู้จัดการ พัฒนา<br>ไปสู่ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่รวมเอาการต่อสู้หลวม ๆ ของ นิสิตนักศึกษา ประชาชน<br>นักเรียน นักวิชาการ ข้าราชการ กลุ่มทุนนอกเครือข่ายทักษิณ รัฐวิสาหกิจ องค์กรภาคเอกชน และทำการต่อสู่<br>แบบอารยขัดขืน (Civil Disobedience)<br>การต่อสู้ระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับฝ่ายรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ไม่มีทีท่าจะ<br>ลดลง แม้ว่าภายหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้มีการเลือกตั้ง วันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ เนื่องจาก<br>เป้าหมายสูงสุดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ ต้องการให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เว้นวรรค<br>ทางการเมือง ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพรรคไทยรักไทยยืนยันว่า เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและให้เป็นไปตาม<br>กติกาของรัฐธรรมนูญ<br>ได้กลายเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมของทหารในการ<br>ทำรัฐประการยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยเหตุผล คือ รัฐบาล<br>ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในชาติ การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริต เกิดการแทรกแซงองค์กร<br>อิสระ และการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพ้องกับความเห็นของประชาชนและกลุ่ม<br>ต่อต้านรัฐบาล ด้วยเหตุนี้การก่อรัฐประหารจึงเต็มไปด้วยเสียงชื่นชม<br>ตลอดระยะเวลา 5 ปีเศษ พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ เน้นย้ำเกี่ยวกับประชาธิปไตย คือการเลือกตั้ง<br>เคารพเสียงข้างมากและดำเนินไปตามกติกา ส่วนเสียงข้างน้อย ที่อ้างว่าละเมิดกติกา คือ อุปสรรคของการ<br>ปกครองในระบอบประชาธิปไตย<br>ปัญหาประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า<br>ฉันทานุมัติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยยังไม่ใช่สิ่งที่มาแอบอ้างกันมาได้ตามใจชอบ หากจะสะท้อน<br>ความพอใจที่แท้จริงกลุ่มพลังต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมเดียวกัน หรือค้นหาจุดสมดุลที่ทุกฝ่ายพอใจออกมาให้<br>ได้ หาไม่แล้วจะก่อให้เกิดสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-16 08:02:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/treewirasin/53y634dhcg2k/wish/221602329</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
