<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ยุคของดนตรีไทย by siwapakron</title>
      <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-02-11 07:39:32 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-02-11 08:03:55 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>จากการรวบรวมหลักฐานที่ปรากฏสรุปได้ว่าสมัยสุโขทัยมีการผสมวงดนตรีในรูปแบบของการขับไม้มีผู้แสดง 3 คน ผู้ขับร้อง ผู้สีซอสามสาย และผู้ทำหน้าที่ไกวบัณเฑาะว์ การขับไม้ใช้ในพิธีสมโภชพระมหาเศวตฉัตรหรือการสมโภชช้างเผือก ลักษณะของเนื้อร้องคล้ายกาพย์ยานีเรียกว่าการขับไม้</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173095</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:43:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173095</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173143</link>
         <description><![CDATA[ชาวไทยมีความสนุกสนานกับการเล่นดนตรีและร้องเพลงกันมากดังที่ปรา กฏในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ว่า “ดบงคมกลอง ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อน” ซึ่งแสดงถึงการบรรเลงเครื่องดนตรีประเภทตี เป่า ดีด และสี คือ กลอง ปี่ พิณ และเครื่องดนตรีทีมีสายไว้สีได้ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานของล้านนาไทยที่มีศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยกันในหลักศิลาจารึกในวัดพระยืน จังหวัดลำพูน ที่จารึกไว้ว่า “ให้ถือกระทงข้างตอกดอกไม้ไต้เทียน ตีพาทย์ดังพิณฆ้องกลอง ปี่สรไนพิสเนญชัยทะเทียดกาหลแตรสังมาลย์กังสดาล มรทงค์ดงเดือด เสียงเลิศเสียงก้อง อีกทั้งคนร้องโห่อื้อดาสรท้านทั่งทั้งนครหริภุญชัย แล” ซึ่งแสดงถึงเครื่องดนตรีบรรเลงในวงดนตรี และประชาชนนำมาเล่นเพื่อความสนุกสนานครึกครื้นกัน ดังนั้นจึงสามารถกล่าวถึงเครื่องดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยได้จากวงดนตรีไทยในสมัยนั้น ได้แก่ วงแตรสังข์ ที่ใช้บรรเลงในพระราชพิธีต่าง ๆ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีแตรฝรั่ง แตรงอน ปี่ไฉนแก้ว กลองชนะ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก วงปี่พาทย์เครื่องห้าประกอบด้วย ปี่ใน ฆ้องวง ตะโพน กลองทัด และฉิ่ง นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีเช่น พิณ และซอสามสาย อยู่ในสมัยนั้นอีกด้วย]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:43:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173143</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173184</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1723390178/81e8bb040d618c7e9b643d4a310fdf25/image.png" />
         <pubDate>2023-02-11 07:43:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173184</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีศึกสงครามอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ดนตรีไทยไม่เจริญก้าวหน้ามากนัก ยังคงมีเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ เครื่องห้าเท่าเดิม จนมาเพิ่มระนาดเอกภายหลังในตอนปลายสมัยอยุธยา ส่วนวงดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ได้แก่ วงมโหรี ที่บรรเลงโดยผู้หญิง เพื่อขับกล่อมถวายแด่พระมหากษัตริย์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี กระจับปี่ ซอสามสาย โทน(ทับ) กรับ รำมะนา ขลุ่ยและฉิ่ง แต่ต่อมาได้นำจะเข้ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของมอญมาประสมแทนกระจับปี่ เพื่อให้ทำนองได้ละเอียดลออและไพเราะกว่า และวงเครื่องสาย ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย โทน(ทับ) และฉิ่ง</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173309</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:44:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173309</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยนี้ดนตรีเจริญมากมีการประสมวงเกิดขึ้น ได้แก่วงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสาย การขับไม้เพิ่มจาก 3 คนเป็น 4 คนเรียกว่ากองมโหรีเครื่องสี่ บทเพลงนิยมเพลงอัตราจังหวะ 2 ชั้นมากกว่าจังหวัดอื่น</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173365</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:44:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173365</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173536</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1723390178/aea78353085d49dfec67601ffdcdfe76/image.png" />
         <pubDate>2023-02-11 07:45:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173536</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยธนบุรีเป็นช่วงที่เริ่มก่อตั้งเมืองหลวงและมีการติดต่อกับต่างชาติ ทำให้เกิดการรับอารยธรรมทางดนตรีของต่างชาติเข้ามาผสมผสาน ในสมัยนี้จึงเกิดวงดนตรีพิณพาทย์รามัญ เป็นวงดนตรีของชาวมอญส่วนวงดนตรีอื่นในสมัยอยุธยานั้นก็ยังคงมีอยู่</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173667</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:45:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173667</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มีวงดนตรี 3 ประเภท เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา คือ วงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสาย แต่มีเครื่องดนตรีของชาติต่างๆ เข้ามาในประเทศไทยหลายชนิด ดังปรากฏในหมายกำหนดการของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นว่า “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิณพาทย์ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย ฝรั่ง มโหรีญวน เขมร ผลัดเปลี่ยนกันสมโภช 2 เดือนกับ 12 วัน” ในงานสมโภชพระแก้วมรกตเป็นต้น</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173705</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:46:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173705</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173858</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1723390178/e85f59c420457ee3a9d06aec81ed8333/image.png" />
         <pubDate>2023-02-11 07:46:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173858</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มีการนำเครื่องดนตรีที่มีอยู่มารวมผสมกันเป็นวงดนตรีและเริ่มสร้างเครื่องดนตรีขึ้นมาใหม่นอกจากรวบรวมเครื่องดนตรีแล้วยังมีการรวบรวมนักดนตรีและบทเพลงเพิ่มขึ้นตามยุคต่างๆ</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173977</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:47:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477173977</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มีความก้าวหน้าทางดนตรีมาก เริ่มจากสมัยรัชกาลที่ 1 ได้เพิ่มกลองทัดขึ้นในวงปี่พาทย์เป็น 2 ลูก และเพิ่มระนาดในวงมโหรีปี่พาทย์อีก 1 ราง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เริ่มมีปี่พาทย์บรรเลงประกอบเสภา จึงได้นำเปิงมางมาติดข้างสุกถ่วงเสียงให้ต่ำลง เรียกว่าสองหน้า ใช้ประกอบการบรรเลงประกอบเสภา และได้เพิ่มฆ้องวงในวงมโหรีด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีผู้สร้างระนาดทุ้มและฆ้องวงเล็กขึ้นมา ทำให้เกิดวงปี่พาทย์เครื่องคู่ขึ้นในสมัยนั้น ซึ่งประกอบด้วยเครื่องดนตรีระนาดทีเปลี่ยนชื่อเป็นระนาดเอก เพื่อให้เข้าคู่กับระนาดแบบใหม่ ที่เพิ่มราง 1 ราง และสร้างขนาดใหญ่เรียกว่า ระนาดทุ้ม และฆ้องวงใหญ่ เพื่อให้เข้าคู่กับฆ้องวงเล็กที่สร้าง ขนาดเล็กลงเรียกว่า ฆ้องวงเล็ก</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477174009</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:47:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477174009</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477174811</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1723390178/1dae741a52328a440244a12a435f4871/image.png" />
         <pubDate>2023-02-11 07:51:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477174811</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วงมโหรี เป็นวงดนตรีที่เกิดขึ้นสมัยอยุธยา มีผู้หญิงเป็นผู้บรรเลง สำหรับขับกล่อมพระมหากษัตริย์ให้ทรงพระเกษมสำราญ โดยการบรรเลงวงมโหรีในครั้งแรกมีผู้บรรเลงทั้งหมด 4 คน คือ1. คนดีดพิณที่เรียกว่า กระจับปี่2. คนสีซอสามสาย3. คนตีทับ (โทน)4. คนตีกรับพวง</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477175491</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:54:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477175491</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มีวงดนตรี 3 ประเภท เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา คือ วงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสาย แต่มีเครื่องดนตรีของชาติต่างๆ เข้ามาในประเทศไทยหลายชนิด ดังปรากฏในหมายกำหนดการของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นว่า “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิณพาทย์ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย ฝรั่ง มโหรีญวน เขมร ผลัดเปลี่ยนกันสมโภช 2 เดือนกับ 12 วัน” ในงานสมโภชพระแก้วมรกตเป็นต้น</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477175496</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:54:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477175496</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477175501</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสมัยนี้ เมื่อบ้านเมืองได้ผ่านพ้นจากภาวะศึกสงครามและได้มีการก่อสร้างเมือง ให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น เกิดความสงบร่มเย็น โดยทั่วไปแล้ว ศิลปวัฒนธรรมของชาติ ก็ได้รับการฟื้นฟูทะนุบำรุง และส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น โดยเฉพาะ ทางด้านดนตรีไทย ในสมัยนี้ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเจริญขึ้นเป็นลำดับ ดังต่อไปนี้ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สมัยรัชกาลที่ 1 ดนตรีไทยในสมัยนี้ส่วนใหญ่ ยังคงมีลักษณะและ รูปแบบตามที่มี<br>มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาที่พัฒนาขึ้นบ้างในสมัยนี้ก็คือ การเพิ่มกลองทัด ขึ้นอีก 1 ลูก ใน วงปี่พาทย์ ซึ่งแต่เดิมมา มีแค่ 1 ลูก พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ 1 วงปี่พาทย์ มีกลองทัด 2 ลูก เสียงสูง (ตัวผู้) ลูกหนึ่ง และเสียงต่ำ (ตัวเมีย) ลูกหนึ่ง และการใช้กลองทัด 2 ลูก ในวงปี่พาทย์ก็เป็นที่นิยมกันมา จนกระทั่งปัจจุบันนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สมัยรัชกาลที่ 2 อาจกล่าวว่าในสมัยนี้ เป็นยุคทองของดนตรีไทยยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ องค์พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัยดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ ในทางดนตรีไทย ถึงขนาดที่ทรงดนตรีไทย คือ ซอสามสาย ได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า "ซอสายฟ้าฟาด" ทั้งพระองค์ได้พระราชนิพนธ์เพลงไทยขึ้นเพลงหนึ่งเป็นเพลงที่ไพเราะ และอมตะ มาจนบัดนี้นั่นก็คือเพลง "บุหลันลอยเลื่อน"<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การพัฒนาเปลี่ยนแปลงของดนตรีไทยในสมัยนี้ก็คือ ได้มีการนำเอาวงปี่พาทย์<br>มาบรรเลงประกอบการขับเสภาเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยดัดแปลงจาก "เปิงมาง" ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดนี้ว่า "สองหน้า" ใช้ตีกำกับ<br>จังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ประกอบการขับเสภา&nbsp; เนื่องจากเห็นว่าตะโพน<br>ดังเกินไป&nbsp; จนกระทั่งกลบเสียงขับ กลองสองหน้านี้ปัจจุบันนิยมใช้ตีกำกับจังหวะหน้าทับ ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:54:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477175501</guid>
      </item>
      <item>
         <title>1. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน ทำหน้าที่ดีดพิณและขับร้องไปด้วย เป็นลักษณะของการขับลำนำ2. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน คือ คนขับลำนำ 1 คน คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง 1 คน และ คนไกว บัณเฑาะว์ ให้จังหวะ 1 คน3. วงปี่พาทย์ เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่อง 5 มี 2 ชนิด คือ  3.1วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างเบา ประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จำนวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ 2. กลองชาตรี          3. ทับ (โทน) 4. ฆ้องคู่ และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของ                ไทย)  3.2วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจำนวน 5 ชิ้น คือ 1. ปี่ใน 2. ฆ้องวง (ใหญ่) 3.           ตะโพน 4. กลองทัด และ 5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ         ต่างๆ จะเห็นว่า วงปี่พาทย์เครื่องห้า ในสมัยนี้ยังไม่มีระนาดเอก4. วงมโหรี เป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่ง ที่นำเอา วงบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้ มาผสมกัน เป็นลักษณะ ของ วงมโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน คือ 1. คนขับลำนำและตี กรับพวง ให้จังหวะ 2. คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง 3. คนดีดพิณ และ 4. คนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477176429</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:57:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477176429</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วงเครื่องสาย เครื่องดนตรีประเภทสายที่มีอยู่ในสมัยอยุธยานั้นมีอยู่แล้วมากมายหลายชนิด และได้รับความนิยมในการเล่นอย่างแพร่หลายจากผู้คนสมัยนั้น จนกระทั่งการเล่นเครื่องดนตรีประเภทสายเป็นไปจนเกินขอบเขตโดยเข้าใกล้เขตพระ ราชฐาน จึงได้มีการออกกฏหมายมณเฑียรบาลบัญญัติเป็นกฎหมายเพื่อกำหนดโทษสำหรับผู้ กระทำผิดที่เล่นดนตรีจนเกินขอบเขตขึ้นมาในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยเครื่องดนตรีที่ถูกระบุไว้ในกฎมณเฑียรบาลก็ล้วนมีอยู่ในวงเครื่องสายทั้ง สิ้น ทั้งซอ ขลุ่ย จะเข้และโทนหรือทับดังนั้น วงเครื่องสายในสมัยอยุธยาจึงมีเครื่องดนตรีประเภทสายอยู่แล้วอย่างครบถ้วน สมบูรณ์ ทั้งเครื่องดนตรีที่ใช้ในการบรรเลงทำนอง ได้แก่ ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ยและเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ ได้แก่ โทนหรือทับและฉิ่งเพราะฉะนั้นการดนตรีไทยในสมัยอยุธยาจึงมีเครื่องดนตรีที่ครบทั้ง 3 ประเภท นั่นคือ ปี่พาทย์ มโหรีและเครื่องสาย</title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477176873</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 07:59:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477176873</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>siwapakron</author>
         <link>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477177585</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก)<br>พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์)<br>หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง)</strong></div><div><strong>ครูช้อย สุนทรวาทิน<br>พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต)</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-11 08:02:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/siwapakron/43qbs6planhy14cv/wish/2477177585</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
