<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ให้นักศึกษาแสดงหัวข้องานวิจัย by Ta Jira</title>
      <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2</link>
      <description>ให้นักศึกษาแสดงหัวข้องานวิจัยที่สนใจในการจัดทำพร้อมรายละเอียดพอสังเขป</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-04-03 06:40:48 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-02-15 06:39:17 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Terminator.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>นางสาว  อานิตา  นิเเว </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248002782</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><em>การอยู่ไฟของมารดาหลังคลอด</em></strong><br><strong>วัตถุประสงค์ </strong><br>1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่ใช้ในการอยู่ไฟ&nbsp; การยอมรับการอยู่ไฟ&nbsp; ประโยชน์ของการอยู่ไฟ&nbsp; ขั้นตอนและวิธีการอยู่ไฟของหญิงหลังคลอด&nbsp;<br>&nbsp;2) เพื่อสร้างนวัตกรรมพื้นบ้านที่เหมาะสมในการส่งเสริมสุขภาพหญิงหลังคลอดโดยใช้ภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านการอยู่ไฟหลังคลอด&nbsp;<br>&nbsp;3) เพื่อนำนวัตกรรมภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านการอยู่ไฟหลังคลอดไปสู่การปฏิบัติ&nbsp; เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม&nbsp;</div><div><strong>ความสำคัญและที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย</strong>&nbsp;</div><div>การอยู่ไฟเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีมาแต่อดีต เป็นความรู้ทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของหญิงหลังคลอดเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีดั้งเดิมโดยเร็วที่สุด การอยู่ไฟเป็นการดูแลสุขภาพของหญิงหลังคลอดเพราะการอยู่ไฟจะช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้นเนื่องจากก่อนคลอด สรีระของผู้เป็นแม่ เกือบทุกส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลง กระดูกข้อต่อจะเคลื่อนขยาย การใช้ความร้อนในการอยู่ไฟจะช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติเร็วขึ้น ที่สำคัญการอยู่ไฟจะช่วยให้บาดแผลที่เกิดจากการคลอดปิดสนิทได้ด้วยการนอนเฉย ๆ ภายใน 3 – 5 วัน เพราะการอยู่ไฟจะทำให้เหงื่อออกส่งผลให้ร่างกายของหญิงหลังคลอดที่บวมน้ำอยู่ลดลง อาการปวดเมื่อยร่างกายภายหลังการคลอดบุตรจะทุเลาลงโดยเร็ว&nbsp;</div><div><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 06:52:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248002782</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวอามีเราะห์ สะอิ้ง 601222028</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248003135</link>
         <description><![CDATA[<div>เอาหัวข้อเรื่อง สมุนไพรที่ใช้ทำเป็นยาหอม<br>วัตถุประสงค์ </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 06:54:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248003135</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวฮัซวานี โต๊ะมัน 601222029</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248003771</link>
         <description><![CDATA[<div>ภูมิปัญญาของหมอกระดูกพื้นบ้าน<br><br><strong>ที่มาและความสำคัญ</strong> :&nbsp; ความเจ็บป่วยเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสังคมคู่กับประวัติศาสตร์อันยาวนาน มนุษย์มีการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเกิดการ เรียนรู้การดูแลสุขภาพ มีการทดลอง เลือกรับ ปรับใช้ และสะสมประสบการณ์ในการดูแล สุขภาพจากบรรพบุรุษมีรากฐานทางวัฒนธรรม มีการใช้ทรัพยากรในชุมชน หล่อหลอมชุด ประสบการณ์จนเกิดองค์ความรู้ของท้องถิ่น บูรณาการอยู่ในวิถีชีวิตหลายชั่วอายุคน กลายเป็นรากฐาน ภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมตามบริบทของฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น ทำให้มีความหลากหลายของระบบการดูแลสุขภาพ ที่เรียกว่าระบบการแพทย์พื้นบ้าน&nbsp; การแพทย์พื้นบ้านเป็นระบบการแพทย์แบบองค์รวมที่มองปัญหาสุขภาพทุกองค์ ประกอบในระบบที่เชื่อมโยงกันโดยได้นำมิติทางวัฒนธรรมเข้ามาร่วมพิจารณาการเจ็บป่วย เข้าใจวิธีคิด และเข้าใจระบบการดูแลสุขภาพของท้องถิ่น ซึ่งถือกำเนิดขึ้นด้วยปัจจัยภายในของแต่ละสังคม มีความสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายของชุมชนมาเป็น เวลานานประสิทธิผลของการบำบัดรักษาในบางมิติก็ใช่ว่าจะเป็นรองการแพทย์สมัยใหม่ แต่อย่างใดในหลายกรณี การแพทย์พื้นบ้าน ของสังคมสร้างขึ้นล้วนมีการสั่งสมภูมิปัญญา การแพทย์พื้นบ้านมีหมอพื้นบ้านเป็นผู้ให้การรักษาผู้ป่วยแต่มิใช่ลักษณะการประกอบอาชีพที่เป็นทางการเป็นบุคคลที่ได้รับการเรียนรู้ระบบการรักษาโรคแบบประสบการณ์ ได้รับการยอมรับเชื่อถือจากชุมชนให้เป็น ผู้ดูแลสุขภาพ นอกจากวิธีการแก้ปัญหาสุขภาพของแพทย์พื้นบ้านมักจะผสมผสานจริยธรรมเข้ากับการรักษา การเสริมสร้างให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองซึ่งอยู่บนพื้นฐานของทัศนคติ ความเชื่อที่ตรงกับผู้ป่วย และหมอพื้นบ้านยังเข้าถึงผู้ป่วยภายใต้บริบทเดียวกัน<br><strong>วัตถุประสงค์ </strong>:&nbsp; <br>1. เพื่อศึกษาการประวัติความเป็นมาและภูมิปัญญาของหมอกระดูกพื้นบ้าน <br>&nbsp;2. เพื่อศึกษาการปรับตัวในการรักษาของหมอกระดูกพื้นบ้าน <br><strong>&nbsp;นิยำมศัพท์  : </strong>การปรับตัวในการรักษา หมายถึง เป็นการปรับตัวของหมอกระดูกพื้นบ้านใน ด้านการรักษาแบบพื้นบ้านร่วมกับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่มารักษา<br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 06:57:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248003771</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004000</link>
         <description><![CDATA[วัตถุประสงค์ ]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 06:58:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004000</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสุไฮละห์ มานี 601222025</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004220</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>งานวิจัยสมุนไพรไทยสําหรับการรักษาโรคขอเสื่อม </strong>&nbsp;<br><strong>บทคัดยอ </strong>โรคขอเสื่อมจัดเปนโรคขอชนิดเรื้อรังที่พบมากในผูสูงอายุรวมทั้งสัตวอายุมาก การสึกกรอนอยางชา ๆ ของกระดูกออนผิวขอเปนอาการสําคัญที่ทําใหเกิดความเจ็บปวดแกขอตอ พยาธิกําเนิดของโรคนี้มีความซับซอน และเกี่ยวของกับกลไกการตอบสนองตาง ๆ เปนจํานวนมาก โดยเฉพาะอยางยิ่ง กระบวนการอักเสบ ซึ่งเปน กระบวนการที่เหนี่ยวนําใหเกิดการเสียสมดุลของขอตอ ทําใหเกิดการผลิตเอนไซมตาง ๆ ที่มีบทบาทสําคัญในการ ยอยสารองคประกอบของเนื้อกระดูกออน การรักษาโดยการใชยาแกปวดรวมทั้งยาตานการอักเสบที่ไมใช สเตียรอยด เปนเพียงวิธีการหนึ่งที่ชวยบรรเทาความเจ็บปวดซึ่งกอใหเกิดผลขางเคียงที่ไมพึงประสงคตามมา ใน ปจจุบัน การคนหาสารสกัดพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการตานทานการอักเสบ รวมทั้งมีคุณสมบัติปกปองกระดูก ออนเพื่อนํามาใชรักษาโรคขอเสื่อมมีจํานวนมากขึ้นอยางตอเนื่อง มีการพบวาพืชหลายชนิดที่พบไดทั่วไปในประเทศ ไทยมีประสิทธิภาพในการบรรเทาและรักษาอาการตางๆของโรคขอเสื่อมและโรคขออื่นๆได บทความนี้จึงได รวบรวมรายงานการวิจัยที่แสดงประสิทธิภาพและกลไกการออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพร 4 ชนิด ไดแก ขมิ้น ขิง พลู และมะรุม ในการรักษาโรคขอเสื่อม โดยเฉพาะอยางยิ่งการอักเสบและความเจ็บปวด <br><strong>วัตถุประสงค์<br></strong>เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและกลไกการออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพร 4 ชนิด ไดแก ขมิ้น ขิง พลู และมะรุม <br><strong>คําสําคัญ</strong><br> ขมิ้น ขิง พลู มะรุม โรคขอเสื่อม&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 06:59:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004220</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกรแก้ว คาวินวิทย์ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004394</link>
         <description><![CDATA[<div>รหัส 601222003<br> <strong>การศึกษาสังคมพืชสมุนไพรและภูมิปญญาทองถิ่นดานการใชพืชสมุนไพร ในระบบนิเวศปาบุง ปาทาม ปาอาลอ-โดนแบน ตําบลนาดี อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร  <br></strong> <strong><mark>ความเปนมาและความสําคัญของปญหา</mark></strong><strong> </strong>เปนที่ทราบกันดีวาปจจุบันทรัพยากรปาไมถูกทําลายลงไปเปนจํานวนมาก ประเทศไทยเปน ประเทศที่มีความอุดมสมบูรณตําแหนงของประเทศอยูในแนวเขตเสนศูนยสูตรทําใหมีปจจัยที่ เหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตหลายชนิด แตปจจุบันปาไมเหลืออยูประมาณรอยละ 33 ของพื้นที่ประเทศ ทั้ง ๆ ที่ปาไมเปนแหลงที่มาของปจจัย 4 คืออาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัยและยารักษาโรค คนไทยมีชีวิต พึ่งพิงธรรมชาติมาชานาน ทําใหมีสมบัติทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะเรื่องภูมิปญญาเกี่ยวกับการใชพืช สมุนไพรในปามารักษาโรค และบํารุงรางกาย ทั่วทุกภาคของประเทศจะตองมีหมอยาทองถิ่นที่ เปรียบเสมือนปราชญชาวบานเปนหมอใหญ ใหการดูแลรักษาคนในชุมชนหลักฐานสําคัญอีกชิ้นหนึ่งก็ คือที่กําแพงวัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์กรุงเทพมหานคร มีการจารึกวิธีการรักษาโรคไว อยางละเอียด ตั้งแตสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 3 แตปจจุบันเกิดปญหาจาก การลดลงของพื้นที่ปาไมทําใหทุกคนในยุคปจจุบันใหความสําคัญตอปาไมมากขึ้น ชุมชนบานอาลอ เปนอีกชุมชนหนึ่งที่เคยทําลายปาในชุมชนของตนเอง แตเปลี่ยนมาชวยกันอนุรักษปาในชุมชนที่มี ลักษณะเปนปาบุง ปาทาม ซึ่งเปนปาริมน้ําที่พบในภาคอิสานที่แมวาจะไมมีไมยืนตนที่มีคาทาง เศรษฐกิจมากมายนัก แตตนไมทุกตนในปาชนิดนี้ก็มีคุณคาในตัวเอง ทําใหคนในชุมชนไดอาศัยหา อาหาร นอกจากนี้ยังเปนที่วางไขของปลาในฤดูน้ําหลาก คนในทองถิ่นรวมมือรวมใจกัน เพราะทุกคน ตระหนักแลววาถาปาถูกทําลาย จะสงผลกระทบตอชีวิตความเปนอยูของคนในชุมชนอยางมาก ปจจุบันคนในชุมชนตางภาคภูมิใจที่รวมกันอนุรักษปาไวไดทําใหวิถีชีวิตดั้งเดิมยังคงอยูแมกระทั่งการ รักษาโรคของชาวบาน ในชุมชนนี้ก็ยังพึ่งพิงพืชสมุนไพรในปาบุง ปาทาม แหงนี้วิธีการรักษาโรคยังมี ลักษณะเปนเอกลักษณซึ่งไดรับการถายทอดภูมิปญญามาหลายยุคหลายสมัย มีทั้งความเชื่อ พิธีกรรม ความรูเรื่องพืชสมุนไพรผสมผสานกัน โดยพบวาชุมชนมีการใชประโยชนจากพืชสมุนไพรถึงรอยละ 89.1 (ภานุวัฒน สืบนุการณ, 2545) แสดงวาพืชสมุนไพรยังเปนที่นิยมในชุมชนนี้อยูมาก แมวาจะมี การรักษาโดยแพทยแผนปจจุบันที่ทันสมัยก็ตาม จากตัวเลขการนําเขายาแผนปจจุบันของประเทศไทย เมื่อป 2548 พบวามีมูลคาถึง 38,293.37 ลานบาท (สํานักงานคณะกรรมการอาหาร และยา, 2550) จะเห็นไดวาเปนตัวเลขที่สูงมาก สิ่งหนึ่งที่จะแกปญหาการนําเขายาได คือการศึกษาวิจัยการรักษาโรค ดวยภูมิปญญาทองถิ่น วิธีการรักษาโรคที่ไมพึ่งพิงยาแผนปจจุบัน แตใชพืชสมุนไพร ซึ่งเปนทรัพยากร 2 ที่สามารถหาไดในประเทศหากสนับสนุนใหมีการใชยาสมุนไพรที่มีอยูในแตละทองถิ่นของตนเองจะลด มูลคาการนําเขายาไดดวยเหตุนี้ผูวิจัยจึงสนใจทําการศึกษาสังคมพืชสมุนไพรและภูมิปญญาทองถิ่น ดานการใชพืชสมุนไพรในระบบนิเวศปาบุง ปาทาม ปาอาลอ-โดนแบน ตําบลนาดีอําเภอเมืองจงหว ั ดั สุรินทรเนื่องจากในชุมชนยังคงมีคนใชพืชสมุนไพรในการรักษาโรคอยูเปนจํานวนมาก และยังจะเปน การหาแนวทางเพื่อการจัดการทรัพยากรใหมีอยูอยางยั่งยืนตอไปอีกทั้งสามารถใชเปนตนแบบการ จัดการทรัพยากรของชุมชนอื่นที่มีลักษณะใกลเคียงกันไดอีกดวย <br><mark> </mark><strong><mark>วัตถุประสงค </mark></strong><strong><br></strong>1.2.1 เพื่อศึกษาสังคมพืชสมุนไพรในระบบนิเวศปาบุง ปาทาม ปาอาลอ-โดนแบน </div><div><br>1.2.2 เพื่อศึกษาภูมิปญญาทองถิ่นด้านการใชพืชสมนไพรบริเวณ ในระบบนิเวศปาบุง ปาทาม ปาอาลอ-โดนแบน </div><div>1.2.3 เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการใช้พืชสมนไพรของประชาชน ุ <br>1.2.4 เพื่อหาแนวทางในการจัดการพืชสมนไพรในร ะบบนิเวศปาบุง ปาทาม ปาอาลอ-โดนแบน </div><div><br><mark> </mark><strong><mark>ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ</mark></strong><mark> </mark><br>1.3.1 ทราบสังคมพืชสมุนไพรในระบบนิเวศปาบุง ปาทาม ปาอาลอ  -โดนแบน <br>1.3.2 ทราบภมู ิปญญาทองถิ่นดานการใชพืชสมนไพรบเวณระบบนิเวศปาบุง ปาทาม 1.3.3 ทราบปจจ ัยที่มีความสัมพันธตอการใชพืชสมุนไพรของประชาชน <br>1.3.4 ทราบแนวทางในการจัดการพืชสมนไพรบริเวณระบบนิเวศปาบุง ปาทาม  ปาอาลอ-โดนแบน ตําบลนาดีอําเภอเมืองจังหวัดสุรินทรและพื้นที่อนในอนาคต ื่ <br><mark> </mark><strong><mark>ขอบเขตการศึกษา</mark></strong><mark> </mark><br>1.4.1 ขอบเขตดานพื้นที่ปาอาลอ  -โดนแบน ตําบลนาดีอําเภอเมืองจังหวัดสุรินทรพื้นที่ ประมาณ 670 ไรอยูพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ปิาทาสว  าง -เพี้ยราม <br>1.4.2 ขอบเขตดานเนื้อหา ศึกษาสงคมพ ั ชสม ื ุนไพรในระบบนิเวศปาบุง ปาทาม  ศกษาภ ึ ูมิ ปญญาทองถนดิ่ านการใชพ ชสม ื ุนไพรสําหรับเปนยารักษาโรคและบํารุงรางกายและปจจยทั ี่มี ความสัมพันธก ับการใชพ ืชสมุนไพรของประชาชน <br>1.4.3 ขอบเขตดานประชากร 3 <br>1.4.3.1 พืชสมุนไพรบริเวณปาบุง ปาทาม ปาอาลอ-โดนแบน ตําบลนาดี อําเภอเมืองจงหว ั ัดสุรินทร  <br>1.4.3.2 ประชาชนตาบลนาด ํ ีอําเภอเมืองจงหว ั ัดสุรินทร <br>1.4.4 ขอบเขตดานระยะเวลา 4 เดือน ทาการเก ํ ็บรวบรวมขอมูลภาคสนามระหวางเด  ือน มกราคม พ.ศ. 2551 ถึง เดือนเมษายน พ.ศ. 2551 <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:00:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004394</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกรกนก  ศิริบัณฑูรย์ 601222002</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004471</link>
         <description><![CDATA[<div>สมุนไพรไทยรักษาสิว<br><strong>วัตถุประสงค์ <br></strong>1. ลักษณะของสิวมีกี่ประเภท อะไรบ้าง<br>2. สมุนไพรอะไรสามารถรักษาสิวได้บ้าง<br>3. สมุนไพรที่สามารถรักษาสิวมีสรรพคุณอะไรบ้าง<br>4. สาหตุของการเกิดสิวมาจากปัจจัยอะไร<br>5. วิธีการนำสมุนไพรมารักษาสิว<br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:00:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004471</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004566</link>
         <description><![CDATA[ความสำคัญและที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:01:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004566</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนิศาชล คงทอง 601222016</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004819</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เรื่อง การอบสมุนไพรรักษาโรคหืด</strong><br><br><strong>บทนำ</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โรคหอบหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบของหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวมและมีมูกเหนียว เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ หลอดลมมีการบีบตัวลดลง ผู้ป่วยมีอาการหายใจออกลำบาก เกิดอาการ หอบและเสียงหวีดในขณะหายใจออก พบได้บ่อยทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก จากอุบัติการณ์ทั่วโลก พบว่ามีผู้ป่วยเป็น โรคหอบหืดประมาณ 235 ล้านคน ในประเทศไทยพบอุบัติการณ์ในเด็กมากถึงร้อยละ 10-12 ส่วนในผู้ใหญ่มี อุบัติการณ์ร้อยละ 6.9 และคาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคหอบหืดในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน การรักษาใน ปัจจุบันมีหลายวิธีการ โดยการใช้ยานั้นจะเป็นยาลดการอักเสบของหลอดลม และยาขยายหลอดลม การรักษาด้วยกายภาพบำบัดช่วยระบายเสมหะออก และเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจ การรักษาโรคหอบหืดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยมีด้วยกันหลายวิธี เช่น ทานยาสมุนไพร อบสมุนไพร <br><br><strong>วัตถุประสงค์</strong><br>1. เพื่อศึกษากลไกและติดตามผลการรักษาโรคหืดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย <br>2. เพื่อพัฒนาองค์ความรู้แพทย์แผนไทยให้สามารถเกิดประโยชน์สูงสุดในการรักษาผู้ป่วย โรคหืด<br>3.เพื่อให้ผู้ป่วยมีประสิทธิภาพปอดที่ดีขึ้น <br><br><strong>&nbsp;นิยามศัพท์เฉพาะ <br></strong>1. โรคหืด หมายถึง เป็นโรคระบบทางเดินหายใจอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุจากภาวะผิดปกติของหลอดลม โดยกล้ามเนื้อเรียบ ของอวัยวะส่วนนี้ จะมีปฏิกิริยาหดเกร็งตัว เมื่อสัมผัสกับสารระคาย เคือง หรือสิ่งเร้าบางอย่าง ท าให้ผู้ป่วยมีอาการไอ - หายใจล าบาก - แน่นหน้าอก - หอบเหนื่อย อาการเหล่านี้ จะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ในลักษณะเรื้อรัง และจะทุเลาลงได้ด้วยการใช้ยาขยายหลอดลม <br>2. อบสมุนไพร หมายถึง การอบตัวด้วยไอน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร เป็นวิธีการบำบัด อย่างหนึ่งที่ใช้กันมานานมากแล้ว คือการใช้ "ความร้อนบำบัด" การอบสมุนไพรเป็นกรรมวิธีในการ รักษาสุขภาพอนามัยแบบพื้นบ้าน เดิมที การอบสมุนไพรจะใช้ในหมู่สตรีที่คลอดลูกใหม่ๆ ชาวอีสานเรียกว่า "อยู่กรรม" ซึ่งจะต้องอาบน้ำร้อน ดื่มน้ำร้อนที่เป็นน้ำต้มสมุนไพร และนอนย่างไฟ บนแคร่ไม้ไผ่ที่ปูรองพื้นด้วยสมุนไพร และการอบสมุนไพร ถือว่าเป็นการช่วยล้างพิษออกทางเหงื่อ<strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:02:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248004819</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนูรีซา เจ๊ะอาลี 601222017</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248005475</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong>การศึกษาผลของการนวดแผนไทยต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มคนวัยทำงาน <br><br></strong>&nbsp;<strong>บทนำ</strong><br>จากปัญหาด้านสุขภาพของกลุ่มคนวัยทำงานที่พบได้บ่อยและเพิ่มมากขึ้นทุกปี ไม่เฉพาะแต่โรคออฟฟิศซินโดรมที่มีอาการปวดตึงบริเวณคอ บ่า ไหล่ หลัง หรืออาการปวดศีรษะ เท่านั้น ปัจจุบันยังพบว่ามีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคเรื้อรังอื่นๆในคนกลุ่มนี้มากขึ้นด้วยทั้งโรคใน&nbsp; กลุ่มหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวานหรือแม้แต่มะเร็ง ซึ่งสาเหตุหลักของการ เกิดปัญหาสุขภาพในคนกลุ่มนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความเครียด และการทำงานแบบเอาจริงเอา จัง ทุ่มเท มีความทะเยอทะยาน ต้องการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจนขาดความสุขใน การทำงาน และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพต่างๆตามมา และกว่าที่จะตระหนักได้ว่าเริ่่มมีปัญหาสุขภาพก็ต่อเมื่อมีอาการปรากฎให้เห็นชัดเจนหรือเป็นโรคแล้วนั่นเอง ซึ่งการรักษาก็ทำให้สูญเสียทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานก่อนที่โรคเรื้อรังต่างๆจะอุบัติขึ้น ด้วยเหตุนี้เองทำให้การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมกลายมาเป็นวิธีการดูแลสุขภาพตนเองที่ได้รับการยอมรับ และมีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวางมีรูปแบบและวิธีการใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ปัจจุบัน การแพทย์ทางเลือกมีอยู่มากกว่า 100 วิธี เช่นการทำสมาธิ การกดจุด การฝังเข็ม สมุนไพรบำบัด ธรรมชาติบำบัด โยคะ การรับประทานอาหารแบบชีวจิต การฝึกการผ่อนคลาย การออกกำลังกาย ในรูปแบบต่างๆรวมถึงการนวดบำบัด <br><br><strong>วัตถุประสงค์ของการศึกษา</strong> <br>1. เพื่่อศึกษาผลของการนวดแผนไทยที่มีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพกายของกลุ่มคนวัยทำงาน <br>2. เพื่อศึกษาผลของการนวดแผนไทยที่มีต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพจิตและอารมณ์ของกลุ่มคนวัยทำงาน <br><br><strong>วิธีการศึกษา </strong><br>วิธีการศึกษาใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากตัวอย่าง โดยการใช้แบบสอบถามในการวัด ระดับคุณภาพชีวิตของผู้ท่ีเข้ารับบริการนวดแผนไทยที่ร้านนวดเพ่ือสุขภาพในกรุงเทพมหานคร ซึ่งแบบสอบถามท่ีใช้ได้ปรับปรุงมาจากแบบทดสอบเคร่ืองช้ีวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัย โลกชุดย่อฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) เพื่อให้เหมาะสมต่อการเก็บข้อมูล ภาคสนามและการวิเคราะห์ผลได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่ต้ังไว้โดยจะทา การเกบ็ ข้อมูล 2 ครั้งคือเมื่อตัวอย่างเข้ามารับบริการนวดแผนไทยครั้งแรกและครั้งสุดท้ายหลังจากการ นวดอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเป็นเวลา 3 เดือน&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:06:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248005475</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวศรัญญา พิพบ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248005632</link>
         <description><![CDATA[<div>601222024<br>&nbsp;การศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดจากขมิ้นชันชนิดแคปซูล เพื่อลดน้้าหนักและลดระดับไขมันในเลือด <br><br>&nbsp;บทนำ&nbsp; <br>&nbsp;ในปัจจุบันสังคมไทยให้ความส้าคัญเรื่องความสวยงามและรูปร่างลักษณะภายนอกกันมากขึ้น ท้าให้คน ที่หน้าตาหรือบุคลิกภาพไม่ดีเช่น คนอ้วน อาจประสบปัญหาในการท้างาน การเข้าสังคม รวมถึงการด้าเนิน ชีวิตประจ้าวันได้ ซึ่งมักส่งผลให้คนเหล่านั้นขาดความมั่นใจในการกระท้าสิ่งต่างๆ และในระยะยาวอาจเกิด ภาวะเครียดและซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตตามมา นอกจากนี้พบว่าความชุกของภาวะน้้าหนักเกินและโรค อ้วนในประชากรไทยสูงขึ้นอย่างชัดเจน และสถานการณ์ปัญหาด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับภาวะน้้าหนักเกินและ โรคอ้วนในประเทศไทย เช่น โรคระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจ&nbsp; ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ&nbsp; ในส่วนของการลดน้้าหนักโดยยารับประทานนั้น ยังไม่มียาใดได้ผลเป็นที่น่าพอใจ (Finer et.al., 2000) และส่วนใหญ่ยังท้าให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายตามมาอีกด้วย (James et.al., 2010) เนื่องจากสาเหตุดังกล่าว จึงได้มีการพยายามน้าสมุนไพรพื้นบ้านซึ่งมีความปลอดภัยสูงมาวิจัยเพื่อใช้ เป็นยาลดน้้าหนัก ทั้งนี้มีงานวิจัยจ้านวนมากท้าการทดลองกับเซลล์ไขมันและหนูทดลอง พบว่าสารสกัดจาก ขมิ้นชันเคอร์คูมิน (curcumin) สามารถลดไขมันสะสมในร่างกาย รวมถึงลดระดับไขมันในเลือดได้ ส้าหรับ งานวิจัยในมนุษย์ยังมีจ้านวนน้อยและไม่สามารถยืนยันผลได้ชัดเจน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะน้าเคอร์คูมินซึ่ง มีความปลอดภัยสูงมาท้าการวิจัย เพื่อค้นคว้าและพัฒนาเป็นทางเลือกใหม่ส้าหรับผู้ที่ต้องการลดน้้าหนักอย่าง ปลอดภัยต่อไป <br><br>&nbsp;วัตถุประสงค์<br>&nbsp;วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดจากขมิ้นชันเคอร์คูมินชนิดแคปซูลในการลดน้้าหนักและลดระดับ ไขมันในเลือด รวมถึงความพึงพอใจและผลข้างเคียง <br><br>&nbsp;วิธีการศึกษา<br>&nbsp;วิธีการศึกษาและขั้นตอนการวิจัย อาสาสมัครหญิงไทยอายุ 30-54 ปีค้านวณค่าดัชนีมวลกายได้25-29.99 กก./ตรม. และมีความ ต้องการลดน้้าหนัก สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจ้าตัวใดใด จ้านวน 20 คน แบ่งอาสาสมัครออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน จากนั้นท้าการสุ่มโดยจับสลากเลือกตัวแทนกลุ่มๆละ 1 คน ก้าหนดให้อาสาสมัคร 5 คน ที่ถูก จับสลากรับประทานยาหลอก อาสาสมัครที่เหลือ คน รับประทานเคอร์คูมินในขนาด 1.5 กรัม/วัน ติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ติดตามอาสาสมัครที่ 1, 4, 8 และ 12 สัปดาห์ประเมินผลจากน้้าหนักตัว ค่าดัชนี มวลกาย มวลไขมันในร่างกาย ระดับไขมันในเลือด รวมถึงความพึงพอใจและผลข้างเคียง <br><br>&nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล<br>&nbsp;การประเมินการเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังการรักษา น้้าหนักตัว ค่าดัชนีมวลกาย มวลไขมันในร่างกาย ระดับไขมันในเลือด และค่าเอนไซม์ตับ โดยเปรียบเทียบภายในกลุ่มเดียวกัน ใช้สถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้สถิติMann-Whitney U test ส้าหรับ การเปรียบเทียบความพึงพอใจและผลข้างเคียงจากการรักษาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้สถิติ Mann-Whitney U test <br>&nbsp;สรุปผล <br>โดยสรุป การรับประทานเคอร์คูมินในขนาด 1.5 กรัม/วัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์นั้น สามารถลดน้้าหนัก ดัชนีมวลกาย และแอลดีแอลในเลือดได้ นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยสูง กล่าวคือ ไม่มี ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายและไม่เป็นพิษต่อตับ <br>&nbsp; ที่มา&nbsp; <a href="http://anti-aging.mfu.ac.th/File_PDF/research56/Proceeding56_28.pdf">http://anti-aging.mfu.ac.th/File_PDF/research56/Proceeding56_28.pdf</a><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:07:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248005632</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวดาลียัณ สาและ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248006075</link>
         <description><![CDATA[<div>601222013<br>"สมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคงูสวัด"<br><br>ความเป็นมาและความสำคัญ<br>&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันการใช้พืชสมุนไพรได้รับการนิยมอย่างกว้างขวางทั้งในรูปยา เครื่องสำอางและอาหารเสริม เนื่องจาก ในปัจจุบันพบว่าสมุนไพรมีผลข้างเคียงและพิษน้อยกว่ายาแผน ปัจจุบัน&nbsp; มีการนำเอาประโยชน์ของ สมุนไพร มาใช้การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ &nbsp; ซึ่งโรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่บริเวณผิวหนังชนิด หนึ่ง ทำให้มีตุ่มผื่นขึ้นเป็นแนวยาวๆ บริเวณที่ขึ้นกันบ่อย ก็คือ แนวบั้นเอวหรือแนวชายโครง (จากสะดือถึงกลางหลัง) บางคน อาจขึ้นที่ใบหน้า แขนหรือขาก็ได้ แต่จะมีลักษณะการขึ้นคล้ายกันคือจะขึ้นเพียงซีกหนึ่งซีกใดของร่างกายเท่านั้น และได้พบว่า สมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคงูสวัดได้ ก็คือ&nbsp; น้ำเต้า ปลาไหลเผือก นางแย้ม น้ำนมราชสีห์ เป็นต้น สมุนไพรเหล่านี้ มีสรรพคุณมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ รักษาโรคงูสวัดได้<br><br>วัตถุประสงค์<br>&nbsp;เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปของสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้ใน การรักษาโรคงูสวัด <br>&nbsp;เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการ รักษาโรคงูสวัด <br><br>สมมติฐาน<br>สมุนไพรใดที่สามารถใช้รักษาโรคงูสวัด ได้ดีที่สุด<br>&nbsp;<br>วิธีการดำเนินการวิจัย <br>แบบสัมภาษณ์ ชาวบ้านที่ใช้สมุนไพรในการรักษาโรคงูสวัด<br>แบบสัมภาษณ์หมอ ผู้ที่ใช้สมุนไพรในการรักษาโรคงูสวัด<br><br>ที่มา <a href="http://cph.snru.ac.th/userfiles/file/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99.pdf">http://cph.snru.ac.th/userfiles</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <a href="http://www.liekr.com/post_147286.html">http://www.liekr.com/post_147286.html</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:09:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248006075</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวณัฐณิชา พยายาม 601222011</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248006448</link>
         <description><![CDATA[<div>หญ้าดอกขาวลดความอยากบุหรี่<br>ความเป็นมา &nbsp; เนื่องจากในปัจจุบันปัญหาการติดบุหรี่นับวันจะเพิ่มความรุนแรงและเป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญของประเทศ ซึ่งบุหรี่จัดเป็นยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาทที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นปัญหาสําคัญในด้านสาธารณสุขอย่างมาก&nbsp; ซึ่งหญ้าดอกขาว จัดเป็นวัชพืชชั้นดี ที่สามารถลดอาการความอยากบุหรี่ได้ ดังนั้นทางผู้จัดทำจึงมุ่งที่จะศึกษาประสิทธิผลของหญ้าดอกขาวในการช่วยผู้ป่วยให้เลิก บุหรี่เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สําหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ต่อไป&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์ของการวิจัย&nbsp;<br>1.ศึกษาสรรพคุณของหญ้าดอกขาวในการลดความอยากบุหรี่<br>2.ศึกษาอาการข้างเครียง<br>3.ข้อควรระวังในการใช้<br>4. ประสิทธิผลการใช้รักษา&nbsp;<br><br>สมมุติฐาน&nbsp;<br>หญ้าดอกขาวสามารถลดความอยากบุหรี่ได้จริงหรือไม่<br><br>วิธีการทำเนินงานวิจัย<br>ศึกษาจากผลวิจัยที่ผ่านมาจากหมอชาวบ้าน และเเพทย์แผนไทย<br><br>ที่มา :&nbsp; http://mx.kkpho.go.th/ttm/images/little%20ironweed5%20thai.pdf&nbsp;</div><div>http://www.thaihealth.or.th/Content/24594&nbsp;</div><div>https://health.kapook.com/view72457.html&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:11:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248006448</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อดิศักดิ์  โสดา 601222026</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248006820</link>
         <description><![CDATA[<div> กรณีศึกษาคณะหมอลำผีฟ้าบ้านหนองคนไทย <br>  ความมุ่งหมายในการศึกษาค้นคว้า ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ผู้วิจัยได้ตั้งความมุ่งหมายไว้ดังนี้ <br>1.เพื่อศึกษาดนตรีและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมร าผีฟ้าของหมู่บ้านหนอง คอนไทย ตําบลกุดตุ้ม อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ <br>2.เพื่อศึกษาและบันทึกบทเพลงประกอบพิธีกรรมรําผีฟ้าของหมู่บ้านหนองคอนไทย ตําบลกุดตุ้ม อัาเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ความสําคัญของการศึกษาค้นคว้า ความเชื่อเรื่องการรําผีฟ้าเป็นเรื่องทาง “ไสยศาสตร์” มีการใช้ดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม ส่วนหนึ่งและเป็นองค์ประกอบที่สําคัญ ซึ่งทําให้พิธีกรรม เต็มไปด้วยอํานาจลึกลับที่จะใช้เพื่อ ตอบสนองความต้องการของปัจเจกชน และผู้คนที่ศรัทธาพึงปฏิบัติด้วยความเคารพยําเกรง แม้ว่ารูปแบบและวิธีการรําผีฟ้าจะยังมีการรักษาไว้ให้เป็นไปตามแนวทางเดิมอยู่แต่ภายใต้กระแส สังคมในยุคปัจจุบัน แต่ก็เป็นความเชื่อของปัจเจกบุคคลและมุ่งหวังเพียงตัวบุคคลมากกว่าผลทาง สังคม ซึ่งหมายรวมถึงความเชื่อเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพลังอํานาจแห่ง ธรรมชาติ ดังเช่นประชาชนในสังคมชนบท ภาคเกษตรกรรมเคยเชื่อมั่นและยึดถือมาก่อน เพราะฉะนั้นภาพของการร าผีฟ้าในปัจจุบันถูกมองและตีความหมายไปในทางที่แตกต่างกัน การศึกษา ในเชิงมานุษยวิทยาก็จะช่วยให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้นในมิติของทางมานุษยวิทยาและเป็น วัฒนธรรมที่ดีงามสืบทอดสั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคน จึงเห็นถึงความจ าเป็นที่จะต้องศึกษาดนตรีและ พิธีกรรมรำผีฟ้า เพื่อให้เกิดโลกทัศน์เกี่ยวกับการศึกษาดนตรีประกอบพิธีกรรม 8 ผู้ศึกษาได้กําหนดความสําคัญของการศึกษาค้นคว้าไว้คือ<br> 1.เพื่อทราบถึงดนตรีที่ประกอบอยู่ในพิธีกรรมร าผีฟ้าและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม <br>รำผีฟ้า<br> 2.ทราบลักษณะของบทเพลงที่ใช้ประกอบในพิธีรําผีฟ้า <br>ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้ ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาดนตรีในพิธีกรรมรําผีฟ้า โดยเฉพาะดนตรี ที่ใช้ประกอบในพิธีกรรมรําผีฟ้า ซึ่งยังคงรักษาแบบแผนการแสดงไว้อย่างครบถ้วนตามพิธีกรรมการ บําบัดรักษาโรคตามความเชื่อของชาวอีสาน โดยเชื่อว่าผีฟ้าสามารถบําบัด หรือมีอิทธิพลให้โรคต่าง ๆ 7 นั้นทุเลา และหายได้ ในที่สุด แม้แต่เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวล้าในยุคปัจจุบันก็ไม่สามารถ พิสูจน์และให้คาตอบที่ชัดเจนได <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:12:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248006820</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวจตุทิพย์  จันทร์เรือง 601222005</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248007521</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;งานวิจัยเรื่องฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดย่านางแดง</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในตำรายาสมุนไพรไทย ย่านางแดงมีสรรพคุณหลากหลายมาก ใช้แก้พิษ ถอนพิษยาเมา ยาเบื่อ ยาสั่ง ถอนพิษผิดสำแดง ขับพิษโลหิตและน้ำเหลือง ในการแก้ท้องผูก ใช้ฝนกับน้ำ หรือน้ำซาวข้าว หรือต้ม แล้วนำมาดื่ม สรรพคุณเหมือนย่านางขาวแต่ออกฤทธิ์แรงกว่า <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สมุนไพรย่านางแดงนี้ยังแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อนได้ โดยการนำมาต้มแล้วเอาน้ำไปอาบ และนำไปใช้เป็นยาฆ่าเชื้อราได้อีกด้วย <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ทั้งนี้</strong>สารสกัดจากใบย่านางแดงมีปริมาณสารกลุ่มฟีนอลสูงและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดี จากการศึกษาที่ใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อการล้างพิษจากอนุมูลอิสระ&nbsp; <br><strong>ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดย่านางแดง</strong><br>-พบว่าสารสกัดย่านางแดง โดยเฉพาะสารสกัดชั้นเอทานอลส่วนเถา จัดว่าสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติและอาจใช้ในการรักษาโรคอันเกิดจากอนุมูลอิสระที่ถูกทําลาย&nbsp; <br><strong>- ใบย่านาง </strong>มีวิตามินเอและซีสูง และยังประกอบด้วยสารอาหารสำคัญอื่นๆ เช่น โปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไฟเบอร์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไทอะมีน ไรโบฟลาวิน และไนอะซีน<br><strong>- รากย่านาง</strong> เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับยาเบญจโลกวิเชียร หรือยา 5 ราก หรือแก้วห้าดวง ซึ่งเป็นตำรับยาแก้ไข้ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ในบัญชียาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ร่วมกับรากชิงชี่ รากท้าวยายหม่อม รากคนทา และรากมะเดื่อชุมพร&nbsp; &nbsp;<br>&nbsp;<strong>การวิจัยตรวจสอบฤทธิ์ระงับปวดและฤทธิ์ต้านการอักเสบของพืชผักพื้นบ้านอีสาน 10 ชนิด </strong>เช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู และผักชีลาว ซึ่งการทดสอบฤทธิ์ระงับปวดพบว่าสารสกัดจากใบตำลึงและใบย่านางมีฤทธิ์ระงับปวดได้&nbsp;<br><br><br><br><br></div><div><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:15:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248007521</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว จุฑามาศ   บัญชาการ รหัส601222007</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248007633</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>นวดสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการของทารก</strong></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:16:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248007633</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวพิรมยา คล่องสมุทร รหัส 601222019</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248007712</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนายาสีฟันที่มีฤทธิ์ยับบั้งเชื้อ Streptococcus mutans จากชะเอง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:16:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248007712</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวภัททิรา บูมะลายู 601222020</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248008680</link>
         <description><![CDATA[<div>สมุนไพรอบเชยกับโรคเบาหวาน<br>อบเชยเป็นพืชที่มีแทนนินสูง มีรสฝาด แพทย์แผนไทยจึงผสมลงไปในยาหอมต่างๆ ใช้ในอาการจุกเสียด แน่นท้อง หรือใช้ในการทำยานัตถุ์ สูดดมแล้วสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย กินแก้โรคท้องร่วง เพราะมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร และสลายไขมัน</div><div>&nbsp;</div><div>นักวิจัยโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมัลโมแห่งสวีเดนพบว่า การเหยาะอบเชย ลงไปในขนมหรือของหวานที่กินประจำวัน จะช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในเลือดให้คงที่ การทดลองโดยนำอาสาสมัครที่แข็งแรงดีกลุ่มหนึ่ง มากินอาหารหรือขนมหวาน 1 ชาม แล้วเหยาะ<strong>อบเชยผงลงไป 1 ช้อนชา พบว่ามีสรรพคุณช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำ</strong> จากการวัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ภายหลังจากกินขนมไปแล้วพบว่า เพิ่มขึ้นอีกไม่มากเท่าใด ดร.โจนนา เลโบวิคซ์ กล่าวว่า อบเชยอาจจะไปออกฤทธิ์ถ่วงการเดินทางของอาหาร จากกระเพาะไปยังลำไส้ให้เนิ่นนานออกไป นักวิจัยรายงานผลการศึกษาในวารสารศึกษา "โภชนาศาสตร์คลินิกอเมริกัน" ได้ยืนยันหลักฐานจากการศึกษาที่แล้วมาว่า อบเชย มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเบาหวาน อันเป็นโรคเกิดจากอาการดื้อกับฮอร์โมนอินซูลินของร่างกาย อบเชยยังมีคุณสมบัติพิเศษป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน และยังมีคุณลักษณะเป็นอาหารต้านจุลชีพ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราได้</div><div>&nbsp;</div><div><strong>ดร.ริชาร์ด แอนเดอร์สัน ได้แนะนำอาสาสมัครของเขาที่ป่วยเป็นเบาหวาน ให้ลองใช้อบเชยเป็นประจำ ปรากฏว่ามีอาสาสมัครนับร้อย ได้รายงานผลดีกลับเข้ามาว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ อบเชยช่วยเร่งให้การสันดาปน้ำตาลกลูโคสเพิ่มขึ้น 20 เท่า นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าการกินอบเชยนั้นไม่มีอันตราย การทดลองกินเองแต่ละบุคคลนั้น หากได้ผลดีก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเกินคาด ทั้งยังเป็นยาที่เป็นสารธรรมชาติ และในรายที่ไม่ได้ผลดี ก็ไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด อบเชยทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบการให้สัญญาณอินซูลิน (Insulin-Signaling System) และอาจเป็นการดีถ้าอบเชยได้ทำงานก่อนที่จะนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ ทั้งยังสามารถใช้อบเชยร่วมกับอินซูลินได้ดี นอกจากนี้ยังพบว่าสาร MHCP สามารถลดความดันโลหิตของสัตว์ทดลองได้ และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีอีกด้วย&nbsp;</strong></div><div>&nbsp;</div><div>แม้ว่าอบเชยจะยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนใช้แทนยาได้ แต่ ดร.แอนเดอร์สัน ก็แนะนำว่าควรทดลองใช้ 1/4 ถึง 1 ช้อนชาต่อวัน เมื่อคำนวณดูแล้ว 1 ช้อนชาหนักประมาณ 1200 มิลลิกรัม ดังนั้น 1/4 ข้อนชา จึงประมาณเท่ากับ 300 มิลลิกรัม สามารถบรรจุลงในแคปซูล หมายเลข 1 ได้กำลังพอดี ขนาดที่ควรใช้ก็คือ 1 แคปซูล ทุกมื้ออาหาร วันละ 4 มื้อ ในกรณีที่ใช้เพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คือ คนที่บิดามารดาเป็นเบาหวาน ควรรับประทานพร้อมกับอาหารมื้อใหญ่ วันละ 1-2 เม็ด ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารและขับลมได้ด้วย อบเชยชนิดที่ ดร.แอนเดอร์สันใช้ทดลองนั้นมาจากเปลือกอบเชยจีน จีน คือ Cassia (Cinnamomum cassia) ซึงคล้ายกับชนิดที่มีอยู่ในป่าบ้านเรา ทั้งนี้ ถ้าเป็นอบเชยชวาจะใช้ได้ดีที่สุด</div><div>&nbsp;</div><div>การใช้อบเชยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เป็นวิธีช่วยผู้เป็นเบาหวานโดยใช้สารธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ยิ่งกับเกษตรกรผู้ปลูกอบเชยในเขตเอเชียตอนใต้รวมถึงประเทศไทยด้วย มีหลายฝ่ายคิดว่าอบเชยทีดี คือ อบเชยที่ยังไม่ผ่านการฉายแสงเพื่อฆ่าเชื้อโรค จึงควรนำเปลือกอบเชยแห้งที่ม้วนอยู่เป็นหลอดมาบดให้ละเอียดเก็บไว้ใช้เองหรือจำหน่าย แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้เป็นเบาหวาน คือ จะต้องไม่ลืมเรื่องการงดอาหารที่ไม่ควรบริโภค และมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติตนตามแพทย์สั่ง และ พบแพทย์ตามนัดหมาย หากใช้อบเชยก็กรุณาบอกให้แพทย์ทราบด้วย</div><div>&nbsp;</div><div>ผลการศึกษาวิจัยการใช้อบเชยในคนได้ตีพิมพ์ในวารสาร เดือนธันวาคม พ.ศ. ผลที่ได้จากการให้อบเชยแก่ผู้ป่วยเบาหวานพบว่าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาล คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดดีขึ้นระหว่าง จึงเป็นผลที่ยืนยันการศึกษาวิจัยเดิมและน่านำไปใช้เพื่อป้องกัน และใช้ร่วมกับยารักษาเบาหวานต่อไป</div><div>&nbsp;</div><div>นอกจากลดน้ำตาลในเลือดแล้ว อบเชย ยังทำให้ท้องเป็นปกติดี แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ย่อยไขมัน (อาจเป็นเพราะไปช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยไขมัน) ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย มีสารต้านแบคทีเรีย และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ (ผลงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:21:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248008680</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248009538</link>
         <description><![CDATA[<div>ให้นักศึกษาแสดงหัวข้องานวิจัยที่สนใจในการจัดทำพร้อมรายละเอียดพอสังเขป<br>นางสาวกรกนก ศิริบัณฑูรย์ 601222002<br>นางสาวกรกนก&nbsp; ศิริบัณฑูรย์ 601222002<br>สมุนไพรไทยรักษาสิว<br>วัตถุประสงค์&nbsp;<br>1. เพื่อศึกษาคุณสมบัติของพืชสมุนไพรในการยับยั้งเชื้อจุลชีพที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว<br><br>2. เพื่อศึกษาสารสำคัญในพืชที่อาจมีฤทธิ์ต่อเชื้อจุลชีพ<br><br>3. เพื่อเป็นแนวทางในศึกษาความเป็นไปได้ในการนำมาสมุนไพรประยุกต์ใช้ในทางเภสัชกรรม<br><br><br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวภัททิรา บูมะลายู 601222020<br>นางสาวภัททิรา บูมะลายู 601222020<br>สมุนไพรอบเชยกับโรคเบาหวาน<br>อบเชยเป็นพืชที่มีแทนนินสูง มีรสฝาด แพทย์แผนไทยจึงผสมลงไปในยาหอมต่างๆ ใช้ในอาการจุกเสียด แน่นท้อง หรือใช้ในการทำยานัตถุ์ สูดดมแล้วสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย กินแก้โรคท้องร่วง เพราะมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร และสลายไขมัน<br>&nbsp;<br>นักวิจัยโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมัลโมแห่งสวีเดนพบว่า การเหยาะอบเชย ลงไปในขนมหรือของหวานที่กินประจำวัน จะช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในเลือดให้คงที่ การทดลองโดยนำอาสาสมัครที่แข็งแรงดีกลุ่มหนึ่ง มากินอาหารหรือขนมหวาน 1 ชาม แล้วเหยาะอบเชยผงลงไป 1 ช้อนชา พบว่ามีสรรพคุณช่วยควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำ จากการวัดปริมาณน้ำตาลในเลือด ภายหลังจากกินขนมไปแล้วพบว่า เพิ่มขึ้นอีกไม่มากเท่าใด ดร.โจนนา เลโบวิคซ์ กล่าวว่า อบเชยอาจจะไปออกฤทธิ์ถ่วงการเดินทางของอาหาร จากกระเพาะไปยังลำไส้ให้เนิ่นนานออกไป นักวิจัยรายงานผลการศึกษาในวารสารศึกษา "โภชนาศาสตร์คลินิกอเมริกัน" ได้ยืนยันหลักฐานจากการศึกษาที่แล้วมาว่า อบเชย มีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเบาหวาน อันเป็นโรคเกิดจากอาการดื้อกับฮอร์โมนอินซูลินของร่างกาย อบเชยยังมีคุณสมบัติพิเศษป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน และยังมีคุณลักษณะเป็นอาหารต้านจุลชีพ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราได้<br>&nbsp;<br>ดร.ริชาร์ด แอนเดอร์สัน ได้แนะนำอาสาสมัครของเขาที่ป่วยเป็นเบาหวาน ให้ลองใช้อบเชยเป็นประจำ ปรากฏว่ามีอาสาสมัครนับร้อย ได้รายงานผลดีกลับเข้ามาว่าสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ อบเชยช่วยเร่งให้การสันดาปน้ำตาลกลูโคสเพิ่มขึ้น 20 เท่า นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าการกินอบเชยนั้นไม่มีอันตราย การทดลองกินเองแต่ละบุคคลนั้น หากได้ผลดีก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเกินคาด ทั้งยังเป็นยาที่เป็นสารธรรมชาติ และในรายที่ไม่ได้ผลดี ก็ไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด อบเชยทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบการให้สัญญาณอินซูลิน (Insulin-Signaling System) และอาจเป็นการดีถ้าอบเชยได้ทำงานก่อนที่จะนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ ทั้งยังสามารถใช้อบเชยร่วมกับอินซูลินได้ดี นอกจากนี้ยังพบว่าสาร MHCP สามารถลดความดันโลหิตของสัตว์ทดลองได้ และมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีอีกด้วย&nbsp;<br>&nbsp;<br>แม้ว่าอบเชยจะยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนใช้แทนยาได้ แต่ ดร.แอนเดอร์สัน ก็แนะนำว่าควรทดลองใช้ 1/4 ถึง 1 ช้อนชาต่อวัน เมื่อคำนวณดูแล้ว 1 ช้อนชาหนักประมาณ 1200 มิลลิกรัม ดังนั้น 1/4 ข้อนชา จึงประมาณเท่ากับ 300 มิลลิกรัม สามารถบรรจุลงในแคปซูล หมายเลข 1 ได้กำลังพอดี ขนาดที่ควรใช้ก็คือ 1 แคปซูล ทุกมื้ออาหาร วันละ 4 มื้อ ในกรณีที่ใช้เพื่อป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คือ คนที่บิดามารดาเป็นเบาหวาน ควรรับประทานพร้อมกับอาหารมื้อใหญ่ วันละ 1-2 เม็ด ซึ่งจะช่วยย่อยอาหารและขับลมได้ด้วย อบเชยชนิดที่ ดร.แอนเดอร์สันใช้ทดลองนั้นมาจากเปลือกอบเชยจีน จีน คือ Cassia (Cinnamomum cassia) ซึงคล้ายกับชนิดที่มีอยู่ในป่าบ้านเรา ทั้งนี้ ถ้าเป็นอบเชยชวาจะใช้ได้ดีที่สุด<br>&nbsp;<br>การใช้อบเชยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เป็นวิธีช่วยผู้เป็นเบาหวานโดยใช้สารธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ยิ่งกับเกษตรกรผู้ปลูกอบเชยในเขตเอเชียตอนใต้รวมถึงประเทศไทยด้วย มีหลายฝ่ายคิดว่าอบเชยทีดี คือ อบเชยที่ยังไม่ผ่านการฉายแสงเพื่อฆ่าเชื้อโรค จึงควรนำเปลือกอบเชยแห้งที่ม้วนอยู่เป็นหลอดมาบดให้ละเอียดเก็บไว้ใช้เองหรือจำหน่าย แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้เป็นเบาหวาน คือ จะต้องไม่ลืมเรื่องการงดอาหารที่ไม่ควรบริโภค และมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติตนตามแพทย์สั่ง และ พบแพทย์ตามนัดหมาย หากใช้อบเชยก็กรุณาบอกให้แพทย์ทราบด้วย<br>&nbsp;<br>ผลการศึกษาวิจัยการใช้อบเชยในคนได้ตีพิมพ์ในวารสาร เดือนธันวาคม พ.ศ. ผลที่ได้จากการให้อบเชยแก่ผู้ป่วยเบาหวานพบว่าผู้ป่วยมีระดับน้ำตาล คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดดีขึ้นระหว่าง จึงเป็นผลที่ยืนยันการศึกษาวิจัยเดิมและน่านำไปใช้เพื่อป้องกัน และใช้ร่วมกับยารักษาเบาหวานต่อไป<br>&nbsp;<br>นอกจากลดน้ำตาลในเลือดแล้ว อบเชย ยังทำให้ท้องเป็นปกติดี แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ย่อยไขมัน (อาจเป็นเพราะไปช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยไขมัน) ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย มีสารต้านแบคทีเรีย และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ (ผลงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกา)<br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวมาเรียม มามะ 601222022<br>นางสาวมาเรียม มามะ 601222022<br>&nbsp;สมุนไพรไทยสําหรับการรักษาโรคขอเสื่อม&nbsp;<br>&nbsp;บทคัดยอ โรคขอเสื่อมจัดเปนโรคขอชนิดเรื้อรังที่พบมากในผูสูงอายุรวมทั้งสัตวอายุมาก การสึกกรอนอยางชา ๆ ของกระดูกออนผิวขอเปนอาการสําคัญที่ทําใหเกิดความเจ็บปวดแกขอตอ พยาธิกําเนิดของโรคนี้มีความซับซอน และเกี่ยวของกับกลไกการตอบสนองตาง ๆ เปนจํานวนมาก โดยเฉพาะอยางยิ่ง กระบวนการอักเสบ ซึ่งเปน กระบวนการที่เหนี่ยวนําใหเกิดการเสียสมดุลของขอตอ ทําใหเกิดการผลิตเอนไซมตาง ๆ ที่มีบทบาทสําคัญในการ ยอยสารองคประกอบของเนื้อกระดูกออน การรักษาโดยการใชยาแกปวดรวมทั้งยาตานการอักเสบที่ไมใช สเตียรอยด เปนเพียงวิธีการหนึ่งที่ชวยบรรเทาความเจ็บปวดซึ่งกอใหเกิดผลขางเคียงที่ไมพึงประสงคตามมา ใน ปจจุบัน การคนหาสารสกัดพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการตานทานการอักเสบ รวมทั้งมีคุณสมบัติปกปองกระดูก ออนเพื่อนํามาใชรักษาโรคขอเสื่อมมีจํานวนมากขึ้นอยางตอเนื่อง มีการพบวาพืชหลายชนิดที่พบไดทั่วไปในประเทศ ไทยมีประสิทธิภาพในการบรรเทาและรักษาอาการตางๆของโรคขอเสื่อมและโรคขออื่นๆได บทความนี้จึงได รวบรวมรายงานการวิจัยที่แสดงประสิทธิภาพและกลไกการออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพร 4 ชนิด ไดแก ขมิ้น ขิง พลู และมะรุม ในการรักษาโรคขอเสื่อม โดยเฉพาะอยางยิ่งการอักเสบและความเจ็บ&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวพิรมยา คล่องสมุทร รหัส 601222019<br>นางสาวพิรมยา คล่องสมุทร รหัส 601222019<br>การพัฒนายาสีฟันที่มีฤทธิ์ยับบั้งเชื้อ Streptococcus mutans จากชะเอง<br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาว จุฑามาศ บัญชาการ รหัส601222007<br>นางสาว จุฑามาศ &nbsp; บัญชาการ รหัส601222007<br>นวดสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการของทารก<br><br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวจตุทิพย์ จันทร์เรือง 601222005<br>นางสาวจตุทิพย์&nbsp; จันทร์เรือง 601222005<br>&nbsp;งานวิจัยเรื่องฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดย่านางแดง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในตำรายาสมุนไพรไทย ย่านางแดงมีสรรพคุณหลากหลายมาก ใช้แก้พิษ ถอนพิษยาเมา ยาเบื่อ ยาสั่ง ถอนพิษผิดสำแดง ขับพิษโลหิตและน้ำเหลือง ในการแก้ท้องผูก ใช้ฝนกับน้ำ หรือน้ำซาวข้าว หรือต้ม แล้วนำมาดื่ม สรรพคุณเหมือนย่านางขาวแต่ออกฤทธิ์แรงกว่า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สมุนไพรย่านางแดงนี้ยังแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อนได้ โดยการนำมาต้มแล้วเอาน้ำไปอาบ และนำไปใช้เป็นยาฆ่าเชื้อราได้อีกด้วย&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้สารสกัดจากใบย่านางแดงมีปริมาณสารกลุ่มฟีนอลสูงและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดี จากการศึกษาที่ใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อการล้างพิษจากอนุมูลอิสระ &nbsp;<br>ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดย่านางแดง<br>-พบว่าสารสกัดย่านางแดง โดยเฉพาะสารสกัดชั้นเอทานอลส่วนเถา จัดว่าสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติและอาจใช้ในการรักษาโรคอันเกิดจากอนุมูลอิสระที่ถูกทําลาย &nbsp;<br>- ใบย่านาง มีวิตามินเอและซีสูง และยังประกอบด้วยสารอาหารสำคัญอื่นๆ เช่น โปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไฟเบอร์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไทอะมีน ไรโบฟลาวิน และไนอะซีน<br>- รากย่านาง เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของตำรับยาเบญจโลกวิเชียร หรือยา 5 ราก หรือแก้วห้าดวง ซึ่งเป็นตำรับยาแก้ไข้ที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้ในบัญชียาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ร่วมกับรากชิงชี่ รากท้าวยายหม่อม รากคนทา และรากมะเดื่อชุมพร &nbsp;<br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>อดิศักดิ์ โสดา 601222026<br>อดิศักดิ์&nbsp; โสดา 601222026<br>&nbsp;กรณีศึกษาคณะหมอลำผีฟ้าบ้านหนองคนไทย&nbsp;<br>&nbsp; ความมุ่งหมายในการศึกษาค้นคว้า ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ผู้วิจัยได้ตั้งความมุ่งหมายไว้ดังนี้&nbsp;<br>1.เพื่อศึกษาดนตรีและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมร าผีฟ้าของหมู่บ้านหนอง คอนไทย ตําบลกุดตุ้ม อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ&nbsp;<br>2.เพื่อศึกษาและบันทึกบทเพลงประกอบพิธีกรรมรําผีฟ้าของหมู่บ้านหนองคอนไทย ตําบลกุดตุ้ม อัาเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ความสําคัญของการศึกษาค้นคว้า ความเชื่อเรื่องการรําผีฟ้าเป็นเรื่องทาง “ไสยศาสตร์” มีการใช้ดนตรีเข้ามาเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม ส่วนหนึ่งและเป็นองค์ประกอบที่สําคัญ ซึ่งทําให้พิธีกรรม เต็มไปด้วยอํานาจลึกลับที่จะใช้เพื่อ ตอบสนองความต้องการของปัจเจกชน และผู้คนที่ศรัทธาพึงปฏิบัติด้วยความเคารพยําเกรง แม้ว่ารูปแบบและวิธีการรําผีฟ้าจะยังมีการรักษาไว้ให้เป็นไปตามแนวทางเดิมอยู่แต่ภายใต้กระแส สังคมในยุคปัจจุบัน แต่ก็เป็นความเชื่อของปัจเจกบุคคลและมุ่งหวังเพียงตัวบุคคลมากกว่าผลทาง สังคม ซึ่งหมายรวมถึงความเชื่อเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพลังอํานาจแห่ง ธรรมชาติ ดังเช่นประชาชนในสังคมชนบท ภาคเกษตรกรรมเคยเชื่อมั่นและยึดถือมาก่อน เพราะฉะนั้นภาพของการร าผีฟ้าในปัจจุบันถูกมองและตีความหมายไปในทางที่แตกต่างกัน การศึกษา ในเชิงมานุษยวิทยาก็จะช่วยให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้นในมิติของทางมานุษยวิทยาและเป็น วัฒนธรรมที่ดีงามสืบทอดสั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคน จึงเห็นถึงความจ าเป็นที่จะต้องศึกษาดนตรีและ พิธีกรรมรำผีฟ้า เพื่อให้เกิดโลกทัศน์เกี่ยวกับการศึกษาดนตรีประกอบพิธีกรรม 8 ผู้ศึกษาได้กําหนดความสําคัญของการศึกษาค้นคว้าไว้คือ<br>&nbsp;1.เพื่อทราบถึงดนตรีที่ประกอบอยู่ในพิธีกรรมร าผีฟ้าและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม&nbsp;<br>รำผีฟ้า<br>&nbsp;2.ทราบลักษณะของบทเพลงที่ใช้ประกอบในพิธีรําผีฟ้า&nbsp;<br>ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้ ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาดนตรีในพิธีกรรมรําผีฟ้า โดยเฉพาะดนตรี ที่ใช้ประกอบในพิธีกรรมรําผีฟ้า ซึ่งยังคงรักษาแบบแผนการแสดงไว้อย่างครบถ้วนตามพิธีกรรมการ บําบัดรักษาโรคตามความเชื่อของชาวอีสาน โดยเชื่อว่าผีฟ้าสามารถบําบัด หรือมีอิทธิพลให้โรคต่าง ๆ 7 นั้นทุเลา และหายได้ ในที่สุด แม้แต่เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวล้าในยุคปัจจุบันก็ไม่สามารถ พิสูจน์และให้คาตอบที่ชัดเจนได&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวณัฐณิชา พยายาม 601222011<br>นางสาวณัฐณิชา พยายาม 601222011<br>หญ้าดอกขาวลดความอยากบุหรี่<br>ความเป็นมา &nbsp; เนื่องจากในปัจจุบันปัญหาการติดบุหรี่นับวันจะเพิ่มความรุนแรงและเป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญของประเทศ ซึ่งบุหรี่จัดเป็นยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาทที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นปัญหาสําคัญในด้านสาธารณสุขอย่างมาก&nbsp; ซึ่งหญ้าดอกขาว จัดเป็นวัชพืชชั้นดี ที่สามารถลดอาการความอยากบุหรี่ได้ ดังนั้นทางผู้จัดทำจึงมุ่งที่จะศึกษาประสิทธิผลของหญ้าดอกขาวในการช่วยผู้ป่วยให้เลิก บุหรี่เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สําหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ต่อไป&nbsp;<br>วัตถุประสงค์ของการวิจัย&nbsp;<br>1. รปแบบของหญ้าดอกขาว ที่ใช้ลดอาการอยากบุหรี่ไดีดีที่สุด<br>2.ศึกษาสารออกฤทธิ์ในหญ้าดอกขาว&nbsp;<br>3.ผลข้างเครียงในการใช้หญ้าดอกขาวลดความอยากบุหรี่<br><br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวดาลียัณ สาและ<br>นางสาวดาลียัณ สาและ<br>601222013<br>"สมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรคงูสวัด"<br><br>ความเป็นมาและความสำคัญ<br>&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันการใช้พืชสมุนไพรได้รับการนิยมอย่างกว้างขวางทั้งในรูปยา เครื่องสำอางและอาหารเสริม เนื่องจาก ในปัจจุบันพบว่าสมุนไพรมีผลข้างเคียงและพิษน้อยกว่ายาแผน ปัจจุบัน&nbsp; มีการนำเอาประโยชน์ของ สมุนไพร มาใช้การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ &nbsp; ซึ่งโรคงูสวัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่บริเวณผิวหนังชนิด หนึ่ง ทำให้มีตุ่มผื่นขึ้นเป็นแนวยาวๆ บริเวณที่ขึ้นกันบ่อย ก็คือ แนวบั้นเอวหรือแนวชายโครง (จากสะดือถึงกลางหลัง) บางคน อาจขึ้นที่ใบหน้า แขนหรือขาก็ได้ แต่จะมีลักษณะการขึ้นคล้ายกันคือจะขึ้นเพียงซีกหนึ่งซีกใดของร่างกายเท่านั้น และได้พบว่า สมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคงูสวัดได้ ก็คือ&nbsp; กระชับ กระแตไต่ไม้ กระพังโหม เขยตาย เป็นต้น สมุนไพรเหล่านี้ มีสรรพคุณมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ รักษาโรคงูสวัดได้<br><br>วัตถุประสงค์<br>&nbsp;เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปของสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้ใน การรักษาโรคงูสวัด&nbsp;<br>&nbsp;เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการ รักษาโรคงูสวัด&nbsp;<br><br>&nbsp;วิธีการดำเนินการวิจัย&nbsp;<br>แบบสัมภาษณ์ ชาวบ้านที่ใช้สมุนไพรในการรักษาโรคงูสวัด&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวศรัญญา พิพบ<br>นางสาวศรัญญา พิพบ<br>601222024<br>&nbsp;การศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดจากขมิ้นชันชนิดแคปซูล เพื่อลดน้้าหนักและลดระดับไขมันในเลือด&nbsp;<br><br>&nbsp;บทนำ &nbsp;<br>&nbsp;ในปัจจุบันสังคมไทยให้ความส้าคัญเรื่องความสวยงามและรูปร่างลักษณะภายนอกกันมากขึ้น ท้าให้คน ที่หน้าตาหรือบุคลิกภาพไม่ดีเช่น คนอ้วน อาจประสบปัญหาในการท้างาน การเข้าสังคม รวมถึงการด้าเนิน ชีวิตประจ้าวันได้ ซึ่งมักส่งผลให้คนเหล่านั้นขาดความมั่นใจในการกระท้าสิ่งต่างๆ และในระยะยาวอาจเกิด ภาวะเครียดและซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตตามมา นอกจากนี้พบว่าความชุกของภาวะน้้าหนักเกินและโรค อ้วนในประชากรไทยสูงขึ้นอย่างชัดเจน และสถานการณ์ปัญหาด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับภาวะน้้าหนักเกินและ โรคอ้วนในประเทศไทย เช่น โรคระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โรคหลอดเลือดหัวใจ&nbsp; ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ&nbsp; ในส่วนของการลดน้้าหนักโดยยารับประทานนั้น ยังไม่มียาใดได้ผลเป็นที่น่าพอใจ (Finer et.al., 2000) และส่วนใหญ่ยังท้าให้เกิดผลข้างเคียงที่อันตรายตามมาอีกด้วย (James et.al., 2010) เนื่องจากสาเหตุดังกล่าว จึงได้มีการพยายามน้าสมุนไพรพื้นบ้านซึ่งมีความปลอดภัยสูงมาวิจัยเพื่อใช้ เป็นยาลดน้้าหนัก ทั้งนี้มีงานวิจัยจ้านวนมากท้าการทดลองกับเซลล์ไขมันและหนูทดลอง พบว่าสารสกัดจาก ขมิ้นชันเคอร์คูมิน (curcumin) สามารถลดไขมันสะสมในร่างกาย รวมถึงลดระดับไขมันในเลือดได้ ส้าหรับ งานวิจัยในมนุษย์ยังมีจ้านวนน้อยและไม่สามารถยืนยันผลได้ชัดเจน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะน้าเคอร์คูมินซึ่ง มีความปลอดภัยสูงมาท้าการวิจัย เพื่อค้นคว้าและพัฒนาเป็นทางเลือกใหม่ส้าหรับผู้ที่ต้องการลดน้้าหนักอย่าง ปลอดภัยต่อไป&nbsp;<br><br>&nbsp;วัตถุประสงค์<br>&nbsp;วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดจากขมิ้นชันเคอร์คูมินชนิดแคปซูลในการลดน้้าหนักและลดระดับ ไขมันในเลือด รวมถึงความพึงพอใจและผลข้างเคียง&nbsp;<br><br>&nbsp;วิธีการศึกษา<br>&nbsp;วิธีการศึกษาและขั้นตอนการวิจัย อาสาสมัครหญิงไทยอายุ 30-54 ปีค้านวณค่าดัชนีมวลกายได้25-29.99 กก./ตรม. และมีความ ต้องการลดน้้าหนัก สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจ้าตัวใดใด จ้านวน 20 คน แบ่งอาสาสมัครออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน จากนั้นท้าการสุ่มโดยจับสลากเลือกตัวแทนกลุ่มๆละ 1 คน ก้าหนดให้อาสาสมัคร 5 คน ที่ถูก จับสลากรับประทานยาหลอก อาสาสมัครที่เหลือ คน รับประทานเคอร์คูมินในขนาด 1.5 กรัม/วัน ติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ติดตามอาสาสมัครที่ 1, 4, 8 และ 12 สัปดาห์ประเมินผลจากน้้าหนักตัว ค่าดัชนี มวลกาย มวลไขมันในร่างกาย ระดับไขมันในเลือด รวมถึงความพึงพอใจและผลข้างเคียง&nbsp;<br><br>&nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล<br>&nbsp;การประเมินการเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังการรักษา น้้าหนักตัว ค่าดัชนีมวลกาย มวลไขมันในร่างกาย ระดับไขมันในเลือด และค่าเอนไซม์ตับ โดยเปรียบเทียบภายในกลุ่มเดียวกัน ใช้สถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้สถิติMann-Whitney U test ส้าหรับ การเปรียบเทียบความพึงพอใจและผลข้างเคียงจากการรักษาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ใช้สถิติ Mann-Whitney U test&nbsp;<br>&nbsp;สรุปผล&nbsp;<br>โดยสรุป การรับประทานเคอร์คูมินในขนาด 1.5 กรัม/วัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์นั้น สามารถลดน้้าหนัก ดัชนีมวลกาย และแอลดีแอลในเลือดได้ นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัยสูง กล่าวคือ ไม่มี ผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายและไม่เป็นพิษต่อตับ&nbsp;<br>&nbsp; ที่มา&nbsp; http://anti-aging.mfu.ac.th/File_PDF/research56/Proceeding56_28.pdf<br><br><br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวนูรีซา เจ๊ะอาลี 601222017<br>นางสาวนูรีซา เจ๊ะอาลี 601222017<br>&nbsp;ผลของมะระขี้นกในรักษาโรคเบาหวาน<br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวนิศาชล คงทอง 601222016<br>นางสาวนิศาชล คงทอง 601222016<br>เรื่อง การอบสมุนไพรรักษาโรคหืด<br><br>บทนำ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โรคหอบหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบของหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวมและมีมูกเหนียว เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ หลอดลมมีการบีบตัวลดลง ผู้ป่วยมีอาการหายใจออกลำบาก เกิดอาการ หอบและเสียงหวีดในขณะหายใจออก พบได้บ่อยทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก จากอุบัติการณ์ทั่วโลก พบว่ามีผู้ป่วยเป็น โรคหอบหืดประมาณ 235 ล้านคน ในประเทศไทยพบอุบัติการณ์ในเด็กมากถึงร้อยละ 10-12 ส่วนในผู้ใหญ่มี อุบัติการณ์ร้อยละ 6.9 และคาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคหอบหืดในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 3 ล้านคน การรักษาใน ปัจจุบันมีหลายวิธีการ โดยการใช้ยานั้นจะเป็นยาลดการอักเสบของหลอดลม และยาขยายหลอดลม การรักษาด้วยกายภาพบำบัดช่วยระบายเสมหะออก และเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจ การรักษาโรคหอบหืดด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยมีด้วยกันหลายวิธี เช่น ทานยาสมุนไพร อบสมุนไพร&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>ความสำคัญและที่มาของปัญหา<br>&nbsp;ความสำคัญและที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย<br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวกรแก้ว คาวินวิทย์<br>นางสาวกรแก้ว คาวินวิทย์&nbsp;<br>601222003<br>&nbsp; การศึกษาสังคมพืชสมุนไพรและภูมิปญญาทองถิ่นดานการใชพืชสมุนไพร ในระบบนิเวศปาบุง ปาทาม ปาอาลอ-โดนแบน ตําบลนาดี อําเภอเมือง จังหวัดสุรินทร &nbsp;<br>&nbsp; ความเป นมาและความสําคัญของปญหา เปนที่ทราบกันดีวาปจจุบันทรัพยากรปาไมถูกทําลายลงไปเปนจํานวนมาก ประเทศไทยเปน ประเทศที่มีความอุดมสมบูรณตําแหนงของประเทศอยูในแนวเขตเสนศูนยสูตรทําใหมีปจจัยที่ เหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตหลายชนิด แตปจจุบันปาไมเหลืออยูประมาณรอยละ 33 ของพื้นที่ประเทศ ทั้ง ๆ ที่ปาไมเปนแหลงที่มาของปจจัย 4 คืออาหาร เครื่องนุงหม ที่อยูอาศัยและยารักษาโรค คนไทยมีชีวิต พึ่งพิงธรรมชาติมาชานาน ทําใหมีสมบัติทางวัฒนธรรมโดยเฉพาะเรื่องภูมิปญญาเกี่ยวกับการใชพืช สมุนไพรในปามารักษาโรค และบํารุงรางกาย ทั่วทุกภาคของประเทศจะตองมีหมอยาทองถิ่นที่ เปรียบเสมือนปราชญชาวบานเปนหมอใหญ ใหการดูแลรักษาคนในชุมชนหลักฐานสําคัญอีกชิ้นหนึ่งก็ คือที่กําแพงวัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์กรุงเทพมหานคร มีการจารึกวิธีการรักษาโรคไว อยางละเอียด ตั้งแตสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 3 แตปจจุบันเกิดปญหาจาก การลดลงของพื้นที่ปาไมทําใหทุกคนในยุคปจจุบันใหความสําคัญตอปาไมมากขึ้น ชุมชนบานอาลอ เปนอีกชุมชนหนึ่งที่เคยทําลายปาในชุมชนของตนเอง แตเปลี่ยนมาชวยกันอนุรักษปาในชุมชนที่มี ลักษณะเปนปาบุง ปาทาม ซึ่งเปนปาริมน้ําที่พบในภาคอิสานที่แมวาจะไมมีไมยืนตนที่มีคาทาง เศรษฐกิจมากมายนัก แตตนไมทุกตนในปาชนิดนี้ก็มีคุณคาในตัวเอง ทําใหคนในชุมชนไดอาศัยหา อาหาร นอกจากนี้ยังเปนที่วางไขของปลาในฤดูน้ําหลาก คนในทองถิ่นรวมมือรวมใจกัน เพราะทุกคน ตระหนักแลววาถาปาถูกทําลาย จะสงผลกระทบตอชีวิตความเปนอยูของคนในชุมชนอยางมาก ปจจุบันคนในชุมชนตางภาคภูมิใจที่รวมกันอนุรักษปาไวไดทําใหวิถีชีวิตดั้งเดิมยังคงอยูแมกระทั่งการ รักษาโรคของชาวบาน ในชุมชนนี้ก็ยังพึ่งพิงพืชสมุนไพรในปาบุง ปาทาม แหงนี้วิธีการรักษาโรคยังมี ลักษณะเปนเอกลักษณซึ่งไดรับการถายทอดภูมิปญญามาหลายยุคหลายสมัย มีทั้งความเชื่อ พิธีกรรม ความรูเรื่องพืชสมุนไพรผสมผสานกัน โดยพบวาชุมชนมีการใชประโยชนจากพืชสมุนไพรถึงรอยละ 89.1 (ภานุวัฒน สืบนุการณ, 2545) แสดงวาพืชสมุนไพรยังเปนที่นิยมในชุมชนนี้อยูมาก แมวาจะมี การรักษาโดยแพทยแผนปจจุบันที่ทันสมัยก็ตาม จากตัวเลขการนําเขายาแผนปจจุบันของประเทศไทย เมื่อป 2548 พบวามีมูลคาถึง 38,293.37 ลานบาท (สํานักงานคณะกรรมการอาหาร และยา, 2550) จะเห็นไดวาเปนตัวเลขที่สูงมาก สิ่งหนึ่งที่จะแกปญหาการนําเขายาได คือการศึกษาวิจัยการรักษาโรค ดวยภูมิปญญาทองถิ่น วิธีการรักษาโรคที่ไมพึ่งพิงยาแผนปจจุบัน แตใชพืชสมุนไพร ซึ่งเปนทรัพยากร 2 ที่สามารถหาไดในประเทศหากสนับสนุนใหมีการใชยาสมุนไพรที่มีอยูในแตละทองถิ่นของตนเองจะลด มูลคาการนําเขายาไดดวยเหตุนี้ผูวิจัยจึงสนใจทําการศึกษาสังคมพืชสมุนไพรและภูมิปญญาทองถิ่น ดานการใชพืชสมุนไพรในระบบนิเวศปาบุง ปาทาม ปาอาลอ-โดนแบน ตําบลนาดีอําเภอเมืองจงหว ั ดั สุรินทรเนื่องจากในชุมชนยังคงมีคนใชพืชสมุนไพรในการรักษาโรคอยูเปนจํานวนมาก และยังจะเปน การหาแนวทางเพื่อการจัดการทรัพยากรใหมีอยูอยางยั่งยืนตอไปอีกทั้งสามารถใชเปนตนแบบการ จัดการทรัพยากรของชุมชนอื่นที่มีลักษณะใกลเคียงกันไดอีกดวย&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวสุไฮละห์ มานี 601222025<br>นางสาวสุไฮละห์ มานี 601222025<br>&nbsp;งานวิจัยสมุนไพรไทยสําหรับการรักษาโรคขอเสื่อม&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>วัตถุประสงค์<br>&nbsp;วัตถุประสงค์&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวฮัซวานี โต๊ะมัน 601222029<br>นางสาวฮัซวานี โต๊ะมัน 601222029<br>การศึกษาองค์ความรู้ของหมอพื้นบ้านกับการใช้สมุนไพนพื้นถื่นในการรักษา<br><br>ที่มาและความสำคัญ :&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาวอามีเราะห์ สะอิ้ง 601222028<br>นางสาวอามีเราะห์ สะอิ้ง 601222028<br>เอาหัวข้อเรื่อง สมุนไพรที่ใช้ทำเป็นยาหอม<br>วัตถุประสงค์&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>นางสาว อานิตา นิเเว<br>นางสาว&nbsp; อานิตา&nbsp; นิเเว&nbsp;<br>การอยู่ไฟของมารดาหลังคลอด<br>วัตถุประสงค์&nbsp;<br>1) เพื่อศึกษาองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่ใช้ในการอยู่ไฟ&nbsp; การยอมรับการอยู่ไฟ&nbsp; ประโยชน์ของการอยู่ไฟ&nbsp; ขั้นตอนและวิธีการอยู่ไฟของหญิงหลังคลอด&nbsp;<br>&nbsp;2) เพื่อสร้างนวัตกรรมพื้นบ้านที่เหมาะสมในการส่งเสริมสุขภาพหญิงหลังคลอดโดยใช้ภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านการอยู่ไฟหลังคลอด&nbsp;<br>&nbsp;3) เพื่อนำนวัตกรรมภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้านการอยู่ไฟหลังคลอดไปสู่การปฏิบัติ&nbsp; เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม&nbsp;<br>ความสำคัญและที่มาของปัญหาที่ทำการวิจัย&nbsp;<br>การอยู่ไฟเป็นภูมิปัญญาไทยที่มีมาแต่อดีต เป็นความรู้ทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยของหญิงหลังคลอดเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีดั้งเดิมโดยเร็วที่สุด การอยู่ไฟเป็นการดูแลสุขภาพของหญิงหลังคลอดเพราะการอยู่ไฟจะช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้นเนื่องจากก่อนคลอด สรีระของผู้เป็นแม่ เกือบทุกส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลง กระดูกข้อต่อจะเคลื่อนขยาย การใช้ความร้อนในการอยู่ไฟจะช่วยให้ร่างกายกลับเข้าสู่สภาวะปกติเร็วขึ้น ที่สำคัญการอยู่ไฟจะช่วยให้บาดแผลที่เกิดจากการคลอดปิดสนิทได้ด้วยการนอนเฉย ๆ ภายใน 3 – 5 วัน เพราะการอยู่ไฟจะทำให้เหงื่อออกส่งผลให้ร่างกายของหญิงหลังคลอดที่บวมน้ำอยู่ลดลง อาการปวดเมื่อยร่างกายภายหลังการคลอดบุตรจะทุเลาลงโดยเร็ว&nbsp;<br><br><br><br><br>&nbsp;<br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>&nbsp;add<br><br>กำลังปรับใช้การแก้ไขที่ดำเนินการกับส่วนอื่นๆ ...</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:25:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248009538</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010231</link>
         <description><![CDATA[1.3 เ]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:28:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010231</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010576</link>
         <description><![CDATA[และความ]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:29:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010576</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010588</link>
         <description><![CDATA[ ]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:29:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010588</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว จุฑามาศ บัญชาการ รหัส601222007</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010677</link>
         <description><![CDATA[<div>นวดสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการของทารก<br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:30:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010677</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนัฏญา  พรมบุตร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010949</link>
         <description><![CDATA[<div>รหัสนักศึกษา 601222014<br>งาน วิจัย สมุนไพรว่านหางจระเข้<br>&nbsp;การศึกษาผลของโปรตีนจากต้น Aloe barbadensis Mill ต่อไฟบริโนเจนและ ก้อนไฟบรินของมนุษย์&nbsp;<br><br>ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาของการวจิจั<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; ว่านหางจระเข้ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Aloe barbadensis Mill มีชื่อพร้องคือ Aloe vera จัดเป็นพืช สมุนไพรชนิดหนึ่ง ส่วนที่นํามาใช้เป็นยาคือวุ้นหรือเจลจากใบ มีรายงานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์วาวุ้นในว่านหางจระเข้มีสารเคมีหลายชนิด เช่น aloe-emodin, aloesin และ aloin ยางที่อยู่ในใบว่านหางจระเข้มีสาร จําพวก antraquinone ที่ออกฤทธิ์ช่วยในการขับถ่าย การทดลองทางคลินิกพบว่า น้ำจากว่านหางจระเข้สด สามารถรักษาแผลไฟไหม้ในหนูขาว กระต่าย และคน และเมื่อมีการทดลองฉีดสารสกัดจากใบว่านหาง จระเข้ในคน พบวาสามารถลดการอักเสบของโรคเหงือกในระยะแรกและระยะที่สองได้ นอกจากนี้ว่านหางว่านจระเข้ยังได้พัฒนาขึ้นเป็นตำหรับยาที่สามารถนำมาใช้ทางคลินิกได้ เช่นรักษาแผลอักเสบจากรังสีบำบัดแผลไฟไหม้ และ โรคกลากเป็นต้น จากข้อมูลเบื้องต้นแสดงวาวุ้นจากว่านหางจระเข้สามารถพัฒนาได้เป็นทั้งยาทา ยากินและ ยาฉีดได้ โดยไม่ เป็นอันตรายต่อสัตว์ทดลองและคน&nbsp;<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:31:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248010949</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248011324</link>
         <description><![CDATA[วัตถุประสงค

 1.2.1 เพื่อศึกษาสังคมพืชสมุนไพรในระบบนิเวศปาบ ุง ปาทาม
 1.2.2 เพื่อศึกษาภูมิปญญาทองถนดิ่ านการใชพืชสมนไพรบร ุ ิเวณระบบนิเวศปาบ ุง
ปาทาม
 1.2.3 เพื่อศึกษาปจจัยที่มีความสัมพนธั ตอการใช  พืชสมนไพรของประชาชน ุ
 1.2.4 เพื่อหาแนวทางในการจัดการพืชสมนไพรในระบบน ุ ิเวศปาบ ุง ปาทาม  ปาอาลอ  -โดน
แบน ตาบลนาด ํ ีอําเภอเมืองจงหว ั ัดสุรินทร]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:33:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248011324</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวมัชฌิมา บุตรี รหัส601222021</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248011468</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;<strong>งานวิจัยสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง</strong>&nbsp;<br>&nbsp;</div><div>จากการสัมภาษณ์นายแพทย์ นพรัตน์ บุณยเลิศ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 พค. 2542 นพ. นพรัตน์เล่าว่า เมื่อ 16-17 ปี ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกระแสรับสั่งกับ นพ. นพรัตน์ว่า ” หมอรู้อะไรรู้อยู่คนเดียว คนที่จะรู้ต่อไปจากหมอคือ ฉัน ” และ ” ฉันไม่สบายใจมากที่คนไทยของฉันเป็นมะเร็งตายกันมาก ” จากกระแสพระราชดำรัสดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน เนื่องจากมีอัตราการตายด้วยโรคมะเร็งมากขึ้นเรื่อยๆ &nbsp;<br>จากเอกสารทางวิชาการพบว่ามีพืชมากกว่า 1,000 ชนิดที่มีสารต้านมะเร็ง และนักวิทยาศาสตร์ได้สกัดแยกและหาสูตรโครงสร้างออกมาได้หลายร้อยชนิด<br><br>การค้นพบสารต้านมะเร็ง Vinblastine (Vincaleukoblastine) และ Vincristine (leurocristine) จากต้นแพงพวยฝรั่ง เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นจุดที่กระตุ้นให้มีการค้นคว้าหาสารต้านมะเร็งจากพืชอื่นๆด้วย<br>&nbsp;วัตถุประสงค์<br>1.เพื่อศึกษาว่าพืชชนิดใดบ้างที่ต้านมะเร็ง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:34:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248011468</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวมาเรียม มามะ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248011555</link>
         <description><![CDATA[<div>601222022<br>&nbsp;ผลของการประคบร้อนและเย็นต่อการลดปวดในระยะเจ็บครรภ์คลอด&nbsp;<br>&nbsp;วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบระดับความเจ็บปวดของหญิงตั้ งครรภ์ในระยะเจ็บครรภ์คลอดก่อนและ หลังได้รับการประคบด้วยเยลลี่ร้อนและเย็น 2. เพื่อเปรียบเทียบระดับความเจ็บปวดระหวางหญิงตั ่ ้ งครรภ์ในระยะเจ็บครรภ์คลอดกลุ่มที่ ได้รับการประคบด้วยเยลลี่ร้อนและเย็นกบกลุ ั ่มที่ได้รับการประคบด้วยเยลลี่อุณหภูมิห้อง&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:34:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248011555</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวพิรมยา คล่องสมุทร รหัส 601222019</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248012139</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาสีฟันที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Streptococcus จากชะเอมไทย<br>วัตถุประสงค์ของการวิจัย<br>1.เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาสีฟีนจากชะเอมไทยที่มียับยั้งเชื้อ S.mutans<br>2.เพื่อทดสอบและประเมินความคงตัวของผลิตภัณฑ์จากยาสีฟันจากชะเอมไทย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:35:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248012139</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวจุฑาทิพย์ ภิญโญ   รหัสนักศึกษา 601222006</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248012293</link>
         <description><![CDATA[<div> </div><div>การศึกษาประสิทธิผลของสารสกัดจากเห็ดหลินจือต่อระดับความอ่อนล้าและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยกลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรัง <br><br></div><div> </div><div><strong>บทคัดย่อ</strong> <br><br></div><div>กลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรังเป็นกลุ่มอาการอิดโรยเรื้อรังที่มีความผิดปกติหลากหลายระบบทั่วร่างกายอันส่งผลรบกวนชีวิตประจำวันและประสิทธิภาพการท างานของผู้ป่วย ซึ่งการรักษาในปัจจุบันเป็นเพียงการรักษาแบบประคับประคองตามอาการเท่านั้น ยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่ทำให้หายขาดได้ ทำให้ในปัจจุบันมีความพยายามที่จะใช้สารอาหารต่างๆมาให้การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งในปัจจุบันพบว่าสารสำคัญหลากหลายชนิดในเห็ดหลินจือมีสรรพคุณที่มีบทบาทต่อกระบวนการต่างๆในร่างกาย จึงคาดว่าสารสกัดจากเห็ดหลินจือจึงน่าจะมีประโยชน์ในการรักษาและฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ <br><br></div><div><strong>วัตถุประสงค์ </strong><br><br></div><div><strong>เ</strong>พื่อศึกษาผลของสารสกัดจากเห็ดหลินจือต่อผู้ป่วยจากกลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรังโดยประเมินจากระดับความอ่อนล้าและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย <br><br></div><div><strong>วิธีการศึกษา</strong> <br><br></div><div> มีผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งหมด 50คนแบ่งแบบสุ่มกลุ่มละ 25 คนโดยให้รับประทานสารสกัดจากเห็ดหลินจือกลุ่มหนึ่ง และรับประทานยาหลอกอีกกลุ่มหนึ่ง รับประทานครั้งละ 1 ขวด วันละ 4 ครั้ง คือก่อนมื้ออาหารสามมื้อและก่อนนอนแล้วทำการ เปรียบเทียบคะแนนจากแบบสอบถามคุณภาพชีวิต SF-12 และคะแนนระดับความอ่อนล้าVAS ก่อนและหลังการรับประทานครบ 4, 8 และ 12 สัปดาห์ ประเมินผล ตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยวัดระดับ Serum Cortisol ก่อนและหลังการรับประทานครบ 12 สัปดาห์รวมทั้ง ประเมินความพึงพอใจและผลข้างเคียงต่อการรับประทานสารสกัดจากเห็ดหลินจือในสัปดาห์ที่ 12 โดยใช้แบบสอบถาม <br><br></div><div><strong>ผลการทดลอง</strong> <br><br></div><div> กลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากเห็ดหลินจือมีการเปลี่ยนแปลงของระดับคะแนนจากแบบสอบถามSF-12 ที่เพิ่มขึ้นแตกต่างจาก กลุ่มที่รับประทานยาหลอกอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติตั้งแต่ในสัปดาห์ที่ 4 และมีการเปลี่ยนแปลงของระดับคะแนน VAS ที่ลดลงแตกต่างจาก กลุ่มที่รับประทานยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตั้งแต่ในสัปดาห์ที่ 4 เช่นกัน อีกทั้งพบว่าในกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากเห็ดหลินจือ มีระดับ Serum Cortisol ที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ 12 ในขณะที่กลุ่มที่รับประทานยาหลอกมีระดับ Serum Cortisol ที่ลดต่ำลง ซึ่งมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบ ความพึงพอใจและผลข้างเคียงพบว่าในกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากเห็ดหลินจือมีความพึงพอใจ ในระดับสูงมากกว่ากลุ่มที่รับประทานยาหลอก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและพบมีรายงานผลข้างเคียงจากทั้งสองกลุ่มซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงคือ ถ่ายเหลวบ่อย และ คลื่นไส้ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันในทางสถิติ <br><br></div><div><strong>สรุปผล</strong> การรับประทาน สารสกัดจากเห็ดหลินจือ มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรังโดยช่วยลดระดับความอ่อนล้าและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้โดยที่ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการรักษาและไม่มีผลข้างเคียงที่ชัดเจน <br><br></div><div> ที่มา: <a href="http://anti-aging.mfu.ac.th/File_PDF/research56/Proceeding56_40.pdf">http://anti-aging.mfu.ac.th/File_PDF/research56/Proceeding56_40.pdf</a> <br><br></div><div> <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:36:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248012293</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายพัชรพล   ดำสมุทร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248016360</link>
         <description><![CDATA[<div>วิถีชีวิตเเละการใช้สมุนไพรไทย<br>&nbsp;</div><div><br></div><div><strong>วัตถุประสงค์ของการศึกษา</strong><br>1. เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน<br>2. เพื่อส่งเสริมให้คนหันมารักสุขภาพ<br>3. เพื่อต้องการศึกษาความเป็นมาของสมุนไพรไทย</div><div>4. เพื่อศึกษาประโยชน์ของผัก ผลไม้ และดอกไม้ชนิดต่างๆของไทย<br><strong>สมมติฐานของการศึกษา</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สามารถเรียนรู้ถึงประโยชน์ และโทษของผัก ผลไม้ไทย และเพื่อที่จะสร้างผลงานออกมาให้เป็นข้อคิดที่ดีและเป็นประโยชน์แก่สังคมไทยได้<br><strong>ขอบเขตของการศึกษา</strong><br>1. ศึกษาค้นคว้าสมุนไพรไทย</div><div>2. ศึกษาค้นคว้าการทำสมุนไพรไทย</div><div>3. ศึกษาความเป็นมาของสมุนไพร</div><div>4.ศึกษาตามโครงงานสมุนไพร</div><div><strong>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ</strong><br>1.ผู้คนที่หันกลับมาดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น<br>2.น้ำผักและผลไม้ช่วยให้สุขภาพดี<br>3. ทำให้ทราบถึงประสิทธิภาพของสมุนไพรชนิดนั้นๆ&nbsp;</div><div><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:55:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248016360</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวชุติมา วิเศษชู 601222010</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248017098</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;สมุนไพรไทยสําหรับการรักษาโรคขอเสื่อม&nbsp;<br>&nbsp;บทคัดยอ โรคขอเสื่อมจัดเปนโรคขอชนิดเรื้อรังที่พบมากในผูสูงอายุรวมทั้งสัตวอายุมาก การสึกกรอนอยางชา ๆ ของกระดูกออนผิวขอเปนอาการสําคัญที่ทําใหเกิดความเจ็บปวดแกขอตอ พยาธิกําเนิดของโรคนี้มีความซับซอน และเกี่ยวของกับกลไกการตอบสนองตาง ๆ เปนจํานวนมาก โดยเฉพาะอยางยิ่ง กระบวนการอักเสบ ซึ่งเปน กระบวนการที่เหนี่ยวนําใหเกิดการเสียสมดุลของขอตอ ทําใหเกิดการผลิตเอนไซมตาง ๆ ที่มีบทบาทสําคัญในการ ยอยสารองคประกอบของเนื้อกระดูกออน การรักษาโดยการใชยาแกปวดรวมทั้งยาตานการอักเสบที่ไมใช สเตียรอยด เปนเพียงวิธีการหนึ่งที่ชวยบรรเทาความเจ็บปวดซึ่งกอใหเกิดผลขางเคียงที่ไมพึงประสงคตามมา ใน ปจจุบัน การคนหาสารสกัดพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการตานทานการอักเสบ รวมทั้งมีคุณสมบัติปกปองกระดูก ออนเพื่อนํามาใชรักษาโรคขอเสื่อมมีจํานวนมากขึ้นอยางตอเนื่อง มีการพบวาพืชหลายชนิดที่พบไดทั่วไปในประเทศ ไทยมีประสิทธิภาพในการบรรเทาและรักษาอาการตางๆของโรคขอเสื่อมและโรคขออื่นๆได บทความนี้จึงได รวบรวมรายงานการวิจัยที่แสดงประสิทธิภาพและกลไกการออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพร 4 ชนิด ไดแก ขมิ้น ขิง พลู และมะรุม ในการรักษาโรคขอเสื่อม โดยเฉพาะอยางยิ่งการอักเสบและความเจ็บปวด&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:58:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248017098</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายวาริส หมัการ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248017134</link>
         <description><![CDATA[<div>601222023&nbsp;<br>&nbsp; ชื่องานวิจัย การพัฒนาระบบฐานความรู้ด้านการรักษาโรคด้วยสมุนไพร&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;</div><div><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;ผู้วิจัย ได้ตั้งวัตถุประสงค์การวิจัย ไว้ดังนี้&nbsp;<br><br></div><div>1 เพื่อสร้างฐานความรู้บนเว็บ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือน และอาการ&nbsp;<br><br></div><div>เจ็บป่วยจำแนกตามอวัยวะของร่างกาย รวมทั้งสรรพคุณสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรค&nbsp;<br><br></div><div>2 เพื่อสร้างโปรแกรมระบบฐานความรู้การด้านการรักษาโรคด้วยสมุนไพร บนเว็บไซต์&nbsp;<br><br></div><div>URL http://www.cs3.ssru.ac.th/herbal&nbsp;<br><br></div><div>3 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป เรียกใช้โปรแกรมเป็นเครื่องมือในการดูแลสุขภาพ&nbsp;<br><br></div><div>ตนเองขั้นพื้นฐาน ในการใช้สมุนไพรรักษาโรคอย่างได้ผลและปลอดภัย&nbsp;<br><br></div><div><strong>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ</strong>&nbsp;<br><br></div><div>1 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ใช้โปรแกรมเป็นเครื่องมือหนึ่งในการดูแลสุขภาพตนเองขั้น&nbsp;<br><br></div><div>พื้นฐานได้ ภายใต้ขอบเขตการใช้สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐานในการรักษาโรค&nbsp;<br><br></div><div>2 เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกที่จะรักษาอาการเจ็บป่วยของตนเอง ด้วยศาสตร์ทางการ&nbsp;<br><br></div><div>แพทย์แผนไทยซึ่งอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการแพทย์แผนปัจจุบันในบางกรณี และมีค่าใช้จ่ายในการ&nbsp;<br><br></div><div>รักษาอาการเจ็บป่วยที่ถูกกว่า&nbsp;<br><br></div><div>3 เพื่อส่งเสริมงานด้านการเผยแพร่ข้อมูลด้านการดูแลสุขภาพตนเองด้วยการใช้&nbsp;<br><br></div><div>สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน&nbsp;<br><br></div><div>4 เพื่อรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้วยศาสตร์ทางการแพทย์แผน&nbsp;<br><br></div><div>ไทยและการใช้สมุนไพรรักษาโรค&nbsp;<br><br></div><div><strong>ความสำคัญและที่มาของปัญหา</strong>&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลของสำนักนโยบายยุทธศาสตร์ ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณ-&nbsp;<br><br></div><div>สุข โดยอาศัยแหล่งข้อมูลจาก กรมบัญชีกลาง โดยสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ และ&nbsp;<br><br></div><div>ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แสดงสถิติการเจ็บป่วยของประชากรไทยทั้งประเทศ ปี&nbsp;<br><br></div><div>2552 เฉพาะที่เป็นผู้ป่วยใน โดยรวมทุกกลุ่มโรค จำนวน 298 กลุ่มโรค ตามบัญชีจำแนกโรคระหว่าง&nbsp;<br><br></div><div>ประเทศ มีอัตรารวมทั้งสิ้น 22 ,931.22 คน ต่อประชากร 100 ,000 คน แสดงให้เห็นถึงอัตราการ&nbsp;<br><br></div><div>เจ็บป่วยของประชาชนชาวไทย ที่จะต้องพึ่งพาระบบบริการสุขภาพของทั้งภาครัฐและเอกชน อย่าง&nbsp;<br><br></div><div>หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น นับได้ว่า เป็นปัญหาของประเทศไทย ที่จะต้องจัดระบบบริการสุขภาพที่พอเพียง&nbsp;<br><br></div><div>ในต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ าพอที่ประชาชนจะสามารถรับภาระได้&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;ปัจจุบัน มีการนำสมุนไพร ทั้งที่เป็นสมุนไพรเดี่ยวและชนิดที่ปรุงเป็นตำรับยา มาใช้รักษา&nbsp;<br><br></div><div>อาการเจ็บป่วยขั้นพื้นฐานเพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบันอย่างได้ผลลัพธ์ในทางที่ดี อีกทั้ง ยังครอบคลุม&nbsp;<br><br></div><div>อาการเจ็บป่วยได้หลายๆ ระบบ เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบผิวหนัง และ&nbsp;<br><br></div><div>ระบบทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น สืบเนื่องจากประเทศไทยมีการปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดใน&nbsp;<br><br></div><div>ทุกๆ เขตพื้นที่ สมุนไพรบางชนิดหาได้ง่ายและราคาถูก อีกทั้งยังผ่านการศึกษาค้นคว้าและวิจัย เพื่อ&nbsp;<br><br></div><div>รองรับองค์ความรู้อย่างจริงจังว่า ให้ผลลัพธ์ที่ดีในส่วนของการรักษาอาการเจ็บป่วย นำมาใช้ได้ง่าย&nbsp;<br><br></div><div>และมีความปลอดภัยต่อสุขภาพประชาชน ซึ่งนับว่าเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น นับเป็นการน า&nbsp;<br><br></div><div>หลักเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้อย่างแท้จริง&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;กระทรวงสาธารณสุข ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาสมุนไพร ดังเห็นได้จาก&nbsp;<br><br></div><div>แผนพัฒนาการสาธารณสุข ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ –&nbsp;<br><br></div><div>๒๕๓๔) โดยกำหนดแผนพัฒนาการสาธารณสุขไว้ในสองแผนงานหลัก คือ ในแผนงานสาธารณสุข&nbsp;<br><br></div><div>มูลฐาน มีงานสมุนไพรกับการสาธาณสุขมูลฐานและแผนยาและชีววัตถุ มีงานวิจัยและพัฒนาด้าน&nbsp;<br><br></div><div>สมุนไพร เพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน นับได้ว่า เป็นความพยายามของกระทรวงสาธารณสุขในการ&nbsp;<br><br></div><div>พัฒนาสมุนไพรให้ครบวงจร (ส านักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน, 2530)&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุข ยังตระหนักถึงความสำคัญในการที่ประชาชนนำสมุนไพร&nbsp;<br><br></div><div>มาใช้ในการดูแลรักษาและส่งเสริมสุขภาพตนเอง ซึ่งมีอยู่ในชุมชนเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยนำ&nbsp;<br><br></div><div>ภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทยมาใช้แก้ปัญหาความเจ็บป่วย จึงทำการคัดเลือกยาสมุนไพร เพื่อใช้ใน&nbsp;<br><br></div><div>การรักษาโรคและอาการต่างๆ ตามหลักสาธารณสุขมูลฐานจำนวน 61 ชนิด โดยมีเกณฑ์ในการคัด&nbsp;<br><br></div><div>เลือกเข้า 3 ด้าน คือ ด้านปรัชญาและแนวคิด ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านสังคมและวัฒน-&nbsp;<br><br></div><div>ธรรม อีกทั้งยังได้บรรจุยาสมุนไพรเหล่านี้เข้าในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ประกอบด้วยยา&nbsp;<br><br></div><div>จากสมุนไพร 2 กลุ่ม คือ ยาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิมหรือยาแผนไทย และยาจาก&nbsp;<br><br></div><div>สมุนไพร ที่มีการพัฒนา โดยการท าวิจัยด้านสรรพคุณ ความปลอดภัย ตลอดจนมีการพัฒนารูปแบบ&nbsp;<br><br></div><div>ยาสมุนไพรที่นำมาใช้ (เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ , 2548 : 12-13)&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;จากวิสัยทัศน์ของ ส านักงานโครงการนวัตกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน (Institute for&nbsp;<br><br></div><div>Primary Health Care Innovation) ที่ว่า “ประชาชนสามารถแสดงบทบาทในการดูแลสุขภาพของ&nbsp;<br><br></div><div>ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สภาพแวดล้อมและสังคมโดยรวมได้อย่างยั่งยืน ด้วยความ ตั้งใจ เต็มใจ มี&nbsp;<br><br></div><div>จิตสำนึกที่ดีและมีศรัทธาในการพัฒนา” และจากธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ข้อ 53 (3)&nbsp;<br><br></div><div>ระบุว่า “ให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกใช้และเข้าถึงการแพทย์ระบบต่างๆ อย่างเท่าเทียม เพื่อการดูแล&nbsp;<br><br></div><div>สุขภาพตนเองและครอบครัว” ทั้งนี้ จะต้องมีความสอดคล้องกับวิถีชุมชน วัฒนธรรม จารีตประเพณี&nbsp;<br><br></div><div>ความเชื่อ และศาสนา อีกทั้งนำไปสู่การพึ่งตนเองด้านสุขภาพ เพื่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุนการ&nbsp;<br><br></div><div>ใช้ และการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการ&nbsp;<br><br></div><div>แพทย์ทางเลือกอื่นๆ (พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวด 5 มาตรา 46(7)) หลังจากนี้ ยังมี&nbsp;<br><br></div><div>มติของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 2 มติ 7 ที่ระบุไว้ว่า “จะพัฒนาการแพทย์แผนไทย การแพทย์&nbsp;<br><br></div><div>พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก ให้เป็นระบบบริการสุขภาพหลักของประเทศ คู่ขนานไปกับการ&nbsp;<br><br></div><div>แพทย์แผนปัจจุบัน” แต่ถึงกระนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ ก็ยังขาดความรู้ที่จะนำภูมิปัญญาท้องถิ่นใน&nbsp;<br><br></div><div>ส่วนของการใช้สมุนไพรรักษาโรค ตามหลักการที่ถูกต้องของการแพทย์แผนไทย อีกทั้งยังขาดแคลน&nbsp;<br><br></div><div>บุคลากรผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แผนไทย คอยให้คำปรึกษาแนะน า โดยไม่จำเป็นจะต้องสิ้นเปลือง&nbsp;<br><br></div><div>ค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;ผู้วิจัย จึงได้ทำการศึกษาวิจัย เพื่อมุ่งเน้นเก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือตำรา และประ-&nbsp;<br><br></div><div>สบการณ์ความรู้ของแพทย์แผนไทยผู้เชี่ยวชาญ ด้านการใช้สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐานรักษาโรค ตาม&nbsp;<br><br></div><div>อาการเจ็บป่วยอันสืบเนื่องมาจากความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยอาศัยหลัก ทฤษฎี&nbsp;<br><br></div><div>การแพทย์แผนไทย ที่กล่าวว่า คนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ า ลม ไฟ&nbsp;<br><br></div><div>โดยแต่ละบุคคลจะมีธาตุเด่น เป็นธาตุประจ าตัว เรียกว่า ธาตุเจ้าเรือน ที่ถือเป็นธาตุก าเนิด ซึ่งก็อาจ&nbsp;<br><br></div><div>เปลี่ยนแปลงธาตุเด่นนั้นๆ ได้ในภายหลัง จึงท าให้การตรวจวินิจฉัยโรคโดยการวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือน&nbsp;<br><br></div><div>เป็นไปอย่างแม่นย าขึ้นในระดับหนึ่งเท่านั้น มีการน าข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาสร้างฐานความรู้ ซึ่ง&nbsp;<br><br></div><div>เป็นแหล่งจัดเก็บรวบรวมความรู้ที่เกี่ยวข้อง พัฒนาโปรแกรม ระบบฐานความรู้ด้านการใช้สมุนไพร&nbsp;<br><br></div><div>รักษาโรคบนเว็บ ที่เป็นโปรแกรมส าหรับจัดเก็บ สืบค้น และเรียกใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอแนะ&nbsp;<br><br></div><div>ถึงวิถีการดูแลสุขภาพตนเองตามหลักการวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือน รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะ ในการเลือก&nbsp;<br><br></div><div>ใช้สมุนไพรรักษาอาการเจ็บป่วยขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ที่สนใจใช้เครื่องมือ&nbsp;<br><br></div><div>นี้ เป็นช่องทางหนึ่งในการใช้สมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อดูแลสุขภาพตนเอง ตามนโยบายของ&nbsp;<br><br></div><div>กระทรวงสาธารณสุข โดยไม่จ าเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div><br>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 07:58:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248017134</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ณัฐวดี ดำศรี 601222012</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248017558</link>
         <description><![CDATA[<div>ผงสกัดแคปซูลเห็ดหลินจือกับการรักษาโรคเบาหวาน<br>วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาฤทธิ์การใช้ผงสกัดแคปซูลเห็ดหลินจือที่ผ่านการสกัดแล้ว ในการรักษาโรคเบาหวานในผู้ป่วย ว่ามีผลอย่างไรกับอาการบ้าง<br>2.เพื่อศึกษาอาการของคนเป็นโรคเบาหวาน หลังจากใช้แคปซูลเห็ดหลินจือ ในการรักษา<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-03 08:01:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/248017558</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/249396876</link>
         <description><![CDATA[


]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-07 05:46:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/249396876</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว จุฑามาศ บัญชาการ 601222007</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/252443096</link>
         <description><![CDATA[<div>การนวดสัมผัส พัฒนาการของเด็ก<br><strong>ที่มาและคำสำคัญ</strong></div><div>ลูกเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ทุกคน&nbsp; หลายคนคงได้ยินหรือยึดถือลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจของสามีภรรยาครอบครัวที่มีบุตรไว้สืบสกุล&nbsp; การดูแลเด็กจึงถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่ที่จำเป็นต้องเรียนรู้พัฒนาเพื่อประโยชน์ของเด็กและครอบครัวเพื่อสังคม&nbsp; เป็นที่ยอมรับว่าหากบิดามารดาทราบว่ามีวิธีการใดที่ทำให้บุตรของตนได้รับการพัฒนาให้เป็นคนดีมีความสุข&nbsp; ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง&nbsp; เชื่อว่าไม่มีพ่อแม่คนใดจะปฏิเสธที่จะให้บุตรของตนพัฒนาในทุกๆ ด้าน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การนวดสัมผัสเป็นวิธีการหนึ่งในการดูแลเลี้ยงดูเด็กอย่างใกล้ชิด&nbsp; นอกเหนือจากการโอบกอดแบบปกติ&nbsp; การนวดสัมผัสเด็กมีส่วนช่วยให้เด็กได้รับความรัก ความปรารถนาดีจากบิดามารดา&nbsp; การพูดคุยสบตากันอย่างใกล้ชิด&nbsp; เกิดความรัก ความอบอุ่น ช่วยให้เด็กผ่อนคลายกันได้ นอนหลับดี ร่างกายแข็งแรง&nbsp; สมความปรารถนาของการดูแลเลี้ยงดูเด็กของพ่อแม่ทุกคน&nbsp; หากเด็กสุขภาพจิตดีได้รับความรัก ความอบอุ่นอย่างเพียงพอ&nbsp; ส่งผลให้เด็กแข็งแรงปลอดภัย&nbsp; มีภูมิคุ้มกันที่ดี&nbsp; การนวดสัมผัสจึงเปรียบเสมือนวัคซีนทางสุขภาพจิต&nbsp; สุขภาพกายอย่างหนึ่งที่นำไปสู่การเป็นคนดีมีคุณภาพเพื่อพัฒนาสังคมต่อไป</div><div>การนวดสัมผัส เป็นการดูแลเด็กให้ใกล้ชิดอบอุ่นเป็นไปตามพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย&nbsp; ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก&nbsp; เป็นการกระตุ้นระบบกล้ามเนื้อ&nbsp; ระบบประสาทไหลเวียนของโลหิตและระบบการย่อยของลำไส้&nbsp; กระเพาะอาหาร&nbsp; อีกทั้งทำให้เด็กได้รับการสัมผัสและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ&nbsp; มีอารมณ์จิตใจแจ่มใส&nbsp; ร่าเริง&nbsp; นอนหลับพักผ่อนได้ดี&nbsp; ผิวหนังถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาทสัมผัสที่สำคัญของร่างกายที่ไวต่อการรับรู้&nbsp; มีความสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมการทำหน้าที่ต่างๆ ของร่างกายและพัฒนาการทางจิตใจ&nbsp; เพราะการสัมผัสเป็นจุดเริ่มต้นในการสื่อสาร&nbsp; ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเด็กทารกคือความรักและความอบอุ่นที่ได้จากแม่และพ่อ&nbsp; ที่จะทำให้เด็กรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย&nbsp; ซึ่งเด็กจะสื่อสารจากการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทางผิวหนังนั่นเอง&nbsp; สัมผัสรักจากแม่จึงเป็นเครื่องมืออันวิเศษในการสร้างความสัมพันธ์ทางครอบครัว</div><div><strong>วัตถุประสงค์</strong></div><div>1.เพื่อช่วยผ่อนคลาย คลายกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีนำออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้เด็กอารมณ์ดี&nbsp; พัฒนาการดีตามไปด้วย</div><div>2.เพื่อช่วยไล่ลม ในช่องท้องลดอาการท้องอืด ส่งเสริมการย่อย&nbsp; ในเด็กโคลิกแนะนำนวดเพื่อบำบัดอากรโคลิคได้</div><div>3.เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีของแม่และลูก ขณะนวด คุณแม่ได้มีโอกาสพูดคุย ลูกก็จะส่งเสียงตาม อ้อแอ้</div><div>4.เพื่อเป็นการช่วนให้คุณแม่ได้สังเกตเห็นถึงอาการผิดปกติต่างๆของลูกเช่น&nbsp; ผิวหนัง ผดผื่นตามบิเวณอื่นๆ</div><div>5. เพื่อช่วยกระตุ้นการขับถ่าย เพราะลูกได้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เป็นการกระตุ้นให้ลำไส้ได้เคลื่อไหวตามไปด้วย หากลำไส้เคลื่อนไหวดี การขับถ่ายคล่องตัว ท้องไม่ผูกด้วย</div><div><strong>ประโยชน์ที่คาดว่าได้รับ</strong></div><div><strong>ด้านร่างกาย</strong></div><div>1. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ (เด็กมีกล้ามเนื้อแขนและขาเกร็ง)</div><div>2. กระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและการไหลเวียนของโลหิต รวมทั้งระบบทางเดินหายใจ</div><div>ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น</div><div>3. กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท&nbsp; ส่งเสริมการสร้างใยประสาทและการเชื่อมโยงของเซลล์ประสาท&nbsp; ซึ่งส่งผลต่อการทำงานประสานกันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ</div><div>4. ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงทั่วตัว ข้อต่อต่างๆ สามารถรับน้ำหนักและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น&nbsp; เตรียมพร้อมที่จะคลาน นั่ง&nbsp; ยืน&nbsp; เดิน&nbsp; นอกจากนั้นยังช่วยกระตุ้นการดูดกลืนได้ดีขึ้น</div><div>5. ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่มีอาการท้องอืดบ่อยจะดีมากเลย</div><div>6. ในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ระบบต่างๆ ของร่างกายยังทำงายไม่ปกติและอาจมีอาการปวดของกล้ามเนื้อและส่วนต่างๆ ของร่างกาย&nbsp; ซึ่งการนวดจะช่วยลดความเจ็บปวดได้และยังส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ได้</div><div><strong>ด้านจิตใจ</strong></div><div>1. ช่วยให้เด็กนอนหลับสบายมากขึ้น&nbsp; ทำให้สมองได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ&nbsp; ส่งเสริมการพัฒนาสมองอย่างเต็มที่</div><div>2. การสัมผัสทำให้เด็กเกิดความมั่นคงและอบอุ่น&nbsp; ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมใหม่ได้&nbsp;</div><div>&nbsp;3. ช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพ่อ-แม่-ลูก&nbsp; มีโอกาสใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น&nbsp; ซึ่งลูกจะได้รับรู้ว่านี่เป็นช่วงเวลาพิเศษที่สุดที่จะได้รับความรัก ความอบอุ่นจากพ่อแม่ และช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ ร่วมด้วย&nbsp; เช่น&nbsp; การมองเห็น&nbsp; การได้ยินจากการจ้องมอง&nbsp; สบตา และการพูดคุยของแม่ระหว่างการนวด</div><div>&nbsp;4. เด็กจะรู้จักจดจำและแยกแยะใบหน้า&nbsp; รวมทั้งน้ำเสียงต่างๆ ของผู้นวด&nbsp; ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะทางการเล่นร่วมกับการพัฒนาระบบประสาทสัมผัส <br><br>ที่มา <a href="http://library1.nida.ac.th/termpaper6/sd/2551/19438.pdf">http://library1.nida.ac.th/termpaper6/sd/2551/19438.pdf</a></div><div><br>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-17 07:16:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/252443096</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกนกวรรณ  ช่วยโครธะ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/254017994</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;<strong>น ้ามันหอมระเหยจากเกสรบัวหลวงราชินี </strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>บทคัดย่อ </strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวิธีการสกัดน้้ามันหอมระเหยที่แตกต่างกันและองค์ประกอบทางเคมี ของน้้ามันหอมระเหยจากเกสรบัวหลวงราชินี และเพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของน้้ามันหอมระเหยจากเกสรบัว หลวงราชินี โดยเก็บเกสรบัวหลวงที่วัดเขาบันไดอิฐ ต้าบลไร่ส้ม อ้าเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เดือนมิถุนายน ถึงเดือน กรกฎาคม 2558 และสกัดน้้ามันหอมระเหย 3 วิธี ได้แก่ การสกัดด้วยตัวท้าละลาย การสกัดด้วยไขเย็น และการสกัด ด้วยไขร้อน การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของน้้ามันหอมระเหยที่สกัดได้ด้วยเครื่อง GC-MS: Electron, Ionization Acquisition mode; Scan 30-500 amu และเปรียบข้อมูล EI-MS ที่ได้ใน NIST library และศึกษาฤทธิ์ต้าน ออกซิเดชันด้วยวิธี DPPH โดยมีวิตามินซีเป็นสารควบคุม ผลการวิจัยพบว่าน้้ามันหอมระเหยที่สกัดด้วยตัวท้าละลาย จะมีสีน้้าตาลเข้มและเป็นของเหลวหนืด ส่วนการสกัดด้วยไขแพะทั้งสองวิธีเป็นของเหลวใสสีเหลืองอ่อน และน้้ามัน หอมระเหยทั้งหมดมีองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันเป็นส่วนใหญ่โดยไม่มีองค์ประกอบเคมีใดเหมือนกันในน้้ามัน หอมระเหยทั้ง 3 วิธี และที่เหมือนกันของน้้ามันหอมระเหยที่สกัดด้วยตัวท้าละลายและไขเย็น ได้แก่ สาร 2,3- dihydro-3,5-dihydroxy-6-methylpyran-4-one และ lidocain ในปริมาณที่แตกต่างกัน ส่วนน้้ามันหอมระเหยที่ สกัดด้วยตัวท้าละลายและไขร้อนพบเฉพาะสาร ethyl palmitate โดยมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน และน้้ามันหอมระเหย ที่สกัดด้วยตัวท้าละลายแสดงค่าการต้านออกซิเดชันด้วยค่า IC50±SD เท่ากับ 31.00±0.94 µg/ml ส่วนน้้ามันหอม ระเหยที่เหลือไม่แสดงค่าการต้านออกซิเดชันที่ความเข้มข้นเริ่มต้น 125.00 µg/ml และวิตามินซีแสดงค่าการต้าน ออกซิเดชันด้วยค่า IC50±SD เท่ากับ 0.75±0.22 µg/ml ค้าส้าคัญ : บัวหลวงราชินี; น้้ามันหอมระเหย; ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน <br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รายการอ้างอิง </strong>[1] พร้อมจิต ศรลัมพ์, วงศ์สถิต ฉั่วกุล และสมภพ ประธานธุรารักษ์, 2548, สารานุกรมสมุนไพร เล่ม 1 : สมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ, พิมพ์ครั้งที่ 4, บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซซิ่ง จ้ากัด (มหาชน), กรุงเทพฯ, 130 น. [2] สมภพ ประธานธุรารักษ์และพร้อมจิต ศรลัมพ์, 2547,สมุนไพร :การพัฒนาเพื่อการใช้ประโยชน์ ที่ยั่งยืน,พิมพ์ครั้งที่2, เฟื่องฟ้า,กรุงเทพฯ,165 น. [3] ไมตรี สุทธจิตต์ และวรพล เองวานิช, 2555, อนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระ, สมาคม เพื่อการวิจัยอนุมูลอิสระไทย (สวอ.), นนทบุรี, 431 น. [4] Zheng, L.Z., Wu, Y.B., Wu, J.G.,Tan, C.J., Yi, J. Chen, T.Q. and Wu, J.Z., 2012, Antioxidant activity of lotus (Nelumbo nucifera Gaertn.) receptacles of eleven cultivars grown in China, J. Med. Plants Res. 6: 1902-1911. [5] Kim, T. Kim, H.J., Cho, S.K., Kang, W.Y., Baek, H., Jeon, H.Y., Kim, B. and Kim, D., 2011, Nelumbo nucifera extracts as whitening and anti-wrinkle cosmetic agent, Korean J. Chem. Eng. 28: 424-427. [6] Venkatesh, B. and Dorai, A., 2011, Antibacterial and antioxidant potential of white and pink Nelumbo nuciera Gaertn. Flowers, International Conference on Bioscience, Biochemistry and Bioinformatics IPCBEE. V.5, Singapore: IACSIT Press. [7] วิภา พลันสังเกต และสโรชา ซุ้นกิจ, 2552, การ พัฒนาไขแพะเพื่อใช้ในการสกัดน้้ามันหอมระเหย ด้วยวิธีอองเฟลอราจ, การประชุมวิชาการและ เสนอผลงานวิจัยมหาวิทยาลัยทักษิณ ครั้งที่ 19 ประจ้าปี 2552, มหาวิทยาลัยทักษิณ, สงขลา. [8] อรชร เอกภาพสากล, 2547, มหัศจรรย์น้้ามัน หอมระเหย,ส้านักพิมพ์เพชรการเรือน,กรุงเทพฯ, 200 น. [9] สุรัตน์วดี วงค์คลัง, เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์และ อรุณพร อิฐรัตน์, 2557, ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ของบัวหลวง, ว. วิทย์. กษ. 45(2)(พิเศษ): 673- 376. <br>ทีมา&nbsp; <a href="http://tujournals.tu.ac.th/tstj/detailart.aspx?ArticleID=5826">http://tujournals.tu.ac.th/tstj/detailart.aspx?ArticleID=5826</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-21 03:02:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/254017994</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวจุฑาทิพย์ ภิญโญ รหัสนักศึกษา 601222006</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/256302495</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;งานวิจัยสมุนไพรไทยสําหรับการรักษาโรคข้อเสื่อม&nbsp;<br>&nbsp;โรคข้อเสื่อมจัดเป็นโรคข้อชนิดเรื้อรังที่พบมากในผู้สูงอายุรวมทั้งสัตว์อายุมาก การสึกกร่อนอย่างช้า ๆ ของกระดูกอ่อนผิวข้อเป็นอาการสําคัญที่ทําให้เกิดความเจ็บปวดแก้ข้อต่อ พยาธิกําเนิดของโรคนี้มีความซับซ้อน และเกี่ยวข้องกับกลไกการตอบสนองต่าง ๆ เป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการอักเสบ ซึ่งเป็น กระบวนการที่เหนี่ยวนําให้เกิดการเสียสมดุลของข้อต่อ ทําให้เกิดการผลิตเอนไซม์ต่าง ๆ ที่มีบทบาทสําคัญในการ ย่อยสารองค์ประกอบของเนื้อกระดูกอ่อน การรักษาโดยการใช้ยาแก้ปวดรวมทั้งยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์ เป็นเพียงวิธีการหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดซึ่งก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ตามมา ใน ปัจจุบัน การค้นหาสารสกัดพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการต้านทานการอักเสบ รวมทั้งมีคุณสมบัติปกป้องกระดูกอ่อนเพื่อนํามาใช้รักษาโรคข้อเสื่อมมีจํานวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการพบว่าพืชหลายชนิดที่พบได้ทั่วไปในประเทศ ไทยมีประสิทธิภาพในการบรรเทาและรักษาอาการต่างๆของโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออื่นๆได้ บทความนี้จึงได้ รวบรวมรายงานการวิจัยที่แสดงประสิทธิภาพและกลไกการออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ ขมิ้น ขิง พลู และมะรุม ในการรักษาโรคข้อเสื่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอักเสบและความเจ็บปวด&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-04-29 13:45:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ksitt2007/thai2/wish/256302495</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
