<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในด้านภูมิภาคต่างๆ. by 35.เด็กหญิงนิรชา ชัยนิคม</title>
      <link>https://padlet.com/3101927/2mchqq8gxjpfkjlx</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-10-01 05:39:03 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-01-23 21:54:47 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>สหภาพยุโรป</title>
         <author>3101927</author>
         <link>https://padlet.com/3101927/2mchqq8gxjpfkjlx/wish/2321810387</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.จำนวนสมาชิก<br></strong>สหภาพยุโรป เป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง ประกอบด้วยรัฐสมาชิก 27 ประเทศซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปยุโรป มีพื้นที่ 4,233,255 ตารางกิโลเมตร มีประชากรที่ประเมินกว่า 447 ล้านคน สหภาพยุโรปพัฒนาตลาดเดี่ยวภายในผ่านระบบกฎหมายทำให้เป็นมาตรฐานซึ่งใช้บังคับในรัฐสมาชิกทุกประเทศ<br><br><strong>2.วัตถุประสงค์หลัก <br></strong>สหภาพยุโรปเป็นการรวมกลุ่มของประเทศในภูมิภาคยุโรปทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในลักษณะสถาบันแบบเหนือรัฐ (Supranational Institution) ที่ใหญ่ที่สุดและก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างสันติภาพเป็นการถาวรระหว่างประเทศในภูมิภาคยุโรปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมไปถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ประเทศสมาชิกและการมีบทบาทนำของ EU ในประชาคมโลก<br><br><strong>3.นโยบายสำคัญ<br></strong>นโยบายด้านเศรษฐกิจและนโยบายการตลาดยุโรปเดียว รวมทั้ง สหภาพเศรษฐกิจและการเงินซึ่งมีนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เน้นการรักษาวินัยทางการเงินและการคลังเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของเงินยูโรควบคู่ไปกับการแก้ไข ปัญหาการว่างงาน และยังมีนโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูประบบสวัสดีการสังคมเพื่อลดภาระของภาครัฐบาล<br><br><strong>4.ผลการดำเนินงาน<br></strong>โครงสร้างการทำงานของ EU ประกอบด้วย 4 สถาบันหลัก คือ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) คณะมนตรียุโรป (European Council) คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) และสภายุโรป (European Parliament) ซึ่งมีอำนาจและความสำคัญต่อการดำเนินงานของ EU ดังนี้<br><strong><br>1. คณะกรรมาธิการยุโรป (European </strong>Commission) ประกอบด้วยคณะผู้บริหารสูงสุดเรียกว่า College of Commissioners จำนวน 27 คน และข้าราชการประจำจำนวนประมาณ 25,000 คน คณะผู้บริหารฯ ประกอบด้วยประธานคณะกรรมาธิการ 1 คน และกรรมาธิการอีก 27 คน (ตามจำนวนรัฐสมาชิก 27 ประเทศ ) มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี และได้รับการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป โดยความเห็นชอบของสภายุโรป (ซึ่งมีอำนาจลงมติไม่รับรองคณะผู้บริหารคณะกรรมาธิการยุโรปทั้งคณะ แต่ไม่มีอำนาจที่จะเลือกไม่รับรองกรรมาธิการเป็นรายบุคคล) คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นสถาบันหลักในด้านการบริหารของ EU ตั้งอยู่ ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม มีหน้าที่ในการเสนอร่างกฎระเบียบของ EU ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปและสภายุโรป (ในกรณีทั่วไปโดยส่วนใหญ่) ก่อนที่รัฐสมาชิก EU และ/หรือสถาบันของ EU ที่เกี่ยวข้องจะนำไปปฏิบัติ นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยุโรปมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผลประโยชน์ร่วมของ EU และทำหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎระเบียบของ EU (Guardian of the Treaties) ของรัฐสมาชิก หากตรวจพบการละเมิดกฎระเบียบของ EU คณะกรรมาธิการยุโรปมีอำนาจที่จะฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (Court of Justice of the European Union) ปัจจุบัน นางอัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน (Ursula von der Leyen) สัญชาติเยอรมัน อดีตรัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 <strong><br><br>2. คณะมนตรียุโรป (European Council) </strong>เป็นเวทีการประชุมของประมุขแห่งรัฐ/ผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิก EU โดยมีการประชุมคณะมนตรียุโรปอย่างเป็นทางการปีละ 4 ครั้ง (และประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเข้าร่วมการประชุมด้วยทุกครั้ง) โดยผู้นำ EU จะร่วมกันตัดสินใจในประเด็นด้านนโยบายที่สำคัญต่อ EU และแม้ว่าผลการประชุมของคณะมนตรียุโรปจะไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่ก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการกำหนดทิศทางและนโยบาย ทั้งกิจการภายใน EU และนโยบายต่างประเทศของ EU และเป็นกรอบปฏิบัติให้กับสถาบันอื่นๆ ของ EU สนธิสัญญาลิสบอนได้ให้สถานะทางกฎหมายแก่คณะมนตรียุโรปและมีการสร้างตำแหน่งใหม่ คือ ประธานคณะมนตรียุโรป (President of the European Council) ซึ่งปัจจุบันนายชาร์ล มีแชล (Charles Michel) สัญชาติเบลเยียม อดีต นรม. เบลเยียม ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2562 ทำหน้าที่ประธานในการประชุมคณะมนตรียุโรปและมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทน EU หลักด้านการต่างประเทศ<br><br><strong>3. สภายุโรป (European Parliament)</strong> <br>สมาชิกสภายุโรปอยู่ในวาระครั้งละ 5 ปี มาจากการเลือกตั้งโดยตรงในรัฐสมาชิก EU เดิมมีบทบาทด้านนิติบัญญัติจำกัดและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอร่างกฎระเบียบของ EU อย่างไรก็ดี สนธิสัญญาลิสบอนได้เพิ่มอำนาจให้กับสภายุโรปในการพิจารณารับรองร่างกฎระเบียบของ EU เพิ่มขึ้นกว่า 50 สาขา ภายใต้ ‘co-decision procedure’ ทำให้สภายุโรปมีบทบาทเท่าเทียมกับคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปในการพิจารณารับรองกฎระเบียบของ EU ซึ่งครอบคลุมถึงความตกลงระหว่าง EU กับประเทศที่สาม อาทิ ความตกลงเขตการค้าเสรี และกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Partnership and Cooperation Agreement – PCA) ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับ EU ด้วย ปัจจุบัน นายดาวิด มารีอา ซัสโซลี (David Maria Sassoli) สัญชาติอิตาลี จากพรรค Progressive Alliance of Socialists and Democrats แนวคิดสังคมประชาธิปไตย (S&amp;D) ดำรงตำแหน่งประธานสภายุโรป นอกจากนี้ สมาชิกสภายุโรปมีการรวมตัวเป็นกลุ่มที่ดูแลความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศต่างๆ โดยในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน มีนาย Daniel Caspary สัญชาติเยอรมัน สมาชิกสภายุโรป พรรค EPP/Christian Democrats เป็นประธาน<strong><br><br>4. คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (The </strong>Council of the European Union) เป็นองค์กรตัดสินใจหลักของ EU โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐสมาชิก EU ทั้งหมด (ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ตามสาขาของนโยบายที่หารือ) จึงเป็นที่มาของคำเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “Council of Ministers” และมีหน้าที่พิจารณาร่างกฎระเบียบของ EU และอนุมัติงบประมาณ (ร่วมกับสภายุโรป) และเป็นเวทีสำคัญในการประสานงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายร่วมด้านการต่างประเทศและความมั่นคง (CFSP) ตลอดจนกำกับดูแลการทำงานของคณะกรรมาธิการยุโรป และประสานงานเรื่องอื่นๆ ระหว่างประเทศสมาชิก EU ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกจะผลัดกันทำหน้าที่เป็นประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป วาระ 6 เดือน ปัจจุบัน สโลวีเนียทำหน้าที่ดังกล่าว (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2564) โดยจะทำหน้าที่ประธานในการประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิก EU ในสาขาต่างๆ ยกเว้นในด้านการต่างประเทศ ซึ่งสนธิสัญญาลิสบอนกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้แทนระดับสูงของ EU ด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1727202811/d5f22e6b97727b273a331567533f5bca/padlet_image_picker_file_403ee8d9_fcc2_4281_a766_76cf2851da4d.jpg" />
         <pubDate>2022-10-01 05:41:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/3101927/2mchqq8gxjpfkjlx/wish/2321810387</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมาคมเขตการค้าเสรียุโรป</title>
         <author>3101927</author>
         <link>https://padlet.com/3101927/2mchqq8gxjpfkjlx/wish/2321817460</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.จำนวนสมาชิก</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในปัจจุบันเอฟตามีประเทศสมาชิกรวม 6 ประเทศ คือ ออสเตรีย นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ (รวมลิกเตนสไตล์) ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์<br><br><strong>2.วัตถุประสงค์หลัก<br></strong>1.เพื่อปฏิรูประบบการค้าของสินค้าอุตสาหกรรมภายในกลุ่มประเทศสมาชิก<br><br>2.เพื่อกำหนดนโยบายการค้าของประเทศสมาชิกและประเทศนอกกลุ่มสมาชิก<br><br><strong>3.นโยบายสำคัญ<br></strong>1) การเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม รวมทั้ง มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชมาตรการกีดกันทางการค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า 2) การค้าบริการและการลงทุน การแข่งขัน การจัดซื้อโดยรัฐ และ Legal Issue. <br>3) กฎแหล่งกำเนิดสินค้า <br>4) ทรัพย์สินทางปัญญา<br><strong><br>4.ผลการดำเนินงาน<br></strong>จากการประชุมครั้งแรกที่กรุงสตอกโฮล์ม ได้กำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับการลดอัตราภาษีศุลกากร ของรายการสินค้าอุตสาหกรรมของประเทศสมาชิก และยังได้กำหนดระบบการค้าเสรีเกี่ยวกับ ผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้กำหนดมาตรการป้องกันสินค้าจากประเทศ นอกกลุ่มสมาชิกที่จะน้ำเข้ามาขายในราคาถูกกว่าสินค้าของประเทศสมาชิกโดยการ จัดเก็บ ภาษีศุลกากรมากกว่าประเทศในกลุ่มสมาชิก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1727202811/ef8a126099762df01602b8ed09e084d3/padlet_image_picker_file_7cca7388_d19b_4792_b4bb_fd071d670ffd.jpg" />
         <pubDate>2022-10-01 06:06:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/3101927/2mchqq8gxjpfkjlx/wish/2321817460</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ</title>
         <author>3101927</author>
         <link>https://padlet.com/3101927/2mchqq8gxjpfkjlx/wish/2321827302</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.จำนวนสมาชิก</strong><br>สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน ในการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement : NAFTA) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2534 และข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2537 ชิลีได้รับเชิญให้เข้าเป็นสมาชิกนาฟตา โดยคาดว่าจะมีการเจรจาเพื่อเข้าเป็นสมาชิกในเดือน พฤษภาคม 2538 และจะสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้ในต้นปี 2539<br><strong><br>2.วัตถุประสงค์หลัก<br></strong>เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าและบริการระหว่างประเทศภาคี โดยการยกเลิกภาษีศุลกากรภายใน 15 ปี ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ขยายโอกาสการลงทุน คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และแก้ไขข้อพิพาททางการค้า<br><strong><br>3.นโยบายสำคัญ<br></strong>1.แสวงหาตลาดสินค้าส่งออกในภูมิภาคอื่น<br><br>&nbsp;2.ส่งเสริมการจ้างงาน การเคลื่อนย้ายแรงงาน ที่จะผลิตสินค้าให้ได้ราคาถูกและมีคุณภาพ<br><br>&nbsp;3.ส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กให้ขยายตัวและมีประสิทธิภาพสูง<br><strong><br>4.ผลการดำเนินงาน<br></strong>ประเทศสมาชิกต่างได้รับผลประโยชน์จาการทำข้อตกลงทางการค้าเสรีอเมริกาเหนือ คือ เม็กซิโก ซึ่งก่อนหน้านี้อัตราแลกเปลี่ยนเงินเปโซตกต่ำมากก็เริ่มแข็งตัวขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาก็กลับฟื้นตัวดีขึ้นโดยลำดับ ทั้งนี้เพราะสหรัฐอเมริกาปล่อยสินเชื่อระยะยาว ลดอัตราภาษีนำเข้า และอนุญาตให้รถบรรทุกของเม็กซิโกแล่นผ่านเข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้ โดยไม่ต้องขนถ่ายสินค้าที่ชายแดน อันเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและเสียเวลา สหรัฐอเมริกา มีสินค้าส่งออกไปเม็กซิโกและแคนาดามากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้น และทำให้มีตำแหน่งงานเพิ่ม มีการจ้างงานมากขึ้น แคนาดา สามารถซื้อสินค้าของสหรัฐและเม็กซิโกถูกลง อันเนื่องมาจากการลดอัตราภาษีศุลกากร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1727202811/5fe87936214399f96b2ede97f5e5c845/padlet_image_picker_file_38e2bb08_113c_47d9_8c67_9ad338a9b543.jpg" />
         <pubDate>2022-10-01 06:39:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/3101927/2mchqq8gxjpfkjlx/wish/2321827302</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน.</title>
         <author>3101927</author>
         <link>https://padlet.com/3101927/2mchqq8gxjpfkjlx/wish/2321834415</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.จำนวนสมาชิก<br></strong>กำเนิดใน พ.ศ. 2503 มีสมาชิกก่อตั้ง 5 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศซาอุดีอาระเบีย อิรัก อิหร่าน คูเวต และเวเนซุเอลา เดิมมีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปัจจุบัน โอเปกมีสมาชิกเพิ่มอีก 8 ประเทศ คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไนจีเรีย แอลจีเรีย ลิเบีย กาบอง (ต่อมาถอนตัวในปี ค.ศ. 2008 แล้วกลับมาในปี ค.ศ. 2016) แองโกลา อิเควทอเรียลกินี และล่าสุดสาธารณรัฐคองโก รวมเป็น 13 ประเทศ โดยได้ย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ตั้งแต่ ค.ศ. 1965<br><strong><br>2.วัตถุประสงค์หลัก<br></strong>ในระยะเริ่มต้นในการก่อตั้งกลุ่มโอเปคขึ้นมา การขุดเจาะน้ำมันในประเทศสมาชิกต่างเป็น การลงทุนและดำเนินการโดยบริษัทต่างชาติ ประเทศเจ้าของบ่อน้ำมันได้รับค่าภาคหลวง ตอบแทน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ส่วนน้อย การร่วมมือของกลุ่มโอเปคในช่วงนี้ จึงมีจุดมุ่งหมาย สำคัญ 3 ประการ ดังนี้เพื่อเจรจากับบริษัทผู้ไดรับสัมปทานการตั้งกองทุนน้ำมันดิบให้เท่ากันทุกประเทศ เพื่อนำราคาน้ำมันดิบที่เป็นผลมาจากการเจรจาใช้เป็นหลักฐานในการคำนวณเป็นรายได้ของประเทศเพื่อเป็นอำนาจต่อรองในการยึดครองหรือโอนกิจการน้ำมันเป็นของรัฐต่อไป &nbsp; กลุ่มโอเปคได้ดำเนินงานไปตามจุดประสงค์จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และต่อมาเมื่อมีสมาชิก เพิ่มขึ้นอีก 8 ประเทศ ทำให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้นและขยายวัตถุประสงค์เพื่อรักษา ผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกมากขึ้นคือ เพื่อปกป้องราคาน้ำมันตกต่ำและเจรจาขายน้ำมันดิบในเงื่อนไขที่ดี เพื่อเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทผู้ผลิตน้ำมันในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน<br><strong><br>3.นโยบายสำคัญ<br></strong>เป็นตัวกลางประสานงานด้านนโยบายน้ำมันระหว่างประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ในการรักษาระดับราคาให้มีความเป็นธรรม และสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศผู้ผลิตปิโตรเลียม ก่อให้เกิดการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเศรษฐกิจ และรักษาระดับความสม่ำเสมอในการผลิตปิโตรเลียม เพื่อให้เพียงพอในการป้อนเข้าสู่ตลาดโลก โดยผู้ผลิตจะได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ในการได้รับการคืนทุนที่ได้ลงไปในอุตสาหกรรมการผลิตปิโตรเลียม<br><strong><br>4.ผลการดำเนินงาน<br></strong>ในปัจจุบันโอเปคเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลสูงมากทั้งระบบเศรษฐกิจ และ การเมืองระหว่างประเทศ เพราะมนุษย์จำเป็นต้องใช้พลังงานที่มาจากน้ำมันแต่เหตุที่ ประเทศสมาชิกของกลุ่มโอเปคมีสภาพเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรมแตกต่างกัน ทั้งยังมีปริมาณน้ำมันสำรองไม่เท่ากันอีกด้วย การกำหนดราคาและโควตาการผลิตน้ำมันของ กลุ่มโอเปคในระยะหลังมานี้มักไม่มีเอกภาพ กล่าวคือ ประเทศคูเวต กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่างเป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองอยู่มาก และมีความมั่นคง ของเศรษฐกิจ สามารถปฏิบัติตามมติของโอเปคได้ แต่ประเทศอิหร่าน แม้มีปริมาณน้ำมันสำรอง อยู่มากแต่หลังสงครามกับอิรักแล้วต้องลักลอบผลิตน้ำมันออกจำหน่ายเกินโควตา ที่โอเปคให้ไว้ เพื่อนำเงินมาฟื้นฟูบูรณะประเทศ ประเทศอิรักมีแหล่งน้ำมันสำรองมากประเทศหนึ่ง แต่ได้รับความเสียหายจากสงครามกับอิหร่านและพ่ายแพ้สงครามในการปิดล้อมคูเวต ซึ่งสหประชาชาติได้ออกมาตรการต่างๆมากำหนด ทำให้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันได้ อย่างจำกัดมาก ส่วนประเทศไนจีเรียมีปริมาณน้ำมันสำรองน้อยเพราะเป็นประเทศยากจน และมีจำนวนประชากรมาก จึงต้องผลิตน้ำมันเกินโควตาและจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่า ที่โอเปคกำหนด<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กิจกรรมสำคัญที่โอเปคดำเนินการมาตั้งแต่พ.ศ. 2516 เป็นต้นมาคือ การปรับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งได้กระทำหลายครั้งจนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ประเทศผู้ส่งน้ำมันดิบ เป็นสินค้าออกเหล่านี้มีบานะร่ำรวยขึ้น และได้นำเงินตราเหล่านี้ไปใช้เสริมสร้างความมั่นคง และพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้สมาชิกของกลุ่มโอเปคยังได้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ กำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศอาหรับที่มิได้เป็นสมาชิกของโอเปคและประเทศอื่นที่ประชากรบาง ส่วน นับถือศาสนาอิสลาม</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1727202811/bdfd792e8624c777d2b21b634e1dceb4/padlet_image_picker_file_29894567_f7ec_4bc5_b355_1a37e0cea29c.jpg" />
         <pubDate>2022-10-01 07:02:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/3101927/2mchqq8gxjpfkjlx/wish/2321834415</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
