<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>แก้วิชาดนตรี by </title>
      <link>https://padlet.com/tayjitapa/2byn32im0d3bgmm0</link>
      <description>นายพิพัฒน์ จันทร์วงค์ ม.6/11 เลขที่ 19</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-02-01 16:03:44 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-02-02 04:21:29 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title></title>
         <author>tayjitapa</author>
         <link>https://padlet.com/tayjitapa/2byn32im0d3bgmm0/wish/2464817295</link>
         <description><![CDATA[<div>การนำดนตรีไปประยุกต์ใช้ในงานอื่นๆ</div><div>1) ดนตรีกับการพัฒนามนุษย์&nbsp;<br>&nbsp;การพัฒนามนุษย์มี 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นการพัฒนาทางกายภาพ ในวงการแพทย์ได้แนะนำให้มนุษย์รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ส่วนที่ 2 เป็นการพัฒนาทางด้านจิตใจและอารมณ์ เพื่อนำไปสู่สุนทรียภาพและการเห็นคุณค่าของชีวิต<br>2)ดนตรีไทยกับการผ่อนคลาย<br>เพลงไทยมีวัตถุประสงค์ในการใช้ 3 ประการ คือ เพลงเพื่อพิธีกรรม เพลงเพื่อประกอบการแสดงและเพลงที่ใช้บรรเลงในโอกาสทั่วๆ ไป เพลงไทยจึงมีแนวเพลงที่ดำเนินไปอย่างเป็นทางการและอย่างไม่เป็นทางการ<br>3)ดนตรีกับการบำบัดรักษา<br>การเจ็บป่วยของมนุษย์ จำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ อาการเจ็บป่วยทางกาย และอาการเจ็บป่วยทางใจ สำหรับในส่วนของดนตรี&nbsp; สามารถนำมาบำบัดผู่ป่วยที่เรียกว่า “ดนตรีบำบัด ” ซึ่งใช้บำบัดทั้งทางกายและจิตใจ&nbsp;<br>4)ดนตรีกับการศึกษา<br>ในหลายสังคมและวัฒนธรรมถือว่าดนตรีเป็นวิชาของชนชั้นสูงและนักปราชญ์ราชบัณฑิตดนตรีบางประเภทได้รับการพัฒนาไปตามภูมิปัญญาของนักปราชญ์ทางดนตรี เช่น ดนตรีจีน ดนตรีกรีก ดนตรีอินเดีย เป็นต้น<br>5)ดนตรีกับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์<br>การโฆษณา หมายถึง การป่าวประกาศ การบอกกล่าว การเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้อื่นทราบ เช่น การโฆษณาสินค้า เป็นต้น ส่วนการประชาสัมพันธ์ หมายถึง การสื่อสารข้อมูลต่างๆ ให้รับรู้และเข้าใจถูกต้องตรงกัน การใช้ดนตรีในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ของไทยปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เรียกว่า&nbsp; ” ตีฆ้องร้องป่าว”<br>6)ดนตรีกับธุรกิจ<br>การประกอบอาชีพดนตรีในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ศิลปินผู้สร้างผลงานการประพันธ์เพลงแต่ยังรวมไปถึงการเป็นนักดนตรี นักร้อง วาทยกรที่ทำหน้าที่อำนวยการให้จังหวะวงดนตรี ผู้เรียบเรียงเพลงหรือผู้รับจ้างบรรเลงดนตรีในรูปของคณะดนตรี ดังที่ปรากฏในงานมงคลสมรส งานเฉลิมฉลองต่างๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-01 16:05:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tayjitapa/2byn32im0d3bgmm0/wish/2464817295</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>tayjitapa</author>
         <link>https://padlet.com/tayjitapa/2byn32im0d3bgmm0/wish/2464819471</link>
         <description><![CDATA[<div>ยุคสมัยของดนตรีสากล<br>แบ่งได้ทั้งหมด7ยุค<br>1. ยุคกลาง (Middle Ages)<br>ยุคนี้คือ ช่วงเวลาระหว่างศตวรรษที่ 5-15&nbsp; อาจเรียกว่า ยุคเมดิอีวัล&nbsp; (Medieval Period) ดนตรีในยุคนี้เป็น vocal polyphony คือ เป็นเพลงร้องโดยมีแนวทำนองหลายแนวสอดประสานกัน&nbsp; &nbsp; ซึ่งพัฒนามาจากเพลงสวด และเป็นเพลงแบบมีทำนองเดียว ในระยะแรกเป็นดนตรีที่ไม่มีอัตราจังหวะ ในระยะต่อมาใช้อัตราจังหวะ ¾ ต่อมาในศตวรรษที่ 14 มักใช้อัตราจังหวะ 2/4&nbsp; เพลงร้องพบได้ทั่วไปและเป็นที่นิยมมากกว่าเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรี &nbsp; รูปแบบของเพลงเป็นแบบล้อทำนองนักดนตรีที่ควรรู้จักคือ มาโซท์และแลนดินี<br>2. ยุครีเนซองค์ (Renaissance Period)<br>&nbsp;เป็นดนตรีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-16&nbsp; การสอดประสาน ยังเป็นลักษณะของเพลงในยุคนี้โดยมีการล้อกันของแนวทำนองเดียวกัน ลักษณะบันไดเสียงเป็นแบบโหมดยังไม่นิยมแบบบันไดเสียง การประสานเสียงเกิดจากแนวทำนองแต่ละแนวสอดประสานกัน &nbsp; มิได้เกิดจากการใช้คุณสมบัติของคอร์ด &nbsp; ลักษณะของจังหวะมีทั้งเพลงแบบมีอัตราจังหวะและไม่มีอัตราจังหวะ ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อย ยังมีน้อยไม่ค่อยพบ&nbsp; &nbsp; ลักษณะของเพลงมีความนิยมพอๆกัน&nbsp; ระหว่างเพลงร้องและบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเริ่มมีการผสมวงเล็กๆ เกิดขึ้น&nbsp; นักดนตรีที่ควรรู้จักคือ จอสกิน-เดอส์&nbsp; เพรซ์&nbsp; ปาเลสตรินาและเบิร์ด<br>3. ยุคบาโรค (Baroque Period)&nbsp;<br>&nbsp;เป็นยุคของดนตรีในระหว่างศตวรรษที่17-18 การสอดประสานเป็นลักษณะที่พบได้เสมอในปลายยุคช่วงต้นยุคมีการใช้ลักษณะการใส่เสียงประสาน เริ่มนิยมการใช้เสียงเมเจอร์ &nbsp; และไมเนอร์ &nbsp; แทนการใช้โหมดต่างๆ การประสานเสียงมีหลักเกณฑ์เป็นระบบ &nbsp; มีการใช้เสียงหลัก&nbsp; อัตราจังหวะเป็นสิ่งสำคัญของบทเพลง การใช้ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อย&nbsp; เป็นลักษณะของความดัง-ค่อย มากกว่าจะใช้ลักษณะค่อยๆ ดังขึ้นหรือค่อยๆลง ไม่มีลักษณะของความดังค่อยอย่างมาก บทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเป็นที่นิยมมากขึ้นบทเพลงร้องยังคงมีอยู่และเป็นทีนิยมเช่นกัน นิยมการนำวงดนตรีเล่นผสมกับการเล่นเดี่ยวของกลุ่ม&nbsp; เครื่องดนตรี 2-3 ชิ้น นักดนตรีที่ควรรู้จัก คือ มอนเมแวร์ดี&nbsp; คอเรลลี วิวัลดี&nbsp; บาค ฮันเดล<br>4. ยุคคลาสสิค (Classical period)<br>&nbsp;เป็นยุคที่ดนตรีมีกฎเกณฑ์แบบแผนอย่างมาก &nbsp; อยู่ในระหว่างศตวรรษที่ 18&nbsp; และช่วงต้นศตวรรษที่ 19&nbsp; การใส่เสียงประสานเป็นลักษณะเด่นของยุคนี้ &nbsp; การสอดประสานพบได้บ้างแต่ไม่เด่นเท่าการใส่เสียงประสานการใช้บันไดเสียงเมเจอร์ และไมเนอร์ เป็นหลักในการประพันธ์เพลง&nbsp; &nbsp; ลักษณะของบทเพลงมีความสวยงามมีแบบแผนบริสุทธิ์&nbsp; มีการใช้ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อยเป็นสำคัญ ลีลาของเพลงอยู่ในขอบเขตที่นักประพันธ์ในยุคนี้ยอมรับกันไม่มีการแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้ประพันธ์ไว้ในบทเพลงอย่างเด่นชัดการผสมวงดนตรีพัฒนามากขึ้น การบรรเลงโดยใช้วงและการเดี่ยวดนตรีของผู้เล่นเพียงคนเดียวเป็นลักษณะที่นิยมในยุคนี้ &nbsp; บทเพลลงประเภทซิมโฟนีมีแบบแผนที่นิยมกันในยุคนี้เช่นเดียวกับเพลงเดี่ยว ด้วยเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ บทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีที่นิยมเป็นอย่างมากบทเพลงร้องมีลักษณะซับซ้อนกันมากขึ้น&nbsp; เช่นเดียวกับบทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีนักดนตรีที่ควรรู้จักในยุคนี้ คือ กลุค&nbsp; ไฮเดิน&nbsp; โมทซาร์ท&nbsp; และเบโธเฟน<br>5. ยุคโรแมนติด(Romantic period)<br>เป็นยุคของดนตรีระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 ลักษณะเด่นของดนตรีในยุคนี้ คือ เป็นดนตรีที่แสดงความรู้สึกของนักประพันธ์เพลงเป็นอย่างมาก ฉะนั้นโครงสร้างของดนตรีจึงมีหลากหลายแตกต่างกันไปในรายละเอียดโดยการพัฒนาหลักการต่างๆ ต่อจากยุคคลาสสิก&nbsp; หลักการใช้บันไดเสียงไมเนอร์และเมเจอร์ยังเป็นสิ่งสำคัญแต่ลักษณะการประสานเสียงมีการพัฒนาและคิดค้นหลักใหม่ๆ ขึ้นอย่างมากเพื่อเป็นการสื่อสารแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของผู้ประพันธ์เพลง การใส่เสียงประสานจึงเป็นลักษณะเด่นของเพลงในยุคนี้บทเพลงมักจะมีความยาวมากขึ้น เนื่องจากมีการขยายรูปแบบของโครงสร้างดนตรี &nbsp; มีการใส่สีสันของเสียงจากเครื่องดนตรีเป็นสื่อในการแสดงออกทางอารมณ์ ลักษณะการผสมวงพัฒนาไปมาก&nbsp; &nbsp; วงออร์เคสตร้ามีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าในยุคคลาสสิค &nbsp; บทเพลงมีลักษณะต่างๆกันออกไป เพลงซศิมโฟนี โซนาตา และเซมเบอร์มิวสิก &nbsp; ยังคงเป็นรูปแบบที่นิยมนอกเหนือไปจากเพลงลักษณะอื่นๆ เช่น Prelude, Etude,Fantasia เป็นต้น &nbsp; นักดนตรีที่ควรรู้จักในยุคนี้มีเป็นจำนวนมาก&nbsp; เช่น&nbsp; เบโธเฟน&nbsp; ชูเบิร์ต&nbsp; โชแปง&nbsp; ลิสซท์&nbsp; เมนเดลซอน&nbsp; เบร์ลิโอส&nbsp; ชูมานน์&nbsp; แวร์ดี &nbsp; บราหมส์ &nbsp; ไชคอฟสี&nbsp; ริมสกี-คอร์สคอฟ&nbsp; รัคมานินอฟ&nbsp; ปุกซินี&nbsp; วากเนอร์&nbsp; กรีก &nbsp; ริชาร์ด&nbsp; สเตราห์ &nbsp; มาห์เลอร์&nbsp; และซิเบลุส&nbsp; เป็นต้น<br>6. ยุคอิมเพรสชั่นนิสติค&nbsp; (Impressionistic Period หรือ Impressionism)<br>&nbsp;เป็นดนตรีอยู่ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1890 – 1910 ลักษณะสำคัญของเพลงยุคนี้คือใช้บันไดเสียงแบบเสียงเต็มซึ่งทำให้บทเพลงมีลักษณะลึกลับคลุมเครือไม่กระจ่างชัด&nbsp; &nbsp; เนื่องมาจากการประสานเสียงโดยใช้ในบันไดเสียงแบบเสียงเต็มบางครั้งจะมีความรู้สึกโล่งๆว่างๆเสียงไม่หนักแน่น&nbsp; ดังเช่น เพลงในยุคโรแมนติก การประสานเสียงไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ในยุคก่อนๆ สามารถพบการประสานเสียงแปลก ๆ ไม่คาดคิดได้ในบทเพลงประเภทอิมเพรสชั่นนิซึมรูปแบบของเลงเป็นรูปแบบง่าย &nbsp; มักเป็นบทเพลงสั้นๆ รวมเป็นชุดนักดนตรีที่ควรรู้จัก คือ&nbsp; เดอบูสซี &nbsp; ราเวล&nbsp; และเดลิอุส<br>7. ยุคศตวรรษที่ 20(Contemporary Period)<br>&nbsp;ดนตรีในยุคศตวรรษที่ 20 เป็นยุคของการทดลองสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ&nbsp; และนำเอาหลักการเก่าๆ มากพัฒนาเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้ากับแนวความคิดในยุคปัจจุบัน เช่น หลักการเคาเตอร์พอยต์ของโครงสร้างดนตรีแบบการสอดประสานมีการใช้ประสานเสียงโดย&nbsp; &nbsp; &nbsp;การใช้บันไดเสียงต่างๆ รวมกัน และการไม่ใช่เสียงหลักในการแต่งทำนองหรือประสานเสียงจึงเป็นเพลงแบบใช้บันไดเสียง 12 เสียง(Twelve-tone scale)ซึ่งเรียกว่า อัตราจังหวะที่ใช้ทีการกลับไปกลับมา ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การใช้การประสานเสียงที่ฟังระคายหูเป็นพื้นวงดนตรีกลับมาเป็นวงเล็กแบบเชมเบอร์มิวสิก&nbsp; &nbsp; ไม่นิยมวงออร์เคสตรา มักมีการใช้อิเลกโทรนิกส์ ทำให้เกิดเสียงดนตรีซึ่งมีสีสันที่แปลกออกไปเน้นการใช้จังหวะรูปแบบต่างๆ บางครั้งไม่มีทำนองที่โดดเด่นในขณะที่แนวคิดแบบโรแมนติกมีการพัฒนาควบคู่ไปเช่นกันเรียกว่า&nbsp; นีโอโรแมนติก กล่าวโดยสรุปคือ โครงสร้างของเพลงในศตวรรษที่ 20&nbsp; นี้มีหลากหลายมากสามารถพบสิ่งต่างๆตั้งแต่ยุค ต่างๆมาที่ผ่านมาแต่มีแนวคิดใหม่ที่เพิ่มเข้าไป &nbsp; นักดนตรีที่ควรรู้จักในยุคนี้ คือ สตราวินสกี &nbsp; โชนเบิร์ก &nbsp; บาร์ตอก &nbsp; เบอร์ก &nbsp; ไอฟส์ &nbsp; คอปแลนด์&nbsp; ชอสตาโกวิช &nbsp; โปโกเฟียฟ&nbsp; ฮินเดมิธ&nbsp; เคจ&nbsp; เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-01 16:06:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tayjitapa/2byn32im0d3bgmm0/wish/2464819471</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>tayjitapa</author>
         <link>https://padlet.com/tayjitapa/2byn32im0d3bgmm0/wish/2464820983</link>
         <description><![CDATA[<div>การจำแนกเครื่องดนตรีไทยตามยุคสมัย สามรถจำแนกได้&nbsp; 4 สมัย ได้แก่<br>1)สมัยสุโขทัย = ชาวไทยมีความสนุกสนานกับการเล่นดนตรีและร้องเพลงกันมาก มีการบรรเลงเครื่องดนตรีประเภทตี เป่า ดีด และสี คือ กลอง ปี่ พิณ และเครื่องดนตรีทีมีสายไว้สีได้ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานของล้านนาไทยที่มีศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยกันในหลักศิลาจารึกในวัดพระยืน จังหวัดลำพูน ที่จารึกไว้ ซึ่งแสดงถึงเครื่องดนตรีบรรเลงในวงดนตรี และประชาชนนำมาเล่นเพื่อความสนุกสนานครึกครื้นกัน ดังนั้นจึงสามารถกล่าวถึงเครื่องดนตรีไทยในสมัยสุโขทัยได้จากวงดนตรีไทยในสมัยนั้น ได้แก่ วงแตรสังข์ ที่ใช้บรรเลงในพระราชพิธีต่าง ๆ ประกอบด้วยเครื่องดนตรีแตรฝรั่ง แตรงอน ปี่ไฉนแก้ว กลองชนะ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก วงปี่พาทย์เครื่องห้าประกอบด้วย ปี่ใน ฆ้องวง ตะโพน กลองทัด และฉิ่ง นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีเช่น พิณ และซอสามสาย อยู่ในสมัยนั้น<br>2)สมัยอยุธยา = เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีศึกสงครามอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ดนตรีไทยไม่เจริญก้าวหน้ามากนัก ยังคงมีเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ เครื่องห้าเท่าเดิม จนมาเพิ่มระนาดเอกภายหลังในตอนปลายสมัยอยุธยา ส่วนวงดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ได้แก่ วงมโหรี ที่บรรเลงโดยผู้หญิง เพื่อขับกล่อมถวายแด่พระมหากษัตริย์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี กระจับปี่ ซอสามสาย โทน(ทับ) กรับ รำมะนา ขลุ่ยและฉิ่ง แต่ต่อมาได้นำจะเข้ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของมอญมาประสมแทนกระจับปี่ เพื่อให้ทำนองได้ละเอียดลออและไพเราะกว่า และวงเครื่องสาย ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย โทน(ทับ) และฉิ่ง<br>3)สมัยธนบุรี = มีวงดนตรี 3 ประเภท เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา คือ วงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสาย แต่มีเครื่องดนตรีของชาติต่างๆ เข้ามาในประเทศไทยหลายชนิด ดังปรากฏในหมายกำหนดการของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นว่า “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิณพาทย์ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย ฝรั่ง มโหรีญวน เขมร ผลัดเปลี่ยนกันสมโภช 2 เดือนกับ 12 วัน” ในงานสมโภชพระแก้วมรกตเป็นต้น<br>4)สมัยรัตนโกสินทร์ = สมัยรัชกาลที่ 1 ได้เพิ่มกลองทัดขึ้นในวงปี่พาทย์เป็น 2 ลูก และเพิ่มระนาดในวงมโหรีปี่พาทย์อีก 1 ราง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เริ่มมีปี่พาทย์บรรเลงประกอบเสภา จึงได้นำเปิงมางมาติดข้างสุกถ่วงเสียงให้ต่ำลง เรียกว่าสองหน้า ใช้ประกอบการบรรเลงประกอบเสภา และได้เพิ่มฆ้องวงในวงมโหรีด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีผู้สร้างระนาดทุ้มและฆ้องวงเล็กขึ้นมา ทำให้เกิดวงปี่พาทย์เครื่องคู่ขึ้นในสมัยนั้น ซึ่งประกอบด้วยเครื่องดนตรีระนาดทีเปลี่ยนชื่อเป็นระนาดเอก เพื่อให้เข้าคู่กับระนาดแบบใหม่ ที่เพิ่มราง 1 ราง และสร้างขนาดใหญ่เรียกว่า ระนาดทุ้ม และฆ้องวงใหญ่ เพื่อให้เข้าคู่กับฆ้องวงเล็กที่สร้าง ขนาดเล็กลงเรียกว่า ฆ้องวงเล็กนอกจากนี้ยังมีการนำปี่นอกเข้ามาผสมเข้าคู่กับปี่ใน ฯลฯเป็นต้น สมัย ร.4 กำเนิดวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่และยังมีการเพิ่มเครื่องดนตรี ระนาดทุ้มเหล็กและระนาดเอกเหล็กที่ทำด้วยทองเหลืองเรียกว่า ระนาดทอง และนำซอด้วงและซออู้มาผสมในวงมโหรีด้วยเรียกว่า มโหรีเครื่องใหญ่<br>สมัยร.5ได้เกิดวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์เพื่อบรรเลงประกอบละครวงปี่พาทย์ และยังมีการพัฒยาต่อมาเรื่อยๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-01 16:07:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tayjitapa/2byn32im0d3bgmm0/wish/2464820983</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
