<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>บทที่ 7 การดูแลการขับถ่ายและสมดุลน้ำ Funda26 AB by Ningnad Araya</title>
      <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A</link>
      <description>ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 3-4คน ถ่ายรูปเขียนชื่อ-สกุล เลขที่ ห้องA หรือ B ตั้งชื่อกลุ่ม เพื่อโพสต์ข้อความลง โดยให้นักศึกษาทำการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลการขับถ่ายและสมดุลน้ำ อ่านแล้วสรุปเป็นข้อความที่โพสต์ลงไป อย่าลืมแนบเอกสาร/หลักฐานอ้างอิงที่น่าเชื่อถือไว้ท้ายข้อความที่สรุปนี้ สามารถให้คะแนนเพื่อนกลุ่มอื่นๆได้นะคะ ถ้าพร้อมแล้ว ลุยเลยค่ะ</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2019-08-29 08:44:40 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-10-18 14:58:08 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/400460071/570d0ae7f361d8b522abcef2f19c4fc6/__________1.jpg</url>
      </image>
      <item>
         <title>4 สาวแสนซน🧸💕</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/378931041</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวเมลดา ธรรมสรณกุล        เลขที่ 8<br>นางสาวเจนจิรา โทสันเทียะ        เลขที่ 9<br>นางสาวนริศรา สิทธิ​ศักดิ์        เลขที่ 13<br> นางสาวจุฬารัตน์ ฉายเรือง        เลขที่ 18<br>ห้องA<br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ<br><br><br>               ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้  หากผู้สูงอายุมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นเหตุทำให้อุจจาระมีสีดำ หากมีเลือดออกในลำไส้ตรงและทวารหนักทำให้เป็นสาเหตุให้อุจจาระมีสีแดงสด เป็นต้น ดังนั้น โรคและการติดเชื้อบางอย่างอาจเป็นสาเหตุทำให้อุจจาระมีสีเทาหรือขาว สีซีด สีส้ม หรือสีเขียวได้<br><br>               การสังเกตลักษณะของอุจจาระมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกตได้แก่ สี กลิ่น จำนวน รูปร่าง ความคงตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ และการบอกถึงความลำบากของการขับถ่ายอุจจาระ หากพบลักษณะที่ผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ควรปรึกษาพยาบาลให้ทราบเพื่อประเมินอาการ<br><br>ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ<br><br>               ปัจจัยที่มีผลเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการขับถ่ายอุจจาระ ลักษณะของอุจจาระ สี และกลิ่น นั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างเป็นกระบวนการ ดังนี้<br><br>      ความเป็นส่วนตัว การขาดความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถนำไปสู่ความไม่ต้องการขับถ่ายอุจจาระ หรือความไม่รู้สึกอยากขับถ่ายอุจจาระได้<br><br>        ลักษณะนิสัย คนส่วนมากอาจขับถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า หรือแม้แต่หลังจากการดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ดังนั้น ลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายอุจจาระ<br><br>      อาหาร ประเภทของอาหารมีความจำเป็นกับการขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงนั้นจะช่วยลดอาการท้องผูก<br><br>น้ำ อุจจาระประกอบไปด้วยน้ำ ลักษณะของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำที่ถูกดูดซึมเข้าไปในลำไส้ อุจจาระจะมีลักษณะแข็งมากเมื่อเรามีการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป ทำให้ให้เกิดภาวะท้องผูก<br><br>กิจกรรม การออกกำลังกาย จะเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้<br><br>ยา ผลข้างเคียงของยาบางตัวอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้<br><br>อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุนั้น จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้<br><br>การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย<br><br>      <br><br>น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต <br>มักมีผู้กล่าวไว้ว่าถ้าปราศจากน้ำก็ปราศจากสิ่งมีชีวิต <br>โดยทั่วไปคนสามารถอดอาหารได้หลายสัปดาห์ <br>แต่ถ้าอดน้ำจะเสียชีวิตภายใน 2–3 วัน<br><br><br>     ความสมดุล เป็นสิ่งที่มนุษย์สัมผัส อยู่ตลอดเวลา เป็นสิ่งหนึ่ง ที่มนุษย์คุ้นเคย นักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า ที่เป็นดังนี้ เพราะร่างกายของมนุษย์ มีความสมดุลเท่ากันเป็นปกติ (Formal Balance) ความสมดุล เป็นส่วนหนึ่งของ การดำรงชีวิต เช่น การทรงตัว ของร่างกายไม่ให้ล้ม เวลานั่ง ยืน เดิน หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งธรรมชาติ ได้พยายามสร้างการทรงตัว ให้อยู่ได้โดยอัตโนมัติ นอกจาก นี้มนุษย์จะมีร่างกายสมบูรณ์ได้ ดำรงตนอยู่ได้ นอกจากจะ ต้องมีความสมดุล ทางกายภาพ จากสภาพภายนอกที่ มองเห็นแล้ว ก็ต้องมีความ สมดุลของธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ด้วย<br><br>การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในมนุษย์ <br><br>     ในร่างกายของมนุษย์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 3 ใน 4 หรือประมาณ 75% ของน้ำหนักตัวโดยน้ำที่อยู่ในร่างกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ น้ำที่ประกอบอยู่ภายในเซลล์ประมาณ 60% น้ำที่อยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% น้ำที่อยู่ในเนื้อเยื่อและน้ำเลือดอีกไม่เกิน 10% ซึ่งน้ำในแต่ละส่วนจะถูกควบคุมให้มีดุลยภาพอยู่ได้ โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพื่อทดแทนกันอยู่ตลอดเวลา<br><br>     ปกติมนุษย์ต้องการน้ำประมาณวันละ 2-3 ลิตร ซึ่งได้จากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหารและจากกระบวนการออกซิเดชันจากสารอาหารอีกประมาณ 200 มล. โดยร่างกายจะมีการขับน้ำออกจากร่างกายในลักษณะของปัสสาวะ อุจจาระ ลมหายใจ และเหงื่อ ซึ่งวิธีการหลักที่ร่างกายใช้ในการขับน้ำออกจากร่างกาย คือ ทางปัสสาวะ โดยในแต่ละวันมนุษย์จะมีการขับน้ำออกทางปัสสาวะประมาณ 500-2,300 มล. หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 1,500 มล.<br><br>     เมื่อร่างกายและจิตใจมีความสมดุล ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ อาการผิดปกติจะดีขึ้นและสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจิตแพทย์ได้แนะวิธีการสร้างสมดุลด้านจิตใจและร่างกาย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยมี 5 ข้อหลักๆ ดังนี้<br><br>     1.หมั่นออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ มีระบบภูมิต้านทานที่ดี อวัยวะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้โอกาสเส้นเลือดอุดตันลดลง ส่งผลดีต่อระบบการย่อยและการขับถ่าย ทั้งยังช่วยทำให้นอนหลับสนิทหลับได้นานอีกด้วย<br><br>     2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรทานอาหารที่เป็น กรดหรือด่างมากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายและอวัยวะภายในมีความร้อน อาหารที่มีฤทธิ์เย็นที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติได้ คือ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน แตงกวา ฟัก และหัวปลี ส่วนผลไม้ควรเป็นประเภท มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ส้มโอ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน แอปเปิล น้ำมะพร้าว และลูกพรุน เป็นต้น<br><br>     3.พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนทำให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายไม่ดี ฮอร์โมนทำงานไม่ปกติ เกิดการติดขัดของเมตาโบลิซึม และส่งผลต่อด้านอารมณ์และจิตใจได้<br><br>     4.เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรงโดยการฝึกทักษะการดูแลจิตใจเพื่อรับมือกับความเครียด โดยการฝึกผ่อนคลายจิตใจอย่างสม่ำเสมอ หยุดพักหยุดคิดเรื่องเครียดต่างๆ เพราะในแต่ละวันจะมีเรื่องเข้ามากระทบจิตใจมากมาย ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว เศร้าหมอง เครียด ไม่แจ่มใส หากอารมณ์เหล่านี้ไม่มี การระบายออกก็จะเกิดความเครียดสะสมได้ ควรหากิจกรรมสร้างสรรค์ทำ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง เล่นกีฬา ท่องเที่ยวสถานที่ทางธรรมชาติ เที่ยวต่างจังหวัด หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว<br><br>     5.คอยสังเกตดูแลเอาใจใส่ตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ ว่า อยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ ทำอะไรเกินไป หรือขาดไปบ้าง ให้ฟังเสียงของร่างกายและจิตใจ เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรจะปรับตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาวะสมดุลอย่างไร<br><br><br>ที่มา : https://healthathome.in.th/blog/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1/<br>ที่มา :https://storylog.co/story/58d385819f117b6b179936df<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/401437902/fd3d63523a1f35fa9b5198d3af408bc5/8FCB976A_12B4_4D64_AED3_FFE5FEFD82ED.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-01 06:26:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/378931041</guid>
      </item>
      <item>
         <title>611</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/378951353</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวกานต์ธิดา พิมุขกรพงศ์ เลขที่10<br>นางสาวนีรชา มิตพะมา เลขที่11<br>นางสาววิลัยวรรณ สิงห์งอย เลขที่12<br>นางสาวกมลลักษณ์ ไชยพาฤทธิ์ เลขที่22<br>ระบบขับถ่ายกับการรักษาดุลยภาพของร่างกาย<br>          การขับถ่าย หมายถึง การกำจัดของเสียซึ่งเกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมภายในร่างกายสิ่งมีชีวิต สารบางอย่างที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเมแทบอลิซึมนี้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ เก็บไว้ก็ไม่ได้ เพราะเป็นอันตรายต่อเซลล์ของร่างกาย จึงจำเป็นต้องกำจัดออก เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย กรดยูริก การกำจัดของเสียเหล่านี้มักจะต้องมีการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายด้วย เพราะของเสีย เช่น   ยู เรีย และเกลือแร่หลายชนิดละลายอยู่ในน้ำ ดังนั้นร่างกายสิ่งมีชีวิตจึงต้องรักษาน้ำไม่ให้สูญเสียออกจากร่างกายมาก เกินไปและในขณะเดียวกันก็ต้องรับน้ำจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้ามาทดแทนน้ำส่วน ที่สูญเสียไปด้วยน้ำที่ถูกกำจัดออกจากร่างกายของคนส่วนใหญ่ก็คือ เหงื่อ ปัสสาวะ ลมหายใจและอุจจาระ ถ้าหากว่าร่างกายสูญเสียน้ำออกไปมากร่างกายก็ต้องได้รับน้ำทดแทนมากด้วย จำนวนน้ำที่ร่างกายได้รับและสูญเสียไปต้องใกล้เคียงกัน<br>ในปัสสาวะของคนเราจะมีสารต่าง ๆ ละลายปะปนมาด้วย ในสภาพปกติ ร่างกายคนเราจะขับถ่านปัสสาวะออกมาประมาณวันละ 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีสารต่าง ๆ เจือปนออกมาดังนี้<br><br>สารในปัสสาวะ ปริมาณเป็นกรัมต่อวัน<br>ยูเรีย<br>เกลือแกง<br>กรดฟอสฟอริก<br>โพแทสเซียม<br>กำมะถัน<br>กรดยูริก<br>แอมโมเนีย 30<br>15<br>3.5<br>2.0<br>1.2<br>0.8<br>0.6<br><br>การขับถ่ายของสิ่งมีชีวิต<br>การขับถ่ายของคนเป็นการขับถ่ายของเสียที่เกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ คือ<br>1.        ไต (kidney) ทำหน้าที่ขับถ่ายปัสสาวะ นำของเสียพวกยูเรีย (urea) และเกลือแร่ต่าง ๆ<br>ที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย<br>2.        ผิวหนัง (skin) ผิวหนังทำหน้าที่ในการขับเหงื่อโดยมีต่อมเหงื่อ (sweat glands)<br>กระจายอยู่ทั่วไป เหงื่อประกอบด้วยน้ำ เกลือแร่ต่าง ๆ และพวกของเสียไนโตรเจน (nitrogenous) การขับเหงื่อนอกจากเป็นการขับถ่ายแล้วยังช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติด้วย<br>3.        ปอด (lung) ขับถ่ายก๊าซ CO2 โดยระบบหายใจ<br>4.        ตับ (liver) ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนสารซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมของโปรตีน คือ<br>แอมโมเนีย (NH3 ) ให็เป็นยูเรีย เพื่อขับถ่ายออกทางไตต่อไป สำหรับกากอาหาร ซึ่งเป็นส่วนที่ลำไส้ย่อยและดูดซึมไม่ได้จึงถูกจำกัดออกจากร่างกายทางทวารหนัก เราจึงควรเรียกกากกำจัดอาหารไม่ใช่การขับถ่าย แต่อย่างไรก็ตามในกากอาหารอาจจะมีของเสียที่เกิดจากเมทาบอลิซึมปะปนออกมาบ้าง เราจึงแยกการกำจัดกากอาหารกับการขับถ่ายได้ไม่ชัดเจน สิ่งมีชีวิตหลายชนิดมักจะขับถ่ายของเสียออกมาพร้อมกับน้ำ ดังนั้นการขับถ่ายจึงมีความสัมพันธ์อย่าง ใกล้ชิดกับการรักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย<br>การขับถ่ายปัสสาวะของคน<br>ระบบขับถ่ายปัสสาวะของคนประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้<br>1.ไต (kidney) มี2ไต<br>2.ท่อไต (ureter) มี2ท่อ<br>3.กระเพาะปัสาวะ (urinary bladder)<br>4.ท่อปัสสาวะ (urethra)<br>1.        ไต (kidney)<br>ไตของคนเป็นอวัยวะคู่ที่อยู่ทางด้านท้ายของช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังระดับเอว มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วดำ ยาวประมาณ 10-13 เซนติเมตร กว้าง6 เซนติเมตร และหนา3เซนติเมตร<br>ไตทั้งสองข้างหนัก300กรัม หรือประมาณ 0.4% ของน้ำหนักตัวภายในไตประกอบด้วยหน่วยย่อย<br>ที่ทำหน้าที่ในการกรองจำนวนมาก เรียกหน่วยย่อยนี้ว่าหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกรองหรือเนฟรอน<br>(nephron) ในไตแต่ละข้างจะมีเนฟรอนประมาณ1.0-1.25 ล้านหน่วย เนฟรอนของคนแต่ละคนจะมีจำนวนเนฟรอนคงที่ โดยสร้างมาตั้งแต่เกิดแล้วและไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีก ถ้าผ่าไตตามยาวจะพบว่าไตประกอบด้วย<br>1.รีนัลแคปซูล (renal medulla)คือ ส่วนที่อยู่นอกสุดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มอยู่รอบๆไต<br>2.รีนัลคอร์เทกซ์ (renal cortex)หรือเนื้อไต่ส่วนนอก มีสีดแดง และมีลักษณะเป็นจุดๆ สีแดงๆ มากมาย แต่ละจุดก็คือหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกรองหรือเนฟรอน ซึ่งประกอบด้วยโกลเมอรูลัส<br>(glomerulus) โบว์แมนแคปซูล (Bowman’s capsule) หลอดไตส่วนต้น (proximal tublue)<br>หลอดไตส่วนปลาย (disyal tubule)<br>3.รีนัลเมดัลลา (renal medulla) มีสีจางกว่าเนื้อไตส่วนนอก มีลักษณะเป็นเส้นๆ มีรูปร่างคล้าย<br>พีระมิด เรียกว่า เมดัลลารีพีระมิด(medullary pyra mid) ส่วนนี้ประกอบด้วยหลอดไตร่วม<br>(collecting tubule) และห่วงเฮนเล (Ioop of Henle) มีเมดัลลายังมีช่องเล็กๆ (papilla) ยื่นเข้าไปจนจดกับแคลิกซ์ (calyx) ซึ่งเป็นที่ที่รองรับปัสาวะที่ไหลมาจากหลอดไตร่วม<br>4.กรวยไต (pelvis) เป็นส่วนที่อยู่ตรงส่วนเว้าของไตเป็นที่รวมของน้ำปัสสาวะที่มาจาก แคลิกซ์<br>ส่วนของกรวยไตจะเป็นส้วนที่ต่อกับท่อไตอีกทีหนึ่ง<br>5.เนฟรอน (nephron) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกรองอาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า<br>functional unit ของไต เนฟรอนแต่ละหน่วยประกอบด้วย<br>1.รีนัลคอร์พัสเคิล (renal corpuscle) เป็นส่วนของหลอดไตที่ปลายตัน เป็นเยื่อบางๆ พองออกเป็นรูปกลมๆ มีรอยบุ่มตรงกลาง เรียกว่าโบว์แมนแคปซูล (Bowman’s capsule) ภายในรอยบุ๋มของโบว์แมนแคปซูลมีกลุ่มของเส้นเลือดฝอยซึ่งเรียกว่า โกลเมอรูลัส (glomerulus) บรรจุอยู่โกลเมอรูลัสเป็นเส้นเลือดฝอยที่แตกแขนงมาจาก afferent arteriole อีกที่หนึ่ง รีนัลคอร์พัสเคิลจะพบได้เฉพาะที่ส่วนของเนื้อไตส่วนนอก (renal cortex)เท่านั้น<br>2.รีนัลทิวบูล (renal tubule) เป็นส่วนของหลอดไตที่ต่อจากโบว์แมนแคปซูลออกมามีความยาวประมาณ 45 – 65 มิลลิเมตร แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ<br>2.1 หลอดไตส่วนต้น (proximal tubule) เป็นส่วนของหลอดไตที่ต่อจากโบว์แมนแคปซูลออกมามีลักษณะขดไปขดมาอย่างซับซ้อน เซลล์ในส่วนนี้มีไมโครวิลไล (microvilli) มากเพราะต้องการเพิ่มพื้นที่ในการดูดสารต่างๆ กลับเข้าสู่กระแสเลือดและเซลล์ยังมีไมโทคอนเดรียมมากด้วยเนื่องจากดูดสารกลับเป็นแบบ active transport เป็นส่วนใหญ่ หลอดไตส่วนต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 – 65 ไมคอน<br>2.2ห่วงเฮนเล (loop of Henle) เป็นส่วนของหลอดไตที่ต่อมาจากหลอดไตส่วนต้นโดยการโค้งลงสู่เนื้อไตส่วนใน (renal medulla) แล้วโค้งขึ้นเป็นรูปตัวยู เซลล์บริเวณนี้มีไมโครวิลไลและไมโทรคอนเดรียเล็กน้อย ห่วงเฮนเลมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 14 – 22 ไมครอน<br>2.3หลอดไตส่วนท้าย (distal tubule) เป็นส่วนที่ต่อจากห่วงเฮนเลขึ้นมา มีลักษณะขดไปขดมาคล้ายหลอดไตส่วนต้นแต่ขดน้อยกว่า เซลล์มีไมโครวิลไลเล็กน้อยแต่มีไมโทรคอนเดรียมาก<br>2.4หลอดไตร่วม (collecting tubule) เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากหลอดไตาส่วนท้ายหลอดไตร่วมนี้จะมาเปิดรวมกันกับท่อไตร่วมของเนฟรอนอื่นๆ เพื่อนำน้ำปัสสวะที่กรองได้ส่งเข้าสู่กรวยไตและท่อไตต่อไป<br> หน้าที่ของไต<br>ไตมีหน้าที่หลายประการ คือ<br>1.        ขับถ่ายของเสีย ซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมของร่างกาย เช่น ยูเรีย คีเอทินีน (creatinine)<br>2.        เก็บสารบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กลูโคส กรดอะมิโนโดยการดูดกลับ<br>3.        ควบคลุมสมดุลน้ำของร่างกายให้อยู่ในลักษณะที่พอเหมาะโดยการดูดน้ำกลับที่หลอด<br>ไต ทำให้ปัสวะข้นขึ้น<br>                            4.ควบคลุมความเป็นกรด-เบสขอลเหลวในร่างกายโดยการขับไฮโดเจนไอออน(H+)เข้าสู่<br>หลอดไตและดูดไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO-3) กลับเข้าสู่เลือด<br>5.สร้างสารบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ฮอร์โมนอิริโทรเจนิน (erythrogenini)<br>ซึ่งจะรวมตัวกับโปรตีนโกลบูลินเป็นฮอร์โมนอิริโทรพอยอิทิน (erythropoietin) กระตุ้นไขกระ<br>ถูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงนอกจากนี้ไตยังสร้างฮอร์โมนเรนิน (renin) ซึ่งมีผลในการกระตุ้น<br>การหลั่งฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (aldosterone) ของต่อมหมวกไต่ส่วนนอก (adrenal cortek)<br>สาร<br>ของเหลวที่กรองได้ที่โกลเมอรูลัส<br>(กรัมต่อ 1 วัน ประมาณ 180 ลิตร)<br>น้ำปัสสาวะ<br>(กรัมต่อ 1 วัน ประมาณ 1.5 ลิตร)<br>น้ำ<br>โปรตีน<br>คลอไรด์<br>โซเดียม<br>กลูโคส<br>ยูเรีย<br>ซัลเฟต<br>162000 – 167400<br>18000 – 36000<br>666<br>576<br>180<br>54<br>5.4<br>1440<br>0<br>9<br>5025<br>0<br>30<br>2.7<br> ไตเทียม (artificial kidneys)<br>ไตเทียมช่วยให้เลือดบริสุทธิ์ได้ การทำงานของไตเทยมในการฟอกเลือด คือ การนำเลือดผู้ป่วยจากเส้นเลือดแดง (artery)บริเวณแขนไหเข้าไปในเครื่องไตเทียม และเลือดจะเข้าไปในท่อเล็กๆ ที่มีเยื่อบางๆ ของเซลโลเฟน (cellophane) โดยเยื่อเซลโลเฟนจะมีรูขนาดเล็กทำให้สารที่มีโมเลกุลเล็กๆ ผ่านเข้าออกได้น้ำยาที่ใช้จะมีส่วนประกอบคล้ายเลือด เมื่อไตเทียมทำงานของเสียที่อยู่ในเลือดซึ่งมีอยู่มากกว่าในน้ำยาจะแพร่เข้าสู่น้ำยา ดังนั้นเลือดที่ไหลกลับเข้าสู่ร่างกาย ทางเส้นเวนบริเวณแขนจะมีของเสยอยู่น้อยมาก เนื่องจากผ่านการกรองของเยื่อเซลโลเฟนแล้ว ในปัจจุบันผู้ป่วยสามารถใช้เครื่องไตเทียม ซึ่งประกอบด้วยถุงน้ำยา ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับของเสียได้ที่บ้านโดยใช้ครั้งละ 3 – 6 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง<br>ก.ท่อไต (ureter)<br>ท่อไตเป็นส่วนที่ต่อจากกรวยไต (renal pelvis) และไปสิ้นสุดที่กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) ผนังของท่อไตเป็นกล้ามเนื้อเรียบและจะหดตัวแบบเพอริทัลซิส (peritalsis) ประมาณ 5 - 6 ครั้งต่อชั่วโมงไล่ให้ปัสสาวะเคลื่อนลงสู่กระเพาะปัสสาวะ ท่อไตยาวประมาณ 28 – 35 เซนติเมตรกว้างตั้แต่ 1 – 19 มิลลิเมตร มีผนัง 3 ชั้น โดยชั้นในสุด เรียกว่า มูคอซา (mucosa) ชั้นกลางเป็นกล้ามเนื้อ (muscular layer) ชั้นนอกเป็นเยื่อเกี่ยวพันให้ความแข็งแรงแก่ท่อไต<br>ข.กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder)<br>กระเพาะปัสสาวะ เป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องอุ้งเชิงกรานด้านหลังกระดูกหัวหน่าว มีลักษณะเป็นถุงกลวงยืดหยุ่นได้ ผนังของกระเพาะปัสสาวะมีกล้ามเนื้อเรียบ 3 ชั้น ที่คอของกระเพาะจะมีกล้ามเนื้อหูรูดทวารเบามัดใน (internal sphincter muscle) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อลายอยู่ด้วย กระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่เป็นที่เก็บสะสมน้ำปัสสาวะและขับถ่ายเมื่อเวลาหมาะสมการถ่ายปัสสาวะจะต้องประกอบไปด้วย<br>1.        จำนวนปัสสาวะถ้าหากปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง ตั้งแต่ 150 – 400 ลบ.ซม. จะทำให้ผนังกระเพาะปัสสาวะตึงขึ้น<br>2.        เกิด รีเฟลกซ์การถ่ายปัสสาวะเนื่องจากการตึงของผนังกระเพาะปัสสาวะมีผลทำให้เกิด กระแสประสาทส่งไปยังไขสันหลังและสมองแล้วส่งกระแสประสาทกลับมากระตุ้นให้ กล้ามเนื้อเรียบที่ผนังกระเพาะปัสสาวะบีบตัว<br>3.        ยิ่ง ความดันกระเพาะปัสสาวะมาก ยิ่งทำให้เกิดการอยากถ่ายปัสสาวะมากขึ้น การเกิดรีเฟลกซ์ การถ่ายปัสสาวะจะมีผลในการกระตุ้นให้สมองส่งกระแสประสาทมายงกล้ามเนื้อหูรูด มัดนอกของกระเพาะปัสสาวะให้คลายตัวและเกิดการถ่ายปัสสาวะขึ้น<br>ค. ท่อปัสสาวะ(urethra)<br>ท่อปัสสาวะเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดินปัสสาวะ ในผู้ชายมีท่อปัสสาวะยาวประมาณ 8 นิ้วส่วนใหญ่ผู้หญิงจะมีท่อปัสสาวะยาวเพียง 1.5 นิ้วเท่านั้นเอง ท่อปัสสาวะของผู้ชายจะเปิดเข้าสู่อวัยวะสังวาส (penis) เป็นทางผ่านของสเปิร์ม (sperm) ด้วย ส่วนในผู้หญิงท่อปัสสาวะไม่ได้ผ่านคลทอริส (clitoris) และไม่ได้รวมกับช่องคลอด (vagina) แต่จะเปิดออกสู่ภายนอกโดยตรง<br> เพิ่มเติม ..<br> ไตของคนมี 1 คู่ อยู่ในช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังบริเวณเอว ยาวประมาณ 10-13 เซนตริเมตร <br>กว้าง 6 เซนตริเมตร และหนา 3 เซนตริเมตร ไตแต่ละข้างหนักประมาณ 150 กรัม <br>ต่อจากไตทั้งสองข้างมีท่อไต (ureter) ทำหน้าที่ ลำเลียงปัสสาวะไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) <br>ก่อนที่จะขับถ่ายออกนอกร่างกายทางท่อ ปัสสาวะ (urethra) <br>โครงสร้างภายในของไต<br> 1. รีนัลแคปซูล (Renal capsule)  เป็นส่วนที่อยู่ด้านนอกสุดหุ้มรอบไต<br> 2. เนื้อไต ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ<br>      - เนื้อไตชั้นนอก --&gt; คอร์เทกซ์  (Cortex) ประกอบด้วยกลุ่มเส้นเลือดฝอยเรียกว่า โกลเมอรูลัส (Glomerulus) และถุงโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's Capsule) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกรองของเสียออกจากเลือด  และเป็นที่อยู่ของท่อหน่วยไตส่วนต้น (Proximal convoluted tubule)  และท่อหน่วยไตส่วนปลาย (Distal convoluted tubule) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของหน่วยไต (Nephron)<br>      - เนื้อไตชั้นใน --&gt; เมดัลลา (medulla) มีสีจางกว่าเนื้อไตชั้นนอก มีลักษณะเป็นเส้น ๆ หรือหลอดเล็ก ๆ รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ น้ำปัสสาวะจะส่งเข้าสู่กรวยไต<br> 3. กรวยไต (Renal pelvis) ซึ่งทำหน้าที่รองรับน้ำปัสสาวะและส่งต่อไปสู่ท่อไต (Ureter) นำเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและส่งต่อไปยังท่อปัสสาวะ <br><br> ไตแต่ละข้างจะประกอบด้วยหน่วยไต หรือเนฟรอน (Nephron) ประมาณ 1 ล้านหน่วย เป็นหน่วยย่อยที่ทำหน้าที่สร้างน้ำปัสสาวะ (Functional unit) โดยหน่วยไต (Nephron) แต่ละอัน ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ<br> 1. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกรอง (Filtering unit) ซึ่งประกอบด้วย<br>      - โกลเมอรูลัส (Glomerulus) --&gt; กลุ่มหลอดเลือดฝอย (Glomerulus capillaries) ที่ขดรวมกันอยู่ในโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's capsule) ทำหน้าที่กรองสารออกจากพลาสมาให้เข้ามาในท่อหน่วยไต<br>      - โบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's capsule) --&gt; ส่วนต้นของท่อหน่วยไต มีลักษณะคล้ายถ้วย ของเหลวที่กรองได้จะผ่านเข้ามายังบริเวณนี้<br> 2.  ส่วนท่อของหน่วยไต (Renal tubule) ประกอบด้วยท่อส่วนต่าง ๆ ดังนี้<br>      - ท่อขดส่วนต้น (Proximal convoluted tubule) เป็นส่วนถัดจากโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman’s capsule)ขดไปมาอยู่ในชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) เป็นบริเวณที่มีการดูดกลับสารต่างๆ เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดมากที่สุด<br>      - ห่วงเฮนเล (Henle’s loop) หลอดโค้งรูปตัวยู ยื่นเข้าไปในชั้นเมดัลลา (Medulla) ประกอบด้วย ท่อขาลง ( Discending) และท่อขาขึ้น (Ascending)<br> - ท่อขดส่วนปลาย (Distal convoluted tubule) ถัดจาก Henle’s loop เป็นท่อขดไปมาในชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) และเปิดรวมกันที่ท่อรวม (Cellecting tubule)<br> - ท่อรวม (Collecting duct) ต่อกับท่อขดส่วนปลาย ทำหน้าที่นำน้ำปัสสาวะส่งต่อไปยังกรวยไต (Pelvis) ท่อไต (Ureter) กระเพาะปัสสาวะ (Urenary bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra) ตามลำดับ<br><br><br>หน่วยไตทำหน้าที่ในการสร้างน้ำปัสสาวะ (Urine formation) ประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerular filtration) การดูดสารกลับที่ท่อหน่วยไต (Tubular reabsorption) และการหลั่งสารโดยท่อหน่วยไต (Tubular Secretion)<br><br> <br> <br>ระบบขับถ่ายกับการรักษาดุลยภาพของร่างกาย<br>          การขับถ่าย หมายถึง การกำจัดของเสียซึ่งเกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมภายในร่างกายสิ่งมีชีวิต สารบางอย่างที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเมแทบอลิซึมนี้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ เก็บไว้ก็ไม่ได้ เพราะเป็นอันตรายต่อเซลล์ของร่างกาย จึงจำเป็นต้องกำจัดออก เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย กรดยูริก การกำจัดของเสียเหล่านี้มักจะต้องมีการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายด้วย เพราะของเสีย เช่น   ยู เรีย และเกลือแร่หลายชนิดละลายอยู่ในน้ำ ดังนั้นร่างกายสิ่งมีชีวิตจึงต้องรักษาน้ำไม่ให้สูญเสียออกจากร่างกายมาก เกินไปและในขณะเดียวกันก็ต้องรับน้ำจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้ามาทดแทนน้ำส่วน ที่สูญเสียไปด้วยน้ำที่ถูกกำจัดออกจากร่างกายของคนส่วนใหญ่ก็คือ เหงื่อ ปัสสาวะ ลมหายใจและอุจจาระ ถ้าหากว่าร่างกายสูญเสียน้ำออกไปมากร่างกายก็ต้องได้รับน้ำทดแทนมากด้วย จำนวนน้ำที่ร่างกายได้รับและสูญเสียไปต้องใกล้เคียงกัน<br>ในปัสสาวะของคนเราจะมีสารต่าง ๆ ละลายปะปนมาด้วย ในสภาพปกติ ร่างกายคนเราจะขับถ่านปัสสาวะออกมาประมาณวันละ 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีสารต่าง ๆ เจือปนออกมาดังนี้<br><br>สารในปัสสาวะ ปริมาณเป็นกรัมต่อวัน<br>ยูเรีย<br>เกลือแกง<br>กรดฟอสฟอริก<br>โพแทสเซียม<br>กำมะถัน<br>กรดยูริก<br>แอมโมเนีย 30<br>15<br>3.5<br>2.0<br>1.2<br>0.8<br>0.6<br><br>การขับถ่ายของสิ่งมีชีวิต<br>การขับถ่ายของคนเป็นการขับถ่ายของเสียที่เกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ คือ<br>1.        ไต (kidney) ทำหน้าที่ขับถ่ายปัสสาวะ นำของเสียพวกยูเรีย (urea) และเกลือแร่ต่าง ๆ<br>ที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย<br>2.        ผิวหนัง (skin) ผิวหนังทำหน้าที่ในการขับเหงื่อโดยมีต่อมเหงื่อ (sweat glands)<br>กระจายอยู่ทั่วไป เหงื่อประกอบด้วยน้ำ เกลือแร่ต่าง ๆ และพวกของเสียไนโตรเจน (nitrogenous) การขับเหงื่อนอกจากเป็นการขับถ่ายแล้วยังช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติด้วย<br>3.        ปอด (lung) ขับถ่ายก๊าซ CO2 โดยระบบหายใจ<br>4.        ตับ (liver) ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนสารซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมของโปรตีน คือ<br>แอมโมเนีย (NH3 ) ให็เป็นยูเรีย เพื่อขับถ่ายออกทางไตต่อไป สำหรับกากอาหาร ซึ่งเป็นส่วนที่ลำไส้ย่อยและดูดซึมไม่ได้จึงถูกจำกัดออกจากร่างกายทางทวารหนัก เราจึงควรเรียกกากกำจัดอาหารไม่ใช่การขับถ่าย แต่อย่างไรก็ตามในกากอาหารอาจจะมีของเสียที่เกิดจากเมทาบอลิซึมปะปนออกมาบ้าง เราจึงแยกการกำจัดกากอาหารกับการขับถ่ายได้ไม่ชัดเจน สิ่งมีชีวิตหลายชนิดมักจะขับถ่ายของเสียออกมาพร้อมกับน้ำ ดังนั้นการขับถ่ายจึงมีความสัมพันธ์อย่าง ใกล้ชิดกับการรักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย<br>การขับถ่ายปัสสาวะของคน<br>ระบบขับถ่ายปัสสาวะของคนประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้<br>1.ไต (kidney) มี2ไต<br>2.ท่อไต (ureter) มี2ท่อ<br>3.กระเพาะปัสาวะ (urinary bladder)<br>4.ท่อปัสสาวะ (urethra)<br>1.        ไต (kidney)<br>ไตของคนเป็นอวัยวะคู่ที่อยู่ทางด้านท้ายของช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังระดับเอว มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วดำ ยาวประมาณ 10-13 เซนติเมตร กว้าง6 เซนติเมตร และหนา3เซนติเมตร<br>ไตทั้งสองข้างหนัก300กรัม หรือประมาณ 0.4% ของน้ำหนักตัวภายในไตประกอบด้วยหน่วยย่อย<br>ที่ทำหน้าที่ในการกรองจำนวนมาก เรียกหน่วยย่อยนี้ว่าหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกรองหรือเนฟรอน<br>(nephron) ในไตแต่ละข้างจะมีเนฟรอนประมาณ1.0-1.25 ล้านหน่วย เนฟรอนของคนแต่ละคนจะมีจำนวนเนฟรอนคงที่ โดยสร้างมาตั้งแต่เกิดแล้วและไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีก ถ้าผ่าไตตามยาวจะพบว่าไตประกอบด้วย<br>1.รีนัลแคปซูล (renal medulla)คือ ส่วนที่อยู่นอกสุดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มอยู่รอบๆไต<br>2.รีนัลคอร์เทกซ์ (renal cortex)หรือเนื้อไต่ส่วนนอก มีสีดแดง และมีลักษณะเป็นจุดๆ สีแดงๆ มากมาย แต่ละจุดก็คือหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกรองหรือเนฟรอน ซึ่งประกอบด้วยโกลเมอรูลัส<br>(glomerulus) โบว์แมนแคปซูล (Bowman’s capsule) หลอดไตส่วนต้น (proximal tublue)<br>หลอดไตส่วนปลาย (disyal tubule)<br>3.รีนัลเมดัลลา (renal medulla) มีสีจางกว่าเนื้อไตส่วนนอก มีลักษณะเป็นเส้นๆ มีรูปร่างคล้าย<br>พีระมิด เรียกว่า เมดัลลารีพีระมิด(medullary pyra mid) ส่วนนี้ประกอบด้วยหลอดไตร่วม<br>(collecting tubule) และห่วงเฮนเล (Ioop of Henle) มีเมดัลลายังมีช่องเล็กๆ (papilla) ยื่นเข้าไปจนจดกับแคลิกซ์ (calyx) ซึ่งเป็นที่ที่รองรับปัสาวะที่ไหลมาจากหลอดไตร่วม<br>4.กรวยไต (pelvis) เป็นส่วนที่อยู่ตรงส่วนเว้าของไตเป็นที่รวมของน้ำปัสสาวะที่มาจาก แคลิกซ์<br>ส่วนของกรวยไตจะเป็นส้วนที่ต่อกับท่อไตอีกทีหนึ่ง<br>5.เนฟรอน (nephron) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกรองอาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า<br>functional unit ของไต เนฟรอนแต่ละหน่วยประกอบด้วย<br>1.รีนัลคอร์พัสเคิล (renal corpuscle) เป็นส่วนของหลอดไตที่ปลายตัน เป็นเยื่อบางๆ พองออกเป็นรูปกลมๆ มีรอยบุ่มตรงกลาง เรียกว่าโบว์แมนแคปซูล (Bowman’s capsule) ภายในรอยบุ๋มของโบว์แมนแคปซูลมีกลุ่มของเส้นเลือดฝอยซึ่งเรียกว่า โกลเมอรูลัส (glomerulus) บรรจุอยู่โกลเมอรูลัสเป็นเส้นเลือดฝอยที่แตกแขนงมาจาก afferent arteriole อีกที่หนึ่ง รีนัลคอร์พัสเคิลจะพบได้เฉพาะที่ส่วนของเนื้อไตส่วนนอก (renal cortex)เท่านั้น<br>2.รีนัลทิวบูล (renal tubule) เป็นส่วนของหลอดไตที่ต่อจากโบว์แมนแคปซูลออกมามีความยาวประมาณ 45 – 65 มิลลิเมตร แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ<br>2.1 หลอดไตส่วนต้น (proximal tubule) เป็นส่วนของหลอดไตที่ต่อจากโบว์แมนแคปซูลออกมามีลักษณะขดไปขดมาอย่างซับซ้อน เซลล์ในส่วนนี้มีไมโครวิลไล (microvilli) มากเพราะต้องการเพิ่มพื้นที่ในการดูดสารต่างๆ กลับเข้าสู่กระแสเลือดและเซลล์ยังมีไมโทคอนเดรียมมากด้วยเนื่องจากดูดสารกลับเป็นแบบ active transport เป็นส่วนใหญ่ หลอดไตส่วนต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 – 65 ไมคอน<br>2.2ห่วงเฮนเล (loop of Henle) เป็นส่วนของหลอดไตที่ต่อมาจากหลอดไตส่วนต้นโดยการโค้งลงสู่เนื้อไตส่วนใน (renal medulla) แล้วโค้งขึ้นเป็นรูปตัวยู เซลล์บริเวณนี้มีไมโครวิลไลและไมโทรคอนเดรียเล็กน้อย ห่วงเฮนเลมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 14 – 22 ไมครอน<br>2.3หลอดไตส่วนท้าย (distal tubule) เป็นส่วนที่ต่อจากห่วงเฮนเลขึ้นมา มีลักษณะขดไปขดมาคล้ายหลอดไตส่วนต้นแต่ขดน้อยกว่า เซลล์มีไมโครวิลไลเล็กน้อยแต่มีไมโทรคอนเดรียมาก<br>2.4หลอดไตร่วม (collecting tubule) เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากหลอดไตาส่วนท้ายหลอดไตร่วมนี้จะมาเปิดรวมกันกับท่อไตร่วมของเนฟรอนอื่นๆ เพื่อนำน้ำปัสสวะที่กรองได้ส่งเข้าสู่กรวยไตและท่อไตต่อไป<br> หน้าที่ของไต<br>ไตมีหน้าที่หลายประการ คือ<br>1.        ขับถ่ายของเสีย ซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมของร่างกาย เช่น ยูเรีย คีเอทินีน (creatinine)<br>2.        เก็บสารบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กลูโคส กรดอะมิโนโดยการดูดกลับ<br>3.        ควบคลุมสมดุลน้ำของร่างกายให้อยู่ในลักษณะที่พอเหมาะโดยการดูดน้ำกลับที่หลอด<br>ไต ทำให้ปัสวะข้นขึ้น<br>                            4.ควบคลุมความเป็นกรด-เบสขอลเหลวในร่างกายโดยการขับไฮโดเจนไอออน(H+)เข้าสู่<br>หลอดไตและดูดไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO-3) กลับเข้าสู่เลือด<br>5.สร้างสารบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ฮอร์โมนอิริโทรเจนิน (erythrogenini)<br>ซึ่งจะรวมตัวกับโปรตีนโกลบูลินเป็นฮอร์โมนอิริโทรพอยอิทิน (erythropoietin) กระตุ้นไขกระ<br>ถูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงนอกจากนี้ไตยังสร้างฮอร์โมนเรนิน (renin) ซึ่งมีผลในการกระตุ้น<br>การหลั่งฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (aldosterone) ของต่อมหมวกไต่ส่วนนอก (adrenal cortek)<br>สาร<br>ของเหลวที่กรองได้ที่โกลเมอรูลัส<br>(กรัมต่อ 1 วัน ประมาณ 180 ลิตร)<br>น้ำปัสสาวะ<br>(กรัมต่อ 1 วัน ประมาณ 1.5 ลิตร)<br>น้ำ<br>โปรตีน<br>คลอไรด์<br>โซเดียม<br>กลูโคส<br>ยูเรีย<br>ซัลเฟต<br>162000 – 167400<br>18000 – 36000<br>666<br>576<br>180<br>54<br>5.4<br>1440<br>0<br>9<br>5025<br>0<br>30<br>2.7<br> ไตเทียม (artificial kidneys)<br>ไตเทียมช่วยให้เลือดบริสุทธิ์ได้ การทำงานของไตเทยมในการฟอกเลือด คือ การนำเลือดผู้ป่วยจากเส้นเลือดแดง (artery)บริเวณแขนไหเข้าไปในเครื่องไตเทียม และเลือดจะเข้าไปในท่อเล็กๆ ที่มีเยื่อบางๆ ของเซลโลเฟน (cellophane) โดยเยื่อเซลโลเฟนจะมีรูขนาดเล็กทำให้สารที่มีโมเลกุลเล็กๆ ผ่านเข้าออกได้น้ำยาที่ใช้จะมีส่วนประกอบคล้ายเลือด เมื่อไตเทียมทำงานของเสียที่อยู่ในเลือดซึ่งมีอยู่มากกว่าในน้ำยาจะแพร่เข้าสู่น้ำยา ดังนั้นเลือดที่ไหลกลับเข้าสู่ร่างกาย ทางเส้นเวนบริเวณแขนจะมีของเสยอยู่น้อยมาก เนื่องจากผ่านการกรองของเยื่อเซลโลเฟนแล้ว ในปัจจุบันผู้ป่วยสามารถใช้เครื่องไตเทียม ซึ่งประกอบด้วยถุงน้ำยา ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับของเสียได้ที่บ้านโดยใช้ครั้งละ 3 – 6 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง<br>ก.ท่อไต (ureter)<br>ท่อไตเป็นส่วนที่ต่อจากกรวยไต (renal pelvis) และไปสิ้นสุดที่กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) ผนังของท่อไตเป็นกล้ามเนื้อเรียบและจะหดตัวแบบเพอริทัลซิส (peritalsis) ประมาณ 5 - 6 ครั้งต่อชั่วโมงไล่ให้ปัสสาวะเคลื่อนลงสู่กระเพาะปัสสาวะ ท่อไตยาวประมาณ 28 – 35 เซนติเมตรกว้างตั้แต่ 1 – 19 มิลลิเมตร มีผนัง 3 ชั้น โดยชั้นในสุด เรียกว่า มูคอซา (mucosa) ชั้นกลางเป็นกล้ามเนื้อ (muscular layer) ชั้นนอกเป็นเยื่อเกี่ยวพันให้ความแข็งแรงแก่ท่อไต<br>ข.กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder)<br>กระเพาะปัสสาวะ เป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องอุ้งเชิงกรานด้านหลังกระดูกหัวหน่าว มีลักษณะเป็นถุงกลวงยืดหยุ่นได้ ผนังของกระเพาะปัสสาวะมีกล้ามเนื้อเรียบ 3 ชั้น ที่คอของกระเพาะจะมีกล้ามเนื้อหูรูดทวารเบามัดใน (internal sphincter muscle) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อลายอยู่ด้วย กระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่เป็นที่เก็บสะสมน้ำปัสสาวะและขับถ่ายเมื่อเวลาหมาะสมการถ่ายปัสสาวะจะต้องประกอบไปด้วย<br>1.        จำนวนปัสสาวะถ้าหากปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง ตั้งแต่ 150 – 400 ลบ.ซม. จะทำให้ผนังกระเพาะปัสสาวะตึงขึ้น<br>2.        เกิด รีเฟลกซ์การถ่ายปัสสาวะเนื่องจากการตึงของผนังกระเพาะปัสสาวะมีผลทำให้เกิด กระแสประสาทส่งไปยังไขสันหลังและสมองแล้วส่งกระแสประสาทกลับมากระตุ้นให้ กล้ามเนื้อเรียบที่ผนังกระเพาะปัสสาวะบีบตัว<br>3.        ยิ่ง ความดันกระเพาะปัสสาวะมาก ยิ่งทำให้เกิดการอยากถ่ายปัสสาวะมากขึ้น การเกิดรีเฟลกซ์ การถ่ายปัสสาวะจะมีผลในการกระตุ้นให้สมองส่งกระแสประสาทมายงกล้ามเนื้อหูรูด มัดนอกของกระเพาะปัสสาวะให้คลายตัวและเกิดการถ่ายปัสสาวะขึ้น<br>ค. ท่อปัสสาวะ(urethra)<br>ท่อปัสสาวะเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดินปัสสาวะ ในผู้ชายมีท่อปัสสาวะยาวประมาณ 8 นิ้วส่วนใหญ่ผู้หญิงจะมีท่อปัสสาวะยาวเพียง 1.5 นิ้วเท่านั้นเอง ท่อปัสสาวะของผู้ชายจะเปิดเข้าสู่อวัยวะสังวาส (penis) เป็นทางผ่านของสเปิร์ม (sperm) ด้วย ส่วนในผู้หญิงท่อปัสสาวะไม่ได้ผ่านคลทอริส (clitoris) และไม่ได้รวมกับช่องคลอด (vagina) แต่จะเปิดออกสู่ภายนอกโดยตรง<br> เพิ่มเติม ..<br> ไตของคนมี 1 คู่ อยู่ในช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังบริเวณเอว ยาวประมาณ 10-13 เซนตริเมตร <br>กว้าง 6 เซนตริเมตร และหนา 3 เซนตริเมตร ไตแต่ละข้างหนักประมาณ 150 กรัม <br>ต่อจากไตทั้งสองข้างมีท่อไต (ureter) ทำหน้าที่ ลำเลียงปัสสาวะไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) <br>ก่อนที่จะขับถ่ายออกนอกร่างกายทางท่อ ปัสสาวะ (urethra) <br>โครงสร้างภายในของไต<br> 1. รีนัลแคปซูล (Renal capsule)  เป็นส่วนที่อยู่ด้านนอกสุดหุ้มรอบไต<br> 2. เนื้อไต ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ<br>      - เนื้อไตชั้นนอก --&gt; คอร์เทกซ์  (Cortex) ประกอบด้วยกลุ่มเส้นเลือดฝอยเรียกว่า โกลเมอรูลัส (Glomerulus) และถุงโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's Capsule) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกรองของเสียออกจากเลือด  และเป็นที่อยู่ของท่อหน่วยไตส่วนต้น (Proximal convoluted tubule)  และท่อหน่วยไตส่วนปลาย (Distal convoluted tubule) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของหน่วยไต (Nephron)<br>      - เนื้อไตชั้นใน --&gt; เมดัลลา (medulla) มีสีจางกว่าเนื้อไตชั้นนอก มีลักษณะเป็นเส้น ๆ หรือหลอดเล็ก ๆ รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ น้ำปัสสาวะจะส่งเข้าสู่กรวยไต<br> 3. กรวยไต (Renal pelvis) ซึ่งทำหน้าที่รองรับน้ำปัสสาวะและส่งต่อไปสู่ท่อไต (Ureter) นำเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและส่งต่อไปยังท่อปัสสาวะ <br><br> ไตแต่ละข้างจะประกอบด้วยหน่วยไต หรือเนฟรอน (Nephron) ประมาณ 1 ล้านหน่วย เป็นหน่วยย่อยที่ทำหน้าที่สร้างน้ำปัสสาวะ (Functional unit) โดยหน่วยไต (Nephron) แต่ละอัน ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ<br> 1. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกรอง (Filtering unit) ซึ่งประกอบด้วย<br>      - โกลเมอรูลัส (Glomerulus) --&gt; กลุ่มหลอดเลือดฝอย (Glomerulus capillaries) ที่ขดรวมกันอยู่ในโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's capsule) ทำหน้าที่กรองสารออกจากพลาสมาให้เข้ามาในท่อหน่วยไต<br>      - โบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's capsule) --&gt; ส่วนต้นของท่อหน่วยไต มีลักษณะคล้ายถ้วย ของเหลวที่กรองได้จะผ่านเข้ามายังบริเวณนี้<br> 2.  ส่วนท่อของหน่วยไต (Renal tubule) ประกอบด้วยท่อส่วนต่าง ๆ ดังนี้<br>      - ท่อขดส่วนต้น (Proximal convoluted tubule) เป็นส่วนถัดจากโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman’s capsule)ขดไปมาอยู่ในชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) เป็นบริเวณที่มีการดูดกลับสารต่างๆ เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดมากที่สุด<br>      - ห่วงเฮนเล (Henle’s loop) หลอดโค้งรูปตัวยู ยื่นเข้าไปในชั้นเมดัลลา (Medulla) ประกอบด้วย ท่อขาลง ( Discending) และท่อขาขึ้น (Ascending)<br> - ท่อขดส่วนปลาย (Distal convoluted tubule) ถัดจาก Henle’s loop เป็นท่อขดไปมาในชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) และเปิดรวมกันที่ท่อรวม (Cellecting tubule)<br> - ท่อรวม (Collecting duct) ต่อกับท่อขดส่วนปลาย ทำหน้าที่นำน้ำปัสสาวะส่งต่อไปยังกรวยไต (Pelvis) ท่อไต (Ureter) กระเพาะปัสสาวะ (Urenary bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra) ตามลำดับ<br><br><br>หน่วยไตทำหน้าที่ในการสร้างน้ำปัสสาวะ (Urine formation) ประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerular filtration) การดูดสารกลับที่ท่อหน่วยไต (Tubular reabsorption) และการหลั่งสารโดยท่อหน่วยไต (Tubular Secretion)<br>ที่มา:<a href="https://sites.google.com/site/prissana56/bth-thi-6-kar-raksa-dulyphaph-ni-rangkay/6-2-rabb-khab-thay-kab-kar-raksa-dulyphaph-khxng-rangkay">https://sites.google.com/site/prissana56/bth-thi-6-kar-raksa-dulyphaph-ni-rangkay/6-2-rabb-khab-thay-kab-kar-raksa-dulyphaph-khxng-rangkay</a><br>ระบบขับถ่ายกับการรักษาดุลยภาพของร่างกาย<br><br>          การขับถ่าย หมายถึง การกำจัดของเสียซึ่งเกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมภายในร่างกายสิ่งมีชีวิต สารบางอย่างที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเมแทบอลิซึมนี้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ เก็บไว้ก็ไม่ได้ เพราะเป็นอันตรายต่อเซลล์ของร่างกาย จึงจำเป็นต้องกำจัดออก เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย กรดยูริก การกำจัดของเสียเหล่านี้มักจะต้องมีการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายด้วย เพราะของเสีย เช่น   ยู เรีย และเกลือแร่หลายชนิดละลายอยู่ในน้ำ ดังนั้นร่างกายสิ่งมีชีวิตจึงต้องรักษาน้ำไม่ให้สูญเสียออกจากร่างกายมาก เกินไปและในขณะเดียวกันก็ต้องรับน้ำจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้ามาทดแทนน้ำส่วน ที่สูญเสียไปด้วยน้ำที่ถูกกำจัดออกจากร่างกายของคนส่วนใหญ่ก็คือ เหงื่อ ปัสสาวะ ลมหายใจและอุจจาระ ถ้าหากว่าร่างกายสูญเสียน้ำออกไปมากร่างกายก็ต้องได้รับน้ำทดแทนมากด้วย จำนวนน้ำที่ร่างกายได้รับและสูญเสียไปต้องใกล้เคียงกัน<br><br>ในปัสสาวะของคนเราจะมีสารต่าง ๆ ละลายปะปนมาด้วย ในสภาพปกติ ร่างกายคนเราจะขับถ่านปัสสาวะออกมาประมาณวันละ 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีสารต่าง ๆ เจือปนออกมาดังนี้<br><br><br>สารในปัสสาวะปริมาณเป็นกรัมต่อวันยูเรีย<br>เกลือแกง<br>กรดฟอสฟอริก<br>โพแทสเซียม<br>กำมะถัน<br>กรดยูริก<br>แอมโมเนีย30<br>15<br>3.5<br>2.0<br>1.2<br>0.8<br>0.6<br><br><br>การขับถ่ายของสิ่งมีชีวิต<br><br>การขับถ่ายของคนเป็นการขับถ่ายของเสียที่เกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ คือ<br><br>1.        ไต (kidney) ทำหน้าที่ขับถ่ายปัสสาวะ นำของเสียพวกยูเรีย (urea) และเกลือแร่ต่าง ๆ<br><br>ที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย<br><br>2.        ผิวหนัง (skin) ผิวหนังทำหน้าที่ในการขับเหงื่อโดยมีต่อมเหงื่อ (sweat glands)<br><br>กระจายอยู่ทั่วไป เหงื่อประกอบด้วยน้ำ เกลือแร่ต่าง ๆ และพวกของเสียไนโตรเจน (nitrogenous) การขับเหงื่อนอกจากเป็นการขับถ่ายแล้วยังช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติด้วย<br><br>3.        ปอด (lung) ขับถ่ายก๊าซ CO2 โดยระบบหายใจ<br><br>4.        ตับ (liver) ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนสารซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมของโปรตีน<br>หน้าที่ของไต<br><br>ไตมีหน้าที่หลายประการ คือ<br><br>1.        ขับถ่ายของเสีย ซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมของร่างกาย เช่น ยูเรีย คีเอทินีน (creatinine)<br><br>2.        เก็บสารบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กลูโคส กรดอะมิโนโดยการดูดกลับ<br><br>3.        ควบคลุมสมดุลน้ำของร่างกายให้อยู่ในลักษณะที่พอเหมาะโดยการดูดน้ำกลับที่หลอด<br><br>ไต ทำให้ปัสวะข้นขึ้น<br><br>                            4.ควบคลุมความเป็นกรด-เบสขอลเหลวในร่างกายโดยการขับไฮโดเจนไอออน(H+)เข้าสู่<br><br>หลอดไตและดูดไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO-3) กลับเข้าสู่เลือด<br><br>5.สร้างสารบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ฮอร์โมนอิริโทรเจนิน (erythrogenini)<br><br>ซึ่งจะรวมตัวกับโปรตีนโกลบูลินเป็นฮอร์โมนอิริโทรพอยอิทิน (erythropoietin) กระตุ้นไขกระ<br><br>ถูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงนอกจากนี้ไตยังสร้างฮอร์โมนเรนิน (renin) ซึ่งมีผลในการกระตุ้น<br><br>การหลั่งฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (aldosterone) ของต่อมหมวกไต่ส่วนนอก (adrenal cortek)<br><a href="https://sites.google.com/site/prissana56/bth-thi-6-kar-raksa-dulyphaph-ni-rangkay/6-2-rabb-khab-thay-kab-kar-raksa-dulyphaph-khxng-rangkay">https://sites.google.com/site/prissana56/bth-thi-6-kar-raksa-dulyphaph-ni-rangkay/6-2-rabb-khab-thay-kab-kar-raksa-dulyphaph-khxng-rangkay</a><br> <br> ขอให้สรุปสาระที่เราคิดว่าสำคัญ ที่เราคิดว่าในบทนี้เราจำเป็นต้องรู้ จากเนื้อหาที่เราเอามา<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/400763834/7199845e059096c198a633416ee323d1/f1db8249a61665e048b3581f210bf8be_0.jpg" />
         <pubDate>2019-09-01 12:37:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/378951353</guid>
      </item>
      <item>
         <title>3210</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379079304</link>
         <description><![CDATA[<div>สมาชิก <br>1.น.ส.จิราภรณ์  โกสายา เลขที่17<br>2.น.ส.อริศรา  สุวรรณ์ทา เลขที่23<br>3.น.ส.ภัทรวดร  แสนโคตร เลขที่24<br>4.น.ส.ธนภรณ์   อาจวิชัย เลขที่80<br>การดูแลการขับถ่ายและสมดูลน้ำ<br>การดูแลการขับถ่ายอุจาระ<br>          ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้  หากผู้สูงอายุมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นเหตุทำให้อุจจาระมีสีดำ หากมีเลือดออกในลำไส้ตรงและทวารหนักทำให้เป็นสาเหตุให้อุจจาระมีสีแดงสด เป็นต้น ดังนั้น โรคและการติดเชื้อบางอย่างอาจเป็นสาเหตุทำให้อุจจาระมีสีเทาหรือขาว สีซีด สีส้ม หรือสีเขียวได้                                                                                 <br>          การสังเกตลักษณะของอุจจาระมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกตได้แก่ สี กลิ่น จำนวน รูปร่าง ความคงตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ และการบอกถึงความลำบากของการขับถ่ายอุจจาระ หากพบลักษณะที่ผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ควรปรึกษาพยาบาลให้ทราบเพื่อประเมินอาการ<br>          ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ<br>1.ความเป็นส่วนตัว การขาดความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถนำไปสู่ความไม่ต้องการขับถ่ายอุจจาระ หรือความไม่รู้สึกอยากขับถ่ายอุจจาระได้<br>2.ลักษณะนิสัย คนส่วนมากอาจขับถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า หรือแม้แต่หลังจากการดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ดังนั้น ลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายอุจจาระ<br><br>3.อาหาร ประเภทของอาหารมีความจำเป็นกับการขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงนั้นจะช่วยลดอาการท้องผูก<br>4.น้ำ อุจจาระประกอบไปด้วยน้ำ ลักษณะของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำที่ถูกดูดซึมเข้าไปในลำไส้ อุจจาระจะมีลักษณะแข็งมากเมื่อเรามีการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป ทำให้ให้เกิดภาวะท้องผูก<br>5.กิจกรรม การออกกำลังกาย จะเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้<br>6.ยา ผลข้างเคียงของยาบางตัวอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้<br>7.อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุนั้น จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้<br>          <br>           การรักษาเมื่อมีอาหารท้องผูก<br>1.การใช้ยาเหน็บ: ยาเหน็บจะออกฤทธิ์ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ผู้สูงอายุจะมีอาการปวดถ่ายอุจจาระ กรณีผู้สูงอายุไม่รู้สึกตัวหลังจากเหน็บยาแล้วประมาณ 30 นาที ให้ผู้ดูแลเข้ามาดูผู้สูงอายุเป็นระยะจนกระทั่งผู้สูงอายุขับถ่ายอุจจาระเสร็จ<br>2.การสวนอุจจาระด้วยยาน้ำสวนอุจจาระสำเร็จรูป (Enema): การสวนอุจจาระด้วยยาน้ำสวนอุจจาระสำเร็จรูป มักถูกใช้ในผู้สูงอายุที่มีภาวะท้องผูก หรือใช้ในผู้สูงอายุที่ไม่มีความจำเป็นในการสวนล้างลำไส้ให้สะอาด โดยยาน้ำสวนอุจจาระสำเร็จรูปนี้ถูกบรรจุอยู่ในขวดพลาสติก โดยกลไกของน้ำยานี้จะไปกระตุ้นทำให้เกิดปฏิกิริยาการระคายเคืองของเยื่อบุลำไส้และทำให้น้ำจากเนื้อเยื่อถูกดูดซึมเข้าไปรวมกับอุจจาระ มีผลทำให้ลำไส้โป่งตึงและขับถ่ายอุจจาระออกมาได้ โดยส่วนมากใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที<br>3.การช่วยดูแลผู้สูงอายุที่มีรูระบายอุจจาระทางหน้าท้อง(Colostomy): การระบายอุจจาระทางหน้าท้อง สาเหตุจากการที่ไม่สามารถระบายอุจจาระออกทางทวารหนักได้ตามปกติ หรือมีการอุดตันของลำไส้ทำให้ผู้สูงอายุต้องผ่าตัดเพื่อเปิดรูระบายอุจจาระทางหน้าท้อง เช่น โรคมะเร็งลำไส้ โรคระบบทางเดินอาหารที่รุนแรง หรือการได้รับบาดเจ็บบริเวณช่องท้องที่มีผลต่อลำไส้ โดยลักษณะของรูเปิดระบายอุจจาระทางหน้าท้องนั้น คือการผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อนำลำไส้ส่วนหนึ่งมาเปิดทางหน้าท้อง โดยอุจจาระจะไหลออกทางรูเปิดทางหน้าท้อง โดยไม่ไหลผ่านลำไส้ตรงและทวารหนักถุงรองรับอุจจาระทางหน้าท้องนั้นมี 2 ลักษณะ คือ แบบถุงชิ้นเดียว และแบบ 2 ชิ้น (แป้นรอบรูเปิด และถุงรองรับอุจจาระ) ผู้ดูแลควรมีการเปลี่ยนถุงรองรับอุจจาระออกเมื่อมีอุจจาระอยู่ในถุงไม่เกิน 1/3 ของถุง เพื่อป้องกันการดึงรั้งของอุจจาระที่ถ่วงลงกับผิวหนังบริเวณรอบรูเปิดระบายอุจจาระ กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และการระคายเคืองของผิวหนังที่สัมผัสกับอุจจาระ ส่วนปลายถุงรองรับอุจจาระนั้น มีการปิดส่วนป้องกันอุจจาระไหลออกหลายแบบ เช่น ชนิดคลิปปิดปลายถุง ชนิดกดล็อคหรือใช้อุปกรณ์พันปลายถุง เป็นต้น<br>การดูแลการขับถ่ายปัสสาวะ<br>          การปัสสาวะ หมายถึง ขบวนการที่ขับปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ โดยความถี่ของการปัสสาวะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ได้รับ ลักษณะนิสัย ความสะดวกในการเข้าห้องน้ำ ซึ่งบางคนจะต้องปัสสาวะก่อนนอน หลังจากตื่นนอน ก่อนรับประทานอาหาร หรืออาจปัสสาวะทุก 2 ถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นกับลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล ดังนั้นสิ่งที่ควรคำนึงถึงได้แก่<br>1.ให้ผู้สูงอายุได้รับสารน้ำที่เพียงพอ<br>2.ติดตามลักษณะนิสัยการขับถ่ายปัสสาวะ และช่วงเวลาในการขับถ่ายปัสสาวะของผู้สูงอายุและบันทึกเพื่อดูแล<br>ผู้สูงอายุในการปัสสาวะได้อย่างเหมาะสม<br>3.ช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะ หรือหากเร่งด่วนควรจัดหม้อนอน กระบอกปัสสาวะ ให้ใกล้กับผู้สูงอายุ<br>4.ช่วยให้ผู้สูงอายุนั่งปัสสาวะในท่าที่เหมาะสม และสะดวกต่อการปัสสาวะ โดยผู้หญิงควรอยู่ในท่านั่งเพื่อปัสสาวะ และผู้ชายควรยืนเพื่อปัสสาวะ ถ้าไม่ขัดต่อแผนการรักษา<br>5.อุปกรณ์ต่างๆ เช่น หม้อนอน กระบอกปัสสาวะ ควรเตรียมให้อุ่นๆ หรืออยู่ในอุณหภูมิห้อง<br>6.ควรจัดสถานที่ให้มิดชิดไม่เปิดเผย ในขณะผู้สูงอายุปัสสาวะ<br>7.ถ้าผู้สูงอายุรู้สึกปัสสาวะไม่ออก ควรเปิดเสียงน้ำไหล กดน้ำชักโครก ทำเสียงให้มีเสียงคล้ายเสียงกำลังขับถ่ายปัสสาวะ หรือแช่มือผู้สูงอายุลงในน้ำอุ่น เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุรู้สึกต้องการปัสสาวะ<br>8.ควรอยู่บริเวณใกล้เคียงผู้สูงอายุเพื่อให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุ แต่ไม่ควรเร่งรัดผู้สูงอายุ ควรให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบาย ผ่อนคลายในขณะปัสสาวะ<br><br>          การปัสสาวะ<br>1.การใช้หม้อนอน (Bed pans) : หม้อนอนมักจะใช้ในผู้ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายตนเองออกจากเตียง ได้โดยส่วนมากผู้หญิงจะใช้หม้อนอน เพื่อการปัสสาวะและการขับถ่าย ในขณะที่ผู้ชายใช้เฉพาะขับถ่ายเท่านั้น ซึ่งหม้อนอนจะแบ่งเป็น หม้อนอนชนิดมาตรฐาน ซึ่งมีความกว้างของขอบเข้ามาด้านละ ½ นิ้ว และหม้อนอนสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหากระดูก (Fracture Pan) จะมีขอบเล็กกว่า โดย Fracture Pan จะใช้ในกรณีดังนี้<br>-ใช้ในผู้สูงอายุที่เข้าเฝือก หรือถ่วงน้ำหนักไว้<br>-ใช้ในป่วยที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวหลังการผ่าตัด<br>-ใช้ในผู้ที่หลังจากทำผ่าตัดไขสันหลัง หรือมีบาดเจ็บที่ไขสันหลัง<br>-หลังจากกระดูกสะโพกหัก หรือผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก<br>2.การใช้กระบอกปัสสาวะ (Urinals) : โดยส่วนมากผู้ช่วยใช้กระบอกรองปัสสาวะเพื่อปัสสาวะ ที่กระบอกปัสสาวะจะมีฝาปิดและมือจับ ถ้าเป็นไปได้ผู้สูงอายุมักยืนขึ้นแล้วใช้กระบอกรองเพื่อปัสสาวะ หรือนั่งข้างเตียง หรือแม้แต่นอนบนเตียง หลังจากปัสสาวะแล้วควรปิดปากกระบอกปัสสาวะ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัสสาวะหก<br>3.การดูแลผู้สูงอายุที่มีสายสวนปัสสาวะค้าง: สายสวนปัสสาวะ เป็นท่อที่ระบายน้ำปัสสาวะออก โดยการใส่สายสวนปัสสาวะเข้าไปในท่อปัสสาวะ ผ่านไปยังกระเพาะปัสสาวะ แล้วสายปัสสาวะจะเป็นท่อระบายปัสสาวะออกมา โดยท่อสายสวนปัสสาวะยังคงค้างไว้ในกระเพาะปัสสาวะ และส่วนปลายของสายสวนปัสสาวะต่อไว้กับถุงปัสสาวะ ซึ่งแพทย์หรือพยาบาลจะเป็นผู้ที่ใส่สายสวนปัสสาวะในผู้สูงอายุที่มีความอ่อนเพลีย หรือไม่สามารถใช้หม้อนอน รถเข็นนั่งขับถ่าย หรือไม่สามารถเดินเข้าห้องน้ำได้นั้น มักจะได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะ เพื่อความสบาย และเพื่อป้องกันการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ในขณะเดียวกันการใช้สายสวนปัสสาวะสามารถป้องกันแผลหรือแผลกดทับจากการสัมผัสปัสสาวะได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม จากรายงานล่าสุด พบว่าการใส่สายสวนคาปัสสาวะนั้น ไม่ได้รักษาสาเหตุของการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ รวมทั้งผู้สูงอายุที่ใส่สายสวนคาปัสสาวะ มีความเสี่ยงสูงในการเกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้น การดูแลสายสวนปัสสาวะ ที่ถูกวิธีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนมีส่วนช่วยลดภาระนี้ได้<br>4.การใส่ถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะ (Condom Catheter): การใส่ถุงยางอนามัยปัสสาวะ ส่วนมากใช้ในผู้ชายที่มีปัญหาเรื่องกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ซึ่งถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะจะเป็นถุงนุ่มๆ ที่ใช้สวมไปบนองคชาติ โดยท่อระบายของถุงยางระบายปัสสาวะ ต่อกับถุงรองปัสสาวะ (Condom catheter)  ถุงยางอนามัยรองปัสสาวะ ควรเปลี่ยนทุกวันหลังทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ โดยควรทำความสะอาดองคชาติด้วยสบู่ และล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าเช็ดให้แห้ง ก่อนการสวมถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะ และการพันถุงยางอนามัยระบายปัสสาวะควรใช้พลาสเตอร์ที่ให้มากับบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากเมื่อขนาดขององคชาติมีการเปลี่ยนขนาดนั้น จะทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ปกติ ไม่เกิดปัญหาการขาดเลือดมาเลี้ยงองคชาติ<br>5.การตวงปัสสาวะ: ผู้สูงอายุที่มีสายสวนปัสสาวะค้างไว้ ถุงรองรับปัสสาวะเป็นระบบปิด คือ ไม่สามารถมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในสายสวนคาปัสสาวะได้ ระบบปัสสาวะนั้นเป็นระบบที่สะอาดปราศจากเชื้อ แต่การติดเชื้อนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเชื้อโรคเข้าไปในระบบการระบายปัสสาวะ โดยเชื้อโรคจะเดินทางจากสายสวนปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะและไต ซึ่งการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะสามารถคุกคามสุขภาพและสิ่งมีชีวิตของผู้สูงอายุได้  ถุงรองปัสสาวะควรแขวนข้างเตียง เก้าอี้ หรือรถเข็น โดยต้องไม่สัมผัสกับพื้น และถุงปัสสาวะควรแขวนให้อยู่ต่ำกว่ากระเพาะปัสสาวะของผู้สูงอายุ เนื่องจากเชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตได้ในปัสสาวะ ดังนั้น หากถุงรองปัสสาวะอยู่สูงกว่ากระเพาะปัสสาวะแล้วนั้น ปัสสาวะสามารถไหลกลับเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ และการติดเชื้อสามารถเกิดขึ้น ดังนั้น หากพบถุงรองปัสสาวะหลุดออกจากสายสวนคาปัสสาวะ ควรแจ้งพยาบาลทันที ดังนั้น การเทปัสสาวะจากถุงปัสสาวะ ควรมีวิธีการเทปัสสาวะที่ถูกต้องด้วยระบบปิด เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ<br><br>ที่มา:<a href="https://healthathome.in.th/blog/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1/">https://healthathome.in.th/blog/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1/</a><br>การรักษาป้องกันการเสียสมดุลน้ำในร่างกาย<br>1.ประเมินอาการและอาการแสดงของการเสียสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ เช่น ระดับโปแตสเซียม หัวใจเต้นผิดปกติ ความดันเลือดต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีอาการชา คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด เป็นต้น</div><div>2.ประเมินอาการและอาการแสดงของการได้รับน้ำเกิน ได้แก่ น้ำหนักตัวลดเพิ่ม ความดันเลือดสูง ระดับการรู้สติเปลี่ยนไป ฟังปอดได้เสียง Rales ผลถ่ายภาพรังสีปอดพบมีน้ำคั่งในปอด ค่าโซเดียมและ Osmolality ลดลง ปัสสาวะมีความถ่วงจำเพาะต่ำ เหนื่อย หอบ นอนราบไม่ได้ บวมที่ปลายมือปลายเท้า ค่า CVP สูง หลอดเลือดดำบริเวณคอโป่ง</div><div>3.กรณีที่มีอาการสูญเสียน้ำ โดยไม่ปรากฏอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย แคลอรี่และโปรตีนสูง โดยให้ครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ครั้ง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เพียงพอแก่ร่างกาย</div><div>4.ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับน้ำทดแทนอย่างน้อย 2,000-3,000 มิลลิลิตรต่อวัน และดูแลให้ได้รับสารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำหรือทางปาก เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป</div><div>5.กรณีที่มีอาการถ่ายเหลวเนื่องจากภาวะพร่องเอนไซม์แลคเตส ควรให้อาหารที่ปราศจากแลคโตส เพื่อลดการกระตุ้นการถ่ายอุจจาระ</div><div>6.หลีกเลี่ยงอาหารที่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป เพื่อลดการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้</div><div>7.ดูแลให้ได้รับยาระงับอาการถ่ายเหลวหรือยาระงับอาการอาเจียนตามแผนการรักษา และสำหรับผู้ป่วยที่ถ่ายเหลวจากการติดเชื้อดูแลให้ยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา เพื่อแก้ไขการถ่ายเหลว การอาเจียน และการติดเชื้อ</div><div>8.ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลว เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการระคายเคืองต่อผิวหนัง</div><div>9.บันทึกสัญญาณชีพทุก 1 ชั่วโมง หากผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้ง เพื่อประเมินภาวะช็อก</div><div>10.บันทึกและติดตามอาการและอาการแสดงที่อาจเกิดขึ้นจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง เช่น กระหายน้ำ อ่อนเพลีย ซึม สับสน หายใจเร็ว ชีพจรเต้นเร็ว ระดับความรู้สึกตัวลดลง ความตึงตัวของผิวหนังไม่ดี ผิวแห้ง ปากแห้ง มีการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ น้ำหนักตัวลดลง ความดันเลือดต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า ปัสสาวะลดลงและมีความถ่วงจำเพาะสูงกว่าปกติ เป็นต้น </div><div>11.เก็บอุจจาระส่งตรวจ ส่งเลือดตรวจเพื่อหาค่าอิเล็กโทรไลต์ในเลือด เพื่อประเมินเลือดออกในทางเดินอาหารและภาวะสมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในเลือด และดูหน้าที่ของโต</div><div>12.บันทึกปริมาณน้ำเข้าออกจากร่างกาย ติดตามปริมาณปัสสาวะใน 1 ชั่วโมง เพื่อประเมินการทำงานของไต</div><div>13.ให้สารน้ำและอิเล็กโตรไลท์และ/หรือเลือดตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อทดแทนส่วนที่ขาดไปในระยะที่โรครุนแรงอาจต้องงดน้ำและอาหารทางปาก จะต้องให้อาหารทดแทนทางหลอดเลือดดำ เมื่ออาการทุเลาลงให้อาหารอ่อนย่อยง่าย และเหมะสมตามสภาวะของโรคที่เป็นอยู่</div><div>14.ติดตามผลการตรวจระดับเกลือแร่ในซีรัม เช่น ระดับโซเดียม โปแตสเซียม คลอไรด์ ไบคาร์บอเนต เป็นต้น เพื่อประเมินและติดตามผลอิเล็กโทรไลต์</div><div>15.หากผู้ป่วยรับประทานอาหารทางปากได้ แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีอิเล็กโทรไลต์สูง หากผู้ป่วยมีระดับโปแตสเซียมต่ำ แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง ได้แก่ ส้ม กล้วย น้ำมะเขือเทศ เป็นต้น<br>ที่มา: <a href="https://www.honestdocs.co/water-balance">https://www.honestdocs.co/water-balance</a></div><div><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/401580199/301b63230974e96ad3bb0f2a2bc1c3ee/69547806_2200845200176009_4208858647733731328_n.jpg" />
         <pubDate>2019-09-02 07:06:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379079304</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379161346</link>
         <description><![CDATA[<div>325 ❤️💕<br>1.น.ส.กรชนก นนทวงษ์ ห้อง A เลขที่ 25<br>2.น.ส.สุภามณี ราชวงอุระ ห้อง A เลขที่ 27<br>3.น.ส.ศรีสุดา คำพิม ห้อง A เลขที่ 39<br>4.น.ส.รวิศรา กล้ายุทธ ห้อง A เลขที่ 57<br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ<br>               ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้  หากผู้สูงอายุมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นเหตุทำให้อุจจาระมีสีดำ หากมีเลือดออกในลำไส้ตรงและทวารหนักทำให้เป็นสาเหตุให้อุจจาระมีสีแดงสด เป็นต้น ดังนั้น โรคและการติดเชื้อบางอย่างอาจเป็นสาเหตุทำให้อุจจาระมีสีเทาหรือขาว สีซีด สีส้ม หรือสีเขียวได้<br>               การสังเกตลักษณะของอุจจาระมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกตได้แก่ สี กลิ่น จำนวน รูปร่าง ความคงตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ และการบอกถึงความลำบากของการขับถ่ายอุจจาระ หากพบลักษณะที่ผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ควรปรึกษาพยาบาลให้ทราบเพื่อประเมินอาการ<br>ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ<br>               ปัจจัยที่มีผลเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการขับถ่ายอุจจาระ ลักษณะของอุจจาระ สี และกลิ่น นั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างเป็นกระบวนการ ดังนี้<br>ความเป็นส่วนตัว การขาดความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถนำไปสู่ความไม่ต้องการขับถ่ายอุจจาระ หรือความไม่รู้สึกอยากขับถ่ายอุจจาระได้<br>ลักษณะนิสัย คนส่วนมากอาจขับถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า หรือแม้แต่หลังจากการดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ดังนั้น ลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายอุจจาระ<br>อาหาร ประเภทของอาหารมีความจำเป็นกับการขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงนั้นจะช่วยลดอาการท้องผูก<br>น้ำ อุจจาระประกอบไปด้วยน้ำ ลักษณะของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำที่ถูกดูดซึมเข้าไปในลำไส้ อุจจาระจะมีลักษณะแข็งมากเมื่อเรามีการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป ทำให้ให้เกิดภาวะท้องผูก<br>กิจกรรม การออกกำลังกาย จะเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้<br>ยา ผลข้างเคียงของยาบางตัวอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้<br>อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุนั้น จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้<br><a href="https://www.google.com/url?sa=t&amp;source=web&amp;cd=1&amp;ved=2ahUKEwjbzYnaprLkAhUZOSsKHTWqCAAQFjAAegQIBhAB&amp;url=https%3A%2F%2Fhealthathome.in.th%2Fblog%2F%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B1%2F&amp;usg=AOvVaw1-WJeyvvxfwZLv0pOO4ZsM">https://www.google.com/url?sa=t&amp;source=web&amp;cd=1&amp;ved=2ahUKEwjbzYnaprLkAhUZOSsKHTWqCAAQFjAAegQIBhAB&amp;url=https%3A%2F%2Fhealthathome.in.th%2Fblog%2F%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B1%2F&amp;usg=AOvVaw1-WJeyvvxfwZLv0pOO4ZsM</a><br>การรักษาสมดุลน้ำ<br>ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ถ้าพิจารณาในแต่ละเซลล์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 จริงๆแล้วน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลพืช เซลล์สัตว์ และเซลล์มนุษย์ ทุกเซลล์ล้วนประกอบด้วยน้ำทั้งนั้น ในเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์มีน้ำประมาณ 2 ใน 3 ของน้ำหนักร่างกาย ในพืชบกมีน้ำประมาณร้อยละ 50–75 ถ้าเป็นพืชน้ำอาจมีน้ำมากกว่าร้อยละ 95 โดยน้ำหนัก<br>หน้าที่สำคัญที่สุดของน้ำ คือ เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายทุกชนิดต้องอาศัยน้ำ เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีน้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ กระบวนการการย่อยอาหาร กระบวนการดูดซึมอาหาร และกระบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย<br>น้ำที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย กระบวนการไหลเวียนเลือดและกระบวนการขับถ่ายของเสียในร่างกายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าปราศจากสมดุลของสารน้ำในร่างกาย<br>น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก ความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นเนื่องจากขาดสมดุลของการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่เซลล์ลำไส้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหลายชนิดสร้างสารพิษที่มีผลต่อกลไกการควบคุมสมดุลสารน้ำภายในลำไส้<br>สารพิษ รวมทั้งสารเคมีในร่างกายที่อาจเป็นพิษ ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยอาศัยน้ำ เลือดทำหน้าที่ขนส่งสารเหล่านั้นไปทั่วร่างกายซึ่งสารนั้นละลายในน้ำตับเป็นอวัยวะสำคัญในการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสารพิษด้วยกลไกทางเคมีมากมายหลายชนิด บางคนกล่าวเปรียบเทียบว่าตับเป็นโรงงานผลิตเอนไซม์ที่ทรงพลังมากกว่าโรงงานใดๆในโลก กระบวนการขับถ่ายสารพิษเกิดขึ้นร่วมกับการขับถ่ายทางปัสสาวะและอุจจาระ<br>น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพยิ่ง<br>ร่างกายได้รับน้ำหลายทางด้วยกัน<br>น้ำดื่ม เครื่องดื่ม<br>น้ำที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร<br>น้ำที่ได้จากการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน<br>ปกติคนเราดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5 – 2.0 ลิตร และได้รับจากเครื่องดื่มและอาหารทั้งภายในและภายนอกร่างกายอีกประมาณวันละ 1 – 2 ลิตร<br>ร่างกายสูญเสียน้ำ<br>ผิวหนัง มีทั้งที่เรามองเห็นออกมาในรูปของเหงื่อ และน้ำที่ระเหยไปโดยที่เรามองไม่เห็น<br>ปอด โดยการหายใจออก<br>ทางอุจจาระ<br>ทางปัสสาวะ<br>รวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 3–5 ลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ได้รับ<br>ปริมาณของน้ำในร่างกายคนไม่แน่นอน ขึ้นกับอายุ ปริมาณของไขมันในร่างกาย และกิจกรรมของแต่ละคน คนที่ทำงานหนักกลางแจ้งอาจสูญเสียน้ำ 5 – 12 ลิตรต่อวัน หรือคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บก็อาจเสียสมดุลของน้ำในร่างกายได้ง่าย<br>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ<br>สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย<br>เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว<br>ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ<br>ลักษณะของน้ำดื่มที่ดี<br>น้ำดื่มที่ดีต้องปราศจากสารปนเปื้อนทางเคมีและสารอินทรีย์ต่างๆ อาทิเช่น เชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก รวมทั้งสารเคมี<br>ประกอบด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ โปแตสเซียม แมกมีเซียม แคลเซียม เป็นต้น<br>โครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็กช่วยให้แทรกซึมสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำพาสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งนำพาของเสียออกมาจากเซลล์ไปทิ้งได้<br>น้ำดื่มที่ดีควรมีความกระด้างของน้ำปานกลาง มีประจุไฟฟ้าสูงและเป็นสื่อนำความร้อนที่ดี<br>ความเป็นด่างอ่อนๆ โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่างระหว่าง pH 7.25 - 8.50เพื่อช่วยกำจัดความเป็นกรดและของเสียในร่างกาย ช่วยทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล<br>ควรมีปริมาณออกซิเจนเจือปนอยู่ด้วยสูง สามารถตรวจวัดค่าได้ประมาณ 5 มิลลิกรัมต่อลิตรหรือมากกว่า<br>ลักษณะของน้ำดื่มบางชนิด<br>น้ำอ่อนเป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุ<br>น้ำกลั่นเป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลย<br>น้ำดื่มบรรจุขวดที่อาจมีสารปนเปื้อนและไม่ได้มาตรฐาน ร้อยละ 25 ของน้ำดื่มบรรจุขวดนำน้ำประปามาใส่ขวด และปรับปรุงคุณภาพเล็กน้อยเท่านั้น<br>น้ำประปามีคลอรีนซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจจะก่อให้เกิดสารออกฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ซึ่งเกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในธรรมชาติซึ่งละลายอยู่ในน้ำ<br>น้ำอัดลมทำมาจากน้ำกลั่นหรือน้ำอ่อนที่ไม่มีแร่ธาตุ<br>น้ำหวานและน้ำผลไม้สำเร็จรูปเป็นน้ำตาลกับสีผสมน้ำ โดยแต่งกลิ่นธรรมชาติเข้าไปและอาจเติมวิตามินหรือแร่ธาตุปะปนอยู่บ้าง<br><a href="https://www.google.com/url?sa=t&amp;source=web&amp;cd=12&amp;ved=2ahUKEwiY0KPYp7LkAhWHV30KHVceA0UQFjALegQIBBAB&amp;url=http%3A%2F%2Fwww.bangkokhealth.com%2Findex.php%2Fhealth%2Fhealth-system%2Furo%2F1572-2013-08-22-09-45-20.html&amp;usg=AOvVaw2KaJxPnIKMOekbs4xOVjQF">https://www.google.com/url?sa=t&amp;source=web&amp;cd=12&amp;ved=2ahUKEwiY0KPYp7LkAhWHV30KHVceA0UQFjALegQIBBAB&amp;url=http%3A%2F%2Fwww.bangkokhealth.com%2Findex.php%2Fhealth%2Fhealth-system%2Furo%2F1572-2013-08-22-09-45-20.html&amp;usg=AOvVaw2KaJxPnIKMOekbs4xOVjQF</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/401684278/c1d34650c1bd947e117678fe7e0c150f/C2316447_BFF2_4256_BF40_F4617D5D059E.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-02 14:12:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379161346</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Happy  sleep ห้องA </title>
         <author>kanokwan40193_fah</author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379174784</link>
         <description><![CDATA[<div>น.ส.กนกวรรณไร่สงวน เลขที่5<br>น.ส.ดารณี วริสาร เลขที่6<br>น.ส.สุนิษา คณาชอบ เลขที่64<br>น.ส.จันทนิภา คำผาลา เลขที่79<br><br>การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในมนุษย์<br>     ในร่างกายของมนุษย์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 3 ใน 4 หรือประมาณ 75% ของน้ำหนักตัวโดยน้ำที่อยู่ในร่างกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ น้ำที่ประกอบอยู่ภายในเซลล์ประมาณ 60% น้ำที่อยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% น้ำที่อยู่ในเนื้อเยื่อและน้ำเลือดอีกไม่เกิน 10% ซึ่งน้ำในแต่ละส่วนจะถูกควบคุมให้มีดุลยภาพอยู่ได้ โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพื่อทดแทนกันอยู่ตลอดเวลา<br><br>     ปกติมนุษย์ต้องการน้ำประมาณวันละ 2-3 ลิตร ซึ่งได้จากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหารและจากกระบวนการออกซิเดชันจากสารอาหารอีกประมาณ 200 มล. โดยร่างกายจะมีการขับน้ำออกจากร่างกายในลักษณะของปัสสาวะ อุจจาระ ลมหายใจ และเหงื่อ ซึ่งวิธีการหลักที่ร่างกายใช้ในการขับน้ำออกจากร่างกาย คือ ทางปัสสาวะ โดยในแต่ละวันมนุษย์จะมีการขับน้ำออกทางปัสสาวะประมาณ 500-2,300 มล. หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 1,500 มล.<br><br>     อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ในการรักษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตุในร่างกายมนุษย์ ได้แก่ ไต ปอด และผิวหนัง ซึ่งแต่ละอวัยวะมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนี้<br>     1. ไต (kidney) เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญในการรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุภายในร่างกายของมนุษย์มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดง สีแดงแกมน้ำตาล มีขนาดกว้างประมาณ 6 ซม. ยาวประมาณ 10 ซม. หนาประมาณ 3 ซม. และมีน้ำหนัก 150 กรัม มีตำแหน่งอยู่บริเวณช่องท้องช่วงเอว ค่อนไปทางด้านหลัง หรือยู่หลังเยื่อบุช่องท้อง (retroperitoneal organ) มีด้วยกัน 1 คู่ โดยจะแยกกันอยู่ทั้งสองด้านของแนวกระดูกสันหลัง<br><br><br><br><br>     เนื้อเยื่อภายในไตจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ เนื้อเยื่อชั้นนอก ซึ่งมีสีแดงเข้ม เรียกว่า คอร์เทกซ์ (cortex) และเนื้อเยื่อชั้นในที่มีสีอ่อนกว่า เรียกว่า เมดัลลา (medulla) มีลักษณะเว้าเข้าเป็นตำแหน่งที่อยู่ของหน่วยไต (nephron) และเป็นบริเวณที่มีการเชื่อมต่อกับส่วนที่เป็นโพรง กรวยไต (pelvis) ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมของเสียจากกระบวนการกรองของหน่วยไต<br>     ในสภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไปหรือขาดน้ำจะมีผลทำให้น้ำในเลือดมีปริมาณน้อยลง เลือดจึงมีความเข้มข้นสูงขึ้นและมีความดันเลือดลดลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายเช่นนี้ จะทำให้สมองส่วนไฮโพทาลามัส*ส่งสัญญาณประสาทไปกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนท้ายให้หลั่งฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก (antidiuretic hormone; ADH) หรือวาโซเพรสซิน (vasopressin) เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งฮฮร์โมนนี้จะไปกระตุ้นท่อของหน่วยไตให้ดูดน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้มีปริมาณน้ำในเลือดสูงขึ้น แต่ร่างกายจะขับถ่ายน้ำปัสสาวะลดลงและปัสสาวะมีความเข้มข้นมากขึ้น<br><br><br><br>ไฮโพทาลามัส (hypothalamus) คือ สมองส่วนที่เป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการสร้างฮอร์โมนของต่อมใต้สมองและฮอร์โมนอื่น ๆ อีกหลายชนิด และเกี่ยวข้องกับการควบคุมความหิว ความอิ่ม ความกระหาย อุณหภูมิของร่างกาย และอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ<br><br>     สมองส่วนไฮโพทาลามัสนอกจากจะกระตุ้นให้หน่วยไตดูดน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้นแล้ว ยังกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกหรืออาการกระหายน้ำขึ้นด้วย ซึ่งความรู้สึกกระหายจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ตราบเท่าที่ร่างกายยังสูญเสียน้ำและยังไม่ได้รับการชดเชย<br><br>     ในกรณีที่ร่างกายได้รับน้ำมาก จะมีผลทำให้น้ำในเลือดมีปริมาณมาก เลือดจึงมีความเข้มข้นลดน้อยลงและมีความดันเลือดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายเช่นนี้ จะทำให้สมองส่วนไฮโพทาลามัสยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน ADH ของต่อมใต้สมองส่วนท้ายทำให้ท่อของหน่วยไตดูดน้ำกลับคืนในปริมาณน้อยลงจึงมีการขับน้ำออกเป็นปัสสาวะมากขึ้น และเป็นปัสสาวะที่เจอจาง<br><br>     นอกจากการควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายและในเลือดแล้ว ไตยังเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ดังนี้<br>          1. ขับถ่ายสารแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายรวมถึงของเสียซึ่งเกิดจากกระบวนการทำงานภายในเซลล์ เช่น ยูเรีย (urea) กรดยูริก (uric acid) เป็นต้น<br>          2. ดูดสารอาหารที่มีประโยชน์บางชนิดกลับคืนสู่ร่างกาย เช่น กลูโคส กรดอะมิโน เป็นต้น<br>          3. สังเคราะห์กลูโคสจากกรดอะมิโนหรือจากสารชนิดอื่น ๆ โดยไตสามารถช่วยสร้างน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ถึงร้อยละ 20 ของน้ำตาลที่สร้างจากตับ<br>          4. ขับถ่ายไอออนส่วนเกินของแร่ธาตุบางชนิด เช่น โซเดียมไอออน (Na+), โพแทสเซียมไอออน (K+) เป็นต้น<br>          5. ควบคุมระดับความเป็นกรด-เบสของของเหลวในร่างกาย<br><br><br>     2.  ปอด (lung) เป็นอวัยวะที่มีบทบาทในระบบหายใจ โดยใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สด้วยการรับเอาแก๊สออกซิเจนจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ร่างกาย แล้วส่งผ่านเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อขนส่งไปให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายใช้เผาผลาญสารอาหารเพื่อผลิตพลังงาน ขณะที่เซลล์จะส่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กลับเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปกำจัดออกที่ปอดด้วยการหายใจออก โดยสิ่งที่ถูกกำจัดออกไปพร้อมกับการหายใจออกของมนุษย์นี้ ไม่ใช่มีเพียงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงแก๊สอื่น ๆ และไอน้ำอีกด้วย<br><br><br><br>     3.  ผิวหนัง เป็นส่วนที่ปกคลุมอยู่ชั้นนอกสุดของร่างกาย ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น คือ ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) และชั้นหนังแท้ (dermis) โดยหนังกำพร้าเป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นนอกสุด มีความหนาประมาณ 0.07-0.12 มม. ส่วนผิวหนังชั้นที่ถัดเข้ามาจะเป็นชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นชั้นที่ประกอบด้วยรูขุมขน ต่อมไขมัน เส้นเลือด เส้นประสาท และต่อมเหงื่อ (sweat gland) ซึ่งต่อมเหงื่อเป็นอวัยวะที่สำคัญของผิวหนัง มีหน้าที่รักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย ด้วยการขับน้ำส่วนเกินออกในรูปเหงื่อ และช่วยปรับสมดุลของแร่ธาตุต่าง ๆ <br>http://dulayaphap.yolasite.com/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C.php<br>https://healthathome.in.th/blog/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%b1/<br><br>สมุดของน้ำในร่างกาย<br><br>น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต มักมีผู้กล่าวไว้ว่าถ้าปราศจากน้ำก็ปราศจากสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปคนสามารถอดอาหารได้หลายสัปดาห์ แต่ถ้าอดน้ำจะเสียชีวิตภายใน 2–3 วัน การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่าน้ำมีประโยชน์มากมายแก่ร่างกายของสิ่งมีชีวิต นอกเหนือจากคุณสมบัติที่เด่นที่สุดของโมเลกุลน้ำที่เป็นตัวทำละลายที่ดีและมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด<br><br>น้ำเป็นองค์ประกอบของชีวิต<br><br>ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ถ้าพิจารณาในแต่ละเซลล์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 จริงๆแล้วน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลพืช เซลล์สัตว์ และเซลล์มนุษย์ ทุกเซลล์ล้วนประกอบด้วยน้ำทั้งนั้น ในเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์มีน้ำประมาณ 2 ใน 3 ของน้ำหนักร่างกาย ในพืชบกมีน้ำประมาณร้อยละ 50–75 ถ้าเป็นพืชน้ำอาจมีน้ำมากกว่าร้อยละ 95 โดยน้ำหนัก<br><br>หน้าที่สำคัญที่สุดของน้ำ คือ เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายทุกชนิดต้องอาศัยน้ำ เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีน้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ กระบวนการการย่อยอาหาร กระบวนการดูดซึมอาหาร และกระบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย<br><br>น้ำที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย กระบวนการไหลเวียนเลือดและกระบวนการขับถ่ายของเสียในร่างกายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าปราศจากสมดุลของสารน้ำในร่างกาย<br><br>น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก ความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นเนื่องจากขาดสมดุลของการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่เซลล์ลำไส้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหลายชนิดสร้างสารพิษที่มีผลต่อกลไกการควบคุมสมดุลสารน้ำภายในลำไส้<br><br>สารพิษ รวมทั้งสารเคมีในร่างกายที่อาจเป็นพิษ ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยอาศัยน้ำ เลือดทำหน้าที่ขนส่งสารเหล่านั้นไปทั่วร่างกายซึ่งสารนั้นละลายในน้ำตับเป็นอวัยวะสำคัญในการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสารพิษด้วยกลไกทางเคมีมากมายหลายชนิด บางคนกล่าวเปรียบเทียบว่าตับเป็นโรงงานผลิตเอนไซม์ที่ทรงพลังมากกว่าโรงงานใดๆในโลก กระบวนการขับถ่ายสารพิษเกิดขึ้นร่วมกับการขับถ่ายทางปัสสาวะและอุจจาระ<br><br>น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพยิ่ง<br><br>ร่างกายได้รับน้ำหลายทางด้วยกัน<br><br>1.น้ำดื่ม เครื่องดื่ม<br>2.น้ำที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร<br>3.น้ำที่ได้จากการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน<br>ปกติคนเราดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5 – 2.0 ลิตร และได้รับจากเครื่องดื่มและอาหารทั้งภายในและภายนอกร่างกายอีกประมาณวันละ 1 – 2 ลิตร<br><br>ร่างกายสูญเสียน้ำ<br><br>1.ผิวหนัง มีทั้งที่เรามองเห็นออกมาในรูปของเหงื่อ และน้ำที่ระเหยไปโดยที่เรามองไม่เห็น<br>2.ปอด โดยการหายใจออก<br>3.ทางอุจจาระ<br>4.ทางปัสสาวะ<br>รวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 3–5 ลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ได้รับ<br><br>ปริมาณของน้ำในร่างกายคนไม่แน่นอน ขึ้นกับอายุ ปริมาณของไขมันในร่างกาย และกิจกรรมของแต่ละคน คนที่ทำงานหนักกลางแจ้งอาจสูญเสียน้ำ 5 – 12 ลิตรต่อวัน หรือคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บก็อาจเสียสมดุลของน้ำในร่างกายได้ง่าย<br><br>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ<br><br>1.สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย<br>2.เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว<br>3.ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ<br><br>ลักษณะของน้ำดื่มที่ดี<br><br>1.น้ำดื่มที่ดีต้องปราศจากสารปนเปื้อนทางเคมีและสารอินทรีย์ต่างๆ อาทิเช่น เชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก รวมทั้งสารเคมี<br>2.ประกอบด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ โปแตสเซียม แมกมีเซียม แคลเซียม เป็นต้น<br>3.โครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็กช่วยให้แทรกซึมสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำพาสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งนำพาของเสียออกมาจากเซลล์ไปทิ้งได้<br>4.น้ำดื่มที่ดีควรมีความกระด้างของน้ำปานกลาง มีประจุไฟฟ้าสูงและเป็นสื่อนำความร้อนที่ดี<br>5.ความเป็นด่างอ่อนๆ โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่างระหว่าง pH 7.25 - 8.50เพื่อช่วยกำจัดความเป็นกรดและของเสียในร่างกาย ช่วยทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล<br>6.ควรมีปริมาณออกซิเจนเจือปนอยู่ด้วยสูง สามารถตรวจวัดค่าได้ประมาณ 5 มิลลิกรัมต่อลิตรหรือมากกว่า<br><br>ลักษณะของน้ำดื่มบางชนิด<br><br>1.น้ำอ่อนเป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุ<br>2.น้ำกลั่นเป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลย<br>3.น้ำดื่มบรรจุขวดที่อาจมีสารปนเปื้อนและไม่ได้มาตรฐาน ร้อยละ 25 ของน้ำดื่มบรรจุขวดนำน้ำประปามาใส่ขวด และปรับปรุงคุณภาพเล็กน้อยเท่านั้น<br>4.น้ำประปามีคลอรีนซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจจะก่อให้เกิดสารออกฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ซึ่งเกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในธรรมชาติซึ่งละลายอยู่ในน้ำ<br>5.น้ำอัดลมทำมาจากน้ำกลั่นหรือน้ำอ่อนที่ไม่มีแร่ธาตุ<br>6.น้ำหวานและน้ำผลไม้สำเร็จรูปเป็นน้ำตาลกับสีผสมน้ำ โดยแต่งกลิ่นธรรมชาติเข้าไปและอาจเติมวิตามินหรือแร่ธาตุปะปนอยู่บ้าง<br><br>http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/401708616/c6f02b4e5a7aa5fe4f26bc8aca34f1ce/received_472368129985558.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-02 15:48:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379174784</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379176979</link>
         <description><![CDATA[<div>327 ❤<br>ห้องA<br>1.นางสาวอมรรัตน์ สะพานแก้ว เลขที่47<br>2.นางสาวพลอย รัตนพร เลขที่63<br>3.นางสาวสุธิตา ไกรยะสินธ์ เลขที่65<br>4.นางสาวชลธิชา ไชยมาตย์ เลขที่66<br><br><br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ<br><br>               ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้  หากผู้สูงอายุมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นเหตุทำให้อุจจาระมีสีดำ หากมีเลือดออกในลำไส้ตรงและทวารหนักทำให้เป็นสาเหตุให้อุจจาระมีสีแดงสด เป็นต้น ดังนั้น โรคและการติดเชื้อบางอย่างอาจเป็นสาเหตุทำให้อุจจาระมีสีเทาหรือขาว สีซีด สีส้ม หรือสีเขียวได้<br><br>               การสังเกตลักษณะของอุจจาระมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกตได้แก่ สี กลิ่น จำนวน รูปร่าง ความคงตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ และการบอกถึงความลำบากของการขับถ่ายอุจจาระ หากพบลักษณะที่ผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ควรปรึกษาพยาบาลให้ทราบเพื่อประเมินอาการ<br><br>ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ<br><br>           ปัจจัยที่มีผลเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการขับถ่ายอุจจาระ ลักษณะของอุจจาระ สี และกลิ่น นั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างเป็นกระบวนการ ดังนี้<br><br>1.ความเป็นส่วนตัว การขาดความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถนำไปสู่ความไม่ต้องการขับถ่ายอุจจาระ หรือความไม่รู้สึกอยากขับถ่ายอุจจาระได้<br>2.ลักษณะนิสัย คนส่วนมากอาจขับถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า หรือแม้แต่หลังจากการดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ดังนั้น ลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายอุจจาระ<br>3.อาหาร ประเภทของอาหารมีความจำเป็นกับการขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงนั้นจะช่วยลดอาการท้องผูก<br>น้ำ อุจจาระประกอบไปด้วยน้ำ ลักษณะของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำที่ถูกดูดซึมเข้าไปในลำไส้ อุจจาระจะมีลักษณะแข็งมากเมื่อเรามีการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป ทำให้ให้เกิดภาวะท้องผูก<br>4.กิจกรรม การออกกำลังกาย จะเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้<br>5.ยาผลข้างเคียงของยาบางตัวอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้<br>อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุนั้น จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้<br><br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายปัสสาวะ<br>การขับถ่ายปัสสาวะ<br>               ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพที่แข็งแรงนั้นจะมีการขับปัสสาวะจำนวน 1500 ซีซีต่อวัน แต่ยังมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการขับปัสสาวะ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะความเจ็บป่วย ปริมาณของสารน้ำที่ได้รับ อาหารประเภทเกลือ และยาบางตัว เป็นต้น<br><br>               การปัสสาวะ หมายถึง ขบวนการที่ขับปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ โดยความถี่ของการปัสสาวะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ได้รับ ลักษณะนิสัย ความสะดวกในการเข้าห้องน้ำ ซึ่งบางคนจะต้องปัสสาวะก่อนนอน หลังจากตื่นนอน ก่อนรับประทานอาหาร หรืออาจปัสสาวะทุก 2 ถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นกับลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล ดังนั้นสิ่งที่ควรคำนึงถึงได้แก่<br><br>1.ให้ผู้สูงอายุได้รับสารน้ำที่เพียงพอ<br>2.ติดตามลักษณะนิสัยการขับถ่ายปัสสาวะ และช่วงเวลาในการขับถ่ายปัสสาวะของผู้สูงอายุและบันทึก3.เพื่อดูแลผู้สูงอายุในการปัสสาวะได้อย่างเหมาะสม<br>ช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะ หรือหากเร่งด่วนควรจัดหม้อนอน กระบอกปัสสาวะ ให้ใกล้กับผู้สูงอายุ<br>4.ช่วยให้ผู้สูงอายุนั่งปัสสาวะในท่าที่เหมาะสม และสะดวกต่อการปัสสาวะ โดยผู้หญิงควรอยู่ในท่านั่งเพื่อปัสสาวะ และผู้ชายควรยืนเพื่อปัสสาวะ ถ้าไม่ขัดต่อแผนการรักษา<br>อุปกรณ์ต่างๆ เช่น หม้อนอน กระบอกปัสสาวะ ควรเตรียมให้อุ่นๆ หรืออยู่ในอุณหภูมิห้อง<br>5.ควรจัดสถานที่ให้มิดชิดไม่เปิดเผย ในขณะผู้สูงอายุปัสสาวะ<br>ถ้าผู้สูงอายุรู้สึกปัสสาวะไม่ออก 6.ควรเปิดเสียงน้ำไหล กดน้ำชักโครก ทำเสียงให้มีเสียงคล้ายเสียงกำลังขับถ่ายปัสสาวะ หรือแช่มือผู้สูงอายุลงในน้ำอุ่น เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุรู้สึกต้องการปัสสาวะ<br>7.ควรอยู่บริเวณใกล้เคียงผู้สูงอายุเพื่อให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุ แต่ไม่ควรเร่งรัดผู้สูงอายุ <br>8.ควรให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบาย ผ่อนคลายในขณะปัสสาวะ<br>https://healthathome.in.th/blog/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%<br>81%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%b1/<br><br>สมดุลน้ำในร่างกาย<br>    น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิตมักมีผู้กล่าวไว้ว่าถ้าปราศจากน้ำก็ปราศจากสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปคนสามารถอดอาหารได้หลายสัปดาห์ แต่ถ้าอดน้ำจะเสียชีวิตภายใน 2–3 วัน การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่าน้ำมีประโยชน์มากมายแก่ร่างกายของสิ่งมีชีวิต นอกเหนือจากคุณสมบัติที่เด่นที่สุดของโมเลกุลน้ำที่เป็นตัวทำละลายที่ดีและมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด<br><br>น้ำเป็นองค์ประกอบของชีวิต<br>ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ถ้าพิจารณาในแต่ละเซลล์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 จริงๆแล้วน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลพืช เซลล์สัตว์ และเซลล์มนุษย์ ทุกเซลล์ล้วนประกอบด้วยน้ำทั้งนั้น ในเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์มีน้ำประมาณ 2 ใน 3 ของน้ำหนักร่างกาย ในพืชบกมีน้ำประมาณร้อยละ 50–75 ถ้าเป็นพืชน้ำอาจมีน้ำมากกว่าร้อยละ 95 โดยน้ำหนัก<br><br>หน้าที่สำคัญที่สุดของน้ำ คือ เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายทุกชนิดต้องอาศัยน้ำ เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีน้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ กระบวนการการย่อยอาหาร กระบวนการดูดซึมอาหาร และกระบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย<br><br>น้ำที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย กระบวนการไหลเวียนเลือดและกระบวนการขับถ่ายของเสียในร่างกายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าปราศจากสมดุลของสารน้ำในร่างกาย น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก ความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นเนื่องจากขาดสมดุลของการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่เซลล์ลำไส้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหลายชนิดสร้างสารพิษที่มีผลต่อกลไกการควบคุมสมดุลสารน้ำภายในลำไส้<br>สารพิษ รวมทั้งสารเคมีในร่างกายที่อาจเป็นพิษ ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยอาศัยน้ำ เลือดทำหน้าที่ขนส่งสารเหล่านั้นไปทั่วร่างกายซึ่งสารนั้นละลายในน้ำตับเป็นอวัยวะสำคัญในการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสารพิษด้วยกลไกทางเคมีมากมายหลายชนิด บางคนกล่าวเปรียบเทียบว่าตับเป็นโรงงานผลิตเอนไซม์ที่ทรงพลังมากกว่าโรงงานใดๆในโลก กระบวนการขับถ่ายสารพิษเกิดขึ้นร่วมกับการขับถ่ายทางปัสสาวะและอุจจาระ น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายและช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ<br><br>ร่างกายได้รับน้ำหลายทางด้วยกัน<br>1.น้ำดื่ม เครื่องดื่ม<br>2.น้ำที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร<br>3.น้ำที่ได้จากการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน<br>ปกติคนเราดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5 – 2.0 ลิตร และได้รับจากเครื่องดื่มและอาหารทั้งภายในและภายนอกร่างกายอีกประมาณวันละ 1 – 2 ลิตร<br><br>ร่างกายสูญเสียน้ำ<br>ผิวหนัง มีทั้งที่เรามองเห็นออกมาในรูปของเหงื่อ 1.และน้ำที่ระเหยไปโดยที่เรามองไม่เห็น<br>2.ปอด โดยการหายใจออก<br>3.ทางอุจจาระ<br>4.ทางปัสสาวะ<br>รวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 3–5 ลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ได้รับ<br><br>ปริมาณของน้ำในร่างกายคนไม่แน่นอน ขึ้นกับอายุ ปริมาณของไขมันในร่างกาย และกิจกรรมของแต่ละคน คนที่ทำงานหนักกลางแจ้งอาจสูญเสียน้ำ 5 – 12 ลิตรต่อวัน หรือคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บก็อาจเสียสมดุลของน้ำในร่างกายได้ง่าย<br><br>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ<br>สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย<br>เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว<br>ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ<br><br>http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/401437335/77a74623ff5c8374fc9aca598ed14e18/IMG_20190824_223838_133.jpg" />
         <pubDate>2019-09-02 16:03:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379176979</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เข็มน้อยๆแต่แหลมคม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379381892</link>
         <description><![CDATA[<div>เอเอ้💉💉<br>นางสาวกรรณิการ์ ภาระพงษ์ เลขที่ 7<br>นางสาวเจนจิรา คนหาญ เลขที่19<br>นางสาวธนภรณ์ วังคีรี เลขที่20<br>นางสาวสุภาวดี ไตรวงศ์ย้อย เลขที่ 21<br><br>การดูแลการขับถ่ายและสมดุลน้ำ<br>  ระบบขับถ่ายของมนุษย์</div><div>ร่างกายมนุษย์มีกลไกต่าง ๆ คล้ายเครื่องยนต์ ร่างกายต้องใช้พลังงาน การเผาผลาญพลังงานจะเกิดของเสีย ของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออกไปมีอยู่ 2 ประเภท</div><div><br></div><div>สารที่เป็นพิษต่อร่างกาย</div><div>สารที่มีปริมาณมากเกินความต้องการ</div><div>ระบบการขับถ่าย เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไป ของเสียในรูปแก๊สคือลมหายใจ ของเหลวคือเหงื่อและปัสสาวะ ของเสียในรูปของแข็งคืออุจจาระ</div><div><br></div><div>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแข็งคือ ลำไส้ใหญ่ (ดูระบบย่อยอาหาร)</div><div>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแก๊สคือ ปอด (ดูระบบหายใจ)</div><div>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของเหลวคือ ไต และผิวหนัง</div><div>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปปัสสาวะ ได้แก่ ไต หลอดไต กระเพาะปัสสาวะ</div><div>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปเหงื่อ คือผิวหนัง ซึ่งมีต่อมเหงื่ออยู่ในผิวหนังทำหน้าที่ขับเหงื่อ</div><div> </div><div>การขับถ่ายของเสียทางลำไส้ใหญ่</div><div><br></div><div>การย่อยอาหารซึ่งจะสิ้นสุดลงบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุต ภายในมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 นิ้ว</div><div><br></div><div>เนื่องจากอาหารที่ลำไส้เล็กย่อยแล้วจะเป็นของเหลวหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ครึ่งแรกคือดูดซึมของเหลว น้ำ เกลือแร่และน้ำตาลกลูโคสที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังจะเป็นที่พักกากอาหารซึ่งมีลักษณะกึ่งของแข็ง ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหลอลื่นเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนไปตามลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำมากเกินไป เนื่องจากกากอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายวัน จะทำให้กากอาหารแข็ง เกิดความลำบากในการขับถ่าย ซึ่งเรียกว่า ท้องผูก<br><br></div><div>  สาเหตุของอาการท้องผูก</div><div>กินอาหารที่มีกากอาหารน้อย</div><div>กินอาหารรสจัด</div><div>การถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลาหรือกลั้นอุจจาระติดต่อกันหลายวัน</div><div>ดื่มน้ำชา กาแฟ มากเกินไป</div><div>สูบบุหรี่จัดเกินไป</div><div>เกิดความเครียด หรือความกังวลมาก</div><div>โดยปกติกากอาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ประมาณวันละ 300 - 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้เกิดอุจจาระประมาณวันละ 150 กรัม</div><div><br></div><div>การขับถ่ายของเสียทางปอด</div><div><br></div><div>เราได้ทราบจากเรื่องระบบหายใจแล้วว่า ปอดคืออวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ น้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการ แล้วจะออกจากเซลล์แพร่เข้าไปในเส้นเลือด แล้วลำเลียงไปยังปอดเกิดการแพร่ของน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ถุงลมปอด แล้วเคลื่อนผ่านหลอดลมออกจากร่างกายทางจมูก</div><div><br></div><div>การขับถ่ายของเสียทางไต</div><div><br></div><div>จากระบบการหมุนเวียนโลหิต เลือดทั้งหมดในร่างกายจะต้องหมุนเวียนผ่านไตโดยนำสารทั้งที่ยังมีประโยชน์และสารที่ไม่มีประโยชน์แล้วมาที่ไต ของเสียจะถูกไตกำจัดออกมาในรูปปัสสาวะ</div><div><br></div><div>ไต มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว มีอยู่ 2 ข้าง ติดอยู่กับด้านหลังของช่องท้องยาวประมาณ 11 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร ตรงกลางเว้าเป็นกรวยไต มีหลอดไตต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ ภายในไตมีหน่วยไตเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก</div><div><br></div><div>กระบวนการขับถ่าย เริ่มจากหลอดเลือดที่นำเลือดมาจากหัวใจ เลือดและสารที่มากับเลือดจะถูกส่งเข้าหน่วยไต หน่วยไตจะกรองสารที่มีอยู่ในเลือด สารที่ยังมีประโยชน์จะถูกหน่วยไตดูดซึมกลับคืนมา ส่วนของเสียอื่น ๆ จะถูกส่งไปตามหลอดไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะซึ่งมีความจุประมาณครึ่งลิตร ในวันหนึ่ง ๆ คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะออกมาประมาณ 1 - 1.5 ลิตร ปริมาณการขับถ่ายในแต่ละวันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้</div><div><br></div><div>ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ</div><div>ชนิดของอาหารและเครื่องดื่ม เช่น แตงโม เหล้า ทำให้การขับถ่ายปัสสาวะมากขึ้น</div><div>การเสียน้ำของร่างกายทางอื่น<br><br></div><div>   การขับถ่ายของเสียทางผิวหนัง</div><div>ในผิวหนังของคนเราสามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทางรูขุมขน ซึ่งสิ่งที่ถูกขับออกมาคือ เหงื่อ</div><div><br></div><div>เหงื่อที่ถูกขับออกมาทางต่อมเหงื่อ ในเหงื่อประกอบด้วยน้ำประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ สารอื่น ๆ อีก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวกเกลือโซเดียมคลอไรด์ สารอินทรีย์ พวกยูเรีย และมีน้ำตาล แอมโมเนีย กรดแลคตริก และกรดอะมิโนอีกเล็กน้อย</div><div><br></div><div>ประโยชน์ของการระเหยของเหงื่อ คือ เป็นการปรับระดับอุณหภูมิของร่างกาย โดยระบายความร้อนไปกับเหงื่อที่ระเหย ปริมาณเหงื่อที่ถูกขับออกมาจะเกิดขึ้นได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 32 องศาเซลเซียส</div><div><br></div><div> ประโยชน์ของการขับถ่ายของเสียต่อสุขภาพ</div><div>การขับถ่ายเป็นระบบกำจัดของเสียร่างกายและช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอบด้วย ไต ตับและลำไส้ เป็นต้น</div><div><br></div><div>การปฏิบัติตนในการขับถ่ายของเสียให้เป็นปกติหรือกิจวัตรประจำวันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ เราไม่ควรให้ร่างกายเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้</div><div><br></div><div>การปัสสาวะ ถือเป็นการขับถ่ายของเสียประการหนึ่งที่ร่างกายเราขับเอาน้ำเสียในร่างกายออกมาหากไม่ขับถ่ายออกมาหรือกลั้นปัสสาวะไว้นาน ๆ จะทำให้เกิดเป็นโรคนิ่วในไตหรือทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบได้</div><div><br></div><div>การดื่มน้ำ การรับประทานผักผลไม้ทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้สะดวกขึ้นการดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารเป็นประจำจะทำให้ร่างกายขับถ่ายของเสียอย่างปกติ</div><div><br></div><div>การปฏิบัติตนเพื่อดูแลรักษาอวัยวะในระบบขับถ่าย</div><div><br></div><div>ดื่มน้ำสะอาดวันละมาก ๆ รับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ</div><div>ไม่กลั้นอุจจาระและปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ</div><div>ควรอาบน้ำชำระร่างกายทุกวัน</div><div>ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม</div><div>ถ้ามีอาการผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์<br><br>ที่มา: http://www.combifthailand.com/news-tips/ระบบขับถ่ายของมนุษย์/<br><br>การรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย<br>น้ำเป็นองค์ประกอบของชีวิต<br>ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ถ้าพิจารณาในแต่ละเซลล์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 จริงๆแล้วน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลพืช เซลล์สัตว์ และเซลล์มนุษย์ ทุกเซลล์ล้วนประกอบด้วยน้ำทั้งนั้น ในเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์มีน้ำประมาณ 2 ใน 3 ของน้ำหนักร่างกาย ในพืชบกมีน้ำประมาณร้อยละ 50–75 ถ้าเป็นพืชน้ำอาจมีน้ำมากกว่าร้อยละ 95 โดยน้ำหนัก<br><br>หน้าที่สำคัญที่สุดของน้ำ คือ เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายทุกชนิดต้องอาศัยน้ำ เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีน้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ กระบวนการการย่อยอาหาร กระบวนการดูดซึมอาหาร และกระบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย<br><br>น้ำที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย กระบวนการไหลเวียนเลือดและกระบวนการขับถ่ายของเสียในร่างกายไม่สามารถเกิดขึ้นได้<br><br>ถ้าปราศจากสมดุลของสารน้ำในร่างกาย<br>น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก ความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นเนื่องจากขาดสมดุลของการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่เซลล์ลำไส้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหลายชนิดสร้างสารพิษที่มีผลต่อกลไกการควบคุมสมดุลสารน้ำภายในลำไส้<br><br>สารพิษ รวมทั้งสารเคมีในร่างกายที่อาจเป็นพิษ ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยอาศัยน้ำ เลือดทำหน้าที่ขนส่งสารเหล่านั้นไปทั่วร่างกายซึ่งสารนั้นละลายในน้ำ ตับเป็นอวัยวะสำคัญในการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสารพิษด้วยกลไกทางเคมีมากมายหลายชนิด บางคนกล่าวเปรียบเทียบว่าตับเป็นโรงงานผลิตเอนไซม์ที่ทรงพลังมากกว่าโรงงานใดๆในโลก กระบวนการขับถ่ายสารพิษเกิดขึ้นร่วมกับการขับถ่ายทางปัสสาวะและอุจจาระ <br><br>น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพยิ่ง<br><br>ร่างกายได้รับน้ำหลายทางด้วยกัน<br><br> • น้ำดื่ม เครื่องดื่ม<br> • น้ำที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร<br> • น้ำที่ได้จากการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน<br>ปกติคนเราดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5 – 2.0 ลิตร และได้รับจากเครื่องดื่มและอาหารทั้งภายในและภายนอกร่างกายอีกประมาณวันละ 1 – 2 ลิตร<br><br>ร่างกายสูญเสียน้ำ<br> • ผิวหนัง มีทั้งที่เรามองเห็นออกมาในรูปของเหงื่อ และน้ำที่ระเหยไปโดยที่เรามองไม่เห็น<br> • ปอด โดยการหายใจออก<br> • ทางอุจจาระ<br> • ทางปัสสาวะ<br>รวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 3–5 ลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ได้รับ <br><br>ปริมาณของน้ำในร่างกายคนไม่แน่นอน ขึ้นกับอายุ ปริมาณของไขมันในร่างกาย และกิจกรรมของแต่ละคน คนที่ทำงานหนักกลางแจ้งอาจสูญเสียน้ำ 5 – 12 ลิตรต่อวัน หรือคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บก็อาจเสียสมดุลของน้ำในร่างกายได้ง่าย<br><br>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ<br><br> 1.สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย<br> 2.เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว<br> 3.ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ<br> <br>ที่มา: http://www.bangkokhospital.com/<br><br>การดูแลการขับถ่ายและสมดุลของน้ำ<br><br>หน้าที่สำคัญที่สุดของน้ำ คือ เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายทุกชนิดต้องอาศัยน้ำ เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีน้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ กระบวนการการย่อยอาหาร กระบวนการดูดซึมอาหาร และกระบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย<br>น้ำที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย กระบวนการไหลเวียนเลือดและกระบวนการขับถ่ายของเสียในร่างกายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าปราศจากสมดุลของสารน้ำในร่างกาย<br><br>น้ำช่วยให้ การขับถ่าย กากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก ความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นเนื่องจากขาดสมดุลของการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่เซลล์ลำไส้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหลายชนิดสร้างสารพิษที่มีผลต่อกลไกการควบคุมสมดุลสารน้ำภายในลำไส้<br>สารพิษ รวมทั้งสารเคมีในร่างกายที่อาจเป็นพิษ ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยอาศัยน้ำ เลือดทำหน้าที่ขนส่งสารเหล่านั้นไปทั่วร่างกายซึ่งสารนั้นละลายในน้ำตับเป็นอวัยวะสำคัญในการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสารพิษด้วยกลไกทางเคมีมากมายหลายชนิด บางคนกล่าวเปรียบเทียบว่าตับเป็นโรงงานผลิตเอนไซม์ที่ทรงพลังมากกว่าโรงงานใดๆในโลก กระบวนการขับถ่ายสารพิษเกิดขึ้นร่วมกับการขับถ่ายทางปัสสาวะและอุจจาระ<br>น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพยิ่ง<br>ที่มา<br>http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/401922184/8c4ce6e396c9942cef6408924f7694b1/CB62581C_3FE1_4594_9050_76873C860207.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-03 11:08:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379381892</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379384482</link>
         <description><![CDATA[<div>❤️610เจ้าลูกหมู<br>ห้องA<br>❤️น.ส.ธัญลักษณ์ มานะวงษ์ เลขที่ 1<br>💛น.ส.ปาณิศา คำเพ็งอาจ เลขที่ 2<br>💜น.ส.ณัฐกานต์ สวนียานันท์ เลขที่ 4<br>💙น.ส.ณัฐฐินันท์ สัจธรรม เลขที่ 52<br><br><strong>การดูแลรักษาระบบขับถ่าย</strong></div><div><br></div><div><br></div><div>ท้องผูก..ได้อย่างไรนะ </div><div><br></div><div>สาเหตุของอาการท้องผูกที่พบบ่อย ได้แก่ การขาดการออกกำลังกาย ดื่มน้ำน้อย กินผักผลไม้น้อย หรือดื่มชา กาแฟ ซึ่งมีสารทำให้ท้องผูก บางคนมีความวิตกกังวลสูง หรือเศร้าซึมเป็นอาจินต์ ก็มักมีอาการท้องผูกด้วย นอกจากนั้นโรคของระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ริดสีดวงทวาร หรือแผลแตกบริเวณปากทวารหนักก็ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้เช่นเดียวกัน</div><div><br></div><div>มะเร็ง..ก็ทำให้ท้องผูก</div><div><br></div><div>โรคระบบทางเดินอาหารที่น่ากลัว และทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งมักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ท้องผูกสลับกับท้องเดินเป็นระยะๆ และเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เบื่ออาหาร หรือคลำพบก้อนบริเวณท้อง ซึ่งถ้าใครมีอาการแบบนี้ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วนครับ</div><div>ริดสีดวงทวาร..ตัวการหนึ่งของท้องผูก</div><div><br></div><div>ส่วนโรคระบบทางเดินอาหารที่ไม่น่ากลัวและพบมากในปัจจุบัน ได้แก่ ริดสีดวงทวาร ซึ่งอาจเป็นผลของอาการท้องผูก และกลายเป็นเหตุของอาการท้องผูกตามมา เรียกว่าเป็นวงจรก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักจะกลัวการถ่ายอุจจาระ เพราะเจ็บเวลาถ่าย จึงมักกลั้นอุจจาระไว้ นานๆ เข้าก็เกิดอาการท้องผูกตามมา จึงควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ นั่นคือรักษาโรคริดสีดวงทวารเสีย</div><div><br></div><div>5 วิธีเพื่อความโล่งสบายคลายทุกข์</div><div><br></div><div>1.ออกกำลังกาย..หนึ่งสอง..หนึ่งสอง</div><div>การออกกำลังกายทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เคลื่อนไหว รวมทั้งทำงานได้ดีขึ้น เช่น หัวใจสามารถสูบฉีดโลหิตได้เร็วและแรงมากขึ้น กระเพาะอาหารและลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทำให้อาหารที่เรากินสามารถส่งผ่านไปได้ง่ายและสะดวก ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะถ่ายปกติ ตรงข้ามกับผู้ที่นั่งทำงานทั้งวัน ลำไส้ก็ลอยอยู่นิ่งไปด้วย กากอาหารก็จะค้างและจับตัวเป็นก้อนแข็งได้ง่าย อาการท้องผูกก็จะตามมา</div><div><br></div><div>2.ผักผลไม้..อย่าให้ขาด </div><div>อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี กากอาหารสามารถขับถ่ายออกมาได้ง่ายและสม่ำเสมอ เพราะมีกากใยเป็นตัวกระตุ้น ผู้ที่มีอาการท้องผูก จึงควรทานผักผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ผักต่างๆ </div><div><br></div><div>3.ดื่มน้ำมาก..กากอาหารอ่อนตัว</div><div>การดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้กากอาหารในลำไส้ใหญ่แข็งตัว และจับกันเป็นก้อน จึงขับถ่ายออกได้ยากกว่าปกติ เราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และในผู้ที่ท้องผูกอยู่แล้ว ควรเพิ่มปริมาณน้ำดื่มให้มากกว่าปกติ จะช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้ สิ่งที่ควรงดดื่ม คือ น้ำชา กาแฟ เพราะมีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการท้องผูก</div><div><br></div><div>4.ฝึกขับถ่ายให้เป็นนิสัย</div><div>หากไม่อยากมีท้องผูกเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ ควรเริ่มฝึกถ่ายให้เป็นนิสัย และไม่ควรรีบเร่งถ่าย </div><div><br></div><div>5.น้ำ 1 แก้วเพื่อความคล่องสบาย </div><div>ตื่นเช้า ก่อนเข้าห้องน้ำถ่าย ควรดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวจะได้ถ่ายสะดวกขึ้น<br><br></div><div><strong>💛  กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ</strong></div><div><br></div><div>สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย</div><div>เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว</div><div>ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ      </div><div><br></div><div>      น้ำที่เป็นของเหลวของเลือด ทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย กระบวนการไหลเวียนเลือด และกระบวนการขับถ่ายของเสียในร่างกายไม่สามารถเกิดขึ้นได้</div><div><br></div><div><br></div><div>ที่มา. : https://sites.google.com/site/newnewmod/kar-dulae-raksa-rabb-khab-thay</div><div><br></div><div>ที่มา  : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ</div><div>ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ</div><div>http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html</div><div><br><br><br><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/401920263/6e5b0ac6ee303571ef4223b40225f51b/4F9E2CE8_ADEE_4FA0_8A9A_10705E877BB3.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-03 11:21:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379384482</guid>
      </item>
      <item>
         <title>🐯355🐯</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379466951</link>
         <description><![CDATA[<div>รายชื่อสมาชิก<br>น.ส. วันทนา คดอ่ำ เลขที่59<br>น.ส. กาญจนา ลาวัล เลขที่60<br>น.ส. มณธิรา โพธิชัย เลขที่61<br>น.ส. สุชาดา ไหมทอง เลขที่62<br>นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่2 รุ่นที่26 ห้องA<br>น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต มักมีผู้กล่าวไว้ว่าถ้าปราศจากน้ำก็ปราศจากสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปคนสามารถอดอาหารได้หลายสัปดาห์ แต่ถ้าอดน้ำจะเสียชีวิตภายใน 2–3 วัน การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่าน้ำมีประโยชน์มากมายแก่ร่างกายของสิ่งมีชีวิต นอกเหนือจากคุณสมบัติที่เด่นที่สุดของโมเลกุลน้ำที่เป็นตัวทำละลายที่ดีและมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด<br><br>น้ำเป็นองค์ประกอบของชีวิต<br><br>ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ถ้าพิจารณาในแต่ละเซลล์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 จริงๆแล้วน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลพืช เซลล์สัตว์ และเซลล์มนุษย์ ทุกเซลล์ล้วนประกอบด้วยน้ำทั้งนั้น ในเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์มีน้ำประมาณ 2 ใน 3 ของน้ำหนักร่างกาย ในพืชบกมีน้ำประมาณร้อยละ 50–75 ถ้าเป็นพืชน้ำอาจมีน้ำมากกว่าร้อยละ 95 โดยน้ำหนัก<br><br>หน้าที่สำคัญที่สุดของน้ำ คือ เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายทุกชนิดต้องอาศัยน้ำ เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีน้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ กระบวนการการย่อยอาหาร กระบวนการดูดซึมอาหาร และกระบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย<br><br>น้ำที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย กระบวนการไหลเวียนเลือดและกระบวนการขับถ่ายของเสียในร่างกายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าปราศจากสมดุลของสารน้ำในร่างกาย<br><br>น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก ความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นเนื่องจากขาดสมดุลของการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่เซลล์ลำไส้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหลายชนิดสร้างสารพิษที่มีผลต่อกลไกการควบคุมสมดุลสารน้ำภายในลำไส้<br><br>สารพิษ รวมทั้งสารเคมีในร่างกายที่อาจเป็นพิษ ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยอาศัยน้ำ เลือดทำหน้าที่ขนส่งสารเหล่านั้นไปทั่วร่างกายซึ่งสารนั้นละลายในน้ำตับเป็นอวัยวะสำคัญในการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสารพิษด้วยกลไกทางเคมีมากมายหลายชนิด บางคนกล่าวเปรียบเทียบว่าตับเป็นโรงงานผลิตเอนไซม์ที่ทรงพลังมากกว่าโรงงานใดๆในโลก กระบวนการขับถ่ายสารพิษเกิดขึ้นร่วมกับการขับถ่ายทางปัสสาวะและอุจจาระ<br><br>น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพยิ่ง<br><br>ร่างกายได้รับน้ำหลายทางด้วยกัน<br><br>น้ำดื่ม เครื่องดื่ม<br>น้ำที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร<br>น้ำที่ได้จากการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน<br>ปกติคนเราดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5 – 2.0 ลิตร และได้รับจากเครื่องดื่มและอาหารทั้งภายในและภายนอกร่างกายอีกประมาณวันละ 1 – 2 ลิตร<br><br>ร่างกายสูญเสียน้ำ<br><br>ผิวหนัง มีทั้งที่เรามองเห็นออกมาในรูปของเหงื่อ และน้ำที่ระเหยไปโดยที่เรามองไม่เห็น<br>ปอด โดยการหายใจออก<br>ทางอุจจาระ<br>ทางปัสสาวะ<br>รวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 3–5 ลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ได้รับ<br><br>ปริมาณของน้ำในร่างกายคนไม่แน่นอน ขึ้นกับอายุ ปริมาณของไขมันในร่างกาย และกิจกรรมของแต่ละคน คนที่ทำงานหนักกลางแจ้งอาจสูญเสียน้ำ 5 – 12 ลิตรต่อวัน หรือคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บก็อาจเสียสมดุลของน้ำในร่างกายได้ง่าย<br><br>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ<br><br>สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย<br>เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว<br>ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ<br>ลักษณะของน้ำดื่มที่ดี<br><br>น้ำดื่มที่ดีต้องปราศจากสารปนเปื้อนทางเคมีและสารอินทรีย์ต่างๆ อาทิเช่น เชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก รวมทั้งสารเคมี<br>ประกอบด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ โปแตสเซียม แมกมีเซียม แคลเซียม เป็นต้น<br>โครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็กช่วยให้แทรกซึมสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำพาสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งนำพาของเสียออกมาจากเซลล์ไปทิ้งได้<br>น้ำดื่มที่ดีควรมีความกระด้างของน้ำปานกลาง มีประจุไฟฟ้าสูงและเป็นสื่อนำความร้อนที่ดี<br>ความเป็นด่างอ่อนๆ โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่างระหว่าง pH 7.25 - 8.50เพื่อช่วยกำจัดความเป็นกรดและของเสียในร่างกาย ช่วยทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล<br>ควรมีปริมาณออกซิเจนเจือปนอยู่ด้วยสูง สามารถตรวจวัดค่าได้ประมาณ 5 มิลลิกรัมต่อลิตรหรือมากกว่า<br>ลักษณะของน้ำดื่มบางชนิด<br><br>น้ำอ่อนเป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุ<br>น้ำกลั่นเป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลย<br>น้ำดื่มบรรจุขวดที่อาจมีสารปนเปื้อนและไม่ได้มาตรฐาน ร้อยละ 25 ของน้ำดื่มบรรจุขวดนำน้ำประปามาใส่ขวด และปรับปรุงคุณภาพเล็กน้อยเท่านั้น<br>น้ำประปามีคลอรีนซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจจะก่อให้เกิดสารออกฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ซึ่งเกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในธรรมชาติซึ่งละลายอยู่ในน้ำ<br>น้ำอัดลมทำมาจากน้ำกลั่นหรือน้ำอ่อนที่ไม่มีแร่ธาตุ<br>น้ำหวานและน้ำผลไม้สำเร็จรูปเป็นน้ำตาลกับสีผสมน้ำ โดยแต่งกลิ่นธรรมชาติเข้าไปและอาจเติมวิตามินหรือแร่ธาตุปะปนอยู่บ้าง<br>อ้างอิง; http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/401437073/efa8fa61315fadea11003cd2189be0ec/received_683492448831125.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-03 14:24:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379466951</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลุ่ม   FOUR</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379500704</link>
         <description><![CDATA[<div>เรียงจากข้างหน้า<br>นางสาวอัจฉรา อุประ เลขที่73<br>นางสาวชุตินันท์ ยาทองไชย เลขที่78<br>นางสาวปิยธิดา พันทะลี  เลขที่77<br>นางสาวอินธิอร ธิอามาตย์ เลขที่74<br><br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ<br>               ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้  หากผู้สูงอายุมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นเหตุทำให้อุจจาระมีสีดำ หากมีเลือดออกในลำไส้ตรงและทวารหนักทำให้เป็นสาเหตุให้อุจจาระมีสีแดงสด เป็นต้น ดังนั้น โรคและการติดเชื้อบางอย่างอาจเป็นสาเหตุทำให้อุจจาระมีสีเทาหรือขาว สีซีด สีส้ม หรือสีเขียวได้<br>               การสังเกตลักษณะของอุจจาระมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกตได้แก่ สี กลิ่น จำนวน รูปร่าง ความคงตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ และการบอกถึงความลำบากของการขับถ่ายอุจจาระ หากพบลักษณะที่ผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ควรปรึกษาพยาบาลให้ทราบเพื่อประเมินอาการ<br>ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ<br>               ปัจจัยที่มีผลเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการขับถ่ายอุจจาระ ลักษณะของอุจจาระ สี และกลิ่น นั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างเป็นกระบวนการ ดังนี้<br>-	ความเป็นส่วนตัว การขาดความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถนำไปสู่ความไม่ต้องการขับถ่ายอุจจาระ หรือความไม่รู้สึกอยากขับถ่ายอุจจาระได้<br>-	ลักษณะนิสัย คนส่วนมากอาจขับถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า หรือแม้แต่หลังจากการดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ดังนั้น ลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายอุจจาระ<br>-	อาหาร ประเภทของอาหารมีความจำเป็นกับการขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงนั้นจะช่วยลดอาการท้องผูก<br>-	น้ำ อุจจาระประกอบไปด้วยน้ำ ลักษณะของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำที่ถูกดูดซึมเข้าไปในลำไส้ อุจจาระจะมีลักษณะแข็งมากเมื่อเรามีการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป ทำให้ให้เกิดภาวะท้องผูก<br>-	กิจกรรม การออกกำลังกาย จะเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้<br>-	ยา ผลข้างเคียงของยาบางตัวอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้<br>-	อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุนั้น จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้<br>1.ออกกำลังกาย..หนึ่งสอง..หนึ่งสอง<br>การออกกำลังกายทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เคลื่อนไหว รวมทั้งทำงานได้ดีขึ้น เช่น หัวใจสามารถสูบฉีดโลหิตได้เร็วและแรงมากขึ้น กระเพาะอาหารและลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทำให้อาหารที่เรากินสามารถส่งผ่านไปได้ง่ายและสะดวก ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะถ่ายปกติ ตรงข้ามกับผู้ที่นั่งทำงานทั้งวัน ลำไส้ก็ลอยอยู่นิ่งไปด้วย กากอาหารก็จะค้างและจับตัวเป็นก้อนแข็งได้ง่าย อาการท้องผูกก็จะตามมา<br>2.ผักผลไม้..อย่าให้ขาด <br>อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี กากอาหารสามารถขับถ่ายออกมาได้ง่ายและสม่ำเสมอ เพราะมีกากใยเป็นตัวกระตุ้น ผู้ที่มีอาการท้องผูก จึงควรทานผักผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ผักต่างๆ แต่ที่น่ากังขา ได้แก่ น้ำผลไม้คั้นต่างๆ ที่โฆษณาว่าสามารถรักษาอาการท้องผูกได้ เพราะมีแต่น้ำแต่ไม่มีกากใย หรือมีก็น้อยมาก จะไปรักษาได้อย่างไร?<br>3.ดื่มน้ำมาก..กากอาหารอ่อนตัว<br>การดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้กากอาหารในลำไส้ใหญ่แข็งตัว และจับกันเป็นก้อน จึงขับถ่ายออกได้ยากกว่าปกติ เราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และในผู้ที่ท้องผูกอยู่แล้ว ควรเพิ่มปริมาณน้ำดื่มให้มากกว่าปกติ จะช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้ สิ่งที่ควรงดดื่ม คือ น้ำชา กาแฟ เพราะมีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการท้องผูก<br>4.ฝึกขับถ่ายให้เป็นนิสัย<br>หากไม่อยากมีท้องผูกเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ ควรเริ่มฝึกถ่ายให้เป็นนิสัย และไม่ควรรีบเร่งถ่าย โดยอ้างว่ามีเวลาน้อย ต้องรีบไปทำงาน ห้องน้ำก็ควรเลือกที่ปลอดโปร่งสักหน่อย ประเภทมีคนยืนรอคิวอยู่หน้าห้องน้ำยาวไปถึงหน้าบ้าน ก็ลำบากไปหน่อย..มันฝืดน่ะ<br>5.น้ำ 1 แก้วเพื่อความคล่องสบาย <br>ตื่นเช้า ก่อนเข้าห้องน้ำถ่าย ควรดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวจะได้ถ่ายสะดวกขึ้น น้ำใสๆ 1 แก้วในตอนเช้า ยังช่วยให้เกิดความสดชื่น <br>6.  ดื่มยาชงที่มีส่วนผสมของสมุนไพร<br>               การที่ระบบขับถ่ายไม่เป็นปกติอาจเกิดมาหลากหลายปัจจัย รวมไปถึงวิธีการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือไม่มีเวลาในการออกกำลัง แต่การดูแลระบบขับถ่ายก็เป็นสิ่งจะเป็นและสำคัญต่อร่างกายมากนะคะ ดังนั้น วิธีดูแลระบบขับถ่ายอีกวิธีที่ง่าย และได้ผลดี คือรับประทานยาชงที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรอย่างใบมะขามแขก และฝักมะขามแขก ที่มีคุณสมบัติในการช่วยดูแลระบบขับถ่ายของร่างกายให้เป็นปกติ เพียงแค่ดื่มยาชงสมุนไพรก่อนนอน ก็จะช่วยทำให้เกิดการขับถ่ายได้ในช่วงเช้าของวันถัดไป <br><br>การดูแลการขับถ่ายและสมดุลของน้ำ <br>1.) ออกกำลังกาย..หนึ่งสอง..หนึ่งสอง<br>การออกกำลังกายทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เคลื่อนไหว รวมทั้งทำงานได้ดีขึ้น เช่น หัวใจสามารถสูบฉีดโลหิตได้เร็วและแรงมากขึ้น กระเพาะอาหารและลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทำให้อาหารที่เรากินสามารถส่งผ่านไปได้ง่ายและสะดวก ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะถ่ายปกติ ตรงข้ามกับผู้ที่นั่งทำงานทั้งวัน ลำไส้ก็ลอยอยู่นิ่งไปด้วย กากอาหารก็จะค้างและจับตัวเป็นก้อนแข็งได้ง่าย อาการท้องผูกก็จะตามมา<br>2.) ผักผลไม้..อย่าให้ขาด <br>อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี กากอาหารสามารถขับถ่ายออกมาได้ง่ายและสม่ำเสมอ เพราะมีกากใยเป็นตัวกระตุ้น ผู้ที่มีอาการท้องผูก จึงควรทานผักผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ผักต่างๆ แต่ที่น่ากังขา ได้แก่ น้ำผลไม้คั้นต่างๆ ที่โฆษณาว่าสามารถรักษาอาการท้องผูกได้ เพราะมีแต่น้ำแต่ไม่มีกากใย หรือมีก็น้อยมาก จะไปรักษาได้อย่างไร?<br>3.) ดื่มน้ำมาก..กากอาหารอ่อนตัว<br>การดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้กากอาหารในลำไส้ใหญ่แข็งตัว และจับกันเป็นก้อน จึงขับถ่ายออกได้ยากกว่าปกติ เราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และในผู้ที่ท้องผูกอยู่แล้ว ควรเพิ่มปริมาณน้ำดื่มให้มากกว่าปกติ จะช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้ สิ่งที่ควรงดดื่ม คือ น้ำชา กาแฟ เพราะมีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการท้องผูก<br>4.) ฝึกขับถ่ายให้เป็นนิสัย<br>หากไม่อยากมีท้องผูกเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ ควรเริ่มฝึกถ่ายให้เป็นนิสัย และไม่ควรรีบเร่งถ่าย โดยอ้างว่ามีเวลาน้อย ต้องรีบไปทำงาน ห้องน้ำก็ควรเลือกที่ปลอดโปร่งสักหน่อย<br>5.) น้ำ 1 แก้วเพื่อความคล่องสบาย <br>ตื่นเช้า ก่อนเข้าห้องน้ำถ่าย ควรดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวจะได้ถ่ายสะดวกขึ้น น้ำใสๆ 1 แก้วในตอนเช้า ยังช่วยให้เกิดความสดชื่น<br>6.) ดื่มยาชงที่มีส่วนผสมของสมุนไพร<br>การที่ระบบขับถ่ายไม่เป็นปกติอาจเกิดมาหลากหลายปัจจัย รวมไปถึงวิธีการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือไม่มีเวลาในการออกกำลัง แต่การดูแลระบบขับถ่ายก็เป็นสิ่งจะเป็นและสำคัญต่อร่างกายมาก ดังนั้น วิธีดูแลระบบขับถ่ายอีกวิธีที่ง่าย และได้ผลดี คือรับประทานยาชงที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรอย่างใบมะขามแขก และฝักมะขามแขก ที่มีคุณสมบัติในการช่วยดูแลระบบขับถ่ายของร่างกายให้เป็นปกติ เพียงแค่ดื่มยาชงสมุนไพรก่อนนอน ก็จะช่วยทำให้เกิดการขับถ่ายได้ในช่วงเช้าของวันถัดไป <br>การรักษาสมดุลของน้ำ<br>              ความสมดุล เป็นสิ่งที่มนุษย์สัมผัส อยู่ตลอดเวลา เป็นสิ่งหนึ่ง ที่มนุษย์คุ้นเคย นักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า ที่เป็นดังนี้ เพราะร่างกายของมนุษย์ มีความสมดุลเท่ากันเป็นปกติ (Formal Balance) ความสมดุล เป็นส่วนหนึ่งของ การดำรงชีวิต เช่น การทรงตัว ของร่างกายไม่ให้ล้ม เวลานั่ง ยืน เดิน หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งธรรมชาติ ได้พยายามสร้างการทรงตัว ให้อยู่ได้โดยอัตโนมัติ นอกจาก นี้มนุษย์จะมีร่างกายสมบูรณ์ได้ ดำรงตนอยู่ได้ นอกจากจะ ต้องมีความสมดุล ทางกายภาพ จากสภาพภายนอกที่ มองเห็นแล้ว ก็ต้องมีความ สมดุลของธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ด้วย<br><br>การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในมนุษย์ <br>     ในร่างกายของมนุษย์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 3 ใน 4 หรือประมาณ 75% ของน้ำหนักตัวโดยน้ำที่อยู่ในร่างกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ น้ำที่ประกอบอยู่ภายในเซลล์ประมาณ 60% น้ำที่อยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% น้ำที่อยู่ในเนื้อเยื่อและน้ำเลือดอีกไม่เกิน 10% ซึ่งน้ำในแต่ละส่วนจะถูกควบคุมให้มีดุลยภาพอยู่ได้ โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพื่อทดแทนกันอยู่ตลอดเวลา<br>     ปกติมนุษย์ต้องการน้ำประมาณวันละ 2-3 ลิตร ซึ่งได้จากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหารและจากกระบวนการออกซิเดชันจากสารอาหารอีกประมาณ 200 มล. โดยร่างกายจะมีการขับน้ำออกจากร่างกายในลักษณะของปัสสาวะ อุจจาระ ลมหายใจ และเหงื่อ ซึ่งวิธีการหลักที่ร่างกายใช้ในการขับน้ำออกจากร่างกาย คือ ทางปัสสาวะ โดยในแต่ละวันมนุษย์จะมีการขับน้ำออกทางปัสสาวะประมาณ 500-2,300 มล. หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 1,500 มล.<br>     เมื่อร่างกายและจิตใจมีความสมดุล ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ อาการผิดปกติจะดีขึ้นและสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจิตแพทย์ได้แนะวิธีการสร้างสมดุลด้านจิตใจและร่างกาย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยมี 5 ข้อหลักๆ ดังนี้<br>     1.หมั่นออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ มีระบบภูมิต้านทานที่ดี อวัยวะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้โอกาสเส้นเลือดอุดตันลดลง ส่งผลดีต่อระบบการย่อยและการขับถ่าย ทั้งยังช่วยทำให้นอนหลับสนิทหลับได้นานอีกด้วย<br>     2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรทานอาหารที่เป็น กรดหรือด่างมากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายและอวัยวะภายในมีความร้อน อาหารที่มีฤทธิ์เย็นที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติได้ คือ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน แตงกวา ฟัก และหัวปลี ส่วนผลไม้ควรเป็นประเภท มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ส้มโอ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน แอปเปิล น้ำมะพร้าว และลูกพรุน เป็นต้น<br>     3.พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนทำให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายไม่ดี ฮอร์โมนทำงานไม่ปกติ เกิดการติดขัดของเมตาโบลิซึม และส่งผลต่อด้านอารมณ์และจิตใจได้<br>     4.เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรงโดยการฝึกทักษะการดูแลจิตใจเพื่อรับมือกับความเครียด โดยการฝึกผ่อนคลายจิตใจอย่างสม่ำเสมอ หยุดพักหยุดคิดเรื่องเครียดต่างๆ เพราะในแต่ละวันจะมีเรื่องเข้ามากระทบจิตใจมากมาย ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว เศร้าหมอง เครียด ไม่แจ่มใส หากอารมณ์เหล่านี้ไม่มี การระบายออกก็จะเกิดความเครียดสะสมได้ ควรหากิจกรรมสร้างสรรค์ทำ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง เล่นกีฬา ท่องเที่ยวสถานที่ทางธรรมชาติ เที่ยวต่างจังหวัด เป็นต้น<br>แหล่งที่มา : https://storylog.co/story/58d385819f117b6b179936df<br>https://sites.google.com/site/newnewmod/kar-dulae-raksa-rabb-khab-thay<br>https://healthathome.in.th/blog/<br>http://www.fitneworld.com/<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/400764826/afb538b491be4f5508b235abf2d39939/received_472841630230825.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-03 15:23:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379500704</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ห้องแห่งความลับของสาวทั้งสี่จั๊กจี้หัวใจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379522772</link>
         <description><![CDATA[<div>1.น.ส.รัศมีสุทธิ ประภา เลขที่ 40<br>2.น.ส.วิไลลักษณ์ มัชฌิโม เลขที่  41<br>3.น.ส.สุชานาถ ชมชื่น เลขที่ 43<br>4.น.ส.ชลิตา ทับทิม เลขที่ 75<br>นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตบัณฑิตชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 26 ห้อง A<br> </div><div><strong>การดูแลการขับถ่ายและรักษาสมดุลน้ำ</strong> <br><br></div><div><strong>1.การดูแลการขับถ่าย</strong> <br><br></div><div>        ร่างกายมนุษย์มีกลไกต่าง ๆ คล้ายเครื่องยนต์ ร่างกายต้องใช้พลังงาน การเผาผลาญพลังงานจะเกิดของเสีย ของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออกไปมีอยู่ 2 ประเภท <br><br></div><div>1. สารที่เป็นพิษต่อร่างกาย </div><div>2. สารที่มีปริมาณมากเกินความต้องการ </div><div>        ระบบการขับถ่าย เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไป ของเสียในรูปแก๊สคือลมหายใจ ของเหลวคือเหงื่อและปัสสาวะ ของเสียในรูปของแข็งคืออุจจาระ <br><br></div><ul><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแข็งคือ ลำไส้ใหญ่(ดูระบบย่อยอาหาร) </li><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแก๊สคือ ปอด(ดูระบบหายใจ) </li><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของเหลวคือ ไต และผิวหนัง </li><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปปัสสาวะ ได้แก่ ไต หลอดไต กระเพาะปัสสาวะ </li><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปเหงื่อ คือผิวหนัง ซึ่งมีต่อมเหงื่ออยู่ในผิวหนังทำหน้าที่ขับเหงื่อ </li></ul><div><strong> </strong><br><br></div><div><strong>การขับถ่ายของเสียทางลำไส้ใหญ่</strong> </div><div>        การย่อยอาหารซึ่งจะสิ้นสุดลงบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุต ภายในมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 นิ้ว เนื่องจากอาหารที่ลำไส้เล็กย่อยแล้วจะเป็นของเหลวหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ครึ่งแรกคือดูดซึมของเหลว น้ำ เกลือแร่และน้ำตาลกลูโคสที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังจะเป็นที่พักกากอาหารซึ่งมีลักษณะกึ่งของแข็ง ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหลอลื่นเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนไปตามลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำมากเกินไป เนื่องจากกากอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายวัน จะทำให้กากอาหารแข็ง เกิดความลำบากในการขับถ่าย ซึ่งเรียกว่า ท้องผูก <br><br></div><div><strong>สาเหตุของอาการท้องผูก<br></strong>1. กินอาหารที่มีกากอาหารน้อย<br> 2. กินอาหารรสจัด </div><div>3. การถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลาหรือกลั้นอุจจาระติดต่อกันหลายวัน </div><div>4. ดื่มน้ำชา กาแฟ มากเกินไป </div><div>5. สูบบุหรี่จัดเกินไป<br>6. เกิดความเครียด หรือความกังวลมาก                  <strong>                                   <br></strong>    โดยปกติ กากอาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ประมาณวันละ 300-500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้เกิด อุจจาระประมาณวันละ 150 กรัม </div><div><strong>การขับถ่ายของเสียทางปอด</strong> </div><div>        เราได้ทราบจากเรื่องระบบหายใจแล้วว่า ปอดคืออวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ น้ำ และ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการแล้วจะออกจากเซลล์แพร่เข้าไปในเส้นเลือด แล้วลำเลียงไปยังปอดเกิดการแพร่ของน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ถุงลมปอดแล้วเคลื่อนผ่านหลอดลมออกจาก ร่างกายทางจมูก </div><div><strong> </strong></div><div><strong>การขับถ่ายของเสียทางไต</strong> </div><div><strong>        </strong>จากระบบการหมุนเวียนโลหิต เลือดทั้งหมดในร่างกายจะต้องหมุนเวียนผ่านไต โดยนำสารทั้งที่ยังมีประโยชน์และสารที่ไม่มีประโยชน์แล้วมาที่ไต ของเสียจะถูกไตกำจัดออกมาในรูปปัสสาวะ </div><div>        ไต มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว มีอยู่ 2 ข้าง ติดอยู่กับด้านหลังของช่องท้องยาวประมาณ 11 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร ตรงกลางเว้าเป็นกรวยไต มีหลอดไตต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ ภายในไตมีหน่วยไตเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก<br>          กระบวนการขับถ่าย เริ่มจากหลอดเลือดที่นำเลือดมาจากหัวใจ เลือดและสารที่มากับเลือดจะถูกส่งเข้าหน่วยไต หน่วยไตจะกรองสารที่มีอยู่ในเลือด สารที่ยังมีประโยชน์จะถูกหน่วยไตดูดซึมกลับคืนมา ส่วนของเสีย อื่น ๆ จะถูกส่งไปตามหลอดไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะซึ่งมีความจุประมาณครึ่งลิตร <br><br></div><div><strong>     </strong>ในวันหนึ่ง ๆ คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะออกมาประมาณ 1-1.5 ลิตร ปริมาณการขับถ่ายในแต่ละวันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้ <br><br></div><div>·      ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ </div><div>·      ชนิดของอาหารและเครื่องดื่ม เช่น แตงโม เหล้า ทำให้การขับถ่ายปัสสาวะมากขึ้น </div><div>·      การเสียน้ำของร่างกายทางอื่น <br><br></div><div><strong>การขับถ่ายของเสียทางผิวหนัง</strong> <br><br></div><div>        ในผิวหนังของคนเราสามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทางรูขุมขน ซึ่งสิ่งที่ถูกขับออกมาคือ เหงื่อ <br><br></div><div>        เหงื่อที่ถูกขับออกมาทางต่อมเหงื่อ ในเหงื่อประกอบด้วยน้ำประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ สารอื่น ๆ อีก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวกเกลือโซเดียมคลอไรด์ สารอินทรีย์ พวกยูเรีย และมีน้ำตาล แอมโมเนีย กรดแลคตริก และกรดอะมิโนอีกเล็กน้อย <br><br></div><div>        ประโยชน์ของการระเหยของเหงื่อ คือ เป็นการปรับระดับอุณหภูมิของร่างกาย โดยระบายความร้อนไปกับเหงื่อที่ระเหย ปริมาณเหงื่อที่ถูกขับออกมาจะเกิดขึ้นได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 32 องศาเซลเซียส <br><br></div><div>ประโยชน์ของการขับถ่ายของเสียต่อสุขภาพ <br><br></div><div>        การขับถ่ายเป็นระบบกำจัดของเสียร่างกายและช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอบด้วย ไต ตับและลำไส้ เป็นต้น การปฏิบัติตนในการขับถ่ายของเสียให้เป็นปกติหรือกิจวัตรประจำวันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ เราไม่ควรให้ร่างกายเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้ <br><br></div><div>        การปัสสาวะ ถือเป็นการขับถ่ายของเสียประการหนึ่ง ที่ร่างกายเราขับเอาน้ำเสียในร่างกายออกมาหากไม่ขับถ่ายออกมาหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานๆ จะทำให้เกิดเป็นโรคนิ่วในไตหรือทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบได้ <br><br></div><div>        การดื่มน้ำ การรับประทานผักผลไม้ทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้สะดวกขึ้น การดื่มน้ำและรับประทานทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารเป็นประจำจะทำให้ร่างกายขับถ่ายของเสียอย่างปกติ <br><br></div><div><strong>การปฏิบัติตนเพื่อดูแลรักษาอวัยวะในระบบขับถ่าย</strong> <br><br></div><div>1. ดื่มน้ำสะอาดวันละมาก ๆ รับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ </div><div>2. ไม่กลั้นอุจจาระและปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ </div><div>3. ควรอาบน้ำชำระร่างกายทุกวัน </div><div>4. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม </div><div>5.ถ้ามีอาการผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์ </div><div> </div><div><strong>2.การรักษาสมดุลของน้ำ </strong><br><br></div><div>    ถ้าร่างกายได้รับน้ำย่อย หรือมีน้ำในเลือดน้อย จะทำให้ปริมาตรของเลือดลดลง ความเข้มข้นของเลือดจึงเพิ่มขึ้น ทำให้แรงดันออสโมติกของเลือดสูงขึ้น ตัวรับรู้ ( receptor ) ในไฮโพทาลามัสที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงแรงดันออสโมติกจะกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนท้าย ให้ปล่อยฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก ( antidiruetic hormone , ADH ) หรือ เอดีเอชออกมาเข้าสู่กระแสเลือด และส่งไปยังท่อของหน่วยไตส่วนดิลตอลทิวบูลและท่อรวม ทำให้เกิดการดูดน้ำกลับเข้าเลือดมากขึ้น ทำให้ปริมาตรของเลือดเพิ่มขึ้น และลดแรงดันออสโมติกของเลือดพร้อมกับขับถ่ายปัสสาวะออกน้อยลง <br><br></div><div>    ในกรณีดื่มน้ำมาก เลือดเจือจาง แรงดันออสโมติกของเลือดลดลงจะยับยั้งการปล่อย ADH จากต่อมใต้สมองส่วนท้าย ทำให้ดิสตอลทิวบูลและท่อรวมดูดน้ำกลับคืนน้อยลง ทำให้ขับปัสสาวะที่เจือจางออกไปมาก <br><br></div><div>ในกรณีที่ต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติไม่สามารถปล่อย ADH ออกมาอย่างเพียงพอ จะทำให้การดูดน้ำกลับของหน่วยไต เกิดได้น้อยกว่าปกติ หรือไม่สามารถดูดกลับได้ ทำให้ขับถ่ายปัสสาวะมากกว่าปกติ ที่เรียกว่าโรคเบาจืด ( diabetes insipidus ) อาจถ่ายปัสสาวะถึงวันละ 20 ลิตร คนไข้จึงต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป <br><br></div><div>    ร่างกายอาจสูญเสียน้ำได้ทางอื่นอีก เช่น การระเหยทางเหงื่อ หรือการหายใจ ถ้าหากร่างกายไม่ได้รับน้ำเข้าไปทดแทน อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้น จึงมีกลไกกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความต้องการน้ำเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากกลไกที่ลดการสูญเสียน้ำ <br><br></div><div>    กลไกที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดความต้องการน้ำ ในขณะที่สูญเสียน้ำออกไปจากร่างกายมาก ๆ หลังเล่นกีฬา หรือเสียเหงื่อ คือความรู้สึก กระหายน้ำและจะรู้สึกกระหายน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าร่างกายสูญเสียน้ำออกไปเรื่อย ๆ อาการกระหายน้ำจึงเป็นสัญญาณเตือนให้ทราบว่าร่างกายต้องการน้ำ โดยมี ศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำอยู่ที่ไฮโพทาลามัส ซึ่งจะรับรู้ต่อภาวการณ์ขาดน้ำของร่างกาย เมื่อไฮโพทาลามัสถูกกระตุ้น จึงเกิดอาการกระหายน้ำขึ้น กลไกการควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย <br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/organsystemwork/-urinary-system">https://sites.google.com/site/organsystemwork/-urinary-system</a> <br><br></div><div>https://sites.google.com/site/bodybalanceu/ti-kab-kar-raksa-smdul-khxng-na <br>สาระสำคัญสำคัญที่จำเป็นต้องรู้จากเนื้อหาเบื้องต้น<br><br></div><div>1.อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแข็ง ของเหลว  และแก๊ส<br>2.กลไกการเกิดการขับถ่ายและสมดุลน้ำในร่างกาย</div><div>3.สามารถประเมินสมดุลน้ำในร่างกายของแต่ละบุคคลได้</div><div>4.ได้เรียนรู้เทคนิคการดูแลการขับถ่ายและรักษาสมดุลน้ำได้ถูกต้อง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/402050818/36f5a14e68e30b9ec55cbe30869c0d9d/2.jpg" />
         <pubDate>2019-09-03 16:03:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379522772</guid>
      </item>
      <item>
         <title>WHO IS THAT ?</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379532093</link>
         <description><![CDATA[<div>1.นางสาวภัทราพร  คูหานา เลขที่ 28<br>2.นางสาวพรศิริ  เกตุฤทธิ์  เลขที่ 42<br>3.นางสาวชฎาพร  พรมมะดี  เลขที่ 44<br>4.นางสาวทัทริยา  สุระเทวี  เลขที่ 71<br><br><br><strong>การดูแลการขับถ่ายและรักษาสมดุลน้ำ</strong> <br><strong>แนวคิดและเทคนิคการดูแลสมดุลน้ำ</strong><br>ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ถ้าพิจารณาในแต่ละเซลล์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 น้ำภายในร่างกาย จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างคงที่  เพื่อรักษาสภาพของเซลล์ต่างๆ ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างเป็นปกติ  โดยน้ำภายนอกเซลล์ ( ECF ) ซึ่งมีโอกาสสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมได้มากกว่า  จะมีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าน้ำภายในเซลล์  ( ICF )   สารอาหารและของเสียที่ส่งผ่านเข้าออกเซลล์จะถูกขนส่งผ่านทาง plasma ในเส้นเลือด น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลพืช เซลล์สัตว์ และเซลล์มนุษย์ </div><div><strong> หน้าที่สำคัญที่สุดของน้ำ</strong> </div><div>1 เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายทุกชนิดต้องอาศัยน้ำ  เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีน้ำ ตัวอย่างเช่น กระบวนการการย่อยอาหาร กระบวนการดูดซึมอาหาร และกระบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย</div><div>2.น้ำที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย </div><div>3.น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก ความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นเนื่องจากขาดสมดุลของการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่เซลล์ลำไส้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหลายชนิดสร้างสารพิษที่มีผลต่อกลไกการควบคุมสมดุลสารน้ำภายในลำไส้</div><div> border=0 v:shapes="_x0000_s1026"&gt;4.น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย </div><div>5.น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ</div><div><strong>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ</strong></div><div>1.               สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย</div><div>2.               เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว</div><div>3.               ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ</div><div><strong>ความผิดปกติของสมดุลน้ำในร่างกาย  ( Water  balance )</strong></div><div><strong>ภาวะขาดน้ำ  (water depletion) </strong></div><div><strong>สาเหตุ  </strong>ภาวะขาดน้ำที่พบได้บ่อยจะมีการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นออสโมลลาลิตี้ร่วมด้วย  ซึ่งจะมีค่าเพิ่มสูงขึ้น  โดยมากแล้ว มักจะเกิดจากการเสียเหงื่อมากกว่าปกติ  จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทั้งปริมาตรเลือด  ความดันเลือดและความเข้มข้นของ plasma  ถ้าเกิดสภาวะที่ผิดปกติขึ้น  เช่น  ท้องร่วง  การเสียเลือด  การอาเจียน  ก็จะเกิดภาวะขาดน้ำที่ความเข้มข้นออสโมลาลิตี้ ไม่เปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากมีการสูญเสียอิเล็กโทรไลท์ร่วมด้วยในปริมาณมากพอ  ( การเสียเลือดจะเป็น isotonic  เสมอแต่ท้องร่วงและอาเจียน อาจเป็นแบบ hypertonic  ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ )</div><div><strong>ภาวะน้ำเกิน  ( Water  explansion )</strong></div><div><strong>สาเหตุ       </strong>สาเหตุส่วนใหญ่จะมากจากความผิดปกติของไตในการขับน้ำปริมาณที่มากเกินความต้องการออกไป  ซึ่งมักจะเกิดจากภาวะไตวายเรื้อรัง   ภาวะ acute  tubular  necrosis  หรือภาวะอุดตันของทางเดินปัสสาวะ  และในกรณีที่ไตทำงานปกติ แต่มีความผิดปกติในการหลั่ง  ADH  ก็จะทำให้ดูดกลับน้ำมากเกินความต้องการทำให้เกิดภาวะน้ำเกินได้เช่นกัน<br><strong>การดูแลสมดุลของน้ำ<br></strong>1.หมั่นออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ มีระบบภูมิต้านทานที่ดี อวัยวะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้โอกาสเส้นเลือดอุดตันลดลง ส่งผลดีต่อระบบการย่อยและการขับถ่าย <br>2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรทานอาหารที่เป็น กรดหรือด่างมากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายและอวัยวะภายในมีความร้อน อาหารที่มีฤทธิ์เย็นที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติได้ คือ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน แตงกวา ฟัก และหัวปลี ส่วนผลไม้ควรเป็นประเภท มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ส้มโอ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน แอปเปิล น้ำมะพร้าว และลูกพรุน เป็นต้น<br>3.ประเมินอาการและอาการแสดงของการได้รับน้ำเกิน ได้แก่ น้ำหนักตัวลดเพิ่ม ความดันเลือดสูง ระดับการรู้สติเปลี่ยนไป ฟังปอดได้เสียง Rales ผลถ่ายภาพรังสีปอดพบมีน้ำคั่งในปอด ค่าโซเดียมและ Osmolality ลดลง ปัสสาวะมีความถ่วงจำเพาะต่ำ เหนื่อย หอบ นอนราบไม่ได้ บวมที่ปลายมือปลายเท้า ค่า CVP สูง หลอดเลือดดำบริเวณคอโป่ง<br>4.กรณีที่มีอาการสูญเสียน้ำ โดยไม่ปรากฏอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย แคลอรี่และโปรตีนสูง โดยให้ครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ครั้ง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เพียงพอแก่ร่างกาย<br>5.หลีกเลี่ยงอาหารที่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป เพื่อลดการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้<br>6.ดูแลรักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลว เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการระคายเคืองต่อผิวหนัง<br><strong>การประเมินสมดุลน้ำในร่างกายของบุคคล<br></strong>1.ตัวชี้วัดอะไรที่สามารถประเมินสมดุลน้ำและระดับน้ำในร่างกายได้ดีที่สุดในผู้ใหญ่ทั่วไป (19 – 64 ปี)<br> – ไม่มีตัวชี้วัดตัวใดตัวหนึ่งที่ดีที่สุด แต่ควรใช้ตัวชี้วัดดังต่อไปนี้ประเมินร่วมกัน คือ Urine specific gravity, urine osmolality, serum osmolality และสีของปัสสาวะ ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินภาวะขาดน้ำเฉียบพลันได้คือน้ำหนักลดเกิน 3% ในระยะเวลาสั้นๆ<br><strong>การบันทึกปริมาณน้ำเข้าออกจากร่างกาย<br>3.1 การได้รับน้ำเข้าสู่ร่างกาย<br></strong>(1)   ระบบทางเดินอาหาร   :     เป็นระบบที่ร่างกายได้รับน้ำมากที่สุด โดยได้รับจากการรับประทานอาหารและการดื่มน้ำ ทั้งนี้จะมีการดูดซึมที่ลำไส้เล็กมากที่สุด รองลงมาคือ ลำไส้ใหญ่<br>(2)  กระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกาย  :   เกิดจากการสลายอาหารในร่างกายโดยการใช้ออกซิเจน (O2)<br>(3)   การให้ทางหลอดเลือด   : ส่วนใหญ่จะมาจากการรักษาอาการเจ็บป่วย  เช่น ฉีดยา  ให้เลือด  ให้น้ำเกลือ<strong><br>3.2      การสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย<br></strong>(1)   ปัสสาวะ  : ไตมีหน้าที่ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำและอิเล็กโทรไลท์ในร่างกาย โดยการขับทิ้งน้ำและอิเล็กโทรไลท์ส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ดังนั้นถ้ามีความผิดปกติของไต  อาจมีผลต่อปริมาณน้ำและอิเล็กโทรไลท์ในร่างกายได้<br>(2)   ผิวหนัง   : โดยปกติแล้ว ร่างกายจะขับน้ำและโซเดียมออกทางเหงื่อ ประมาณ 500 มิลลิลิตรต่อวัน<br>(3)   การหายใจ  :  มีการสูญเสียน้ำในรูปของไอน้ำออกมากับการหายใจ<br>(4)   ระบบทางเดินอาหาร : มีการสูญเสียน้ำออกมากับการถ่ายอุจจาระ  อาเจียน ซึ่งในภาวะปกติจะสูญเสียน้ำด้วยวิธีนี้น้อย<br>(5)   ทางอื่นๆ  :  เช่น จากการผ่าตัด ประจำเดือน หรือขณะคลอดบุตร<br><br></div><div><strong>ที่มา : </strong><a href="http://www.mt.mahidol.ac.th/e-learning/bodyfluid%20and%20electrolyte/water.htm?fbclid=IwAR2nW8fNyGsTT2OFgLI4IeNWGSjp367c7o6pKKbzqN6LDStlVGPi2tjGeGM">http://www.mt.mahidol.ac.th/e-learning/bodyfluid%20and%20electrolyte/water.htm?fbclid=IwAR2nW8fNyGsTT2OFgLI4IeNWGSjp367c7o6pKKbzqN6LDStlVGPi2tjGeGM<br></a><br></div><div><a href="http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html">http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html<br></a><br></div><div><a href="http://sheacademy.in.th/?p=1004&amp;fbclid=IwAR22BH2V7BqNyZPZBLZI_5njpPMkTGd5y1IORK__5AqJ9mwfHMSfWsHtzKY">http://sheacademy.in.th/?p=1004&amp;fbclid=IwAR22BH2V7BqNyZPZBLZI_5njpPMkTGd5y1IORK__5AqJ9mwfHMSfWsHtzKY<br></a><br></div><div><strong>การขับถ่าย<br>ไต (Kidney)</strong> อวัยวะรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วเขียว มีขนาดใหญ่ อยู่ด้านซ้ายและขวาของ<a href="https://www.health2click.com/2018/06/19/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87-skeleton-system/">กระดูกสันหลัง</a> ภายในไตจะมีท่อเล็ก ๆ ที่มีผนังบาง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อ<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">ระบบหมุนเวียนเลือด</a> พาเลือดมาหมุนเวียนผ่านไต ผนังดังกล่าวจะทำหน้าที่กรองของเสีย เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย เกลือแร่และ<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">น้ำ</a> ออกจาก<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">เลือด</a> ทำให้เลือดที่มีของเสียกลายเป็นเลือดดีและไหลกลับเข้าสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หัวใจ</a> โดยน้ำและของเสียที่ไตกรองได้ จะไหลลงสู่ท่อไต เก็บไว้ที่<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">กระเพาะปัสสาวะ</a>และรอการขับออกจาก<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>ผ่านทางการขับถ่าย<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">ปัสสาวะ</a> โดยปัสสาวะปกติ จะมีสีเหลือง ไม่ขุ่น ไม่มีตะกอน มีกลุ่นฉุนเล็กน้อย ประกอบด้วย<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">น้ำ</a>ประมาณ 95% และของแข็ง 5% ซึ่งเป็นทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ ได้แก่ ยูเรีย แอมโมเนีย น้ำตาล โซเดียม คลอไรด์ แคลเซี่ยม และแมกนีเซี่ยม รวมทั้งกรดไขมันและ<a href="https://www.health2click.com/2018/03/12/%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%99-hormones-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%88/">ฮอร์โมน</a>บางชนิดด้วย ปกติมีค่าเป็นกรด โดยมี pH ต่ำกว่า 7.4 แต่สามารถเปลี่ยนตาม<a href="https://www.health2click.com/2018/04/09/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81-5-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%81/">อาหาร</a>ที่รับประทานและสภาวะสุขภาพของ<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a><strong> <br>ผิวหนัง (Skin) </strong>ที่ผิวหนังมี<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">ต่อมเหงื่อ</a> (Sweat gland) ภายในต่อมเหงื่อจะมีท่อขดและมี<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หลอดเลือดฝอย</a>ลำเลียงเลือดที่มีของเสียมายัง<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">ต่อมเหงื่อ</a> โดยของเสียจะแพร่ออกจาก<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หลอดเลือดฝอย</a>เข้าสู่ท่อในต่อมเหงื่อ กลายเป็นเหงื่อ (Sweat) โดยเหงื่อจะประกอบด้วยน้ำร้อยละ 99 และสารอื่น ๆ อีกร้อยละ 1 ได้แก่ เกลือโซเดียมคลอไรด์ ยูเรีย แอมโมเนีย และสารอื่น ๆ เหงื่อจะถูกลำเลียงไปตามท่อออกสู่ภายนอก<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>ผ่านรูเหงื่อทั้งนี้ในบางพื้นที่ของผิวหนัง อาทิ รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ จะมีต่อมเหงื่อชนิดที่ไม่มีรูเปิดออกสู่ภายนอกโดยตรง โดยสารที่ขับออกจากต่อมชนิดนี้จะทำให้<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>เกิดกลิ่นตัว </div><div><strong>ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) </strong>ภายหลังจาก<a href="https://www.health2click.com/2018/04/09/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81-5-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%81/">อาหาร</a>ที่รับประทาน ผ่าน<a href="https://www.health2click.com/2018/06/06/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-digestive-system/">ระบบย่อยอาหาร</a>เป็นที่เรียบร้อย กากอาหารจะเหลืออยู่ที่<a href="https://www.health2click.com/2018/06/06/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-digestive-system/">ลำไส้ใหญ่</a> ที่ซึ่ง<a href="https://www.health2click.com/2018/04/09/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81-5-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%81/">สารอาหาร</a>ที่มีประโยชน์ อาทิ น้ำ แร่ธาตุ วิตามิน และกลูโคส จะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>อีกครั้ง ทำให้กากอาหารมีลักษณะเหนียว ข้นจนเป็นก้อนกึ่งแข็ง หลังจากนั้นกากอาหารจะถูกบีบให้เคลื่อนที่ไปอยู่ในส่วนของไส้ตรง ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของ<a href="https://www.health2click.com/2018/06/06/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-digestive-system/">ลำไส้ใหญ่</a> และขับถ่ายสู่ภายนอก<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>ทางทวารหนัก กลายเป็นอุจจาระอุจจาระ (Stools) ประกอบด้วย<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">น้ำ</a> 75% และของแข็ง 25% ได้แก่ กากอาหาร <a href="https://www.health2click.com/2018/03/13/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84/">แบคทีเรีย</a> ไขมัน เกลือ โปรตีน และอื่น ๆ โดยมีลักษณะ สีและกลิ่นแตกต่างกันไปตามส่วนประกอบของอุจจาระนั้นๆ ดังนั้นลักษณะของก้อนอุจาระอาจบอกสภาวะของ<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>ในเบื้องต้นได้ เช่น อุจจาระแข็ง เม็ดกลมเล็ก ร่างกายอาจขาดน้ำ ขาดใยอาหาร หรืออุจจาระอยู่ในลำไส้ใหญ่นานเกิน อุจจาระมี<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">เลือด</a>ปน อาจมีเลือดออกที่ลำไส้ใหญ่ เป็น<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">ริดสีดวง</a>เป็นต้น       </div><div><strong>ปอด (Lung) </strong>นอกเหนือจากการ<a href="https://www.health2click.com/2018/06/22/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-respiratory-system/">หายใจเข้า</a> ซึ่งเป็นการนำออกซิเจนจากอากาศภายนอกมาสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/06/22/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-respiratory-system/">ปอด</a> โดยออกซิเจนจะแพร่จาก<a href="https://www.health2click.com/2018/06/22/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-respiratory-system/">ถุงลมปอด</a>เข้า<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หลอดเลือดฝอย</a><a href="https://www.health2click.com/2018/06/22/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-respiratory-system/">ปอด</a> ไหลกลับเข้าสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หัวใจ</a>เพื่อส่งไปเลี้ยงเซลล์ของ<a href="https://www.health2click.com/2018/03/16/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2/">เนื้อเยื่อ</a>ต่าง ๆ ทั่ว<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>ในทางกลับกัน ของเสียที่เกิดขึ้นภายหลังกระบวน<a href="https://www.health2click.com/2018/02/16/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A1-metabolism-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%B2/">การเผาผลาญ</a> ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ออกจากเซลล์ของ<a href="https://www.health2click.com/2018/03/16/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2/">เนื้อเยื่อ</a>ต่าง ๆ เข้าสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หลอดเลือดฝอย</a> โดยผ่านขั้นตอนทางเคมีในระหว่างการเดินทางและกลับเข้าสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หัวใจ</a> และผ่านมาที่<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หลอดเลือดฝอย</a>ปอด ที่ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ผ่านผนังของหลอดเลือดฝอยปอดเข้าสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/06/22/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-respiratory-system/">ถุงลมปอด</a> แล้วลำเลียงไปตาม<a href="https://www.health2click.com/2018/06/22/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-respiratory-system/">หลอดลม</a> เพื่อกำจัดออกนอก<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>ทางจมูก ผ่านการหายใจออก</div><div><strong>การดูแลการขับถ่าย</strong></div><div>1.ดื่มน้ำสะอาดวันละมาก ๆ รับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ</div><div>2. ไม่กลั้นอุจจาระและปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ</div><div>3. ควรอาบน้ำชำระร่างกายทุกวัน</div><div>4. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม</div><div>5.การกินอาหารที่มีกากใยสูงทั้งจากพืชและผลไม้ทำงานร่วมกันในการช่วยกระตุ้นให้ขับถ่าย บางคนกินผักผลไม้แล้วท้องอืด อึดอัด ทั้งยังมีพฤติกรรมดื่มน้ำน้อยเพราะหลีกเลี่ยงการเข้าห้องน้ำ เนื่องจากลำบากที่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ นี่ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะท้องผูกได้</div><div>6.การเสียสมดุลในลำไส้ใหญ่ เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวินะยาปฏิชีวนะไม่เพียงกำจัดเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังทำลายโพรไบโอติกส์หรือจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ตายด้วย โพรไบโอติกส์มีความสำคัญต่อการรักษาความแข็งแรงของลำไส้ใหญ่และกระตุ้นการขับถ่าย<br><br></div><div><strong>ที่มา : </strong><a href="https://www.nestlehealthscience-th.com/health-management/aging/hexagon3">https://www.nestlehealthscience-th.com/health-management/aging/hexagon3</a></div><div><a href="https://excretorypework.blogspot.com/2014/06/5-2.html?m=1&amp;fbclid=IwAR1ErHgtiiNKv6k1rAsuOaKN-Uvluq2C9dI2A3gInD4FgrvzOr4VFnaa0f4">https://excretorypework.blogspot.com/2014/06/5-2.html?m=1&amp;fbclid=IwAR1ErHgtiiNKv6k1rAsuOaKN-Uvluq2C9dI2A3gInD4FgrvzOr4VFnaa0f4</a><br><br><strong>สรุปเพิ่มเติม</strong><br>ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 น้ำภายในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างคงที่  เพื่อรักษาสภาวะต่างๆให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างเป็นปกติ  </div><div><strong> หน้าที่สำคัญของน้ำ</strong> </div><div>1 เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายทุกชนิดต้องอาศัยน้ำ  </div><div>2.น้ำที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอาหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย </div><div>3.น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก </div><div> 4.น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย </div><div>5.น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ</div><div><strong>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ</strong></div><div>-เมื่อร่างกายมีปริมาณน้ำในเลือดน้อยแรงดันออสโมติกสูง ส่งผลให้มีการไปกระตุ้นไฮโพทาลามัส ทำให้ต่อมใต้สมองส่วนหลังมีการหลั่ง ADH กระตุ้นท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับ และเกิดการกระหายน้ำ  </div><div>-เมื่อร่างกายมีปริมาณน้ำในเลือดมาก แรงดันออสโมติกต่ำ ไม่มีการไปกระตุ้นไฮโพทาลามัส ทำให้ต่อมใต้สมองส่วนหลังไมรหลั่ง ADH ไม่มีการกระตุ้นท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับ ทำให้ปัสสาวะมาก และเจือจาง</div><div><strong>การดูแลสมดุลของน้ำ</strong></div><div>1.ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายต้องการ</div><div>2.หมั่นออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ มีระบบภูมิต้านทานที่ดี อวัยวะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ </div><div>2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกายไม่ควรทานอาหารที่เป็น กรดหรือด่างมากจนเกินไป อาหารที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติได้ คือ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน แตงกวา ฟัก และหัวปลี </div><div>3.ประเมินร่างกายของตนเองเพื่อเฝ้าระวังภาวะน้ำเกิน หรือภาวะขาดน้ำ ได้แก่ น้ำหนักตัว ความดันเลือด เหนื่อย หอบ</div><div>4.กรณีที่มีอาการสูญเสียน้ำ โดยไม่ปรากฏอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย แคลอรี่และโปรตีนสูง โดยให้ครั้งละน้อยๆ บ่อยๆ ครั้ง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารที่เพียงพอแก่ร่างกาย</div><div><strong>การประเมินสมดุลน้ำในร่างกายของบุคคล</strong><br> – ไม่มีตัวชี้วัดตัวใดตัวหนึ่งที่ดีที่สุด แต่ควรใช้ตัวชี้วัดดังต่อไปนี้ประเมินร่วมกัน คือปริมาณน้ำเข้า น้ำออกในแต่ละวัน Urine specific gravity, urine osmolality, serum osmolality และสีของปัสสาวะ ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินภาวะขาดน้ำเฉียบพลันได้คือน้ำหนักลดเกิน 3% ในระยะเวลาสั้นๆ</div><div><strong>การบันทึกปริมาณน้ำเข้าออกจากร่างกาย</strong></div><div>การได้รับน้ำเข้าสู่ร่างกายในผู้ใหญ่ 1วัน</div><div>-                    จากอาหาร   =   1,000 (Cm<sup>3</sup>)</div><div>-                     จาการดื่ม    =    1,200 (Cm<sup>3</sup>)</div><div>-                     จากกระบวนการหายใจในเซลล์   =   300 (Cm<sup>3</sup>)<br><br></div><div>การสูญเสียน้ำออกจากร่างกายในผู้ใหญ่ 1วัน</div><div>-                     ทางลมหายใจออก           350 (Cm<sup>3</sup>)</div><div>-                      ทางเหงื่อ                         500 (Cm<sup>3</sup>)</div><div>-                      ทางปัสสาวะ                   1,500 (Cm<sup>3</sup>)</div><div>-                     ทางอุจจาระ                    150 (Cm<sup>3</sup>)</div><div><strong>การขับถ่าย</strong></div><div><strong>ไต (Kidney)</strong> ทำหน้าที่กรองของเสีย เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย เกลือแร่และ<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">น้ำ</a> ออกจาก<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">เลือด</a> ทำให้เลือดที่มีของเสียกลายเป็นเลือดดีและไหลกลับเข้าสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หัวใจ</a> โดยน้ำและของเสียที่ไตกรองได้ จะไหลลงสู่ท่อไต เก็บไว้ที่<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">กระเพาะปัสสาวะ</a>และรอการขับออกจาก<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>ผ่านทางการขับถ่าย<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">ปัสสาวะ</a> </div><div><strong>ผิวหนัง (Skin) </strong>ที่ผิวหนังมี<a href="https://www.health2click.com/2018/07/24/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2-excretory-system/">ต่อมเหงื่อ</a> (Sweat gland) โดยของเสียจะแพร่ออกจาก<a href="https://www.health2click.com/2018/05/08/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95/">หลอดเลือดฝอย</a>เข้าสู่ท่อในต่อมเหงื่อ ในบางพื้นที่ของผิวหนัง อาทิ รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ จะมีต่อมเหงื่อชนิดที่ไม่มีรูเปิดออกสู่ภายนอกโดยตรง โดยสารที่ขับออกจากต่อมชนิดนี้จะทำให้<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>เกิดกลิ่นตัว </div><div><strong>ลำไส้ใหญ่ (Large intestine) </strong>ภายหลังจาก<a href="https://www.health2click.com/2018/04/09/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81-5-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%81/">อาหาร</a>ที่รับประทาน กากอาหารจะเหลืออยู่ที่<a href="https://www.health2click.com/2018/06/06/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-digestive-system/">ลำไส้ใหญ่</a> ซึงจะมีการดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์กลับเข้าสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>อีกครั้ง หลังจากนั้นกากอาหารจะถูกบีบให้เคลื่อนที่ไปอยู่ในส่วนของไส้ขับถ่ายสู่ภายนอก<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>ทางทวาร</div><div><strong> ปอด (Lung) </strong> ของเสียที่เกิดขึ้นภายหลังกระบวน<a href="https://www.health2click.com/2018/02/16/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A1-metabolism-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%B2/">การเผาผลาญ</a> ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์จะแพร่ผ่านผนังของหลอดเลือดฝอยปอดเข้าสู่<a href="https://www.health2click.com/2018/06/22/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-respiratory-system/">ถุงลมปอด</a> แล้วลำเลียงไปตาม<a href="https://www.health2click.com/2018/06/22/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%88-respiratory-system/">หลอดลม</a> เพื่อกำจัดออกนอก<a href="https://www.health2click.com/2018/02/20/organsystem/">ร่างกาย</a>ทางจมูก ผ่านการหายใจออก</div><div><strong>การดูแลการขับถ่าย</strong></div><div>1.ดื่มน้ำสะอาดวันละมาก ๆ รับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ</div><div>2. ไม่กลั้นอุจจาระและปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ</div><div>4. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เพื่อฝึกการหายใจ และเป็นการ Detox ปอดด้วย</div><div>5.การกินอาหารที่มีกากใยสูงทั้งจากพืชและผลไม้ทำงานร่วมกันในการช่วยกระตุ้นให้ขับถ่าย </div><div>6.หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวินะยาปฏิชีวนะถ้าไม่จำป็น เพราะจะส่งผลให้เสียสมดุลในใส้ใหญ่ เนื่องจากยาไปทำลายโพรไบโอติกส์หรือจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่<br><br></div><div><strong>ที่มา : </strong><a href="http://www.mt.mahidol.ac.th/e-learning/bodyfluid%20and%20electrolyte/water.htm?fbclid=IwAR2nW8fNyGsTT2OFgLI4IeNWGSjp367c7o6pKKbzqN6LDStlVGPi2tjGeGM">http://www.mt.mahidol.ac.th/e-learning/bodyfluid%20and%20electrolyte/water.htm?fbclid=IwAR2nW8fNyGsTT2OFgLI4IeNWGSjp367c7o6pKKbzqN6LDStlVGPi2tjGeGM<br></a><br></div><div><a href="http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html">http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html</a></div><div><a href="http://sheacademy.in.th/?p=1004&amp;fbclid=IwAR22BH2V7BqNyZPZBLZI_5njpPMkTGd5y1IORK__5AqJ9mwfHMSfWsHtzKY">http://sheacademy.in.th/?p=1004&amp;fbclid=IwAR22BH2V7BqNyZPZBLZI_5njpPMkTGd5y1IORK__5AqJ9mwfHMSfWsHtzKY</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/402015775/2609c6ca4d074d45a00943795dc7eef9/69377269_798479440550270_4855117978716340224_n.jpg" />
         <pubDate>2019-09-03 16:23:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379532093</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379737466</link>
         <description><![CDATA[<div>1. นางสาวกัญญาวีร์ ศรีชาย เลขที่ 46A<br>2. นางสาววรรณี ปาคำทอง เลขที่ 50A<br>3. นางสาวนารีรัตน์ บูระพิน เลขที่ 67A<br>4. นางสาวศรันย์พร ขันตี เลขที่ 68A<br><br><strong>1. การรักษาสมดุลน้ำ<br>         </strong>ถ้าร่างกายได้รับน้ำย่อย หรือมีน้ำในเลือดน้อย จะทำให้ปริมาตรของเลือดลดลง ความเข้มข้นของเลือดจึงเพิ่มขึ้น ทำให้แรงดันออสโมติกของเลือดสูงขึ้น ตัวรับรู้ ( receptor ) ในไฮโพทาลามัสที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงแรงดันออสโมติกจะกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนท้าย ให้ปล่อยฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก ( antidiruetic hormone , ADH ) หรือ เอดีเอชออกมาเข้าสู่กระแสเลือด และส่งไปยังท่อของหน่วยไตส่วนดิลตอลทิวบูลและท่อรวม ทำให้เกิดการดูดน้ำกลับเข้าเลือดมากขึ้น ทำให้ปริมาตรของเลือดเพิ่มขึ้น และลดแรงดันออสโมติกของเลือดพร้อมกับขับถ่ายปัสสาวะออกน้อยลง</div><div>          ในกรณีดื่มน้ำมาก เลือดเจือจาง แรงดันออสโมติกของเลือดลดลงจะยับยั้งการปล่อย ADH จากต่อมใต้สมองส่วนท้าย ทำให้ดิสตอลทิวบูลและท่อรวมดูดน้ำกลับคืนน้อยลง ทำให้ขับปัสสาวะที่เจือจางออกไปมาก</div><div>ในกรณีที่ต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติ มาสามารถปล่อย ADHออกมาอย่างเพียงพอ จะทำให้การดูดน้ำกลับของหน่วยไต เกิดได้น้อยกว่าปกติ หรือไม่สามารถดูดกลับได้ ทำให้ขับถ่ายปัสสาวะมากกว่าปกติ ที่เรียกว่าโรคเบาจืด ( diabetes insipidus ) อาจถ่ายปัสสาวะถึงวันละ 20 ลิตร คนไข้จึงต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไป</div><div>            ร่างกายอาจสูญเสียน้ำได้ทางอื่นอีก เช่น การระเหยทางเหงื่อ หรือการหายใจ ถ้าหากร่างกายไม่ได้รับน้ำเข้าไปทดแทน อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้น จึงมีกลไกกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความต้องการน้ำเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากกลไกที่ลดการสูญเสียน้ำ</div><div>             กลไกที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดความต้องการน ในขณะที่สูญเสียน้ำออกไปจากร่างกายมาก ๆ หลังเล่นกีฬา หรือเสียเหงื่อ คือความรู้สึก กระหายน้ำและจะรู้สึกกระหายน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าร่างกายสูญเสียน้ำออกไปเรื่อย ๆ อาการกระหายน้ำจึงเป็นสัญญาณเตือนให้ทราบว่าร่างกายต้องการน้ำ โดยมี <strong>ศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำอยู่ที่ไฮโพทาลามัส</strong> ซึ่งจะรับรู้ต่อภาวการณ์ขาดน้ำของร่างกาย เมื่อไฮโพทาลามัสถูกกระตุ้น จึงเกิดอาการกระหายน้ำขึ้น กลไกการควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย </div><div> น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งที่มีชีวิต มักมีผู้กล่าวไว้ว่าถ้าปราศจากน้ำก็ปราศจากสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปคนสามารถอดอาหารได้หลายสัปดาห์ แต่ถ้าอดน้ำจะเสียชีวิตภายใน 2–3 วัน การศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่าน้ำมีประโยชน์มากมายแก่ร่างกายของสิ่งมีชีวิต นอกเหนือจากคุณสมบัติที่เด่นที่สุดของโมเลกุลน้ำที่เป็นตัวทำละลายที่ดีและมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด<br><br></div><div><strong>น้ำเป็นองค์ประกอบของชีวิต</strong></div><div>          ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้<strong>  </strong>อยละ 70 ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ถ้าพิจารณาในแต่ละเซลล์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 จริงๆแล้วน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลพืช เซลล์สัตว์ และเซลล์มนุษย์ ทุกเซลล์ล้วนประกอบด้วยน้ำทั้งนั้น ในเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์มีน้ำประมาณ 2 ใน 3 ของน้ำหนักร่างกาย ในพืชบกมีน้ำประมาณร้อยละ 50–75 ถ้าเป็นพืชน้ำอาจมีน้ำมากกว่าร้อยละ 95 โดยน้ำหนัก</div><div><strong>หน้าที่สำคัญที่สุดของน้ำ</strong> คือ เป็นตัวกลางในการเกิดปฏิกิริยาเคมีทุกชนิดในกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายทุกชนิดต้องอาศัยน้ำ เซลล์จะไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มีน้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ กระบวนการการย่อยอาหาร กระบวนการดูดซึมอาหาร และกระบวนการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายที่เป็นของเหลวของเลือดทำหน้าที่ขนส่งอ<br> าหารและออกซิเจนให้แก่เซลล์ อีกทั้งนำของเสียและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาขับถ่ายออกจากร่างกาย กระบวนการไหลเวียนเลือดและกระบวนการขับถ่ายของเสียในร่างกายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าปราศจากสมดุลของสารน้ำในร่างกาย<br>            น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก ความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นเนื่องจากขาดสมดุลของการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่เซลล์ลำไส้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหลายชนิดสร้างสารพิษที่มีผลต่อกลไกการควบคุมสมดุลสารน้ำภายในลำไส้</div><div>          สารพิษ รวมทั้งสารเคมีในร่างกายที่อาจเป็นพิษ ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยอาศัยน้ำ เลือดทำหน้าที่ขนส่งสารเหล่านั้นไปทั่วร่างกายซึ่งสารนั้นละลายในน้ำตับเป็นอวัยวะสำคัญในการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสารพิษด้วยกลไกทางเคมีมากมายหลายชนิด บางคนกล่าวเปรียบเทียบว่าตับเป็นโรงงานผลิตเอนไซม์ที่ทรงพลังมากกว่าโรงงานใดๆในโลก กระบวนการขับถ่ายสารพิษเกิดขึ้นร่วมกับการขับถ่ายทางปัสสาวะและอุจจาระ</div><div>              น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพยิ่ง<br><br></div><div><strong>ร่างกายได้รับน้ำหลายทางด้วยกัน</strong></div><ol><li>น้ำดื่ม เครื่องดื่ม</li><li>น้ำที่เป็นส่วนประกอบในอาหาร</li><li>น้ำที่ได้จากการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน</li></ol><div>ปกติคนเราดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5 – 2.0 ลิตร และได้รับจากเครื่องดื่มและอาหารทั้งภายในและภายนอกร่างกายอีกประมาณวันละ 1 – 2 ลิตร<br><br></div><div><strong>ร่างกายสูญเสียน้ำ</strong></div><ol><li>ผิวหนัง มีทั้งที่เรามองเห็นออกมาในรูปของเหงื่อ และน้ำที่ระเหยไปโดยที่เรามองไม่เห็น</li><li>ปอด โดยการหายใจออก</li><li>ทางอุจจาระ</li><li>ทางปัสสาวะ</li></ol><div>รวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งร่างกายสูญเสียน้ำประมาณ 3–5 ลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณที่ได้รับ<br><br></div><div>ปริมาณของน้ำในร่างกายคนไม่แน่นอน ขึ้นกับอายุ ปริมาณของไขมันในร่างกาย และกิจกรรมของแต่ละคน คนที่ทำงานหนักกลางแจ้งอาจสูญเสียน้ำ 5 – 12 ลิตรต่อวัน หรือคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บก็อาจเสียสมดุลของน้ำในร่างกายได้ง่าย<br><br></div><div><strong>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ</strong></div><ol><li>สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย</li><li>เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว</li><li>ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ</li></ol><div><strong>ลักษณะของน้ำดื่มที่ดี</strong></div><ol><li>น้ำดื่มที่ดีต้องปราศจากสารปนเปื้อนทางเคมีและสารอินทรีย์ต่างๆ อาทิเช่น เชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก รวมทั้งสารเคมี</li><li>ประกอบด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ โปแตสเซียม แมกมีเซียม แคลเซียม เป็นต้น</li><li>โครงสร้างโมเลกุลขนาดเล็กช่วยให้แทรกซึมสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำพาสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งนำพาของเสียออกมาจากเซลล์ไปทิ้งได้</li><li>น้ำดื่มที่ดีควรมีความกระด้างของน้ำปานกลาง มีประจุไฟฟ้าสูงและเป็นสื่อนำความร้อนที่ดี</li><li>ความเป็นด่างอ่อนๆ โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่างระหว่าง pH 7.25 - 8.50เพื่อช่วยกำจัดความเป็นกรดและของเสียในร่างกาย ช่วยทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล</li><li>ควรมีปริมาณออกซิเจนเจือปนอยู่ด้วยสูง สามารถตรวจวัดค่าได้ประมาณ 5 มิลลิกรัมต่อลิตรหรือมากกว่า</li></ol><div><strong>ลักษณะของน้ำดื่มบางชนิด</strong></div><ol><li>น้ำอ่อนเป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุ</li><li>น้ำกลั่นเป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ละลายอยู่เลย</li><li>น้ำดื่มบรรจุขวดที่อาจมีสารปนเปื้อนและไม่ได้มาตรฐาน ร้อยละ 25 ของน้ำดื่มบรรจุขวดนำน้ำประปามาใส่ขวด และปรับปรุงคุณภาพเล็กน้อยเท่านั้น</li><li>น้ำประปามีคลอรีนซึ่งช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจจะก่อให้เกิดสารออกฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ซึ่งเกิดจากคลอรีนทำปฏิกิริยากับสารอินทรีย์ในธรรมชาติซึ่งละลายอยู่ในน้ำ</li><li>น้ำอัดลมทำมาจากน้ำกลั่นหรือน้ำอ่อนที่ไม่มีแร่ธาตุ</li><li>น้ำหวานและน้ำผลไม้สำเร็จรูปเป็นน้ำตาลกับสีผสมน้ำ โดยแต่งกลิ่นธรรมชาติเข้าไปและอาจเติมวิตามินหรือแร่ธาตุปะปนอยู่บ้าง</li></ol><div><br><strong>2. การดูแลการขับถ่าย</strong><br>ร่างกายมนุษย์มีกลไกต่าง ๆ คล้ายเครื่องยนต์ ร่างกายต้องใช้พลังงาน การเผาผลาญพลังงานจะเกิดของเสีย ของเสียที่ร่างกายต้องกำจัดออกไปมีอยู่ 2 ประเภท</div><div>1.             สารที่เป็นพิษต่อร่างกาย</div><div>2.             สารที่มีปริมาณมากเกินความต้องการ</div><div>        ระบบการขับถ่าย เป็นระบบที่ร่างกายขับถ่ายของเสียออกไป ของเสียในรูปแก๊สคือลมหายใจ ของเหลวคือเหงื่อและปัสสาวะ ของเสียในรูปของแข็งคืออุจจาระ</div><ul><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแข็งคือ ลำไส้ใหญ่(ดูระบบย่อยอาหาร)</li><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของแก๊สคือ ปอด(ดูระบบหายใจ)</li><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปของเหลวคือ ไต และผิวหนัง</li><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปปัสสาวะ ได้แก่ ไต หลอดไต กระเพาะปัสสาวะ</li><li>อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายของเสียในรูปเหงื่อ คือผิวหนัง ซึ่งมีต่อมเหงื่ออยู่ในผิวหนังทำหน้าที่ขับเหงื่อ</li></ul><div><strong>การขับถ่ายของเสียทางลำไส้ใหญ่</strong></div><div>        การย่อยอาหารซึ่งจะสิ้นสุดลงบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ลำไส้ใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุต ภายในมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 นิ้ว เนื่องจากอาหารที่ลำไส้เล็กย่อยแล้วจะเป็นของเหลวหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ครึ่งแรกคือดูดซึมของเหลว น้ำ เกลือแร่และ<a href="http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%AA&amp;action=edit">น้ำตาลกลูโคส</a>ที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ส่วนลำไส้ใหญ่ครึ่งหลังจะเป็นที่พักกากอาหารซึ่งมีลักษณะกึ่งของแข็ง ลำไส้ใหญ่จะขับเมือกออกมาหลอลื่นเพื่อให้อุจจาระเคลื่อนไปตามลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ถ้าลำไส้ใหญ่ดูดน้ำมากเกินไป เนื่องจากกากอาหารตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่หลายวัน จะทำให้กากอาหารแข็ง เกิดความลำบากในการขับถ่าย ซึ่งเรียกว่า ท้องผูก</div><div><strong>สาเหตุของอาการท้องผูก</strong></div><div>1.             กินอาหารที่มีกากอาหารน้อย</div><div>2.             กินอาหารรสจัด</div><div>3.             การถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลาหรือกลั้นอุจจาระติดต่อกันหลายวัน</div><div>4.             ดื่มน้ำชา กาแฟ มากเกินไป</div><div>5.             สูบบุหรี่จัดเกินไป</div><div>6.             เกิดความเครียด หรือความกังวลมาก                                                     </div><div>โดยปกติ กากอาหารผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ประมาณวันละ 300-500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้เกิด อุจจาระประมาณวันละ 150 กรัม</div><div><strong>การขับถ่ายของเสียทางปอด</strong></div><div>        เราได้ทราบจากเรื่องระบบหายใจแล้วว่า ปอดคืออวัยวะที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ น้ำ และ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการแล้วจะออกจากเซลล์แพร่เข้าไปในเส้นเลือด แล้วลำเลียงไปยังปอดเกิดการแพร่ของน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ถุงลมปอดแล้วเคลื่อนผ่านหลอดลมออกจาก ร่างกายทางจมูก</div><div><strong>การขับถ่ายของเสียทางไต</strong></div><div>        จากระบบการหมุนเวียนโลหิต เลือดทั้งหมดในร่างกายจะต้องหมุนเวียนผ่านไต โดยนำสารทั้งที่ยังมีประโยชน์และสารที่ไม่มีประโยชน์แล้วมาที่ไต ของเสียจะถูกไตกำจัดออกมาในรูปปัสสาวะ</div><div><br><br></div><div><br></div><div><br></div><div>       </div><div>  <strong>ไต </strong>มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว มีอยู่ 2 ข้าง ติดอยู่กับด้านหลังของช่องท้องยาวประมาณ 11 เซนติเมตร กว้าง 6 เซนติเมตร และหนา 3 เซนติเมตร ตรงกลางเว้าเป็นกรวยไต มีหลอดไตต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ ภายในไตมีหน่วยไตเล็ก ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก</div><div>        กระบวนการขับถ่าย เริ่มจากหลอดเลือดที่นำเลือดมาจากหัวใจ เลือดและสารที่มากับเลือดจะถูกส่งเข้าหน่วยไต หน่วยไตจะกรองสารที่มีอยู่ในเลือด สารที่ยังมีประโยชน์จะถูกหน่วยไตดูดซึมกลับคืนมา ส่วนของเสีย อื่น ๆ จะถูกส่งไปตามหลอดไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะซึ่งมีความจุประมาณครึ่งลิตร</div><div>        ในวันหนึ่ง ๆ คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะออกมาประมาณ 1-1.5 ลิตร ปริมาณการขับถ่ายในแต่ละวันจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้</div><ul><li>ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับ</li><li>ชนิดของอาหารและเครื่องดื่ม เช่น แตงโม เหล้า ทำให้การขับถ่ายปัสสาวะมากขึ้น</li><li>การเสียน้ำของร่างกายทางอื่น</li></ul><div><strong>การขับถ่ายของเสียทางผิวหนัง</strong></div><div>        ในผิวหนังของคนเราสามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทางรูขุมขน ซึ่งสิ่งที่ถูกขับออกมาคือ เหงื่อ</div><div>        เหงื่อที่ถูกขับออกมาทางต่อมเหงื่อ ในเหงื่อประกอบด้วยน้ำประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ สารอื่น ๆ อีก 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวกเกลือโซเดียมคลอไรด์ สารอินทรีย์ พวกยูเรีย และมีน้ำตาล แอมโมเนีย กรดแลคตริก และกรดอะมิโนอีกเล็กน้อย</div><div>        ประโยชน์ของการระเหยของเหงื่อ คือ เป็นการปรับระดับอุณหภูมิของร่างกาย โดยระบายความร้อนไปกับเหงื่อที่ระเหย ปริมาณเหงื่อที่ถูกขับออกมาจะเกิดขึ้นได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 32 องศาเซลเซียส</div><div><strong>ประโยชน์ของการขับถ่ายของเสียต่อสุขภาพ</strong></div><div>        การขับถ่ายเป็นระบบกำจัดของเสียร่างกายและช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอบด้วย ไต ตับและลำไส้ เป็นต้น การปฏิบัติตนในการขับถ่ายของเสียให้เป็นปกติหรือกิจวัตรประจำวันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ เราไม่ควรให้ร่างกายเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้</div><div>        การปัสสาวะ ถือเป็นการขับถ่ายของเสียประการหนึ่ง ที่ร่างกายเราขับเอาน้ำเสียในร่างกายออกมาหากไม่ขับถ่ายออกมาหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานๆ จะทำให้เกิดเป็นโรคนิ่วในไตหรือทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบได้</div><div>        การดื่มน้ำ การรับประทานผักผลไม้ทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้สะดวกขึ้น การดื่มน้ำและรับประทานทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารเป็นประจำจะทำให้ร่างกายขับถ่ายของเสียอย่างปกติ</div><div><strong>การปฏิบัติตนเพื่อดูแลรักษาอวัยวะในระบบขับถ่าย</strong></div><div>1.             ดื่มน้ำสะอาดวันละมาก ๆ รับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ</div><div>2.             ไม่กลั้นอุจจาระและปัสสาวะเป็นเวลานาน ๆ</div><div>3.             ควรอาบน้ำชำระร่างกายทุกวัน</div><div>4.             ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม</div><div>5.             ถ้ามีอาการผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์<br><br>ที่มา : http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html<br><br>ที่มา : https://sites.google.com/site/bodybalanceu/ti-kab-kar-raksa-smdul-khxng-na<br><br>ที่มา : https://sites.google.com/site/organsystemwork/-urinary-system</div><div> </div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/401437332/0be444c3ef2e81a00ccf315031874931/received_425577558309042.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-04 03:36:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379737466</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อ.นาฎนภา อารยะศิลปธร</title>
         <author>arayasinlapathon</author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379830768</link>
         <description><![CDATA[<div>มีกลุ่มไหนจะปรับเปลี่ยนแก้ไขไหมคะ ส่งครบทุกกลุ่มแล้วนะคะ  การเลือกแหล่งข้อมูล  อย่าลืมว่าต้องมีความน่าเชื่อถือ  ตรวจสอบได้ เยี่ยมมากค่ะทุกคน  <strong><em>เพิ่มเติม คือ  ขอให้สรุปสาระที่เราคิดว่าสำคัญ ที่เราคิดว่าในบทนี้เราจำเป็นต้องรู้ จากเนื้อหาที่เราเอามา<br>- Power Point  ประกอบการเรียนรู้<br></em></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/400460071/b3ee70d7686898513f1b6a434d664f92/_____7____________________________.pdf" />
         <pubDate>2019-09-04 10:46:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379830768</guid>
      </item>
      <item>
         <title>313^^</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379858898</link>
         <description><![CDATA[<div>สมาชิก</div><div>นางสาวชนินาถ พูนปริญญา เลขที่16</div><div>นางสาววีรยา ปะนาโก เลขที่26</div><div>นางสาวนาถตยา คำหงศ์สา เลขที่29</div><div>นางสาวกิตติยาภรณ์ แสนอุบล เลขที่30</div><div>นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่2 รุ่นที่26 ห้องA</div><div><br></div><div>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ</div><div>               ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้  หากผู้สูงอายุมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นเหตุทำให้อุจจาระมีสีดำ หากมีเลือดออกในลำไส้ตรงและทวารหนักทำให้เป็นสาเหตุให้อุจจาระมีสีแดงสด เป็นต้น ดังนั้น โรคและการติดเชื้อบางอย่างอาจเป็นสาเหตุทำให้อุจจาระมีสีเทาหรือขาว สีซีด สีส้ม หรือสีเขียวได้</div><div>               การสังเกตลักษณะของอุจจาระมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกตได้แก่ สี กลิ่น จำนวน รูปร่าง ความคงตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ และการบอกถึงความลำบากของการขับถ่ายอุจจาระ หากพบลักษณะที่ผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ควรปรึกษาพยาบาลให้ทราบเพื่อประเมินอาการ</div><div><br></div><div>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายปัสสาวะ</div><div>การขับถ่ายปัสสาวะ</div><div>               ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพที่แข็งแรงนั้นจะมีการขับปัสสาวะจำนวน 1500 ซีซีต่อวัน แต่ยังมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการขับปัสสาวะ เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะความเจ็บป่วย ปริมาณของสารน้ำที่ได้รับ อาหารประเภทเกลือ และยาบางตัว เป็นต้น</div><div>               การปัสสาวะ หมายถึง ขบวนการที่ขับปัสสาวะออกจากกระเพาะปัสสาวะ โดยความถี่ของการปัสสาวะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ได้รับ ลักษณะนิสัย ความสะดวกในการเข้าห้องน้ำ ซึ่งบางคนจะต้องปัสสาวะก่อนนอน หลังจากตื่นนอน ก่อนรับประทานอาหาร หรืออาจปัสสาวะทุก 2 ถึง 3 ชั่วโมง ขึ้นกับลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล ดังนั้นสิ่งที่ควรคำนึงถึงได้แก่</div><div>-ให้ผู้สูงอายุได้รับสารน้ำที่เพียงพอ</div><div>ติดตามลักษณะนิสัยการขับถ่ายปัสสาวะ และช่วงเวลาในการขับถ่ายปัสสาวะของผู้สูงอายุและบันทึกเพื่อดูแลผู้สูงอายุในการปัสสาวะได้อย่างเหมาะสม</div><div>-ช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะ หรือหากเร่งด่วนควรจัดหม้อนอน กระบอกปัสสาวะ ให้ใกล้กับผู้สูงอายุ</div><div>-ช่วยให้ผู้สูงอายุนั่งปัสสาวะในท่าที่เหมาะสม และสะดวกต่อการปัสสาวะ โดยผู้หญิงควรอยู่ในท่านั่งเพื่อปัสสาวะ และผู้ชายควรยืนเพื่อปัสสาวะ ถ้าไม่ขัดต่อแผนการรักษา</div><div>-อุปกรณ์ต่างๆ เช่น หม้อนอน กระบอกปัสสาวะ ควรเตรียมให้อุ่นๆ หรืออยู่ในอุณหภูมิห้อง</div><div>ควรจัดสถานที่ให้มิดชิดไม่เปิดเผย ในขณะผู้สูงอายุปัสสาวะ</div><div>-ถ้าผู้สูงอายุรู้สึกปัสสาวะไม่ออก ควรเปิดเสียงน้ำไหล กดน้ำชักโครก ทำเสียงให้มีเสียงคล้ายเสียงกำลังขับถ่ายปัสสาวะ หรือแช่มือผู้สูงอายุลงในน้ำอุ่น เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุรู้สึกต้องการปัสสาวะ</div><div>-ควรอยู่บริเวณใกล้เคียงผู้สูงอายุเพื่อให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุ แต่ไม่ควรเร่งรัดผู้สูงอายุ ควรให้ผู้สูงอายุรู้สึกสบาย ผ่อนคลายในขณะปัสสาวะ</div><div><br></div><div>ที่มา: https://healthathome.in.th/blog/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1/</div><div><br></div><div>การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในมนุษย์ </div><div>     ในร่างกายของมนุษย์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 3 ใน 4 หรือประมาณ 75% ของน้ำหนักตัวโดยน้ำที่อยู่ในร่างกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ น้ำที่ประกอบอยู่ภายในเซลล์ประมาณ 60% น้ำที่อยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% น้ำที่อยู่ในเนื้อเยื่อและน้ำเลือดอีกไม่เกิน 10% ซึ่งน้ำในแต่ละส่วนจะถูกควบคุมให้มีดุลยภาพอยู่ได้ โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพื่อทดแทนกันอยู่ตลอดเวลา</div><div>     ปกติมนุษย์ต้องการน้ำประมาณวันละ 2-3 ลิตร ซึ่งได้จากการดื่มน้ำ การบริโภคอาหารและจากกระบวนการออกซิเดชันจากสารอาหารอีกประมาณ 200 มล. โดยร่างกายจะมีการขับน้ำออกจากร่างกายในลักษณะของปัสสาวะ อุจจาระ ลมหายใจ และเหงื่อ ซึ่งวิธีการหลักที่ร่างกายใช้ในการขับน้ำออกจากร่างกาย คือ ทางปัสสาวะ โดยในแต่ละวันมนุษย์จะมีการขับน้ำออกทางปัสสาวะประมาณ 500-2,300 มล. หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 1,500 มล.</div><div>     เมื่อร่างกายและจิตใจมีความสมดุล ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ อาการผิดปกติจะดีขึ้นและสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจิตแพทย์ได้แนะวิธีการสร้างสมดุลด้านจิตใจและร่างกาย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยมี 5 ข้อหลักๆ ดังนี้</div><div>     1.หมั่นออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ มีระบบภูมิต้านทานที่ดี อวัยวะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้โอกาสเส้นเลือดอุดตันลดลง ส่งผลดีต่อระบบการย่อยและการขับถ่าย ทั้งยังช่วยทำให้นอนหลับสนิทหลับได้นานอีกด้วย</div><div>     2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรทานอาหารที่เป็น กรดหรือด่างมากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายและอวัยวะภายในมีความร้อน อาหารที่มีฤทธิ์เย็นที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติได้ คือ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน แตงกวา ฟัก และหัวปลี ส่วนผลไม้ควรเป็นประเภท มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ส้มโอ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน แอปเปิล น้ำมะพร้าว และลูกพรุน เป็นต้น</div><div>     3.พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนทำให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายไม่ดี ฮอร์โมนทำงานไม่ปกติ เกิดการติดขัดของเมตาโบลิซึม และส่งผลต่อด้านอารมณ์และจิตใจได้</div><div>     4.เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรงโดยการฝึกทักษะการดูแลจิตใจเพื่อรับมือกับความเครียด โดยการฝึกผ่อนคลายจิตใจอย่างสม่ำเสมอ หยุดพักหยุดคิดเรื่องเครียดต่างๆ เพราะในแต่ละวันจะมีเรื่องเข้ามากระทบจิตใจมากมาย ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว เศร้าหมอง เครียด ไม่แจ่มใส หากอารมณ์เหล่านี้ไม่มี การระบายออกก็จะเกิดความเครียดสะสมได้ ควรหากิจกรรมสร้างสรรค์ทำ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง เล่นกีฬา ท่องเที่ยวสถานที่ทางธรรมชาติ เที่ยวต่างจังหวัด หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว</div><div>     5.คอยสังเกตดูแลเอาใจใส่ตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ ว่า อยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ ทำอะไรเกินไป หรือขาดไปบ้าง ให้ฟังเสียงของร่างกายและจิตใจ เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรจะปรับตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาวะสมดุลอย่างไร</div><div><br></div><div>ที่มา: https://storylog.co/story/58d385819f117b6b179936df<br><br>สรุป<br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ<br>               ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน ควรมีการดูแลดังนี้<br>-ดื่มน้ำมากๆ<br>-ทานอาหารที่มีประโยชน์และมีกากใย<br>-ไม่กลั้นอุจจาระนานๆ<br>-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ<br>-ไม่ใช้ยาระบายบ่อยๆ<br>-ทำความสะอาดทุกวัน<br> - สังเกตอุจจาระหากพบลักษณะที่ผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ควรปรึกษาพยาบาลให้ทราบเพื่อประเมินอาการ<br><br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายปัสสาวะ<br>-ดื่มน้ำให้เพียงพอ <br>-เข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะ<br>-อาบน้ำชำระร่างกายและอวัยวะเพศให้สะอาดทุกวัน<br>-นั่งปัสสาวะในท่าที่เหมาะสม และสะดวกต่อการปัสสาวะ <br>-ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ<br>-ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม<br>  -ถ้ามีอาการผิดปกติต้องรีบปรึกษาแพทย์<br><br>การรักษาดุลยภาพน้ำและแร่ธาตุในมนุษย์ <br>     ในร่างกายของมนุษย์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 3 ใน 4 หรือประมาณ 75% ของน้ำหนักตัวโดยน้ำที่อยู่ในร่างกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ น้ำที่ประกอบอยู่ภายในเซลล์ประมาณ 60% น้ำที่อยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% น้ำที่อยู่ในเนื้อเยื่อและน้ำเลือดอีกไม่เกิน 10% ซึ่งน้ำในแต่ละส่วนจะถูกควบคุมให้มีดุลยภาพอยู่ได้ โดยจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเพื่อทดแทนกันอยู่ตลอดเวลา<br>     <br>     เมื่อร่างกายและจิตใจมีความสมดุล ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ อาการผิดปกติจะดีขึ้นและสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจิตแพทย์ได้แนะวิธีการสร้างสมดุลด้านจิตใจและร่างกาย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยมี 5 ข้อหลักๆ ดังนี้<br>     1.หมั่นออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง <br>     2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ<br>     3.พักผ่อนให้เพียงพอ <br>     4.เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรงโดยการฝึกทักษะการดูแลจิตใจเพื่อรับมือกับความเครียด</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/402308470/fb41b1ee0ed1030c3363f493413801e0/FF952413_DE08_4DC4_AB81_B9475684AFEF.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-04 12:23:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/379858898</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Little girl</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380253742</link>
         <description><![CDATA[<div>สมาชิก <br>น.ส.กุลณัฐ กาวน เลขที่ 45<br>น.ส.สุดารัตน์ ธานี เลขที่ 55<br>น.ส.อุไรวรรณ ศรีสุลัย เลขที่ 56<br>น.ส.สุดธิดา พรหม เลขที่ 58<br><br><strong>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ</strong></div><div>              อุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้  หากผู้สูงอายุมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นเหตุทำให้อุจจาระมีสีดำ หากมีเลือดออกในลำไส้ตรงและทวารหนักทำให้เป็นสาเหตุให้อุจจาระมีสีแดงสด เป็นต้น ดังนั้น โรคและการติดเชื้อบางอย่างอาจเป็นสาเหตุทำให้อุจจาระมีสีเทาหรือขาว สีซีด สีส้ม หรือสีเขียวได้</div><div>               การสังเกตลักษณะของอุจจาระมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกตได้แก่ สี กลิ่น จำนวน รูปร่าง ความคงตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ และการบอกถึงความลำบากของการขับถ่ายอุจจาระ <br><strong>ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ</strong></div><div>1.ความเป็นส่วนตัว ขาดความเป็นส่วนทำให้ไม่รู้สึกอยากขับถ่ายอุจจาระ<br>2.ลักษณะนิสัย คนส่วนมากอาจขับถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า หรือแม้แต่หลังจากการดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ<br>3.อาหาร อาหารที่มีกากใยสูงนั้นจะช่วยลดอาการท้องผูก<br>4.น้ำ อุจจาระจะมีลักษณะแข็งมากเมื่อเรามีการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป ทำให้ให้เกิดภาวะท้องผูก<br>5.กิจกรรม การออกกำลังกาย จะเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้</div><div>6.ยา ผลข้างเคียงของยาบางตัวอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้<br>7.อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุนั้น จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้</div><div><strong>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ</strong></div><ol><li>สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย</li><li>เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว</li><li>ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ</li></ol><div><br>https://healthathome.in.th/blog/การดูแลเกี่ยวกับระบบขั/<br>http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/402687517/2559cc154cb63902dd917ae227ab4738/C360_2019_08_29_10_58_02_568.jpg" />
         <pubDate>2019-09-05 05:56:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380253742</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมาชิกในกลุ่ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380268796</link>
         <description><![CDATA[<div>1. นายธนวัฒน์  คำมุงคุณ  เลขที่ 15<br>2. นายอภิชัย นาทองชัย  เลขที่ 34<br>3. นายสุรเดช  วงศ์แหวน  เลขที่  49<br>4. นายฤกษณพงษ์   ริยะบุตร  เลขที่ 69<br>นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต<br>ชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 26 ห้อง A</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2019-09-05 07:05:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380268796</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทานตะวัน🌻</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380271287</link>
         <description><![CDATA[<div>ภนางสาวนันธิดา บุญชาญ เลขที่ 48<br>นางสาวพรนภา บุญล้อม เลขที่ 70<br>นางสาวกุลชุลี ชื่นเปรื่อง เลขที่72<br>นางสาวศุภมาศ ตะวังทัน เลขที่76<br>นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 2 รุ่นที่ 26 ห้อง A<br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ<br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ<br>   ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้  หากผู้สูงอายุมีเลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็กเป็นเหตุทำให้อุจจาระมีสีดำ หากมีเลือดออกในลำไส้ตรงและทวารหนักทำให้เป็นสาเหตุให้อุจจาระมีสีแดงสด เป็นต้น ดังนั้น โรคและการติดเชื้อบางอย่างอาจเป็นสาเหตุทำให้อุจจาระมีสีเทาหรือขาว สีซีด สีส้ม หรือสีเขียวได้<br>      การสังเกตลักษณะของอุจจาระมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยสิ่งที่ผู้ดูแลควรสังเกตได้แก่ สี กลิ่น จำนวน รูปร่าง ความคงตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายอุจจาระ และการบอกถึงความลำบากของการขับถ่ายอุจจาระ หากพบลักษณะที่ผิดปกติของการขับถ่ายอุจจาระ ควรปรึกษาพยาบาลให้ทราบเพื่อประเมินอาการ<br><br>ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ<br><br>               ปัจจัยที่มีผลเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการขับถ่ายอุจจาระ ลักษณะของอุจจาระ สี และกลิ่น นั้นเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างเป็นกระบวนการ ดังนี้<br><br>ความเป็นส่วนตัว การขาดความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถนำไปสู่ความไม่ต้องการขับถ่ายอุจจาระ หรือความไม่รู้สึกอยากขับถ่ายอุจจาระได้<br>ลักษณะนิสัย คนส่วนมากอาจขับถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า หรือแม้แต่หลังจากการดื่มเครื่องดื่มร้อนๆ ดังนั้น ลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายอุจจาระ<br>อาหาร ประเภทของอาหารมีความจำเป็นกับการขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงนั้นจะช่วยลดอาการท้องผูก<br>น้ำ อุจจาระประกอบไปด้วยน้ำ ลักษณะของอุจจาระนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนน้ำที่ถูกดูดซึมเข้าไปในลำไส้ อุจจาระจะมีลักษณะแข็งมากเมื่อเรามีการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป ทำให้ให้เกิดภาวะท้องผูก<br>กิจกรรม การออกกำลังกาย จะเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้<br>ยา ผลข้างเคียงของยาบางตัวอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้<br>อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยสูงอายุนั้น จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้<br> <br><br>การเหน็บยาระบาย<br><br><br>อุปกรณ์<br><br>ถุงมือ Disposable<br>K-Y jelly<br>ยาเหน็บ<br>dulcolax<br><br>วิธีปฏิบัติ<br><br>เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อมไปที่เตียงผู้สูงอายุ จัดสภาพแวดล้อมไม่เปิดเผยผู้ป่วย<br>ล้างมือให้สะอาด สวมถุงมือ<br>แจ้งให้ผู้สูงอายุทราบ<br>ตะแคงตัวผู้สูงอายุให้อยู่ในท่าตะแคงด้านซ้าย หรืออยู่ในท่ากึ่งคว่ำ ยกขาขวาไปด้านหน้าเล็กน้อย<br>เปิดชุดเฉพาะส่วนให้สามารถมองเห็นเฉพาะบริเวณทวารหนักเท่านั้น รองแผนรองซับเพื่อกันเปื้อน<br>แกะยาออกจากห่อ หล่อลื่นด้วย K-Y jelly เพื่อให้ยาสามารถลื่นไหลเข้าไปในทวารหนักได้สะดวก<br>ใช้มืออีกข้างยกแก้มก้นผู้สูงอายุขึ้นเพื่อให้สามารถมองเห็นทวารหนักอย่างชัดเจน<br>สอดยาเข้าไปในทวารหนัก หงายมือข้างที่สอดยาขึ้น ใช้นิ้วชี้ค่อยๆดันยาเหน็บเข้าไปอย่างนุ่มนวลจนสุดนิ้ว พร้อมกับแนะนำให้ผู้สูงอายุหายใจเข้าออกลึกๆ (ในกรณีที่ผู้สูงอายุรู้สึกตัว)<br>ค่อยๆดึงนิ้วชี้ออกอย่างนุ่มนวล ใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบทวารหนัก ถอดถุงมือออก จัดท่าผู้สูงอายุให้เรียบร้อย<br>เก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ดูแลจัดสิ่งแวดล้อม และล้างมือให้สะอาด<br>* หมายเหตุ: ยาเหน็บจะออกฤทธิ์ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ผู้สูงอายุจะมีอาการปวดถ่ายอุจจาระ กรณีผู้สูงอายุไม่รู้สึกตัวหลังจากเหน็บยาแล้วประมาณ 30 นาที ให้ผู้ดูแลเข้ามาดูผู้สูงอายุเป็นระยะจนกระทั่งผู้สูงอายุขับถ่ายอุจจาระเสร็จ<br><br> <br><br>การสวนอุจจาระด้วยยาน้ำสวนอุจจาระสำเร็จรูป (Enema)<br><br><br>Fleet enema<br><br>               การสวนอุจจาระด้วยยาน้ำสวนอุจจาระสำเร็จรูป มักถูกใช้ในผู้สูงอายุที่มีภาวะท้องผูก หรือใช้ในผู้สูงอายุที่ไม่มีความจำเป็นในการสวนล้างลำไส้ให้สะอาด โดยยาน้ำสวนอุจจาระสำเร็จรูปนี้ถูกบรรจุอยู่ในขวดพลาสติก โดยกลไกของน้ำยานี้จะไปกระตุ้นทำให้เกิดปฏิกิริยาการระคายเคืองของเยื่อบุลำไส้และทำให้น้ำจากเนื้อเยื่อถูกดูดซึมเข้าไปรวมกับอุจจาระ มีผลทำให้ลำไส้โป่งตึงและขับถ่ายอุจจาระออกมาได้ โดยส่วนมากใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที<br><br>วัตถุประสงค์<br><br>เพื่อกระตุ้นการขับถ่ายอุจจาระ<br>เพื่อช่วยสวนล้างลำไส้<br>อุปกรณ์<br><br>น้ำยาสวนอุจจาระสำเร็จรูปขนาดเล็ก<br>หม้อนอน หรือแผ่นรองซับ<br>ผ้ายางกันเปื้อน<br>ถุงมือ Disposable<br>K-Y jelly<br>วิธีปฏิบัติ<br><br>เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมไปที่เตียงผู้สูงอายุ จัดสภาพแวดล้อมไม่เปิดเผยผู้ป่วย<br>ล้างมือให้สะอาด สวมถุงมือให้เรียบร้อย<br>แจ้งให้ผู้สูงอายุทราบ จัดท่าผู้สูงอายุให้อยู่ในท่าตะแคงกึ่งคว่ำ หรืออยู่ในท่าตะแคงซ้าย รองแผนรองซับเพื่อกันเปื้อน ในกรณีที่ผู้สูงอายุรู้สึกตัววางหม้อนอนไว้ใกล้ผู้สูงอายุ<br>ใช้มือข้างที่ถนัดจับขวดน้ำยาสวนอุจจาระสำเร็จรูป เปิดฝาครอบส่วนบนของขวดน้ำยาสวนอุจจาระออก ใส่สารหล่อลื่นป้ายบริเวณปลายขวดยาสวนเพื่อลดการเสียดสี<br>ใช้มืออีกข้างยกแก้มก้นผู้สูงอายุขึ้นเพื่อให้สามารถมองเห็นรูทวารอย่างชัดเจน<br>ค่อยๆสอดปลายขวดยาสวนอุจจาระ เข้าไปในทวารหนักลึกประมาณ 2 นิ้ว อย่างนุ่มนวล<br>ค่อยๆบีบน้ำยาเข้าไปอย่างช้าๆ โดยให้หยุดบีบน้ำยาเมื่อผู้สูงอายุบ่นปวด หรือรู้สึกว่ามีแรงต้าน(หากผู้สูงอายุรู้สึกตัวให้ผู้สูงอายุหายใจเข้าออกลึกๆ)<br>เมื่อน้ำยาหมดแล้ว ค่อยๆดึงขวดน้ำยาสวนอุจจาระออกอย่างนุ่มนวล<br>หลังจากสวนอุจจาระแล้ว ใช้สำลีเช็ดทำความสะอาดบริเวณรอบทวารหนัก ถอดถุงมือออก จัดท่าผู้สูงอายุให้เรียบร้อย<br>ตรวจสอบดูว่าผู้สูงอายุถ่ายอุจจาระแล้วหรือไม่ โดยตรวจทุก 15 นาที<br>เมื่อผู้สูงอายุถ่ายเรียบร้อย เก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ดูแลจัดสิ่งแวดล้อม และล้างมือให้สะอาด<br>บันทึกจำนวน สี ความคงตัว กลิ่น และรูปร่าง รวมทั้งสิ่งผิดปกติต่างๆ ลงในสมุดบันทึก<br>* หมายเหตุ: ยาเหน็บจะออกฤทธิ์ใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที ผู้สูงอายุจะมีอาการปวดถ่ายอุจจาระ กรณีผู้สูงอายุไม่รู้สึกตัวหลังจากเหน็บยาแล้วประมาณ 30 นาที ให้ผู้ดูแลเข้ามาดูผู้สูงอายุเป็นระยะจนกระทั่งผู้สูงอายุขับถ่ายอุจจาระเสร็จ<br><br> <br><br>การช่วยดูแลผู้สูงอายุที่มีรูระบายอุจจาระทางหน้าท้อง(Colostomy)<br><a href="https://healthathome.in.th/blog/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1/">https://healthathome.in.th/blog/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1/</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/402705995/94d7c43d58ed8f9ce0a569b4a771ecab/9076B328_693F_4E86_87EB_8A36251032BF.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-05 07:15:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380271287</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380272313</link>
         <description><![CDATA[<div>น.ส.ธัญญภรณ์ ไพกะเพศ 33</div><div>น.ส.กานต์ชนก ชมศรีหาราช 32</div><div>น.ส.ธนวรรณ นิมานบูรณวิจิตร 31</div><div>น.ส.วลัยลักษณ์ วารินทรา 35<br>นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 2 ห้องเอ<br><br><br><a href="https://healthathome.in.th/blog/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1/">https://healthathome.in.th/blog/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1/</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/402705239/6221da360e0c4dc1cb2b6a4eef851357/A5D18C70_068E_4769_96DC_99B25905603E.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-05 07:19:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380272313</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลุ่ม พริตตี้เคียว สมาชิกในกลุ่ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380272682</link>
         <description><![CDATA[<div>1. นายธนวัฒน์   คำมุงคุณ  เลขที่ 15<br>2. นายอภิชัย  นาทองชัย  เลขที่ 34<br>3. นายสุรเดช   วงศ์แหวน  เลขที่ 49<br>4. นายฤกษณพงษ์  ริยะบุตร เลขที่ 69<br>นักศึกษาหลักสูรพยาบาลศาสตบัณฑิตชั้นปีที่ 2<br> รุ่นที่26 ห้อง A<strong><br> <br>การขับถ่าย<br></strong>   หมายถึง การกำจัดของเสียซึ่งเกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมภายในร่างกายสิ่งมีชีวิต สารบางอย่างที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเมแทบอลิซึมนี้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ เก็บไว้ก็ไม่ได้ เพราะเป็นอันตรายต่อเซลล์ของร่างกาย จึงจำเป็นต้องกำจัดออก เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย กรดยูริก การกำจัดของเสียเหล่านี้มักจะต้องมีการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายด้วย เพราะของเสีย เช่น   ยู เรีย และเกลือแร่หลายชนิดละลายอยู่ในน้ำ ดังนั้นร่างกายสิ่งมีชีวิตจึงต้องรักษาน้ำไม่ให้สูญเสียออกจากร่างกายมาก เกินไปและในขณะเดียวกันก็ต้องรับน้ำจากสิ่งแวดล้อมภายนอกเข้ามาทดแทนน้ำส่วน ที่สูญเสียไปด้วยน้ำที่ถูกกำจัดออกจากร่างกายของคนส่วนใหญ่ก็คือ เหงื่อ ปัสสาวะ ลมหายใจและอุจจาระ ถ้าหากว่าร่างกายสูญเสียน้ำออกไปมากร่างกายก็ต้องได้รับน้ำทดแทนมากด้วย จำนวนน้ำที่ร่างกายได้รับและสูญเสียไปต้องใกล้เคียงกันในปัสสาวะของคนเราจะมีสารต่าง ๆ ละลายปะปนมาด้วย ในสภาพปกติ ร่างกายคนเราจะขับถ่านปัสสาวะออกมาประมาณวันละ 1,500 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีสารต่าง ๆ เจือปนออกมาดังนี้</div><div><br></div><div><strong>สารในปัสสาวะ</strong> | <strong>ปริมาณเป็นกรัมต่อวัน</strong><br>ยูเรีย<br>เกลือแกง<br>กรดฟอสฟอริก<br>โพแทสเซียม<br>กำมะถัน<br>กรดยูริก<br>แอมโมเนีย | 30<br>15<br>3.5<br>2.0<br>1.2<br>0.8<br>0.6</div><div><br></div><div><strong>การขับถ่ายของสิ่งมีชีวิต</strong></div><div>การขับถ่ายของคนเป็นการขับถ่ายของเสียที่เกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ คือ</div><div>1.        <strong>ไต (kidney)</strong> ทำหน้าที่ขับถ่ายปัสสาวะ นำของเสียพวกยูเรีย (urea) และเกลือแร่ต่าง ๆ</div><div>ที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย</div><div>2.        <strong>ผิวหนัง (skin)</strong> ผิวหนังทำหน้าที่ในการขับเหงื่อโดยมีต่อมเหงื่อ (sweat glands)</div><div>กระจายอยู่ทั่วไป เหงื่อประกอบด้วยน้ำ เกลือแร่ต่าง ๆ และพวกของเสียไนโตรเจน (nitrogenous) การขับเหงื่อนอกจากเป็นการขับถ่ายแล้วยังช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติด้วย</div><div>3.        <strong>ปอด (lung)</strong> ขับถ่ายก๊าซ CO<sub>2</sub> โดยระบบหายใจ</div><div>4.        <strong>ตับ (liver)</strong> ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนสารซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมของโปรตีน คือ</div><div>แอมโมเนีย (NH<sub>3</sub> ) ให็เป็นยูเรีย เพื่อขับถ่ายออกทางไตต่อไป สำหรับกากอาหาร ซึ่งเป็นส่วนที่ลำไส้ย่อยและดูดซึมไม่ได้จึงถูกจำกัดออกจากร่างกายทางทวารหนัก เราจึงควรเรียกกากกำจัดอาหารไม่ใช่การขับถ่าย แต่อย่างไรก็ตามในกากอาหารอาจจะมีของเสียที่เกิดจากเมทาบอลิซึมปะปนออกมาบ้าง เราจึงแยกการกำจัดกากอาหารกับการขับถ่ายได้ไม่ชัดเจน สิ่งมีชีวิตหลายชนิดมักจะขับถ่ายของเสียออกมาพร้อมกับน้ำ ดังนั้นการขับถ่ายจึงมีความสัมพันธ์อย่าง ใกล้ชิดกับการรักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย</div><div><strong>การขับถ่ายปัสสาวะของคน</strong></div><div><strong>ระบบขับถ่ายปัสสาวะของคนประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้</strong></div><div>1.ไต (kidney) มี2ไต</div><div>2.ท่อไต (ureter) มี2ท่อ</div><div>3.กระเพาะปัสาวะ (urinary bladder)</div><div>4.ท่อปัสสาวะ (urethra)</div><div><strong>1.</strong>        <strong>ไต (kidney)</strong></div><div>ไตของคนเป็นอวัยวะคู่ที่อยู่ทางด้านท้ายของช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังระดับเอว มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วดำ ยาวประมาณ 10-13 เซนติเมตร กว้าง6 เซนติเมตร และหนา3เซนติเมตร</div><div>ไตทั้งสองข้างหนัก300กรัม หรือประมาณ 0.4% ของน้ำหนักตัวภายในไตประกอบด้วยหน่วยย่อย</div><div>ที่ทำหน้าที่ในการกรองจำนวนมาก เรียกหน่วยย่อยนี้ว่าหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกรองหรือเนฟรอน</div><div>(nephron) ในไตแต่ละข้างจะมีเนฟรอนประมาณ1.0-1.25 ล้านหน่วย เนฟรอนของคนแต่ละคนจะมีจำนวนเนฟรอนคงที่ โดยสร้างมาตั้งแต่เกิดแล้วและไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีก ถ้าผ่าไตตามยาวจะพบว่าไตประกอบด้วย</div><div><strong>1.รีนัลแคปซูล</strong> (renal medulla)คือ ส่วนที่อยู่นอกสุดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มอยู่รอบๆไต</div><div><strong>2.รีนัลคอร์เทกซ์</strong> (renal cortex)หรือเนื้อไต่ส่วนนอก มีสีดแดง และมีลักษณะเป็นจุดๆ สีแดงๆ มากมาย แต่ละจุดก็คือหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกรองหรือเนฟรอน ซึ่งประกอบด้วยโกลเมอรูลัส</div><div>(glomerulus) โบว์แมนแคปซูล (Bowman’s capsule) หลอดไตส่วนต้น (proximal tublue)</div><div>หลอดไตส่วนปลาย (disyal tubule)</div><div><strong>3.รีนัลเมดัลลา</strong> (renal medulla) มีสีจางกว่าเนื้อไตส่วนนอก มีลักษณะเป็นเส้นๆ มีรูปร่างคล้าย</div><div>พีระมิด เรียกว่า เมดัลลารีพีระมิด(medullary pyra mid) ส่วนนี้ประกอบด้วยหลอดไตร่วม</div><div>(collecting tubule) และห่วงเฮนเล (Ioop of Henle) มีเมดัลลายังมีช่องเล็กๆ (papilla) ยื่นเข้าไปจนจดกับแคลิกซ์ (calyx) ซึ่งเป็นที่ที่รองรับปัสาวะที่ไหลมาจากหลอดไตร่วม</div><div><strong>4.กรวยไต</strong> (pelvis) เป็นส่วนที่อยู่ตรงส่วนเว้าของไตเป็นที่รวมของน้ำปัสสาวะที่มาจาก แคลิกซ์</div><div>ส่วนของกรวยไตจะเป็นส้วนที่ต่อกับท่อไตอีกทีหนึ่ง</div><div><strong>5.เนฟรอน</strong> (nephron) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ในการกรองอาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า</div><div>functional unit ของไต เนฟรอนแต่ละหน่วยประกอบด้วย</div><div>1<strong>.รีนัลคอร์พัสเคิล</strong> (renal corpuscle) เป็นส่วนของหลอดไตที่ปลายตัน เป็นเยื่อบางๆ พองออกเป็นรูปกลมๆ มีรอยบุ่มตรงกลาง เรียกว่าโบว์แมนแคปซูล (Bowman’s capsule) ภายในรอยบุ๋มของโบว์แมนแคปซูลมีกลุ่มของเส้นเลือดฝอยซึ่งเรียกว่า โกลเมอรูลัส (glomerulus) บรรจุอยู่โกลเมอรูลัสเป็นเส้นเลือดฝอยที่แตกแขนงมาจาก afferent arteriole อีกที่หนึ่ง รีนัลคอร์พัสเคิลจะพบได้เฉพาะที่ส่วนของเนื้อไตส่วนนอก (renal cortex)เท่านั้น</div><div><strong>2.รีนัลทิวบูล</strong> (renal tubule) เป็นส่วนของหลอดไตที่ต่อจากโบว์แมนแคปซูลออกมามีความยาวประมาณ 45 – 65 มิลลิเมตร แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ</div><div>2<strong>.1 หลอดไตส่วนต้น</strong> (proximal tubule) เป็นส่วนของหลอดไตที่ต่อจากโบว์แมนแคปซูลออกมามีลักษณะขดไปขดมาอย่างซับซ้อน เซลล์ในส่วนนี้มีไมโครวิลไล (microvilli) มากเพราะต้องการเพิ่มพื้นที่ในการดูดสารต่างๆ กลับเข้าสู่กระแสเลือดและเซลล์ยังมีไมโทคอนเดรียมมากด้วยเนื่องจากดูดสารกลับเป็นแบบ active transport เป็นส่วนใหญ่ หลอดไตส่วนต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 – 65 ไมคอน</div><div><strong>2.2ห่วงเฮนเล</strong> (loop of Henle) เป็นส่วนของหลอดไตที่ต่อมาจากหลอดไตส่วนต้นโดยการโค้งลงสู่เนื้อไตส่วนใน (renal medulla) แล้วโค้งขึ้นเป็นรูปตัวยู เซลล์บริเวณนี้มีไมโครวิลไลและไมโทรคอนเดรียเล็กน้อย ห่วงเฮนเลมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 14 – 22 ไมครอน</div><div><strong>2.3หลอดไตส่วนท้าย</strong> (distal tubule) เป็นส่วนที่ต่อจากห่วงเฮนเลขึ้นมา มีลักษณะขดไปขดมาคล้ายหลอดไตส่วนต้นแต่ขดน้อยกว่า เซลล์มีไมโครวิลไลเล็กน้อยแต่มีไมโทรคอนเดรียมาก</div><div><strong>2.4หลอดไตร่วม</strong> (collecting tubule) เป็นส่วนที่อยู่ต่อจากหลอดไตาส่วนท้ายหลอดไตร่วมนี้จะมาเปิดรวมกันกับท่อไตร่วมของเนฟรอนอื่นๆ เพื่อนำน้ำปัสสวะที่กรองได้ส่งเข้าสู่กรวยไตและท่อไตต่อไป</div><div><strong> หน้าที่ของไต</strong></div><div><strong>ไตมีหน้าที่หลายประการ คือ</strong></div><div>1.        ขับถ่ายของเสีย ซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมของร่างกาย เช่น ยูเรีย คีเอทินีน (creatinine)</div><div>2.        เก็บสารบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กลูโคส กรดอะมิโนโดยการดูดกลับ</div><div>3.        ควบคลุมสมดุลน้ำของร่างกายให้อยู่ในลักษณะที่พอเหมาะโดยการดูดน้ำกลับที่หลอด</div><div>ไต ทำให้ปัสวะข้นขึ้น</div><div>                            4.ควบคลุมความเป็นกรด-เบสขอลเหลวในร่างกายโดยการขับไฮโดเจนไอออน(H+)เข้าสู่</div><div>หลอดไตและดูดไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO-3) กลับเข้าสู่เลือด</div><div>5.สร้างสารบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ฮอร์โมนอิริโทรเจนิน (erythrogenini)</div><div>ซึ่งจะรวมตัวกับโปรตีนโกลบูลินเป็นฮอร์โมนอิริโทรพอยอิทิน (erythropoietin) กระตุ้นไขกระ</div><div>ถูกให้สร้างเม็ดเลือดแดงนอกจากนี้ไตยังสร้างฮอร์โมนเรนิน (renin) ซึ่งมีผลในการกระตุ้น</div><div>การหลั่งฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (aldosterone) ของต่อมหมวกไต่ส่วนนอก (adrenal cortek)</div><div><strong>สาร</strong> | <strong>ของเหลวที่กรองได้ที่โกลเมอรูลัส(กรัมต่อ 1 วัน ประมาณ 180 ลิตร)</strong> | <strong>น้ำปัสสาวะ(กรัมต่อ 1 วัน ประมาณ 1.5 ลิตร)</strong><br><strong>น้ำโปรตีนคลอไรด์โซเดียมกลูโคสยูเรียซัลเฟต</strong> | <strong>162000 – 16740018000 – 36000666576180545.4</strong> | <strong>14400950250302.7</strong> <strong>ไตเทียม (artificial kidneys)</strong>ไตเทียมช่วยให้เลือดบริสุทธิ์ได้ การทำงานของไตเทยมในการฟอกเลือด คือ การนำเลือดผู้ป่วยจากเส้นเลือดแดง (artery)บริเวณแขนไหเข้าไปในเครื่องไตเทียม และเลือดจะเข้าไปในท่อเล็กๆ ที่มีเยื่อบางๆ ของเซลโลเฟน (cellophane) โดยเยื่อเซลโลเฟนจะมีรูขนาดเล็กทำให้สารที่มีโมเลกุลเล็กๆ ผ่านเข้าออกได้น้ำยาที่ใช้จะมีส่วนประกอบคล้ายเลือด เมื่อไตเทียมทำงานของเสียที่อยู่ในเลือดซึ่งมีอยู่มากกว่าในน้ำยาจะแพร่เข้าสู่น้ำยา ดังนั้นเลือดที่ไหลกลับเข้าสู่ร่างกาย ทางเส้นเวนบริเวณแขนจะมีของเสยอยู่น้อยมาก เนื่องจากผ่านการกรองของเยื่อเซลโลเฟนแล้ว ในปัจจุบันผู้ป่วยสามารถใช้เครื่องไตเทียม ซึ่งประกอบด้วยถุงน้ำยา ซึ่งทำหน้าที่ดูดซับของเสียได้ที่บ้านโดยใช้ครั้งละ 3 – 6 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง<br><strong>ก.ท่อไต (ureter)</strong><br>ท่อไตเป็นส่วนที่ต่อจากกรวยไต (renal pelvis) และไปสิ้นสุดที่กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) ผนังของท่อไตเป็นกล้ามเนื้อเรียบและจะหดตัวแบบเพอริทัลซิส (peritalsis) ประมาณ 5 - 6 ครั้งต่อชั่วโมงไล่ให้ปัสสาวะเคลื่อนลงสู่กระเพาะปัสสาวะ ท่อไตยาวประมาณ 28 – 35 เซนติเมตรกว้างตั้แต่ 1 – 19 มิลลิเมตร มีผนัง 3 ชั้น โดยชั้นในสุด เรียกว่า มูคอซา (mucosa) ชั้นกลางเป็นกล้ามเนื้อ (muscular layer) ชั้นนอกเป็นเยื่อเกี่ยวพันให้ความแข็งแรงแก่ท่อไต<br><strong>ข.กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder)</strong><br><strong>กระเพาะปัสสาวะ เป็นอวัยวะที่อยู่ในช่องอุ้งเชิงกรานด้านหลังกระดูกหัวหน่าว มีลักษณะเป็นถุงกลวงยืดหยุ่นได้ ผนังของกระเพาะปัสสาวะมีกล้ามเนื้อเรียบ 3 ชั้น ที่คอของกระเพาะจะมีกล้ามเนื้อหูรูดทวารเบามัดใน (internal sphincter muscle) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อลายอยู่ด้วย กระเพาะปัสสาวะทำหน้าที่เป็นที่เก็บสะสมน้ำปัสสาวะและขับถ่ายเมื่อเวลาหมาะสมการถ่ายปัสสาวะจะต้องประกอบไปด้วย1.</strong>        <strong>จำนวนปัสสาวะถ้าหากปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง ตั้งแต่ 150 – 400 ลบ.ซม. จะทำให้ผนังกระเพาะปัสสาวะตึงขึ้น2.</strong>        <strong>เกิด รีเฟลกซ์การถ่ายปัสสาวะเนื่องจากการตึงของผนังกระเพาะปัสสาวะมีผลทำให้เกิด กระแสประสาทส่งไปยังไขสันหลังและสมองแล้วส่งกระแสประสาทกลับมากระตุ้นให้ กล้ามเนื้อเรียบที่ผนังกระเพาะปัสสาวะบีบตัว3.</strong>        <strong>ยิ่ง ความดันกระเพาะปัสสาวะมาก ยิ่งทำให้เกิดการอยากถ่ายปัสสาวะมากขึ้น การเกิดรีเฟลกซ์ การถ่ายปัสสาวะจะมีผลในการกระตุ้นให้สมองส่งกระแสประสาทมายงกล้ามเนื้อหูรูด มัดนอกของกระเพาะปัสสาวะให้คลายตัวและเกิดการถ่ายปัสสาวะขึ้นค. ท่อปัสสาวะ(urethra)ท่อปัสสาวะเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดินปัสสาวะ ในผู้ชายมีท่อปัสสาวะยาวประมาณ 8 นิ้วส่วนใหญ่ผู้หญิงจะมีท่อปัสสาวะยาวเพียง 1.5 นิ้วเท่านั้นเอง ท่อปัสสาวะของผู้ชายจะเปิดเข้าสู่อวัยวะสังวาส (penis) เป็นทางผ่านของสเปิร์ม (sperm) ด้วย ส่วนในผู้หญิงท่อปัสสาวะไม่ได้ผ่านคลทอริส (clitoris) และไม่ได้รวมกับช่องคลอด (vagina) แต่จะเปิดออกสู่ภายนอกโดยตรง เพิ่มเติม .. </strong>ไตของคนมี 1 คู่ อยู่ในช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังบริเวณเอว ยาวประมาณ 10-13 เซนตริเมตร <br>กว้าง 6 เซนตริเมตร และหนา 3 เซนตริเมตร ไตแต่ละข้างหนักประมาณ 150 กรัม <br>ต่อจากไตทั้งสองข้างมีท่อไต (ureter) ทำหน้าที่ ลำเลียงปัสสาวะไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) <br>ก่อนที่จะขับถ่ายออกนอกร่างกายทางท่อ ปัสสาวะ (urethra) <br><strong>โครงสร้างภายในของไต</strong><br> 1. รีนัลแคปซูล (Renal capsule)  เป็นส่วนที่อยู่ด้านนอกสุดหุ้มรอบไต<br> 2. เนื้อไต ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ<br>      - เนื้อไตชั้นนอก --&gt; คอร์เทกซ์  (Cortex) ประกอบด้วยกลุ่มเส้นเลือดฝอยเรียกว่า โกลเมอรูลัส (Glomerulus) และถุงโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's Capsule) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกรองของเสียออกจากเลือด  และเป็นที่อยู่ของท่อหน่วยไตส่วนต้น (Proximal convoluted tubule)  และท่อหน่วยไตส่วนปลาย (Distal convoluted tubule) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของหน่วยไต (Nephron)<br>      - เนื้อไตชั้นใน --&gt; เมดัลลา (medulla) มีสีจางกว่าเนื้อไตชั้นนอก มีลักษณะเป็นเส้น ๆ หรือหลอดเล็ก ๆ รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ น้ำปัสสาวะจะส่งเข้าสู่กรวยไต<br> 3. กรวยไต (Renal pelvis) ซึ่งทำหน้าที่รองรับน้ำปัสสาวะและส่งต่อไปสู่ท่อไต (Ureter) นำเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะและส่งต่อไปยังท่อปัสสาวะ  ไตแต่ละข้างจะประกอบด้วยหน่วยไต หรือเนฟรอน (Nephron)<strong> </strong>ประมาณ 1 ล้านหน่วย เป็นหน่วยย่อยที่ทำหน้าที่สร้างน้ำปัสสาวะ (Functional unit) โดยหน่วยไต (Nephron) แต่ละอัน<strong> </strong>ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ<strong> 1. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกรอง (Filtering unit)</strong> ซึ่งประกอบด้วย      - โกลเมอรูลัส (Glomerulus) --&gt; กลุ่มหลอดเลือดฝอย (Glomerulus capillaries) ที่ขดรวมกันอยู่ในโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's capsule) ทำหน้าที่กรองสารออกจากพลาสมาให้เข้ามาในท่อหน่วยไต      - โบว์แมนส์แคบซูล (Bowman's capsule) --&gt; ส่วนต้นของท่อหน่วยไต มีลักษณะคล้ายถ้วย ของเหลวที่กรองได้จะผ่านเข้ามายังบริเวณนี้<strong> 2.  ส่วนท่อของหน่วยไต (Renal tubule) </strong>ประกอบด้วยท่อส่วนต่าง ๆ ดังนี้      - ท่อขดส่วนต้น (Proximal convoluted tubule) เป็นส่วนถัดจากโบว์แมนส์แคบซูล (Bowman’s capsule)ขดไปมาอยู่ในชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) เป็นบริเวณที่มีการดูดกลับสารต่างๆ เข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดมากที่สุด      - ห่วงเฮนเล (Henle’s loop) หลอดโค้งรูปตัวยู ยื่นเข้าไปในชั้นเมดัลลา (Medulla) ประกอบด้วย ท่อขาลง ( Discending) และท่อขาขึ้น (Ascending) - ท่อขดส่วนปลาย (Distal convoluted tubule) ถัดจาก Henle’s loop เป็นท่อขดไปมาในชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) และเปิดรวมกันที่ท่อรวม (Cellecting tubule) - ท่อรวม (Collecting duct) ต่อกับท่อขดส่วนปลาย ทำหน้าที่นำน้ำปัสสาวะส่งต่อไปยังกรวยไต (Pelvis) ท่อไต (Ureter) กระเพาะปัสสาวะ (Urenary bladder) และท่อปัสสาวะ (Urethra) ตามลำดับหน่วยไตทำหน้าที่ในการสร้างน้ำปัสสาวะ (Urine formation) ประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerular filtration) การดูดสารกลับที่ท่อหน่วยไต (Tubular reabsorption) และการหลั่งสารโดยท่อหน่วยไต (Tubular Secretion)<br><br>https://sites.google.com/site/prissana56/bth-thi-6-kar-raksa-dulyphaph-ni-rangkay/6-2-rabb-khab-thay-kab-kar-raksa-dulyphaph-khxng-rangkay</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2019-09-05 07:20:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380272682</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380273751</link>
         <description><![CDATA[<div>สมาชิกในกลุ่ม<br>326🐷<br>น.ส.นิยาพร เสียงล้ำ เลขที่14<br>น.ส.ณัฏฐา ต๊ะมูล เลขที่36<br>น.ส.สิรินาถ ไชยผง เลขที่37<br>น.ส.สุภาภรณ์ รุ่งโรจน์ เลขที่38<br>นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่2 ห้องA<br><br>การดูแลเกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระ<br>     <br>        ลักษณะของอุจจาระปกติจะเป็นสีเหลือง ลักษณะอ่อน มีรูปทรง ชุ่มชื้น มีรูปร่างคล้ายลำไส้ โดยคนส่วนใหญ่มีการขับถ่ายอุจจาระทุกวัน หรือบางรายอาจมีการขับถ่ายอุจจาระทุก 2-3 วันก็ได้ หรือบางคนมีการขับถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งก็ได้<br><br>ปัจจัยที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ <br>     1.ความเป็นส่วนตัว การเข้าห้องน้ำส่วนตัวที่บ้าน ทำให้ไปในที่สาธารณะแล้วมักจะไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้<br>     2.ลักษณะนิสัย เช่นบางคนชอบขับถ่ายอุจจาระในช่วงเช้า   <br>หรือหลังรับประทานอาหารบางอย่าง<br>      3.อาหาร ประเภทของอาหารมีความจำเป็นกับการขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงนั้นจะช่วยลดอาการท้องผูก<br>      4.น้ำ อุจจาระจะมีลักษณะแข็งมากเมื่อเรามีการดื่มน้ำที่น้อยเกินไป ทำให้ให้เกิดภาวะท้องผูก<br>      5.กิจกรรม เช่น การออกกำลังกาย จะเป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้<br>      6.ยา ผลข้างเคียงของยาบางตัวอาจส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกได้<br>      7.อายุ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ อาจเป็นสาเหตุให้ท้องผูกได้<br><br>การรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่างๆ ในร่างกาย<br>          ร่างกายมีน้ำอยู่ประมาณ 65%- 70% ซึ่งร่างกายจะต้องรักษาดุลยภาพนี้ไว้ การรักษาดุลยภาพของน้ำทำได้โดยการควบคุมปริมาตรน้ำที่รับเข้าและที่ขับออกจากร่างกาย<br>ของเหลวที่ร่างกายรับเข้าและที่ขับออกมานั้น นอกจากน้ำเป็นส่วนใหญ่ ยังมีเกลือแร่และสารต่างๆ อยู่ด้วย แม้ว่าจะมีปริมาตรน้อยนิดเมื่อเทียบกับปริมาตรของน้ำ แต่ก็มีความสำคัญอย่างมาก และร่างกายต้องรักษาสมดุลต่างๆ ดังกล่าวไว้ให้ได้เพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างปกติ<br>ซึ่งมีไตเป็นอวัยวะสำคัญในการรักษาสมดุลของน้ำทำงานร่วมกับหน่วยไต<br>หน้าที่ของไต<br><br>1.  ขับถ่ายของเสีย ซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมของร่างกาย เช่น ยูเรีย (urea) จากโปรตีน กรดยูริกจากกรดิวคลีอิก ครีเอทินีน (creatinine) จากครีเอทีน (creatine) ในกล้ามเนื้อ<br>2. เกิดสารบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น กลูโคส<br>3. ควบคุมสมดุลน้ำ และอิเล็กโทรไลต์ของร่างกายให้อยู่ในลักษณะที่พอเหมาะ<br>4. ควบคุมความเป็นกรดเบส<br>5. สร้างสารบางชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ฮอร์โมนอิรีโทรเจนีน (erthrogenin<br>6. ขับถ่ายสารแปลกปลอมที่ร่างกายรับมา เช่น ยารักษาโรค สารเคมีในอาหาร<br>ไตกับการรักษาสมดุลของน้ำ<br><br>          ในสภาพที่ร่างกายขาดน้ำจะมีผลทำให้น้ำในเลือดน้อยหรือแรงดันออสโมติกของเลือดสูง(เลือดมีความเข้มข้นสูง) เมื่อผ่านเข้าไปที่ไฮโปทาลามัส จะไปกระตุ้นต่อมใต้สมองส่วนท้ายให้หลั่งฮอร์โมน ADH เข้าสู่กระแสเลือด แล้วไปกระตุ้นท่อของหน่วยไตให้ดูดน้ำกลับคืนเข้าสู่กระแสเลือดทำให้ปริมาณของน้ำในเลือดสูงขึ้น และร่างกายมีการขับถ่ายน้ำปัสสาวะลดลงและเข้มข้นขึ้น<br>           ตรงข้าม ถ้าเลือดมีปริมาณน้ำมากหรือแรงดันออสโมติกของเลือดต่ำ (เลือดมีความเข้มข้นต่ำ) จะไปยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน ADH ออกมา ท่อของหน่วยไตและท่อรวมจะดูดน้ำกลับคืนน้อยลง ปริมาณน้ำปัสสาวะมีมากขึ้น ร่างกายจึงขับถ่ายปัสสาวะมากและเจือจาง<br>นอกจากนี้ร่างกายมีกลไกที่จะลดการสูญเสียน้ำด้วยกระบวนการดูดกลับที่ท่อของหน่วยไตและมีกลไกที่จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความต้องการน้ำเพื่อรักษาสมดุลของน้ำ เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำออกจากร่างกายมากๆและภาวะขาดน้ำของร่างกายจะไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำที่ไฮโพทาลามัส ซึ่งทำให้เกิดอาการกระหายน้ำจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ตราบเท่าที่ร่างกายยังมีการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย<br><br>https://healthathome.in.th/blog/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1/<br><br>https://sites.google.com/a/splw.ac.th/dulyphaph-khxng-sing-mi-chiwit/kar-raksa-dulyphaph-khxng-na-elea-sar-tang-ni-rangkay<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/402706436/5c70275e1a8bcb3da18713888420be11/1567671256002.jpg" />
         <pubDate>2019-09-05 07:24:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380273751</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลุ่มส้ม🍊</title>
         <author>tanaporn_bam43</author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380283891</link>
         <description><![CDATA[<div>1. นางสาวรุจิตรท โพธิสวัสดิ์      เลขที่ 3<br>2. นางสาวธนภร ไตรทิพย์          เลขที่ 51<br>3. นางสาวชลิตา วงษ์จันทร์         เลขที่ 53<br>4. นางสาวจุฑามาศ สงวนนาม   เลขที่ 54<br>**การดูแลระบบขับถ่าย<br>*ข้อควรจำและยึดถือปฏิบัติ<br>เพื่อให้เกิดการขับถ่ายสะดวกและเป็นเวลาควร<br>-กินอาหารที่มีกาก เช่น ผัก ผลไม้ เม็ดแมงลัก<br>-ดื่มน้ำมาก ๆ จะทำให้อุจจาระไม่แข็ง<br>-ออกกำลังกายเป็นประจำ ช่วยให้ลำไส้ทำงาน<br>-ฝึกหัดขับถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวันหรือวันเว้นวัน ช่วยได้ด้วยการ<br>- นวดท้องน้อยด้านซ้ายจากบนลงล่าง<br>- บ่งหรือใช้นิ้วล้วง ถ้าใช้นิ้วล้วงควรใช้น้ำสบู่หรือวาสลีนช่วยหล่อลื่น เพื่อป้องกันการเกิดแผลแตกที่รูทวารหนัก<br>- ใช้ยาสวน หรือยาเหน็บช่วย<br>- รับประทานยาระบายตามเเพทย์สั่ง<br><br>**ถ้าท้องเสีย<br>*สาเหตุ<br>- เกิดจากกินยาระบายหรือยาถ่ายมากเกินไป<br>- รับประทานอาหารไม่สะอาดหรือรสจัด<br>- ไม่ถ่ายอุจจาระมานานอุจจาระแข็งอุดแน่นเกินไปจะขับถ่ายออกเองไม่ได้ จนเกิดการถ่ายอุจจาระกระปริบกระปรอยอาจมีเมือกเหลว ๆ<br>หรือส่วนที่เป็นน้ำออกมา <br>*การแก้ไข <br>-หาสาเหตุและรับการรักษาจากแพทย์ เช่น ถ้าคลำท้องน้อยด้านซ้ายพบว่ามีลำอุจจาระให้สวนล้วงอุจจาระออกริดสีดวงทวาร<br>-ปรึกษาแพทย์<br>-ดื่มน้ำมาก ๆ <br>-รับประทานอาหารที่มีกาก เช่น ผัก ผลไม้<br>-รับประทานยาระบายอ่อน ๆ <br>-ใช้ยาสวนหรือยาเหน็บช่วย<br>ที่มา : http://www.med.cmu.ac.th/hospital/nis/know/surg/gut.html<br><br>5 วิธีดูแลระบบขับถ่าย<br><br>1.ออกกำลังกาย..หนึ่งสอง..หนึ่งสอง<br>การออกกำลังกายทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เคลื่อนไหว รวมทั้งทำงานได้ดีขึ้น เช่น หัวใจสามารถสูบฉีดโลหิตได้เร็วและแรงมากขึ้น กระเพาะอาหารและลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ทำให้อาหารที่เรากินสามารถส่งผ่านไปได้ง่ายและสะดวก ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะถ่ายปกติ ตรงข้ามกับผู้ที่นั่งทำงานทั้งวัน ลำไส้ก็ลอยอยู่นิ่งไปด้วย กากอาหารก็จะค้างและจับตัวเป็นก้อนแข็งได้ง่าย อาการท้องผูกก็จะตามมา<br><br>2.ผักผลไม้..อย่าให้ขาด <br>อาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้ดี กากอาหารสามารถขับถ่ายออกมาได้ง่ายและสม่ำเสมอ เพราะมีกากใยเป็นตัวกระตุ้น ผู้ที่มีอาการท้องผูก จึงควรทานผักผลไม้ที่มีกากใยสูง เช่น ฝรั่ง มะละกอ ผักต่างๆ แต่ที่น่ากังขา ได้แก่ น้ำผลไม้คั้นต่างๆ ที่โฆษณาว่าสามารถรักษาอาการท้องผูกได้ เพราะมีแต่น้ำแต่ไม่มีกากใย หรือมีก็น้อยมาก จะไปรักษาได้อย่างไร?<br><br>3.ดื่มน้ำมาก..กากอาหารอ่อนตัว<br>การดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำให้กากอาหารในลำไส้ใหญ่แข็งตัว และจับกันเป็นก้อน จึงขับถ่ายออกได้ยากกว่าปกติ เราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และในผู้ที่ท้องผูกอยู่แล้ว ควรเพิ่มปริมาณน้ำดื่มให้มากกว่าปกติ จะช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลงได้ สิ่งที่ควรงดดื่ม คือ น้ำชา กาแฟ เพราะมีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง จึงทำให้เกิดอาการท้องผูก<br><br>4.ฝึกขับถ่ายให้เป็นนิสัย<br>หากไม่อยากมีท้องผูกเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ ควรเริ่มฝึกถ่ายให้เป็นนิสัย และไม่ควรรีบเร่งถ่าย โดยอ้างว่ามีเวลาน้อย ต้องรีบไปทำงาน ห้องน้ำก็ควรเลือกที่ปลอดโปร่งสักหน่อย ประเภทมีคนยืนรอคิวอยู่หน้าห้องน้ำยาวไปถึงหน้าบ้าน ก็ลำบากไปหน่อย..มันฝืดน่ะ<br><br>5.น้ำ 1 แก้วเพื่อความคล่องสบาย <br>ตื่นเช้า ก่อนเข้าห้องน้ำถ่าย ควรดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว เพื่อกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวจะได้ถ่ายสะดวกขึ้น น้ำใสๆ 1 แก้วในตอนเช้า ยังช่วยให้เกิดความสดชื่น <br>ที่มา : https://sites.google.com/site/newnewmod/kar-dulae-raksa-rabb-khab-thay<br><br>การสมดุลของสารน้ำ<br>ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 ในเลือดมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 92 ในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ถ้าพิจารณาในแต่ละเซลล์จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 จริงๆแล้วน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลพืช เซลล์สัตว์ และเซลล์มนุษย์ ทุกเซลล์ล้วนประกอบด้วยน้ำทั้งนั้น ในเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์มีน้ำประมาณ 2 ใน 3 ของน้ำหนักร่างกาย ในพืชบกมีน้ำประมาณร้อยละ 50–75 ถ้าเป็นพืชน้ำอาจมีน้ำมากกว่าร้อยละ 95 โดยน้ำหนัก<br><br>น้ำช่วยให้การขับถ่ายกากอาหารในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยสะดวก ความผิดปกติของการถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นเนื่องจากขาดสมดุลของการดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่เซลล์ลำไส้ เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคอุจจาระร่วงหลายชนิดสร้างสารพิษที่มีผลต่อกลไกการควบคุมสมดุลสารน้ำภายในลำไส้<br><br>น้ำช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย และช่วยรักษาระดับความเป็นกรดด่างของเลือดรวมทั้งของเหลวต่างๆ ในร่างกาย น้ำช่วยระบายความร้อนของร่างกายในรูปของเหงื่อ ซึ่งถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพยิ่ง<br><br>กลไกควบคุมสมดุลของสารน้ำ<br><br>สมองส่วนไฮโปทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสารน้ำในร่างกาย<br>เมื่อร่างกายมีการสูญเสียน้ำ สมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งมีศูนย์ควบคุมการกระหายน้ำ จะสั่งการให้เกิดการดื่มน้ำทดแทน โดยจะรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อมีการกลืนน้ำเข้าไปก็จะช่วยบรรเทาความกระหายได้อย่างรวดเร็ว<br>ถ้าร่างกายขาดน้ำประมาณ 3 วัน ก็จะทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับภาวะขาดน้ำเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ<br>ที่มา : http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/uro/1572-2013-08-22-09-45-20.html<br><br>การรักษาดุลของร่างกาย (HOMEOSTASIS)<br><br>                คือ ความสามารถในการปรับระดับของสภาพแวดล้อมภายในร่างกายให้มีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและการทำงานของเซลล์ภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย<br><br>                การรักษาดุลยภาพของร่างกาย ได้แก่<br><br>ก.      การปรับระดับของของเหลวในร่างกาย<br><br>ข.      การปรับระดับของอิออน<br><br>ค.      การปรับระดับของความเป็นกรดด่าง (pH)<br><br>ง.       การปรับระดับของความเข้มข้นของสารละลาย<br><br>จ.      การปรับระดับของการไหลเวียนโลหิต<br><br>ฉ.      การปรับระดับของอุณหภูมิ<br><br>ช.      การปรับระดับของภูมิคุ้มกันต่างๆ<br><br>ร่างกายจะต้องมีการตอบสนองซึ่งเป็นได้ 2 แบบ เพื่อที่จะรักษาดุลยภาพ คือ<br><br>กระตุ้นให้มีการสร้างหรือหลั่ง (STIMULATION)<br>การควบคุมแบบย้อนกลับ (FEEDBACK MECHANISM) เมื่อมีสารที่ถูกสร้างขึ้นมามากศูนย์ควบคุมจะส่งสัญญาณให้อวัยวะที่เกี่ยวข้องผลิตสารพอเหมาะ<br>https://sites.google.com/a/splw.ac.th/dulyphaph-khxng-sing-mi-chiwit/kar-raksa-dulyphaph-khxng-na-elea-sar-tang-ni-rangkay</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/400763736/95523a36edb63e7765864c0d157e91ae/7B760048_7026_4B0E_9D7B_4C07D0E5AB56.jpeg" />
         <pubDate>2019-09-05 08:07:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380283891</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380412813</link>
         <description><![CDATA[<div><br>การได้รับน้ำและอิเล็กโทรไลท์เข้าร่างกาย<br>การสูญเสียน้ำและอิเล็กโทรไลท์ออกจากร่างกาย<br>Hemeostatic  mechanism   ( กลไกการรักษาสมดุลของร่างกาย )<br><br> การได้รับน้ำและอิเล็กโทรไลท์เข้าร่างกาย<br><br>                1.  ระบบทางเดินอาหาร  เป็นระบบที่ร่างกายได้รับน้ำและอิเล็กโทรไลท์มากที่สุด จากการรับประทานอาหารและการดื่มน้ำ  โดยจะมีการดูดซึมที่ลำไส้เล็กมากที่สุด   รองลงมาคือลำไส้ใหญ่<br><br>                2.  กระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกาย  เกิดจากการสลายสารอาหารในร่างกาย  และใช้ออกซิเจน  (O2)                               <br><br>                3.  การให้ทางหลอดเลือด  ส่วนใหญ่จะมาจากการรักษาอาการเจ็บป่วย  เช่น ฉีดยา  ให้เลือด  ให้น้ำเกลือ<br><br>2. การสูญเสียน้ำและอิเล็กโทรไลท์ออกจากร่างกาย<br><br>                1.  จากการขับปัสสาวะ   ไตมีหน้าที่ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำและอิเล็กโทรไลท์ในร่างกาย  โดยการขับทิ้งน้ำและอิเล็กโทรไลท์ส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ดังนั้นถ้ามีความผิดปกติของไต  อาจมีผลต่อปริมาณน้ำและอิเล็กโทรไลท์ในร่างกายได้<br><br>                2.  ผิวหนัง     สูญเสียทางการขับเหงื่อ  ซึ่งโดยปกติแล้ว ร่างกายจะขับน้ำและโซเดียมออกทางเหงื่อ  ประมาณ  500 มิลลิลิตรต่อวัน<br><br>                3.  การหายใจ    จะมีการสูญเสียน้ำในรูปของไอน้ำออกมากับการหายใจ<br><br>                4. จากระบบทางเดินอาหาร    เช่น  การถ่ายอุจจาระ  อาเจียน  ซึ่งในภาวะปกติจะสูญเสียออกมาน้อย<br><br><br> <br><br>3. Hemeostatic  mechanism   ( กลไกการรักษาสมดุลของร่างกาย )<br><br>3.1  ไต     : ไตมีความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำ และอิเล็กโทรไลท์ให้อยู่ในระดับปกติ  ภายใต้การควบคุมของฮอร์โมน  aldosterone  และ  antidiuretic  hormone  (ADH)  โดยหน้าที่สำคัญของไตในการรักษาระดับสมดุลน้ำและอิเล็กโทรไลท์  มีดังนี้ คือ<br><br>                1)  รักษาความเข้มข้นและปริมาณของ  ECF  โดยการเก็บกักและขับทิ้งน้ำและอิเล็กโทรไลท์  ผ่านระบบ renin – angiotensin  ซึ่งสามารถควบคุมการหลั่งฮอร์โมน aldosterone  ได้<br><br>2)   รักษาระดับอิเล็กโทรไลท์ใน ECF  โดยการเก็บกักและขับทิ้งซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณของ อิเล็กโทรไลท์ที่รับเข้าสู่ร่างกาย<br><br>3)   รักษาระดับของกรด – ด่าง  โดยการดูดกลับ  HCO3-  และขับทิ้ง  H+  ออกไปกับปัสสาวะ<br><br>4)   ขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งปัสสาวะจะยอมให้สารที่ไม่มีประจุผ่านได้ ( ส่วนมากเป็น ของเสียจาก metabolism  ของร่างกาย )<br><br>ประจุผ่านได้ ( ส่วนมากเป็น ของเสียจาก metabolism  ของร่างกาย )<br><br>3.2  หัวใจ และ Atrial  Natriuretic  Factor  (ANF):   เมื่อหัวใจบีบตัวจะมีผลทำให้การหมุนเวียนของเลือดผ่านเข้าออกไตได้เพียงพอกับความต้องการของไต  และเพียงพอต่อการรักษาระดับของน้ำและอิเล็กโทรไลท์  ในส่วนของ  ANF  หรือ  natriuretic  peptide  (ANP)  ซึ่งสร้างมาจาก  atrium  ขวาของหัวใจ  ซึ่งจะมีผลโดยตรงทำให้หลอดเลือดขยายตัว  และความดันของร่างกายลดลง  จึงทำให้มีการขับ sodium  ออกไปกับปัสสาวะมากขึ้น<br><br>3.3  ปอด   :  ปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญในการควบคุมระบบ กรด - ด่าง     ของร่างกาย  โดยการควบคุมระดับของ  CO2 ใน  ECF  ซึ่งในแต่ละวันปอดสามารถขับ  H+  ออกมากับการหายใจ<br><br>3.4  ต่อมใต้สมอง  ( pituitary  gland )  :  ฮอร์โมน ADH   ช่วยในการดูดกลับน้ำ  จึงช่วยลดการสูญเสียน้ำได้  เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย<br><br>3.5  ต่อมหมวกไต  ( adrenal  gland ):   สร้างฮอร์โมนที่สำคัญ คือ  aldosterone  ซึ่งช่วยในการดูดกลับ  Na+  โดยการแลกเปลี่ยนกับการขับออกของ  K+  และ  H+  ตรงตำแหน่ง  distal  tubule  ของไต  ฮอร์โมนนี้จะถูกควบคุมโดยระบบ  renin – angiotensin  system<br><br>3.6 ต่อมพาราไทรอยด์  ( parathyroid  gland ):   สร้าง parathyroid  hormone  (PTH)  ซึ่งควบคุมสมดุลของ  Ca+ และ  phosphate  <br>5.  ทางอื่นๆ  เช่น จากการผ่าตัด  ประจำเดือน  หรือขณะคลอดบุตร<br> <br>ที่มา : http://www.mt.mahidol.ac.th/e-learning/bodyfluid%20and%20electrolyte/Home.htm<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2019-09-05 14:01:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/380412813</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อ.นาฎนภา อารยะศิลปธร                  - เอกสารประกอบการเรียนรู้ บทที่ 7     </title>
         <author>arayasinlapathon</author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/381408923</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/400460071/7cebbb75b7512a373d5423bae8553cdd/________________________7_____________________________.pdf" />
         <pubDate>2019-09-09 02:15:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/381408923</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อ.นาฎนภา อารยะศิลปธร</title>
         <author>arayasinlapathon</author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/381430429</link>
         <description><![CDATA[<div>VDO about Body water balance</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=Nlc0uTth53w" />
         <pubDate>2019-09-09 04:07:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/381430429</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อ.นาฎนภา อารยะศิลปธร</title>
         <author>arayasinlapathon</author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/381431835</link>
         <description><![CDATA[<div>VDO about Human Urinary System</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=1NtPjzm1-74" />
         <pubDate>2019-09-09 04:14:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/381431835</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อ.นาฎนภา อารยะศิลปธร</title>
         <author>arayasinlapathon</author>
         <link>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/381432702</link>
         <description><![CDATA[<div>VDO about  How the bowel works</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=6CoIDScAzog" />
         <pubDate>2019-09-09 04:20:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/arayasinlapathon/funda26A/wish/381432702</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
