<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>Ethics of Science time&#39;s. by 04129_จุฑาเกศ เรืองอาจ</title>
      <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2</link>
      <description>เว็บไซต์นี้สร้างขึ้นเพื่อการเผยแพ่ การทดลอง งานวิจัย ที่มีจริยธรรม เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ </description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2017-01-25 09:40:02 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-11-01 17:15:48 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Terminator.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>หลักการทางจริยธรรมวิทยาศาสตร์</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/149253271</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div> มี 12 ประการ ได้แก่<br><br></div><ol><li>ความซื่อสัตย์ (Honesty)</li><li>ความระมัดระวัง/ความรอบคอบ (Carefulness)</li><li>ความใจกว้าง (Openness)</li><li>ความมีอิสรภาพ (Freedom)</li><li>ความเชื่อถือ (Credit)</li><li>การให้การศึกษา (Education)</li><li>ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility)</li><li>ความถูกต้องตามกฎหมาย (Legality)</li><li>โอกาส (Opportunity)</li><li>ความเคารพซึ่งกันและกัน (Mutual Respect)</li><li>ประสิทธิผล (Efficiency)</li><li>ความเคารพต่อผู้รับการทดลอง (Respect for Subjects)</li></ol><div>(ดร. วชิรศรณ์ แสงสุวรรณ)</div><div>ที่มา: <a href="https://k1at1sak.wordpress.com/2015/06/07/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-scientif/">https://k1at1sak.wordpress.com/2015/06/07/</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/166451308/2ec8538a3a917244bb690d8cca6ccfcd/images__2_.jpg" />
         <pubDate>2017-01-25 09:54:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/149253271</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดับ 7</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/149354553</link>
         <description><![CDATA[<div><strong> </strong></div><div><strong>7. การทดลองควบคุมจิตใจเอ็มเคอัลตรา (Project MKULTRA)</strong></div><div><br>          โปรเจคท์เอ็มเคอัลตรา (MKULTRA หรือ MK-ULTRA) เป็นรหัสชื่อการทดลองควบคุมจิตใจของหน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ ดำเนินการโดยสำนักงานวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มต้นในยุค 50 และไปสิ้นสุดในปลายยุค 60 จุดประสงค์แรกเริ่มคือการพัฒนาอาวุธชีวภาพ ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นการศึกษาหาวิธีการควบคุมจิตใจไปจนถึงพยายามเปลี่ยนแปลงกลไกการทำงานของสมองคน ซึ่งนอกจากจะใช้กลยุทธ์สารพัดวิธีเท่าที่จะทำได้ในการชักจูงจิตใจคน หลักฐานจำนวนหนึ่งยังชี้ว่าการทดลองครั้งนี้มีการใช้ยาเสพติดหลายขนาน รวมถึง LSD ซึ่งมีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรงกับผู้ร่วมการทดลอง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นหนูทดลองในคราบมนุษย์หลายคนไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตนกลายเป็นเหยื่อการทดลอง </div><div><br></div><div>          LSD ถูกนำไปแฝงให้เข้าสู่ร่างกาย ของทั้งพนักงานซีไอเอเอง ตลอดจนทหาร แพทย์ เจ้าหน้าที่รัฐ โสเภณี ผู้ป่วยทางจิต หรือแม้แต่บุคคลทั่ว ๆ ไป เพื่อที่จะสังเกตปฏิกิริยาของคนแต่ละประเภทเมื่อได้รับสาร LSD สู่ร่างกาย แต่ก็ดังที่กล่าวไว้ว่าบุคคลจำนวนมากไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อการทดลอง ซึ่งเป็นการละเมิดกฎนูเรมเบิร์ก (Nuremberg Code) ว่าด้วยการทดลอง ที่สหรัฐฯ ตกลงเห็นชอบด้วยนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง </div><div><br></div><div>       <strong>   หนึ่งในกระบวนการทดลองของโปรเจคท์เอ็มเคอัลตรายังมีปฏิบัติการที่ชื่อว่า Midnight Climax โดยให้เหล่าโสเภณีที่ถูกว่าจ้างโดยซีไอเอ พาเหยื่อชายมายังซ่องเซฟเฮ้าส์ แล้วหลอกล่อให้เสพสารเสพติดประเภทต่าง ๆ </strong>ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นถูกบันทึกภาพไว้โดยกล้องซึ่งตั้งไว้หลังกระจกที่มองเห็นได้ด้านเดียว ปฏิบัติการนี้นอกจากจะล่อเหยื่อมาเป็นหนูทดลองโดยไม่เต็มใจแล้วยังเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรงด้วย  </div><div><br></div><div>          แน่นอนว่ากระแสระแคะระคายถึงโปรเจคท์ทดลองที่ไร้จริยธรรมนี้จะนำชื่อเสียและความยุ่งยากมาสู่องค์กร ในปี 2516 ริชาร์ด เฮล์มส์  (Richard Helms) ผู้บัญชาการซีไอเอในขณะนั้นจึงมีคำสั่งให้ทำลายเอกสารทุกอย่างเกี่ยวกับโปรเจคท์ดังกล่าวลง ทำให้ไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าซีไอเอเคยมีการทดลองดังกล่าวขึ้นจริง </div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-01-25 15:46:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/149354553</guid>
      </item>
      <item>
         <title>What is Ethics of Science?</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/149378155</link>
         <description><![CDATA[<div><br>“จริยธรรมเป็นระบบหนึ่งสาธารณชน ซึ่งเป็นกฏต่างๆที่ใช้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ (Gert,1988) จริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ (scientificethics) เป็นจรรยา –บรรณองค์กรที่สะท้อนถึงข้อตระหนักและเป้าหมายต่างๆของวิทยาศาสตร์และบรรทัดฐานต่างๆทางสังคม”<br><br>“หลักการที่สำคัญที่สุดจำนวนมากจึงได้กำเนิดขึ้นมา เดวิด บี เรสนิค(David B. Resnik,1998) ได้นำเสนอและปกป้องหลักการจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์ 12 ประการ ซึ่งนำไปใช้ในกระบวนการทำงานวิจัยต่างๆ เพื่อไม่ให้ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของเป้าหมายต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์”</div><div><figure class="attachment attachment-preview"><img src="http://4.bp.blogspot.com/_8lGQCs9Yy9o/S7cLrIe2qqI/AAAAAAAAALY/zlxsGKAA1Hk/s320/ethics.jpg" width="320" height="227"><figcaption class="caption"></figcaption></figure><br>    (ดร. วชิรศรณ์ แสงสุวรรณ)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-01-25 16:37:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/149378155</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Profile</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/149379277</link>
         <description><![CDATA[<div>Name Jutakate Raung-art M.5/4 <br>@PCCCR</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/166451308/40fab980344dc920b88d4b2a6020463e/IMG_2036.jpg" />
         <pubDate>2017-01-25 16:40:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/149379277</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Introdunction</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151608719</link>
         <description><![CDATA[<div>สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่&nbsp; Ethics of Science time's. ช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้เรื่องที่ใกล้ตัวเรามากๆ ซึ่งบางทีเรานั้นไม่ได้คำนึงถึงสิ่งๆนี้เลย นั้นก็คือ จริยธรรม ทางวิทยาศาตร์นั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นใครหรือไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ต้องมีจริยธรรมกันทั้งนั้นใช่มั้ยคะ&nbsp; หลายๆคนอาจเริ่มสงสัยแล้วว่า แล้ว วิทยาศาตร์ต้องมีจริยธรมด้วยหรอ แน่นอนค่ะ การทดลอง การวิจัย ต่างๆ ก็ต้องใช้สิ่งมีชีวิตมาใช้ในการทดลองและแต่ละการทดลองก็ไม่ได้ใช้น้อยเลยนะคะ นอกจากนี้ จริยธรรมทางวิยาศาตร์ไม่ได้หมายถึงแต่การทดลองที่ใช้สิ่งมีชีวิต แต่ยังรวมไปถึง ความซื่อสัตย์ (Honesty) ความระมัดระวัง/ความรอบคอบ (Carefulness) ความใจกว้าง (Openness) และอื่นๆอีกด้วยค่ะ และสำหรับเว็บไซต์นี้ จะอธิบายในเรื่องของ จริยธรรมทางวิทยาศาตร์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการทดลองที่มีการนำสิ่งมีชีวิตมาทดลองด้วยค่ะ ติดตามได้ที่เว็บไซต์นี้เลยค่ะ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 15:04:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151608719</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดับ 10 </title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151610358</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>10. การทดลองนักโทษแห่งสแตนฟอร์ด (Stanford Prison Experiment)</strong><br><br></div><div>          ในปี 2514 มีการทดลองด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นำโดยนักจิตวิทยา ฟิลิป ซิมบาร์โด (Philip Zimbardo) เพื่อศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในภาวะถูกจองจำจากทั้งฝ่ายผู้คุมและนักโทษ สถานที่ทดลองคือห้องใต้ดินของตึกคณะจิตวิทยา ที่ซึ่งนักศึกษาจำนวนหนึ่งเข้าร่วมการทดลองในโดยสวมบทบาทสมมติเป็นผู้คุมและนักโทษ</div><div><br></div><div>          ทั้งสองฝ่ายปรับตัวให้สมกับบทบาทที่ตนรับมอบหมายอย่างรวดเร็ว ทว่าทุกอย่างกลับถลำลึกล้ำเส้นไปเกินกว่าสิ่งที่คาดคิดไว้แต่แรก เมื่อหนึ่งในสามของผู้คุมเมามันกับบทบาทตัวเองมากไป จนแสดงสัญชาตญาณแห่งความป่าเถื่อนของตนออกมา ในขณะที่นักโทษหลายรายจิตใจบอบช้ำปั่นป่วน โดยในจำนวนนี้ 2 ราย ถึงกับต้องถูกนำตัวออกจากการทดลองมาก่อนใคร (บางรายงานเผยว่าเสียชีวิต) ในที่สุดแล้วซิมบาร์โดหวั่นเกรงเหตุการณ์จะเลวร้ายลงไปกว่าเดิม ตัดสินใจยุติการทดลองกลางคัน ไม่มีคำสรุปผลใด ๆ ต่อการทดลองออกมา นอกจากสิ่งที่ทำให้ตระหนักได้อย่างดีว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้ายลงได้เพียงใดเมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ <figure class="attachment attachment-preview"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/Stanford_Prison.jpg" width="500" height="269"><figcaption class="caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 15:35:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151610358</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดับ 9 </title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151610518</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>9. การทดลองปีศาจว่าด้วยเรื่องเด็กติดอ่าง (The Monster Study)</strong></div><div><br>          การทดลองปีศาจนี้ เกิดขึ้นในปี 2482 เป็นการทดลองของเวนเดลล์ จอห์นสัน (Wendell Johnson) จากมหาวิทยาลัยไอโอวา ที่กระทำกับเด็กกำพร้า 22 คน ในเมืองเดนเวอร์พอร์ต จอห์นสันได้เลือก แมรี่ ทิวดอร์ (Mary Tudor) ลูกศิษย์ระดับบัณฑิตของตนให้ทำหน้าที่ดำเนินการทดลองโดยมีตัวเองนั่งแท่นเป็นที่ปรึกษา เมื่อการทดลองเริ่มขึ้น เด็ก ๆ ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกทิวดอร์จะพูดด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน ชื่มชมในสิ่งที่เด็ก ๆ พูดออกมา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งกลับได้รับวาจาดูถูกเหยียดหยามต่อทุกสิ่งที่พวกเขาพูด และบอกว่าพวกเขาเป็นเด็กพูดติดอ่าง เมื่อจบการทดลอง ปรากฏว่าเด็กในกลุ่มหลังกลายเป็นคนมีปัญหาทางจิตและประสบปัญหาด้านการพูดไปช่วงระยะหนึ่งของชีวิต </div><div><br></div><div>          <strong>การทดลองนี้ได้รับการตั้งชื่อจากเพื่อนของจอห์นสันว่าเป็นการทดลองปีศาจ (The Monster Study) จากการใช้มนุษย์ซึ่งเป็นเด็กกำพร้าเป็นเครื่องมือทดสอบทฤษฎีของตนเอง </strong>การทดลองนี้ถูกปิดเป็นความลับมาเนิ่นนานเนื่องจากเกรงว่าจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับการทดลองสุดโหดของเหล่าทหารนาซีเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในที่สุดมหาวิทยาลัยไอโอวาก็ได้ออกแถลงขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อปี 2544 </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 15:37:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151610518</guid>
      </item>
      <item>
         <title>10 การทดลองสุดโหดไร้จริยธรรมเท่าที่เคยทำกับมนุษย์ </title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151610754</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การทดลอง นับว่าเป็นกระบวนการสำคัญในการศึกษา การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ ยาต่าง ๆ ตลอดจนการทดสอบข้อสงสัยสมมติฐานนานาที่ตั้งขึ้น</strong> สิ่งมีชีวิตที่ถูกใช้ในการทดลองมีทั้งสัตว์ไปจนถึงคน โดยกรณีใช้มนุษย์เป็นหนูทดลองนั้น มีตั้งแต่ผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมการทดลอง ไปจนถึงทำการทดลองกับทาส นักโทษ หรือแม้แต่คนในครอบครัวตนเอง นายแพทย์บางรายยอมใช้ตัวเองเป็นหนูลองยา เพราะไม่ต้องการเอาชีวิตคนอื่นมาเสี่ยง เมื่อเวลาล่วงผ่าน กฎและจริยธรรมข้อบังคับเกี่ยวกับการกระทำการทดลองก็ถูกปรับปรุงขึ้นเรื่อยมา ทว่าก็ยังมีการทดลองบางอย่างที่ทำการทดสอบกับมนุษย์แล้วตกเป็นที่ครหาหนาหูว่าโหดร้ายไร้จริยธรรม บางเรื่องเรียกได้ว่าเข้าข่ายวิปริต ไม่ว่าจะกระทำโดยเจตนาหรือว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม และนี่คือ 10 การทดลองสุดโหดไร้จริยธรรมเท่าที่เคยทำกับมนุษย์<br> #แอดมินจะทำการแยกหัวข้อแต่ละประเด็นเพื่อให้สะดวกต่อการแสดงความคิดเห็นในแต่ละหัวข้อการวิจัยนะคะ </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 15:42:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151610754</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดับ 8</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612135</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>8. การทดลองเหยื่อกัมมันตภาพรังสีโปรเจคท์ 4.1 (Project 4.1)</strong></div><div><br>          โปรเจคท์ 4.1 เป็นการทดลองทางการแพทย์กับผู้อาศัยอยู่บนหมู่เกาะมาร์แชลล์ (Marshall Islands) ในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกัมมันตภาพรังสีของระเบิดนิวเคลียร์ Castle Bravo ที่ถูกทดสอบนำมาปล่อยที่เกาะบิกินีเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2497 หลักฐานบางสายชี้ว่าโปรเจคท์นี้ถูกตั้งขึ้นหลังมีการทิ้งระเบิดได้ 6 วัน </div><div><br></div><div>          ในช่วง 10 ปีแรก สิ่งที่เกิดขึ้นกับประชากรยังคลุมเครือและไม่สามารถบ่งชี้ได้แน่ชัดว่าเป็นผลจากกัมมันตภาพรังสีหรือไม่ โดยปรากฏว่าประชารกรหญิงจากเกาะรองกีแล็บ (Rongelap) ซึ่งเป็นบริเวณใกล้เคียงกัน มีอัตราการแท้งและเด็กตายก่อนคลอดสูงขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 5 ปีแรก แต่ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติใน 5 ปีถัดมา จึงไม่อาจสรุปว่าเป็นผลจากกัมมันตภาพรังสีได้ แม้ว่าจะมีเคสภาวะความผิดปกติด้านการเจริญเติบโตในเด็กในช่วงหลัง แต่ก็ไม่มีแบบแผนที่แน่นอน </div><div><br></div><div>          อีกทศวรรษถัดมา ผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีจึงปรากฏชัดเจน เด็ก ๆ บนเกาะมาร์แชลล์มีร่างกายผิดปกติจากมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (อันเป็นผลจากการถูกกัมมันตภาพรังสี) และเกือบ 1 ใน 3 ของชาวบ้านเผชิญกับภาวะเนื้องอกก่อนถึงปี 2517 (20 ปีหลังระเบิด) </div><div><br></div><div>          หน่วยงานองค์การพลังงานได้เขียนถึงการทดลองรังสีในมนุษย์ครั้งนี้ว่า <strong>"เป็นการติดตามผลโดยปราศจากการรักษา ไม่ต่างอะไรกับการใช้ชาวบ้านบนเกาะเป็นหนูทดลอง" </strong></div><div><strong> <br></strong><figure class="attachment attachment-preview"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/300px-Project_4.1_figures.jpg" width="300" height="350"><figcaption class="caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 16:07:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612135</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดับ 6</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612347</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>6. โปรเจคท์เปลี่ยนเพศ กำจัดคนรักร่วมเพศในหมู่ทหาร (The Aversion Project)</strong></div><div><br>          Aversion Project หรือโปรเจคท์เปลี่ยนเพศ เกิดขึ้นระหว่างปี 2514-2532 ที่โรงพยาบาลทหาร Voortrekkerhoogte ในแอฟริกาใต้ เหล่าทหารเกณฑ์ผิวขาวทั้งหญิงและชายที่ถูกพบว่ามีพฤติกรรมรักร่วมเพศ จะถูกส่งตัวไปรับการ <strong>"กลับเพศ"</strong> ที่นี่ โดยใช้วิธีการตั้งแต่การใช้การบำบัดทางจิตวิทยา ให้ฮอร์โมน ไปจนถึงการช็อตด้วยไฟฟ้า ใครที่ผ่านกระบวนการ <strong>"รักษา" </strong>แล้วยังไม่หาย จะถูกให้สารเคมีเพื่ทำให้เป็นหมันหรือนำตัวเข้าผ่าตัดแปลงเพศ นี่เป็นโปรเจคท์ลับสุดยอดเพื่อการกำจัดพวกรักร่วมเพศให้หมดไปจากกองทัพ เชื่อกันว่ามีผู้ถูกส่งตัวเข้ารับการเปลี่ยนเพศราว 900 คน ส่วนใหญ่เป็นวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 14-26 ปี </div><div><br></div><div>          ดอกเตอร์ออเบรย์ เลวิน (Aubrey Levin) แพทย์ทหารผู้ดูแลโปรเจคท์ลับดังกล่าว ได้กลายเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาภาคนิติเวชศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยคัลการี (University of Calgary) ในแคนาดา ก่อนจะถูกพิจารณาให้พ้นสภาพอาจารย์ในเดือนมีนาคม 2553 พร้อมกับการถูกยึดใบประกอบวิชาชีพและได้รับการพิจารณาโทษว่ามีความผิดจริงฐานกระทำความผิดทางเพศ<br><figure class="attachment attachment-preview"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/levine.jpg" width="275" height="350"><figcaption class="caption"></figcaption></figure> </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 16:11:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612347</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดับ  2</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612762</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>2. การทดลองวิปริตยูนิต 731 (Unit 731) </strong></div><div><br>          การทดลอง Unit 731 แสนอำมหิตวิปริตของญี่ปุ่น เกิดขึ้นระหว่างช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 (ปี 2480�2488) และสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นการทดลองที่ใช้มนุษย์เป็นเหยื่อและขึ้นชื่อว่าเป็นการกระทำเยี่ยงอาชญากรสงครามที่เลวร้ายที่สุดของญี่ปุ่น ผู้บัญชาการการทดลองนี้คือนายพลชิโระ อิชิอิ (Shiro Ishii)และผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาในหน่วย 731</div><div><br></div><div>          การทดลองลับนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาผลทั้งด้านเคมีและชีววิทยาเกี่ยวกับกรณีต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในสงคราม มีการผ่าตัดเหยื่อเป็น ๆ (ในกลุ่มเหยื่อทดลองมีสตรีซึ่งกำลังตั้งครรภ์ด้วย),  การตัดอวัยวะนักโทษแล้วนำมาต่อติดใหม่โดยสลับตำแหน่ง, จับร่างกายบางส่วนไปแช่เย็นแล้วนำมาทำให้อบอุ่นใหม่เพื่อสังเกตการตอบสนองของกล้ามเนื้อ, ใช้นักโทษเป็นเหยื่อเป็น ๆ ในการทดลองลูกระเบิดและปืนเพลิง, หลอกฉีดเชื้อโรคให้นักโทษโดยบอกว่าเป็นวัคซีน เพื่อศึกษาอาการติดเชื้อ รวมทั้งการศึกษาอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ว่าจะเป็นอย่างไรหากไม่ได้รับการรักษา โดยบังคับให้นักโทษติดเชื้อทั้งชายและหญิงมีเพศสัมพันธ์กับเหยื่อไม่ติดเชื้อคนอื่น ๆ เพื่อสังเกตความเป็นไปของอาการโรคซิฟิลิสและหนองใน </div><div><br></div><div>          การทดลองหน่วย 731 ที่แสนโหดร้ายวิปริตสิ้นสุดลงพร้อม ๆ กับที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 นายพลอิชิอิชิงมอบตัวกับสหรัฐฯ เสียก่อนที่จะถูกรัสเซียจับได้ เขาไม่ได้ถูกดำเนินคดีฐานอาชญากรสงคราม โดยแลกกับการมอบผลข้อมูลลับจากการทดลองให้สหรัฐฯ ทว่าไม่เป็นที่เปิดเผยว่าเป็นข้อมูลส่วนไหน ส่งผลให้นายพลอิชิอิไม่เคยได้รับโทษจากสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้นเลย จนกระทั่งเสียชีวิตลงในวัย 67 ปี ด้วยโรคมะเร็งที่ลำคอ <br><figure class="attachment attachment-preview"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/Unit731S.jpg" width="500" height="321"><figcaption class="caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 16:18:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612762</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดัน 5</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612850</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>5. การทดลองเลือดเย็นแห่งเกาหลีเหนือ (North Korean Experimentation) </strong></div><div><br>          เป็นที่ร่ำลือกันหนาหูว่าเกาหลีเหนือมีการทำการทดลองกับนักโทษอย่างเลือดเย็นที่สุด ไม่ต่างจากการทดลองของนาซีหรือญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าทางรัฐบาลจะออกมาปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าเกาหลีเหนือยึดมั่นปฏิบัติต่อนักโทษทุกคนในฐานะมนุษย์ก็ตาม </div><div><br></div><div>          อดีตนักโทษหญิงเกาหลีเหนือรายหนึ่ง เผยถึงการทดลองที่ผู้หญิงสุขภาพดี 50 คน ถูกเลือกให้เป็นหนูทดลองกินกะหล่ำปลีที่วางยาพิษเข้าไป สตรีเหล่านั้นจำใจต้องกินแม้ว่าจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานจากคนที่โดนพิษไปก่อนหน้า เพราะหากขัดขืนไม่กิน พวกเธอรวมถึงคนในครอบครัวก็จะโดนทำร้าย สุดท้ายจึงต้องยอมทำตาม และหลังกินกระหล่ำปลีพิษเข้าไปเพียง 20 นาที พวกเธอก็อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด และเสียชีวิตลงทั้งหมด </div><div><br></div><div>          ควอน ฮยอก นักโทษอีกรายจากค่ายกักกัน 22 เผยถึงการทดลองสุดโหดที่ได้คัดเลือกเหยื่อ 3-4 คน ส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน มาทำการทดลองรมแก๊สพิษ แก๊สที่ทำให้หายใจไม่ออก รวมถึงการทดลองเกี่ยวกับเลือด โดยจับคนเหล่านั้นเข้าไปในห้องรมแก๊สที่อุดทุกรอยรั่วอย่างแน่นหนา ปล่อยแก๊สทดลองเข้าไปตามท่อ แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็ทำการสังเกตอยู่ที่ห้องกระจกซึ่งอยู่เหนือห้องรมแก๊ส ครั้งหนึ่งเขาได้เห็นครอบครัวพ่อแม่ลูกทั้งหมด 4 คน ถูกต้อนเข้าไปทำการทดลองรมแก๊สที่ทำให้หายใจไม่ออก ทั้งพ่อและแม่พยายามเป่าปากเพื่อให้ลูกยังมีอากาศหายใจ แต่สุดท้ายก็ตายหมดยกครอบครัว <figure class="attachment attachment-preview"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/200403020016_01.jpg" width="500" height="337"><figcaption class="caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 16:19:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612850</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดับ 4</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612959</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>4. โปรเจคท์วิจัยพิษของโซเวียต (Poison laboratory of the Soviets)</strong></div><div><br>          โครงการทดลองพิษของโซเวียตเป็นโครงการลับของหน่วยวิจัยและพัฒนา อาวุธของตำรวจโซเวียต มีโค้ดเนมเรียกการทดลองนี้ว่า Laboratory 1, Laboratory 12 และ The Chamber <strong>จุดประสงค์ก็เพื่อหาพิษที่ไร้สี ไร้กลิ่น ไร้รส และไม่ทิ้งร่องรอยไว้ในศพของผู้ถูกวางยา </strong>สารพิษที่ถูกนำมาใช้ในการทดลองมีหลายชนิด รวมทั้งแก๊สมัสตาร์ด ไรซิน และดิจิท็อกซิน ผู้ถูกทดลองยาพิษร้ายแรงเหล่านี้เป็นนักโทษกลุ่มกูลัก (Gulag) หรือกลุ่มที่ถูกเรียกว่าเป็นศัตรูของประชาชน การทดสอบสารพิษทำโดยการผสมลงในอาหารและเครื่องดื่ม แล้วบอกกับเหยื่อว่ามันคือ "ยา" </div><div><br></div><div>          กริกอรี่ ไมรานอฟสกี้ (Grigory Mairanovsky) นักชีวเคมีผู้กระทำการทดลอง ได้หาเหยื่อหลากหลายประเภทที่แตกต่างกันทั้งเพศ รูปร่าง และอายุ มาทดลองวางยา เพื่อให้ได้ผลการทดลองที่สมบูรณ์ที่สุด หนึ่งในพยานผู้รู้เห็นการทดลองครั้งนี้เผยว่า เหยื่อที่ได้รับสารพิษเข้าไปมีร่างกายอ่อนเปลี้ย นิ่งงัน และเสียชีวิตในเวลาเพียง 15 นาที </div><div><br></div><div>          ไมรานอฟสกี้ถูกจับในปี 2494 พร้อม ๆ กับการจับกุมตัวนายพลวิกเตอร์ อะบาคูมอฟ (Viktor Abakumov) ผู้บังคับบัญชาที่เห็นชอบกับการทดลอง พร้อมรับโทษจำคุกฐานกระทำทดลองเหี้ยมโหดกับมนุษย์ด้วยกัน<br><figure class="attachment attachment-preview"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/sovietlab.jpg" width="500" height="375"><figcaption class="caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 16:21:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151612959</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดับ 3</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151613114</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>3. หนูทดลองโรคซิฟิลิสที่ไร้การรักษา (The Tuskegee Syphilis Study)</strong></div><div><br>          การทดลองโรคซิฟิลิสในคนผิวสีที่ปล่อยให้ผู้ป่วยตายลงช้า ๆ โดยไม่รักษา เพื่อสังเกตการพัฒนาของโรคแต่ละระยะ การทดลองทางการแพทย์นี้เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2475-2515 ที่เมืองทัสเคจี (Tuskegee) ในรัฐอลาบามา สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเมืองที่มีชาวแอฟริกันอพยพอาศัยอยู่มาก ผู้เข้าร่วมการทดลองเป็นชายผิวสีทั้งหมด 399 ราย (โดยมี 201 รายเป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่ติดเชื้อซิฟิลิส) ส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ผู้ยากจน ไม่รู้หนังสือ และถูกปฏิเสธการรักษาโรคซิฟิลิสจากแพทย์ในพื้นที่</div><div><br></div><div>       <strong>   ความเลวร้ายของการทดลองนี้อยู่ที่ผู้ทำการทดลองไม่ได้แจ้งแก่ผู้ป่วยว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของการทดลอง ไม่มีการให้เซ็นเอกสารรับทราบการทดลอง</strong> และไม่มีการแจงผลวินิจฉัยโรคแก่พวกเขาเลยสักครั้ง นอกเสียจากบอกว่าพวกเขามีเลือดที่เป็นพิษและจะทำการรักษาให้ฟรี รวมถึงอุดหนุนค่าเดินทาง อาหาร และฝังศพฟรีกรณีเสียชีวิต </div><div><br></div><div>          การรักษาโรคซิฟิลิสในช่วงนั้นทำโดยการให้สารพิษเข้าไปทำลายโรค ทว่าเป็นวิธีการที่อันตรายและไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลการรักษาจะออกมาดี การทดลองนี้จึงมีขึ้นเพื่อทดสอบว่าสิ่งใดเหมาะสมกว่ากัน ระหว่างการทำการรักษาหรือปล่อยให้ผู้ป่วยทรุดตายไปตามอาการ ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองบางรายจึงไม่ได้รับการรักษาอย่างที่บอกไว้ เพื่อใช้เป็นกลุ่มสังเกตอาการป่วยแต่ละช่วง โดยถูกให้ยาหลอกโดยบอกว่าว่าสามารถรักษาโรคได้ </div><div><br></div><div>          เมื่อการทดลองสิ้นสุดลงเหลือผู้ป่วยที่รอดชีวิตเพียง 74 ราย ส่วนผู้ป่วย 28 ราย เสียชีวิตจากโรคซิฟิลิส และ 100 ราย เสียชีวิตจากอาการแทรกซ้อนระหว่างการทดลอง ขณะที่ภรรยาของผู้ป่วย 40 ราย ติดเชื้อซิฟิลิสจากสามี และส่งผลให้ทารก 19 รายคลอดออกมาติดเชื้อซิฟิลิสแต่กำเนิด <br><figure class="attachment attachment-preview"><img src="http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/pattamaporn/News/event_tuskegee.jpg" width="500" height="335"><figcaption class="caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 16:24:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151613114</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันดบ 1</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151613261</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1. การทดลองอำมหิตของนาซี (Nazi Experiments)</strong></div><div><br>          การทดลองอันลือเลื่องว่าแสนอำมหิตของนาซีเยอรมันที่กระทำต่อนักโทษในค่ายกักกันของตัวเอง เกิดขึ้นระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนใหญ่ดำเนินการที่ค่ายเอาช์วิตซ์ (Auschwitz) ภายใต้การนำของดอกเตอร์เอ็ดดวด เวิร์ธส์ (Eduard Wirths) การทดลองทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นเป็นการจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในสงคราม เพื่อดูว่าแต่ละสถานการณ์ผู้ประสบเหตุมีอาการอย่างไรและดูว่าจะทำการช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง รวมถึงทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานข้อสงสัยต่าง ๆ ทางการแพทย์ </div><div><br></div><div>          มีการคัดเลือกนักโทษฝาแฝดกว่า 1,500 คู่ เพื่อทดลองด้านการตัดแต่งปรับปรุงพันธุกรรม <strong>โดยดอกเตอร์โจเซฟ เมนเกเล (Josef Mengele) ผู้นำการทดลอง ได้คัดเลือกพี่น้องฝาแฝดที่มีความหลากหลายทั้งเพศและวัยมาป็นเหยื่อการทดลอง ซึ่งมีทั้งการฉีดสารเคมีเข้าไปในลูกตาเพื่อดูว่าจะสามารถเปลี่ยนสีลูกตาได้หรือไม่ </strong>การนำแฝดมาเย็บตัวติดกันเพื่อทดสอบว่าสามารถสร้างแฝดสยามขึ้นมาได้เองหรือเปล่า ฯลฯ หลังการทดลองเหล่านี้สิ้นสุดลง มีผู้รอดชีวิตมาได้เพียง 200 กว่าคนเท่านั้น</div><div><br></div><div>          นอกจากนี้ยังมีการทดลองหาวิธีรักษาชีวิตในภาวะที่ร่างกายหนาวเย็นเป็นเวลานาน โดยนำนักโทษไปแช่ในอ่างน้ำแข็งนานกว่า 3 ชั่วโมง บ้างก็จับนักโทษแก้ผ้าไปแช่ในห้องเย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แล้วจึงทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อหาทางคืนความอบอุ่นให้กับร่างกาย การทดลองหาทางรักษาบาดแผลจากออกสู้รบก็มี โดยจับนักโทษมาทำให้เกิดบาดแผลแล้วใส่เชื้อแบคทีเรียลงไปให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ บางรายถูกทำให้เกิดภาวะเนื้อตาย ถูกใส่เชื้อบาดทะยัก ถูกนำเชือกมารัดที่บาดแผลเพื่อให้เลือดไม่ไหลเวียน บ้างก็นำขี้เลื่อยหรือเศษแก้วมาใส่แผลเพื่อจำลองสภาพบาดแผลของทหารในสงคราม แล้วจึงทำการทดลองรักษาด้วยซัลโฟนาไมด์ (sulfonamide) ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการรักษา ฯลฯ</div><div><br></div><div>          นักโทษที่ไม่ถูกนำไปเป็นหนูทดลองก็ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน แต่สุดท้ายส่วนใหญ่ก็พบจุดจบเดียวกันคือความตาย ถ้าไม่ตายจากการทดลอง ก็กรำงานหนักจนตาย ป่วยตาย หรือถูกต้อนไปสังหารหมู่ด้วยการรมแก๊สพิษ ส่วนที่เหลือกลายเป็นผู้รอดชีวิตจากฝันร้ายที่แสนมืดมิด เมื่อนาซีเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม อย่างไรก็ดีหลักฐานเกี่ยวกับการทดลองต่าง ๆ ถูกทำลายไป ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างถูกจับได้และขึ้นศาลในฐานะอาชญากรสงคราม แต่บางส่วนก็หลบหนีไปต่างประเทศแล้วเปลี่ยนเปลี่ยนชื่อแซ่ใหม่ ก่อนกลับมาวนเวียนในแวดวงการแพทย์อย่างลอยนวล </div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-04 16:27:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151613261</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Stem Cell Science &amp; Ethics</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151614786</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=ibBDjK2eP8Q&amp;t=47s" />
         <pubDate>2017-02-04 16:56:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151614786</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151614891</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=Hj9oB4zpHww" />
         <pubDate>2017-02-04 16:59:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151614891</guid>
      </item>
      <item>
         <title> ว่าด้วยจริยธรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151615114</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9480000042071" />
         <pubDate>2017-02-04 17:04:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151615114</guid>
      </item>
      <item>
         <title>STEM CELL with Ethics</title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151746768</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="http://www.vcharkarn.com/varticle/37286" />
         <pubDate>2017-02-06 09:04:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151746768</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>04129_jutakate</author>
         <link>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151748334</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div><strong>ศ. นพ. ทวิป กิตยาภรณ์* <br><br>*ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางการแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล<br></strong>การนําเซลล์ต้นกําเนิด (stem cell) มาใชในการรักษาโรค เป็นวิทยาการใหมและเป็นความหวังใหม่ของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่การรักษาใน ปัจจุบันยังไม่ได้ผลดีและยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด ทำให้มีประเด็นบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ต้องทําความกระจ่าง ชัดให้เกิดขึ้น กล่าวคือ<br><br><strong>๑. การนําเซลล์ต้นกําเนิดมาใช้ในการรักษาโรคบางชนิดเป็นการรักษาตามมาตรฐานหรือเป็นเพียงขั้นตอนของการวิจัย </strong><br><br>ความสําคัญของประเด็นนี้คือ หากจะถือว่าการใชเซลล์ต้นกําเนิดเป็นการรักษาตามมาตรฐานสากลได้ จะต้องมีการพิสูจน์ได้ว่าเซลล์ต้นกําเนิดมีสรรพคุณ (efficacy) และอาจรวมถึงประสิทธิผล (effectiveness) ในการรักษาจริงและมีความปลอดภัยต่อผู้รับการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว <br><br>ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการวิจัยตามขั้นตอนต่างๆ และเป็นที่ยอมรับขององค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ/หรือ ราชวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ มาก่อน <br><br>รวมทั้งต้องผ่านขั้นตอนการผลิตตามมาตรฐานการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practice, GMP) การดําเนินการในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ทดลอง (pre-clinical phase) ภายใตหลักการของการปฏิบัติทางห้องปฏิบัติการที่ดี (Good Laboratory Practice, GLP) <br><br>จากนั้นจึงจะทําการทดสอบในมนุษยภายใตมาตรฐานการวิจัยทางคลินิกที่ดี (Good Clinical Practice, GCP) ซึ่งมีทั้งสิ้น ๓ ขั้นตอน จนถึงการทดสอบทางคลินิกระยะที่ ๓ (phase III หรือ efficacy trial) จึงจะตอบคําถามของสรรพคุณและความปลอดภัยของการรักษาของผลิตภัณฑ์ที่นํา มาทดสอบได แต่จากการติดตามการใช้เซลล์ต้นกําเนิดที่มีการกล่าวกันในปัจจุบันว่าใช้ใน " การรักษาโรค" นอกเหนือไปจากโรคทางโลหิตวิทยาบางประเภทนั้น<br><br>ผู้ที่ทำงานทางด้านจริยธรรมการวิจัยในคนและงานวิจัยทางคลินิกหลายท่านเห็น ตรงกันว่าน่าจะยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยในคนขั้นต้น (ระยะที่ ๑ และ ๒) เท่านั้น ซึ่งมีเพียงวัตถุประสงคหลักที่จะตอบคําถามวิจัยไดแต่เพียงว่ามีความ ปลอดภัยต่อผู้ที่ได้รับเซลล์ต้นกําเนิดเพื่อการรักษาโรคมากน้อยเพียงใด รวมถึง dosing, scheduling และ potential efficacy เท่านั้น<br><br><strong>๒. ค่าใชจ่ายในกระบวนการรักษาโรคด้วยเซลล์ต้นกําเนิด</strong><br><br>เนื่องจากกระบวนการใช้เซลล์ต้นกําเนิดยังอยูในระยะการวิจัยทางคลินิกระยะ ที่ ๑ – ๒ ซึ่งมีวัตถุประสงคหลักที่จะตอบคําถามวิจัยว่ามีความปลอดภัยต่อผู้ที่ได้รับ เซลล์ต้นกําเนิดเพื่อการรักษาโรคมากน้อยเพียงใด ฯลฯ ในขั้นตอนดังกล่าว ค่าใช้จ่ายสําหรับการนี้จึงควรเป็นภาระที่ผู้ใหทุนจะต้องรับผิดชอบ อีกทั้งต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่เข้าร่วมการวิจัย หากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงคอันเกี่ยวข้องโดยตรงจากการวิจัยด้วย<br><br><strong>๓. ประเด็นอื่นๆ</strong><br><br>เนื่องจากผู้ป่วยที่ร่วมในโครงการทดสอบการใชเซลล์ต้นกําเนิดมักเป็นผู้ป่วย ที่เป็นโรคเรื้อรัง และยังไม่มีวิธีการรักษาใหหายขาด <br><br>ดังนั้นผู้เข้าร่วมการวิจัยในโครงการวิจัยเซลล์ต้นกําเนิดจึงจัดเป็นผู้เข้าร่วมโครงการที่มีความเปราะบาง (vulnerable subject) ที่สมควรได้รับการคุ้มครองดูแลเป็นพิเศษ ควรระวังมิให้เกิดการโน้มน้าว หรือข่มขู่เชิงบังคับ (inducement/coercion) ให้ผู้ป่วยเหล่านี้เข้าร่วมการวิจัย ขั้นตอนการให้ข้อมูลแก่ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัยซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ <br><br>ด้านจริยธรรมการวิจัยในคน ผู้ป่วยที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัยจะต้องได้รับข้อมูลที่เที่ยงตรงเกี่ยวกับ ประเด็นต่างๆ ของการวิจัย และควรมีการตรวจสอบความเข้าใจของผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยในเนื้อหาของข้อมูล ที่ได้รับก่อนตัดสินใจเข้าร่วมการวิจัยที่เป็นโดยใจสมัคร (voluntary decision) ก่อนการรับเข้าโครงการ (recruitment) ฯลฯ<br><br>ด้วยเหตุผลข้างต้นจึงขออนุญาตเสนอข้อคิดเห็นแก่แพทย์ทั่วไปเพื่อทราบ อันจะเป็นผลให้การวิจัยในคนโดยการใช้เซลล์ต้นกําเนิด ในวงการแพทย์ไทยเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตรและหลักจริยธรรมการ วิจัยในคน และเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง (valid) ใช้ได้เป็นไปตามหลักสากล รวมทั้งเพื่อเป็นการพิทักษ์สิทธิและสวัสดิภาพของผู้ป่วยที่จะเข้าร่วมการ วิจัยต่อไป<br><br><br>เครดิต Ittaporn-stem cell-fact sheet sep2007<br><br><figure class="attachment attachment-preview"><img src="http://www.puntipclinic.com/images/column_1239365689/Stem%20cell.JPG" width="361" height="209"><figcaption class="caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-02-06 09:12:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/04129_jutakate/1f6mtdx6byb2/wish/151748334</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
